เลิกดู TikTok ได้แล้ว! มินิบทเรียนภาษาอังกฤษ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
402 คำ 172 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้ตั้งคำถามกับคำแนะนำที่ให้เปลี่ยนคำธรรมดาเป็นคำหายากและดูซับซ้อน โดยไม่อธิบายบริบท พร้อมชี้ให้เห็นว่าเหตุใดระดับความแรงและความถี่ของคำคุณศัพท์จึงสำคัญ ก่อนเสนอให้เรียนคำศัพท์ที่มีประโยชน์ผ่านสำนวนและประโยคจากภาพยนตร์ หนังสือ หรือพอดแคสต์ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. strength of different adjectives. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: คุณจะเข้าใจว่าคำคุณศัพท์ที่ให้ความเห็นคล้ายกันอาจมีความแรงต่างกันมาก จึงแยกแยะได้ว่า deplorable เหมาะกับสภาพที่เลวร้ายจนน่าตกใจหรือยอมรับไม่ได้ โดยเฉพาะในข่าวจริงจัง แต่รุนแรงเกินไปหากใช้แทน bad ในชีวิตประจำวัน 2. If everything is fantabulous, then nothing is. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: คุณจะมองเห็นการใช้ประโยคเงื่อนไขแบบย้อนแย้งสั้น ๆ เพื่อสรุปเหตุผลว่า เมื่อใช้คำคุณศัพท์สุดโต่งกับทุกสิ่ง คำนั้นย่อมสูญเสียพลังไป รูปแบบนี้ช่วยให้คุณปิดท้ายคำเตือนหรือข้อสรุปอย่างน่าจดจำโดยไม่ต้องอธิบายซ้ำทั้งหมด 3. in meaningful fixed expressions or sentences. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: คุณจะเรียนคำศัพท์พร้อมคำและสถานการณ์ที่มักปรากฏร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ แทนการจำเป็นคำทดแทนแบบโดดเดี่ยว วิธีนี้ช่วยให้ตัดสินระดับภาษา จำรูปแบบที่นำไปใช้ได้ทันที และใช้คำใหม่ในบทสนทนาหรืองานเขียนของตนได้เหมาะสม

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Have you ever seen a video that says, ไวยากรณ์

0:00

คุณเคยเห็นวิดีโอที่บอกว่า

ไวยากรณ์

Have you ever seen ...?:ถามถึงประสบการณ์จนถึงตอนนี้

Have you ever seen ...? ใช้โครงสร้าง present perfect เพื่อถามว่าเคยมีประสบการณ์นั้นในช่วงใดช่วงหนึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้หรือไม่ ever หมายถึง “ช่วงใดก็ตามจนถึงตอนนี้” จึงเน้นว่าเคยเกิดขึ้นหรือไม่ ไม่ได้ถามวันที่หรือเหตุการณ์ที่แน่นอน โครงสร้างคือ Have you ever + กริยาช่องที่ 3 ...? ในที่นี้ seen คือกริยาช่องที่ 3 ของ see ใช้เปิดบทสนทนาเกี่ยวกับประสบการณ์ของอีกฝ่ายได้

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง Have you ever + กริยาช่องที่ 3 สำหรับถามประสบการณ์ให้สมบูรณ์: ____ seen snow?

ดูคำตอบ

Have you ever

"Don't say dumb, say imbecilic." วลี

0:02

"อย่าพูดว่า dumb (โง่) ให้พูดว่า imbecilic (ปัญญาอ่อน)" ไหม

วลี

Don’t say X, say Y:รูปแบบการแทนที่ ไม่ใช่การยกระดับโดยอัตโนมัติ

Don’t say X, say Y เป็นรูปแบบการแก้ไขโดยตรงที่บอกให้เปลี่ยน X เป็น Y การเปรียบเทียบที่สั้นและชัดเจนแบบนี้มักพบในชื่อบทเรียนและคำแนะนำภาษาแบบสั้น ในที่นี้ ประโยคทั้งประโยคถูกยกมาเป็นตัวอย่างของคำแนะนำที่ง่ายเกินจริง ไม่ใช่คำแนะนำที่ผู้พูดรับรองว่าเหมาะสม imbecilic พบได้น้อยในบทสนทนาทั่วไปและเป็นคำคุณศัพท์ที่ดูหมิ่นอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพียงคำที่สูงกว่าหรือสุภาพกว่า dumb

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบการแก้ไข Don’t say X, say Y ให้ถูกต้อง: ____ 'I am agree'; ____ 'I agree.'

ดูคำตอบ

Don't say · say

Don't say bad, say deplorable.

0:04

อย่าพูดว่า bad (แย่) ให้พูดว่า deplorable (น่าเวทนา)

These videos tell you that you can upgrade your English, วลี

0:07

วิดีโอพวกนี้บอกคุณว่า คุณสามารถยกระดับภาษาอังกฤษของคุณได้

วลี

upgrade your English: คำเปรียบเชิงโฆษณา

ในประโยคนี้ upgrade your English หมายถึงพัฒนาความสามารถภาษาอังกฤษ คำว่า upgrade ปกติใช้กับการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ บริการ หรือระบบให้เป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้น จึงเปรียบความสามารถทางภาษาว่าเป็นสิ่งที่ยกระดับขึ้นได้ คำเปรียบนี้สั้นและสะดุดตา ในที่นี้ช่วยสื่อคำสัญญาที่น่าดึงดูดแบบที่วิดีโอเรียนภาษาอาจใช้ ไม่ได้หมายถึงการติดตั้งหรือซื้อการอัปเดตทางเทคนิค

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบาย upgrade your English ในประโยคนี้ได้ดีที่สุด

  1. ใช้คำเปรียบแบบการอัปเกรดผลิตภัณฑ์เพื่อหมายถึงการพัฒนาความสามารถภาษาอังกฤษ
  2. หมายถึงการติดตั้งแพ็กเกจซอฟต์แวร์ภาษาอังกฤษรุ่นใหม่
  3. หมายถึงการแปลภาษาอังกฤษเป็นรหัสคอมพิวเตอร์
ดูคำตอบ

ใช้คำเปรียบแบบการอัปเกรดผลิตภัณฑ์เพื่อหมายถึงการพัฒนาความสามารถภาษาอังกฤษ

pass an exam,

0:10

สอบผ่านได้

or even prove your own English level by using the vocabulary they suggest. ไวยากรณ์

0:11

หรือแม้กระทั่งพิสูจน์ระดับภาษาอังกฤษของคุณเองด้วยการใช้คำศัพท์ที่พวกเขาแนะนำ

ไวยากรณ์

by using ...: บอกวิธีด้วย by + -ing

by using the vocabulary they suggest อธิบายวิธีที่ใช้เพื่อพิสูจน์ระดับภาษาอังกฤษ โดยนำเสนอว่าผลลัพธ์เกิดจากการใช้คำศัพท์เหล่านั้น โครงสร้างที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ by + คำกริยา-ing ซึ่งตอบคำถามว่า “อย่างไร” หรือ “ด้วยวิธีใด” ในที่นี้ by เป็นคำบุพบท ดังนั้นคำกริยาที่ตามมาต้องอยู่ในรูป -ing จึงใช้ by using ไม่ใช่ by use หรือ by to use

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย by และรูป -ing ของ use: You can learn new words ____ them in short sentences.

ดูคำตอบ

by using

Well, here's one simple tip to improve your English today. ลำดับความ

0:16

เอาล่ะ นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ข้อหนึ่งในการพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณในวันนี้

ลำดับความ

here's one simple tip: การเกริ่นนำคำแนะนำที่ใช้ได้จริง

ในที่นี้ here's one simple tip ใช้เพื่อเสนอคำแนะนำใหม่ให้ผู้ฟังพิจารณา สำนวนนี้พาเนื้อหาจากการพูดคุยก่อนหน้าไปสู่คำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง และข้อความหลังจากนั้นจะอธิบายว่าเคล็ดลับคืออะไร ในที่นี้ here's ย่อมาจาก here is แต่ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริง ในรูปแบบการนำเสนอข้อมูลนี้ here ใช้ชี้ไปยังแนวคิดที่จะนำเสนอต่อไป

แบบฝึกหัด

here's one simple tip ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. ใช้ชี้ไปยังสถานที่จริงที่เก็บเคล็ดลับไว้
  2. ใช้แสดงว่าผู้พูดให้คำแนะนำเสร็จแล้ว
  3. ใช้แนะนำคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงหนึ่งข้อซึ่งจะอธิบายต่อไป
ดูคำตอบ

ใช้แนะนำคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงหนึ่งข้อซึ่งจะอธิบายต่อไป

Stop watching those videos.

0:20

เลิกดูวิดีโอพวกนั้นซะ

No, really, stop.

0:22

ไม่ จริงๆ นะ เลิกดูเถอะ

The problem with those videos is that they don't give you any context, ไวยากรณ์

0:30

ปัญหาของวิดีโอพวกนั้นก็คือ พวกเขาไม่ได้ให้บริบทใดๆ แก่คุณเลย

so you don't actually learn how to use that vocabulary. ไวยากรณ์

0:33

ดังนั้นคุณจึงไม่ได้เรียนรู้วิธีการใช้คำศัพท์นั้นจริงๆ

ไวยากรณ์

The problem with those videos is that: การระบุปัญหาและอธิบายปัญหา

The problem with X is that Y เริ่มจากการระบุสิ่งที่กำลังพูดถึงเป็น X แล้วใช้ that-clause เพื่อบอกปัญหาเฉพาะเจาะจง Y ในประโยคนี้ those videos คือ X และ they don't give you any context คือ Y รูปแบบนี้ช่วยจัดระเบียบการวิจารณ์หรือการวิเคราะห์ให้ชัดเจน แทนที่จะบอกเพียงว่าสิ่งนั้นไม่ดี ก็จะระบุทั้งสิ่งที่พูดถึงและเหตุผลด้วย ส่วน with those videos เชื่อมปัญหาเข้ากับสิ่งที่เป็นประเด็น ไม่ได้หมายถึงการทำบางอย่างร่วมกับวิดีโอเหล่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หายไปเพื่อทำให้โครงสร้างสมบูรณ์: The problem with this plan ____ it takes too long

ดูคำตอบ

is that

ไวยากรณ์

learn how to use: เรียนรู้ทักษะการใช้งานจริง

learn how to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงการได้ความรู้หรือทักษะที่จำเป็นในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในที่นี้ use เป็นคำกริยารูปพื้นฐานที่ตามหลัง how to จึงต้องพูดว่า learn how to use ไม่ใช่ learn how to using เมื่อใช้กับคำศัพท์ วลีนี้เน้นว่าสามารถเลือกและใช้คำในบริบทจริงได้ ไม่ใช่แค่จำหรือรู้ความหมายของคำเท่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบสามคำที่เน้นไว้: I want to learn ____ this camera.

ดูคำตอบ

how to use

Do you wonder why you've never heard the word imbecilic? ลำดับความ

0:37

คุณสงสัยไหมว่าทำไมคุณถึงไม่เคยได้ยินคำว่า imbecilic เลย

ลำดับความ

Do you wonder why...?: ใช้คำถามเพื่อเกริ่นเข้าสู่คำอธิบาย

Do you wonder why...? ยกคำถามที่ผู้ชมอาจกำลังสงสัยอยู่แล้วขึ้นมา ในการอธิบาย วลีนี้ช่วยดึงความสนใจ บอกว่าประเด็นที่สงสัยคืออะไร และส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีเหตุผลตามมา ผู้พูดอาจไม่ได้รอให้ผู้ชมตอบจริง ๆ คำถามนี้มีหน้าที่หลักในการจัดลำดับข้อมูล คือเสนอข้อสงสัยก่อน แล้วจึงตามด้วยคำอธิบาย

แบบฝึกหัด

ใช้ประโยคเกริ่นที่เน้นไว้เพื่อเสนอเหตุผลที่คุณกำลังจะอธิบาย: ____ some animals sleep through winter?

ดูคำตอบ

Do you wonder why

Well, it's because it's almost never used. การใช้คำ

0:39

ก็เพราะว่ามันแทบจะไม่ได้ถูกนำมาใช้เลยน่ะสิ

การใช้คำ

it's almost never used: ความถี่ในการใช้ใกล้ศูนย์

ใน it's almost never used คำว่า almost never บอกว่าความถี่ใกล้ศูนย์มาก แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์อย่างสมบูรณ์ ประโยคนี้หมายความว่าผู้คนใช้คำนี้เฉพาะในโอกาสที่หาได้ยากมากเท่านั้น It's ... used เป็นโครงสร้างกรรมวาจก โดยคำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้คนนำไปใช้ ถ้อยคำนี้อธิบายการใช้งานจริง ไม่ได้บอกว่าคำนั้นมีอยู่หรือใช้ได้ตามหลักไวยากรณ์หรือไม่

แบบฝึกหัด

it's almost never used ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร

  1. มันถูกใช้น้อยมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยถูกใช้เลยเสมอไป
  2. มันถูกใช้บ่อยมาก
  3. มันไม่เคยถูกใช้เลยโดยไม่มีข้อยกเว้น
ดูคำตอบ

มันถูกใช้น้อยมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยถูกใช้เลยเสมอไป

I honestly think this video might be the first time I've ever said it. ไวยากรณ์

0:42

บอกตามตรงฉันคิดว่าวิดีโอนี้อาจเป็นครั้งแรกเลยที่ฉันเคยพูดคำนี้

ไวยากรณ์

the first time I've ever said it: ประสบการณ์ครั้งแรกจนถึงตอนนี้

the first time I've ever said it นำเสนอว่านี่อาจเป็นประสบการณ์แบบนี้ครั้งแรกของผู้พูดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน I've said อยู่ในรูป present perfect ส่วน ever ในที่นี้หมายถึง “เวลาใดก็ตามจนถึงตอนนี้” ไม่ได้หมายถึง “เสมอ” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ This is the first time + ประธาน + have/has ever + past participle รูป present perfect แบบเดียวกันนี้ใช้ตามหลังวลีอย่าง This might be the first time ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้ถูกต้องว่าการใช้กล้องโทรทรรศน์อาจเป็นประสบการณ์ครั้งแรกจนถึงตอนนี้

  1. This might be the first time I have ever using a telescope.
  2. This might be the first time I've ever used a telescope.
  3. This might be the first time I've ever use a telescope.
ดูคำตอบ

This might be the first time I've ever used a telescope.

These videos also don't tell you the strength of different adjectives. การใช้คำ

0:45

วิดีโอพวกนี้ยังไม่ได้บอกคุณถึงระดับความรุนแรงของคำคุณศัพท์ต่างๆ ด้วย

การใช้คำ

strength of different adjectives: ความเข้มของความหมายของคำคุณศัพท์

ในที่นี้ strength หมายถึงความหมายและน้ำเสียงของคำคุณศัพท์ว่าเบาหรือเข้มเพียงใด ซึ่งเรียกว่า “ความเข้มของความหมาย” ไม่ได้หมายถึงกำลังทางกายหรือความถูกต้องทางไวยากรณ์ คำหลายคำอาจมีความหมายโดยรวมไปในทิศทางเดียวกัน แต่มีความเข้มต่างกัน การรู้ความแตกต่างนี้ช่วยให้เลือกคำได้เหมาะกับความร้ายแรงของสถานการณ์

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ the strength of different adjectives หมายถึงอะไร

  1. ความหมายของคำคุณศัพท์เหล่านั้นเบาหรือเข้มเพียงใด
  2. คำคุณศัพท์เหล่านั้นบรรยายกำลังทางกายมากเพียงใด
  3. คำคุณศัพท์เหล่านั้นถูกต้องตามหลักไวยากรณ์หรือไม่
ดูคำตอบ

ความหมายของคำคุณศัพท์เหล่านั้นเบาหรือเข้มเพียงใด

Why do people say bad so much more than deplorable? ไวยากรณ์

0:49

ทำไมคนถึงพูดคำว่า bad มากกว่า deplorable มากมายนัก

ไวยากรณ์

so much more than: เน้นความแตกต่างมากในการเปรียบเทียบ

more than ใช้สร้างการเปรียบเทียบ much เน้นคำเปรียบเทียบขั้นกว่า more และ so เน้น much อีกที ดังนั้น so much more than จึงหมายความว่าความแตกต่างนั้นใหญ่มาก ในที่นี้กำลังเปรียบเทียบความถี่ในการใช้คำสองคำ โดย bad ถูกใช้บ่อยกว่า deplorable มาก ในบริบทอื่น รูปแบบเดียวกันนี้ใช้เน้นความแตกต่างมากด้านปริมาณ ความถี่ หรือระดับได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลีนี้ได้ถูกต้องเพื่อเน้นความแตกต่างด้านความถี่ที่มาก

  1. I visit the library so more much than I did last year.
  2. I visit the library so much more than I did last year.
  3. I visit the library so many more than I did last year.
ดูคำตอบ

I visit the library so much more than I did last year.

Well, it's because deplorable means shockingly bad or completely unacceptable. การใช้คำ

0:53

ก็เพราะว่า deplorable หมายถึง แย่อย่างน่าตกใจ หรือยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

การใช้คำ

deplorable: แย่มากจนน่าตกใจหรือยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง

deplorable เป็นคำคุณศัพท์เชิงลบที่มีน้ำหนักรุนแรงมาก ในประโยคนี้หมายถึงแย่มากจนทำให้ผู้คนตกใจหรือรู้สึกว่ายอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง และมักสื่อถึงการวิจารณ์อย่างรุนแรง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ deplorable ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The animals were kept in deplorable conditions without food or clean water.
  2. My juice is a little warm, so it is deplorable.
  3. My drawing has one small smudge, so it is deplorable.
ดูคำตอบ

The animals were kept in deplorable conditions without food or clean water.

So we save it for really serious situations. วลี

0:58

ดังนั้นเราจึงเก็บมันไว้ใช้กับสถานการณ์ที่ร้ายแรงจริงๆ

วลี

save it for really serious situations: เก็บไว้ใช้ในโอกาสที่เหมาะสม

ในที่นี้ save it for ... หมายถึงยังไม่ใช้ตอนนี้ แต่เก็บไว้ใช้ในโอกาสที่เหมาะสมกว่า it หมายถึงคำว่า deplorable และ really serious situations บอกว่าคำนี้เหมาะจะใช้เมื่อใด ในโครงสร้าง save + กรรม + for + โอกาสหรือจุดประสงค์ save หมายถึงเก็บหรือสงวนไว้ ไม่ใช่ช่วยให้รอด โครงสร้างนี้ใช้ได้กับคำ สิ่งของ เวลา เงิน หรือแรงกาย

แบบฝึกหัด

เติมคำตามนี้ให้ครบถ้วน: save the special paper for: Let's ____ the final poster.

ดูคำตอบ

save the special paper for

You're most likely to hear it in a news report. การใช้คำ

1:01

คุณมีแนวโน้มที่จะได้ยินมันในรายงานข่าวมากที่สุด

การใช้คำ

most likely to hear it in a news report: บริบทที่พบบ่อยที่สุด แต่ไม่ใช่บริบทเดียว

โครงสร้าง be most likely to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้ระบุทางเลือกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในบรรดาหลายทางเลือกที่อาจเกิดขึ้นจริง ในที่นี้ it หมายถึงคำว่า deplorable และ in a news report ระบุบริบทที่เป็นทางการและจริงจังซึ่งมีโอกาสพบคำนี้สูงเป็นพิเศษ most likely บอกแนวโน้ม ไม่ได้กำหนดข้อจำกัด คำนี้อาจปรากฏในบริบทอื่นได้ด้วย ดังนั้นข้อความนี้จึงช่วยให้รู้ว่าสำนวนหนึ่งมักพบที่ใด ไม่ได้บอกว่าอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะที่ใดเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้บอกอะไรเกี่ยวกับการใช้คำดังกล่าว

  1. คำนี้ปรากฏในรายงานข่าวทุกฉบับ
  2. คำนี้อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะในรายงานข่าว
  3. คำนี้พบได้เป็นพิเศษในรายงานข่าว แต่ก็อาจปรากฏในบริบทอื่นได้
ดูคำตอบ

คำนี้พบได้เป็นพิเศษในรายงานข่าว แต่ก็อาจปรากฏในบริบทอื่นได้

After the hurricane,

1:04

หลังจากพายุเฮอริเคน

people were left living in deplorable conditions. โน้ต

1:05

ผู้คนต้องถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพที่ deplorable (น่าเวทนา)

ไวยากรณ์

were left living: เหตุการณ์หนึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดำเนินต่อไป

ในโครงสร้าง be left + -ing คำว่า left เป็นรูป past participle ของ leave ไม่ได้หมายความว่าผู้คนออกไปจากสถานที่นั้น โครงสร้างกรรมวาจกนี้แสดงว่าเหตุการณ์หนึ่งทำให้ใครบางคนต้องคงอยู่ในสภาพที่ดำเนินต่อไป ในบริบทนี้ พายุเฮอริเคนทำให้ผู้คนต้องใช้ชีวิตต่อไปในสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายอย่างยิ่ง โครงสร้างนี้มักเน้นผลลัพธ์ที่ยากลำบากหรือไม่พึงประสงค์ กล่าวคือ เหตุการณ์หนึ่ง leaves someone doing something หรือใครบางคน is left doing something ดังนั้น were left living จึงนำเสนอสภาพความเป็นอยู่ในฐานะผลที่ตามมา ไม่ใช่แค่ข้อมูลพื้นหลัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่เน้นไว้ เพื่อเน้นผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์และดำเนินต่อไป: After the apartment fire, several families ____ in temporary shelters.

ดูคำตอบ

were left living

วลี

deplorable conditions: สภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายจนน่าตกใจ

ใน deplorable conditions คำว่า conditions หมายถึงสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ ไม่ได้หมายถึงข้อกำหนดที่ต้องทำให้ครบหรือเงื่อนไขแบบ if ในไวยากรณ์ deplorable เป็นคำคุณศัพท์ที่แรงมาก หมายถึงเลวร้ายจนน่าตกใจและยอมรับไม่ได้ วลีนี้วิจารณ์สภาพความเป็นอยู่หลังภัยพิบัติอย่างรุนแรง ไม่ได้เพียงบอกว่าอยู่ไม่สบาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ deplorable conditions ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. My pencil needs sharpening, so I am working in deplorable conditions.
  2. The shelter had no clean water, and families were living in deplorable conditions.
  3. The picnic was delayed for ten minutes, so everyone was in deplorable conditions.
ดูคำตอบ

The shelter had no clean water, and families were living in deplorable conditions.

It's just too strong to use it every day. ไวยากรณ์

1:07

คำนี้มันแรงเกินไปที่จะนำมาใช้ในทุกๆ วัน

ไวยากรณ์

too strong to use it: too + คำคุณศัพท์ + to + คำกริยา

โครงสร้าง too + คำคุณศัพท์ + to + คำกริยา บอกว่าระดับนั้นสูงเกินไปจนการกระทำไม่เหมาะสมหรือเป็นไปไม่ได้ ในที่นี้ too strong to use it every day หมายถึงความหมายของคำมีน้ำหนักแรงมากจนไม่เหมาะกับการใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน too เพิ่มผลที่เป็นข้อจำกัดนี้ ส่วน very strong บอกเพียงว่าระดับสูง แต่ไม่ได้หมายความด้วยตัวเองว่าการใช้คำนั้นไม่เหมาะสม

แบบฝึกหัด

ใช้ formal และ use เติมโครงสร้าง too ... to ให้สมบูรณ์: This word is ____ in a message to a friend.

ดูคำตอบ

too formal to use

But of course, these videos don't tell you that.

1:10

แต่แน่นอนว่าวิดีโอพวกนี้ไม่ได้บอกคุณเรื่องนั้น

If you believe those videos,

1:12

ถ้าคุณเชื่อวิดีโอพวกนั้น

you'll end up having conversations like this. กริยาวลี

1:13

สุดท้ายคุณก็จะมีบทสนทนาแบบนี้

กริยาวลี

end up having: ลงเอยด้วยผลลัพธ์สุดท้าย

End up having หมายถึง “สุดท้ายก็ได้ทำหรือมีบางอย่าง” หลังจากการเลือกหรือเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นนำไปสู่ผลลัพธ์ดังกล่าว มักสื่อว่าผลนั้นไม่ได้วางแผนไว้และอาจไม่เป็นที่ต้องการ ในประโยคนี้ การสนทนาแบบนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นผลจากการเชื่อวิดีโอเหล่านั้น เมื่อมีการกระทำตามหลัง end up ให้ใช้รูป end up + -ing เช่น end up having, end up walking, end up missing ต้องใช้ end up having ไม่ใช่ end up to have

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย end up + -ing เพื่อแสดงผลลัพธ์สุดท้ายที่ไม่ได้วางแผนไว้: We missed the last bus, so we ____ home.

ดูคำตอบ

ended up walking

I'm just going to go and get a sandwich for lunch.

1:16

ฉันแค่จะไปซื้อแซนด์วิชมาเป็นมื้อเที่ยง

Fantabulous! การใช้คำ

1:18

Fantabulous (เลิศเลอเพอร์เฟกต์)!

การใช้คำ

Fantabulous! — คำชมแบบขี้เล่นและเกินจริง

Fantabulous เป็นคำที่นำ fantastic กับ fabulous มาผสมกันอย่างขี้เล่น หมายถึง “ดีมาก ๆ” หรือ “ยอดเยี่ยม” แต่ฟังดูตั้งใจพูดเกินจริง ไม่เหมือนคำชมธรรมดา ในที่นี้คำนี้ใช้ตอบเรื่องธรรมดามาก คำที่ดูหรูหราและตื่นเต้นจึงฟังดูผิดที่ผิดทางแบบชวนขำ มันไม่ใช่แค่คำในชีวิตประจำวันที่แรงกว่า good แต่รูปแบบที่แปลกและเกินจริงก็เป็นส่วนหนึ่งของความหมาย

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้ Fantabulous ในประโยคจากรายงานความปลอดภัยที่เป็นทางการนี้: “The emergency response was fantabulous.”

  1. เหมาะสม
  2. ไม่เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

Okay.

1:19

โอเค

Maybe you think your English sounds more advanced,

1:21

คุณอาจจะคิดว่าภาษาอังกฤษของคุณฟังดูเป็นระดับสูงมากขึ้น

but actually the opposite is true. วลี

1:24

แต่ความจริงแล้วมันตรงกันข้ามเลย

วลี

the opposite is true: การกลับความคิดก่อนหน้าให้เป็นตรงกันข้าม

the opposite is true หมายความว่าแนวคิดก่อนหน้าไม่ได้เพียงแค่ผิด แต่ความจริงเป็นไปในทางตรงกันข้าม ในที่นี้ the opposite ย้อนกลับไปกล่าวถึงความคิดที่ว่าภาษาอังกฤษของผู้เรียนฟังดูเก่งขึ้น ในประโยคนี้ but actually เป็นสัญญาณว่ากำลังจะมีการแก้ความเข้าใจ วลีนี้กลับความหมายของแนวคิดก่อนหน้าทั้งหมด ผู้พูดจึงไม่ต้องพูดรายละเอียดของแนวคิดที่ตรงกันข้ามซ้ำอีกครั้ง

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่บอกว่าความจริงเป็นไปในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง: You might think shorter meetings are less useful, but actually ____.

ดูคำตอบ

the opposite is true

It sounds like you don't know how to use these words. น้ำเสียง/เจตนา

1:26

มันฟังดูเหมือนว่าคุณไม่รู้ว่าจะใช้คำพวกนี้ยังไงมากกว่า

น้ำเสียง/เจตนา

It sounds like: การตัดสินจากสิ่งที่ได้ยิน

It sounds like + อนุประโยค นำเสนอข้อความหลังจากนั้นเป็นการคาดเดาหรือการตัดสินจากสิ่งที่ได้ยินหรือได้รับการบอกเล่า ในที่นี้ วลีดังกล่าวทำให้ you don't know how to use these words เป็นการตัดสินของผู้พูด ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พูดด้วยความมั่นใจเต็มที่ sound ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเสียงจริง ๆ เท่านั้น วลีนี้ใช้ตอบสนองต่อคำอธิบายของใครบางคนหรือกล่าวถึงความรู้สึกโดยรวมที่เกิดจากคำพูดของเขาได้ อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นเชิงลบยังอาจฟังดูเป็นการวิจารณ์แม้จะขึ้นต้นแบบนี้

แบบฝึกหัด

หลังจากได้ยินเพื่อนร่วมงานเล่าถึงความล่าช้าหลายครั้ง ประโยคใดนำเสนอข้อสรุปของคุณเป็นการตัดสิน แทนที่จะเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันแล้ว

  1. The project definitely needs more time.
  2. It sounds like the project needs more time.
ดูคำตอบ

It sounds like the project needs more time.

And if you use really strong adjectives like fantabulous all the time, วลี

1:29

และถ้าคุณใช้คำคุณศัพท์ที่รุนแรงมากๆ อย่าง fantabulous ตลอดเวลา

วลี

all the time: บ่อยมาก

all the time หมายถึง บ่อยมากหรือครั้งแล้วครั้งเล่า ในภาษาพูดทั่วไป วลีนี้มักเป็นการพูดเกินจริง จึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเกิดขึ้นทุกวินาทีจริง ๆ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าใช้คำคุณศัพท์ที่มีน้ำหนักมากบ่อยเสียจนคำเหล่านั้นอาจฟังดูไม่หนักแน่นอีกต่อไป

แบบฝึกหัด

มีคนเช็กโทรศัพท์ทุก ๆ ไม่กี่นาที ประโยคใดแสดงความถี่นี้ได้ดีที่สุด

  1. They check their phone all the time.
  2. They never check their phone.
  3. They often check their phone.
ดูคำตอบ

They check their phone all the time.

then they lose their meaning. วลี

1:33

คำเหล่านั้นก็จะสูญเสียความหมายไป

วลี

lose their meaning: ไม่รู้สึกทรงพลังเหมือนเดิม

ในประโยคนี้ they หมายถึงคำคุณศัพท์ที่มีน้ำหนักมาก ส่วน lose their meaning ไม่ได้หมายความว่าคำนิยามในพจนานุกรมของคำเหล่านั้นหายไป ความหมายคือ การใช้มากเกินไปทำให้คำเหล่านั้นดูพิเศษหรือทรงพลังน้อยลง จึงไม่สามารถสื่อพลังแบบเดิมได้อีก โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บรรยายคำ สัญลักษณ์ ท่าทาง หรือธรรมเนียมที่ไม่สื่อสิ่งที่เคยสื่อได้เช่นกัน

แบบฝึกหัด

หลังจากใช้คำที่มีน้ำหนักมากกับปัญหาเล็ก ๆ ทุกเรื่อง 'the word loses its meaning' น่าจะหมายความว่าอะไร

  1. คำนั้นดูพิเศษหรือทรงพลังน้อยลง
  2. คำนั้นหายไปจากพจนานุกรมทุกเล่ม
  3. ผู้คนสะกดคำนั้นไม่ได้อีกต่อไป
ดูคำตอบ

คำนั้นดูพิเศษหรือทรงพลังน้อยลง

If everything is fantabulous, then nothing is. ลำดับความ

1:35

ถ้าทุกอย่างมัน fantabulous ไปหมด ก็ไม่มีอะไรที่น่าประทับใจอีกแล้ว

ลำดับความ

If everything is..., then nothing is: การละคำเพื่อสรุปอย่างหนักแน่น

ประโยคนี้ใช้ If..., then... เพื่อสร้างเหตุผลสั้น ๆ หากทุกอย่างได้รับคำชมขั้นสูงสุด คำว่า fantabulous ก็จะไม่ช่วยทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งโดดเด่นขึ้นมา ผลลัพธ์ที่ชวนประหลาดใจนี้ทำให้ข้อสรุปน่าจดจำ ใน then nothing is คำว่า fantabulous ถูกละไว้ เพราะอนุประโยคแรกทำให้ความหมายชัดเจนแล้ว ความหมายเต็มคือ then nothing is fantabulous การละคำที่ซ้ำกันแบบนี้เรียกว่าการละคำ และโครงสร้างที่ขนานกันช่วยให้ผู้ฟังเติมคำที่หายไปได้

แบบฝึกหัด

ใน "If every prize is special, then no prize is," คำคุณศัพท์ใดถูกละไว้หลัง "is" ตัวที่สอง

  1. valuable
  2. special
  3. missing
ดูคำตอบ

special

If all that is true, how do you build your vocabulary? ลำดับความ

1:38

ถ้าที่พูดมาทั้งหมดเป็นความจริง แล้วคุณจะสร้างคลังคำศัพท์ของคุณได้อย่างไร

ลำดับความ

If all that is true: อ้างย้อนถึงเนื้อหาก่อนหน้าแล้วไปสู่คำถามถัดไป

คำว่า all that รวมข้อกล่าวหรือแนวคิดหลายอย่างที่พูดมาก่อนหน้าไว้ในการอ้างถึงครั้งเดียว โดยหมายถึง “ทุกอย่างที่เพิ่งกล่าวมา” จึงไม่ต้องพูดซ้ำทีละประเด็น ในที่นี้ If all that is true ไม่ได้แสดงความสงสัยอย่างมากต่อสิ่งที่กล่าวมา แต่ยอมรับไว้ชั่วคราวเพื่อใช้เป็นพื้นฐานของคำถามถัดไป ผู้พูดจึงเปลี่ยนจากการอธิบายปัญหาไปเป็นการถามว่าควรทำอะไรต่อ รูปแบบนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบายและข้อโต้แย้ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดยอมรับประเด็นก่อนหน้าไว้ชั่วคราวแล้วเปลี่ยนไปสู่ขั้นตอนถัดไป

  1. Before all that happened, where were we?
  2. If all that is true, what should we do next?
  3. If none of that is true, why should we accept it?
ดูคำตอบ

If all that is true, what should we do next?

Don't just learn words and phrases on their own. วลี

1:42

อย่าแค่เรียนรู้คำศัพท์และวลีแบบโดดๆ

วลี

on their own: การเรียนคำแบบแยกเดี่ยว

ในประโยคนี้ on their own หมายถึง “แยกออกมาต่างหาก” หรือ “ไม่มีบริบทที่ช่วยให้เข้าใจ” คำว่า their อ้างถึง words and phrases กล่าวคือ หน่วยภาษาเหล่านี้ถูกนำมาเรียนแบบโดด ๆ แทนที่จะเรียนเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนหรือประโยค ในบริบทอื่น วลีเดียวกันนี้อาจหมายถึง “ตามลำพัง” หรือ “โดยไม่มีคนช่วย” ได้ ให้ดูคำนามที่วลีนี้ขยายและสถานการณ์รอบ ๆ เพื่อเลือกความหมาย

แบบฝึกหัด

on their own ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. เรียนคำแยกกันโดยไม่เรียนในสำนวนหรือประโยค
  2. ไม่เรียนคำหรือวลีเหล่านั้นเลย
  3. ปล่อยให้คำเหล่านั้นเรียนเองโดยไม่มีใครช่วย
ดูคำตอบ

เรียนคำแยกกันโดยไม่เรียนในสำนวนหรือประโยค

Learn them in meaningful fixed expressions or sentences. วลี

1:45

ให้เรียนรู้มันในรูปแบบของสำนวนหรือประโยคที่ตายตัวและมีความหมาย

วลี

in meaningful fixed expressions or sentences: ในสำนวนที่ใช้เป็นชุดอย่างมีความหมายหรือในประโยค

Learn them in ... บอกว่าควรเรียนคำและวลีที่ไหนและอย่างไร คือให้นำไปเรียนในกลุ่มคำที่มีประโยชน์หรือในประโยคที่สมบูรณ์ แทนที่จะท่องจำแยกเดี่ยว fixed expression คือกลุ่มคำที่ผู้พูดภาษาอังกฤษมักใช้ร่วมกัน เช่น make a decision คำว่า fixed หมายถึงถ้อยคำหลักเป็นรูปแบบที่ใช้กันตามปกติ ไม่ได้หมายความว่าทั้งประโยคจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย

แบบฝึกหัด

วิธีใดตรงกับคำแนะนำให้เรียนคำในสำนวนที่ใช้เป็นชุดอย่างมีความหมายหรือในประโยคมากที่สุด

  1. เรียนคำว่า “decision” ผ่านสำนวนทั่วไป “make a decision”
  2. ท่องจำเฉพาะคำแปลของคำว่า “decision”
  3. นำคำว่า “decision” ไปวางข้างคำกริยาแบบสุ่ม
ดูคำตอบ

เรียนคำว่า “decision” ผ่านสำนวนทั่วไป “make a decision”

That way, you're not just learning the vocabulary. ลำดับความ

1:49

ด้วยวิธีนี้ คุณไม่ได้แค่กำลังเรียนรู้คำศัพท์เท่านั้น

You're learning how to use it.

1:52

แต่คุณกำลังเรียนรู้วิธีการใช้มันด้วย

ลำดับความ

That way: เชื่อมวิธีเข้ากับผลลัพธ์

That way ย้อนกลับไปอ้างถึงวิธีที่เพิ่งกล่าวถึง และหมายถึง “ด้วยการทำเช่นนั้น” หรือ “ผลจากการทำเช่นนั้น” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเชื่อมวิธีเรียนที่กล่าวไว้ก่อนหน้ากับประโยชน์ของวิธีนั้น ไม่ได้หมายถึงถนนหรือทิศทางจริง ๆ ใช้ That way, ... เพื่อเชื่อมการกระทำหรือวิธีที่แนะนำเข้ากับผลลัพธ์ที่วิธีนั้นทำให้เกิดขึ้นได้ วิธีนี้ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจว่าทำไมวิธีดังกล่าวจึงมีประโยชน์

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมที่อ้างกลับไปถึงวิธีดังกล่าวและบอกผลลัพธ์ให้สมบูรณ์: Save a copy online. ____, you won't lose your work.

ดูคำตอบ

That way

The next time that you watch a film, ไวยากรณ์

1:54

ในครั้งต่อไปที่คุณดูภาพยนตร์

read a book, or listen to a podcast in English,

1:56

อ่านหนังสือ หรือฟังพอดแคสต์เป็นภาษาอังกฤษ

write down five pieces of vocabulary that you want to start using. โน้ต

1:59

ให้จดคำศัพท์ห้าคำที่คุณอยากจะเริ่มใช้

ไวยากรณ์

The next time that + present simple: ระบุโอกาสครั้งต่อไป

The next time that + อนุประโยค หมายถึง “ในครั้งต่อไปที่…” โครงสร้างนี้กำหนดช่วงเวลาในอนาคต แล้วประโยคหลักจึงบอกว่าต้องทำอะไรในตอนนั้น ในตัวอย่าง อนุประโยคบอกเวลาที่ยาวระบุว่าควรจดคำศัพท์เมื่อใด แม้เหตุการณ์จะอยู่ในอนาคต แต่อุนประโยคบอกเวลานี้มักใช้ present simple โดยพูดว่า The next time that you watch ... ไม่ใช่ The next time that you will watch ...

แบบฝึกหัด

เติมกรอบเวลาที่เน้นไว้โดยต้องมี that ให้สมบูรณ์: ____ you visit, bring your camera.

ดูคำตอบ

The next time that

กริยาวลี

write down: จดบันทึกข้อมูล

write down เป็นกริยาวลีที่หมายถึงการบันทึกข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้จำหรือนำไปใช้ภายหลังได้ ในประโยคนี้ ผู้พูดบอกให้ผู้เรียนจดคำศัพท์หรือวลีห้ารายการ down ทำงานร่วมกับ write จนมีความหมายว่า “จดบันทึก” ไม่ได้สื่อถึงการเคลื่อนลงด้านล่าง ข้อมูลที่จดคือกรรมของกริยาวลีนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ write down และคำสรรพนาม it: That address is important, so ____.

ดูคำตอบ

write it down

วลี

five pieces of vocabulary: การนับรายการคำศัพท์

vocabulary มักเป็นคำนามนับไม่ได้เมื่อหมายถึงคำและวลีที่คนหนึ่งรู้ หรือกลุ่มคำศัพท์ที่ใช้ในหัวข้อหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ ในความหมายนี้จึงไม่วาง five ไว้หน้า vocabulary โดยตรง five pieces of vocabulary ใช้ pieces of เพื่อนับรายการเฉพาะห้ารายการจากกลุ่มนั้น แต่ละ piece อาจเป็นคำหรือวลีก็ได้ และใช้รูปพหูพจน์ pieces เพราะจำนวนคือ five

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่า Mia เลือกรายการคำศัพท์ห้ารายการ?

  1. Mia selected five piece of vocabulary from the story.
  2. Mia selected five vocabularies from the story.
  3. Mia selected five pieces of vocabulary from the story.
ดูคำตอบ

Mia selected five pieces of vocabulary from the story.

Choose vocabulary that will be useful in your own life.

2:03

เลือกคำศัพท์ที่จะเป็นประโยชน์ในชีวิตของคุณเอง

For example, if you're a student,

2:07

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นนักศึกษา

you could watch a film that takes place at a university วลี

2:09

คุณอาจจะดูภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย

วลี

takes place: บอกว่าเรื่องราวเกิดขึ้นที่ไหน

takes place เป็นรูปเอกพจน์บุรุษที่สามของ take place ซึ่งหมายถึง “เกิดขึ้น” หรือ “จัดขึ้น” ในประโยคนี้หมายความว่าเรื่องราวในภาพยนตร์เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัย โดย film เป็นประธานตามหลักไวยากรณ์ จึงเปลี่ยน take เป็น takes take place เป็นวลีกริยาแบบตายตัว สถานที่หรือเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้นจะตามหลังวลีนี้ เช่น takes place at a university หรือ takes place in June

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ take place: The school concert ____ in the main hall every June.

ดูคำตอบ

takes place

and write down five words or phrases about student life.

2:12

แล้วจดคำศัพท์หรือวลีห้าคำเกี่ยวกับชีวิตนักศึกษา

Learn them, practice them,

2:16

เรียนรู้พวกมัน ฝึกฝนพวกมัน

and use them when you have the chance. วลี

2:18

และใช้พวกมันเมื่อคุณมีโอกาส

วลี

when you have the chance: ลงมือทำเมื่อมีโอกาส

when you have the chance หมายถึง “เมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม” chance ในที่นี้หมายถึงมีเวลาหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เหมาะ ไม่ได้หมายถึงโชค ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย when บอกว่าควรทำสิ่งนั้นเมื่อไร มักตามหลังคำแนะนำหรือคำขอ และไม่ได้กำหนดเวลาตายตัว คือให้ทำเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำด้วยสำนวนเป้าหมาย: Try using the new phrase ____.

ดูคำตอบ

when you have the chance

I promise, you'll find plenty of opportunities to use that vocabulary. วลี

2:20

ฉันสัญญาเลยว่า คุณจะพบโอกาสมากมายที่จะใช้คำศัพท์เหล่านั้น

วลี

you'll find plenty of opportunities: พบโอกาสมากมาย

วลี “you'll find plenty of opportunities” หมายถึง “คุณจะพบว่ามีโอกาสมากมาย” คำว่า find ในที่นี้พูดถึงสิ่งที่คุณจะสังเกตเห็นหรือได้พบจากประสบการณ์ ไม่ได้หมายถึงการค้นหาสิ่งของ plenty of หมายถึง “มากเกินพอ” และในที่นี้ตามด้วยคำนามพหูพจน์ opportunities ส่วน opportunities to use that vocabulary ใช้ to + กริยารูปพื้นฐานเพื่อบอกว่าเป็นโอกาสที่จะทำอะไร

แบบฝึกหัด

เติมวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “คุณจะพบว่ามีโอกาสมากมาย” ลงในประโยค: At the community centre, ____ to join a club.

ดูคำตอบ

you'll find plenty of opportunities

Unlike imbecilic, which is the only thing about this video ลำดับความ

2:24

ซึ่งไม่เหมือนกับคำว่า imbecilic ที่เป็นสิ่งเดียวเกี่ยวกับวิดีโอนี้

that you should definitely forget.

2:28

ที่คุณควรจะลืมมันไปซะให้สนิทเลย

ลำดับความ

Unlike imbecilic: แสดงความต่างและเชื่อมกลับไปยังตัวอย่างก่อนหน้า

วลี “Unlike imbecilic,” กำหนดให้ imbecilic เป็นสิ่งที่นำมาเปรียบต่างหรือเป็นข้อยกเว้น Unlike เป็นคำบุพบท และคำที่ถูกยกมาอย่าง imbecilic เป็นกรรมของคำบุพบทนี้ วลีดังกล่าวบอกผู้ฟังว่าสิ่งที่เพิ่งพูดถึงคำศัพท์ที่มีประโยชน์นั้นไม่ได้ใช้กับคำนี้ในแบบเดียวกัน การนำตัวอย่างที่ไม่ดีจากช่วงก่อนกลับมากล่าวอีกครั้งในตอนท้ายทำให้ผู้พูดเชื่อมโยงกลับไปยังเนื้อหาเดิมและจบด้วยมุกตลก กล่าวคือ คำศัพท์อื่นนำไปใช้ได้ แต่คำที่มีลักษณะดูหมิ่นนี้ควรถูกลืม ตามเครื่องหมายวรรคตอนในคำบรรยาย ส่วนนี้เป็นวลีเสริมที่ต้องอาศัยประโยคก่อนหน้า ส่วนประโยคสมบูรณ์ตามมาตรฐานจะต้องมีประโยคหลักด้วย

แบบฝึกหัด

“Unlike imbecilic, ...” ทำหน้าที่อะไรในตอนท้ายของข้อความ?

  1. นำเสนอ imbecilic เป็นคำที่มีประโยชน์อีกคำหนึ่งที่ควรฝึกใช้
  2. เริ่มรายการคำที่มีความหมายเหมือนกัน
  3. ทำให้ imbecilic เป็นข้อยกเว้นและเชื่อมกลับไปยังตัวอย่างก่อนหน้า
ดูคำตอบ

ทำให้ imbecilic เป็นข้อยกเว้นและเชื่อมกลับไปยังตัวอย่างก่อนหน้า