ทำไมเราถึงบ้าจี้? ทำไมเราถึงหัวเราะ?: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Vsauce

ความยากในการเรียน
517 คำ 164 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโออธิบายเสียงหัวเราะผ่านความคาดหมายที่ถูกหักมุม การเรียนรู้เพื่อป้องกันตัวจากการจั๊กจี้ และกายวิภาค ก่อนจบด้วยมุกเล่นคำ ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. “an incongruity between what we expected and what happened,” เป็นเรื่องความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์ หมายถึงความไม่ตรงกันระหว่างสิ่งที่คาดกับความจริง ผู้เรียนใช้วิเคราะห์มุก เรื่องราว ข้อมูล หรือผลลัพธ์ได้แม่นยำ 2. “can't help but smile and laugh.” เป็นแบบแผนไวยากรณ์สำหรับปฏิกิริยาที่ห้ามไม่ได้ ใช้ can't help but + กริยารูปพื้นฐาน โดยไม่เติม to หรือ -ing หลัง but 3. “a matter of taste.” เป็นสำนวนและภาษาภาพพจน์เรื่องความชอบส่วนตัว ตุ่มรับรสบนฝาปิดกล่องเสียงทำให้ความหมายตรงตัวกลับมา จึงเห็นมุกจากความหมายสองชั้นได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey, Vsauce.

0:00

สวัสดี Vsauce

Michael here

0:01

ไมเคิลเองครับ

and today we are going to talk about humor, ลำดับความ

0:01

วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องอารมณ์ขัน

comedy.

0:05

และความตลกครับ

ลำดับความ

ใช้ Today we are going to talk about ... เพื่อเกริ่นหัวข้อ

ในช่วงเปิดเรื่องนี้ today เชื่อมโยงหัวข้อเข้ากับวิดีโอหรือช่วงการพูดปัจจุบัน ส่วน we are going to talk about บอกผู้ฟังว่าผู้พูดวางแผนจะพูดเรื่องอะไรต่อไป ในที่นี้ be going to แสดงการกระทำในอนาคตที่วางแผนไว้ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปที่ไหน คุณสามารถใช้ today + be going to talk about + หัวข้อ ตอนเริ่มบทเรียน การนำเสนอ การประชุม หรือวิดีโอ เพื่อช่วยให้ผู้ฟังรู้ว่าจะพูดเรื่องอะไรต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมคำเปิดการนำเสนอนี้โดยใช้ today + we + be going to talk about: ____ three ways to save water.

ดูคำตอบ

Today we are going to talk about

What makes something funny? ไวยากรณ์

0:06

อะไรทำให้บางอย่างตลก

ไวยากรณ์

What makes something funny? กับ make + กรรม + คำคุณศัพท์

ในคำถาม What makes something funny? คำว่า make ใช้ตามโครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ โดย something เป็นกรรม และ funny อธิบายสภาพหรือผลที่เกิดขึ้นกับกรรมนั้น What เป็นประธานของคำถาม จึงใช้กริยารูป makes คำถามนี้ถามว่าสาเหตุ คุณสมบัติ หรือลักษณะใดทำให้เกิดความตลก โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้ถามได้ว่าอะไรทำให้คนหรือสิ่งของมีลักษณะอย่างหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยรูปที่ถูกต้องของ make: What ____ a story exciting?

ดูคำตอบ

makes

And when something's funny,

0:08

แล้วเมื่อบางอย่างตลก

why do we laugh?

0:09

ทำไมเราถึงหัวเราะ

What's the purpose of laughing

0:10

การหัวเราะมีจุดประสงค์อะไร

and why do we laugh when we're tickled?

0:12

แล้วทำไมเราถึงหัวเราะเมื่อถูกจั๊กจี้

Well, people study this.

0:14

มีคนศึกษาเรื่องนี้กันจริง ๆ

They're called gelotologists

0:16

พวกเขาเรียกกันว่าเจโลโทโลจิสต์

and we don't have all the answers yet,

0:18

และตอนนี้เราก็ยังไม่มีคำตอบทั้งหมด

but what we do know is that you are 30 times more likely to laugh if there are other people around. ไวยากรณ์

0:19

แต่สิ่งที่เรารู้คือ ถ้ามีคนอื่นอยู่รอบ ๆ คุณมีโอกาสหัวเราะมากขึ้นถึง 30 เท่า

ไวยากรณ์

what we do know is that: เน้นส่วนที่แน่นอน

ในประโยคนี้ what we do know is that เปลี่ยนจากสิ่งที่ยังรู้ไม่ครบไปสู่ข้อเท็จจริงหนึ่งอย่างที่ผู้พูดถือว่าแน่นอน do ในที่นี้เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้น โดยเน้น know และเปรียบต่างสิ่งที่รู้แล้วกับสิ่งที่ยังไม่รู้ ไม่ได้หมายถึงการทำบางอย่าง ในทางไวยากรณ์ what we do know เป็นประธาน ส่วน is เชื่อมประธานนี้กับข้อมูลที่ตามมา และอนุประโยค that บอกข้อเท็จจริงที่แน่นอน รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ What we do know is that + อนุประโยค

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบการเน้นจากบทเรียน: We still do not know who changed the file, but ____ it was changed before noon.

ดูคำตอบ

what we do know is that

ไวยากรณ์

30 times more likely to ... if: เปรียบเทียบความน่าจะเป็นแบบมีเงื่อนไข

รูปแบบ ตัวเลข + times more likely to + คำกริยา ใช้เปรียบเทียบความน่าจะเป็น ไม่ใช่จำนวนครั้งที่เกิดการกระทำ ในที่นี้ 30 times more likely to laugh หมายความว่า เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่ if นำเข้ามา ความน่าจะเป็นที่จะหัวเราะถูกอธิบายว่าสูงเป็นประมาณ 30 เท่าของความน่าจะเป็นที่ใช้เปรียบเทียบ อนุประโยค if เป็นตัวกำหนดเงื่อนไข ข้อความช่วงนี้ไม่ได้บอกฐานเปรียบเทียบโดยตรง แต่บริบทรอบข้างสื่อว่าฐานนั้นคือเวลาที่อยู่คนเดียว รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ X is N times more likely to do Y if เงื่อนไข, compared with ฐานเปรียบเทียบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบตัวคูณความน่าจะเป็นจากบทเรียน: Compared with messages from strangers, survey participants were ____ open a message if it came from a friend.

ดูคำตอบ

30 times more likely to

Hey guys.

0:27

ว่าไงทุกคน

We also know that babies laugh before they learn a language

0:28

เรายังรู้ด้วยว่าเด็กทารกหัวเราะก่อนที่จะเรียนรู้ภาษา

and that babies born blind and deaf will laugh. ไวยากรณ์

0:33

และทารกที่เกิดมาไม่สามารถมองเห็นหรือได้ยินก็หัวเราะเช่นกัน

ไวยากรณ์

babies born blind and deaf: อนุประโยคสัมพันธ์แบบลดรูป

ใน babies born blind and deaf ส่วน born blind and deaf เป็นอนุประโยคขยายคำนามแบบลดรูป ซึ่งหมายถึง babies who are born blind and deaf โดยวางหลัง babies เพื่อระบุว่ากำลังพูดถึงทารกกลุ่มใด born ไม่ใช่กริยาหลักของทั้งประโยค ส่วน blind และ deaf บอกสภาพตั้งแต่เกิด ไม่ใช่การกระทำที่เรียงคู่กับ born วลีกริยาหลักของประโยคคือ will laugh

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Babies born blind and deaf will laugh," คำใดประกอบกันเป็นวลีกริยาหลัก?

  1. babies born
  2. will laugh
  3. born blind and deaf
ดูคำตอบ

will laugh

There are thousands of languages,

0:36

โลกนี้มีภาษาหลายพันภาษา

hundreds of thousands of dialects, วลี

0:39

และภาษาถิ่นอีกหลายแสนแบบ

วลี

hundreds of thousands of + คำนามนับได้รูปพหูพจน์

Hundreds of thousands of เป็นกลุ่มคำบอกจำนวนโดยประมาณหนึ่งกลุ่ม หมายถึงจำนวนที่ไม่ได้ระบุแน่นอนในระดับหลายแสน และไม่ได้ให้ยอดรวมที่แม่นยำ ตามด้วยคำนามนับได้รูปพหูพจน์ เช่น hundreds of thousands of dialects โดย of ตัวแรกเชื่อม hundreds กับ thousands ส่วน of ตัวที่สองนำหน้าสิ่งที่กำลังนับ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกจำนวนโดยประมาณในระดับหลายแสนได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. Exactly three hundred thousand people visited the park.
  2. Thousands of people visited the park.
  3. Hundreds of thousands of people visited the park.
ดูคำตอบ

Hundreds of thousands of people visited the park.

but yet we all laugh in much the same way. วลี

0:40

แต่เราทุกคนกลับหัวเราะคล้ายกันมาก

วลี

in much the same way: วิธีทำที่คล้ายกันมาก

in much the same way หมายถึง “ด้วยวิธีที่คล้ายกันมาก” ใช้เปรียบเทียบว่าคนหรือสิ่งต่าง ๆ กระทำหรือตอบสนองอย่างไร ในประโยคนี้หมายความว่า แม้จะมีความแตกต่างด้านอื่น วิธีที่ผู้คนหัวเราะก็ยังคล้ายกันมาก much ในวลี much the same เน้นระดับความคล้ายกันให้มากขึ้น ไม่ได้หมายถึงปริมาณมาก และวลีนี้ยังเปิดโอกาสให้มีความแตกต่างเล็กน้อย ไม่ได้บอกว่าเหมือนกันทุกอย่างอย่างสมบูรณ์

แบบฝึกหัด

ใช้วลีห้าคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ด้วยวิธีที่คล้ายกันมาก” เติมประโยคให้สมบูรณ์: The two teams built their towers ____.

ดูคำตอบ

in much the same way

Our brains are constantly looking for patterns,

0:44

สมองของเรามองหารูปแบบอยู่ตลอดเวลา

ways of understanding the world and predicting what's next. ไวยากรณ์

0:47

มองหาวิธีทำความเข้าใจโลกและคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ไวยากรณ์

ways of understanding ... and predicting ...: รูป -ing ที่ขนานกัน

โครงสร้าง ways of ใช้นำเสนอประเภทของวิธีหรือกระบวนการที่กำลังอธิบาย เนื่องจาก of เป็นคำบุพบท การกระทำที่ตามมาจึงอยู่ในรูป -ing ได้แก่ understanding และ predicting กลุ่ม -ing ทั้งสองมีโครงสร้างขนานกัน โดย understanding มี the world เป็นกรรม และ predicting มีอนุประโยค what's next เป็นกรรม of เพียงคำเดียวใช้กับการกระทำที่เชื่อมกันทั้งสองอย่าง จึงไม่ต้องใส่ซ้ำหน้า predicting

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป -ing ของ learn และ remember ตามลำดับ: We discussed ways of ____ new words and ____ them.

ดูคำตอบ

learning · remembering

It's to our evolutionary advantage. วลี

0:50

สิ่งนี้ทำให้เราได้เปรียบในเชิงวิวัฒนาการ

วลี

to our evolutionary advantage: เป็นประโยชน์ต่อเราในเชิงวิวัฒนาการ

รูปแบบ to someone's advantage หมายถึง “ในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อบุคคลหรือกลุ่มนั้น” ในที่นี้ to our evolutionary advantage สื่อว่าความสามารถของสมองในการค้นหารูปแบบและคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ตลอดกระบวนการวิวัฒนาการ คำบุพบท to เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบนี้ ไม่ได้บอกทิศทางการเคลื่อนที่ Evolutionary จำกัดประเภทของ advantage ให้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือไม่ได้หมายถึงเพียงความสะดวกในระยะสั้น แต่เป็นลักษณะที่อาจเพิ่มโอกาสรอดชีวิตหรือความสำเร็จในการสืบพันธุ์ตลอดหลายชั่วรุ่น

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อเรา” ให้สมบูรณ์: The extra preparation worked ____.

ดูคำตอบ

to our advantage

And so when something begins in a way that we expect and then all of a sudden changes and surprises or delights us, สำนวน

0:52

ดังนั้น เมื่อบางอย่างเริ่มต้นอย่างที่เราคาดไว้ แล้วจู่ ๆ ก็เปลี่ยนไปจนทำให้เราประหลาดใจหรือยินดี

สำนวน

all of a sudden: จู่ ๆ

All of a sudden เป็นวลีวิเศษณ์ตายตัวที่หมายถึง “อย่างกะทันหันและไม่คาดคิด” วลีนี้ทำหน้าที่เป็นหน่วยเดียว โดย sudden ไม่ได้ใช้เป็นคำนามในที่นี้ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวระบุจุดเปลี่ยนของเรื่องจากจุดเริ่มต้นที่คุ้นเคยและคาดเดาได้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด ผู้พูดมักใช้วลีนี้เพื่อทำให้ความแตกต่างรู้สึกชัดเจนและเกิดขึ้นทันที

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนเป้าหมายสี่คำที่หมายถึง “อย่างกะทันหันและไม่คาดคิด” ให้สมบูรณ์: The children were reading quietly when ____ the fire alarm rang.

ดูคำตอบ

all of a sudden

we often react with laughter

0:59

เรามักตอบสนองด้วยเสียงหัวเราะ

because we have just learned something.

1:01

เพราะเราเพิ่งได้เรียนรู้บางอย่าง

We've learned a new logical order.

1:04

เราได้เรียนรู้โครงสร้างทางตรรกะแบบใหม่

This theory posits that things are funny because there's an incongruity between what we expected and what happened, การใช้คำ

1:07

ทฤษฎีนี้เสนอว่าสิ่งต่าง ๆ ตลกเพราะสิ่งที่เราคาดไว้ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

การใช้คำ

โครงสร้างทางการ theory posits that ...

ใน theory posits that... คำว่า posit เป็นคำกริยาแบบเป็นทางการสำหรับนำเสนอแนวคิด หมายถึงการเสนอข้อความที่ตามมาว่าเป็นคำอธิบายที่อาจเป็นไปได้หรือเป็นสมมติฐานตั้งต้น ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกเนื้อหาของข้อความนั้น ไม่ได้หมายความว่าทฤษฎีได้พิสูจน์ข้อความนั้นแล้ว เมื่อทฤษฎี posits that X จะเป็นการให้เราพิจารณา X ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบายในทฤษฎี

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนแบบเป็นทางการจากบทเรียน: The theory ____ children learn best through play.

ดูคำตอบ

posits that

การใช้คำ

an incongruity ระหว่างสิ่งที่คาดไว้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

ในที่นี้ incongruity หมายถึงความไม่สอดคล้องกัน คือผลที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับสิ่งที่คาดไว้ โครงสร้าง between A and B ระบุสองสิ่งที่ไม่เข้ากัน What we expected และ what happened เป็นอนุประโยคซ้อนที่ทำหน้าที่คล้ายคำนามหลัง between สำนวนเชิงวิเคราะห์นี้อธิบายความประหลาดใจโดยเปรียบเทียบผลที่คาดไว้กับผลจริง ไม่ใช่เพียงชี้ว่ามีความแตกต่างทั่วไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยนามวลีแบบเป็นทางการจากบทเรียน: The joke depends on ____ between the calm setup and the wild ending.

ดูคำตอบ

an incongruity

whether it's a dog dressed like a human or a clever use of wordplay.

1:14

ไม่ว่าจะเป็นสุนัขที่แต่งตัวเหมือนคน หรือการเล่นคำอย่างชาญฉลาด

In other words, ลำดับความ

1:20

พูดอีกอย่างก็คือ

comedy is about learning.

1:21

ความตลกเป็นเรื่องของการเรียนรู้

ลำดับความ

In other words: กล่าวแนวคิดเดิมใหม่ให้ง่ายขึ้น

In other words บอกผู้ฟังว่าเนื้อหาที่ตามมาเป็นการกล่าวแนวคิดเดิมใหม่ให้ชัดเจนหรือสั้นลง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวย่อคำอธิบายก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุปว่า ความตลกเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตรรกะแบบใหม่ ใช้วลีนี้เพื่อช่วยให้ผู้อ่านติดตามการจัดลำดับข้อมูลได้ โดยเริ่มจากบอกแนวคิดก่อน แล้วใช้ In other words เพื่อกล่าวใหม่หรือสรุปแนวคิดนั้น ปกติแล้ววลีนี้ไม่ได้ใช้เพิ่มข้อโต้แย้งใหม่ที่แยกออกมา

แบบฝึกหัด

คำเชื่อมใดเหมาะที่สุดสำหรับเชื่อมสองประโยคนี้ เพื่อให้ประโยคที่สองกล่าวใจความของประโยคแรกใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้น? The device stores copies of your files online. It keeps a backup on the internet.

  1. For example
  2. In other words
  3. In addition
ดูคำตอบ

In other words

But once you've learned the new logical order of the joke,

1:24

แต่เมื่อคุณเข้าใจโครงสร้างทางตรรกะใหม่ของมุกนั้นแล้ว

well, it ceases to be funny. การใช้คำ

1:27

มันก็จะไม่ตลกอีกต่อไป

การใช้คำ

ceases to be: เมื่อสภาพหนึ่งไม่เป็นจริงอีกต่อไป

Ceases to be หมายถึง is no longer หรือ “ไม่เป็นหรือไม่อยู่ในสภาพนั้นอีกต่อไป” คำกริยา cease ตามด้วย to-infinitive คือ be และคำคุณศัพท์ funny ระบุสภาพที่สิ้นสุดลง ในประโยคนี้ เมื่อเข้าใจตรรกะแบบใหม่ของมุกแล้ว สภาพที่ว่า “ตลก” ก็ไม่เป็นจริงอีกต่อไป ไม่ใช่เพียงการหยุดการกระทำไว้ชั่วคราว โครงสร้าง cease to be + คำคุณศัพท์/คำนาม ใช้บอกว่าสภาพหรือสถานะหนึ่งไม่เป็นจริงอีกต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนทางการที่หมายถึง “จะไม่...อีกต่อไป”: Without repairs, the bridge will ____ safe.

ดูคำตอบ

cease to be

Which is why jokes are funny the first time, ลำดับความ

1:29

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมุกถึงตลกในครั้งแรก

but not every other time after that.

1:31

แต่ไม่ได้ตลกทุกครั้งหลังจากนั้น

ลำดับความ

“Which is why” เพื่อเชื่อมไปสู่ผลลัพธ์

“Which is why” ย้อนกลับไปอ้างถึงแนวคิดก่อนหน้าทั้งหมดและนำเข้าสู่ผลลัพธ์ที่ตามมา ในประโยคนี้มีความหมายว่า “และนั่นคือเหตุผลที่มุกตลกขำเพียงครั้งแรก” ใช้สำนวนนี้เพื่อดำเนินลำดับเหตุและผลต่อไปโดยไม่ต้องกล่าวเหตุซ้ำ ในบทสนทนา คำเหล่านี้อาจเริ่มหน่วยคำพูดใหม่ได้ แต่ which ในที่นี้เป็นคำเชื่อมแบบสัมพัทธ์ ไม่ใช่คำถามและไม่ได้อ้างถึงคำนามเพียงคำเดียว

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมที่ย้อนกลับไปอ้างถึงเหตุผลทั้งหมดและนำเข้าสู่ผลลัพธ์ให้สมบูรณ์: The road is icy, ____ school is opening late.

ดูคำตอบ

which is why

Take a look at this percentage sign. วลี

1:33

ลองดูเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์นี้

วลี

ใช้“Take a look at”เพื่อดึงความสนใจ

“Take a look at” เป็นวลีตายตัวที่หมายถึง “มอง” หรือ “ตรวจดู” ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้วลีนี้เพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังไปยังเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์ โดย take ไม่ได้หมายถึงการหยิบหรือพาบางสิ่งไปจริง ๆ รูปแบบคือ take a look at + object วลีนี้มักฟังคล้ายคำเชิญอย่างเป็นมิตรให้สังเกตหรือตรวจดูบางสิ่ง มากกว่าจะเป็นคำสั่งตรง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวสี่คำจากบทเรียนนี้ที่ใช้ดึงความสนใจอย่างนุ่มนวล: ____ the red mark beside your name.

ดูคำตอบ

Take a look at

All right,

1:36

เอาละ

so you know what a percent sign is.

1:36

คุณรู้ว่าเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์คืออะไร

But besides the percent,

1:38

แต่นอกจากเปอร์เซ็นต์แล้ว

there's also a per mil and per myriad symbol. วัฒนธรรม

1:40

ยังมีเครื่องหมายต่อพันและต่อหมื่นด้วย

วัฒนธรรม

สัญลักษณ์ per mil และ per myriad

Per mil หมายถึง “ต่อหนึ่งพัน” และเขียนแทนด้วย ‰ ส่วน per myriad หมายถึง “ต่อหนึ่งหมื่น” และเขียนแทนด้วย ‱ ทั้งคู่เป็นหน่วยแสดงสัดส่วนเหมือน percent ซึ่งหมายถึง “ต่อหนึ่งร้อย” ในประโยคนี้ วงกลมเล็ก ๆ ที่เพิ่มขึ้นทำให้รูปแบบทางภาพของเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์ดำเนินต่อไป การรู้ว่าหน่วยเหล่านี้ใช้ฐานต่างกันช่วยให้เข้าใจว่าทำไมสัญลักษณ์ที่พบไม่บ่อยเหล่านี้จึงดูคล้ายกัน

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบาย per mil และ per myriad ได้ถูกต้อง

  1. ทั้งสองคำมีความหมายเหมือน percent ทุกประการ
  2. Per mil หมายถึงต่อหนึ่งพัน และ per myriad หมายถึงต่อหนึ่งหมื่น
  3. Per mil หมายถึงต่อหนึ่งล้าน และ per myriad หมายถึงต่อหนึ่งพันล้าน
ดูคำตอบ

Per mil หมายถึงต่อหนึ่งพัน และ per myriad หมายถึงต่อหนึ่งหมื่น

But that's not funny,

1:44

แต่นั่นไม่ตลก

because even though it might be new information to you, ไวยากรณ์

1:46

เพราะถึงมันอาจเป็นข้อมูลใหม่สำหรับคุณ

it still falls right in line with the logic of the percent symbol. สำนวน

1:49

มันก็ยังเป็นไปตามตรรกะเดียวกับเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

ไวยากรณ์

Even though ... still: ผลลัพธ์ยังคงเป็นจริง

even though ใช้นำหน้าข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ผลในประโยคหลักดูไม่น่าจะเกิดขึ้น ในที่นี้ ข้อมูลอาจเป็นเรื่องใหม่ แต่เรื่องนั้นไม่ได้ทำให้ข้อมูลขัดกับตรรกะของเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์ still ในประโยคหลักเน้นว่าผลยังคงเป็นจริงแม้จะมีข้อเท็จจริงนั้น รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ even though + ข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกัน, ประธาน + still + ผลลัพธ์ still ช่วยเพิ่มน้ำหนักและละได้เมื่อความขัดแย้งชัดเจนอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย even though ... still: ____ the trail was muddy, we ____ finished the hike.

ดูคำตอบ

Even though · still

สำนวน

falls right in line with: สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์

ในประโยคนี้ falls right in line with หมายถึง “สอดคล้องกับอย่างสมบูรณ์” การออกแบบสัญลักษณ์เป็นไปตามตรรกะทางภาพแบบเดียวกับสัญลักษณ์เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เกี่ยวกับการยืนเรียงแถวจริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ X falls in line with Y โดย Y อาจเป็นกฎ รูปแบบ ความคาดหวัง หรือหลักฐาน right ช่วยเน้นระดับความสอดคล้อง ดังนั้น falls right in line with จึงสื่อว่าเข้ากันได้อย่างใกล้เคียงหรือพอดีมาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยสำนวนในบทเรียนที่หมายถึง “สอดคล้องกับอย่างสมบูรณ์”: The revised schedule ____ our original plan.

ดูคำตอบ

falls right in line with

But when Demetri Martin shows us with just one more line,

1:53

แต่เมื่อ Demetri Martin แสดงให้เห็นว่า เพียงเติมเส้นอีกเส้นเดียว

you can make it look like a man cheering after taking a dump, โน้ต

1:56

ก็ทำให้มันดูเหมือนผู้ชายที่กำลังโห่ร้องดีใจหลังอึเสร็จได้

ไวยากรณ์

make it look like: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน

Make it look like หมายถึง “ทำให้มันดูคล้ายกับ...” ในประโยคนี้ การเปลี่ยนรูปลักษณ์ทำให้สัญลักษณ์ดูคล้ายผู้ชายที่กำลังส่งเสียงดีใจ แต่สัญลักษณ์ไม่ได้กลายเป็นผู้ชายคนนั้นจริง ๆ โครงสร้างคือ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to ซึ่งในที่นี้คือ make it look หลัง look คำว่า like เป็นคำบุพบทที่นำหน้านามวลีซึ่งบอกว่าสิ่งนั้นดูเหมือนอะไร สามารถเปลี่ยนกรรมเพื่อระบุว่าสิ่งใดมีรูปลักษณ์ที่ได้รับผลกระทบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยโครงสร้างสี่คำจากบทเรียน: The plain logo looks serious, but adding two dots can ____ a smiling face.

ดูคำตอบ

make it look like

การใช้คำ

Taking a dump: ความหมายและระดับภาษา

ใน taking a dump นั้น take a dump เป็นสำนวนไม่เป็นทางการและหยาบ หมายถึง “ถ่ายอุจจาระ” หรือ “ขับถ่าย” เป็นวลีตายตัว: dump ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง “ขยะ” และ take ก็ไม่ได้สื่อถึงการหยิบหรือเอาอะไรไป ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวเพิ่มอารมณ์ขันแบบต่ำ ๆ ให้กับภาพที่จินตนาการไว้อย่างจงใจ การรู้ระดับภาษาของสำนวนเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าใจมุก ไม่ใช่แค่การระบุการกระทำของร่างกาย

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: ในงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ การพูดว่า “I need to take a dump.” ถือว่าสุภาพ

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

well, that surprises us.

2:00

นั่นทำให้เราประหลาดใจ

But we don't only laugh when something's funny.

2:02

แต่เราไม่ได้หัวเราะเฉพาะเวลาที่มีอะไรตลกเท่านั้น

What about tickling?

2:06

แล้วการจั๊กจี้ล่ะ

How does that make any sense? น้ำเสียง/เจตนา

2:07

เรื่องนั้นสมเหตุสมผลตรงไหน

น้ำเสียง/เจตนา

How does that make any sense? ในฐานะคำถามเชิงวาทศิลป์เพื่อท้วง

make sense หมายถึง “สมเหตุสมผลหรือเข้าใจได้” ใน How does that make any sense? คำว่า any ทำให้การท้วงแรงขึ้น ผู้พูดคาดว่าสิ่งนั้นไม่สมเหตุสมผลเลย คำถามนี้มักเป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดไม่ได้ขอคำอธิบายแบบเป็นกลาง แต่กำลังแสดงความไม่เชื่อหรือวิจารณ์ และให้อีกฝ่ายแก้ต่างให้แนวคิดที่ดูขัดแย้ง น้ำเสียงและบริบทอาจทำให้การท้วงฟังดูเบาหรือรุนแรงขึ้น

แบบฝึกหัด

ผู้พูดน่าจะกำลังทำอะไรเมื่อถามว่า “How does that make any sense?”

  1. เห็นด้วยว่าแนวคิดนั้นชัดเจน
  2. ท้วงว่าแนวคิดหนึ่งไม่สมเหตุสมผล
  3. ถามถึงความหมายหลายอย่างแบบเป็นกลาง
ดูคำตอบ

ท้วงว่าแนวคิดหนึ่งไม่สมเหตุสมผล

Most of us don't like being tickled,

2:09

พวกเราส่วนใหญ่ไม่ชอบถูกจั๊กจี้

but when tickled,

2:11

แต่เมื่อถูกจั๊กจี้

we can't help but smile and laugh. ไวยากรณ์

2:12

เราก็อดยิ้มและหัวเราะไม่ได้

ไวยากรณ์

can't help but smile and laugh: อดยิ้มและหัวเราะไม่ได้

can't help but + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงไม่สามารถห้ามการกระทำหรือปฏิกิริยานั้นได้ ในประโยคนี้ smile และ laugh เป็นคำกริยารูปพื้นฐานที่ตามหลัง but โดยไม่ใช้ to หรือรูป -ing ถ้อยคำนี้แสดงว่าการยิ้มและหัวเราะเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเอง ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจเลือกทำ โครงสร้างนี้ยังใช้กับความคิด ความรู้สึก และนิสัยที่ควบคุมได้ยากด้วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย can't help but และคำกริยารูปพื้นฐาน smile: Whenever the puppy tilts its head, I ____.

ดูคำตอบ

can't help but smile

Well,

2:15

อืม

a possible explanation is that tickling helps teach children at a young age proper defensive behaviors. ลำดับความ

2:16

คำอธิบายหนึ่งที่เป็นไปได้คือ การจั๊กจี้ช่วยสอนพฤติกรรมการป้องกันตัวที่เหมาะสมให้เด็ก ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย

ลำดับความ

a possible explanation is that: เสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้

A possible explanation is that ใช้เสนอเหตุผลที่ยังเป็นข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว คำว่า possible ลดระดับความหนักแน่นของข้อความ และอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกเนื้อหาของสมมติฐาน ในฐานะกรอบจัดระเบียบข้อมูล สำนวนนี้บอกผู้ฟังก่อนว่าผู้พูดมั่นใจเพียงใด แล้วจึงเสนอคำอธิบาย จึงมีประโยชน์เมื่อหลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนแนวคิดหนึ่งแต่ยังพิสูจน์ไม่ได้

แบบฝึกหัด

เติมสมมติฐานที่กล่าวอย่างระมัดระวังด้วยกรอบเป้าหมาย: The cause has not been confirmed. ____ the battery lost charge overnight.

ดูคำตอบ

A possible explanation is that

Is it a coincidence that the most ticklish areas are also the most vulnerable and the ones that we instinctively cover when startled? ลำดับความ

2:23

เป็นเรื่องบังเอิญหรือที่บริเวณซึ่งไวต่อการจั๊กจี้ที่สุดยังเป็นบริเวณที่เปราะบางที่สุด และเป็นส่วนที่เรายกมือปิดโดยสัญชาตญาณเมื่อตกใจ?

ลำดับความ

Is it a coincidence that ...?: บอกเป็นนัยว่าอาจมีความเชื่อมโยง

คำถามนี้นำข้อเท็จจริงสองอย่างมาวางคู่กัน แล้วถามว่าการที่ทั้งสองอย่างตรงกันนั้นเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ ในที่นี้ ผู้พูดกำลังบอกเป็นนัยอย่างนุ่มนวลว่าบริเวณที่รู้สึกจั๊กจี้อาจเกี่ยวข้องกับบริเวณที่เปราะบางและเราปกป้องโดยสัญชาตญาณ คำถามนี้ชวนให้ผู้ฟังพิจารณารูปแบบหนึ่งโดยไม่ได้ยืนยันว่าข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งทำให้เกิดอีกอย่างหนึ่ง ใช้โครงสร้างนี้เมื่อความเชื่อมโยงดูควรค่าแก่การตรวจสอบ แต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

แบบฝึกหัด

“Is it a coincidence that ...?” ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. นำข้อเท็จจริงสองอย่างมาวางคู่กันและบอกเป็นนัยว่าอาจเชื่อมโยงกัน โดยไม่ได้พิสูจน์
  2. พิสูจน์ว่าข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งทำให้เกิดอีกอย่างหนึ่งโดยตรง
  3. บอกว่าข้อเท็จจริงทั้งสองไม่มีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน
ดูคำตอบ

นำข้อเท็จจริงสองอย่างมาวางคู่กันและบอกเป็นนัยว่าอาจเชื่อมโยงกัน โดยไม่ได้พิสูจน์

Also,

2:30

นอกจากนี้

because being tickled makes the person laugh,

2:31

เพราะการถูกจั๊กจี้ทำให้คนนั้นหัวเราะ

it may encourage others to tickle them,

2:34

มันจึงอาจกระตุ้นให้คนอื่นจั๊กจี้เขาต่อ

teaching them these defensive skills. ไวยากรณ์

2:37

และสอนทักษะการป้องกันตัวเหล่านี้ให้เขา

ไวยากรณ์

teaching them these defensive skills: อนุประโยค -ing ที่บอกผลลัพธ์

เครื่องหมายจุลภาคตามด้วย teaching นำหน้าอนุประโยค -ing ที่บอกผลของการกระทำก่อนหน้า กล่าวคือ การจั๊กจี้ส่งผลให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทักษะการป้องกันตัว Teaching ในที่นี้ไม่ได้แสดงกาล แต่เป็นรูปกริยาที่ไม่ผัน จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มอนุประโยคเต็มใหม่อย่าง and it teaches them สาเหตุโดยนัยของการสอนมาจากสถานการณ์ก่อนหน้า ส่วน them หมายถึงเด็กที่เรียนรู้ โครงสร้างนี้ช่วยเติมผลลัพธ์ได้อย่างกระชับในรูป “อนุประโยคหลัก, + ผลลัพธ์ที่ใช้ -ing”

แบบฝึกหัด

ใช้รูป -ing ที่บอกผลลัพธ์ของ wake เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The alarm rang through the building, ____ everyone inside.

ดูคำตอบ

waking

Tickling may even play a role before you are born. วลี

2:40

การจั๊กจี้อาจมีบทบาทตั้งแต่ก่อนคุณเกิดด้วยซ้ำ

วลี

play a role: มีส่วนต่อกระบวนการหรือผลลัพธ์

play a role หมายถึง “มีส่วนช่วยหรือมีอิทธิพลต่อกระบวนการหรือผลลัพธ์” ในที่นี้ การจั๊กจี้ถูกนำเสนอว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจมีผลก่อนเกิด ไม่ได้หมายถึงการแสดงเป็นตัวละคร เมื่อใช้ may even ข้อความนี้จึงเป็นทั้งข้อสันนิษฐานที่ไม่แน่นอนและเป็นสิ่งที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ ตัววลีเองไม่ได้บอกว่ามีส่วนมากเพียงใด และไม่ได้พิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลโดยตรง

แบบฝึกหัด

การตีความใดตรงกับ play a role ในตัวอย่างมากที่สุด

  1. ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นสาเหตุโดยตรงเพียงอย่างเดียว
  2. สิ่งนั้นแสดงเป็นตัวละครในการแสดง
  3. สิ่งนั้นอาจมีส่วนต่อกระบวนการ
ดูคำตอบ

สิ่งนั้นอาจมีส่วนต่อกระบวนการ

In order to avoid being tickled, ไวยากรณ์

2:44

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจั๊กจี้

a baby gets into a better position to be delivered.

2:46

ทารกจะขยับไปอยู่ในท่าที่เหมาะกับการคลอดมากขึ้น

ไวยากรณ์

In order to avoid being tickled: จุดประสงค์และกริยานามแบบถูกกระทำ

In order to นำหน้าจุดประสงค์ของทารก กล่าวคือ ทารกเปลี่ยนท่าเพื่อไม่ให้ถูกจั๊กจี้ โครงสร้างนี้ใช้ระบุจุดประสงค์อย่างชัดเจน ในที่นี้ avoid ตามด้วย being tickled ซึ่งเป็นรูป -ing แบบถูกกระทำ คือ being + คำกริยาช่องที่สาม เพราะทารกเป็นฝ่ายถูกจั๊กจี้ ไม่ใช่ฝ่ายที่จั๊กจี้ผู้อื่น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ in order to + กริยารูปพื้นฐาน โดยมี avoid + รูป -ing อยู่ภายใน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีบอกจุดประสงค์ที่มีสามคำและรูป -ing แบบถูกกระทำของ tickle: The child moved away ____ avoid ____.

ดูคำตอบ

in order to · being tickled

Now,

2:50

ทีนี้

physically,

2:51

ในแง่กายภาพ

laughing involves the epiglottis,

2:52

การหัวเราะเกี่ยวข้องกับฝาปิดกล่องเสียง

a little flap thing that protects the trachea whenever we swallow so that food and water doesn't go down into our lungs. ไวยากรณ์

2:54

แผ่นเนื้อเล็ก ๆ ที่ช่วยปกป้องหลอดลมทุกครั้งที่เรากลืน เพื่อไม่ให้อาหารและน้ำลงไปในปอด

ไวยากรณ์

so that: เชื่อมหน้าที่เข้ากับจุดประสงค์

ในประโยคนี้ so that นำเข้าสู่ผลที่ฝาปิดกล่องเสียงต้องการให้เกิดจากการปกป้องหลอดลม นั่นคือการกันไม่ให้อาหารและน้ำเข้าไปในปอด รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ การกระทำหรือหน้าที่ + so that + ผลที่ตั้งใจไว้ ตรงนี้ that เป็นส่วนหนึ่งของคำเชื่อมบอกจุดประสงค์ so that ไม่ใช่คำสรรพนามเชื่อมความที่ขยาย flap thing

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมบอกจุดประสงค์สองคำที่เรียนในข้อนี้: Wear gloves ____ the chemicals don't touch your skin.

ดูคำตอบ

so that

ไวยากรณ์

food and water ใช้ don't ไม่ใช่ doesn't

คำที่เน้นมีข้อผิดพลาดเรื่องความสอดคล้องระหว่างประธานกับกริยา food and water เป็นประธานผสมที่เชื่อมด้วย and จึงมักถือเป็นพหูพจน์ ในภาษาอังกฤษมาตรฐานควรเป็น food and water don't go down into our lungs รูป doesn't ในประโยคเดิมอาจเป็นการพูดพลาดขณะพูดสด คำนามแต่ละคำอาจเป็นคำนามนับไม่ได้เมื่อใช้แยกกัน แต่เมื่อนำมาเชื่อมด้วย and ประธานทั้งหมดไม่ได้กลายเป็นเอกพจน์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ความสอดคล้องระหว่างประธานกับกริยาแบบมาตรฐานสำหรับการพูดอย่างระมัดระวังและงานเขียน?

  1. Food and water doesn't go into our lungs.
  2. Food and water don't go into our lungs.
ดูคำตอบ

Food and water don't go into our lungs.

I know it doesn't look very funny, น้ำเสียง/เจตนา

3:02

ผมรู้ว่ามันดูไม่ค่อยตลก

but this is where the laugh happens.

3:04

แต่นี่คือจุดที่เสียงหัวเราะเกิดขึ้น

น้ำเสียง/เจตนา

I know ..., but ... เพื่อยอมรับประเด็นหนึ่งอย่างนุ่มนวล

ใน “I know it doesn't look very funny, but ...” คำว่า I know ไม่ได้เพียงบอกว่าผู้พูดรู้อะไรบางอย่าง แต่เริ่มด้วยการยอมรับปฏิกิริยาที่ผู้ฟังน่าจะมี ทำให้เห็นว่าผู้พูดเข้าใจข้อโต้แย้งแทนที่จะปัดทิ้งทันที จากนั้น but จะพาความสนใจไปยังประเด็นหลักของผู้พูด โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ I know + ความกังวลหรือข้อโต้แย้ง + but + ข้อความหลัก ซึ่งเป็นวิธีที่นุ่มนวลในการแก้ความเข้าใจ แสดงความเห็นต่าง หรือตอบข้อสงสัย

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยโครงสร้างที่ยอมรับความกังวลก่อน แล้วจึงเปลี่ยนไปยังประเด็นหลัก: “____ the test looks hard, ____ we practiced every question.”

ดูคำตอบ

I know · but

The epiglottis constricts the larynx and we get the LOL. วัฒนธรรม

3:06

ฝาปิดกล่องเสียงบีบกล่องเสียง แล้วเราก็ได้ LOL

วัฒนธรรม

ใช้ the LOL เป็นคำนามขำ ๆ อย่างจงใจ

เดิมที LOL เป็นตัวย่อบนอินเทอร์เน็ตของ laugh out loud ในวลีที่จงใจทำให้ไม่ธรรมดาอย่าง “the LOL” คำนำหน้านาม the ทำให้ LOL ทำหน้าที่เหมือนคำนามที่มีความหมายคร่าว ๆ ว่า “เสียงหัวเราะนั้น” หรือ “ผลลัพธ์ที่ตลก” การเปลี่ยนอย่างฉับพลันจากถ้อยคำทางกายวิภาคไปเป็นคำสแลงบนอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดมุก “The LOL” ไม่ใช่ชื่อทางกายวิภาค และไม่ใช่วิธีมาตรฐานแบบเป็นกลางในการพูดว่า laughter แต่แสดงน้ำเสียงแบบโลกออนไลน์ที่จงใจเล่นสนุก

แบบฝึกหัด

เหตุใด “the LOL” จึงฟังดูขำในที่นี้?

  1. เพราะ the ใช้บอกกระบวนการทางกายวิภาคเสมอ
  2. เพราะเปลี่ยนตัวย่ออินเทอร์เน็ต LOL ให้เป็นคำนามที่มีความหมายคร่าว ๆ ว่า “เสียงหัวเราะนั้น”
  3. เพราะ LOL เป็นชื่อทางการแพทย์มาตรฐานของกล่องเสียง
ดูคำตอบ

เพราะเปลี่ยนตัวย่ออินเทอร์เน็ต LOL ให้เป็นคำนามที่มีความหมายคร่าว ๆ ว่า “เสียงหัวเราะนั้น”

Interestingly,

3:11

ที่น่าสนใจคือ

the epiglottis actually has taste buds on it,

3:12

จริง ๆ แล้วฝาปิดกล่องเสียงมีปุ่มรับรสอยู่ด้วย

which means that anatomically speaking, วลี

3:15

ซึ่งหมายความว่า ในแง่กายวิภาค

comedy truly is a matter of taste. สำนวน

3:18

ความตลกเป็นเรื่องของรสชาติจริง ๆ

วลี

anatomically speaking: การระบุมุมมอง

Anatomically speaking หมายถึง “หากมองจากมุมของกายวิภาคศาสตร์” วลีนี้จำกัดข้อความให้อยู่ในสาขาหนึ่ง กล่าวคือ ข้อความนั้นเป็นจริงเมื่อพิจารณาจากโครงสร้างของร่างกาย ในรูปแบบ adverb + speaking คำว่า speaking ทำหน้าที่บอกมุมมอง ไม่ได้หมายความว่ากายวิภาคศาสตร์กำลังพูด รูปแบบนี้ยังใช้ได้ในวลีอย่าง legally speaking และ technically speaking

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำในรูปแบบ adverb + speaking ที่หมายถึง “หากมองจากมุมของกายวิภาคศาสตร์”: ____, the thumb has only two bones.

ดูคำตอบ

Anatomically speaking

สำนวน

a matter of taste: ความชอบและการเล่นคำ

ในภาษาอังกฤษทั่วไป a matter of taste หมายถึง บางสิ่งขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว ไม่ได้มีเพียงตัวเลือกเดียวที่ถูกต้อง ในที่นี้ matter หมายถึง “เรื่องหรือประเด็น” ส่วน taste หมายถึงสิ่งที่แต่ละคนชอบ ประโยคนี้ยังกล่าวถึง taste buds จึงทำให้ผู้ฟังนึกถึงความหมายตรงตัวของ taste ที่เกี่ยวกับรสชาติอาหารด้วย ประโยคนี้เป็นการเล่นคำ เพราะความตลกขึ้นอยู่กับความรู้สึกส่วนตัว ขณะที่อวัยวะส่วนนั้นสามารถรับรสได้จริง

แบบฝึกหัด

อะไรทำให้ a matter of taste ในตัวอย่างนี้ฟังดูตลก?

  1. หมายถึงทุกคนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องตลกเหมือนกัน
  2. หมายถึงฝาปิดกล่องเสียงเป็นผู้เลือกว่ามุกใดตลก
  3. หมายถึงความชอบส่วนตัว ขณะเดียวกันปุ่มรับรสก็ชวนให้นึกถึงรสชาติจริง ๆ
ดูคำตอบ

หมายถึงความชอบส่วนตัว ขณะเดียวกันปุ่มรับรสก็ชวนให้นึกถึงรสชาติจริง ๆ

Get out of my house! น้ำเสียง/เจตนา

3:27

ออกไปจากบ้านฉัน!

น้ำเสียง/เจตนา

“Get out of my house!” ในฐานะปฏิกิริยาตลกที่แสดงขึ้น

หากตีความตามตัวอักษร “Get out of my house!” คือคำสั่งที่แข็งกร้าวให้ใครสักคนออกไป แต่ในฉากนี้ ผู้พูดเพิ่งเล่นมุกคำที่ตั้งใจให้ฝืด แล้วแสดงเป็นผู้ชมในจินตนาการที่รำคาญมุกนั้นพร้อมตะโกนประโยคนี้ ผู้พูดไม่ได้กำลังไล่ใครจริง ๆ การสลับบทอย่างกะทันหันและคำสั่งที่เกินจริงเปลี่ยนการตำหนิมุกให้เป็นความตลกแบบล้อเลียนตัวเอง เมื่อตีความประโยคคล้ายกัน ให้ดูน้ำเสียงและการปูเรื่องเพื่อแยกว่าคำสั่งรุนแรงนั้นเป็นความตั้งใจจริง หรือเป็นปฏิกิริยาที่แสดงเพื่อให้ตลก

แบบฝึกหัด

ตัดสิน: หลังจากเล่นมุกคำที่ตั้งใจให้ฝืด ผู้แสดงตะโกนว่า “Get out of my house!” พร้อมแสดงเป็นผู้ชมที่กำลังรำคาญ ประโยคนี้น่าจะหมายถึงการพยายามไล่ใครออกไปจริง ๆ หรือไม่?

  1. ไม่ใช่ น่าจะเป็นปฏิกิริยาแบบล้อเลียนตัวเองที่แสดงขึ้นมา
  2. ใช่ น่าจะเป็นคำสั่งตามตัวอักษรให้คนคนนั้นออกไป
ดูคำตอบ

ไม่ใช่ น่าจะเป็นปฏิกิริยาแบบล้อเลียนตัวเองที่แสดงขึ้นมา

And as always, thanks for watching.

3:42

และเช่นเคย ขอบคุณที่รับชมครับ