คำถามง่ายๆ ที่ทำให้ทุกคนงงเป็นไก่ตาแตก ยกเว้น มาริลีน วอส ซาวานต์: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Newsthink

ความยากในการเรียน
1,291 คำ 196 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: คำตอบ Monty Hall ที่ถูกแต่โดนเยาะเย้ยแสดงว่าข้อมูลเปลี่ยนโอกาสชนะอย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. “shot into the spotlight.” — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจความหมายว่าได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างฉับพลัน ไม่ใช่เดินไปใต้แสงไฟจริง ๆ 2. “one in three chance” — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: บอกความน่าจะเป็นแบบเศษส่วนอย่างเป็นธรรมชาติ และเปรียบเทียบตัวเลือกแรกกับประตูที่เหลือ 3. “the more you know, the more informed decisions you can make.” — ไวยากรณ์และรูปประโยค: ใช้การเปรียบเทียบสัมพันธ์เพื่อเชื่อมการเปลี่ยนแปลงของความรู้กับคุณภาพการตัดสินใจ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

It's quite fitting that Marilyn vos Savant's last name in French means learned. ลำดับความ

0:00

ช่างเหมาะสมยิ่งนักที่นามสกุลของ มาริลิน วอส ซาวานต์ ในภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “ผู้คงแก่เรียน”

ลำดับความ

It's quite fitting that: การเกริ่นถึงความสอดคล้องกับประเด็น

ในที่นี้ It's quite fitting that ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับบุคคลหรือประเด็นอย่างเหมาะเจาะและมีความหมาย ผู้พูดไม่ได้เพียงบอกว่าข้อเท็จจริงนั้นน่าสนใจ แต่กำลังชี้ว่าความหมายของนามสกุลเหมาะกับคนที่มีชื่อเสียงด้านสติปัญญาอันโดดเด่น ใช้โครงสร้าง It's fitting that + อนุประโยค เพื่อชี้ให้ผู้ฟังเห็นความเชื่อมโยงก่อนบอกข้อเท็จจริง quite ช่วยเน้นการประเมินว่าความสอดคล้องนี้เหมาะเจาะเป็นพิเศษ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่นำเสนอว่าความบังเอิญนี้เข้ากับประเด็นอย่างเหมาะเจาะ: ____ the librarian received a book-shaped trophy.

ดูคำตอบ

It's quite fitting that

Learning came easy to her considering she has an IQ of 228. วลี

0:04

การเรียนรู้เป็นเรื่องง่ายสำหรับเธอเมื่อพิจารณาจากการที่เธอมีไอคิวถึง 228

วลี

came easy to her: บอกว่าสิ่งหนึ่งเป็นเรื่องง่ายสำหรับเธอ

ใน Learning came easy to her วลี came easy หมายถึง “รู้สึกเป็นธรรมชาติและแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม” Learning คือกิจกรรมที่ทำได้ง่าย ส่วน to her ระบุว่าใครเป็นผู้รู้สึกเช่นนั้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ something comes/came easy to someone ในที่นี้ easy ทำหน้าที่คล้ายคำวิเศษณ์ โดยบอกว่าความสามารถหรือกิจกรรมนั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง “แทบไม่ต้องใช้ความพยายามสำหรับเธอ”: Nina had always loved numbers, so algebra ____.

ดูคำตอบ

came easy to her

Vos Savant was born in St. Louis, Missouri

0:09

วอส ซาวานต์ เกิดที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี

on August 11, 1946

0:12

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 1946

to immigrants from Germany and Italy.

0:14

ในครอบครัวผู้อพยพจากเยอรมนีและอิตาลี

Her parents never told her she was exceptional.

0:16

พ่อแม่ของเธอไม่เคยบอกเลยว่าเธอเป็นเด็กพิเศษเหนือใคร

She once said in an interview,

0:19

เธอเคยกล่าวในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า

"No one really paid much attention to me,

0:21

“ไม่ค่อยมีใครสนใจฉันมากนักหรอก

mostly because I was a girl,

0:23

เหตุผลหลักก็เพราะฉันเป็นเด็กผู้หญิง

and I accepted that."

0:24

และฉันก็ยอมรับความจริงข้อนั้น”

But the world would pay attention in 1985 ลำดับความ

0:25

แต่แล้วโลกก็ต้องหันมาจับตามองเธอในปี 1985

when she topped the Guinness Book of World Records list วัฒนธรรม

0:28

เมื่อเธอทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งในกินเนสส์บุ๊กออฟเวิลด์เรคคอร์ดส

as the smartest person in the world.

0:31

ในฐานะบุคคลที่ฉลาดที่สุดในโลก

ลำดับความ

But ... would pay attention: การบอกล่วงหน้าถึงจุดเปลี่ยนในภายหลังจากการเล่าเรื่องในอดีต

But ทำให้เรื่องเล่าหันออกจากสถานการณ์ก่อนหน้าที่เธอแทบไม่ได้รับความสนใจ และส่งสัญญาณว่ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง Would pay attention คืออนาคตที่มองจากอดีต ผู้เล่ายืนอยู่ ณ ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นในชีวิตของเธอ แล้วบอกล่วงหน้าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปี 1985 ในที่นี้ would ไม่ได้แสดงเงื่อนไขหรือความเต็มใจ

แบบฝึกหัด

ในชีวประวัติที่เล่าด้วยอดีตกาล the public would later recognize her work หมายความว่าอย่างไร

  1. สาธารณชนอาจยอมรับผลงานของเธอก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขบางอย่างเกิดขึ้น
  2. สาธารณชนเต็มใจจะยอมรับผลงานของเธอ แต่ไม่ได้ทำเช่นนั้น
  3. สาธารณชนยอมรับผลงานของเธอในช่วงเวลาต่อมาของเรื่อง
ดูคำตอบ

สาธารณชนยอมรับผลงานของเธอในช่วงเวลาต่อมาของเรื่อง

วัฒนธรรม

Guinness Book of World Records: หนังสืออ้างอิงสถิติโลก

Guinness Book of World Records ในที่นี้คือชื่อของสิ่งพิมพ์ที่มีชื่อเสียงซึ่งรวบรวมสถิติโลกที่โดดเด่น ในบริบทของปี 1985 การอยู่ในอันดับสูงสุดของรายชื่อทำให้คำกล่าวนี้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง และช่วยอธิบายว่าเหตุใดเธอจึงได้รับความสนใจตามมา Guinness ในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเฉพาะ ไม่ได้หมายถึงเบียร์เพียงอย่างเดียว ประโยคนี้กล่าวถึงการบันทึกสถิติในอดีต ไม่ได้กล่าวว่าปัจจุบันยังคงจัดอันดับความฉลาดด้วยวิธีเดียวกันทุกประการ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ Guinness Book of World Records หมายถึงอะไร

  1. สิ่งพิมพ์ที่มีชื่อเสียงด้านการรวบรวมสถิติโลก
  2. รายงานโรงเรียนสมมติที่จัดอันดับนักเรียนในห้องเดียว
  3. หนังสือที่อธิบายวิธีผลิตเบียร์ Guinness
ดูคำตอบ

สิ่งพิมพ์ที่มีชื่อเสียงด้านการรวบรวมสถิติโลก

She was nearly 40 when she shot into the spotlight. สำนวน

0:33

เธออายุเกือบ 40 ปีตอนที่กลายเป็นจุดสนใจ

สำนวน

shot into the spotlight: กลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชนอย่างฉับพลัน

ในที่นี้ shot into the spotlight หมายถึง “จู่ ๆ ก็กลายเป็นจุดสนใจอย่างมากของสาธารณชน” shot เป็นรูปอดีตของ shoot แต่สำนวนนี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่มีใครยิงปืนและเธอก็ไม่ได้เคลื่อนตัวไปอยู่ใต้ไฟสปอตไลต์จริง ๆ คำกริยา shot เพิ่มความรู้สึกถึงความรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก สำนวนนี้เน้นว่าการเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ได้หมายถึงเพียงความสำเร็จหรือการได้รับความเคารพ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเน้นได้ดีที่สุดว่าเหตุการณ์เดียวทำให้เกิดความสนใจอย่างมากจากสาธารณชนโดยฉับพลัน

  1. Maya stood under a spotlight during the interview.
  2. After years of steady work, Maya became more experienced.
  3. After the interview went viral, Maya shot into the spotlight.
ดูคำตอบ

After the interview went viral, Maya shot into the spotlight.

Parade Magazine wrote a profile on her

0:36

นิตยสาร Parade ได้เขียนบทความประวัติชีวิตของเธอ

and readers had so many questions for her ไวยากรณ์

0:38

และผู้อ่านก็มีคำถามมากมายส่งถึงเธอ

that the magazine offered her a Sunday column,

0:40

จนทางนิตยสารได้เสนอคอลัมน์วันอาทิตย์ให้เธอ

ไวยากรณ์

so many + คำนามพหูพจน์ + that: จำนวนและผลลัพธ์

โครงสร้าง so many + คำนามนับได้พหูพจน์ + อนุประโยค that แสดงว่าจำนวนนั้นมากพอที่จะก่อให้เกิดผลบางอย่าง ในที่นี้ questions เป็นพหูพจน์ และอนุประโยค that บอกผลที่ตามมา คือ นิตยสารเสนอให้เธอเขียนคอลัมน์ ใช้ many กับสิ่งที่นับได้ในรูปพหูพจน์ ในโครงสร้างแสดงผลนี้ that ทำหน้าที่นำเข้าสู่ผลลัพธ์ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสรรพนามเชื่อมเพื่อขยาย questions

แบบฝึกหัด

เติมสองส่วนที่หายไปเพื่อทำให้โครงสร้างแสดงผลสมบูรณ์: There were ____ messages ____ I could not answer them all.

ดูคำตอบ

so many · that

"Ask Marilyn," which exists to this day. วลี

0:42

ซึ่งมีชื่อว่า “Ask Marilyn” และยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้

วลี

to this day: ต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

“To this day” หมายความว่าสิ่งหนึ่งเริ่มต้นหรือเป็นจริงในอดีต และยังคงเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน ในประโยคนี้ คอลัมน์ดังกล่าวเริ่มมีมาก่อนและยังคงมีอยู่ ณ เวลาที่ผู้เล่าเล่าเรื่อง วลีนี้มองย้อนผ่านช่วงเวลาที่ยาวนานและเน้นว่าสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสามคำที่หมายถึง “ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ โดยสถานการณ์ยังคงเป็นจริงอยู่”: The library opened in 1910 and remains in use ____.

ดูคำตอบ

to this day

In this column,

0:45

ในคอลัมน์นี้เอง

she ignited one of the fiercest debates สำนวน

0:46

เธอได้จุดประกายหนึ่งในข้อถกเถียงที่ดุเดือดที่สุด

in probability of the 21st century.

0:48

เกี่ยวกับทฤษฎีความน่าจะเป็นในศตวรรษที่ 21

สำนวน

ignited one of the fiercest debates: จุดชนวนความขัดแย้งที่รุนแรง

ในที่นี้ “ignited” ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายความว่าคอลัมน์ของเธอทำให้ความขัดแย้งครั้งใหญ่เริ่มต้นและแพร่ขยาย ราวกับมีคนจุดไฟขึ้นมา ส่วน “debate” หมายถึงการโต้แย้งในที่สาธารณะอย่างกว้างขวางหรือการแลกเปลี่ยนมุมมองที่ขัดแย้งกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นงานโต้วาทีที่จัดไว้ล่วงหน้า โครงสร้าง “one of the + คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุด + คำนามพหูพจน์” จัดให้การถกเถียงครั้งนี้เป็นหนึ่งในการถกเถียงที่รุนแรงที่สุดในกลุ่มหรือช่วงเวลาที่กล่าวถึง ดังนั้น debates จึงเป็นพหูพจน์หลัง one of the

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษหกคำแบบเต็มที่หมายถึง “ก่อให้เกิดความขัดแย้งในที่สาธารณะที่รุนแรงเป็นพิเศษ”: The proposed phone ban ____ the school had ever seen.

ดูคำตอบ

ignited one of the fiercest debates

In 1990,

0:50

ในปี 1990

a reader asked her the following question:

0:52

มีผู้อ่านคนหนึ่งถามคำถามต่อไปนี้กับเธอ:

"Suppose you're on a game show and you're given the choice of three doors. ไวยากรณ์

0:54

“สมมติว่าคุณกำลังแข่งเกมโชว์และมีประตูสามบานให้เลือก

ไวยากรณ์

Suppose you're ...: การตั้งจุดเริ่มต้นแบบสมมติ

ในที่นี้ Suppose + ประโยค เป็นการขอให้ผู้ฟังจินตนาการสถานการณ์หนึ่งชั่วคราว รูปแบบนี้สร้างจุดเริ่มต้นร่วมกันสำหรับการให้เหตุผลต่อไป ไม่ได้บอกว่าสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง ประธานและกริยาหลัง suppose ประกอบกันเป็นประโยคตามปกติ เช่น suppose you're on a game show ในคำอธิบายและการทดลองทางความคิด รูปแบบนี้หมายถึง “ตอนนี้ให้ถือว่านี่เป็นข้อสมมติของเรา”

แบบฝึกหัด

ประโยคเปิดข้อใดขอให้ผู้ฟังจินตนาการสถานการณ์สมมติ

  1. The train was canceled yesterday.
  2. Suppose the train is canceled. How will we get home?
  3. I suppose the train is canceled.
ดูคำตอบ

Suppose the train is canceled. How will we get home?

Behind one door is a car.

0:58

หลังประตูบานหนึ่งมีรถยนต์

Behind the others, goats.

0:59

ส่วนด้านหลังอีกสองบานมีแพะ

You pick a door, say number one, ลำดับความ

1:01

คุณเลือกประตูมาหนึ่งบาน สมมติว่าเป็นประตูหมายเลขหนึ่ง

and the host who knows what's behind the doors

1:03

และพิธีกรผู้รู้ว่าหลังประตูแต่ละบานมีอะไร

opens another door, say number three,

1:05

ได้เปิดประตูอีกบาน สมมติว่าเป็นประตูหมายเลขสาม

ลำดับความ

say number one / say number three: การแทรกตัวอย่างชั่วคราว

say ทั้งสองจุดใช้เพื่อยกตัวอย่างที่สะดวกต่อการอธิบาย คือกำหนดให้เลือกประตูหมายเลขหนึ่ง แล้วต่อมากำหนดให้ประตูหมายเลขสามเป็นบานที่พิธีกรเปิด หมายเลขเหล่านี้เป็นเพียงป้ายชั่วคราวที่เลือกมาเพื่อให้ติดตามคำอธิบายได้ง่าย say ไม่ได้หมายถึง “พูด” เมื่อใช้เป็นข้อความแทรก say จะเปลี่ยนคำอธิบายทั่วไปให้เป็นกรณีที่ชัดเจน โดยไม่ได้บอกว่ากรณีนั้นพิเศษหรือจำเป็นต้องเป็นแบบนั้น มักคั่นด้วยจุลภาคในรูป “ตัวเลือกหนึ่ง, say X, แล้วจึงอธิบายต่อ”

แบบฝึกหัด

ใน “Choose a color, say blue, for the logo,” คำว่า say ทำหน้าที่อะไร

  1. แสดงว่า blue เป็นตัวเลือกที่ถูกต้องเพียงตัวเลือกเดียว
  2. บอกให้ใครบางคนออกเสียงคำว่า blue
  3. ยก blue เป็นตัวอย่างชั่วคราว
ดูคำตอบ

ยก blue เป็นตัวอย่างชั่วคราว

which has a goat.

1:08

ซึ่งมีแพะอยู่

He says to you,

1:09

เขาพูดกับคุณว่า

"Do you want to pick door number two?

1:10

‘คุณอยากจะเปลี่ยนไปเลือกประตูหมายเลขสองไหม?’

Is it to your advantage to switch your choice of doors?" วลี

1:12

การเปลี่ยนใจเลือกประตูบานใหม่นี้จะเป็นผลดีกับคุณหรือไม่?”

วลี

be to your advantage to do something: การทำบางสิ่งเป็นประโยชน์ต่อคุณ

โครงสร้าง It is to someone's advantage to do something หมายความว่า การกระทำนั้นมีแนวโน้มจะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลนั้น ในคำถามนี้ สรรพนาม it ชี้ไปข้างหน้าถึงวลี infinitive to switch จึงเป็นการถามว่าการเปลี่ยนประตูจะช่วยให้ผลลัพธ์หรือโอกาสชนะของผู้เล่นดีขึ้นหรือไม่ advantage ในที่นี้หมายถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงหรือประโยชน์เชิงวัตถุวิสัย ไม่ใช่พรสวรรค์หรือทักษะที่บุคคลนั้นมีอยู่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีแบบเป็นทางการที่หมายถึง "เป็นประโยชน์ต่อคุณ": It could be ____ to compare both offers before signing.

ดูคำตอบ

to your advantage

This is known as the Monty Hall problem, วัฒนธรรม

1:15

คำถามนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ปัญหาของมอนตี ฮอลล์ (Monty Hall problem)

named after the former host of the game show

1:17

ตั้งชื่อตามอดีตพิธีกรรายการเกมโชว์

"Let's Make a Deal."

1:19

“Let's Make a Deal”

วัฒนธรรม

ปัญหา Monty Hall กับรายการ "Let's Make a Deal"

ปัญหา Monty Hall เป็นโจทย์ความน่าจะเป็นที่ตั้งชื่อตาม Monty Hall อดีตพิธีกรของรายการเกมโชว์ Let's Make a Deal โดย Monty Hall เป็นชื่อบุคคล ไม่ใช่ชื่อสถานที่ โจทย์นี้นำรูปแบบการเลือกประตูจากรายการมาใช้ แต่ชื่อดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าประโยคนี้กำลังบรรยายเหตุการณ์จากรายการตอนใดตอนหนึ่ง Let's Make a Deal เป็นชื่อรายการ ส่วนเครื่องหมายคำพูดใช้แสดงชื่อเรื่อง ไม่ใช่คำพูดของบุคคลในโจทย์

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบายชื่อในประโยคได้ถูกต้อง

  1. Monty Hall คือชื่ออดีตพิธีกร และ Let's Make a Deal คือชื่อรายการเกมโชว์
  2. Monty Hall คือชื่อสถานที่ และ Let's Make a Deal คือคำสั่งในโจทย์
  3. ชื่อทั้งสองหมายถึงกฎความน่าจะเป็นที่ต่างกันสองข้อ
ดูคำตอบ

Monty Hall คือชื่ออดีตพิธีกร และ Let's Make a Deal คือชื่อรายการเกมโชว์

Is it behind door number one

1:20

รถยนต์จะอยู่หลังประตูหมายเลขหนึ่ง

or door number two

1:21

หรือประตูหมายเลขสอง

or door number three?

1:23

หรือประตูหมายเลขสามกันแน่?

So, would it be in your interest

1:24

ดังนั้น มันจะเป็นประโยชน์กับคุณหรือไม่

to switch from door number one to door number two?

1:26

หากจะเปลี่ยนจากประตูหมายเลขหนึ่งไปยังประตูหมายเลขสอง?

I'll give you a few seconds to think about it.

1:29

ฉันจะให้เวลาคุณคิดสักสองสามวินาทีนะ

Most people assume that both doors are equally likely to have the prize, วลี

1:33

คนส่วนใหญ่มักทึกทักเอาว่าประตูทั้งสองบานมีโอกาสที่จะมีรางวัลอยู่เท่าๆ กัน

วลี

equally likely to: มีความน่าจะเป็นเท่ากัน

equally likely to หมายถึงคน สิ่งของ หรือผลลัพธ์ตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมีความน่าจะเป็นเท่ากันที่จะทำหรือเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในประโยคนี้ ข้อสันนิษฐานคือประตูแต่ละบานมีโอกาสมีรางวัลอยู่เท่ากัน โครงสร้างคือ subject + be + equally likely to + base verb โดย equally ขยาย likely และใช้เปรียบเทียบความน่าจะเป็น ไม่ได้เปรียบเทียบว่าสิ่งนั้นเป็นที่ชื่นชอบเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายถึง “มีความน่าจะเป็นเท่ากัน” ลงในประโยค: The red and blue spinners are ____ land on a star.

ดูคำตอบ

equally likely to

so they don't see the benefit of switching.

1:38

พวกเขาเลยไม่เห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนประตู

However, Vos Savant replied,

1:40

อย่างไรก็ตาม วอส ซาวานต์ ตอบไปว่า

"Yes, you should switch.

1:42

“ใช่ คุณควรเปลี่ยนประตู

The first door has a one in three chance of winning, วลี

1:44

ประตูบานแรกมีโอกาสชนะหนึ่งในสาม

but the second door has a two in three chance."

1:46

แต่ประตูบานที่สองมีโอกาสชนะถึงสองในสาม”

วลี

รูปแบบบอกความน่าจะเป็น a one in three chance

a one in three chance หมายถึงความน่าจะเป็นที่จะมีผลลัพธ์ที่สำเร็จหรือถูกเลือกหนึ่งผลจากความเป็นไปได้ทั้งหมดสามผล คือ 1/3 หรือประมาณ 33% ในประโยคนี้ โอกาสชนะหนึ่งในสามของประตูบานแรกถูกนำไปเปรียบเทียบกับโอกาสสองในสามของประตูบานที่สอง ใช้โครงสร้าง a + number + in + total number + chance of + noun หรือ -ing form เช่น a one in three chance of winning โครงสร้างนี้บอกความน่าจะเป็น ไม่ได้รับประกันว่าจะสำเร็จหนึ่งครั้งพอดีในทุก ๆ สามครั้งที่ลอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง one in + จำนวนทั้งหมด + chance เพื่อแสดงความน่าจะเป็น 1/3: You have a ____ of choosing the marked card.

ดูคำตอบ

one in three chance

She got so much heat for this response สำนวน

1:49

เธอโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักสำหรับคำตอบนี้

and couldn't have imagined the backlash that would follow. ไวยากรณ์

1:52

และคาดไม่ถึงเลยว่าจะมีกระแสต่อต้านตามมาอย่างรุนแรง

สำนวน

get heat for: ถูกวิจารณ์อย่างหนัก

Get heat for something เป็นสำนวนไม่เป็นทางการ หมายถึงการถูกวิจารณ์อย่างหนัก ถูกต่อว่า หรือถูกกดดันเพราะบางสิ่ง คำว่า heat ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงความสนใจในแง่ลบที่ทำให้อึดอัด ไม่ใช่อุณหภูมิหรือความโด่งดัง ในประโยคนี้ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าการไม่เห็นด้วยทั่วไปมาก โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ get heat for + คำนามหรือรูป -ing เช่น get heat for a decision หรือ get heat for changing the rules

แบบฝึกหัด

ในประโยค The company got heat for raising its prices เกิดอะไรขึ้น?

  1. บริษัทได้รับคำชื่นชมอย่างอบอุ่น
  2. ผู้คนจำนวนมากวิจารณ์บริษัทอย่างหนัก
  3. บริษัทมีอุณหภูมิสูงขึ้นจริง ๆ
ดูคำตอบ

ผู้คนจำนวนมากวิจารณ์บริษัทอย่างหนัก

ไวยากรณ์

couldn't have imagined: มองย้อนถึงผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง

Couldn't have imagined ใช้โครงสร้าง could not + have + กริยาช่องที่ 3 โครงสร้าง modal perfect นี้มองย้อนจากเวลาภายหลังไปยังอดีต และบอกว่าในตอนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นภายหลัง ในที่นี้หมายความว่า กระแสต่อต้านรุนแรงเกินกว่าสิ่งที่เธอจะคาดการณ์ได้มาก ไม่ได้หมายความว่าโดยทั่วไปแล้วเธอไม่มีจินตนาการ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเน้นได้ดีที่สุดว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นภายหลังเกินกว่าสิ่งที่ Ava จะคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผลในตอนนั้น?

  1. Ava didn't imagine that her small project would reach millions of people.
  2. Ava can't imagine her small project reaching millions of people.
  3. Ava couldn't have imagined that her small project would reach millions of people.
ดูคำตอบ

Ava couldn't have imagined that her small project would reach millions of people.

She received thousands of angry letters and said 90% of them told her she was wrong.

1:55

เธอได้รับจดหมายที่เกรี้ยวกราดนับพันฉบับ ซึ่งเธอบอกว่า 90% ของจดหมายเหล่านั้นบอกว่าเธอผิด

Scott Smith, who has a PhD from the University of Florida, wrote,

2:00

สกอตต์ สมิธ ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา เขียนมาว่า

"There is enough mathematical illiteracy in this country

2:03

“ประเทศนี้มีความไม่รู้คณิตศาสตร์มากพออยู่แล้ว

and we don't need the world's highest IQ propagating more.

2:06

เราไม่ต้องการให้คนที่มีไอคิวสูงที่สุดในโลกมาเผยแพร่ความไม่รู้เพิ่มอีก

Shame."

2:10

น่าละอายจริงๆ”

Here's a letter from Professor Robert Sachs of George Mason University:

2:11

นี่คือจดหมายจากศาสตราจารย์ โรเบิร์ต แซกส์ แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน:

"You blew it. สำนวน

2:14

“คุณทำพังซะแล้ว

สำนวน

You blew it: ทำให้ล้มเหลวเพราะความผิดพลาดของตนเอง

Blew it เป็นรูปอดีตของสำนวนภาษาพูด blow it ในที่นี้ You blew it หมายถึง “คุณทำผิดจนทำให้ความพยายาม คำตอบ หรือโอกาสนั้นล้มเหลว” ไม่ได้หมายถึงการเป่าลมจริง ๆ สรรพนาม it ชี้ถึงสถานการณ์หรืองานทั้งหมด ไม่ใช่วัตถุชิ้นหนึ่ง เมื่อใช้ you เป็นประธาน ประโยคนี้โทษอีกฝ่ายโดยตรง แต่ถ้าใช้ I เช่น I blew it จะเป็นการยอมรับความรับผิดชอบของตนเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนรูปอดีตสองคำจากบทเรียนนี้: I had one chance to fix the error, but I ____.

ดูคำตอบ

blew it

As a professional mathematician,

2:15

ในฐานะนักคณิตศาสตร์มืออาชีพ

I'm very concerned with the general public's lack of mathematical skills.

2:17

ผมกังวลเป็นอย่างมากกับการขาดทักษะทางคณิตศาสตร์ของคนทั่วไป

Please help by confessing your error

2:21

ได้โปรดช่วยด้วยการสารภาพความผิดของคุณ

and in the future being more careful."

2:23

และในอนาคตก็จงระมัดระวังให้มากกว่านี้”

Don Edwards of Oregon put it this way:

2:25

ดอน เอ็ดเวิร์ดส์ จากรัฐออริกอน แสดงความคิดเห็นไว้ดังนี้:

"Maybe women look at math problems differently than men."

2:28

“บางทีผู้หญิงอาจจะมองโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์แตกต่างจากผู้ชาย”

But actually the people who sent her the not so friendly letters were absolutely wrong. น้ำเสียง/เจตนา

2:31

แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ส่งจดหมายที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเหล่านั้นมาหาเธอต่างหากที่ผิดถนัด

น้ำเสียง/เจตนา

not so friendly: การวิจารณ์แบบยับยั้งด้วยการพูดให้อ่อนกว่าความจริง

ใน not so friendly คำว่า not so ทำให้คำคุณศัพท์เชิงบวก friendly ดูอ่อนลงในระดับถ้อยคำ ความหมายตรงตัวฟังคล้าย “ไม่เป็นมิตรนัก” หรือ “ไม่ค่อยเป็นมิตร” แต่ในประโยคนี้ จดหมายก่อนหน้านั้นมีเนื้อหารุนแรง ดังนั้นถ้อยคำที่ฟังเบาจึงเป็นการพูดให้อ่อนกว่าความจริง ผู้พูดใช้คำที่สงบและยับยั้งเพื่อสื่อคำตัดสินเชิงลบที่แรงกว่า นั่นคือจดหมายเหล่านั้นไม่เป็นมิตรอย่างมาก ถึงขั้นเป็นปฏิปักษ์ ความแรงต้องดูจากบริบท และ not so friendly ไม่ได้หมายถึงเพียงขาดความอบอุ่นเล็กน้อยเสมอไป

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: "The review was not so friendly—it called the book a complete disaster." not so friendly สื่อความหมายใด?

  1. คำบรรยายอย่างยับยั้งเกี่ยวกับบทวิจารณ์ที่เป็นลบอย่างมาก
  2. คำบรรยายที่เป็นกลางเกี่ยวกับบทวิจารณ์ที่ไม่มีความเห็นชัดเจน
  3. คำชมที่บอกเป็นนัยว่าบทวิจารณ์นั้นสุภาพเป็นส่วนใหญ่
ดูคำตอบ

คำบรรยายอย่างยับยั้งเกี่ยวกับบทวิจารณ์ที่เป็นลบอย่างมาก

Switching your door does increase your probability of winning the prize. ไวยากรณ์

2:35

การเปลี่ยนประตูจะช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นในการคว้ารางวัลได้จริงๆ

ไวยากรณ์

does increase ที่ใช้เพื่อเน้นย้ำ

ในประโยคบอกเล่านี้ does ใช้เน้นคำว่า increase ผู้พูดไม่ได้ถามคำถาม แต่กำลังยืนยันอย่างหนักแน่นว่าการเปลี่ยนประตูทำให้ความน่าจะเป็นสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังจากมีคนสงสัยหรือปฏิเสธเรื่องนี้ โครงสร้างคือ do/does/did + กริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ประธาน switching your door ถือเป็นเอกพจน์บุรุษที่สามในปัจจุบันกาล จึงต้องใช้ does increase ไม่ใช่ does increases

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปปัจจุบันแบบเน้นย้ำของ increase เพื่อแก้คำกล่าวที่ว่าการเดินเป็นประจำไม่มีผล: Regular walking ____ your energy.

ดูคำตอบ

does increase

When you first choose door number one,

2:39

เมื่อคุณเลือกประตูหมายเลขหนึ่งในตอนแรก

there's a one in three chance that the prize is behind that one

2:41

มีโอกาสหนึ่งในสามที่รางวัลจะอยู่หลังประตูบานนั้น

and a two in three chance that it's behind one of the other two.

2:43

และมีโอกาสสองในสามที่มันจะอยู่หลังประตูบานใดบานหนึ่งในอีกสองบานที่เหลือ

But then the host steps in and gives you some help กริยาวลี

2:47

แต่แล้วพิธีกรก็ก้าวเข้ามาให้ความช่วยเหลือ

by opening up the door they know is a loser.

2:49

ด้วยการเปิดประตูที่เขารู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่ประตูที่ถูกรางวัล

กริยาวลี

steps in ในความหมายว่า “เข้าแทรกแซง”

ใน steps in คำว่า step in หมายถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในสถานการณ์และลงมือทำ มักใช้เมื่อจำเป็นต้องมีความช่วยเหลือ การควบคุม หรือการตัดสินใจ ในที่นี้พิธีกรไม่ได้เพียงเดินเข้าไปในสถานที่ แต่เข้ามาแทรกแซงและเปลี่ยนข้อมูลที่คุณได้รับ กริยาวลีนี้มักใช้เมื่อมีคนเข้าร่วมปัญหาหรือกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ step in เติมประโยคให้สมบูรณ์: When the argument became unsafe, the coach ____ and separated the players.

ดูคำตอบ

stepped in

So door number two must have the rest of the chances. ไวยากรณ์

2:52

ดังนั้นประตูหมายเลขสองก็ต้องรับเอาโอกาสที่เหลือทั้งหมดไป

ไวยากรณ์

must have + นามวลี เพื่ออนุมานอย่างมั่นใจเกี่ยวกับปัจจุบัน

ในประโยคนี้ must แสดงการอนุมานอย่างมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันโดยอาศัยหลักฐาน ผู้พูดสรุปว่าประตูหมายเลขสองมีความน่าจะเป็นส่วนที่เหลืออยู่ ไม่ได้เป็นการออกคำสั่ง โครงสร้างคือ must + have + นามวลี โดย have เป็นกริยาหลักรูปพื้นฐานที่หมายถึง “มี” หรือ “ประกอบด้วย” และ the rest of the chances เป็นกรรมของกริยานี้ ซึ่งต่างจาก must have + กริยาช่องที่ 3 ที่ใช้อนุมานเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสภาวะก่อนหน้านี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ must have โดย have เป็นกริยาหลักที่หมายถึง “มี”?

  1. Leah must take the last open seat.
  2. With all the other seats taken, this row must have the last two open seats.
  3. Leah must have taken the last open seat.
ดูคำตอบ

With all the other seats taken, this row must have the last two open seats.

It went from having a one in three chance ไวยากรณ์

2:55

มันเปลี่ยนจากการมีโอกาสชนะหนึ่งในสาม

to a two in three shot at the prize.

2:56

กลายเป็นมีโอกาสชนะสองในสาม

ไวยากรณ์

go from A to B สำหรับอธิบายการเปลี่ยนแปลง

go from A to B นำสภาวะเริ่มต้นและสภาวะสุดท้ายมาไว้ในรูปแบบการเปลี่ยนแปลงเดียวกัน ในที่นี้ หลังจากมีข้อมูลใหม่ โอกาสที่ประเมินไว้เปลี่ยนจากหนึ่งในสามเป็นสองในสาม ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ทางกายภาพ หลัง from วลี having a one in three chance บอกสภาวะเริ่มต้น ส่วนหลัง to วลี a two in three shot at the prize บอกสภาวะสุดท้าย A และ B สามารถมีรูปแบบทางไวยากรณ์ต่างกันได้ ตราบใดที่ทั้งคู่บอกสภาวะที่นำมาเปรียบเทียบกันได้อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมคำสองคำที่แสดงสภาวะเริ่มต้นและสภาวะสุดท้ายในประโยคภาษาอังกฤษนี้: The library went ____ twenty visitors a day ____ more than fifty.

ดูคำตอบ

from · to

Since the host filtered out the bad door for you, door number three, กริยาวลี

2:58

ในเมื่อพิธีกรคัดกรองประตูที่ผิดให้คุณแล้ว นั่นคือประตูหมายเลขสาม

switching doubles your odds of winning. วลี

3:02

การเปลี่ยนตัวเลือกจึงเพิ่มโอกาสชนะให้คุณเป็นสองเท่า

กริยาวลี

Filtered out: ถูกคัดออกจากกลุ่มตามเกณฑ์

ในประโยคนี้ filtered out หมายถึงการระบุและนำตัวเลือกที่ไม่เหมาะสมหนึ่งตัวออกจากกลุ่มตัวเลือกที่เป็นไปได้ พิธีกรนำประตูนั้นออกเพราะรู้ว่าเป็นประตูที่ไม่ชนะ ดังนั้นการกระทำนี้จึงอาศัยข้อมูล ไม่ใช่การสุ่ม Filter out เป็นกริยาวลีที่แยกกรรมไว้ตรงกลางได้ จึงพูดได้ทั้ง filter out an option และ filter an option out คำว่า out แสดงว่าสิ่งนั้นไม่อยู่ในกลุ่มที่กำลังพิจารณาอีกต่อไป

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดใช้ filter out อธิบายได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. คนหนึ่งบันทึกผลลัพธ์ทุกอย่างในรายการ
  2. เครื่องมือค้นหานำผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับการตั้งค่าที่เลือกออก
  3. เด็กหยิบไพ่หนึ่งใบโดยไม่มอง
ดูคำตอบ

เครื่องมือค้นหานำผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับการตั้งค่าที่เลือกออก

วลี

Doubles your odds of winning: ทำให้โอกาสชนะเพิ่มเป็นสองเท่า

ในภาษาทั่วไปตรงนี้ odds หมายถึงโอกาส ดังนั้น Doubles your odds of winning จึงหมายความว่าการเปลี่ยนประตูทำให้โอกาสชนะเป็นสองเท่าของเดิม ในสถานการณ์นี้คือเพิ่มจาก 1/3 เป็น 2/3 ไม่ได้หมายถึงเพิ่มสองจุดเปอร์เซ็นต์ รูปแบบคือ double + รูปแสดงความเป็นเจ้าของ + odds of + กริยาลงท้าย -ing เช่น This doubles our odds of finding it. คำว่า double บอกการเปลี่ยนแปลงแบบสัมพัทธ์ ดังนั้นโอกาสตั้งต้นจึงสำคัญ

แบบฝึกหัด

แอปหนึ่งเพิ่มโอกาสสำเร็จจาก 25% เป็น 50% ประโยคใดอธิบายการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ถูกต้อง

  1. It doubles your odds of succeeding.
  2. It cuts your chance of succeeding in half.
  3. It adds two percentage points to your chance of succeeding.
ดูคำตอบ

It doubles your odds of succeeding.

Or put another way, ลำดับความ

3:05

หรือพูดอีกอย่างก็คือ

ลำดับความ

put another way ในฐานะสัญญาณของการกล่าวใหม่

Put another way ใช้เกริ่นการกล่าวใหม่ โดยข้อความที่ตามมาจะสื่อประเด็นเดิมด้วยถ้อยคำที่ต่างออกไป วลีนี้บอกผู้ฟังให้ตีความหรือทำความเข้าใจแนวคิดก่อนหน้าให้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ให้คาดว่าจะมีข้อโต้แย้งใหม่ ในที่นี้ put หมายถึงแสดงหรือกล่าว ส่วน way หมายถึงวิธีใช้ถ้อยคำ วลีนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบายด้วยการเชื่อมข้อความสองแบบที่มีความหมายเท่ากัน

แบบฝึกหัด

เลือกคำเชื่อมที่แสดงว่าประโยคที่สองกล่าวประโยคแรกใหม่ด้วยอีกวิธีหนึ่ง: The ticket now costs $10 instead of $20. ___, the price has been cut in half.

  1. For example
  2. Put another way
  3. On the other hand
ดูคำตอบ

Put another way

So yeah, to door number two and

3:06

ใช่แล้ว ไปที่ประตูหมายเลขสองและ

thank you for the extra 33.3%.

3:09

ขอบคุณสำหรับโอกาสที่เพิ่มขึ้นมาอีก 33.3%

The outcry against Vos Savant was so extreme

3:12

เสียงคัดค้านวอส ซาวานต์ นั้นรุนแรงมาก

that she felt compelled to devote several other columns โน้ต

3:14

จนเธอรู้สึกว่าจำเป็นต้องอุทิศคอลัมน์อื่นๆ อีกหลายคอลัมน์

to explaining her logic.

3:17

เพื่ออธิบายตรรกะของเธอ

การใช้คำ

felt compelled to สำหรับความรู้สึกผูกพันอย่างแรงกล้า

Felt compelled to หมายความว่าเธอคิดว่าต้องลงมือทำ เพราะแรงกดดันหรือเหตุผลนั้นรุนแรงเกินกว่าจะมองข้ามได้ โครงสร้างคือ feel + compelled + to-infinitive และเน้นความรู้สึกจำเป็นของเจ้าตัว ในประโยคนี้ เสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากสาธารณชนทำให้เกิดแรงกดดันดังกล่าว ตัวสำนวนเองไม่ได้หมายความว่ากฎหมาย คำขู่ หรือคำสั่งโดยตรงบังคับเธออย่างแท้จริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่อความรู้สึกผูกพันอย่างจริงจังจากแรงกดดันของสาธารณชนได้ดีที่สุด โดยไม่ได้กล่าวว่ามีใครออกคำสั่งโดยตรง?

  1. She was ordered to respond to the criticism.
  2. She felt compelled to respond to the criticism.
  3. She wanted to respond to the criticism.
ดูคำตอบ

She felt compelled to respond to the criticism.

ไวยากรณ์

devote several other columns to explaining: devote + ทรัพยากร + to + -ing

ใน devote several other columns to explaining her logic คำว่า devote หมายถึงการจัดสรรทรัพยากรให้กับกิจกรรมหนึ่งโดยเฉพาะ ตรงนี้ columns หมายถึงบทความคอลัมน์ในนิตยสารอีกหลายตอนที่เขียนภายหลัง ดังนั้นเธอจึงใช้พื้นที่เขียนเหล่านั้นเพื่ออธิบายเหตุผลของตน โครงสร้างคือ devote + ทรัพยากร + to + คำนามหรือรูป -ing โดย to เป็นส่วนหนึ่งของวลีบุพบท explaining จึงเป็น gerund ไม่ใช่เครื่องหมาย infinitive แบบใน to explain

แบบฝึกหัด

เลือกตัวเลือกที่เติมโครงสร้าง devote ได้ถูกต้อง: The editor devoted two pages ____ the new policy.

  1. to explain
  2. to explaining
  3. for explaining
ดูคำตอบ

to explaining

She noted that the benefits of switching can be proven

3:18

เธอชี้ให้เห็นว่าประโยชน์ของการเปลี่ยนตัวเลือกนั้นสามารถพิสูจน์ได้

if you were to play through the six games ไวยากรณ์

3:21

หากคุณลองจำลองสถานการณ์การเล่นทั้งหกรูปแบบ

that exhaust all possibilities. วลี

3:23

ที่ครอบคลุมความเป็นไปได้ทั้งหมด

ไวยากรณ์

if you were to play through: เงื่อนไขสมมติแบบเป็นทางการ

if you were to play through นำเสนอวิธีทดสอบข้ออ้างแบบสมมติ กล่าวคือ ให้ลองนึกว่าคุณเล่นเกมทั้งหกแบบจนจบ แม้ไม่ได้วางแผนว่าจะทำจริงก็ตาม Play through หมายถึงดำเนินลำดับทั้งหมดไปจนจบ โครงสร้างคือ if + ประธาน + were to + คำกริยารูปพื้นฐาน ตรงนี้ were แสดงระยะห่างเชิงสมมติและความเป็นทางการ ไม่ได้บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต

แบบฝึกหัด

นักวิจัยกำลังอธิบายการทดสอบที่เป็นเพียงจินตนาการด้วยรูปแบบที่เป็นทางการ ประโยคใดตรงกับเจตนานี้ที่สุด

  1. If you were to test every case, you would see the same pattern.
  2. If you test every case, you will see the same pattern.
  3. When you test every case, you will see the same pattern.
ดูคำตอบ

If you were to test every case, you would see the same pattern.

วลี

Exhaust all possibilities: ครอบคลุมความเป็นไปได้ทั้งหมด

ในที่นี้ exhaust หมายถึง “ครอบคลุมสมาชิกทุกตัวในชุด” exhaust all possibilities หมายความว่าได้รวมโดยตรวจสอบทุกกรณีที่เป็นไปได้แล้ว จึงไม่มีกรณีใดอยู่นอกการวิเคราะห์ การใช้แบบเป็นทางการนี้พบได้บ่อยในการพิสูจน์ การทดสอบ และการค้นหาอย่างเป็นระบบ ไม่ได้หมายความว่าความเป็นไปได้เหล่านั้นรู้สึกเหนื่อย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนทางการจากบทเรียนที่หมายถึง “ครอบคลุมทุกกรณีที่เป็นไปได้”: The four cases ____.

ดูคำตอบ

exhaust all possibilities

This is contingent on the host always opening a door with a goat. การใช้คำ

3:24

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่าพิธีกรจะต้องเปิดประตูที่มีแพะเสมอ

การใช้คำ

Be contingent on: ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข

Be contingent on หมายถึง “ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ระบุไว้” ในประโยคนี้ ข้อสรุปจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อพิธีกรเปิดประตูที่มีแพะอยู่ทุกครั้ง รูปแบบคือ be + contingent on + คำนามหรืออนุประโยค -ing รูปแบบนี้ช่วยจำกัดข้อสรุปด้วยเงื่อนไข แทนที่จะนำเสนอว่าข้อสรุปนั้นจริงในทุกสถานการณ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีทางการที่หมายถึง “ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหนึ่ง”: Final approval is ____ a successful safety inspection.

ดูคำตอบ

contingent on

Mapping out all the possibilities shows there's a higher chance of winning โน้ต

3:28

การแจกแจงความเป็นไปได้ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่ามีโอกาสชนะสูงกว่า

if you switch than if you stay.

3:31

หากคุณเปลี่ยนประตู แทนที่จะอยู่กับประตูเดิม

กริยาวลี

“Mapping out”: จัดโครงสร้างทั้งหมดอย่างเป็นระบบ

ในประโยคนี้ “mapping out all the possibilities” หมายถึงการระบุทุกกรณีที่เป็นไปได้และจัดให้เป็นระบบเพื่อให้เห็นรูปแบบทั้งหมดอย่างชัดเจน วลี -ing ทั้งวลีเป็นประธานของ shows และหมายถึงการวิเคราะห์ที่ทำให้ได้ข้อสรุป “Map out” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การวาดแผนที่ทางภูมิศาสตร์ แต่ยังหมายถึงการวางแผนหรือนำเสนอส่วนต่าง ๆ ของเรื่องที่ซับซ้อนอย่างเป็นระบบ โดยเน้นโครงสร้างทั้งหมดมากกว่าการทำรายการธรรมดา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย phrasal verb สองคำที่หมายถึง “วางแผนหรือนำเสนออย่างเป็นระบบ”: Before we begin, let's ____ every step.

ดูคำตอบ

map out

ไวยากรณ์

“a higher chance ... if ... than if ...”: เปรียบเทียบสองเงื่อนไข

โครงสร้างนี้เปรียบเทียบความน่าจะเป็นของผลลัพธ์เดียวกันภายใต้สองเงื่อนไขที่ต่างกัน “A higher chance of winning” ระบุผลลัพธ์และความน่าจะเป็น ส่วน “if you switch” ให้เงื่อนไขแรก และ “than if you stay” ให้เงื่อนไขที่สอง การคง if ไว้หลัง than ทำให้การเปรียบเทียบมีโครงสร้างขนานกัน คือโอกาสภายใต้เงื่อนไข A สูงกว่าภายใต้เงื่อนไข B ไม่ได้เปรียบเทียบระดับของ switch กับ stay แต่เปรียบเทียบว่าในแต่ละกรณีมีโอกาสชนะมากเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมการเปรียบเทียบให้สมบูรณ์เพื่อให้ทั้งสองทางเลือกแสดงเป็นเงื่อนไขอย่างชัดเจน: There is a higher chance of arriving on time if we take the train ____ we drive in rush-hour traffic.

ดูคำตอบ

than if

It's easier to understand the problem if there are many more doors.

3:33

ปัญหานี้จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นถ้ามีประตูมากขึ้นหลายเท่า

Say you chose one door out of a hundred.

3:36

สมมติว่าคุณเลือกประตูบานเดียวจากทั้งหมดหนึ่งร้อยบาน

The host then eliminates 98 doors

3:39

จากนั้นพิธีกรก็คัดประตูออก 98 บาน

that they know don't have a prize behind them.

3:41

ที่เขารู้อยู่แล้วว่าไม่มีรางวัลอยู่ด้านหลัง

That leaves two doors,

3:43

นั่นทำให้เหลือประตูเพียงสองบาน

the one you chose and the only other one remaining.

3:44

คือบานที่คุณเลือก กับอีกบานเดียวที่เหลืออยู่

Do you switch now?

3:47

ตอนนี้คุณจะเปลี่ยนประตูไหม?

Absolutely.

3:48

เปลี่ยนแน่นอน

When you first picked,

3:49

ตอนที่คุณเลือกครั้งแรก

you only had a one in 100 chance of getting the right door.

3:50

คุณมีโอกาสเลือกถูกแค่ 1 ใน 100 เท่านั้น

The odds of it being behind the other doors ไวยากรณ์

3:53

โอกาสที่รางวัลจะอยู่หลังประตูบานอื่นๆ

was 99 out of a hundred.

3:55

คือ 99 ในร้อย

ไวยากรณ์

The odds ... was: หาประธานที่แท้จริง

ในประโยคนี้ คำหลักของประธานคือคำนามพหูพจน์ odds ส่วน of it being behind the other doors เป็นวลีที่ขึ้นต้นด้วย of และขยาย odds จึงไม่ได้เป็นตัวกำหนดรูปของกริยา ดังนั้น ในภาษาอังกฤษเขียนมาตรฐานควรใช้ were: The odds ... were 99 out of a hundred คำบรรยายคง was ไว้เพราะการพูดแบบทันทีอาจมีการใช้ประธานและกริยาไม่สอดคล้องกัน เมื่อมีวลียาวคั่นระหว่างประธานกับกริยา ให้หาคำนามหลักของประธานก่อนเลือกรูปกริยา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคตามภาษาอังกฤษเขียนมาตรฐาน: The odds of getting a ticket ____ very low.

ดูคำตอบ

were

The host then filters out the options for you

3:57

จากนั้นพิธีกรก็ทำการกรองตัวเลือกให้คุณ

by eliminating 98 bad doors

4:00

โดยตัดประตูที่ผิดออก 98 บาน

that they know don't have the prize.

4:02

ที่เขารู้ว่าไม่มีรางวัล

This is to your advantage because it leaves the remaining door

4:04

นี่เป็นประโยชน์กับคุณ เพราะมันทำให้ประตูที่เหลืออยู่บานนั้น

with the rest of the odds,

4:07

รับเอาโอกาสที่เหลือทั้งหมดไป

a 99 out of a hundred chance of having the car.

4:08

นั่นคือโอกาส 99 ในหนึ่งร้อยที่จะมีรถยนต์อยู่

Some eventually admitted they were in the wrong. สำนวน

4:12

ในที่สุดก็มีบางคนยอมรับว่าพวกเขาเป็นฝ่ายผิด

สำนวน

be in the wrong: เป็นฝ่ายผิดในข้อขัดแย้ง

In the wrong เป็นสำนวนที่หมายถึงเป็นฝ่ายผิด เข้าใจผิด หรือมีความรับผิดชอบในความขัดแย้ง ในที่นี้ admitted they were in the wrong หมายความว่าพวกเขายอมรับว่าจุดยืนหรือการตัดสินก่อนหน้านั้นไม่มีเหตุผลรองรับ สำนวนนี้มักแสดงสองฝ่ายของข้อขัดแย้ง ฝ่ายหนึ่งเป็น in the right และอีกฝ่ายเป็น in the wrong คำว่า the เป็นส่วนตายตัวของสำนวนนี้

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “เป็นฝ่ายผิดในความขัดแย้ง” ลงในประโยค: After reviewing the complaint, the manager admitted she was ____.

ดูคำตอบ

in the wrong

A team at the Massachusetts Institute of Technology worked on the problem

4:14

ทีมงานจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ได้ทำการศึกษาปัญหานี้

and afterwards Seth Kalson of MIT admitted,

4:18

และหลังจากนั้น เซธ คาลสัน จาก MIT ก็ออกมายอมรับว่า

"You are indeed correct.

4:21

“คุณถูกต้องจริงๆ

My colleagues at work had a ball with this problem สำนวน

4:22

เพื่อนร่วมงานของผมสนุกสนานกับการถกปัญหานี้กันมาก

and I dare say that most of them, น้ำเสียง/เจตนา

4:24

และผมกล้าพูดเลยว่าพวกเขาส่วนใหญ่

including me at first, thought you were wrong."

4:26

รวมถึงตัวผมในตอนแรกด้วย คิดว่าคุณผิด”

สำนวน

had a ball with: สนุกกับบางสิ่งมาก

ใน had a ball with this problem วลี had a ball หมายถึง “สนุกมาก” หรือ “เพลิดเพลินมาก” วลีนี้เป็นสำนวน ดังนั้น ball จึงไม่ได้หมายถึงลูกบอล กีฬา หรือ งานเต้นรำอย่างเป็นทางการ ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย with ระบุว่าสิ่งใดทำให้พวกเขาสนุก ในที่นี้คือพวกเขารู้สึกว่าการถกและแก้ปัญหานั้นคึกคักและสนุก แม้ปัญหาจะยาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่มีชีวิตชีวาซึ่งหมายถึง “สนุกกับการทำสิ่งนั้นมาก”: The designers ____ the puzzle.

ดูคำตอบ

had a ball with

น้ำเสียง/เจตนา

I dare say: เกริ่นการตัดสินส่วนตัวอย่างระมัดระวัง

I dare say เป็นวลีแทรกแบบตายตัวที่หมายถึง “ฉันคิดว่าพูดอย่างนั้นได้อย่างสมเหตุสมผล” หรือ “ฉันคาดว่า” วลีนี้ใช้เกริ่นการตัดสินของผู้พูดด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง แต่ยังแสดงความมั่นใจพอสมควร ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเกริ่นข้อสรุปว่าเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ในตอนแรกคิดว่าอีกฝ่ายผิด ไม่ได้หมายถึงการเสี่ยงทำบางอย่าง และไม่ใช่โครงสร้างท้าทายแบบ dare someone to do something

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ dare เพื่อเกริ่นการตัดสินส่วนตัวอย่างระมัดระวัง แทนที่จะท้าทายใครบางคน?

  1. I dare you to stop me.
  2. I dare say the train will be late.
  3. She dared him to ask.
ดูคำตอบ

I dare say the train will be late.

To which she responded, ไวยากรณ์

4:28

ซึ่งเธอตอบกลับไปว่า

"Thanks MIT, I needed that." น้ำเสียง/เจตนา

4:29

“ขอบคุณ MIT ฉันต้องการคำนี้แหละ”

ไวยากรณ์

To which she responded ในฐานะตัวเชื่อมการเล่าเรื่องแบบเป็นทางการ

To which เชื่อม she responded ย้อนกลับไปยังข้อความหรือเหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้า ในที่นี้ which หมายถึงการยอมรับจาก MIT และ to มาจาก respond to คือเธอตอบสนองต่อการยอมรับนั้น การวาง to which ไว้ข้างหน้าทำให้เกิดตัวเชื่อมการเล่าเรื่องที่กระชับและค่อนข้างเป็นทางการ นี่เป็นตัวเชื่อมแบบอนุประโยคสัมพันธ์ ไม่ใช่คำถาม To which? และช่วยบอกปฏิกิริยาโดยไม่ต้องพูดข้อมูลก่อนหน้าซ้ำ

แบบฝึกหัด

เติมตัวเชื่อมแบบสัมพันธ์ที่เป็นทางการจำนวนสองคำ: The committee approved her proposal, ____ she responded, "I'm grateful for your trust."

ดูคำตอบ

to which

น้ำเสียง/เจตนา

I needed that เพื่อบอกว่าได้รับกำลังใจในเวลาที่พอดี

ใน I needed that คำว่า that หมายถึงการยอมรับที่เธอเพิ่งได้รับ Needed ไม่ได้หมายถึงการต้องได้สิ่งของ แต่ทั้งประโยคบอกว่าคำพูดเหล่านั้นช่วยให้กำลังใจเธอในช่วงเวลาสำคัญ รูปแบบนี้ใช้ตอบสนองต่อสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นและช่วยเราได้ เช่น คำชม เสียงหัวเราะ การพัก หรือข่าวดี โดยมักหมายถึง “สิ่งนั้นช่วยฉันมากกว่าที่คุณอาจคิด”

แบบฝึกหัด

หลังจากวันที่น่าท้อใจ เพื่อนชมผลงานของคุณและคุณพูดว่า "Thanks. I needed that." ในที่นี้ I needed that หมายความว่าอย่างไร

  1. ฉันอยากให้เพื่อนมอบสิ่งของชิ้นหนึ่งให้ฉัน
  2. คำชมนั้นช่วยให้กำลังใจฉันในเวลาที่ต้องการพอดี
  3. ฉันวางแผนว่าจะชมเพื่อนก่อน
ดูคำตอบ

คำชมนั้นช่วยให้กำลังใจฉันในเวลาที่ต้องการพอดี

As for that math professor I mentioned earlier ลำดับความ

4:31

ส่วนศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่ฉันพูดถึงก่อนหน้านี้

who sent that not so friendly letter,

4:33

คนที่ส่งจดหมายไม่ค่อยเป็นมิตรฉบับนั้นมา

Professor Sachs later conceded,

4:36

ศาสตราจารย์แซกส์ก็ได้ออกมายอมรับในภายหลังว่า

ลำดับความ

As for: กลับไปยังหัวข้อที่กล่าวถึงก่อนหน้า

As for ใช้เปิดหัวข้อที่ผู้พูดกำลังจะกล่าวถึงต่อไป มักใช้ดึงความสนใจกลับไปยังบุคคลหรือสิ่งที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ หรือเปลี่ยนไปพูดถึงหัวข้อหนึ่งในหลายหัวข้อ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวส่งสัญญาณว่าเรื่องเล่ากำลังกลับมาที่ศาสตราจารย์หลังจากกล่าวถึงส่วนอื่นไปแล้ว หน้าที่ของมันคือช่วยจัดจุดสนใจให้ผู้ฟัง ไม่ได้บอกเหตุผลหรือแสดงความเห็นด้วย

แบบฝึกหัด

เติมวลีเปลี่ยนหัวข้อจากบทเรียนลงในประโยค: "____ the school trip, we'll decide the date tomorrow."

ดูคำตอบ

As for

"After removing my foot from my mouth, สำนวน

4:38

“หลังจากที่ผมเก็บคำพูดแย่ๆ ของตัวเองกลับไปแล้ว

I'm now eating humble pie. สำนวน

4:39

ตอนนี้ผมขอน้อมรับความผิดพลาด

สำนวน

removing my foot from my mouth: การดัดแปลงสำนวนอย่างสร้างสรรค์

สำนวนมาตรฐาน put your foot in your mouth หมายถึงการพูดสิ่งที่โง่เขลา ไม่รู้กาลเทศะ หรือน่าอับอาย ส่วน removing my foot from my mouth เป็นการดัดแปลงภาพของสำนวนนี้อย่างขบขัน โดยผู้พูดตระหนักแล้วว่าคำพูดก่อนหน้านั้นผิดและกำลังพยายามแก้สถานการณ์จากการพูดพลาด ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าสำนวนสามารถเปลี่ยนรูปเพื่อสร้างอารมณ์ขันได้ โดยยังทำให้นึกถึงรูปเดิมที่คุ้นเคย ให้เข้าใจการกระทำนี้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางร่างกายจริง ๆ

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: "Maya apologized, saying she was trying to take her foot out of her mouth." เหตุใดจึงใช้ take her foot out?

  1. หมายความตามตัวอักษรว่าเธอได้รับบาดเจ็บที่ปาก
  2. เป็นการพูดอย่างขบขันว่าเธอรู้ตัวว่าก่อนหน้านี้พูดพลาดและกำลังพยายามแก้สถานการณ์
  3. หมายความว่าเธอต้องการพูดแทรกคนอื่นอีกครั้ง
ดูคำตอบ

เป็นการพูดอย่างขบขันว่าเธอรู้ตัวว่าก่อนหน้านี้พูดพลาดและกำลังพยายามแก้สถานการณ์

สำนวน

Eating humble pie: ยอมรับว่าตัวเองผิด

Eating humble pie หมายถึงการยอมรับว่าตัวเองผิดและยอมรับความอับอายที่ตามมา ไม่ได้หมายถึงการกินพายจริง ๆ แต่สื่อถึงการวางทิฐิของตัวเองลง ในประโยคนี้ ผู้พูดแก้ไขคำตัดสินก่อนหน้าของตนต่อสาธารณะ สำนวนนี้ทำให้การยอมรับผิดฟังหนักแน่นและมีนัยว่าต้องลดตัวลงมากกว่าการพูดเพียงว่า "I was wrong"

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ eating humble pie แสดงว่าผู้พูดกำลังทำอะไรอยู่?

  1. ฉลองความสำเร็จด้วยอาหารมื้อพิเศษ
  2. ยอมรับความผิดพลาดและรับความอับอายบางส่วน
  3. หลีกเลี่ยงการพูดถึงความผิดพลาดอย่างสุภาพ
ดูคำตอบ

ยอมรับความผิดพลาดและรับความอับอายบางส่วน

I vowed as penance to answer all the people who wrote to castigate me.

4:41

ผมปฏิญาณตนเพื่อเป็นการไถ่โทษ ว่าจะตอบจดหมายทุกคนที่เขียนมาตำหนิผม

It's been an intense professional embarrassment."

4:45

เรื่องนี้ถือเป็นความน่าอับอายในวิชาชีพอย่างรุนแรง”

Our biggest misconception is assuming that two choices mean a 50-50 chance of something happening. ลำดับความ

4:48

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดของเราคือการทึกทักไปว่า การมีตัวเลือกสองทางหมายถึงมีโอกาส 50-50 ที่สิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้น

ลำดับความ

Our biggest misconception is assuming that...: ระบุความเชื่อที่ผิด

Our biggest misconception ใช้ระบุความเชื่อที่ผิดและสำคัญที่สุดในการอธิบาย คำกริยา is เชื่อมชื่อเรียกนี้กับ assuming that... ซึ่งบอกสมมติฐานที่เฉพาะเจาะจงว่า เมื่อมีสองตัวเลือก ทั้งสองจะถูกมองโดยอัตโนมัติว่ามีโอกาสเท่ากัน กรอบนี้จัดข้อมูลเป็นสองขั้นตอน คือระบุก่อนว่าแนวคิดนั้นผิด แล้วจึงบอกเนื้อหาของแนวคิดนั้น นอกจากนี้ยังส่งสัญญาณว่าจะมีคำอธิบายหรือการแก้ความเข้าใจผิดต่อไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้กรอบนี้เพื่อระบุความเชื่อผิดที่เป็นประเด็นหลัก แล้วจึงบอกเนื้อหาของความเชื่อนั้น?

  1. Our biggest goal is to prove that speed always means efficiency.
  2. Our biggest misconception is assuming that speed always means efficiency.
  3. Our biggest question is whether speed always means efficiency.
ดูคำตอบ

Our biggest misconception is assuming that speed always means efficiency.

This makes sense if we don't have any other information.

4:54

มันจะฟังดูสมเหตุสมผลหากเราไม่มีข้อมูลอื่นใดเลย

If I pick two people and ask who would win a tennis match

4:57

ถ้าฉันเลือกคนมาสองคนแล้วถามว่าใครจะชนะการแข่งขันเทนนิส

and you don't know anything about them,

5:00

และคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเลย

you have a 50-50 shot of getting it right.

5:02

คุณมีโอกาสเดาถูก 50-50

But if I said player A just took up the sport yesterday กริยาวลี

5:04

แต่ถ้าฉันบอกว่าผู้เล่น A เพิ่งเริ่มเล่นกีฬานี้เมื่อวาน

and player B has won Wimbledon,

5:07

และผู้เล่น B เคยคว้าแชมป์วิมเบิลดันมาแล้ว

this would likely change your choice.

5:09

ข้อมูลนี้ก็น่าจะเปลี่ยนการตัดสินใจของคุณ

กริยาวลี

took up the sport: เริ่มกิจกรรมใหม่

ในที่นี้ took up the sport หมายถึง “เริ่มเล่นกีฬานั้นเป็นกิจกรรมใหม่” took เป็นรูปอดีตของ take และ up เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี take up ไม่ได้หมายถึงการหยิบสิ่งของขึ้นมาจริง ๆ the sport ย้อนกลับไปหมายถึงเทนนิสที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ถ้อยคำนี้บอกว่าผู้เล่น A เพิ่งเริ่มเล่นได้ไม่นาน ผู้พูดจึงนำเสนอว่าผู้เล่นคนนี้ยังไม่มีประสบการณ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ take up ซึ่งหมายถึง “เริ่มงานอดิเรกใหม่”: Last year, Ava ____ painting and now practices every weekend.

ดูคำตอบ

took up

Information matters,

5:11

ข้อมูลมีความสำคัญ

just like when the game show host knew which door had a goat.

5:12

เหมือนกับตอนที่พิธีกรรายการเกมโชว์รู้ว่าประตูบานไหนมีแพะนั่นแหละ

They weren't opening up a door randomly.

5:15

พวกเขาไม่ได้สุ่มเปิดประตูนะ

So the more you know, ไวยากรณ์

5:18

ดังนั้นยิ่งคุณรู้มากเท่าไหร่

the more informed decisions you can make.

5:19

คุณก็จะยิ่งตัดสินใจได้อย่างรอบรู้มากขึ้นเท่านั้น

ไวยากรณ์

the more..., the more...: การเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่เชื่อมโยงกัน

โครงสร้าง the + comparative..., the + comparative... เชื่อมปริมาณหรือระดับสองอย่างที่เปลี่ยนแปลงเข้าด้วยกัน อนุประโยคแรกบอกการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง และอนุประโยคที่สองบอกผลหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้อง ในที่นี้ เมื่อสิ่งที่คุณรู้เพิ่มขึ้น คุณก็สามารถตัดสินใจโดยมีข้อมูลประกอบมากขึ้น the ในโครงสร้างนี้ไม่ได้ชี้ไปยังคำนามเฉพาะเหมือนคำนำหน้านามชี้เฉพาะตามปกติ แต่เป็นส่วนตายตัวของโครงสร้างเปรียบเทียบที่ใช้เป็นคู่ ประโยคนี้บอกความสัมพันธ์ทั่วไป ตัวไวยากรณ์เพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ความเป็นเหตุและผลอย่างเคร่งครัด

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเปรียบเทียบแบบคู่ด้วยวลีสองคำที่ถูกต้องซึ่งสร้างจาก more ในแต่ละช่อง: ____ you practice, ____ confident you become.

ดูคำตอบ

The more · the more

Vos Savant once said,

5:22

วอส ซาวานต์ เคยกล่าวไว้ว่า

"People that we think are very smart are not necessarily very smart." ไวยากรณ์

5:23

“คนที่เราคิดว่าฉลาดมาก ไม่จำเป็นต้องฉลาดมากเสมอไปหรอก”

ไวยากรณ์

not necessarily: ปฏิเสธความแน่นอน ไม่ใช่ปฏิเสธความคิดทั้งหมด

not necessarily จำกัดความแน่นอนของข้อความที่ตามมา โดยหมายความว่า “สิ่งนั้นไม่ได้เป็นจริงเสมอไปหรือไม่ได้เป็นจริงโดยอัตโนมัติ” จึงยังเปิดไว้ทั้งสองความเป็นไปได้ คือบางคนอาจฉลาดมากและบางคนอาจไม่เป็นเช่นนั้น ตำแหน่งของ not มีความสำคัญ เพราะเป็นการปฏิเสธว่าความฉลาดนั้นเป็นสิ่งที่รับประกันได้ ไม่ได้ยืนยันว่าคนเหล่านั้นไม่ฉลาดอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่ปฏิเสธข้อสรุปอัตโนมัติ แต่ไม่ได้บอกว่าข้อสรุปนั้นผิดเสมอไป: A high price does ____ mean better quality.

ดูคำตอบ

not necessarily

She explained they're more likely to be educated or experienced rather than intelligent.

5:27

เธออธิบายว่าคนเหล่านั้นมักจะเป็นคนที่มีการศึกษาหรือมีประสบการณ์มากกว่าที่จะเป็นคนฉลาดหลักแหลม

What does she think is holding people back from their intellectual potential? กริยาวลี

5:32

เธอคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ฉุดรั้งไม่ให้ผู้คนดึงศักยภาพทางปัญญาของตนออกมาใช้?

กริยาวลี

holding people back: ขัดขวางความก้าวหน้าหรือการใช้ศักยภาพ

hold someone back หมายถึงขัดขวางไม่ให้บุคคลนั้นก้าวหน้า พัฒนา หรือบรรลุเป้าหมาย ในประโยคนี้ holding people back หมายถึงการจำกัดไม่ให้ผู้คนใช้ศักยภาพทางสติปัญญาได้อย่างเต็มที่ ไม่ได้หมายถึงการดึงตัวพวกเขาไปข้างหลังจริง ๆ รูปแบบทั่วไปคือ hold + person + back + from + คำนามหรือรูป -ing: Something is holding her back from applying. ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ให้วางไว้ระหว่าง hold กับ back: hold them back.

แบบฝึกหัด

เติมรูปที่ถูกต้องของ hold someone back: A lack of confidence is ____ from sharing her ideas in class.

ดูคำตอบ

holding her back

She's been critical of compulsory schooling

5:36

เธอเคยวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาภาคบังคับ

because she says students learn passively.

5:38

เพราะเธอบอกว่านักเรียนเรียนรู้อย่างเฉื่อยชา

They sit there and are told what to believe

5:40

พวกเขาแค่นั่งอยู่ตรงนั้นแล้วรับฟังสิ่งที่ถูกบอกให้เชื่อ

instead of learning to think independently.

5:42

แทนที่จะเรียนรู้เพื่อคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง

She went so far as to say, วลี

5:45

เธอถึงขั้นพูดเลยว่า

"I would rather not see compulsory schooling." ไวยากรณ์

5:46

“ฉันไม่อยากให้มีการศึกษาภาคบังคับด้วยซ้ำ”

วลี

went so far as to say: ถึงกับพูดว่า

Went so far as to say หมายความว่า การพูดเช่นนั้นเป็นขั้นที่รุนแรงหรือเกินคาดอย่างมาก far บอกระดับ ไม่ใช่ระยะทาง และ as to เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตายตัว go so far as to + กริยารูปพื้นฐาน วลีนี้เพิ่มระดับความเข้มก่อนคำพูดที่ยกมา โดยบอกผู้ฟังว่าความเห็นถัดไปไปไกลกว่าคำวิจารณ์ทั่วไป คำกริยา go เปลี่ยนตามกาลเป็น goes หรือ went ได้ แต่ as to + กริยารูปพื้นฐานยังคงเดิม

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ go so far as to say เติมประโยคให้สมบูรณ์: The coach ____ that every player should train at 5 a.m.

ดูคำตอบ

went so far as to say

ไวยากรณ์

would rather not + กริยารูปพื้นฐาน

would rather not + กริยารูปพื้นฐาน ใช้แสดงความต้องการให้การกระทำหรือสถานการณ์หนึ่งไม่เกิดขึ้น วาง not หลัง rather แล้วตามด้วยกริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to เช่น would rather not see ไม่ใช่ would rather not to see โครงสร้างนี้นำเสนอความชอบว่าเป็นผลจากการเลือกหรือพิจารณา จึงมักฟังดูผ่านการไตร่ตรองมากกว่า don't want ในที่นี้ see compulsory schooling หมายถึงการมีหรือพบว่าระบบนั้นมีอยู่จริง ไม่ใช่การมองเห็นด้วยตา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างปฏิเสธของ would rather: After checking the icy roads, we ____ drive tonight.

ดูคำตอบ

would rather not

As for herself,

5:49

สำหรับตัวเธอเองนั้น

she never graduated from university,

5:50

เธอไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัย

dropping out of Washington University in St. Louis กริยาวลี

5:52

เธอลาออกจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์

after two years to start a career in investment

5:54

หลังจากเรียนได้สองปีเพื่อเริ่มต้นอาชีพด้านการลงทุน

กริยาวลี

ความหมายและโครงสร้างของ "dropping out of"

Dropping out of หมายถึงการออกจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย หลักสูตร หรือโครงการก่อนเรียนจบ ในประโยคนี้ dropping เป็นรูปกริยา -ing ที่เสริมว่าเธอทำอะไรหลังจากผ่านไปสองปี นั่นคือเธอออกจาก Washington University in St. Louis โดยไม่ได้จบการศึกษา โครงสร้างคือ drop out of + สถาบันหรือโครงการ หากบริบทระบุชัดอยู่แล้วว่าเป็นสถาบันหรือโครงการใด ก็สามารถละวลีที่ขึ้นต้นด้วย of ได้: She dropped out after two years.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ drop out ในโครงสร้างที่ถูกต้อง: After one semester, Nina decided to ____ the course and start working.

ดูคำตอบ

drop out of

before following her real passion, writing,

5:57

ก่อนจะหันมาทำตามความหลงใหลที่แท้จริงนั่นคือการเขียน

leading to her famous answer to the problem

6:00

ซึ่งนำไปสู่คำตอบอันโด่งดังของปัญหา

that stumped the world. สำนวน

6:02

ที่เคยทำให้คนทั้งโลกต้องกุมขมับ

สำนวน

ความหมายของ "stumped the world"

ในอนุประโยค the problem that stumped the world คำว่า problem คือสิ่งที่ทำให้เกิดการกระทำ และ the world เป็นกรรม Stumped หมายถึงทำให้ใครบางคนไม่สามารถตอบหรือแก้ปัญหาได้ แม้จะคิดแล้วก็ตาม The world เป็นการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ หมายถึงผู้คนจำนวนมากในวงกว้าง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญหลายคน ไม่ได้หมายถึงทุกคนบนโลกตามตัวอักษร วลีนี้เน้นว่าปัญหานั้นยากอย่างน่าประหลาดใจ

แบบฝึกหัด

"The last riddle stumped every contestant" หมายความว่าอย่างไร?

  1. ปริศนาข้อสุดท้ายถูกนำออกจากการแข่งขัน
  2. ผู้เข้าแข่งขันทุกคนไม่สามารถแก้ปริศนาข้อสุดท้ายได้
  3. ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเป็นผู้สร้างปริศนาข้อสุดท้าย
ดูคำตอบ

ผู้เข้าแข่งขันทุกคนไม่สามารถแก้ปริศนาข้อสุดท้ายได้

There's another way to learn that doesn't involve sitting in a classroom.

6:04

ยังมีวิธีการเรียนรู้อีกแบบที่ไม่ต้องนั่งอยู่ในห้องเรียน

Brilliant is an online interactive learning platform

6:08

Brilliant คือแพลตฟอร์มการเรียนรู้เชิงโต้ตอบออนไลน์

that helps you brush up on your math, กริยาวลี

6:10

ที่ช่วยให้คุณปัดฝุ่นทักษะคณิตศาสตร์

science, and computer science skills.

6:12

วิทยาศาสตร์ และวิทยาการคอมพิวเตอร์ของคุณ

กริยาวลี

brush up on: ทบทวนความรู้ที่เคยเรียนมาแล้ว

brush up on หมายถึงการทบทวนและฟื้นความรู้หรือทักษะที่เคยเรียนมาแล้วแต่อาจไม่คล่องเหมือนเดิม ในประโยคนี้หมายถึงแพลตฟอร์มช่วยเสริมทักษะเดิมด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ไม่จำเป็นต้องเริ่มเรียนจากศูนย์ โครงสร้างคือ brush up on + วิชา หัวข้อ หรือทักษะ เช่น brush up on algebra หรือ brush up on my Spanish ไม่ได้หมายถึงการใช้แปรงทำความสะอาดสิ่งของ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงผู้พูดกำลังทบทวนทักษะที่เคยเรียนมาแล้วแต่ไม่ได้ใช้ในช่วงหลัง?

  1. I have never studied French, so I need to learn it before visiting Montréal.
  2. I studied French years ago, so I need to give it up before visiting Montréal.
  3. I studied French years ago, so I need to brush up on it before visiting Montréal.
ดูคำตอบ

I studied French years ago, so I need to brush up on it before visiting Montréal.

Speaking of the Monty Hall problem, ลำดับความ

6:14

พูดถึงปัญหาของมอนตี ฮอลล์ แล้ว

my sponsor Brilliant has an entire course on probability,

6:16

Brilliant สปอนเซอร์ของฉัน มีหลักสูตรที่ว่าด้วยเรื่องความน่าจะเป็นแบบครบถ้วน

which explores misconceptions that can arise,

6:19

ซึ่งจะพาไปสำรวจความเข้าใจผิดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

including that famous brain teaser. วลี

6:21

รวมถึงปริศนาเชาวน์ปัญญาอันโด่งดังนั้นด้วย

ลำดับความ

Speaking of: การเปลี่ยนไปสู่หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

Speaking of + หัวข้อ เป็นเครื่องหมายแสดงการเปลี่ยนเรื่อง โดยบอกว่าสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึงทำให้นึกถึงประเด็นใหม่ที่เกี่ยวข้อง ในประโยคนี้ ปัญหามอนตีฮอลล์ทำหน้าที่เชื่อมไปยังหลักสูตรเกี่ยวกับความน่าจะเป็น วลีนี้จัดลำดับข้อมูลด้วยการบอกผู้ฟังว่า “ฉันกำลังเปลี่ยนจุดสนใจ แต่ประเด็นใหม่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องเดิม” ไม่ได้หมายความเพียงว่าผู้พูดกำลังพูดเรื่องนั้นอยู่ แต่เป็นการเปิดช่วงสนทนาใหม่ที่เกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่เชื่อมหัวข้อซึ่งเพิ่งกล่าวถึงกับประเด็นใหม่ที่เกี่ยวข้อง: “We were talking about outdoor hobbies. ____ hiking, have you tried the new trail?”

ดูคำตอบ

Speaking of

วลี

brain teaser: โจทย์ท้าทายความคิดอย่างชาญฉลาด

brain teaser คือโจทย์หรือปริศนาสั้น ๆ ที่ต้องใช้ความคิดอย่างชาญฉลาดและบางครั้งต้องคิดในมุมที่คาดไม่ถึง ในประโยคนี้หมายถึงปัญหาความน่าจะเป็นมอนตีฮอลล์อันโด่งดังที่คอร์สนำมาพูดถึง วลีนี้นำเสนอปัญหาว่าเป็นความท้าทายทางความคิดที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่คำถามที่ยาก ในที่นี้ teaser หมายถึงสิ่งที่กระตุ้นความอยากรู้และความคิด ไม่ได้หมายถึงตัวอย่างโฆษณาหรือคนที่ชอบแกล้งผู้อื่น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึงโจทย์สนุก ๆ ซึ่งต้องใช้ความคิดอย่างชาญฉลาด: The interviewer began with a ____ to see how we approached unusual problems.

ดูคำตอบ

brain teaser

If you're ever stuck, don't worry,

6:23

หากคุณไปต่อไม่ได้ ก็ไม่ต้องกังวล

you can look at the explanation for more.

6:24

คุณสามารถดูคำอธิบายเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้

There's something for everyone,

6:27

มีเนื้อหาสำหรับทุกคน

whether you're a beginner or simply want to improve on what you already know. ไวยากรณ์

6:28

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือแค่อยากจะพัฒนาจากสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว

ไวยากรณ์

whether ... or ...: ครอบคลุมทั้งสองกรณี

whether A or B ใช้เสนอทางเลือกสองสถานการณ์และบอกว่าใจความหลักเป็นจริงในทั้งสองกรณี ในที่นี้ There's something for everyone ใช้ได้ทั้งกับผู้เริ่มต้นและผู้ที่มีความรู้อยู่แล้วแต่ต้องการพัฒนาต่อ whether ในที่นี้ไม่ได้แสดงความไม่แน่ใจ แต่แบ่งผู้ฟังเป็นสองกรณีที่ครอบคลุมทั้งหมด โดยใช้ or เชื่อมทางเลือก ในกรณีที่สอง improve on what you already know หมายถึงการต่อยอดจากความรู้ที่มีอยู่

แบบฝึกหัด

เติมคำสองคำที่แสดงว่ากิจกรรมจะเกิดขึ้นในทั้งสองกรณี: The picnic will go ahead ____ it is sunny ____ rainy.

ดูคำตอบ

whether · or

You can solve puzzles with science through their scientific thinking course.

6:31

คุณสามารถไขปริศนาด้วยวิทยาศาสตร์ผ่านหลักสูตรการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ของพวกเขาได้

One of my all-time favorites is their logic course,

6:35

หนึ่งในหลักสูตรที่ฉันโปรดปรานตลอดกาลคือหลักสูตรตรรกะ

which helps improve critical thinking that forms the basis of mathematical reasoning. วลี

6:38

ซึ่งช่วยพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์อันเป็นพื้นฐานของการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์

วลี

forms the basis of: แสดงความสัมพันธ์ที่เป็นรากฐาน

ในประโยคนี้ forms the basis of หมายถึงการเป็นรากฐานสำคัญให้กับบางสิ่ง โดยนำเสนอว่าการคิดเชิงวิพากษ์เป็นรากฐานที่ทำให้การให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์พัฒนาขึ้น โครงสร้างคือ X forms the basis of Y โดย X คือแนวคิด ทักษะ หลักฐาน หรือระบบที่เป็นรากฐาน ส่วน Y คือสิ่งที่สร้างหรือพัฒนาขึ้นจากรากฐานนั้น ในโครงสร้างนี้ basis มักใช้เป็นรูปเอกพจน์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยสำนวนเป้าหมาย forms the basis of Reliable evidence ____ a strong scientific argument.

ดูคำตอบ

forms the basis of

Brilliant is free for you to sign up by going to the custom link

6:42

คุณสามารถสมัครสมาชิก Brilliant ได้ฟรีโดยไปที่ลิงก์พิเศษ

in my description or pinned comment,

6:45

ในคำอธิบายคลิปหรือคอมเมนต์ที่ปักหมุดไว้

brilliant.org/newsthink.

6:47

brilliant.org/newsthink

The first 200 people to use my link will get 20% off their premium membership,

6:49

200 คนแรกที่ใช้ลิงก์ของฉันจะได้รับส่วนลด 20% สำหรับสมาชิกระดับพรีเมียม

which gives you access to all of their courses.

6:54

ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าถึงคอร์สทั้งหมดของพวกเขาได้

Thanks for watching.

6:57

ขอบคุณที่รับชม

For NewsThink,

6:58

สำหรับ NewsThink

I'm Cindy Pom.

6:59

ฉัน ซินดี้ พอม