ทำไมคนเราถึงนอกใจ: บทเรียนภาษาอังกฤษ
The School of Life
คำอธิบายวิดีโอ: การนอกใจอาจสะท้อนความไม่สมดุลระหว่างความใกล้ชิดกับพื้นที่ส่วนตัว ด้านหนึ่งคุกคามอัตลักษณ์ ส่วนอีกด้านให้ความรู้สึกเหมือนถูกปฏิเสธ ประเด็นการเรียนภาษาอังกฤษหลัก: 1. จาก "stem from" (กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน) เรียนรู้การระบุรากเหตุด้วยภาษาเชิงวิเคราะห์ที่เป็นทางการและแม่นยำกว่าการบอกที่มาอย่างกว้าง ๆ 2. จาก "dissolving into the couple." (สำนวนและการเปรียบเปรย) มองเห็นภาพการสูญเสียอัตลักษณ์ในความสัมพันธ์ ไม่ใช่การละลายทางกายภาพจริง ๆ 3. จาก "Only thus can we hope to ensure" (ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค) เข้าใจการสลับประธานกับกริยาช่วยหลัง only และคำกริยาวิเศษณ์ต้นประโยค แล้วใช้เน้นหนทางเดียวสู่ผลลัพธ์
คำอธิบายในบทเรียนนี้
be seen as: ถูกตีความหรือจัดประเภทว่าเป็น
ในโครงสร้าง be seen as + ส่วนเติมเต็ม ประธานจะได้รับการตีความหรือจัดประเภทจากผู้อื่น ในที่นี้ affairs มักถูกตีความว่าเป็นผลจากสาเหตุง่าย ๆ สองอย่าง โดย seen ไม่ได้หมายถึงการมองเห็นด้วยตา รูปประโยคถูกกระทำไม่ระบุว่าใครเป็นผู้มีมุมมองนั้น วิธีนี้ทำให้ผู้พูดกล่าวถึงความเชื่อที่แพร่หลายได้โดยไม่ได้นำเสนอว่าเป็นข้อสรุปของตนเอง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปประโยคถูกกระทำของ see as ที่สื่อถึงการประเมินทั่วไปในปัจจุบัน: “The new safety rule ____ a sensible precaution.”
ดูคำตอบ
is seen as
that's very rarely the case: แก้ข้อความที่กล่าวมาก่อนหน้า
That's ... the case หมายความว่าสถานการณ์ที่เพิ่งกล่าวถึงนั้นเป็นจริง เมื่อเติม very rarely ผู้พูดกำลังบอกว่าข้อความก่อนหน้าเป็นจริงเพียงไม่กี่สถานการณ์เท่านั้น That ย้อนอ้างถึงแนวคิดก่อนหน้าทั้งหมด ไม่ใช่วัตถุที่อยู่ใกล้ และ case หมายถึงสถานการณ์จริง ไม่ใช่คดีทางกฎหมาย วลีนี้ใช้แก้ข้อสรุปแบบเหมารวมโดยไม่ได้บอกว่าไม่มีข้อยกเว้นเลย
แบบฝึกหัด
ผู้พูดกล่าวว่า “An online summary tells the whole story, but that's very rarely the case.” คำตอบหลัง but หมายความว่าอย่างไร
- ข้อความก่อนหน้าเป็นจริงเพียงไม่กี่สถานการณ์
- ผู้พูดกำลังเริ่มกล่าวถึงคดีทางกฎหมาย
- ข้อความก่อนหน้าเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
ดูคำตอบ
ข้อความก่อนหน้าเป็นจริงเพียงไม่กี่สถานการณ์
ใช้ When it comes to affairs เพื่อเปิดหัวข้อ
When it comes to affairs ใช้กำหนด affairs ซึ่งในที่นี้หมายถึงความสัมพันธ์นอกสมรส ให้เป็นหัวข้อของความเห็นที่ตามมา ความหมายคือ “เมื่อพูดถึงการนอกใจ” หรือ “เมื่อพิจารณาเรื่องการนอกใจ” ไม่ได้หมายถึงว่ามีบางสิ่งเคลื่อนมาถึงสถานที่หนึ่งจริง ๆ โครงสร้างคือ When it comes to + หัวข้อ ใช้เปลี่ยนความสนใจไปยังประเด็นเฉพาะ โดยมักวางก่อนการแสดงความเห็น การเปรียบต่าง หรือการตัดสินเกี่ยวกับประเด็นนั้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเปิดหัวข้อจากบทเรียน: ____ remote work, reliable communication matters most.
ดูคำตอบ
When it comes to
ใช้ far too long ... far too little time แสดงความไม่สมดุลอย่างรุนแรง
Far ใช้เสริมความหมายของ too ให้แรงขึ้น Far too long หมายถึง “นานเกินกว่าที่ยอมรับได้มาก” ส่วน far too little time หมายถึง “มีเวลาน้อยกว่าที่ต้องการมาก” ในที่นี้ far บอกระดับ ไม่ได้บอกระยะทางทางกายภาพ โครงสร้างคู่ขนาน far too long ... และ far too little time ... เปรียบต่างการใช้เวลาสองแบบโดยตรง และวิจารณ์ความไม่สมดุลอย่างชัดเจน คือใช้เวลากับพฤติกรรมแรกมากเกินไป แต่ให้เวลากับการทำความเข้าใจไม่เพียงพอ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีบอกเวลาที่เน้นย้ำสองวลีจากบทเรียน: Our team spends ____ debating tiny details and ____ testing the final product.
ดูคำตอบ
far too long · far too little time
affairs stem from a very fiddly aspect of our romantic psychology. วลี
0:19การนอกใจเกิดจากแง่มุมที่ซับซ้อนมากในจิตวิทยาความรักของเรา
stem from: ย้อนจากผลลัพธ์ไปหาต้นเหตุเบื้องลึก
ในประโยคนี้ stem from หมายถึง “มีต้นกำเนิดจาก” หรือ “เกิดจาก” โดยเชื่อมความสัมพันธ์นอกใจซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่กำลังกล่าวถึง เข้ากับแง่มุมอันละเอียดอ่อนของจิตวิทยาความรักในฐานะต้นเหตุที่อยู่ลึกลงไป โครงสร้างคือ ผลลัพธ์ + stem from + ต้นเหตุ เหมาะอย่างยิ่งเมื่อต้องอธิบายสาเหตุ กลไก หรือรากเหง้าที่ลึกกว่า แทนที่จะบอกเพียงที่มาแบบกว้าง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ stem from: The flight delays ____ a software error discovered that morning.
ดูคำตอบ
stemmed from
all of us need carefully calibrated mixtures of two different ingredients. สำนวน
0:25เราทุกคนต้องการส่วนผสมสองอย่างที่แตกต่างกันซึ่งได้รับการปรับสัดส่วนมาอย่างระมัดระวัง
carefully calibrated mixtures of two different ingredients: อุปมาเรื่องความแม่นยำและความสมดุล
วลีนี้เป็นอุปมา ไม่ได้หมายถึงสูตรผสมตามตัวอักษร calibrated หมายถึง “ปรับอย่างระมัดระวัง” ส่วน ingredients หมายถึงความต้องการสองอย่างที่กล่าวต่อมา ได้แก่ ความใกล้ชิดและระยะห่าง เมื่อนำมารวมกัน วลีนี้มองว่าความสัมพันธ์จะดำเนินไปได้ดีต่อเมื่อผสมความต้องการทั้งสองในสัดส่วนที่เหมาะสม คำศัพท์จากการวัดและการผสมทำให้สมดุลที่เป็นนามธรรมดูแม่นยำและละเอียดอ่อน mixtures เป็นรูปพหูพจน์เพราะคนหรือความสัมพันธ์แต่ละแบบอาจต้องการสัดส่วนต่างกัน ไม่ใช่สูตรสากลเพียงสูตรเดียว
แบบฝึกหัด
อุปมา carefully calibrated mixtures of two different ingredients ในที่นี้สื่อถึงอะไร?
- ความต้องการทั้งสองอย่างไม่ควรเกิดขึ้นพร้อมกันเลย
- คู่รักทุกคู่ควรใช้สูตรเดียวกันทุกประการ
- ความสัมพันธ์ต้องมีสมดุลที่ปรับอย่างแม่นยำระหว่างความต้องการทางอารมณ์สองอย่างที่แตกต่างกัน
- คู่รักต้องเตรียมสารที่จับต้องได้สองชนิด
ดูคำตอบ
ความสัมพันธ์ต้องมีสมดุลที่ปรับอย่างแม่นยำระหว่างความต้องการทางอารมณ์สองอย่างที่แตกต่างกัน
We have a need for closeness and a need for distance.
0:30เราต้องการความใกล้ชิดและเราก็ต้องการระยะห่าง
We want to impart closeness to feel we can hug, touch, be cozy,
0:35เราต้องการมอบความใกล้ชิดเพื่อให้รู้สึกว่าเรากอด สัมผัส อบอุ่น
intimate, and entirely relaxed and at home with someone. สำนวน
0:40ใกล้ชิด และผ่อนคลายอย่างเต็มที่เหมือนอยู่บ้านกับใครสักคนได้
At home with someone: รู้สึกสบายใจเมื่ออยู่กับใครสักคน
ในที่นี้ at home with someone หมายถึงรู้สึกสบายใจ ปลอดภัย และไม่ต้องระแวดระวังเลยเมื่ออยู่กับคนนั้น คำว่า home ใช้เป็นอุปมาเพื่อสื่อถึงความคุ้นเคยและความผ่อนคลายที่เชื่อมโยงกับสถานที่ที่ปลอดภัย with ใช้นำหน้าคนที่เราอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ วลีนี้บอกสภาวะทางอารมณ์ ไม่ได้หมายถึงข้อเท็จจริงว่าอยู่ภายในบ้าน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ at home with และรูปกรรมของ he: After a few honest talks with Daniel, I began to feel ____.
ดูคำตอบ
at home with him
and to wander freely in their minds too. สำนวน
0:45และสามารถท่องไปในความคิดของเขาได้อย่างอิสระเช่นกัน
Wander freely in their minds: ท่องไปในโลกความคิดของผู้อื่นอย่างอิสระ
ในที่นี้ wander freely in their minds เปรียบความคิดของผู้อื่นเป็นสถานที่ที่สำรวจได้โดยไม่มีสิ่งกีดขวาง หมายถึงการเข้าถึงอย่างเปิดเผยและลึกซึ้งว่าคนอื่นคิดและรู้สึกอย่างไร ไม่ได้เกี่ยวกับการเดินไปมาจริง ๆ เมื่อใช้ควบคู่กับแนวคิดที่ว่าพวกเขารู้ความคิดของเรา ภาพเปรียบนี้สื่อถึงการเปิดใจต่อกัน โดยแต่ละฝ่ายสามารถสำรวจและเข้าใจโลกภายในของอีกฝ่ายได้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ wander เป็นอุปมาเพื่อสื่อถึงการสำรวจความคิดภายในของผู้อื่น?
- He wanders freely around the park before dinner.
- In the poem, he longs to wander freely in her mind and understand the fears she never shares.
- He lets his mind wander whenever the meeting gets boring.
ดูคำตอบ
In the poem, he longs to wander freely in her mind and understand the fears she never shares.
distance enough not to feel: enough หลังคำนามกับ infinitive เชิงปฏิเสธ
ในที่นี้ enough อยู่หลังคำนาม distance โดย distance enough หมายถึง ‘ระยะห่างมากเท่าที่จำเป็น’ คำว่า enough ขยาย distance ไม่ได้ขยาย feel กริยารูป infinitive เชิงปฏิเสธ not to feel บอกผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งระยะห่างที่เพียงพอช่วยป้องกันได้ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำนาม + enough + not to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงมีบางสิ่งในปริมาณเพียงพอจนผลลัพธ์เชิงลบไม่เกิดขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ลำดับ enough + not to + feel: The shared studio gives each artist room ____ boxed in.
ดูคำตอบ
enough not to feel
cloyingly submerged, subsumed, or owned: การสูญเสียอิสระของตนที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
Cloyingly หมายถึง ‘ในลักษณะที่หวานหรือใกล้ชิดมากเกินไปจนชวนให้อึดอัดหรือไม่สบายใจ’ คำนี้ขยาย past participle ที่เชื่อมกันทั้งสามคำ ได้แก่ submerged, subsumed และ owned คำทั้งสามบรรยายสภาวะถูกกระทำในเชิงเปรียบเทียบ และเรียงความหมายให้รุนแรงขึ้นจากการถูกอารมณ์ท่วมท้น ไปสู่การสูญเสียอัตลักษณ์ของตนเพราะถูกกลืนรวม และสุดท้ายคือการถูกควบคุมราวกับเป็นทรัพย์สินของอีกคน
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดถ่ายทอดความหมายของ cloyingly submerged, subsumed, or owned ในประโยคนี้ได้ดีที่สุด
- ถูกความใกล้ชิดที่มากเกินไปท่วมท้น ถูกกลืนเข้าไปในอัตลักษณ์ของอีกคน หรือถูกควบคุมเหมือนทรัพย์สิน
- ได้รับการปลอบโยนจากความรัก ได้รับการยอมรับเข้ากลุ่ม หรือได้รับการปกป้องอย่างปลอดภัย
- ถูกทำให้เปียกทางกายภาพ ถูกจัดประเภทอย่างเป็นทางการ หรือถูกซื้อตามกฎหมาย
ดูคำตอบ
ถูกความใกล้ชิดที่มากเกินไปท่วมท้น ถูกกลืนเข้าไปในอัตลักษณ์ของอีกคน หรือถูกควบคุมเหมือนทรัพย์สิน
We need a private room to which we alone have the key. สำนวน
0:57เราต้องการห้องส่วนตัวที่มีเพียงเราคนเดียวที่ถือกุญแจ
ห้องส่วนตัวที่มีเพียงเราเท่านั้นที่ถือกุญแจ
ในประโยคนี้ a private room เป็นอุปมาถึงพื้นที่ภายในชีวิตที่ยังคงเป็นของเราเอง แม้จะอยู่ในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด กุญแจสื่อถึงอำนาจควบคุมว่าใครเข้าถึงพื้นที่นี้ได้ ดังนั้น we alone have the key จึงเน้นว่าเราเป็นผู้เลือกเองว่าจะแบ่งปันอะไรและเมื่อใด ภาพนี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงห้องหรือกุญแจจริง ๆ แต่สื่อถึงความต้องการความเป็นส่วนตัว ความเป็นอิสระ และขอบเขตส่วนบุคคล โดยไม่ได้ปฏิเสธความใกล้ชิด
แบบฝึกหัด
ภาพของห้องส่วนตัวและกุญแจในที่นี้สื่อถึงอะไรเป็นหลัก?
- แผนการเช่าห้องที่ล็อกไว้
- ความต้องการยุติความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั้งหมด
- การควบคุมพื้นที่ภายในที่เป็นส่วนตัวของตนเอง
ดูคำตอบ
การควบคุมพื้นที่ภายในที่เป็นส่วนตัวของตนเอง
Any imbalances towards over-closeness or over-distance
1:01ความไม่สมดุลใดๆ ที่เอนเอียงไปทางใกล้ชิดเกินไปหรือห่างเหินเกินไป
อาจลงเอยอย่างร้ายแรงหากไม่จัดการ
ในที่นี้ prove + adjective หมายถึง “สุดท้ายกลายเป็น” หรือ “ในที่สุดปรากฏว่าเป็นเช่นนั้น” ดังนั้น may prove catastrophic จึงหมายความว่าผลลัพธ์สุดท้ายอาจร้ายแรงถึงขั้นหายนะ prove ในที่นี้เป็นกริยาเชื่อม ไม่ใช่สกรรมกริยาที่หมายถึงพิสูจน์บางสิ่งด้วยหลักฐาน If left unaddressed เป็นอนุประโยคเงื่อนไขรูป passive แบบย่อ มาจาก if [the imbalances are] left unaddressed โดยเข้าใจประธานที่ละไว้จากประโยคหลัก และ left unaddressed หมายถึงการปล่อยให้ความไม่สมดุลดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครจัดการ
แบบฝึกหัด
เติมคำในคำเตือนแบบเป็นทางการด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: The imbalance may ____ catastrophic if ____ unaddressed.
ดูคำตอบ
prove · left
In a relationship which threatens to lean perilously towards over-closeness,
1:09ในความสัมพันธ์ที่มีแนวโน้มว่าจะใกล้ชิดกันมากเกินไปจนเป็นอันตราย
Be driven to stray: ถูกแรงผลักดันให้นอกใจ
be driven to do something หมายถึงถูกแรงกระตุ้นภายใน อารมณ์ หรือแรงกดดันอย่างรุนแรงผลักดันให้ทำบางอย่าง ในที่นี้วลี by a powerful urge ที่ตามมาระบุว่าแรงนั้นคืออะไร รูปประโยคแบบถูกกระทำไม่ได้หมายความว่ามีใครขับรถพาบุคคลนั้นไปจริง ๆ ในบริบทของความสัมพันธ์ stray หมายถึงไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่รักในทางความรักหรือทางเพศ ดังนั้น be driven to stray จึงนำเสนอการนอกใจว่าเป็นการกระทำที่แรงกระตุ้นรุนแรงอาจผลักดันให้คนทำ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นไม่มีทางเลือกหรือไม่ต้องรับผิดชอบ
แบบฝึกหัด
เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์แบบคู่รัก be driven to stray หมายความว่าอะไร
- ถูกผลักดันอย่างแรงให้ไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่รัก
- ถูกคนขับรถพาไปที่ใดที่หนึ่ง
- หลงทางโดยไม่ตั้งใจ
ดูคำตอบ
ถูกผลักดันอย่างแรงให้ไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่รัก
and a going concern in and of ourselves. สำนวน
1:24และเป็นตัวของตัวเองที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง
Not everything ... is owned by the partner: การปฏิเสธบางส่วน
Not everything สร้างความหมายปฏิเสธบางส่วน กล่าวคือปฏิเสธแนวคิดที่ว่าทุกอย่างรวมอยู่ทั้งหมด แต่ยังเปิดไว้ว่าอาจมีบางส่วนที่รวมอยู่ ในที่นี้ everything ครอบคลุมทั้งสิ่งที่เราทำและตัวตนของเรา ดังนั้นอนุประโยคนี้จึงบอกว่าคู่รักไม่ได้เป็นเจ้าของการกระทำและอัตลักษณ์ทุกส่วนของคนคนหนึ่ง ไม่ได้บอกว่าคู่รักไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “งานเขียนของฉันบางส่วนเป็นเรื่องส่วนตัว”: “____ I write is meant to be shared.”
ดูคำตอบ
Not everything
a going concern in and of ourselves ในฐานะคำเปรียบถึงพลังและคุณค่าของบุคคล
a going concern เป็นศัพท์ธุรกิจ หมายถึงบริษัทหรือองค์กรที่คาดว่าจะดำเนินงานต่อไปแทนที่จะปิดกิจการ ในที่นี้มีการนำศัพท์ธุรกิจนี้มาใช้กับคนอย่างมีอารมณ์ขัน หมายความว่าพวกเขาต้องการคงความกระตือรือร้น คุณค่า และเสน่ห์ในฐานะบุคคลต่อไป in and of ourselves เน้นว่าคุณค่านี้มีอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ได้มาจากคู่รักเท่านั้น going concern เป็นสำนวนหนึ่งชุด ไม่ได้หมายถึงความกังวลที่กำลังเกิดขึ้น
แบบฝึกหัด
a going concern in and of ourselves ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?
- เราเป็นเจ้าของบริษัทที่คนทั้งโลกต้องการ
- เรายังคงมีพลังและคุณค่าในฐานะบุคคล
- เรายังคงกังวลเกี่ยวกับตัวเอง
ดูคำตอบ
เรายังคงมีพลังและคุณค่าในฐานะบุคคล
Going to bed with a new person might not simply be about lust. โน้ต
1:27การขึ้นเตียงกับคนใหม่อาจไม่ใช่แค่เรื่องของตัณหาเพียงอย่างเดียว
Going to bed with someone ในฐานะคำเลี่ยงที่หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์
Go to bed with someone เป็นคำเลี่ยงที่ใช้กันทั่วไปเพื่อหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์กับคนนั้น เป็นคำที่ตรงน้อยกว่า have sex with แต่ผู้ใหญ่มักเข้าใจความหมายทางเพศได้ชัดเจนในบริบทความสัมพันธ์ สำนวนนี้อาจมีความหมายตรงตัวได้ หากบริบทพูดถึงเวลาเข้านอนหรือการนอนจริง ๆ แต่ในประโยคนี้ a new person และ lust ทำให้ความหมายทางเพศเป็นความหมายที่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้หมายถึงเพียงการนอนลงเพื่อหลับ
แบบฝึกหัด
อ่านประโยคภาษาอังกฤษนี้: After months of flirting, they finally went to bed with each other. went to bed with น่าจะหมายความว่าอย่างไรมากที่สุด?
- พวกเขาหลับพร้อมกัน
- พวกเขามีเพศสัมพันธ์กัน
- พวกเขาซื้อเตียงด้วยกัน
ดูคำตอบ
พวกเขามีเพศสัมพันธ์กัน
might not simply be about ... It's about ...: การปรับกรอบคำอธิบายใหม่
รูปแบบ might not simply be about X เริ่มจากจำกัดคำอธิบายแบบผิวเผินก่อน โดย X อาจยังมีส่วนอยู่ แต่ถูกนำเสนอว่าเป็นคำอธิบายที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ใช่สาเหตุหลัก คำกริยาช่วย might ยังทำให้การประเมินใหม่นี้ไม่ฟันธงจนเกินไป จากนั้น It's about Y จะเปลี่ยนจุดสนใจไปยังคำอธิบายที่ผู้พูดมองว่าลึกกว่าหรือสำคัญกว่า เมื่อใช้สองอนุประโยคนี้ร่วมกัน จึงไม่ใช่แค่การเปรียบต่างความคิด แต่เป็นการปรับกรอบว่าผู้ฟังควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
แบบฝึกหัด
ใช้รูปแบบการปรับกรอบสองขั้นตอนจากบทเรียนให้ตรงทุกคำเพื่อเติมตัวอย่างใหม่ให้สมบูรณ์: The delay ____ poor planning. ____ a safety check.
ดูคำตอบ
might not simply be about · It's about
on the verge of: ใกล้จะเกิดขึ้น
On the verge of หมายถึงใกล้มากที่จะเข้าสู่สภาวะใหม่หรือใกล้ที่บางสิ่งจะเกิดขึ้น มักสื่อถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ คือเหตุการณ์นั้นยังไม่เกิด แต่ดูเหมือนมีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ในประโยคนี้ of ตามด้วยรูป -ing คือ dissolving วลีนี้นำเสนอว่าการเปลี่ยนแปลงของตัวตนกำลังจะเกิดขึ้นและทำให้น่ากังวล ไม่ได้หมายถึงการอยู่ตรงขอบทางกายภาพจริง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนตรงตามบทเรียนที่หมายถึง “ใกล้มากที่จะ” ให้สมบูรณ์: The research team is ____ announcing a major breakthrough.
ดูคำตอบ
on the verge of
ความหมายเชิงอุปมาของ dissolving into the couple
ในประโยคนี้ dissolving into the couple เป็นอุปมา อัตลักษณ์ของคนคนหนึ่งถูกเปรียบเป็นสารที่สูญเสียรูปร่างอันแยกจากกันเมื่อผสมเข้าไปในสิ่งที่ใหญ่กว่า หมายความว่าความรู้สึกว่าตนเป็นบุคคลหนึ่งอาจหายไปในอัตลักษณ์ร่วมของความสัมพันธ์ โครงสร้าง dissolve into + คำนาม ใช้อธิบายขอบเขตหรือความแตกต่างที่เริ่มมองเห็นได้ยาก ในที่นี้ the couple หมายถึงความสัมพันธ์ในฐานะหน่วยร่วม ไม่ใช่แค่คนสองคนตามจำนวน
แบบฝึกหัด
dissolving into the couple ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร
- อัตลักษณ์ส่วนบุคคลของคนนั้นดูเหมือนกำลังหายไปในอัตลักษณ์ร่วมของความสัมพันธ์
- ความสัมพันธ์กำลังห่างเหินกันมากขึ้นทางอารมณ์
- คนสองคนกำลังละลายรวมกันทางร่างกายจริง ๆ
ดูคำตอบ
อัตลักษณ์ส่วนบุคคลของคนนั้นดูเหมือนกำลังหายไปในอัตลักษณ์ร่วมของความสัมพันธ์
But too much distance can undermine fidelity no less powerfully. ไวยากรณ์
1:41แต่ระยะห่างที่มากเกินไปก็สามารถทำลายความซื่อสัตย์ได้อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน
การเปรียบเทียบความรุนแรงที่เท่ากันด้วย no less powerfully
no less powerfully หมายถึง “ด้วยพลังเท่ากัน” กับผลที่กล่าวถึงไปแล้ว no ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าผลอย่างที่สองอ่อนกว่า วลีนี้จึงเน้นว่าทั้งสองมีความรุนแรงเท่ากัน โครงสร้าง no less + คำคุณศัพท์/คำวิเศษณ์ ใช้เปรียบเทียบบางสิ่งกับมาตรฐานที่กล่าวไว้ก่อนหน้าหรือเข้าใจได้ชัดจากบริบท ในที่นี้ การเว้นระยะห่างมากเกินไปสามารถทำลายความซื่อสัตย์ได้รุนแรงเท่ากับอันตรายอีกอย่างที่กำลังกล่าวถึง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าการสื่อสารที่ไม่ดีสามารถกำหนดผลลัพธ์ของโครงการได้รุนแรงพอ ๆ กับการวางแผนที่ไม่ดี
- Poor planning can shape a project's outcome, and poor communication can do so less powerfully.
- Poor planning can shape a project's outcome, and poor communication can do so no less powerfully.
- Poor planning can shape a project's outcome, and poor communication can do so not as powerfully.
ดูคำตอบ
Poor planning can shape a project's outcome, and poor communication can do so no less powerfully.
The distance reads like constant rejection. การใช้คำ
1:45ระยะห่างถูกตีความเหมือนการปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา
reads like: สื่อถึงการตีความหรือความรู้สึกที่ได้รับ
ในที่นี้ reads like หมายถึง “ให้ความรู้สึกว่า” หรือ “ตีความได้ว่า” ประธาน distance คือสิ่งที่ถูกตีความ ส่วน constant rejection คือสารที่ความห่างเหินนั้นดูเหมือนสื่อออกมา ไม่ได้มีใครหรือสิ่งใดกำลังอ่านตามความหมายตรงตัว รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X reads like Y ใช้เพื่ออธิบายความรู้สึกหรือภาพที่เกิดจากถ้อยคำ หลักฐาน พฤติกรรม หรือสถานการณ์
แบบฝึกหัด
ในประโยค “The distance reads like constant rejection.” คำว่า reads like สื่อความหมายใด?
- ความห่างเหินนั้นให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง
- ความห่างเหินนั้นทำให้ระยะทางจริงสั้นลงเพราะการปฏิเสธ
- ความห่างเหินนั้นอ่านข้อความเกี่ยวกับการปฏิเสธจริง ๆ
ดูคำตอบ
ความห่างเหินนั้นให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง
bring up: หยิบยกหัวข้อขึ้นมาพูด
bring up เป็นกริยาวลีแบบแยกคำได้ หมายถึง “หยิบยกหัวข้อขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นพูดคุยกัน” ในตัวอย่าง something personal คือหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมา วลีนี้ไม่ได้หมายถึงการยกสิ่งของขึ้น เมื่อกรรมเป็นนามวลี สามารถใช้ได้ทั้ง bring up the issue และ bring the issue up แต่เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่างกริยากับคำอนุภาค เช่น bring it up ไม่ใช่ bring up it
แบบฝึกหัด
เติมสองส่วนของ bring up ลงในประโยค โดยวางคำสรรพนามให้ถูกตำแหน่ง: Maya wants to ____ it ____ at the meeting.
ดูคำตอบ
bring · up
change the subject: เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น
Change the subject เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงหยุดพูดเรื่องที่กำลังคุยอยู่แล้วเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น subject ในที่นี้หมายถึงหัวข้อของการสนทนา ในประโยคนี้ อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องเมื่อมีการพูดถึงเรื่องส่วนตัว จึงสื่อถึงการจงใจหลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนหัวข้อตามปกติ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตที่ถูกต้องของ change the subject: When Lena was asked why she left the job, she ____ and started talking about the weather.
ดูคำตอบ
changed the subject
end up + -ing ใน end up having
end up + -ing แสดงการกระทำหรือสภาวะว่าเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการ และมักเป็นผลที่ไม่ได้วางแผนไว้ตั้งแต่แรก having เป็น gerund ที่ตามหลัง end up ไม่ใช่ infinitive ในที่นี้ may แสดงว่าผลลัพธ์นั้นอาจเกิดขึ้น แต่ไม่แน่นอน กล่าวคือ บุคคลนั้นอาจลงเอยด้วยการมีความสัมพันธ์นอกใจ วลีนี้บอกผลลัพธ์ ส่วน not because ... but precisely because ... นำเสนอเหตุผลที่น่าประหลาดใจ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ end up และรูป -ing ของ walk: The buses had stopped, so we ____ home.
ดูคำตอบ
ended up walking
not because ... but precisely because: แก้และเน้นเหตุผลที่แท้จริง
โครงสร้างคู่ not because X, but precisely because Y ปฏิเสธว่า X เป็นคำอธิบาย แล้วแทนด้วย Y คำว่า precisely หมายถึง อย่างตรงจุดหรือโดยแท้จริง ทำให้การแก้ความเข้าใจมีน้ำหนักมากขึ้น และมักทำให้ Y ดูน่าประหลาดใจหรือตรงข้ามกับที่คาดไว้ ในที่นี้ do ใช้แทน love the partner ดังนั้น because we do จึงหมายถึง because we do love the partner โครงสร้างนี้ไม่ได้บอกว่าความรักหมดไปแล้ว แต่เน้นว่าการยังรักอยู่นั่นเองคือเหตุผล
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างแก้เหตุผลแบบเน้นย้ำ: He criticized the plan ____ he wanted it to fail, ____ he wanted it to succeed.
ดูคำตอบ
not because · but precisely because
distance they appear to be imposing on us: รูปแบบ impose something on someone
ในที่นี้ distance หมายถึงความห่างเหินทางอารมณ์ และเป็นสิ่งที่ถูกยัดเยียด โดยสามารถขยายอนุประโยคสัมพันธ์ได้เป็น distance that they appear to be imposing on us รูปแบบ impose something on someone หมายถึงทำให้ใครบางคนต้องยอมรับหรือทนรับกฎ ค่าใช้จ่าย ภาระ หรือสภาพที่เขาไม่ได้เลือก ถ้อยคำนี้มีนัยประเมินในทางลบ Appear to be แสดงว่าการกระทำนั้นเป็นการตีความของผู้พูด ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว และไม่ได้พิสูจน์ว่าอีกฝ่ายตั้งใจสร้างระยะห่างนั้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้รูปแบบ impose something on someone: The new policy appears to be ____ an unfair burden ____ part-time workers.
ดูคำตอบ
imposing · on
that might have inspired the whole mistaken escapade.
2:15ที่อาจเป็นต้นเหตุของการกระทำผิดพลาดที่หลีกหนีไปทั้งหมดนี้
It's the final irony that ... เพื่อเสนอความขัดแย้งปิดท้าย
กรอบประโยค “It's the final irony that ...” ส่งสัญญาณว่าผู้เขียนกำลังจะชี้ให้เห็นความขัดแย้งที่เป็นบทสรุปหลังจากมีเหตุการณ์ซับซ้อนมาก่อน อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกผลลัพธ์อันย้อนแย้ง ส่วน final จัดวางผลนั้นให้เป็นจุดหักมุมปิดท้ายของข้อคิด ในที่นี้ คำตัดสินที่คาดว่าจะได้รับกับแรงจูงใจที่ผู้เขียนเสนอชี้ไปคนละทาง พวกเขาอาจถูกกล่าวหาว่าไม่ใส่ใจ ทั้งที่การใส่ใจมากเกินไปอาจเป็นต้นเหตุของการผจญภัยที่ผิดพลาดนั้น irony ในที่นี้หมายถึงความไม่สอดคล้องกันของสถานการณ์ ไม่ใช่น้ำเสียงประชดประชัน
แบบฝึกหัด
คำขึ้นต้นใดเหมาะที่สุดสำหรับนำเสนอความขัดแย้งเป็นจุดหักมุมสุดท้าย หลังจากมีเหตุการณ์ซับซ้อนหลายอย่างมาก่อน
- It's unfortunate that ...
- It's ironic that ...
- It's the final irony that ...
ดูคำตอบ
It's the final irony that ...
จุดเน้นใน it was caring too much that might have inspired
ในรูปแบบ “it was X that ...” คำว่า it และ that ประกอบกันเป็นโครงสร้างเน้นแบบ it-cleft และวาง X ไว้เป็นจุดเน้น ในที่นี้ X คือ caring too much ดังนั้นประโยคจึงชี้ว่าสิ่งนี้เป็นสาเหตุที่เป็นไปได้ของการผจญภัยนั้น it ไม่ได้ย้อนกลับไปแทนสิ่งของใดโดยเฉพาะ ใจความพื้นฐานคือ “caring too much might have inspired the escapade” วลี Might have inspired นำเสนอสาเหตุว่าเป็นเพียงความเป็นไปได้ที่ไม่แน่นอนเกี่ยวกับอดีต โครงสร้างเน้นทำให้สาเหตุเด่นขึ้น ไม่ได้ทำให้คำกล่าวนั้นแน่นอนขึ้น
แบบฝึกหัด
ในประโยค “It was caring too much that might have inspired the whole mistaken escapade,” โครงสร้าง it-cleft เน้นสิ่งใด
- “the whole mistaken escapade” ในฐานะสาเหตุที่แน่นอน
- สิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะที่ “it” ใช้แทน
- “caring too much” ในฐานะสาเหตุที่เป็นไปได้
ดูคำตอบ
“caring too much” ในฐานะสาเหตุที่เป็นไปได้
Tragically, two people almost never enter a relationship
2:18น่าเศร้าที่คนสองคนแทบจะไม่เคยเริ่มต้นความสัมพันธ์
with the same needs for distance and closeness.
2:22ด้วยความต้องการระยะห่างและความใกล้ชิดที่เท่ากันเลย
too clingy ... too cold: ป้ายคำวิจารณ์ในความสัมพันธ์
ในที่นี้ clingy ใช้บรรยายคนที่ถูกมองว่าต้องการความใกล้ชิด ความสนใจ หรือการยืนยันความรักมากเกินไป ส่วน cold ใช้บรรยายคนที่ถูกมองว่าแสดงความอบอุ่นหรือเปิดเผยความรู้สึกน้อยเกินไป ทั้งสองคำไม่ได้หมายถึงการติดกันทางกายภาพหรืออุณหภูมิต่ำ โครงสร้าง one person is too X and another is too Y วางลักษณะสุดโต่งสองด้านที่ถูกตำหนิไว้คู่กัน ป้ายคำเหล่านี้ทำให้ระยะความใกล้ชิดที่แต่ละคนสบายใจดูเป็นข้อเสีย จึงสะท้อนการตัดสินเชิงลบของผู้พูด ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง
แบบฝึกหัด
ข้อใดตีความป้ายคำทั้งสองในประโยคนี้ได้ดีที่สุด: “Lena calls Sam clingy, while Sam calls Lena cold”?
- ทั้งสองคำเป็นคำบรรยายที่เป็นกลางสำหรับรูปแบบการสื่อสารที่ต่างกัน
- “Clingy” ตำหนิการต้องการความใกล้ชิดมากเกินไป ส่วน “cold” ตำหนิการขาดความอบอุ่นทางอารมณ์
- “Clingy” หมายถึงเหนียวติดกันทางกายภาพ ส่วน “cold” หมายถึงมีอุณหภูมิร่างกายต่ำ
ดูคำตอบ
“Clingy” ตำหนิการต้องการความใกล้ชิดมากเกินไป ส่วน “cold” ตำหนิการขาดความอบอุ่นทางอารมณ์
just two different ways of feeling comfortable in love.
2:35เป็นเพียงสองวิธีที่แตกต่างกันในการรู้สึกสบายใจในความรัก
at heart: แก่นแท้ที่อยู่ใต้สิ่งที่เห็นภายนอก
at heart หมายถึง “โดยพื้นฐาน” หรือ “เมื่อมองผ่านสิ่งที่เห็นเพียงผิวเผิน” ในที่นี้วลีนี้ช่วยตีความป้ายคำรุนแรงใหม่ว่า ใต้คำวิจารณ์เหล่านั้น สถานการณ์เป็นเพียงสองวิธีที่ต่างกันในการรู้สึกสบายใจในความรัก วลีนี้ใช้ระบุลักษณะพื้นฐานของบุคคลหรือประเด็นหลักของสถานการณ์ได้ ไม่ได้หมายถึงอยู่ข้างในหัวใจทางกายภาพ และไม่ใช่เพียงอีกวิธีหนึ่งในการพูดว่า emotionally
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่หมายถึง “โดยพื้นฐาน”: The disagreement looks technical, but it is ____ a question of trust.
ดูคำตอบ
at heart
It's therefore an early imperative in any relationship
2:39ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกๆ ในทุกความสัมพันธ์
work out + คำถามทางอ้อม
ในที่นี้ work out หมายถึง “หาคำตอบหรือทำความเข้าใจด้วยการคิด พูดคุย หรือวิเคราะห์” ความต้องการในความสัมพันธ์ยังไม่ชัดเจน จึงต้องช่วยกันทำให้ชัดเจน กรรมของ work out คือคำถามทางอ้อม what the relative needs for distance and closeness actually are ในคำถามทางอ้อมมาตรฐาน หลัง what ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ the needs ... are ไม่ใช่ are the needs ในประโยคนี้ work out ไม่ได้หมายถึง “ออกกำลังกาย”
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ work out ในความหมายว่า “หาคำตอบด้วยการคิดหรือพูดคุย”
- I work out at the gym before breakfast.
- We need to work out what the problem is.
- Luckily, the delay worked out well in the end.
ดูคำตอบ
We need to work out what the problem is.
To air the disjuncture: หยิบยกความไม่สอดคล้องขึ้นมาพูดคุย
ในวลีบอกจุดประสงค์นี้ air เป็นคำกริยาที่หมายถึง “หยิบยกเรื่องหนึ่งขึ้นมาพูดคุยอย่างเปิดเผย” ส่วน disjuncture เป็นคำนามทางการที่หมายถึงความไม่สอดคล้องหรือความไม่ลงตัว ในที่นี้คือความแตกต่างระหว่างความต้องการเรื่องระยะห่างและความใกล้ชิดของคนสองคน ดังนั้น To air the disjuncture จึงหมายถึง “เพื่อพูดถึงความไม่สอดคล้องนั้นอย่างเปิดเผย จะได้หารือกัน” คำว่า the ชี้กลับไปยังความไม่สอดคล้องเฉพาะที่กล่าวไว้แล้ว และ infinitive ที่มี to มักต้องเชื่อมกับอนุประโยคหลัก
แบบฝึกหัด
ในบริบทนี้ To air the disjuncture มีความหมายใกล้เคียงกับข้อใดมากที่สุด
- ปกปิดความไม่สอดคล้องนั้นจากทุกคน
- ปล่อยให้อากาศบริสุทธิ์ไหลผ่านความไม่สอดคล้องนั้น
- หยิบยกความไม่สอดคล้องนั้นขึ้นมาพูดคุยอย่างเปิดเผย
ดูคำตอบ
หยิบยกความไม่สอดคล้องนั้นขึ้นมาพูดคุยอย่างเปิดเผย
to apologize for one's distinctive contribution to it.
2:52กล่าวขอโทษสำหรับส่วนที่ตัวเองมีส่วนทำให้เกิดความแตกต่างนั้น
โครงสร้างขนาน To air ..., not to get angry ... และ to apologize ...
วลี infinitive ที่มี to ทั้งสามวลีประกอบกันเป็นรายการแบบขนานชุดเดียว ได้แก่ to air..., not to get... และ to apologize... แต่ละวลีระบุการกระทำที่อยู่ในระดับไวยากรณ์เดียวกัน ผู้ฟังจึงเข้าใจว่าเป็นคำแนะนำสามข้อที่มีฐานะเท่ากัน ไม่ใช่การกระทำหลักหนึ่งอย่างพร้อมรายละเอียดเสริม Mutually and with good humor บอกว่าควรขอโทษอย่างไร ไม่ได้เพิ่มการกระทำข้อที่สี่ การใช้ to ซ้ำ รวมถึง not to สำหรับการกระทำเชิงปฏิเสธ ช่วยให้รายการยาวนี้ชัดเจนและมีจังหวะที่ตั้งใจสร้างขึ้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้โครงสร้างขนานของ infinitive ที่มี to อย่างชัดเจนเหมือนตัวอย่าง?
- Naming the problem, not to blame each other, and to look for a solution.
- To name the problem, not to blame each other, and to look for a solution.
- To name the problem, not blaming each other, and looking for a solution.
ดูคำตอบ
To name the problem, not to blame each other, and to look for a solution.
to the vexing problems of distance and closeness.
3:07สำหรับปัญหาชวนปวดหัวเรื่องระยะห่างและความใกล้ชิด
Only thus can we: การสลับประธานกับกริยาช่วยหลังส่วนขยาย only ต้นประโยค
เมื่อย้ายส่วนขยายเชิงจำกัดที่ขึ้นต้นด้วย only มาไว้หน้าประโยค ประโยคหลักจะสลับตำแหน่งประธานกับกริยาช่วย ในที่นี้ Only thus หมายถึง “ด้วยวิธีนี้เท่านั้น” ดังนั้น we can จึงเปลี่ยนเป็น can we: Only thus can we hope.... การสลับตำแหน่งเกิดในประโยคหลัก ไม่ใช่อนุประโยคหลัง that รูปแบบนี้เน้นว่าวิธีที่กล่าวถึงเป็นหนทางจำเป็นที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์
แบบฝึกหัด
ใช้ลำดับแบบสลับตำแหน่งของ 'we did' เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Only after reading the full report ____ understand the decision.
ดูคำตอบ
did we
a plausible solution to: ทางออกที่ดูสมเหตุสมผลแต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์
ใน a plausible solution to a problem คำว่า plausible หมายถึง “ดูสมเหตุสมผลหรือน่าเชื่อจากข้อมูลที่มีอยู่” โครงสร้างคือ solution to + นามหรือนามวลี โดย to นำหน้าปัญหาที่ต้องการแก้ ในประโยคนี้ การนอกใจถูกนำเสนอว่าเป็นเพียงคำตอบที่อาจดูสมเหตุสมผลสำหรับคนที่เกี่ยวข้อง ถ้อยคำนี้ไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นถูกต้อง มีศีลธรรม หรือได้ผลจริง แต่ยังคงเว้นระยะเชิงวิพากษ์จากความคิดนั้น
แบบฝึกหัด
ผู้จัดการคนหนึ่งคิดว่าแนวคิดนี้ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบ a plausible solution to the problem หมายถึงอะไร
- ทางออกที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล
- ทางออกที่ถือว่ามีศีลธรรมและได้รับการอนุมัติโดยอัตโนมัติ
- ทางออกที่ดูสมเหตุสมผล แม้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผล
ดูคำตอบ
ทางออกที่ดูสมเหตุสมผล แม้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผล