โทรศัพท์ของคุณเป็นส่วนหนึ่งของความคิดคุณไปแล้ว: บทเรียนภาษาอังกฤษ
CGP Grey
คำอธิบายวิดีโอ: ผู้พูดมองว่าโทรศัพท์เป็นส่วนต่อขยายของความทรงจำและอัตลักษณ์ แล้วอธิบายว่าเหตุใดบรรทัดฐานทางกฎหมายจึงสำคัญต่อความเป็นส่วนตัวในอนาคต ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. Thinking of your phone as an extension of yourself — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจประธานรูป -ing และกรอบ think of A as B สำหรับเปรียบเทียบแนวคิด 2. complicated brick structure of individual laws, each resting on what came before. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: ตามอุปมาเรื่องก้อนอิฐเพื่อเห็นว่ากฎหมายเดิมรองรับคำตัดสินใหม่อย่างไร 3. slippery slope fallacy — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทจริง: แยกผลลัพธ์ต่อเนื่องที่ไร้หลักฐานออกจากความเสี่ยงอนาคตที่มีกลไกของบรรทัดฐานรองรับ
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Thinking of your phone as an extension of yourself isn't crazy. ไวยากรณ์
0:00การคิดว่าโทรศัพท์ของคุณเป็นส่วนขยายของตัวคุณนั้นไม่ใช่เรื่องบ้า
Thinking of A as B: อนุประโยค -ing ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน
อนุประโยค -ing ทั้งหมด Thinking of your phone as an extension of yourself เป็นประธานของภาคแสดง isn't crazy อนุประโยค -ing สามารถใช้เรียกแนวคิดหรือกิจกรรมหนึ่ง ๆ ได้ ดังนั้นประโยคนี้จึงประเมินวิธีมองโทรศัพท์แบบดังกล่าว ภายในอนุประโยค think of A as B หมายถึงมองหรือเข้าใจ A ว่าเป็น B ไม่ใช่เพียงนึกถึง A โครงสร้างประธานที่นำไปใช้ต่อได้คือ Thinking of A as B + คำกริยาเอกพจน์
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้อนุประโยค -ing ที่มี think of A as B เป็นประธานได้ถูกต้อง
- Thinking of the checklist as a guide makes the task easier.
- Thinking the checklist as a guide makes the task easier.
- Thinking of the checklist a guide makes the task easier.
ดูคำตอบ
Thinking of the checklist as a guide makes the task easier.
isn't an exaggeration ... It's a statement of fact: การปฏิเสธแล้วจัดประเภทใหม่
หลังจากกล่าวข้ออ้าง isn't an exaggeration จะปฏิเสธป้ายกำกับที่เบากว่า กล่าวคือ แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดเกินจริง จากนั้น It's a statement of fact จะให้ป้ายกำกับที่หนักแน่นกว่าทันที นี่คือโครงสร้างแก้ความเข้าใจแบบ “ไม่ใช่ X แต่เป็น Y” ซึ่งนำผู้ฟังจากข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้นไปสู่การจัดประเภทอย่างหนักแน่นของผู้พูด การเรียกบางสิ่งว่า statement of fact แสดงความมั่นใจ แต่ถ้อยคำนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ข้ออ้าง
แบบฝึกหัด
ผู้พูดกำลังทำอะไรในข้อความนี้: The delay isn't a small inconvenience. It's a serious risk.?
- แสดงความไม่แน่ใจด้วยการเสนอป้ายกำกับสองอย่างที่เป็นไปได้พอ ๆ กัน
- บอกข้อเท็จจริงสองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยไม่ได้แก้ป้ายกำกับแรก
- ปฏิเสธป้ายกำกับที่เบากว่าแล้วแทนที่ด้วยป้ายกำกับที่หนักแน่นกว่า
ดูคำตอบ
ปฏิเสธป้ายกำกับที่เบากว่าแล้วแทนที่ด้วยป้ายกำกับที่หนักแน่นกว่า
Do you remember your location every minute of every day?
0:10คุณจำตำแหน่งที่คุณอยู่ได้ทุกนาทีของทุกวันไหม?
word for word: พูดซ้ำถ้อยคำเดิมทุกคำ
word for word หมายถึงการใช้ถ้อยคำเดิมทุกคำและเรียงตามลำดับเดิม ไม่ใช่เพียงบอกความหมายโดยรวม ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวบอกว่าผู้ฟังต้องจำสิ่งที่ตนพูดได้แม่นยำเพียงใด โดยต้องจำถ้อยคำเดิมได้ตรงทุกคำ
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนที่หมายถึง “โดยใช้ถ้อยคำเดิมทุกคำ” ลงในประโยค: She repeated the witness's statement ____.
ดูคำตอบ
word for word
entire holidays would slide out of your mind. สำนวน
0:20ความทรงจำช่วงวันหยุดทั้งวันหยุดคงเลือนหายไปจากสมองของคุณ
slide out of your mind: ความทรงจำที่ค่อย ๆ หายไปอย่างเงียบ ๆ
slide out of your mind เป็นอุปมาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่สื่อว่าความทรงจำค่อย ๆ หายไปอย่างเงียบ ๆ วันหยุดไม่ได้เลื่อนไปที่อื่นจริง ๆ ในประโยคนี้ without photos กำหนดเงื่อนไข และ would บอกผลลัพธ์ที่สมมุติขึ้น นั่นคือประสบการณ์ทั้งช่วงอาจเลือนหายจากความทรงจำก่อนที่คุณจะรู้ตัว คำว่า slide ทำให้การลืมดูราบรื่นและแทบไม่เป็นที่สังเกต
แบบฝึกหัด
ในประโยค 'Without a diary, those summer days might slide out of my mind,' คำว่า slide out of my mind หมายถึงอะไร
- ความทรงจำอาจค่อย ๆ หายไปโดยที่ฉันไม่ทันสังเกต
- วันเหล่านั้นอาจเลื่อนไถลออกไปจริง ๆ
- ฉันอาจลืมนัดหนึ่งไปชั่วครู่
ดูคำตอบ
ความทรงจำอาจค่อย ๆ หายไปโดยที่ฉันไม่ทันสังเกต
While paperwork that tracks us has existed since papyrus
0:22แม้ว่าเอกสารที่ติดตามเราจะมีมาตั้งแต่สมัยกระดาษปาปิรุส
without people feeling like those hieroglyphs
0:25โดยที่ผู้คนไม่ได้รู้สึกว่าอักษรเฮียโรกลิฟิกเหล่านั้น
a difference of amount becomes a difference of kind. ลำดับความ
0:34ความแตกต่างของปริมาณก็กลายเป็นความแตกต่างของชนิด
ความแตกต่างด้านปริมาณกลายเป็นความแตกต่างด้านลักษณะ
โครงสร้างคู่ขนาน “a difference of X becomes a difference of Y” จัดลำดับข้อสรุปเป็นการเปลี่ยนจากปริมาณไปสู่คุณภาพ “Amount” หมายถึงมีมากเท่าใดหรือกี่ชิ้น ส่วน “kind” หมายถึงลักษณะหรือประเภทของสิ่งนั้น ไม่ใช่เพียงปริมาณอีกจำนวนหนึ่ง ประโยคนี้เสนอว่าเมื่อปริมาณเพิ่มขึ้นมากพอ ผลลัพธ์จะไม่ได้ทำงานเหมือนสิ่งเดิมที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น การใช้รูปประโยคซ้ำกันทำให้การเปลี่ยนจาก amount ไปเป็น kind เด่นชัดในฐานะข้อสรุปของเหตุผล
แบบฝึกหัด
ประโยค “A difference of amount becomes a difference of kind” เสนอแนวคิดใด
- ทุกครั้งที่ปริมาณเพิ่มขึ้น จะเกิดวัตถุใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับของเดิมเลย
- การเปลี่ยนแปลงด้านปริมาณที่มากพออาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพหรือประเภทได้
- สองสิ่งแตกต่างกันเพียงเพราะสิ่งหนึ่งมีจำนวนมากกว่า
ดูคำตอบ
การเปลี่ยนแปลงด้านปริมาณที่มากพออาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านคุณภาพหรือประเภทได้
ห่างออกไปหนึ่งช่วงแขน
An arm's reach คือระยะโดยประมาณที่เอื้อมถึงได้เมื่อเหยียดแขนข้างหนึ่งออกไป ในวลีเต็ม “more than an arm's reach away” โทรศัพท์อยู่นอกบริเวณใกล้ตัวที่สามารถหยิบได้ง่าย Away ใช้บอกระยะห่างจากบุคคลหรือจุดอ้างอิง ส่วน more than ที่อยู่ข้างหน้าทำให้ความหมายตรงข้ามกับ within arm's reach คำถามจึงถามว่าโทรศัพท์ไม่ได้อยู่ใกล้พอให้เอื้อมถึงทันทีเป็นเวลานานกี่ชั่วโมง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสี่คำจากบทเรียนที่เกี่ยวกับ arm's reach และลงท้ายด้วย away: My notebook is only ____, so I can grab it without standing up.
ดูคำตอบ
an arm's reach away
Given the choice to ... you'd probably pick the former: เสนอทางเลือกสมมุติและเลือกอย่างแรก
Given the choice to do A or (to) do B ใช้เสนอการกระทำสองอย่างเป็นตัวเลือกในสถานการณ์สมมุติ หมายถึง “ถ้าคุณเลือกได้ระหว่าง A กับ B” ไม่ได้หมายความว่ามีใครมอบสิ่งของบางอย่างให้คุณจริง ๆ ประโยคหลักใช้ would ในรูปย่อ you'd เพื่อบอกการตัดสินใจที่น่าจะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขนั้น the former ย้อนกลับไปหมายถึงตัวเลือกแรก คือให้คนอื่นอ่านใจคุณ ส่วน the latter จะหมายถึงตัวเลือกที่สอง
แบบฝึกหัด
Maya ชอบนั่งรถไฟมากกว่าขับรถ ประโยคใดเสนอสองตัวเลือกตามลำดับนี้อย่างถูกต้องและบอกสิ่งที่เธอน่าจะเลือก
- Given the choice to take the train or drive, she'd probably avoid the former.
- Given the choice to take the train or drive, she'd probably pick the former.
- Given the choice to take the train or drive, she'd probably pick the latter.
ดูคำตอบ
Given the choice to take the train or drive, she'd probably pick the former.
much of it wrong, all of it lossy: ขยายขอบเขตด้วยโครงสร้างขนาน
วลีสั้นสองวลีนี้เพิ่มคำอธิบายเกี่ยวกับข้อมูลในสมองด้วยรูปแบบที่เหมือนกัน โครงสร้างขนานนี้ละคำที่ซ้ำกันไว้: much of it [is] wrong; all of it [is] lossy การใช้ of it ซ้ำพร้อมเปลี่ยน much เป็น all ทำให้ข้อกล่าวอ้างเข้มข้นขึ้น กล่าวคือข้อมูลส่วนใหญ่อาจไม่ถูกต้อง แต่ข้อมูลทั้งหมดสูญเสียรายละเอียดบางส่วนไป lossy ยืมมาจากศัพท์ด้านการบีบอัดข้อมูล ในที่นี้ใช้บรรยายความทรงจำที่เก็บรายละเอียดไว้ไม่ครบ
แบบฝึกหัด
โครงสร้าง “much of it wrong, all of it lossy” สื่อความหมายอย่างไร
- มีเพียงข้อมูลส่วนน้อยที่ผิด และไม่มีข้อมูลใดสูญเสียรายละเอียด
- ข้อมูลทั้งหมดผิด และมีเพียงข้อมูลส่วนใหญ่ที่สูญเสียรายละเอียด
- ข้อมูลส่วนใหญ่ผิด และข้อมูลทั้งหมดสูญเสียรายละเอียดบางส่วนไป
ดูคำตอบ
ข้อมูลส่วนใหญ่ผิด และข้อมูลทั้งหมดสูญเสียรายละเอียดบางส่วนไป
It's easy to forget what kind of embarrassment your phone contains
0:59มันง่ายมากที่จะลืมว่าโทรศัพท์ของคุณมีความน่าอายอะไรซ่อนอยู่บ้าง
as you discover when someone flips through a bunch of photos กริยาวลี
1:05อย่างที่คุณค้นพบเมื่อมีคนเลื่อนดูรูปถ่ายมากมาย
ใช้ flip through เพื่อบอกว่าดูอย่างรวดเร็ว
ในประโยคนี้ flips through หมายถึงการดูรูปภาพหลายรูปอย่างรวดเร็ว โดยเลื่อนจากรูปหนึ่งไปอีกรูปหนึ่งโดยไม่พิจารณาแต่ละรูปอย่างละเอียด คำว่า flip ในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี flip through ไม่ได้หมายถึงการพลิกรูปแต่ละใบให้หงายอีกด้านหรือกลับหัว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ flip through: While waiting for the dentist, Leo ____ a comic book without reading every page.
ดูคำตอบ
flipped through
you thought were safe but suddenly discover aren't. ไวยากรณ์
1:08ที่คุณคิดว่าปลอดภัยแต่จู่ๆก็พบว่ามันไม่ใช่เลย
you thought were safe but suddenly discover aren't: photos ที่ใช้ร่วมกันและ safe ที่ถูกละ
คำนาม photos ถูกละไว้แต่ต้องเข้าใจว่ามีอยู่ในทั้งสองส่วน ได้แก่ photos [that] you thought were safe และ [that] you suddenly discover aren't safe ในทั้งสองส่วน you คือผู้ที่คิดหรือค้นพบ ส่วน photos คือสิ่งที่ถูกบอกว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย และไม่มีการออกเสียงคำเชื่อมความสัมพันธ์ that คำว่า aren't ท้ายประโยคย่อมาจาก aren't safe การละคำคุณศัพท์ safe ที่ซ้ำกันทำให้ประโยคกระชับ และเน้นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เคยเชื่อกับสิ่งที่ค้นพบภายหลัง
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดขยายความหมายของ “photos you thought were safe but suddenly discover aren't” ได้ถูกต้อง?
- You thought the photos weren't safe, but you suddenly discover that they are safe.
- You thought the photos were safe, but you suddenly discover that the photos aren't safe.
- The photos thought you were safe, but they suddenly discover that you aren't safe.
ดูคำตอบ
You thought the photos were safe, but you suddenly discover that the photos aren't safe.
And while the phone now is an extension of the self,
1:11และในขณะที่โทรศัพท์ตอนนี้เป็นส่วนขยายของตัวตน
know where this is going: คาดการณ์ว่าสถานการณ์จะดำเนินไปอย่างไร
ในประโยคนี้ know where this is going หมายถึง “สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์หรือแนวโน้มปัจจุบันจะพัฒนาไปอย่างไร” โดย where ชี้ถึงผลลัพธ์ที่คาดไว้ ไม่ใช่จุดหมายทางกายภาพ ผู้พูดมักใช้รูปแบบนี้เมื่อสัญญาณต่าง ๆ ชี้ไปยังขั้นตอนถัดไปที่น่าจะเกิดขึ้นแล้ว ในที่นี้ รูปแบบดังกล่าวบอกว่าความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างโทรศัพท์กับตัวตนทำให้คาดเดาสิ่งที่จะพูดต่อไปได้ไม่ยาก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์นี้จะพัฒนาไปอย่างไร”: The coach is listing all our mistakes, and I ____.
ดูคำตอบ
know where this is going
will eventually be as quasi-mandatory as a phone is today ไวยากรณ์
1:17ในที่สุดก็จะกลายเป็นสิ่งกึ่งบังคับเช่นเดียวกับโทรศัพท์ในปัจจุบัน
as quasi-mandatory as: การเปรียบเทียบระดับเท่ากันที่มีคำลดระดับ
โครงสร้าง as + คำคุณศัพท์ + as ใช้เปรียบเทียบสองสิ่งว่ามีระดับเท่ากัน ในที่นี้ ผู้พูดคาดการณ์ว่าชิปในอนาคตจะมีสถานะใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องมีพอ ๆ กับโทรศัพท์ในปัจจุบัน คำเติมหน้า quasi- หมายถึง “เกือบจะเป็นเช่นนั้น แต่ยังไม่สมบูรณ์หรือไม่ได้เป็นทางการ” ดังนั้น quasi-mandatory จึงหมายถึงสิ่งที่กฎหมายหรือกฎอาจไม่ได้บังคับ แต่เป็นที่คาดหวังหรือมีประโยชน์มากจนรู้สึกว่าแทบจะจำเป็น
แบบฝึกหัด
เติมการเปรียบเทียบระดับเท่ากันโดยใช้ quasi-mandatory: For many office workers, biometric login may become ____ email is today.
ดูคำตอบ
as quasi-mandatory as
and avoiding one will make you seem Amish. โน้ต
1:21และการหลีกเลี่ยงที่จะใช้มันจะทำให้คุณดูเหมือนพวกเอมิช
make you seem: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน
ใน make you seem Amish คำว่า make หมายถึงทำให้เกิดผลลัพธ์ you เป็นกรรม และ seem เป็นกริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to โครงสร้างคือ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน โครงสร้างนี้ไม่ได้หมายถึงการบังคับให้คุณตั้งใจทำบางอย่าง แต่หมายถึงว่าการเลือกอย่างหนึ่งส่งผลต่อความประทับใจที่คนอื่นมีต่อคุณ ในโครงสร้างแบบ active นี้ไม่เติม to หน้า seem จึงใช้ make you seem ไม่ใช่ make you to seem
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ make กรรม you และ seem รูปพื้นฐานที่ไม่มี to: Wearing muddy shoes to the ceremony can ____ careless.
ดูคำตอบ
make you seem
ความหมายทางวัฒนธรรมของ Amish ใน seem Amish
Amish เป็นชื่อเฉพาะของกลุ่มวัฒนธรรมและศาสนาคริสต์ที่มีอยู่จริงในอเมริกาเหนือ กลุ่มนี้เป็นที่รู้จักเรื่องวิถีชีวิตเรียบง่ายและการตัดสินใจอย่างรอบคอบร่วมกันในชุมชนเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ แนวปฏิบัติของแต่ละชุมชนอามิชแตกต่างกัน ดังนั้น Amish จึงไม่ใช่คำคุณศัพท์ทั่วไปที่หมายถึงล้าสมัยหรือต่อต้านเทคโนโลยีทุกอย่าง ในประโยคนี้ seem Amish เป็นการเปรียบเทียบทางวัฒนธรรมแบบเกินจริง โดยสื่อว่าการปฏิเสธชิปจะทำให้คนคนหนึ่งดูห่างไกลจากวิถีชีวิตที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหลัก มุกนี้ใช้ภาพจำที่คนทั่วไปรู้จักเพื่อแสดงแรงกดดันทางสังคม ไม่ใช่คำบรรยายที่ถูกต้องเกี่ยวกับชาวอามิชทุกคน
แบบฝึกหัด
ตัดสิน: การเรียกเพื่อนร่วมชั้นว่า Amish เพียงเพราะเขาเลือกไม่ใช้สมาร์ตโฟน เป็นคำพูดที่ให้เกียรติและถูกต้อง
- ไม่เหมาะสม
- เหมาะสม
ดูคำตอบ
ไม่เหมาะสม
If we don't protect our most intimate digital devices
1:24หากเราไม่ปกป้องอุปกรณ์ดิจิทัลที่เป็นส่วนตัวที่สุดของเรา
we're going to be in some scary places in the future
1:29เรากำลังจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัวในอนาคต
โครงสร้างอิฐของกฎหมายที่วางอยู่บนสิ่งที่มีมาก่อน
ประโยคนี้ขยายภาพเปรียบเทียบเกี่ยวกับการก่อสร้าง ระบบกฎหมายถูกวาดภาพให้เป็นโครงสร้างอิฐที่ซับซ้อน ส่วนกฎหมายแต่ละฉบับก็คืออิฐแต่ละก้อนที่ประกอบกันเป็นโครงสร้างทั้งหมด Each resting on what came before หมายถึงกฎหมายแต่ละฉบับอาศัยกฎหมายและบรรทัดฐานทางกฎหมายที่มีมาก่อน เหมือนอิฐก้อนหนึ่งที่มีอิฐด้านล่างรองรับอยู่ ระบบจึงเติบโตด้วยการสะสมต่อยอด ไม่ได้เริ่มใหม่จากศูนย์ทุกครั้ง
แบบฝึกหัด
ภาพเปรียบเทียบเกี่ยวกับการก่อสร้างนี้บอกอะไรเกี่ยวกับระบบกฎหมาย?
- บอกว่ากฎหมายเขียนอยู่บนอิฐภายในอาคารศาล
- เปรียบระบบกฎหมายเป็นโครงสร้างที่สร้างต่อขึ้นไปทีละชั้นจากกฎหมายที่มีอยู่ก่อน
- บอกว่ากฎหมายแต่ละฉบับแยกจากกันและไม่ต้องอาศัยกฎหมายเก่า
ดูคำตอบ
เปรียบระบบกฎหมายเป็นโครงสร้างที่สร้างต่อขึ้นไปทีละชั้นจากกฎหมายที่มีอยู่ก่อน
การแก้คำอธิบายสาเหตุด้วย not by X, but by Y
รูปแบบ not by X, but by Y จะปฏิเสธคำอธิบายหนึ่งก่อน แล้วจึงแทนที่ด้วยคำอธิบายที่ผู้พูดต้องการเสนอ ในที่นี้ by insanity คือคำอธิบายที่ถูกปฏิเสธ ส่วน by design บอกว่าการปฏิบัตินี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมายที่ถูกกำหนดไว้อย่างจงใจ การเปรียบต่างที่วางขนานกันนี้พาผู้ฟังจากความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นไปสู่สาเหตุที่แท้จริง รูปแบบนี้กระชับและเน้นย้ำ จึงเหมาะสำหรับแก้คำอธิบายเกี่ยวกับการกระทำ ผลลัพธ์ หรือระบบ
แบบฝึกหัด
เติมคำเพื่อแก้ข้อความโดยใช้โครงสร้างขนานแบบเดียวกัน: The unusual shape was chosen ____ chance, ____ design.
ดูคำตอบ
not by · but by
And it's why people freak out over court cases กริยาวลี
1:46และนี่คือเหตุผลที่ผู้คนตื่นตระหนกกับคดีในศาล
freak out over: ตอบสนองอย่างรุนแรงเพราะบางสิ่ง
ในประโยคนี้ freak out หมายถึงการตอบสนองอย่างรุนแรงด้วยความกลัว ความตื่นตระหนก หรือความกระวนกระวาย ส่วนบุพบท over ใช้บอกสิ่งที่ทำให้เกิดปฏิกิริยานั้น ดังนั้น over court cases จึงหมายถึง “เพราะหรือเกี่ยวกับคดีในศาล” ไม่ได้หมายถึง “จบแล้ว” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ freak out over + คำนามหรือรูป -ing ซึ่งสื่อถึงปฏิกิริยาที่รุนแรงและควบคุมอารมณ์ได้น้อยกว่าความกังวลทั่วไปมาก
แบบฝึกหัด
Maya ตื่นตระหนกอย่างรุนแรงทันทีเพราะสมุดของเธอหายไป ประโยคใดตรงกับความหมายนี้มากที่สุดในน้ำเสียงที่ไม่เป็นทางการ
- Maya was mildly concerned about her missing notebook.
- Maya freaked out over her missing notebook.
- Maya forgot about her missing notebook.
ดูคำตอบ
Maya freaked out over her missing notebook.
To argue X is to argue Y: ความเท่าเทียมกันทางตรรกะ
รูปแบบ To argue X is to argue Y ใช้ตัดสินว่าสองแนวคิดมีความหมายเทียบเท่ากัน วลี infinitive To argue X ทำหน้าที่เป็นประธาน ส่วน is to argue Y เป็นส่วนเติมเต็มประธาน ความหมายคือการเสนอข้ออ้าง X ในทางตรรกะเท่ากับการยืนอยู่ในจุดยืน Y ในที่นี้ คำที่อยู่ระหว่างสองส่วนที่เน้นคือข้ออ้างที่กำลังถูกพิจารณา ดังนั้น To argue ตอนต้นจึงไม่ใช่วลีบอกจุดประสงค์ที่หมายถึง “เพื่อโต้แย้ง” ส่วน is to argue ที่ตามมาทำให้โครงสร้างเทียบเท่านี้สมบูรณ์
แบบฝึกหัด
เติมรูปแบบแสดงความเทียบเท่า To argue X is to argue Y ให้สมบูรณ์: To argue that evidence never matters ____ argue against fact-checking.
ดูคำตอบ
is to
Like a chess player saying...: การเรียบเรียงข้อโต้แย้งด้วยการเปรียบเทียบ
Like ในที่นี้ใช้เปิดการเปรียบเทียบ ลองนึกถึงนักเล่นหมากรุกที่บอกคู่แข่งว่าตาที่เดินอยู่ตอนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตาหลังจากนี้เลย ในการเปรียบเทียบนี้ this move ตรงกับการตัดสินใจในปัจจุบัน ส่วน future moves ตรงกับการตัดสินใจที่อาจตามมา ฉากหมากรุกทำให้มองเห็นสายโซ่ของผลที่ตามมาซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมได้ง่ายขึ้น เพราะการเดินหนึ่งตาจะเปลี่ยนสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อไป การเปรียบเทียบนี้จึงสนับสนุนข้อโต้แย้งว่าเราไม่อาจแยกการตัดสินใจปัจจุบันออกจากผลกระทบในอนาคตได้
แบบฝึกหัด
การเปรียบเทียบกับหมากรุกทำหน้าที่อะไรในข้อโต้แย้งนี้
- เปลี่ยนข้อกล่าวอ้างเชิงนามธรรมเกี่ยวกับผลทางกฎหมายให้เป็นฉากเกมที่แต่ละตาเชื่อมโยงกัน
- เปลี่ยนหัวข้อจากกฎหมายไปเป็นกติกาของการแข่งขันหมากรุกจริง
- กล่าวว่าการตัดสินใจในอนาคตสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำเสมอ
ดูคำตอบ
เปลี่ยนข้อกล่าวอ้างเชิงนามธรรมเกี่ยวกับผลทางกฎหมายให้เป็นฉากเกมที่แต่ละตาเชื่อมโยงกัน
That's not how any of this works: การแก้ไขแบบปฏิเสธทั้งหมดอย่างหนักแน่น
That's not how ... works ใช้ปฏิเสธคำอธิบายโดยบอกว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิดว่ากระบวนการหรือระบบนั้นทำงานจริง ๆ อย่างไร ในที่นี้ any of this ขยายขอบเขตการปฏิเสธ กล่าวคือ ผู้พูดไม่ได้แก้เพียงรายละเอียดเล็ก ๆ จุดเดียว แต่ปฏิเสธความเข้าใจโดยรวมของอีกฝ่าย ประโยคนี้ยังแสดงท่าทีของผู้พูดด้วย ในบริบทนี้ ประโยคดังกล่าวปิดท้ายการโต้แย้งด้วยความมั่นใจและความไม่อดทน โดยมีความหมายคร่าว ๆ ว่า “ความเข้าใจทั้งหมดของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ผิด”
แบบฝึกหัด
ตัดสิน: คุณพูดว่า “That's not how any of this works.” กับเพื่อนร่วมงานคนใหม่หลังจากเขาทำผิดเล็กน้อย นี่เป็นการแก้ไขที่สุภาพและเป็นกลางหรือไม่
- ไม่ใช่ เป็นการปฏิเสธในวงกว้างและอาจฟังดูไม่อดทนหรือวางตัวเหนือกว่า
- ใช่ เป็นการแก้ไขที่สุภาพและเป็นกลาง
ดูคำตอบ
ไม่ใช่ เป็นการปฏิเสธในวงกว้างและอาจฟังดูไม่อดทนหรือวางตัวเหนือกว่า
300 years ago someone writes a law about papers in your house ไวยากรณ์
2:11เมื่อ 300 ปีก่อนมีคนเขียนกฎหมายเกี่ยวกับกระดาษในบ้านของคุณ
writes หลัง 300 years ago: ปัจจุบันกาลเชิงประวัติศาสตร์
แม้ writes จะอยู่ในรูปปัจจุบันกาล แต่ 300 years ago ระบุชัดว่าการเขียนกฎหมายเกิดขึ้นในอดีต ผู้พูดใช้ปัจจุบันกาลเชิงประวัติศาสตร์ โดยเล่าเหตุการณ์ในอดีตด้วยปัจจุบันกาลเพื่อให้คำอธิบายดูใกล้ตัว ราวกับเรากำลังเห็นแต่ละขั้นตอนเกิดขึ้น เวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้นไม่ได้เปลี่ยนเป็นปัจจุบัน ในการเล่าเรื่องหรืออธิบายทีละขั้น ผู้พูดอาจใช้รูปปัจจุบันต่อเนื่องเพื่อเล่าเหตุการณ์ในอดีต แต่การบอกเล่าประวัติศาสตร์แบบเป็นกลางมักใช้ wrote
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้น 300 years ago แล้วทำไม writes จึงอยู่ในรูปปัจจุบันกาล?
- เพื่อบอกว่ากฎหมายกำลังถูกเขียนขึ้นในตอนนี้
- เพื่อทำให้เหตุการณ์ในอดีตดูเหมือนอยู่ตรงหน้าในขณะที่คำอธิบายดำเนินไป
- เพื่อแสดงว่าผู้เขียนเขียนกฎหมายฉบับเดิมทุกวัน
ดูคำตอบ
เพื่อทำให้เหตุการณ์ในอดีตดูเหมือนอยู่ตรงหน้าในขณะที่คำอธิบายดำเนินไป
At a time when + เงื่อนไขเบื้องหลัง
at a time when ใช้นำเข้าสู่ช่วงเวลาที่กำหนดลักษณะด้วยเงื่อนไขในอนุประโยค when ในที่นี้ เงื่อนไขนั้นอธิบายสังคมที่กระดาษและหนังสือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และประชากรครึ่งหนึ่งอ่านหนังสือไม่ออก วลีนี้ไม่ได้หมายถึงเวลาที่ระบุบนหน้าปัดนาฬิกา ใช้โครงสร้าง เหตุการณ์ + at a time when + เงื่อนไขเบื้องหลัง เพื่อแสดงว่าโลกในช่วงที่เกิดเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไร
แบบฝึกหัด
วลีใดเติมประโยคได้ดีที่สุดและทำให้อนุประโยคถัดไปเป็นภูมิหลังทางประวัติศาสตร์? The hospital opened ___ few homes had electricity.
- at the clock when
- at a time when
- at a place where
ดูคำตอบ
at a time when
“was” ที่ละไว้ใน “half the population illiterate”
ประโยคนี้เชื่อมสภาวะสองอย่างแบบขนานกันภายในอนุประโยค when ได้แก่ papers and books were luxury items และ half the population [was] illiterate แม้จะไม่ได้พูดหรือเขียน was ตัวที่สอง แต่เราสามารถเข้าใจและเติมได้จากโครงสร้างขนาน การละคำเช่นนี้ทำให้การเรียงข้อมูลกระชับและมีชั้นเชิงมากขึ้น เมื่ออ่านประโยคขนานที่ย่อไว้ ให้ตรวจดูว่ากริยาเชื่อมจากส่วนแรกสามารถนำไปเติมส่วนที่สองได้หรือไม่
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ มีกริยาใดที่เข้าใจว่าถูกละไว้หน้า“unable”? It was an era when medicine was expensive and many people unable to see a doctor.
- had
- were
- did
ดูคำตอบ
were
and then it's applied to millions of intangible files on your phone,
2:18แล้วมันก็ถูกนำมาใช้กับไฟล์ที่จับต้องไม่ได้หลายล้านไฟล์ในโทรศัพท์ของคุณ
which in aggregate record every detail of your life. การใช้คำ
2:21ซึ่งโดยรวมแล้วได้บันทึกทุกรายละเอียดในชีวิตของคุณ
วลีทางการ“in aggregate”
In aggregate หมายถึง“เมื่อพิจารณารายการที่แยกกันทั้งหมดรวมกัน” ในที่นี้ไฟล์เดียวไม่จำเป็นต้องบันทึกทั้งชีวิต แต่ไฟล์หลายล้านไฟล์เมื่อรวมกันอาจบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ ของชีวิตได้ วลีนี้เปลี่ยนมุมมองจากรายการแต่ละรายการไปสู่ผลรวมที่รายการเหล่านั้นสร้างร่วมกัน และทำหน้าที่เป็นวลีวิเศษณ์ที่ขยาย record
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีทางการสองคำที่หมายถึง“เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดรวมกัน”: The changes are small, but ____ they significantly reduce energy use.
ดูคำตอบ
in aggregate
but either way the modern law is built atop the old. ลำดับความ
2:26แต่ไม่ว่าจะอย่างไร กฎหมายสมัยใหม่ก็ถูกสร้างขึ้นบนกฎหมายเก่า
but either way: ข้อสรุปยังคงเหมือนเดิม
ส่วน Maybe you think that's good และ maybe you don't แสดงความเห็นสองแบบที่ตรงข้ามกัน But either way ปิดสองทางเลือกนี้และบอกว่า ข้อความถัดไปยังเป็นจริงไม่ว่าจะเลือกความเห็นใด ในที่นี้ way หมายถึง “ความเป็นไปได้” หรือ “กรณี” ไม่ใช่วิธีทำสิ่งใด วลีนี้แยกความเห็นที่ถกเถียงกันได้ออกจากข้อสรุปที่ไม่ขึ้นอยู่กับความเห็นนั้น
แบบฝึกหัด
เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่แสดงว่าเวลามาถึงไม่เปลี่ยนตามทางเลือก: We can take the bus or walk. ____, we'll arrive before noon.
ดูคำตอบ
Either way
precedent-setting law: กฎหมายที่กำหนดแนวทางให้การตัดสินใจภายหลัง
Precedent-setting เป็นคำคุณศัพท์ประสมที่หมายถึง “การสร้างบรรทัดฐาน” กฎหมายที่เรียกว่า precedent-setting อาจกลายเป็นหลักอ้างอิงหรือแบบอย่างสำหรับคดี กฎหมาย หรือกฎทางกฎหมายในภายหลัง ดังนั้นผลกระทบจึงอาจกว้างกว่าประเด็นเฉพาะหน้า เครื่องหมายยัติภังค์ทำให้ precedent และ setting ทำงานร่วมกันเป็นคำคุณศัพท์หน้า law คำว่า setting มองไปข้างหน้า คือกฎหมายช่วยสร้างบรรทัดฐาน ไม่ใช่แค่ทำตามบรรทัดฐานเดิม
แบบฝึกหัด
คำตัดสินใหม่ของศาลจะเป็นแนวทางให้ผู้พิพากษาในคดีลักษณะคล้ายกันในอนาคต วลีใดอธิบายคำตัดสินนี้ได้ดีที่สุด?
- a record-setting ruling
- a ruling based on an earlier precedent
- a precedent-setting ruling
ดูคำตอบ
a precedent-setting ruling
and why slippery slope fallacy does not apply here. วัฒนธรรม
2:34และเหตุใดตรรกะวิบัติแบบทางลาดลื่นจึงใช้ไม่ได้กับที่นี่
ตรรกวิบัติทางลาดลื่น
ตรรกวิบัติทางลาดลื่นคือการอ้างว่า ก้าวเล็ก ๆ หนึ่งก้าวจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงขึ้นเป็นทอด ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอรองรับความเชื่อมโยงแต่ละขั้น ในที่นี้ การกล่าวถึงกฎหมายในอนาคตไม่ได้ทำให้เหตุผลนั้นเป็นตรรกวิบัติโดยอัตโนมัติ ข้อโต้แย้งนี้ชี้ให้เห็นกลไกเชื่อมโยงที่มีอยู่จริง คือกฎหมายฉบับหลังสามารถอาศัยและอ้างถึงบรรทัดฐานทางกฎหมายเดิมได้ คำถามสำคัญคือสายโซ่ที่คาดการณ์ไว้มีความเชื่อมโยงที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ไม่ใช่เพียงว่ามีการกล่าวถึงผลเสียในอนาคตหรือไม่
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของตรรกวิบัติทางลาดลื่น
- คำตัดสินของศาลอาจมีอิทธิพลต่อคดีภายหลัง เพราะผู้พิพากษาสามารถอ้างถึงบรรทัดฐานเดิมได้
- ถ้าอนุญาตให้นักเรียนคนหนึ่งส่งงานช้าหนึ่งครั้ง ไม่นานก็จะไม่มีใครทำตามกำหนดส่ง และทั้งโรงเรียนจะเลิกให้การบ้าน
- ถ้าอุณหภูมิลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง น้ำที่วางไว้นอกอาคารอาจแข็งตัว
ดูคำตอบ
ถ้าอนุญาตให้นักเรียนคนหนึ่งส่งงานช้าหนึ่งครั้ง ไม่นานก็จะไม่มีใครทำตามกำหนดส่ง และทั้งโรงเรียนจะเลิกให้การบ้าน
โครงสร้าง Thinking about X is thinking about Y
ประโยคนี้ใช้กรอบเดิมซ้ำทั้งสองข้างของ is คือ Thinking about X is thinking about Y การวาง today's law และ future law ไว้ในตำแหน่งที่สอดคล้องกันทำให้เกิดโครงสร้างขนาน จึงทำให้ข้อสรุปหลักกระชับและจดจำง่าย ในที่นี้ is แสดงถึงความเชื่อมโยงในทางปฏิบัติ ไม่ได้หมายความว่าสองสิ่งเหมือนกันทุกอย่างตามตัวอักษร ประเด็นคือเมื่อพิจารณากฎหมายที่สร้างขึ้นในวันนี้ ก็ต้องพิจารณาด้วยว่ากฎหมายนั้นอาจกำหนดกฎหมายในภายหลังอย่างไร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกรอบสะท้อนกันแบบตรงตาม Thinking about X is thinking about Y: Thinking about today's energy use ____ tomorrow's climate.
ดูคำตอบ
is thinking about
is unavoidably about access to your mind tomorrow.
2:44ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการเข้าถึงจิตใจของคุณในวันพรุ่งนี้
กรอบแบบขนาน: access to ... today ... access to ... tomorrow
การใช้ access to ซ้ำสร้างกรอบแบบขนาน โดยนำ access to your phone today มาเปรียบต่างกับ access to your mind tomorrow สิ่งที่ถูกเข้าถึงและคำบอกเวลาที่วางคู่กันช่วยพาแนวคิดจากประเด็นความเป็นส่วนตัวในปัจจุบันไปสู่ประเด็นในอนาคต ในที่นี้ is unavoidably about หมายความว่า ในเหตุผลชุดนี้ ประเด็นแรกไม่อาจแยกจากประเด็นที่สองได้ ประโยคจบด้วยข้อยืนยันที่หนักแน่นเกี่ยวกับหลักการที่กว้างกว่า ไม่ได้หมายความว่าการตรวจโทรศัพท์วันนี้จะอ่านใจคนได้จริง ๆ
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดบอกได้ดีที่สุดว่าประโยคนี้จัดวางข้อสรุปสุดท้ายอย่างไร
- ประโยคนี้อ้างว่าโทรศัพท์สามารถอ่านใจคนได้แล้วในวันนี้
- ประโยคนี้ใช้ access to ซ้ำและเปรียบต่าง today กับ tomorrow เพื่อเชื่อมความเป็นส่วนตัวของโทรศัพท์ในปัจจุบันเข้ากับความเป็นส่วนตัวทางความคิดในอนาคต
- ประโยคนี้นำเสนอการเข้าถึงโทรศัพท์และการเข้าถึงความคิดเป็นหัวข้อเทคโนโลยีสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ดูคำตอบ
ประโยคนี้ใช้ access to ซ้ำและเปรียบต่าง today กับ tomorrow เพื่อเชื่อมความเป็นส่วนตัวของโทรศัพท์ในปัจจุบันเข้ากับความเป็นส่วนตัวทางความคิดในอนาคต