ทำไมทีมนักบินอวกาศถึงทิ้งแผ่นสะท้อนแสงไว้บนดวงจันทร์! (ft. MinutePhysics) - Smarter Every Day 73: บทเรียนภาษาอังกฤษ

SmarterEveryDay

ความยากในการเรียน
1,151 คำ 226 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: Destin และ Henry แสดงว่ากระจกสามบานส่งเลเซอร์กลับไปยังแหล่งกำเนิดอย่างไร แล้วเชื่อมหลักการนี้กับการวัดระยะดวงจันทร์ของ Apollo แผ่นสะท้อนถนน และเรดาร์ที่สะพาน ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. takes advantage of the fact that - กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: ระบุคุณสมบัติหรือข้อเท็จจริงที่กลไกอาศัย เพื่ออธิบายให้ชัดว่ากลไกทำงานได้เพราะอะไร 2. as long as - ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: บอกเงื่อนไขที่เพียงพอให้ผลลัพธ์เกิดขึ้น และอธิบายว่าผลนั้นยังเป็นจริงเมื่อใด 3. think this through! - กริยาวลี: พิจารณาปัญหาและผลตามมาให้ครบถ้วน ไม่ใช่แค่นึกถึง เมื่อการตัดสินใจหรือข้อสรุปที่คาดไม่ถึงต้องวิเคราะห์เพิ่ม

คำอธิบายในบทเรียนนี้

It's me Destin.

0:00

ผม เดสติน ครับ

Welcome back to Smarter Every Day.

0:01

ยินดีต้อนรับกลับสู่ Smarter Every Day

So, did you know that in the '60s and '70s, ลำดับความ

0:02

คุณรู้ไหมว่าในยุค 60 และ 70

when the astronauts went to the Moon in the Saturn V rocket,

0:04

ตอนที่นักบินอวกาศไปดวงจันทร์ด้วยจรวดแซทเทิร์นไฟว์

they actually left experiments on the surface of the Moon?

0:07

พวกเขาได้ทิ้งการทดลองไว้บนพื้นผิวดวงจันทร์จริงๆ?

ลำดับความ

Did you know that ...? คำเกริ่นเพื่อดึงความสนใจ

“Did you know that ...?” นำข้อมูลใหม่มาใส่ในรูปคำถามที่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวทำหน้าที่เป็นคำเกริ่นเพื่อดึงความสนใจ ก่อนที่ผู้พูดจะบอกข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจ จุดประสงค์หลักไม่ใช่การทดสอบว่าผู้ฟังรู้อยู่แล้วหรือไม่ ในการอธิบาย โครงสร้างนี้มักใช้จัดลำดับข้อมูล โดยนำเสนอข้อเท็จจริงว่าเป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจ

แบบฝึกหัด

หน้าที่หลักของ “Did you know that ...?” ที่ขึ้นต้นคำอธิบายคืออะไร

  1. ดึงความสนใจก่อนเล่าข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ
  2. ขออนุญาตพูดเรื่องดวงจันทร์
  3. ทดสอบอย่างเป็นทางการว่าผู้ฟังเคยเรียนดาราศาสตร์หรือไม่
ดูคำตอบ

ดึงความสนใจก่อนเล่าข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ

In fact, there's one that's still there today ลำดับความ

0:10

ความจริงแล้ว มีชิ้นหนึ่งที่ยังอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้

and it's still operating.

0:12

และมันยังคงทำงานอยู่

ลำดับความ

ใช้ In fact, เพื่อเสริมและระบุประเด็นให้ชัดเจน

“In fact,” เป็นสัญญาณว่าข้อความถัดไปจะทำให้แนวคิดก่อนหน้าเข้มแข็งหรือเฉพาะเจาะจงขึ้น ผู้พูดเปลี่ยนจากข้อความกว้าง ๆ ว่ามีการทิ้งอุปกรณ์การทดลองไว้บนดวงจันทร์ ไปสู่รายละเอียดที่น่าสนใจกว่าว่ามีอยู่ชิ้นหนึ่งที่ยังอยู่และยังทำงานได้ ในบริบทอื่น สำนวนนี้อาจใช้เพื่อแก้ไขความเข้าใจได้ด้วย แต่ไม่ได้แปลว่า “คุณผิด” โดยอัตโนมัติ ในประโยคนี้ หน้าที่ของมันคือเพิ่มรายละเอียดสนับสนุนและทำให้คำอธิบายมีน้ำหนักขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมจากบทเรียนนี้ที่ใช้แก้ไขความประทับใจแรก: “The trail looks short. ____, it takes nearly three hours because the path is steep.”

ดูคำตอบ

In fact

We're still getting data out of it.

0:13

เรายังคงได้รับข้อมูลจากมันอยู่เลย

But before I explain

0:14

แต่ก่อนที่ผมจะอธิบาย

that, I kind of need to go to the bathroom. น้ำเสียง/เจตนา

0:15

เรื่องนั้น ผมคงต้องไปเข้าห้องน้ำก่อน

น้ำเสียง/เจตนา

kind of ในภาษาพูดที่ใช้ลดน้ำหนัก

ในประโยคนี้ kind of ช่วยลดน้ำหนักของ need to ผู้พูดยังจำเป็นต้องไปห้องน้ำจริง ๆ แต่คำนี้ทำให้การพูดเรื่องส่วนตัวอย่างกะทันหันฟังสบาย ๆ และไม่ห้วนเกินไป การใช้แบบภาษาพูดนี้ทำให้ระดับหรือความแน่นอนของข้อความหลังจากนั้นไม่ตายตัวนัก มักใช้เพื่อเกริ่นเรื่องที่น่าอึดอัด เป็นส่วนตัว หรือไม่คาดคิดอย่างนุ่มนวล

แบบฝึกหัด

kind of ทำหน้าที่อะไรใน “I kind of need to leave now”?

  1. หมายความว่าผู้พูดต้องการสิ่งของประเภทหนึ่ง
  2. ช่วยลดน้ำหนักของข้อความ ทำให้ฟังไม่ห้วนเกินไป
  3. แสดงว่าผู้พูดไปที่ใดที่หนึ่งทุกครั้ง
ดูคำตอบ

ช่วยลดน้ำหนักของข้อความ ทำให้ฟังไม่ห้วนเกินไป

All right.

0:19

เอาล่ะ

Here where I went to grad school,

0:19

ที่นี่คือที่ที่ผมเรียนจบปริญญาโท

we shared this building with NASA,

0:21

เราใช้อาคารนี้ร่วมกับ NASA

which is interesting because every time I go wash my hands ไวยากรณ์

0:22

ซึ่งมันน่าสนใจดีเพราะทุกครั้งที่ผมไปล้างมือ

after using the bathroom,

0:25

หลังจากใช้ห้องน้ำ

I think about the Moon.

0:26

ผมจะนึกถึงดวงจันทร์

ไวยากรณ์

every time สำหรับเหตุการณ์กระตุ้นที่เกิดซ้ำ

every time ใช้นำอนุประโยคบอกเวลาที่เกิดซ้ำ ทุกครั้งที่เหตุการณ์แรกเกิดขึ้น เหตุการณ์ในประโยคหลักก็เกิดขึ้นด้วย เมื่อพูดถึงนิสัยหรือรูปแบบทั่วไป ทั้งสองส่วนมักใช้ present simple: every time I go ..., I think .... วลีนี้หมายถึง “ในแต่ละครั้ง” ไม่ใช่ “ตลอดช่วงเวลานั้น” และไม่ได้ใช้บอกจำนวนครั้งทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ในแต่ละครั้ง”: ____ I open this book, I find something new.

ดูคำตอบ

Every time

Check this out. น้ำเสียง/เจตนา

0:27

ลองดูนี่สิ

น้ำเสียง/เจตนา

Check this out สำหรับเรียกความสนใจแบบไม่เป็นทางการ

Check this out เป็นประโยคสั้นที่สมบูรณ์และไม่เป็นทางการ ใช้เพื่อเรียกความสนใจ ในที่นี้ check หมายถึง “ดูหรือให้ความสนใจ” this ชี้ไปยังสิ่งที่ผู้พูดกำลังจะให้ดู และ out เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว ไม่ได้หมายถึงการจ่ายเงินหรือเช็กเอาต์ออกจากโรงแรม ใช้ทั้งวลีนี้ก่อนนำเสนอสิ่งที่น่าสนใจหรือน่าประหลาดใจ เป็นการบอกผู้ฟังว่า “ตอนนี้ดูสิ่งนี้นะ”

แบบฝึกหัด

คุณชี้ไปยังสิ่งใหม่ที่กำลังจะให้ดู เติมวลีให้สมบูรณ์: Check ____ out.

ดูคำตอบ

this

On one wall,

0:28

บนผนังด้านหนึ่ง

we have a mirror,

0:29

เรามีกระจกบานหนึ่ง

and on the other wall we have a mirror and they're lined up.

0:30

และผนังอีกด้านเราก็มีกระจก แล้วมันก็เรียงตรงกัน

Now, all this makes for some pretty interesting fun stuff. กริยาวลี

0:32

เอาล่ะ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดเรื่องสนุกๆ ที่น่าสนใจมากทีเดียว

กริยาวลี

makes for ในความหมายว่าก่อให้เกิดผลลัพธ์

ในประโยคนี้ makes for หมายถึง “ก่อให้เกิด สร้าง หรือมีส่วนทำให้เกิดผลลัพธ์” ประธาน all this ระบุเงื่อนไข ส่วนวลีนามหลัง for คือ some pretty interesting fun stuff ระบุผลลัพธ์ โครงสร้าง X makes for Y ใช้เมื่อ X ช่วยให้เกิด Y มักใช้สรุปความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์กับผลที่ตามมา โดยไม่ได้บอกว่า X เป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ makes for ในความหมายว่า “มีส่วนทำให้เกิดผลลัพธ์”

  1. Mia makes lunch for her brother.
  2. Regular practice makes for steadier progress.
  3. When the bell rang, the children made for the door.
ดูคำตอบ

Regular practice makes for steadier progress.

But what I want to talk about today is right here. ลำดับความ

0:35

แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงในวันนี้อยู่ตรงนี้เลย

ลำดับความ

what I want to talk about today is: การแนะนำหัวข้อของวันนี้

ในประโยค what I want to talk about today is right here, what I want to talk about today เป็นอนุประโยคคำนามที่ทำหน้าที่เป็นประธานของ is อนุประโยคนี้ระบุหัวข้อที่ผู้พูดต้องการนำเสนอ ส่วน right here บอกว่าหัวข้อนั้นอยู่ที่ไหน นี่เป็นโครงสร้างสำหรับจัดระเบียบข้อมูลและพาผู้ฟังจากการพูดคุยทั่วไปเข้าสู่ประเด็นหลัก ไม่ใช่ประโยคคำถาม what ใช้นำหน้าสิ่งหรือหัวข้อที่กำลังพูดถึง และคำที่ตามมายังคงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าปกติ

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่ใช้แนะนำหัวข้อหลักของผู้พูดได้อย่างถูกต้อง: _____ the final step in the experiment.

  1. What I want to explaining today is
  2. What do I want to explain today is
  3. What I want explain today is
  4. What I want to explain today is
ดูคำตอบ

What I want to explain today is

Look at that.

0:37

ดูนั่นสิ

No matter where you go in the room, ไวยากรณ์

0:38

ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหนในห้องนี้

you always see the camera lens

0:40

คุณจะเห็นเลนส์กล้องเสมอ

right in the corner of the mirror.

0:41

อยู่ที่มุมของกระจกพอดี

ไวยากรณ์

No matter where: ผลลัพธ์เดิมไม่ว่าสถานที่จะเปลี่ยนอย่างไร

no matter where แสดงให้เห็นว่าสถานที่เปลี่ยนได้แต่ผลลัพธ์ไม่เปลี่ยน ใน No matter where you go in the room ผู้พูดบอกว่าไม่ว่าจะอยู่ที่จุดใด ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม นั่นคือมองเห็นเลนส์ หลัง where ให้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าปกติ คือประธานตามด้วยกริยา เช่น where you go อนุประโยคนี้กำหนดขอบเขตของสถานที่ ส่วนประโยคหลักบอกผลลัพธ์ที่เป็นจริงเสมอ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ ใช้ no matter + where และคำว่า you กับ sit: No matter ____, you can see the board clearly.

ดูคำตอบ

where you sit

This has pretty serious implications วลี

0:43

เรื่องนี้มีความหมายที่สำคัญมาก

for NASA science on the Moon.

0:45

สำหรับวิทยาศาสตร์ของ NASA บนดวงจันทร์

วลี

have serious implications for: มีผลกระทบสำคัญต่อ

ในที่นี้ has serious implications for หมายถึงมีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญต่อบางสิ่ง วลีนี้เน้นความสำคัญและผลที่อาจตามมาต่อสาขา แผนงาน หรือกลุ่มคน ในโครงสร้างนี้ implications หมายถึงผลกระทบหรือผลที่ตามมา ไม่ใช่คำบอกเป็นนัย โครงสร้างทั่วไปคือ have serious implications for + คำนามหรือกลุ่มคำนาม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเชิงทางการจากบทเรียนที่หมายถึง “ผลกระทบสำคัญต่อ”: The court's decision could have ____ online privacy.

ดูคำตอบ

serious implications for

Now, it's so important that I've asked Henry from MinutePhysics

0:47

เอาล่ะ มันสำคัญมากจนผมต้องขอให้ Henry จาก MinutePhysics

to explain it to you.

0:49

มาอธิบายให้คุณฟัง

Let's check it out.

0:51

ไปดูกันเลย

A corner reflector like this one

0:53

ตัวสะท้อนกลับมุมฉากแบบนี้

is an ingenious and beautifully simple device.

0:54

เป็นอุปกรณ์ที่ชาญฉลาดและเรียบง่ายอย่างสวยงาม

It takes advantage of the fact that a mirror mirrors one dimension of the world. วลี

0:57

มันใช้ประโยชน์จากความจริงที่ว่ากระจกสะท้อนมิติหนึ่งของโลก

วลี

take advantage of the fact that: ใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงที่ว่า

ในที่นี้ takes advantage of the fact that หมายถึงการใช้เงื่อนไขหรือคุณสมบัติที่ทราบอยู่แล้วเพื่อทำให้บางสิ่งทำงานได้ ความหมายในที่นี้เป็นกลาง กล่าวคืออุปกรณ์ใช้ประโยชน์จากลักษณะการทำงานของกระจก โครงสร้างคือ take advantage of the fact that + อนุประโยค โดย the fact that ทำให้ข้อความสมบูรณ์ที่ตามมากลายเป็นเงื่อนไขที่ถูกนำมาใช้

แบบฝึกหัด

เติมคำอธิบายกลไกด้วยวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ใช้เงื่อนไขที่ทราบอยู่แล้วนี้”: The camera ____ light travels in straight lines.

ดูคำตอบ

takes advantage of the fact that

If you have a second mirror,

1:01

ถ้าคุณมีกระจกบานที่สอง

you can reverse back to how you started.

1:02

คุณสามารถสะท้อนกลับไปเป็นแบบตอนเริ่มต้นได้

But if the second mirror is at 90° to the first,

1:04

แต่ถ้ากระจกบานที่สองตั้งทำมุม 90 องศากับบานแรก

now when you mirror back,

1:06

คราวนี้เมื่อคุณสะท้อนกลับ

the world will have rotated 180°.

1:08

โลกจะหมุนไป 180 องศา

So, if you send a beam of light into a corner reflector,

1:10

ดังนั้น ถ้าคุณส่งลำแสงเข้าไปในตัวสะท้อนกลับมุมฉาก

regardless of what direction you send it in ไวยากรณ์

1:13

ไม่ว่าคุณจะส่งไปในทิศทางไหน

or what direction the corner reflector is oriented,

1:15

หรือตัวสะท้อนกลับมุมฉากจะหันไปทางไหน

it'll come back rotated 180°

1:17

มันจะกลับมาโดยหมุน 180 องศา

into a parallel return path to its source.

1:20

เข้าสู่เส้นทางสะท้อนกลับที่ขนานกับแหล่งกำเนิดแสง

ไวยากรณ์

regardless of: แสดงว่าปัจจัยหนึ่งไม่ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไป

Regardless of ใช้นำหน้าปัจจัยที่ไม่ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไป ในประโยคนี้ แสงยังสะท้อนกลับในลักษณะเดิม แม้ทิศทางของแสงที่เข้ามาหรือแนวของตัวสะท้อนจะเปลี่ยนไป หลัง regardless of ใช้คำนาม รูป -ing หรืออนุประโยค wh ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม ใน regardless of what direction you send it in อนุประโยคใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า ไม่ใช่แบบคำถาม

แบบฝึกหัด

ใช้วลีเป้าหมายสองคำที่หมายความว่าสภาพอากาศไม่ส่งผลต่อแผน: The game will continue ____ the weather.

ดูคำตอบ

regardless of

If you look here at the top of the camera,

1:22

ถ้าคุณดูตรงนี้ที่ด้านบนของกล้อง

you can see that my name is mirrored.

1:23

คุณจะเห็นว่าชื่อของผมถูกสะท้อนกลับด้าน

But if I bring it over here to the side in the corner,

1:25

แต่ถ้าผมเลื่อนมันมาตรงนี้ที่ด้านข้างในมุม

look at that.

1:28

ดูนั่นสิ

You can read it.

1:29

คุณสามารถอ่านมันได้

You can probably see it a little bit better with my shirt.

1:30

คุณอาจจะเห็นมันชัดขึ้นอีกนิดจากเสื้อของผม

Can't read it?

1:32

อ่านไม่ออกเหรอ?

Now you can.

1:33

ตอนนี้คุณอ่านได้แล้ว

That's because you're seeing a reflection of a reflection.

1:34

นั่นเป็นเพราะคุณกำลังเห็นเงาสะท้อนของเงาสะท้อน

But look at this.

1:37

แต่ดูนี่สิ

If I look back at the corner and then I tilt the camera up,

1:38

ถ้าผมมองกลับไปที่มุมแล้วเอียงกล้องขึ้น

I'm no longer aligned. ไวยากรณ์

1:41

ผมไม่ตรงแนวอีกต่อไปแล้ว

ไวยากรณ์

no longer: สถานะเดิมได้สิ้นสุดลงแล้ว

No longer บอกว่าสิ่งหนึ่งเคยเป็นจริงมาก่อน แต่ตอนนี้ไม่เป็นจริงแล้ว ใน I'm no longer aligned ผู้พูดเคยอยู่ในแนวที่ถูกต้อง แต่สถานะนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว no longer มักอยู่หน้าคำกริยาหลัก เช่น She no longer works here แต่จะอยู่หลัง be เช่น She is no longer here วลีนี้แสดงการเปลี่ยนแปลงตามเวลา โดย longer ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความยาวทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

ใช้วลีบอกเวลาสองคำที่หมายถึง “เคยเป็นจริงมาก่อน แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว”: This coupon is ____ valid.

ดูคำตอบ

no longer

I can't see the lens anymore.

1:42

ผมมองไม่เห็นเลนส์อีกแล้ว

Now, that tells me that I'm not in a true return path ลำดับความ

1:43

ทีนี้ นั่นบอกผมว่าผมไม่ได้อยู่ในเส้นทางสะท้อนกลับที่แท้จริง

like he tried to explain to me.

1:45

อย่างที่เขาพยายามอธิบายให้ผมฟัง

ลำดับความ

ใช้ that tells me that เพื่อสรุปผล

ในที่นี้ that ตัวแรกชี้กลับไปยังหลักฐานที่ผู้พูดเพิ่งสังเกตเห็น tells me ไม่ได้หมายถึงมีคนพูดบอก แต่หมายถึง “แสดงให้ฉันเห็น” หรือ “ทำให้ฉันสรุปได้” โครงสร้าง that tells me that เชื่อมหลักฐานเข้ากับข้อสรุป: [หลักฐาน] That tells me that [ข้อสรุป] จึงทำให้เห็นกระบวนการให้เหตุผลของผู้พูดอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างจากบทเรียนที่เชื่อมหลักฐานเข้ากับข้อสรุป: The soil is still wet. ____ it rained recently.

ดูคำตอบ

That tells me that

That's because those mirrors

1:47

นั่นเป็นเพราะกระจกเหล่านั้น

are only reflecting in the two horizontal directions.

1:48

สะท้อนในสองทิศทางแนวนอนเท่านั้น

There's no mirror reflecting back to you in the vertical direction.

1:51

ไม่มีกระจกที่สะท้อนกลับมาหาคุณในทิศทางแนวตั้ง

If you have a third mirror at a right angle, วลี

1:54

ถ้าคุณมีกระจกบานที่สามตั้งเป็นมุมฉาก

วลี

ใช้ at a right angle บอกความสัมพันธ์แบบ 90 องศา

At a right angle เป็นวลีบุพบทแบบตายตัว หมายถึงเส้น พื้นผิว หรือทิศทางสองอย่างมาบรรจบกันที่ 90 องศา ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวอธิบายว่ากระจกบานที่สามวางตัวอย่างไรเมื่อเทียบกับพื้นผิวหรือทิศทางอื่น right ในที่นี้เป็นคำทางเรขาคณิต ไม่ได้หมายถึง “อยู่ด้านขวา” หรือ “ถูกต้อง” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X is at a right angle to Y และ X meets Y at a right angle

แบบฝึกหัด

ชั้นวางกับผนังทำมุม 90 องศาพอดี วลีใดใช้เติมประโยคนี้? The shelf is ___ to the wall.

  1. at the right angle
  2. on the right
  3. at a right angle
ดูคำตอบ

at a right angle

everything will be mirrored,

1:56

ทุกอย่างจะถูกสะท้อน

reversed,

1:57

กลับด้าน

and mirrored again.

1:58

และถูกสะท้อนอีกครั้ง

So, your name will be backwards.

1:59

ดังนั้น ชื่อของคุณจะกลับหลัง

But at least now you can move your camera or eyes around however you want. ไวยากรณ์

2:01

แต่อย่างน้อยตอนนี้คุณสามารถขยับกล้องหรือสายตาไปรอบๆ ได้ตามต้องการ

ไวยากรณ์

however you want.——อนุประโยคบอกวิธีการแบบไม่จำกัด

ใน however you want คำว่า however นำหน้าประโยคย่อยที่บอกวิธีการทำกริยา มีความหมายว่า “ด้วยวิธีใดก็ได้ตามที่คุณต้องการ” หรือ “ตามวิธีที่คุณเลือก” ดังนั้นประโยคนี้จึงเปิดให้ผู้ฟังเลือกเองว่าจะขยับกล้องหรือสายตาอย่างไร however ในที่นี้ไม่ใช่คำวิเศษณ์ระดับประโยคที่แปลว่า “อย่างไรก็ตาม” ประโยคย่อยนี้ตามหลังข้อความหลักเพื่อบอกว่าวิธีการขยับนั้นไม่มีข้อจำกัด

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่ทำให้ผู้ฟังมีอิสระเต็มที่ในการเลือกวิธี: You can decorate the room ____.

ดูคำตอบ

however you want

And as long as you can still see all three mirrors, ไวยากรณ์

2:04

และตราบใดที่คุณยังคงมองเห็นกระจกทั้งสามบาน

you'll see a reflection of yourself in the middle.

2:07

คุณจะเห็นเงาสะท้อนของตัวคุณเองอยู่ตรงกลาง

ไวยากรณ์

as long as——เงื่อนไขที่ทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้น

ใน as long as you can still see all three mirrors คำว่า as long as นำหน้าประโยคเงื่อนไข มีความหมายว่า “ตราบใดที่” หรือ “โดยมีเงื่อนไขว่า” การที่คุณยังมองเห็นกระจกทั้งสามบานเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ผลลัพธ์ว่าเห็นเงาสะท้อนของตัวเองตรงกลางยังคงเป็นจริง สำนวนนี้เน้นเงื่อนไขที่ต้องเป็นจริง ไม่ได้เน้นว่าสิ่งหนึ่งดำเนินอยู่นานแค่ไหน ในประโยคนี้สำนวนดังกล่าวบอกว่าสิ่งใดต้องยังคงเป็นไปได้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่กล่าวไว้

แบบฝึกหัด

เลือกสำนวนที่เติมในประโยคแล้วแสดงเงื่อนไขว่าต้องใช้แท็บเล็ตอย่างระมัดระวัง: You can use my tablet ____ you handle it carefully.

  1. as long as
  2. as soon as
  3. for as long as
ดูคำตอบ

as long as

Mathematically, if you want to reverse a vector, ไวยากรณ์

2:09

ในทางคณิตศาสตร์ ถ้าคุณต้องการกลับเวกเตอร์

you need to reverse each of its components,

2:11

คุณต้องกลับแต่ละองค์ประกอบของมัน

and so you need three mirrors

2:13

ดังนั้นคุณจึงต้องใช้กระจกสามบาน

to get full retroreflection in 3D. การใช้คำ

2:14

เพื่อให้ได้การสะท้อนกลับแบบเต็มรูปแบบใน 3 มิติ

ไวยากรณ์

if you want to ... you need to: จากเป้าหมายสู่ขั้นตอนที่จำเป็น

if you want to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกเป้าหมายที่ผู้ฟังอาจต้องการทำให้สำเร็จ จากนั้น you need to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกการกระทำที่จำเป็นต่อเป้าหมายนั้น อนุประโยคทั้งสองเชื่อมเป้าหมายกับเงื่อนไขที่จำเป็นอย่างชัดเจน ในประโยคนี้ หากต้องการกลับทิศเวกเตอร์ ก็จำเป็นต้องกลับทิศทุกองค์ประกอบ need to บอกความจำเป็น แต่ไม่ได้รับประกันว่าการทำขั้นตอนนี้เพียงอย่างเดียวจะเพียงพอในทุกกรณี

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง if you want to ... you need to: ____ enter the lab, ____ show your pass at the door.

ดูคำตอบ

If you want to · you need to

การใช้คำ

retroreflection: การสะท้อนกลับไปทางแหล่งกำเนิด

retroreflection คือการสะท้อนชนิดหนึ่งที่ส่งแสง คลื่นวิทยุ หรือพลังงานอื่นที่เข้ามาให้ย้อนกลับไปทางแหล่งกำเนิดโดยประมาณ ส่วน reflection ทั่วไปไม่จำเป็นต้องส่งพลังงานกลับไปยังทิศที่มันมา ในประโยคนี้ full retroreflection in 3D หมายถึงการกลับทิศองค์ประกอบทั้งสามทิศ เพื่อให้เส้นทางขากลับชี้ไปยังแหล่งกำเนิด คำนี้อธิบายทิศทางการย้อนกลับแบบพิเศษ ไม่ได้หมายถึงเพียงพื้นผิวที่สว่างหรือมันวาว

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างของ retroreflection?

  1. แสงจากไฟหน้ารถตกกระทบเครื่องหมายจราจรแล้วกลับไปทางรถ
  2. แสงถูกพื้นผิวสีดำดูดกลืน
  3. แสงตกกระทบกระจกแบนแล้วเคลื่อนออกไปตามมุมสะท้อนที่สอดคล้องกัน
ดูคำตอบ

แสงจากไฟหน้ารถตกกระทบเครื่องหมายจราจรแล้วกลับไปทางรถ

One mirror for each dimension.

2:16

กระจกหนึ่งบานสำหรับแต่ละมิติ

Oh, this is just like the reflectors on the road.

2:18

โอ้ นี่มันเหมือนกับแผ่นสะท้อนแสงบนถนนเลย

If you look real close at this one that my wife hit with a lawn mower,

2:21

ถ้าคุณมองใกล้ๆ ที่อันนี้ที่ภรรยาผมขับรถตัดหญ้าชน

you can see that they're actually just little bitty corner reflectors. การใช้คำ

2:23

คุณจะเห็นว่าจริงๆ แล้วพวกมันก็แค่ตัวสะท้อนกลับมุมฉากเล็กๆ

การใช้คำ

little bitty: วิธีพูดว่า “เล็กมาก” แบบไม่เป็นทางการ

little bitty หมายถึง “เล็กมาก” ในประโยคนี้ใช้เน้นว่าตัวสะท้อนแสงเข้ามุมแต่ละชิ้นเล็กเพียงใด โดย bitty ทำให้ความหมายของ little เข้มขึ้น ไม่ได้หมายถึงเศษหรือชิ้นส่วน ใน little bitty corner reflectors วลีคุณศัพท์แบบไม่เป็นทางการนี้อยู่หน้าคำนาม ทำให้คำบรรยายดูมีภาพและเป็นภาษาพูดมากขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีไม่เป็นทางการสองคำที่หมายถึง “เล็กมาก”: The puppy had ____ paws.

ดูคำตอบ

little bitty

Exactly,

2:27

ถูกต้องเลย

but those are imperfect on purpose วลี

2:27

แต่พวกนั้นถูกตั้งใจทำให้ไม่สมบูรณ์แบบ

because a high precision corner reflector would bounce the light back กริยาวลี

2:29

เพราะตัวสะท้อนกลับมุมฉากที่มีความแม่นยำสูงจะสะท้อนแสงกลับไป

to your car's headlights and not your eyes.

2:32

ที่ไฟหน้ารถของคุณ ไม่ใช่ตาของคุณ

วลี

on purpose: บอกว่าการกระทำหรือการออกแบบเกิดขึ้นโดยตั้งใจ

on purpose หมายถึง “โดยตั้งใจ” หรือ “จงใจออกแบบให้เป็นเช่นนั้น” วลีนี้บอกว่าความไม่สมบูรณ์เป็นคุณสมบัติที่วางแผนไว้ ไม่ใช่ความผิดพลาดในการผลิต วลีนี้ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายแบบกริยาวิเศษณ์ สิ่งหนึ่งอาจ be imperfect on purpose หรือคนหนึ่งอาจ do something on purpose ก็ได้ โดยใช้บุพบท on แบบตายตัว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวสองคำที่หมายถึง “โดยตั้งใจ”: Eli wore mismatched socks ____ to make his sister laugh.

ดูคำตอบ

on purpose

กริยาวลี

bounce the light back: สะท้อนแสงกลับไปทางแหล่งกำเนิด

ในที่นี้ bounce the light back หมายถึง “ทำให้แสงย้อนกลับไปทางจุดที่แสงเดินทางมา” แสงถูกสะท้อนกลับ ไม่ได้กระเด้งบนพื้นผิวจริง ๆ โครงสร้างคือ bounce + กรรม + back กรรมระบุว่าสิ่งใดถูกส่งกลับ เช่น bounce the light back ถ้ากรรมเป็นสรรพนาม ต้องวางไว้หน้า back เป็น bounce it back ไม่ใช่ bounce back it

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ bounce ... back โดยใช้ it แทน “the light”: This reflector will ____ toward the car.

ดูคำตอบ

bounce it back

Oh!

2:35

โอ้!

Well, I just happen to have an array of high precision corner reflectors วลี

2:36

พอดีเลย ผมมีแผงตัวสะท้อนกลับมุมฉากที่มีความแม่นยำสูง

here with me in Germany.

2:38

อยู่กับผมที่นี่ในเยอรมนี

วลี

happen to have: บังเอิญมีบางสิ่งอยู่

ใน happen to have โครงสร้าง happen to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้เสนอข้อเท็จจริงว่าเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือสะดวกอย่างคาดไม่ถึง I happen to have หมายถึง “ฉันมีสิ่งนั้นอยู่ และนั่นเป็นเรื่องบังเอิญที่มีประโยชน์หรือน่าประหลาดใจ” Just ช่วยเพิ่มน้ำเสียงสบาย ๆ และประหลาดใจเล็กน้อย ในการสาธิตที่วางแผนไว้ ผู้พูดอาจใช้ just happen to have แบบขำ ๆ โดยทำเหมือนว่าสิ่งที่เตรียมไว้เป็นเรื่องบังเอิญที่น่าขัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายเพื่อแสดงความบังเอิญที่เป็นประโยชน์: I ____ an extra umbrella with me.

ดูคำตอบ

happen to have

And what's that?

2:40

แล้วนั่นคืออะไร?

It's Johan,

2:41

นั่นคือ Johan

the laser guy from the Netherlands.

2:41

ผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์จากเนเธอร์แลนด์

You remember him, right?

2:43

คุณจำเขาได้ใช่ไหม?

This corner reflector is so precise,

2:47

ตัวสะท้อนกลับมุมฉากนี้มีความแม่นยำมาก

I can set it here on this bridge,

2:49

จนผมสามารถตั้งมันไว้ที่นี่บนสะพานนี้

go all the way upriver to the next bridge,

2:51

ขึ้นไปตามแม่น้ำจนถึงสะพานถัดไป

hit it with a laser,

2:53

ยิงเลเซอร์ใส่มัน

and I'll still get a reflection even though it's snowing. ไวยากรณ์

2:54

และผมยังคงได้รับการสะท้อนกลับมาแม้ว่าหิมะจะตก

ไวยากรณ์

even though สำหรับความขัดแย้งจริงที่ให้ผลอย่างคาดไม่ถึง

even though นำหน้าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งโดยปกติแล้วน่าจะทำให้ผลในประโยคหลักเกิดขึ้นได้ยาก ที่นี่หิมะกำลังตก แต่ตัวสะท้อนก็ยังส่งสัญญาณเลเซอร์กลับมา even though ต้องตามด้วยอนุประโยคที่สมบูรณ์ ประโยคหลักบอกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ส่วนอนุประโยค even though บอกอุปสรรคหรือความขัดแย้งที่น่าประหลาดใจ

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมสองคำที่แสดงว่าอุปสรรคจริงไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์: Mia went to soccer practice ____ it was raining.

ดูคำตอบ

even though

Check it out.

2:57

ลองดูสิ

What are you doing, Johan?

2:59

คุณกำลังทำอะไรอยู่ Johan?

I'm warming up my laser. กริยาวลี

3:00

ผมกำลังอุ่นเครื่องเลเซอร์อยู่

กริยาวลี

warming up เพื่อเตรียมอุปกรณ์ก่อนใช้งาน

ในที่นี้ warming up my laser หมายถึงการปล่อยให้อุปกรณ์มีอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการทำงานก่อนใช้งาน จุดสำคัญคือการเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ไม่ใช่แค่ทำให้มันอุ่นขึ้นเมื่อสัมผัส โดยทั่วไป warm up อธิบายกระบวนการเตรียมคน เครื่องยนต์ หรืออุปกรณ์ จากสภาวะพักหรือเย็นไปสู่สภาวะที่พร้อมทำงาน

แบบฝึกหัด

ช่างเทคนิคเปิดเครื่องสแกนที่ไวต่ออุณหภูมิและรอจนกว่าเครื่องจะมีอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการทำงาน ช่างเทคนิคกำลังทำอะไรอยู่?

  1. Cooling down the scanner
  2. Warming up the scanner
  3. Putting away the scanner
ดูคำตอบ

Warming up the scanner

All right.

3:04

โอเค

And uh why are you doing that?

3:05

แล้ว เอ่อ ทำไมคุณถึงทำแบบนั้นล่ะ?

To get it to the right temperature because it's very temperature sensitive. โน้ต

3:08

เพื่อให้มันได้อุณหภูมิที่เหมาะสม เพราะมันไวต่ออุณหภูมิมาก

ไวยากรณ์

get it to the right temperature: ทำให้มันมีอุณหภูมิที่เหมาะสม

get ในที่นี้หมายถึง “ทำให้บางสิ่งไปถึงผลลัพธ์หนึ่ง” ไม่ใช่ “ได้รับ” ใน get it to the right temperature คำว่า it เป็นกรรม ส่วน to the right temperature บอกสภาวะเป้าหมาย โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ get + กรรม + to + สภาวะ ตำแหน่ง หรือค่าที่เป็นเป้าหมาย ในที่นี้ to เป็นคำบุพบทที่นำหน้าเป้าหมาย ไม่ใช่เครื่องหมายของ to-infinitive

แบบฝึกหัด

ในประโยค "We need to get the incubator to the right temperature," วลี get the incubator to the right temperature หมายความว่าอย่างไร

  1. นำตู้บ่มไปยังสถานที่ชื่อว่า “อุณหภูมิที่เหมาะสม”
  2. ได้ตู้บ่มที่มีอุณหภูมิอยู่แล้ว
  3. ปรับตู้บ่มจนกว่าจะมีอุณหภูมิที่เหมาะสม
ดูคำตอบ

ปรับตู้บ่มจนกว่าจะมีอุณหภูมิที่เหมาะสม

วลี

temperature sensitive: ไวต่ออุณหภูมิ

Temperature sensitive หมายถึง “ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ง่าย” ในที่นี้หมายความว่าอุปกรณ์อาจทำงานได้ไม่ถูกต้องหากไม่ควบคุมอุณหภูมิ โดย sensitive บรรยายการตอบสนองทางเทคนิค ไม่ใช่อารมณ์ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ปัจจัย + sensitive โดยปัจจัยข้างหน้าระบุว่าอะไรเป็นสาเหตุของผลกระทบ ใน temperature sensitive คำว่า temperature คือเงื่อนไขที่ส่งผลต่ออุปกรณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอาจส่งผลต่อเซ็นเซอร์

  1. The sensor displays the temperature.
  2. The sensor is a temperature sensor.
  3. The sensor is temperature sensitive.
ดูคำตอบ

The sensor is temperature sensitive.

Oh, okay.

3:11

โอ้ โอเค

All right.

3:12

เอาล่ะ

Can you ping the reflector? การใช้คำ

3:12

คุณยิงไปที่ตัวสะท้อนแสงได้ไหม?

การใช้คำ

ping the reflector: ส่งสัญญาณทดสอบ

ในที่นี้ ping หมายถึงการส่งสัญญาณเลเซอร์สั้น ๆ ไปยังตัวสะท้อนแสง แล้วตรวจดูว่ามีสัญญาณย้อนกลับมาหรือไม่ เป็นการทดสอบสัญญาณและการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ไม่ได้หมายถึงการเคาะตัวสะท้อนแสง แนวคิดพื้นฐานเดียวกันนี้พบได้ในโซนาร์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือส่งสัญญาณสั้น ๆ ไปยังเป้าหมาย แล้วดูว่าเป้าหมายตอบสนองหรือไม่และตอบสนองอย่างไร ในการส่งข้อความ ping คนอาจหมายถึงการติดต่อเขาสั้น ๆ แต่ตัวสะท้อนแสงในที่นี้เป็นเป้าหมายทางกายภาพของสัญญาณ ไม่ใช่ผู้รับข้อความ

แบบฝึกหัด

ระหว่างการทดสอบภาคสนาม วิศวกรพูดว่า “Can you ping the reflector?” เขากำลังขอให้อีกคนทำอะไร

  1. ใช้เครื่องมือเคาะตัวสะท้อนแสงเบา ๆ
  2. ส่งข้อความเตือนไปยังคนที่อยู่ใกล้ตัวสะท้อนแสง
  3. ส่งสัญญาณสั้น ๆ ไปยังตัวสะท้อนแสง แล้วตรวจดูว่ามีสัญญาณย้อนกลับมาหรือไม่
ดูคำตอบ

ส่งสัญญาณสั้น ๆ ไปยังตัวสะท้อนแสง แล้วตรวจดูว่ามีสัญญาณย้อนกลับมาหรือไม่

There it is.

3:14

นั่นไง

Clearly,

3:15

ชัดเจนเลย

you're getting a return.

3:16

คุณได้รับการสะท้อนกลับมา

That's what, like 500 m away,

3:17

นั่นห่างออกไปสัก 500 เมตรได้ไหม

would you say? น้ำเสียง/เจตนา

3:19

คุณว่าไง?

น้ำเสียง/เจตนา

would you say? ท้ายประโยคเพื่อขอให้ช่วยยืนยันค่าประมาณ

เมื่อวาง would you say? ไว้หลังค่าประมาณ จะเป็นการเชิญให้อีกฝ่ายช่วยประเมิน แล้วยืนยันหรือแก้ไขค่าประมาณนั้น ผู้พูดไม่แน่ใจกับตัวเลข 500 เมตรเต็มที่ จึงส่งต่อค่าประมาณให้อีกฝ่ายช่วยตัดสิน ไม่ได้ถามตามตัวอักษรว่าผู้ฟังจะพูดคำว่าอะไร การลงท้ายแบบนี้ทำให้ค่าประมาณฟังดูไม่ฟันธงและเปิดให้ช่วยกันพิจารณามากขึ้น นอกจากนี้ยังวางหลังคำตัดสินหรือความคิดเห็นได้ เมื่อต้องการให้อีกคนช่วยประเมิน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนที่ใช้ขอให้ผู้ฟังยืนยันหรือแก้ไขค่าประมาณ: The box weighs about ten kilos, ____?

ดูคำตอบ

would you say

350.

3:20

350

How do you know that?

3:21

คุณรู้ได้ยังไง?

I counted the steps.

3:22

ผมนับก้าวเอา

Okay,

3:25

โอเค

so here's the question. ลำดับความ

3:25

งั้นคำถามคือ

ลำดับความ

ใช้ “Here's the question” เพื่อเปลี่ยนเข้าสู่ประเด็นหลัก

“Here's the question” เป็นรูปย่อของ “Here is the question” และเป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากข้อมูลเบื้องหลังหรือหลักฐานไปสู่ประเด็นหลักที่จะพูดต่อจากนี้ โดยปกติคำถามจริงจะตามหลังกรอบประโยคนี้ทันที here ในที่นี้ใช้จัดลำดับการพูด มีความหมายประมาณว่า “ณ จุดนี้ของคำอธิบาย” ไม่ได้หมายถึง “ในสถานที่นี้” จึงเป็นสำนวนที่มีประโยชน์ในการพาผู้ฟังติดตามเหตุผลหรือขั้นตอนการแก้ปัญหา

แบบฝึกหัด

เติมช่วงเชื่อมด้วยสำนวนจากบทเรียน: “Both routes are open. So ____: which one gets us home before dark?”

ดูคำตอบ

here's the question

If Johan is able to get a really good reflection

3:26

ถ้า Johan สามารถได้เงาสะท้อนที่ดีมากๆ

at 350 m away in the snow

3:29

ที่ระยะห่าง 350 เมตรกลางหิมะ

with a handheld laser

3:31

ด้วยเลเซอร์แบบมือถือ

that he's having to blow on to keep alive, สำนวน

3:33

ที่เขาต้องเป่าลมใส่เพื่อให้มันทำงานต่อได้

then what are we able to do if we put

3:35

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างถ้าเรานำ

a high precision laser reflector on the Moon?

3:37

ตัวสะท้อนเลเซอร์ความแม่นยำสูงไปวางบนดวงจันทร์?

สำนวน

การใช้ “keep alive” เชิงเปรียบเทียบกับอุปกรณ์

โครงสร้าง keep + กรรม + alive มีความหมายตามตัวอักษรว่า “ทำให้กรรมยังมีชีวิตอยู่” ในประโยคนี้ กรรมที่เข้าใจได้จากบริบทคือเลเซอร์แบบมือถือ จึงมีความหมายว่า keep the laser alive เนื่องจากเลเซอร์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต alive จึงทำให้อุปกรณ์ดูเหมือนมีชีวิต ในที่นี้เป็นการพูดอย่างขบขันว่า “ทำให้มันทำงานต่อไป” ในสภาพที่ยากลำบาก ไม่ใช่ป้องกันไม่ให้มันตายจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Maya kept the old server alive until the replacement arrived,” วลี kept the old server alive หมายความว่าอย่างไร

  1. ทำให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานต่อไป
  2. ปิดเซิร์ฟเวอร์อย่างปลอดภัย
  3. ปกป้องเซิร์ฟเวอร์ที่มีชีวิตไม่ให้ตาย
ดูคำตอบ

ทำให้เซิร์ฟเวอร์ทำงานต่อไป

In fact,

3:40

ความจริงแล้ว

that's what Apollo

3:41

นั่นคือสิ่งที่ยานอะพอลโล

did. What was it?

3:42

ทำ ยานอะไรนะ?

Apollo what?

3:42

อะพอลโลอะไร?

Apollo 11,

3:44

อะพอลโล 11,

14,

3:45

14,

and 15.

3:46

และ 15

They put retroreflectors on the Moon,

3:46

พวกเขานำแผ่นสะท้อนแสงไปวางบนดวงจันทร์

and we're still using it for experiments to this day. วลี

3:49

และเรายังคงใช้มันสำหรับการทดลองมาจนถึงทุกวันนี้

วลี

to this day: การดำเนินต่อจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

to this day หมายถึง “ตั้งแต่ช่วงหนึ่งในอดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน” ใช้เน้นว่าสถานการณ์หนึ่งดำเนินต่อมา หรือยังคงเป็นจริง หลังจากผ่านไปเป็นเวลานานอย่างเห็นได้ชัด ในประโยคนี้ สำนวนนี้แสดงให้เห็นว่าแผ่นสะท้อนบนดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุทางประวัติศาสตร์ แต่ยังคงถูกใช้ในการทดลองในปัจจุบัน สำนวนนี้มองย้อนกลับไปยังอดีตจากมุมมองของปัจจุบัน และมักอยู่ท้ายอนุประโยคหรือท้ายประโยค

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวจากบทเรียนที่หมายถึง “ดำเนินต่อจากอดีตจนถึงตอนนี้”: The library opened in 1890 and is still serving the town ____.

ดูคำตอบ

to this day

Right.

3:52

ถูกต้อง

Experiments like monitoring the distance to the Moon.

3:52

การทดลองอย่างเช่นการติดตามระยะห่างของดวงจันทร์

If you count how long it takes a photon to get to the Moon and back, ไวยากรณ์

3:55

ถ้าคุณนับเวลาที่โฟตอนใช้ในการเดินทางไปดวงจันทร์และกลับมา

you can just multiply by the speed of light,

3:58

คุณก็แค่คูณด้วยความเร็วแสง

divide by two,

4:00

หารด้วยสอง

and figure out the distance to the Moon within centimeters. กริยาวลี

4:01

และหาระยะห่างของดวงจันทร์ได้แม่นยำระดับเซนติเมตร

ไวยากรณ์

how long it takes ในคำถามแฝง

how long it takes เป็นอนุประโยคคำถามแฝงที่หมายถึง “ระยะเวลาที่กระบวนการนั้นต้องใช้” ในประโยคนี้ อนุประโยคทั้งส่วนคือสิ่งที่ count กล่าวถึง นั่นคือเวลาที่โฟตอนใช้เดินทางไปถึงดวงจันทร์และกลับมา คำถามแฝงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: how long + ประธาน + กริยา ดังนั้น it takes จึงถูกต้องในที่นี้ it เป็นประธานสมมติที่แทนกระบวนการ ส่วน takes หมายถึง “ต้องใช้เวลาจำนวนหนึ่ง”

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่เติมคำถามแฝงได้ถูกต้อง: The app measures ___ for the battery to charge.

  1. how long does it takes
  2. how long it takes
  3. how long does it take
ดูคำตอบ

how long it takes

กริยาวลี

figure out: คำนวณหรือหาคำตอบ

figure out เป็นกริยาวลีที่หมายถึงการหาคำตอบโดยใช้การคิด การคำนวณ หรือหลักฐาน ในประโยคนี้ การคำนวณทำให้ได้ระยะทางไปดวงจันทร์ ดังนั้น figure out จึงหมายถึง “คำนวณหา” หรือ “กำหนดผลลัพธ์” ไม่ใช่การแปล figure กับ out ตามตัวอักษร คำที่เป็นกรรมสามารถวางต่อท้ายได้โดยตรง เช่น figure out the distance และยังใช้กับการทำความเข้าใจปัญหาได้ เช่น figure out why something happened

แบบฝึกหัด

สำนวนใดเหมาะที่สุดสำหรับเติมประโยคนี้ให้สมบูรณ์ The team used the measurements to ___ the distance to the island

  1. look up
  2. find out
  3. figure out
ดูคำตอบ

figure out

Exactly,

4:04

ถูกต้องเลย

Henry.

4:05

Henry

So, if you shoot the Moon with a laser,

4:05

ดังนั้น ถ้าคุณยิงเลเซอร์ไปที่ดวงจันทร์

2.56 seconds later,

4:10

2.56 วินาทีต่อมา

divided by two,

4:11

หารด้วยสอง

1.28 light seconds to the Moon.

4:12

ก็คือ 1.28 วินาทีแสงถึงดวงจันทร์

So, if you do the math, วลี

4:14

ดังนั้น ถ้าคุณคำนวณดู

that ends up to about this far from the Earth.

4:15

มันก็จะเป็นระยะห่างประมาณนี้จากโลก

วลี

do the math: คำนวณสิ่งที่จำเป็น

do the math เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึงการคำนวณสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ ในประโยคนี้หมายถึงการใช้เวลาที่วัดได้และความเร็วแสงเพื่อคำนวณระยะทาง สำนวนนี้ยังใช้เป็นคำบอกเชิงสำนวนได้ด้วย คือเมื่อคำนวณตัวเลขแล้ว ข้อสรุปก็จะชัดเจน สำนวนนี้ใช้บ่อยในการอธิบายด้วยภาษาพูด และไม่ได้หมายถึงการเรียนคณิตศาสตร์ในฐานะวิชา

แบบฝึกหัด

วลีใดเหมาะที่สุดสำหรับเติมประโยคนี้ The price tags are confusing, so let's ___ before we choose

  1. make the numbers
  2. do the math
  3. make the math
ดูคำตอบ

do the math

Anyway,

4:18

ยังไงก็ตาม

this is useful for understanding

4:18

สิ่งนี้มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจ

the detailed nuances of the Moon's rotation and orbit,

4:20

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของการหมุนและวงโคจรของดวงจันทร์

measuring movement of tectonic plates here on Earth,

4:22

การวัดการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกที่นี่บนโลก

and even testing

4:25

และแม้กระทั่งการทดสอบ

the fundamental principles of general relativity.

4:26

หลักการพื้นฐานของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

Corner reflectors are not just used in optics. ไวยากรณ์

4:28

ตัวสะท้อนกลับมุมฉากไม่ได้ใช้แค่ในทางทัศนศาสตร์เท่านั้น

You can also use it for any type of reflected electromagnetic radiation.

4:30

คุณยังสามารถใช้กับรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่สะท้อนกลับได้ทุกประเภท

ไวยากรณ์

ใช้ not just ... also เพื่อขยายความข้ามประโยค

not just ปฏิเสธขอบเขตที่แคบเกินไป โดยบอกว่าตัวสะท้อนมุมไม่ได้ใช้เฉพาะในทัศนศาสตร์ จากนั้น also ก็เพิ่มขอบเขตการใช้งานที่กว้างขึ้น คือรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่สะท้อนประเภทอื่น ๆ คำสองคำนี้ทำงานเป็นคู่กันได้แม้อยู่คนละประโยค รูปแบบเต็มคือ not just X ... also Y และเมื่อส่วนที่สองเริ่มเป็นประโยคใหม่ ก็มักจะละ but

แบบฝึกหัด

เติมข้อความสองประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบ not just ... also: The library is ____ a place to borrow books. You can ____ attend free workshops there.

ดูคำตอบ

not just · also

Here in Frankfurt, Germany,

4:34

ที่นี่ในแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี

there's a bridge with long posts

4:35

มีสะพานแห่งหนึ่งที่มีเสายาวๆ

coming off the big pylons there under the bridge.

4:38

ยื่นออกมาจากตอม่อขนาดใหญ่ตรงนั้นใต้สะพาน

We've got a big boat about to go under the bridge. ไวยากรณ์

4:40

เรามีเรือลำใหญ่กำลังจะลอดใต้สะพาน

ไวยากรณ์

be about to + คำกริยา สำหรับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ใน a big boat about to go under the bridge วลี about to go หมายถึงเรือกำลังจะลอดใต้สะพานในอีกไม่ช้า วลีนี้ขยายคำว่า boat และสามารถเขียนเต็มได้เป็น a big boat that is about to go under the bridge รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ be about to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเร็วมาก โดยปกติเพราะสถานการณ์เริ่มดำเนินไปแล้ว ในที่นี้ about ไม่ได้แปลว่า “ประมาณ” หรือ “เกี่ยวกับ”

แบบฝึกหัด

รถไฟกำลังเข้าสถานีแล้ว ประโยคใดแสดงได้ดีที่สุดว่ารถไฟจะหยุดในอีกไม่กี่อึดใจ?

  1. The train is about to stop.
  2. The train will stop.
  3. The train is going to stop.
ดูคำตอบ

The train is about to stop.

And if you look at the very end,

4:42

และถ้าคุณมองไปที่ปลายสุด

there's corner reflectors.

4:43

จะมีตัวสะท้อนกลับมุมฉากอยู่

Only they're not mirrors, ลำดับความ

4:45

เพียงแต่มันไม่ใช่กระจก

they're just metal.

4:46

มันเป็นแค่โลหะ

ลำดับความ

Only they're not mirrors: การใช้ Only เพื่อแก้ความในภาษาพูด

ในที่นี้ Only ใช้เกริ่นเพื่อแก้หรือจำกัดแนวคิดที่เพิ่งกล่าวไป โดยหมายถึง “แต่มีข้อแตกต่างสำคัญอยู่หนึ่งอย่าง” วัตถุเหล่านี้อาจทำหน้าที่คล้ายกระจก แต่ตัวมันทำจากโลหะและไม่ใช่กระจกจริง ๆ เมื่ออยู่ต้นอนุประโยค only ในภาษาพูดสามารถเชื่อมกลับไปยังข้อความก่อนหน้าแล้วจำกัดหรือแก้ไขข้อความนั้นได้ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “มีเพียงพวกมันเท่านั้น”

แบบฝึกหัด

ใน “The box looks like wood. Only it is made of plastic,” คำว่า Only ทำหน้าที่อะไร?

  1. บอกว่านี่เป็นกล่องเพียงใบเดียว
  2. หมายความว่ากล่องมีพลาสติกอยู่เพียงเล็กน้อย
  3. เพิ่มข้อมูลแก้ความที่จำกัดข้อความแรก
ดูคำตอบ

เพิ่มข้อมูลแก้ความที่จำกัดข้อความแรก

He's using a radar

4:47

เขากำลังใช้เรดาร์

to guide off of those corner reflectors,

4:49

เพื่อนำทางจากตัวสะท้อนกลับมุมฉากเหล่านั้น

so he doesn't hit the bridge.

4:51

เพื่อที่เขาจะได้ไม่ชนสะพาน

It's basically a passive lighthouse, สำนวน

4:53

มันก็เหมือนกับประภาคารแบบแพสซีฟ

only it's not light,

4:55

เพียงแต่มันไม่ใช่แสง

it's radar.

4:56

มันคือเรดาร์

สำนวน

passive lighthouse ในฐานะอุปมาด้านหน้าที่

Passive lighthouse เป็นอุปมาที่สรุปความหมายไว้อย่างกระชับ วัตถุนี้ถูกเปรียบกับประภาคารเพราะช่วยให้ระบบอื่นตรวจหาตำแหน่งหรือประเมินระยะทางได้ ไม่ใช่เพราะมันเป็นหอคอยที่มีโคมไฟจริง ๆ Passive เป็นข้อจำกัดสำคัญของการเปรียบเทียบนี้ วัตถุไม่ได้สร้างแสงหรือส่งสัญญาณเรดาร์ของตัวเอง แต่ถูกตรวจพบได้ด้วยการสะท้อนเรดาร์ที่ส่งมาจากแหล่งอื่น ดังนั้น ภาพของประภาคารที่คุ้นเคยจึงช่วยอธิบายหน้าที่ ส่วนข้อความที่เหลือช่วยแก้รายละเอียดที่ไม่ควรเข้าใจตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ใน “It's basically a passive lighthouse, only it's not light, it's radar,” passive lighthouse สื่อถึงอะไร?

  1. ประภาคารที่หลอดไฟเสียชั่วคราว
  2. อุปกรณ์ที่ช่วยในการตรวจจับหรือการนำทางโดยไม่ส่งสัญญาณของตัวเอง
  3. หอคอยที่ส่งสัญญาณเรดาร์แรงกว่าเรือ
ดูคำตอบ

อุปกรณ์ที่ช่วยในการตรวจจับหรือการนำทางโดยไม่ส่งสัญญาณของตัวเอง

Cool.

4:57

เจ๋งไปเลย

So, corner reflectors are like a lighthouse

4:58

ดังนั้น ตัวสะท้อนกลับมุมฉากก็เหมือนกับประภาคาร

that tells you its distance,

5:00

ที่บอกระยะทางให้คุณรู้

except better because they don't need their own source of power. โน้ต

5:01

เพียงแต่ดีกว่าตรงที่มันไม่ต้องการแหล่งพลังงานของตัวเอง

ลำดับความ

except better: ปรับการเปรียบเทียบแล้วเสริมข้อดี

ในประโยคนี้ except better ใช้ปรับการเปรียบเทียบกับประภาคาร ผู้พูดเริ่มจากภาพที่ผู้ฟังคุ้นเคย แล้วจึงบอกว่าตัวสะท้อนมุมไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง เพราะมันมีข้อได้เปรียบ except ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการตัดสิ่งหนึ่งออกจากกลุ่ม แต่หมายถึง “ต่างกันในจุดสำคัญหนึ่งอย่าง” ส่วนอนุประโยค because ที่ตามมาอธิบายว่าดีกว่าอย่างไร คือ ตัวสะท้อนมุมไม่ต้องมีแหล่งพลังงานของตัวเอง

แบบฝึกหัด

ใน “A corner reflector is like a lighthouse, except better because it needs no power,” except better ทำหน้าที่อะไร?

  1. ปฏิเสธการเปรียบเทียบกับประภาคารทั้งหมด
  2. บอกว่าประภาคารเป็นตัวสะท้อนมุมชนิดหนึ่ง
  3. คงการเปรียบเทียบไว้ แต่เพิ่มข้อได้เปรียบสำคัญ
ดูคำตอบ

คงการเปรียบเทียบไว้ แต่เพิ่มข้อได้เปรียบสำคัญ

วลี

their own source of power: แหล่งพลังงานอิสระของตัวเอง

ใน their own source of power คำว่า own เน้นว่าอุปกรณ์จะต้องจัดหาพลังงานให้ตัวเองอย่างเป็นอิสระ แทนที่จะรับหรือใช้พลังงานจากที่อื่น A source of power หมายถึงสิ่งใดก็ตามที่ให้พลังงานซึ่งนำไปใช้งานได้ เช่น แบตเตอรี่ สายไฟ หรือแผงโซลาร์เซลล์ ในประโยคนี้หมายถึงแหล่งพลังงาน ไม่ใช่อำนาจทางการเมืองหรืออำนาจส่วนบุคคล

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้สำนวนเป้าหมายได้ถูกต้องเพื่อบอกว่าอุปกรณ์หลายชิ้นมีแหล่งพลังงานที่เป็นอิสระ?

  1. The field sensors have its own source of power.
  2. The field sensors have their own source of power.
  3. The field sensors have their source of own power.
ดูคำตอบ

The field sensors have their own source of power.

That's why they were a good experiment to leave on the Moon. ลำดับความ

5:04

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นการทดลองที่ดีที่ทิ้งไว้บนดวงจันทร์

ลำดับความ

That's why + ผลลัพธ์

ในประโยคนี้ That's why ย้อนกลับไปอ้างถึงเหตุผลทั้งหมดที่เพิ่งอธิบายไป คืออุปกรณ์เหล่านั้นไม่ต้องมีแหล่งพลังงานของตัวเอง จากนั้นจึงนำเข้าสู่ผลลัพธ์หรือข้อสรุปว่าอุปกรณ์เหล่านั้นเหมาะที่จะทิ้งไว้บนดวงจันทร์ ใช้ That's why + ประโยคสมบูรณ์ เมื่อต้องการเชื่อมจากสาเหตุที่รู้แล้วไปสู่ผลที่ตามมาอย่างชัดเจน ในที่นี้ that สรุปใจความหนึ่ง ไม่ได้ชี้ไปที่วัตถุ และ why ไม่ได้ใช้ตั้งคำถาม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ That's why ได้ถูกต้องเพื่อย้อนอ้างถึงสาเหตุและนำเข้าสู่ผลลัพธ์

  1. The path was icy. That's because we walked slowly.
  2. That's why the path was icy because the temperature fell.
  3. The path was icy. That's why we walked slowly.
ดูคำตอบ

The path was icy. That's why we walked slowly.

Actually,

5:06

ความจริงแล้ว

the Apollo astronauts left other junk on the Moon, too. การใช้คำ

5:07

นักบินอวกาศยานอะพอลโลยังทิ้งขยะอื่นๆ ไว้บนดวงจันทร์ด้วย

การใช้คำ

junk ในฐานะคำนามนับไม่ได้แบบไม่เป็นทางการ

ในที่นี้ junk หมายถึงกองสิ่งของหลายชนิดที่ไม่ต้องการ ถูกทิ้ง หรือมีมูลค่าต่ำ การเรียกสิ่งของเหล่านั้นว่า junk ทำให้ประโยคมีน้ำเสียงกันเองและดูแคลนเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้คำบรรยายฟังดูขบขันด้วย เมื่อใช้ในความหมายนี้ junk มักเป็นคำนามนับไม่ได้ จึงพูดว่า other junk, some junk หรือ a piece of junk ไม่ใช่ other junks สิ่งของแต่ละชิ้นคืออะไรไม่สำคัญ เพราะคำนี้รวมทั้งหมดเป็นของจิปาถะที่ไม่ต้องการ

แบบฝึกหัด

ใช้คำนามนับไม่ได้แบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง “สิ่งของจิปาถะที่ไม่ต้องการ” เติมประโยคให้สมบูรณ์: After moving, we threw away a lot of ____ from the garage.

ดูคำตอบ

junk

Come over to my channel,

5:09

แวะมาที่ช่องของผมสิ

MinutePhysics,

5:10

MinutePhysics

and I'll tell you all about it.

5:11

แล้วผมจะเล่าทุกอย่างให้คุณฟัง

That's how the Apollo guys

5:18

นั่นคือวิธีที่พวกอะพอลโล

went to the bathroom in the command module.

5:19

ไปเข้าห้องน้ำในยานบังคับการ

How'd they do it on the lunar module?

5:22

แล้วพวกเขาทำยังไงบนยานลงจอดบนดวงจันทร์ล่ะ?

Imagine it's fairly similar.

5:23

ผมจินตนาการว่าน่าจะคล้ายๆ กันนะ

Oh.

5:25

โอ้

Do you realize that there might be poop on the Moon.

5:26

คุณรู้ไหมว่าอาจจะมีอึอยู่บนดวงจันทร์

We gotta think this through! โน้ต

5:29

เราต้องคิดเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วนนะ!

การใช้คำ

gotta สำหรับบอกความจำเป็นอย่างมากในภาษาพูดแบบกันเอง

ในประโยคนี้ gotta หมายถึง have got to หรือ have to ผู้พูดกำลังบอกว่าจำเป็นต้องคิดอย่างรอบคอบ รูปนี้สื่อถึงความจำเป็นที่หนักแน่นและเร่งด่วน หลัง gotta ต้องตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐานโดยตรง เช่น gotta think, gotta go, gotta decide รูปนี้ใช้แทนภาษาพูดที่เป็นกันเองมาก โดยไม่ออกเสียง have ใน have got to

แบบฝึกหัด

เพื่อนคนหนึ่งพูดว่า “I gotta go now.” การใช้ gotta ในสถานการณ์นี้เหมาะสมหรือไม่

  1. ไม่ใช่ gotta เหมาะสำหรับงานเขียนทางการเท่านั้น
  2. ใช่ ฟังเป็นธรรมชาติในบทสนทนาที่เป็นกันเองมาก
ดูคำตอบ

ใช่ ฟังเป็นธรรมชาติในบทสนทนาที่เป็นกันเองมาก

กริยาวลี

think this through: พิจารณาทุกส่วนให้ครบถ้วน

think this through หมายถึงพิจารณาเรื่องนั้นอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้นจนจบ รวมทั้งรายละเอียดและผลที่อาจเกิดขึ้น through เพิ่มความหมายว่าต้องคิดให้กระบวนการเสร็จสมบูรณ์ ไม่ใช่หยุดที่ความคิดแรก think through เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนามอย่าง this หรือ it ลำดับปกติคือ think + คำสรรพนาม + through เช่น think this through, think it through

แบบฝึกหัด

ใช้ think ... through ร่วมกับคำสรรพนาม it เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The plan looks promising, but let's ____ before we agree.

ดูคำตอบ

think it through

Wow.

5:31

ว้าว

I didn't even think about that.

5:32

ผมไม่ได้นึกถึงเรื่องนั้นเลย

We always talk about the other stuff that they sent.

5:33

เรามักจะพูดถึงแต่สิ่งของอื่นๆ ที่พวกเขาส่งไป

Did they leave their poop on the Moon?

5:35

พวกเขาทิ้งอึไว้บนดวงจันทร์หรือเปล่า?

I imagine they must ไวยากรณ์

5:37

ผมจินตนาการว่าพวกเขาต้อง

have because like why would you bring that back? น้ำเสียง/เจตนา

5:39

ทิ้งไว้แน่ๆ เพราะทำไมคุณถึงจะเอามันกลับมาล่ะ?

ไวยากรณ์

must have สำหรับการสรุปอย่างมั่นใจเกี่ยวกับอดีต

ในที่นี้ must have ใช้สรุปอย่างมั่นใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต ผู้พูดไม่ได้บอกถึงหน้าที่หรือความจำเป็น และ have ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของ โครงสร้างคือ must + have + กริยาช่องที่สาม การกระทำในอดีตถูกละไว้เพราะคำถามก่อนหน้าทำให้เข้าใจได้ชัดเจน ในบริบทนี้ They must have แบบสั้นหมายถึง They must have left it there ในบทสนทนา สามารถละวลีกริยาที่กล่าวซ้ำได้เมื่อผู้ฟังเติมความหมายได้ง่าย

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบของ B ด้วยวลีภาษาอังกฤษสองคำที่ใช้สรุปอย่างมั่นใจและละการกระทำในอดีตที่กล่าวไปแล้ว A: Did Lena take the last cookie? B: She ____. There are crumbs on her desk.

ดูคำตอบ

must have

น้ำเสียง/เจตนา

why would you bring that back? ในฐานะคำถามเชิงวาทศิลป์

แม้จะมีรูปเป็นคำถามที่ใช้ why แต่ผู้พูดไม่ได้ต้องการถามหาเหตุผลจริง ๆ คำถามนี้สื่อว่าการนำสิ่งนั้นกลับมาแทบไม่มีเหตุผล จึงช่วยสนับสนุนข้อสรุปก่อนหน้าว่าสิ่งนั้นถูกทิ้งไว้ที่นั่น รูปแบบ Why would you + กริยารูปพื้นฐาน...? ใช้ตั้งข้อสงสัยต่อเหตุผลหรือแรงจูงใจของการเลือกได้ โดยขึ้นอยู่กับน้ำเสียงและบริบท มักมีความหมายว่า ฉันมองไม่เห็นเหตุผลที่ดีที่จะทำอย่างนั้น

แบบฝึกหัด

ในสถานการณ์ใด Why would you do that? มีแนวโน้มเป็นการตั้งคำถามเชิงวาทศิลป์มากกว่าการขอข้อมูลจริง?

  1. เพื่อนเสนอให้ลบสำเนาเพียงชุดเดียวของไฟล์สำคัญ
  2. ครูถามหาเหตุผลที่บันทึกไว้ของการทดลองที่เสร็จแล้ว
  3. นักท่องเที่ยวถามมัคคุเทศก์อย่างสุภาพเกี่ยวกับธรรมเนียมท้องถิ่น
ดูคำตอบ

เพื่อนเสนอให้ลบสำเนาเพียงชุดเดียวของไฟล์สำคัญ

When I go hiking,

5:40

เวลาผมไปปีนเขา

I try to find the perfect spot.

5:41

ผมพยายามหาจุดที่เพอร์เฟกต์ที่สุด

That guy has won that game.

5:43

ผู้ชายคนนั้นชนะเกมนั้นไปเลย

That's like the most distant porta-john. วัฒนธรรม

5:45

นั่นเหมือนกับเป็นห้องน้ำเคลื่อนที่ที่ไกลที่สุดเลยนะ

วัฒนธรรม

Porta-John: คำเรียกห้องน้ำเคลื่อนที่แบบไม่เป็นทางการ

Porta-John เป็นคำเรียกห้องน้ำเคลื่อนที่แบบไม่เป็นทางการในอเมริกาเหนือ ชื่อนี้มาจากชื่อแบรนด์ แต่ก็ใช้เป็นคำเรียกทั่วไปด้วย ในที่นี้ John ไม่ได้หมายถึงบุคคล ในประโยคนี้ ผู้พูดพูดติดตลกโดยเปรียบอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งของภารกิจไปดวงจันทร์กับห้องน้ำเคลื่อนที่ จึงเรียกมันว่า “ห้องน้ำที่อยู่ไกลที่สุด” คำนี้ไม่ใช่ศัพท์ทางการด้านอวกาศ

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: "That's like the most distant porta-john." porta-john หมายถึงอะไร?

  1. คำเรียกห้องน้ำเคลื่อนที่แบบไม่เป็นทางการในอเมริกาเหนือ
  2. ผู้ชายชื่อ John ที่ทำงานในท่าเรือ
  3. ชื่อทางการของยานอวกาศสำหรับดวงจันทร์
ดูคำตอบ

คำเรียกห้องน้ำเคลื่อนที่แบบไม่เป็นทางการในอเมริกาเหนือ

The most distant porta-john

5:48

ห้องน้ำเคลื่อนที่ที่ไกลที่สุด

On the lunar landers on the Moon.

5:49

ในยานลงจอดบนดวงจันทร์