10 เรื่องจริง - การสบถ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

LEMMiNO

ความยากในการเรียน
799 คำ 182 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: เนื้อหาเชื่อมโยงคำสบถของเด็ก การทดลองความเจ็บปวด ที่มาของคำ การ์ตูน ท่าทาง หน้าที่ทางสังคม และมุกปิดท้ายที่หยาบคาย ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. for as long as they could. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: บอกเวลาสูงสุดที่ผู้เข้าร่วมทนได้ และใช้กับการกระทำที่ดำเนินจนถึงขีดจำกัดของบุคคล 2. grawlix. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทจริง: ชื่อของชุดสัญลักษณ์แทนคำสบถในการ์ตูน ช่วยให้ระบุและอธิบายภาษาหยาบที่ถูกปิดบังได้ 3. don't have any fucks to give. — สำนวนและถ้อยคำเปรียบเทียบ: แสดงว่าไม่สนใจเลยด้วยภาษาที่หยาบมาก ช่วยให้เข้าใจมุกปิดท้าย และรู้ว่าควรหลีกเลี่ยงในสถานการณ์สุภาพหรือที่ทำงาน

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Most children learn to swear before they can even recite the alphabet.

0:20

เด็กส่วนใหญ่เรียนรู้ที่จะพูดคำหยาบก่อนที่พวกเขาจะท่องตัวอักษรได้เสียอีก

Usually, a child knows at least one swear word by the age of two.

0:24

โดยปกติแล้ว เด็กจะรู้จักคำหยาบอย่างน้อยหนึ่งคำเมื่ออายุสองขวบ

On average, typical speakers roughly use about 15,000 words per day. ไวยากรณ์

0:31

โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้พูดทั่วไปใช้คำศัพท์ประมาณ 15,000 คำต่อวัน

ไวยากรณ์

roughly use about: เลือกคำบอกค่าประมาณเพียงคำเดียว

ในประโยคนี้ roughly และ about ต่างก็ระบุว่า 15,000 เป็นค่าประมาณ การใช้ทั้งสองคำกับตัวเลขเดียวกันยังพอเข้าใจได้ในการพูดสด แต่เป็นการทำหน้าที่ซ้ำกัน ถ้าต้องการให้ชัดเจน ให้เลือกคำบอกค่าประมาณเพียงคำเดียวและวางไว้หน้าตัวเลขโดยตรง: typical speakers use about 15,000 words per day หรือ typical speakers use roughly 15,000 words per day อย่าจำ roughly ... about ว่าเป็นคู่คำตายตัว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกค่าประมาณได้ชัดเจนและกระชับที่สุด

  1. Typical speakers roughly use about 15,000 words per day.
  2. Typical speakers use about 15,000 words per day.
  3. Typical speakers use exactly about 15,000 words per day.
ดูคำตอบ

Typical speakers use about 15,000 words per day.

About 75 of those words are swear words.

0:36

ประมาณ 75 คำของคำเหล่านั้นเป็นคำหยาบ

For comparison, that's about the same amount as words like we and our.

0:39

เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ นั่นเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับคำเช่น "we" และ "our"

Keep in mind, though, that these numbers can differ greatly between individuals ลำดับความ

0:44

อย่างไรก็ตาม โปรดจำไว้ว่าตัวเลขเหล่านี้อาจแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละบุคคล

ลำดับความ

Keep in mind, though, that: เพิ่มข้อจำกัดที่เปรียบต่างกัน

โครงสร้าง Keep in mind ... that บอกผู้ฟังว่าอนุประโยคที่ตามมาเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรจำ ในที่นี้ อนุประโยค that เพิ่มข้อจำกัดให้กับข้อสรุปเชิงตัวเลขที่กล่าวไว้ก่อนหน้า though เป็นคำแทรกที่ย้อนกลับไปเชื่อมกับข้อกล่าวก่อนหน้า และสื่อความหมายว่า “แม้จะเพิ่งกล่าวเช่นนั้น” หรือ “อย่างไรก็ตาม” เครื่องหมายจุลภาคแสดงว่า though ถูกแทรกอยู่ใน Keep in mind that โดย though that ไม่ใช่คำเชื่อมคำเดียว

แบบฝึกหัด

หลังจากข้อกล่าวทั่วไป Keep in mind, though, that ... สื่ออะไรแก่ผู้ฟัง

  1. เป็นการเพิ่มข้อจำกัดสำคัญที่เปรียบต่างกับข้อกล่าวนั้น
  2. เป็นการยกตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวนั้น
  3. เป็นการยกเลิกความจำเป็นที่จะต้องสนใจอนุประโยคถัดไป
ดูคำตอบ

เป็นการเพิ่มข้อจำกัดสำคัญที่เปรียบต่างกับข้อกล่าวนั้น

depending on age,

0:48

ขึ้นอยู่กับอายุ

nationality, occupation, and so on.

0:49

สัญชาติ อาชีพ และอื่นๆ

When you hurt yourself, swearing can actually help ease the pain. วลี

0:54

เมื่อคุณได้รับบาดเจ็บ การสบถออกมาสามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้จริงๆ

วลี

ease the pain: ทำให้ความเจ็บปวดรุนแรงน้อยลง

ในประโยคนี้ ease the pain หมายถึง “ทำให้ความเจ็บปวดรู้สึกรุนแรงน้อยลง” คำว่า ease สื่อถึงการบรรเทา ไม่ได้หมายความว่าความเจ็บปวดหายไปทั้งหมด วลีนี้ใช้พูดถึงความเจ็บปวดทางกายได้ และในบริบทที่กว้างขึ้นก็ใช้กับความทุกข์ทางอารมณ์ได้เช่นกัน โดยเน้นการลดสิ่งที่คนคนนั้นรู้สึก ไม่ใช่การรักษาสาเหตุที่แท้จริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าความเจ็บปวดอาจรุนแรงน้อยลง โดยไม่ได้รับรองว่าจะหายไปทั้งหมด

  1. A cold pack can ease the pain after a minor sprain.
  2. The runner ignored the pain and kept going.
  3. The treatment will eliminate the pain completely.
ดูคำตอบ

A cold pack can ease the pain after a minor sprain.

A study was done where people were told to hold their hand in ice cold water for as long as they could. ไวยากรณ์

0:58

มีการศึกษาที่ให้ผู้คนเอามือแช่ในน้ำเย็นจัดให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไวยากรณ์

for as long as they could: ขีดจำกัดเวลาตามความสามารถ

ในประโยคนี้ for as long as they could หมายความว่าการกระทำดำเนินต่อไปจนถึงเวลานานที่สุดที่ผู้เข้าร่วมแต่ละคนจะทนได้ จึงเป็นระยะเวลาที่กำหนดโดยความสามารถของแต่ละคน ไม่ใช่จำนวนวินาทีที่ตั้งไว้ล่วงหน้า โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ for as long as + ประธาน + can/could หากการกระทำก่อนหน้าชัดเจน สามารถละคำกริยาหลักหลัง can/could ได้ ในที่นี้ they could หมายถึง they could keep their hand in the water

แบบฝึกหัด

for as long as they could ใน “The hikers walked for as long as they could” หมายความว่าอย่างไร

  1. พวกเขาเดินเป็นเวลานานที่สุดเท่าที่จะทำได้
  2. พวกเขาเดินตามระยะเวลาคงที่ที่เลือกไว้ล่วงหน้า
  3. พวกเขาเดินเฉพาะเมื่อมีคนอนุญาต
ดูคำตอบ

พวกเขาเดินเป็นเวลานานที่สุดเท่าที่จะทำได้

One group was allowed to use one swear word of their choice during the test, วลี

1:04

กลุ่มหนึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้คำหยาบหนึ่งคำที่พวกเขาเลือกได้ในระหว่างการทดสอบ

วลี

of their choice: ที่พวกเขาเลือกเอง

of their choice วางไว้หลังคำนาม หมายความว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องมีอิสระเลือกสิ่งที่คำนามนั้นกล่าวถึง ดังนั้น one swear word of their choice จึงหมายถึงคำสบถหนึ่งคำที่ผู้เข้าร่วมเลือกด้วยตนเอง คำบอกความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนตามผู้เลือก เช่น of my choice, of your choice หรือ of our choice ในที่นี้ their ระบุว่าใครเป็นผู้เลือก ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นเจ้าของคำนั้นอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง of + คำบอกความเป็นเจ้าของ + choice: Each winner may select one book ____.

ดูคำตอบ

of their choice

while the other group could only use a non-obscene control word given to them by the researchers. การใช้คำ

1:08

ในขณะที่อีกกลุ่มสามารถใช้คำควบคุมที่ไม่ลามกอนาจารซึ่งผู้วิจัยมอบให้เท่านั้น

การใช้คำ

non-obscene control word: คำควบคุมที่ไม่หยาบโลน

ในนามวลีนี้ word เป็นคำนามหลัก non-obscene หมายความว่าคำนั้นไม่หยาบคายหรือมีเนื้อหาล่วงเกินทางเพศ ส่วน control ระบุว่าเป็นรายการที่ใช้เปรียบเทียบในการทดลอง ดังนั้น non-obscene control word จึงเป็นเกณฑ์กลางที่นักวิจัยใช้เปรียบเทียบกับคำสบถ ในที่นี้ control ไม่ได้หมายความว่าคำนั้นควบคุมผู้เข้าร่วม

แบบฝึกหัด

ในการทดลองที่เปรียบเทียบคำสบถกับภาษาที่เป็นกลาง non-obscene control word หมายถึงอะไร?

  1. คำที่ไม่เหมาะสมซึ่งนักวิจัยลืมบันทึก
  2. คำลับที่ใช้ควบคุมผู้เข้าร่วม
  3. คำที่เป็นกลางซึ่งใช้เป็นรายการเปรียบเทียบ
ดูคำตอบ

คำที่เป็นกลางซึ่งใช้เป็นรายการเปรียบเทียบ

The study showed that 73% of the participants

1:13

การศึกษาพบว่า 73% ของผู้เข้าร่วม

kept their hand in the water longer if they were allowed to swear.

1:16

แช่มือไว้ในน้ำได้นานขึ้นหากพวกเขาได้รับอนุญาตให้สบถ

On average, the swearing group lasted about 30 to 40 seconds longer in the freezing water.

1:19

โดยเฉลี่ยแล้ว กลุ่มที่สบถอยู่ในน้ำเย็นจัดได้นานกว่าประมาณ 30 ถึง 40 วินาที

A lot of popular swear words have been around for more than a millennia. โน้ต

1:26

คำหยาบยอดนิยมมากมายมีมานานกว่าพันปีแล้ว

วลี

have been around for: การมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

ในประโยคนี้ have been around for หมายถึง “มีอยู่มาเป็นเวลา...” รูป present perfect have been เชื่อมการเริ่มมีอยู่ในอดีตกับการที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน และ for ใช้นำหน้าระยะเวลา ใช้โครงสร้างนี้เพื่อบอกว่าคำ ผลิตภัณฑ์ กฎ หรือแนวคิดมีมานานเพียงใด ประธานพหูพจน์ใช้ have been around for ส่วนประธานเอกพจน์ใช้ has been around for ในที่นี้ around ไม่ได้หมายถึงการอยู่ใกล้ทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ 'be around for': This neighborhood bookstore ____ over thirty years.

ดูคำตอบ

has been around for

ไวยากรณ์

ใช้ more than a millennium ไม่ใช่ more than a millennia

ประโยคต้นฉบับมีข้อผิดพลาดเรื่องความสอดคล้องของเอกพจน์และพหูพจน์ Millennium เป็นเอกพจน์และหมายถึงช่วงเวลา 1,000 ปี ส่วน millennia เป็นรูปพหูพจน์ไม่ปกติที่ใช้กันทั่วไป เนื่องจาก a ใช้กับคำนามเอกพจน์ more than a millennia จึงไม่ใช่รูปมาตรฐาน ให้พูดว่า more than a millennium หรือ more than one millennium เมื่อต้องการกล่าวถึงช่วงเวลาหนึ่งพันปีหลายช่วง ให้ใช้รูปอย่าง two millennia หรือ many millennia

แบบฝึกหัด

ใช้รูปเอกพจน์มาตรฐานของ millennium เติมประโยคให้สมบูรณ์: The custom has existed for more than a ____.

ดูคำตอบ

millennium

For example, the word shit dates back to early 6th century กริยาวลี

1:30

ตัวอย่างเช่น คำว่า "shit" มีอายุย้อนไปถึงต้นศตวรรษที่ 6

กริยาวลี

dates back to + จุดเริ่มต้นของเวลา

ในประโยคนี้ dates back to หมายถึง “สืบย้อนกลับไปถึง” หรือ “มีต้นกำเนิดใน” ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 6 โดยระบุว่าประวัติที่มีการบันทึกของคำนี้เริ่มต้นในช่วงนั้น โครงสร้างคือ ประธาน + date back to + จุดเวลา ในที่นี้กริยาเติม -s เป็น dates เพราะประธานเอกพจน์คือ the word ส่วนเวลาหลัง to คือจุดเริ่มต้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ date back to: This temple ____ the twelfth century.

ดูคำตอบ

dates back to

from a period in English history called Anglo-Saxon. วัฒนธรรม

1:34

จากช่วงเวลาในประวัติศาสตร์อังกฤษที่เรียกว่าแองโกล-แซกซอน

วัฒนธรรม

Anglo-Saxon ในฐานะชื่อเรียกทางประวัติศาสตร์

ในที่นี้ Anglo-Saxon เป็นชื่อเรียกทางประวัติศาสตร์ของอังกฤษในช่วงต้นยุคกลางก่อนการพิชิตของชาวนอร์มันในปี 1066 โดยให้บริบทที่จำเป็นสำหรับระบุช่วงเวลาในประวัติยุคแรกของคำนี้ ชื่อนี้เกี่ยวข้องกับผู้คนและวัฒนธรรมในยุคนั้น ส่วนภาษามักเรียกว่า Old English ดังนั้น Anglo-Saxon จึงไม่ใช่อีกชื่อหนึ่งของ English สมัยใหม่หรือชื่อประเทศในปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

ข้อใดใช้ Anglo-Saxon ในความหมายทางประวัติศาสตร์แบบเดียวกับคำบรรยาย?

  1. หมายถึงช่วงเวลาและวัฒนธรรมในช่วงต้นยุคกลางของอังกฤษ
  2. เป็นชื่อทางการของประเทศหนึ่งในปัจจุบัน
  3. เป็นอีกชื่อหนึ่งของภาษาอังกฤษสมัยใหม่
ดูคำตอบ

หมายถึงช่วงเวลาและวัฒนธรรมในช่วงต้นยุคกลางของอังกฤษ

Other words such as ass and fart can also be traced back to this time period.

1:37

คำอื่นๆ เช่น "ass" และ "fart" ก็สามารถสืบย้อนไปถึงช่วงเวลานี้ได้เช่นกัน

However, back then these words weren't considered as impolite as they are now. ไวยากรณ์

1:42

อย่างไรก็ตาม ในสมัยนั้นคำเหล่านี้ไม่ได้ถือว่าไม่สุภาพเหมือนในปัจจุบัน

ไวยากรณ์

weren't ... as impolite as: การเปรียบเทียบระดับที่ต่ำกว่า

ใน weren't considered as impolite as they are now การเปรียบเทียบเชิงปฏิเสธใช้โครงสร้าง not as + คำคุณศัพท์ + as ซึ่งหมายความว่าในตอนนั้น คำเหล่านี้ถูกมองว่ามีระดับความหยาบคายน้อยกว่าตอนนี้ คำปฏิเสธครอบคลุมการเปรียบเทียบ ไม่ได้ปฏิเสธคำว่า impolite เพียงลำพัง ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าเมื่อก่อนคำเหล่านี้สุภาพ แต่อาจยังหยาบคายอยู่ เพียงแต่น้อยกว่า

แบบฝึกหัด

ใช้รูปย่อ isn't และคำคุณศัพท์ expensive เพื่อเติมการเปรียบเทียบ not as ... as ให้สมบูรณ์: The basic plan ____ the premium plan.

ดูคำตอบ

isn't as expensive as

Surprisingly, the ever so versatile word fuck has quite an obscure etymology. โน้ต

1:46

น่าแปลกที่คำที่ใช้งานได้หลากหลายอย่าง "fuck" มีที่มาที่ค่อนข้างคลุมเครือ

วลี

ever so versatile: การเน้นอย่างมีอารมณ์

ใน ever so versatile คำว่า ever so เป็นคำเพิ่มระดับที่หมายถึง very หรือ extremely โดยขยายคำว่า versatile ดังนั้นวลีนี้จึงบอกว่าคำดังกล่าวนำไปใช้ได้หลายแบบ ตรงนี้ ever ไม่ได้กล่าวถึงเวลาและไม่ได้หมายถึง always วลีนี้ทำให้น้ำเสียงเน้นมีชีวิตชีวาและขี้เล่นเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

เติมคำเพิ่มระดับสองคำจากคำอธิบายนี้ซึ่งหมายถึง very: The receptionist was ____ helpful when I called.

ดูคำตอบ

ever so

การใช้คำ

obscure etymology: ที่มาของคำที่ติดตามได้ยาก

ใน obscure etymology คำว่า obscure หมายถึงที่มาของคำนั้นมีหลักฐานไม่เพียงพอหรือระบุให้แน่ชัดได้ยาก ไม่ได้หมายความว่าตัวคำนั้นพบเห็นได้น้อย Etymology คือที่มาและพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของคำ ดังนั้นวลีนี้จึงบอกว่าหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนและแน่นอนว่าคำนั้นมาจากไหน

แบบฝึกหัด

ในหมายเหตุของพจนานุกรม 'This word has an obscure etymology' น่าจะหมายความว่าอะไร

  1. ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันเรื่องที่มา แต่การสะกดผิดปกติ
  2. คำนี้หายากและแทบไม่มีใครใช้
  3. ที่มาของคำระบุได้ยากจากหลักฐานที่มีอยู่
ดูคำตอบ

ที่มาของคำระบุได้ยากจากหลักฐานที่มีอยู่

The most probable origin for the word comes from Germanic, Norwegian, and Swedish languages,

1:51

ต้นกำเนิดที่เป็นไปได้มากที่สุดของคำนี้มาจากภาษาเยอรแมนิก นอร์เวย์ และสวีเดน

deriving from words such as the ones displayed.

1:56

ซึ่งมาจากคำเช่นที่แสดงให้เห็น

And I'm not going to try and pronounce them because you all know what happened in the last video การใช้คำ

2:00

และฉันจะไม่พยายามออกเสียงหรอกนะ เพราะพวกคุณทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวิดีโอที่แล้ว

การใช้คำ

try and pronounce: รูปแบบไม่เป็นทางการของ try to pronounce

ในที่นี้ try and pronounce หมายถึง try to pronounce ผู้พูดกำลังพูดถึงการพยายามทำการกระทำหนึ่งอย่าง ไม่ใช่การกระทำสองอย่างที่แยกจากกันและเชื่อมด้วย and ในภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการ try and + คำกริยารูปพื้นฐานมักทำหน้าที่เป็นโครงสร้างเดียวที่หมายถึง “พยายามทำบางสิ่ง”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ try and + คำกริยาอย่างเป็นธรรมชาติในความหมายว่า “พยายามทำบางสิ่ง”

  1. I tried and pronounce every name carefully.
  2. I'll try and pronounce every name carefully.
  3. I'll try pronouncing every name to test the microphone.
ดูคำตอบ

I'll try and pronounce every name carefully.

when I mispronounced shakt,

2:03

ตอนที่ฉันออกเสียงคำว่า "shakt" ผิด

I mean kakt.

2:05

ฉันหมายถึง "kakt" น่ะ

Men and women have different habits when it comes to swearing. วลี

2:08

ผู้ชายและผู้หญิงมีนิสัยแตกต่างกันเมื่อพูดถึงการสบถ

วลี

when it comes to: จำกัดขอบเขตของหัวข้อ

when it comes to ใช้เกริ่นถึงด้านหรือขอบเขตเฉพาะที่กำลังพูดถึง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวจำกัดการเปรียบเทียบโดยรวมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงให้เหลือเฉพาะนิสัยในการสบถ คำว่า to ในที่นี้เป็นคำบุพบท จึงมักตามด้วยคำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing เช่น when it comes to money, when it comes to us, when it comes to choosing ใช้วลีนี้เพื่อเปลี่ยนไปยังหัวข้อเฉพาะหรือประเมินเฉพาะด้านนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัวที่หมายถึง “เมื่อพูดถึงด้านเฉพาะนี้”: Our team is very careful ____ online privacy.

ดูคำตอบ

when it comes to

For example, men most commonly use the words fuck, shit, and motherfucker,

2:11

ตัวอย่างเช่น ผู้ชายมักใช้คำว่า "fuck", "shit" และ "motherfucker" มากที่สุด

while women usually prefer the words bitch, piss, and retard. การใช้คำ

2:16

ในขณะที่ผู้หญิงมักจะชอบคำว่า "bitch", "piss" และ "retard"

การใช้คำ

retard: คำเหยียดที่รุนแรง

ในประโยคนี้ retard ถูกระบุว่าเป็นคำสบถ เมื่อใช้เป็นคำนามเรียกคน หรือเป็นคำด่าทั่วไปที่หมายถึง “โง่” คำนี้เป็นคำเหยียดผู้พิการที่รุนแรงมาก ประโยคนี้เพียงรายงานคำศัพท์ที่พบในแบบสำรวจ ไม่ได้แนะนำให้ใช้คำนี้ ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ที่ให้เกียรติผู้อื่น ควรอธิบายข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องอย่างเจาะจงเฉพาะเมื่อจำเป็น เช่น person with an intellectual disability ควรรู้จักคำเหยียดนี้เมื่อพบในภาษาสมัยเก่าหรือคำพูดที่เป็นปฏิปักษ์ แต่อย่านำมาใช้เป็นป้ายเรียกหรือคำด่า

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้นี้: เพื่อนทำผิดพลาดเล็กน้อย แล้วมีคนเรียกเพื่อนคนนั้นว่า a retard

  1. เหมาะสมในการสนทนาแบบกันเอง
  2. ไม่เหมาะสม เพราะใช้คำเหยียดที่รุนแรงเป็นคำด่า
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม เพราะใช้คำเหยียดที่รุนแรงเป็นคำด่า

Men usually swear more often than women,

2:20

ผู้ชายมักจะสบถบ่อยกว่าผู้หญิง

but reduce the use of profanity when women are around.

2:22

แต่จะลดการใช้คำหยาบคายลงเมื่อมีผู้หญิงอยู่ด้วย

Women, however, seem to swear more when men are around.

2:26

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าผู้หญิงจะสบถมากขึ้นเมื่อมีผู้ชายอยู่ด้วย

But the real difference lies with age, ไวยากรณ์

2:29

แต่ความแตกต่างที่แท้จริงอยู่ที่อายุ

ไวยากรณ์

The difference lies in age: ความแตกต่างระหว่าง lie in กับ lie with

ตรงนี้ผู้พูดต้องการสื่อว่าอายุคือปัจจัยที่อธิบายความแตกต่างที่แท้จริง รูปมาตรฐานที่นำไปใช้ต่อได้คือ The real difference lies in age โดย lie in หมายถึงอยู่ที่หรือมีสาเหตุมาจากสิ่งนั้น lie with ปกติใช้บอกว่าความรับผิดชอบ อำนาจ หรือการตัดสินใจอยู่กับบุคคลหรือกลุ่มใด อายุเป็นเพียงปัจจัย ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบ ดังนั้น lies with age จึงพอเข้าใจได้ในประโยคนี้ แต่ไม่ใช่คำที่ควรนำไปใช้ตามเป็นแบบมาตรฐาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปมาตรฐานของ lie: The biggest difference ____ the amount of support each team received.

ดูคำตอบ

lies in

where it peaks during the teenage years and then declines thereafter. การใช้คำ

2:31

โดยจะสูงสุดในช่วงวัยรุ่นแล้วลดลงหลังจากนั้น

การใช้คำ

peaks during ... declines thereafter: ถึงจุดสูงสุดแล้วลดลง

peaks during หมายถึงบางสิ่งขึ้นไปถึงระดับสูงสุดภายในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งในที่นี้คือช่วงวัยรุ่น ในโครงสร้างนี้ peak เป็นคำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมตรง declines thereafter อธิบายขั้นต่อไปว่าระดับนั้นลดลงหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว thereafter ย้อนกลับไปถึงเวลาที่เพิ่งกล่าวถึงและหมายถึงหลังจากจุดนั้น จึงทำให้ลำดับเหตุการณ์ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนบอกแนวโน้มสองสำนวนจากบทเรียน: Demand for heaters ____ the coldest months and ____.

ดูคำตอบ

peaks during · declines thereafter

In comics and other types of text,

2:37

ในหนังสือการ์ตูนและข้อความประเภทอื่นๆ

you can often see a cluster of symbols to substitute for profanity. วลี

2:39

คุณมักจะเห็นกลุ่มสัญลักษณ์เพื่อใช้แทนคำหยาบคาย

วลี

substitute for: บอกสิ่งที่ถูกแทนที่

ในโครงสร้าง A substitutes for B นั้น A ทำหน้าที่แทน B โดยคำบุพบท for นำหน้า B ซึ่งเป็นคนหรือสิ่งที่ไม่ได้ถูกใช้ ในประโยคนี้ กลุ่มสัญลักษณ์คือ A และคำหยาบคือ B กล่าวคือสัญลักษณ์ปรากฏแทนคำหยาบที่เขียนออกมา โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้กับคน วัสดุ คำ หรือวิธีแก้ปัญหาได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีสองคำจากบทเรียนนี้: When the lead actor became ill, an understudy had to ____ her.

ดูคำตอบ

substitute for

These things actually have a name of their own.

2:43

สิ่งเหล่านี้จริงๆ แล้วมีชื่อเรียกของมันเอง

It's called a grawlix. วัฒนธรรม

2:46

มันเรียกว่า "grawlix"

วัฒนธรรม

grawlix: ชุดสัญลักษณ์ที่ใช้แทนคำหยาบ

grawlix คือชุดสัญลักษณ์ทางการพิมพ์ทั้งชุด ซึ่งมักมีอักขระอย่าง #, @, ! หรือ * และใช้แทนคำสบถที่ถูกปิดบังในหนังสือการ์ตูนหรือสื่ออื่น คำนี้เรียกกลุ่มสัญลักษณ์ในฐานะวิธีการนำเสนอ ไม่ได้เป็นชื่อของเครื่องหมายวรรคตอนตัวใดตัวหนึ่ง การรู้จักคำนี้ช่วยให้เข้าใจคำอธิบายเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์คำหยาบด้วยภาพ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดระบุความหมายของ grawlix ได้ถูกต้อง?

  1. กรอบคำพูดที่แสดงความคิดของตัวละคร
  2. เครื่องหมายวรรคตอนตัวเดียวที่มีชื่อเฉพาะ
  3. ชุดสัญลักษณ์ที่ใช้แทนคำหยาบที่เขียนออกมา
ดูคำตอบ

ชุดสัญลักษณ์ที่ใช้แทนคำหยาบที่เขียนออกมา

Some of you might be wondering why I'm not using the word cursing or cussing. ลำดับความ

2:52

พวกคุณบางคนอาจสงสัยว่าทำไมฉันถึงไม่ใช้คำว่า "cursing" หรือ "cussing"

ลำดับความ

Some of you might be wondering why ในฐานะวลีเปลี่ยนผ่านที่คำนึงถึงผู้ฟัง

โครงสร้าง Some of you might be wondering why เป็นการคาดการณ์คำถามที่อาจอยู่ในใจผู้ฟังอยู่แล้ว Some of you กล่าวถึงคนเพียงบางส่วนในกลุ่ม ส่วน might be wondering นำเสนอความคิดนั้นอย่างนุ่มนวลว่าเป็นเพียงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย why ซึ่งตามมาจะระบุคำถามที่คาดไว้และเชื่อมไปยังคำตอบอย่างเป็นธรรมชาติ โครงสร้างนี้จึงมีประโยชน์ในการบรรยาย บทเรียน และการอธิบาย โดยยกคำถามที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงอธิบาย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีเปลี่ยนผ่านที่คำนึงถึงผู้ฟังจากบทเรียน: At this point, ____ the schedule changed.

ดูคำตอบ

some of you might be wondering why

Well, that's because cursing actually has a slightly different meaning than that of swearing. ไวยากรณ์

2:56

ก็เพราะว่าจริงๆ แล้ว "cursing" มีความหมายที่แตกต่างจาก "swearing" เล็กน้อย

ไวยากรณ์

that of: ใช้แทนคำนามเอกพจน์ที่ซ้ำ

ในที่นี้ that ใช้แทนคำนามเอกพจน์ meaning ดังนั้น that of swearing จึงหมายถึง the meaning of swearing ไม่ได้หมายถึง cursing ทั้งหมด คำแทนคำนามนี้ช่วยให้สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบอยู่ในระดับเดียวกัน นั่นคือเปรียบเทียบความหมายของ cursing กับความหมายของ swearing รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ X has a different N than that of Y โดย that ใช้แทนคำนามเอกพจน์ N ที่จะซ้ำ

แบบฝึกหัด

ใช้คำแทนคำนามเอกพจน์เพื่อไม่ให้กล่าว cost ซ้ำ: The cost of this plan is lower than ____ the old plan.

ดูคำตอบ

that of

Cursing literally means to curse someone. การใช้คำ

3:01

"Cursing" ตามตัวอักษรหมายถึงการสาปแช่งใครสักคน

การใช้คำ

ความแตกต่างระหว่าง curse someone กับ swear

ในประโยคนี้ curse ในวลี curse someone เป็นสกรรมกริยา โดย someone คือผู้ที่คำสาปมุ่งไปหา วลีนี้หมายถึงการขอให้ ปรารถนาให้ หรือเรียกให้ความเสียหายหรือเคราะห์ร้ายเกิดกับคนนั้น และมักมีนัยเหนือธรรมชาติหรือเชิงละคร ดังนั้น วลีนี้จึงเน้นว่าถ้อยคำนั้นตั้งใจให้เกิดอะไรกับบุคคลหนึ่ง ไม่ใช่แค่ถ้อยคำนั้นหยาบคายหรือก้าวร้าว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่ามีคนปรารถนาหรือเรียกให้ความเสียหายเกิดกับ Elena?

  1. The witch swore at Elena.
  2. The witch cursed Elena.
  3. The witch swore that Elena was telling the truth.
ดูคำตอบ

The witch cursed Elena.

Phrases such as goddamn it and may the devil take you would fall under this category. วลี

3:04

วลีอย่าง "goddamn it" และ "may the devil take you" จะตกอยู่ในหมวดหมู่นี้

วลี

fall under this category: การจัดประเภทเชิงนามธรรม

ใน fall under this category คำว่า fall under เป็นสำนวนที่ใช้ในการจัดประเภท หมายถึง “ถูกรวมอยู่ใน” หรือ “ถูกจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของ” หมวดหมู่นั้น ไม่ได้มีการตกลงไปจริง ๆ this category ย้อนกลับไปหมายถึงหมวดหมู่ที่กำลังพูดถึงอยู่ โครงสร้างที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ “ประธาน + fall under + หมวดหมู่ หัวข้อ หรือขอบเขตความรับผิดชอบ” มักใช้เมื่อคำนิยามหรือระบบที่จัดไว้เป็นตัวกำหนดว่าสิ่งหนึ่งควรอยู่ตรงไหน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ fall under ในความหมายว่า “ถูกจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม”?

  1. The coin fell under the sofa.
  2. Online subscriptions fall under the software expense category.
  3. The temperature fell under ten degrees.
ดูคำตอบ

Online subscriptions fall under the software expense category.

While swearing more or less means to use profane or indecent language น้ำเสียง/เจตนา

3:09

ในขณะที่ "swearing" มีความหมายไม่มากก็น้อยว่าการใช้ภาษาที่หยาบคายหรือไม่เหมาะสม

น้ำเสียง/เจตนา

more or less means: การให้คำนิยามโดยประมาณ

ในวลี more or less means คำว่า more or less หมายถึง 'โดยประมาณ' หรือ 'กล่าวโดยกว้าง ๆ' วลีนี้ทำให้คำนิยามไม่ฟันธงเกินไป ผู้พูดบอกใจความหลักโดยไม่ได้อ้างว่าครอบคลุมรายละเอียดหรือข้อยกเว้นทั้งหมด ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปริมาณที่มากขึ้นหรือน้อยลง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X more or less means Y ใช้เมื่อคำนิยามแบบง่าย ๆ ถูกต้องเพียงพอสำหรับการสนทนา แต่ไม่ได้แม่นยำทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ more or less means เพื่อให้คำนิยามโดยประมาณ แทนที่จะกล่าวถึงระดับหรือปริมาณ

  1. You can add more or less salt to suit your taste.
  2. Here, 'casual' more or less means relaxed and informal.
  3. The tank is more or less full.
ดูคำตอบ

Here, 'casual' more or less means relaxed and informal.

such as shit, fuck, bitch, and most of the other words used as swear words.

3:13

เช่น "shit", "fuck", "bitch" และคำอื่นๆ ส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นคำหยาบ

And if you don't want to use the words cussing, cursing, or swearing,

3:18

และถ้าคุณไม่ต้องการใช้คำว่า "cussing", "cursing" หรือ "swearing"

there's also obscenity, profanity, blasphemy, vulgarism, expletive,

3:21

ก็ยังมี obscenity, profanity, blasphemy, vulgarism, expletive

and bad, adult, foul, offensive, abusive, rude, and uncivil language.

3:27

และ bad, adult, foul, offensive, abusive, rude และ uncivil language

The gesture of holding up your middle finger has been used as an insult from as far back as the first century. โน้ต

3:35

ท่าทางการชูนิ้วกลางถูกใช้เป็นคำสบประมาทมาตั้งแต่ศตวรรษที่หนึ่งแล้ว

วัฒนธรรม

holding up your middle finger: ท่าทางดูหมิ่น

ในประโยคนี้ holding up your middle finger เป็นชื่อของท่าทางตามธรรมเนียมที่เหยียดนิ้วกลางไปทางใครบางคน วลีนี้เป็นอนุประโยค gerund ที่ทำหน้าที่เป็นชื่อของการกระทำ ในบริบทตะวันตกและบริบทที่ใช้ภาษาอังกฤษหลายแห่ง ท่าทางนี้เป็นการดูหมิ่นอย่างรุนแรงและมักมีความหมายหยาบโลน โดยสื่อถึงการเหยียดหยาม ความโกรธ หรือการท้าทาย ความหมายเกิดจากธรรมเนียมทางสังคม ไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหวตามตัวอักษร และการตีความอาจแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม

แบบฝึกหัด

จริงหรือเท็จ: ในสถานที่ทำงานที่ใช้ภาษาอังกฤษ การ holding up your middle finger ใส่เพื่อนร่วมงานโดยปกติเป็นเพียงวิธีชี้ขึ้นด้านบนที่ไม่เป็นอันตราย

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

วลี

as far back as: ย้อนกลับไปถึงวันที่ในอดีตที่เก่าอย่างน่าสังเกต

ในประโยคนี้ as far back as ชี้ไปยังจุดเวลาที่ไกลมากในอดีต คริสต์ศตวรรษที่ 1 ถูกนำเสนอว่าเป็นหลักฐานที่เก่าอย่างน่าประหลาดใจของการใช้ท่าทางนี้ ไม่ได้หมายถึงสถานที่ที่อยู่ไกลทางกายภาพ ใช้ as far back as หน้าวันที่หรือช่วงเวลาในอดีตเมื่อต้องการเน้นว่าประวัติ ความทรงจำ หลักฐาน หรือบันทึกย้อนกลับไปได้ไกลเพียงใด แต่ตัวสำนวนนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าสิ่งนั้นเริ่มขึ้นตรงเวลานั้นพอดี

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The town has records from as far back as 1750.' คำว่า as far back as สื่อความหมายใด

  1. บันทึกเหล่านี้ถูกเก็บไว้ไกลจากเมือง
  2. บันทึกเหล่านี้ย้อนไปถึงจุดหนึ่งในอดีตที่เก่าอย่างน่าสังเกต
  3. บันทึกเหล่านี้เริ่มขึ้นเมื่อ 1,750 ปีก่อนพอดี
ดูคำตอบ

บันทึกเหล่านี้ย้อนไปถึงจุดหนึ่งในอดีตที่เก่าอย่างน่าสังเกต

It originated in ancient Greece,

3:41

มันมีต้นกำเนิดในกรีกโบราณ

where the gesture was used in a manner meant to degrade, intimidate, and threaten the individual receiving it.

3:43

ซึ่งเป็นสถานที่ที่ท่าทางนี้ถูกใช้ในลักษณะที่ตั้งใจจะลดทอนคุณค่า ข่มขู่ และคุกคามผู้ที่ได้รับ

Much like how we still use it today.

3:48

คล้ายกับวิธีที่เรายังคงใช้มันในปัจจุบัน

Back then, the gesture was known as katapugon

3:51

ในสมัยนั้น ท่าทางนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "katapugon"

and literally means rump or buttocks.

3:54

และมีความหมายตามตัวอักษรว่าบั้นท้ายหรือก้น

During the Middle Ages, the gesture went somewhat on the ground and was seen as something unholy,

3:56

ในช่วงยุคกลาง ท่าทางนี้ค่อนข้างจะถูกซ่อนเร้นและถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์

so most people stayed away from ever using it. กริยาวลี

4:01

ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงอยู่ห่างจากการใช้มัน

กริยาวลี

stayed away from ever using it: หลีกเลี่ยงอย่างหนักแน่นและจงใจ

Stayed away from ever using it หมายถึงจงใจหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งนั้นในทุกโอกาส ever ทำให้ความหมายของการหลีกเลี่ยงเข้มขึ้น กล่าวคือ ผู้คนไม่ได้แค่ใช้น้อยครั้ง แต่ไม่อยากใช้เลย ในโครงสร้าง stay away from + การกระทำ คำว่า from เป็นคำบุพบท ดังนั้นคำกริยาถัดไปต้องเป็นรูป -ing เช่น stay away from using ไม่ใช่ stay away from use โครงสร้างนี้ใช้บอกการเลือกหลีกเลี่ยงซ้ำ ๆ หรือใช้เตือนให้หลีกเลี่ยงการกระทำหนึ่งได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่เน้นไว้ โดยเปลี่ยน stay เป็นอดีตกาล: After the security scare, Mia ____ the same password.

ดูคำตอบ

stayed away from ever using

But in 1886, baseball pitcher Charles Radbourn

4:04

แต่ในปี 1886 Charles Radbourn พิชเชอร์เบสบอล

slipped his middle finger into the Boston Beaneaters team picture.

4:07

ได้แอบชูนิ้วกลางในรูปทีมบอสตัน บีนอีตเตอร์ส

Americans everywhere quickly started using the gesture again,

4:11

ชาวอเมริกันทุกหนทุกแห่งก็เริ่มกลับมาใช้ท่าทางนี้อย่างรวดเร็ว

and it is now a universal sign

4:14

และตอนนี้มันกลายเป็นสัญลักษณ์สากล

strongly associated with the phrases fuck off and fuck you. โน้ต

4:16

ที่มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับวลี "fuck off" และ "fuck you"

วลี

strongly associated with: เชื่อมโยงอย่างมาก แต่ไม่ใช่เหตุและผลที่พิสูจน์แล้ว

be strongly associated with หมายถึง “มีความเชื่อมโยงอย่างมากกับ...” โครงสร้างคือ X + be + strongly associated with + Y ในประโยคนี้ ผู้คนเชื่อมโยงท่าทางดังกล่าวอย่างใกล้ชิดกับสองวลีนี้ ความสัมพันธ์บอกว่ามีความเชื่อมโยง แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นเหตุและผลกันโดยอัตโนมัติ ในงานวิจัยหรือการอธิบาย สิ่งหนึ่งอาจมีความสัมพันธ์อย่างมากกับผลลัพธ์ แม้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าสิ่งนั้นเป็นสาเหตุ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่ามีความเชื่อมโยงอย่างมากโดยไม่ได้กล่าวว่าสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกสิ่งหนึ่ง

  1. Night-shift work causes sleep problems.
  2. Night-shift work is strongly associated with sleep problems.
  3. Night-shift work has no connection with sleep problems.
ดูคำตอบ

Night-shift work is strongly associated with sleep problems.

น้ำเสียง/เจตนา

ความแตกต่างระหว่าง fuck off กับ fuck you

fuck off และ fuck you เป็นคำหยาบแบบตายตัว การแปล fuck ตามตัวอักษรจึงไม่สื่อหน้าที่จริงในการสนทนา ประโยคนี้กล่าวถึงทั้งสองวลีเพราะท่าทางดังกล่าวสามารถสื่อความเป็นปฏิปักษ์คล้ายกันได้ fuck off หลัก ๆ คือการไล่หรือสั่งอย่างก้าวร้าวให้อีกฝ่ายไปให้พ้นหรือหยุดรบกวน ส่วน fuck you หลัก ๆ คือการดูหมิ่นโดยตรงเพื่อแสดงความโกรธ การเหยียดหยาม หรือการท้าทายต่ออีกฝ่าย

แบบฝึกหัด

ในการเผชิญหน้าด้วยความโกรธ วลีใดใช้หลัก ๆ เพื่อสั่งให้อีกฝ่ายไปให้พ้นหรือหยุดรบกวนผู้พูด

  1. Fuck you.
  2. Thank you.
  3. Fuck off.
ดูคำตอบ

Fuck off.

If you happen to live in the state of Utah and you should somehow come across a dead person, โน้ต

4:24

หากคุณบังเอิญอาศัยอยู่ในรัฐยูทาห์และคุณต้องบังเอิญไปเจอคนตาย

ไวยากรณ์

happen to + คำกริยารูปพื้นฐาน เพื่อบอกข้อเท็จจริงที่บังเอิญเกี่ยวข้อง

ใน happen to live โครงสร้าง happen to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “บังเอิญอาศัยอยู่ที่นั่น” หรือ “ปรากฏว่าอาศัยอยู่ที่นั่น” ไม่ได้หมายความว่าการอาศัยอยู่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โครงสร้างนี้นำเสนอข้อเท็จจริงว่าเป็นเรื่องที่บังเอิญเกี่ยวข้องกับบทสนทนา จึงทำให้เงื่อนไขฟังดูคาดไม่ถึงหรือไม่ตรงเกินไป ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าการกระทำหรือสภาวะนั้นไม่ได้มีการวางแผนเสมอไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสองคำที่หมายถึง “โดยบังเอิญ”: I ____ know a quiet place nearby.

ดูคำตอบ

happen to

กริยาวลี

come across ในความหมายว่า “พบหรือเจอโดยบังเอิญ”

ในประโยคนี้ come across หมายถึง “พบหรือเจอโดยไม่คาดคิด” บุคคลนั้นถูกพบโดยบังเอิญ ไม่ได้กล่าวถึงการเคลื่อนที่จากด้านหนึ่งของสถานที่ไปยังอีกด้านหนึ่ง เมื่อใช้ในความหมายนี้ กริยาวลีดังกล่าวสามารถมีคน สิ่งของ หรือข้อมูลเป็นกรรมได้ เช่น come across someone, a photograph หรือ an interesting fact

แบบฝึกหัด

ในประโยค “While reading the report, I came across an important detail,” คำว่า came across หมายถึงอะไร?

  1. เคลื่อนจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง
  2. ทำให้ดูเหมือนว่าเป็น
  3. พบโดยบังเอิญ
ดูคำตอบ

พบโดยบังเอิญ

you better watch what you say, ไวยากรณ์

4:29

คุณควรระวังคำพูดของคุณไว้ให้ดี

ไวยากรณ์

You better ในฐานะคำเตือนแบบไม่เป็นทางการที่หนักแน่น

ในภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการ you better เป็นรูปย่อของ you'd better ใช้ให้คำแนะนำอย่างหนักแน่นหรือเป็นคำเตือน โดยมักสื่อว่าหากผู้ฟังไม่ทำตาม อาจมีผลเสียตามมา ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวทำให้ watch what you say เป็นคำเตือนเร่งด่วน ไม่ใช่คำแนะนำเบา ๆ หลัง better ต้องใช้คำกริยารูปพื้นฐาน เช่น you better watch ไม่ใช่ you better to watch

แบบฝึกหัด

"you better" ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. บอกว่าผู้ฟังได้ทำบางสิ่งไปแล้ว
  2. เป็นคำเตือนที่หนักแน่นว่าอาจมีผลเสียตามมา
  3. เป็นคำแนะนำสุภาพที่เลือกทำหรือไม่ทำก็ได้
ดูคำตอบ

เป็นคำเตือนที่หนักแน่นว่าอาจมีผลเสียตามมา

as it's illegal to swear around the deceased. การใช้คำ

4:30

เพราะการพูดคำหยาบต่อหน้าผู้เสียชีวิตนั้นผิดกฎหมาย

การใช้คำ

The deceased ในฐานะนามวลีทางการ

the deceased นำคำคุณศัพท์ deceased มาใช้เป็นนามวลีร่วมกับ the โดยมีความหมายอย่างเป็นทางการว่า “ผู้ที่เสียชีวิต” และอาจหมายถึงมากกว่าหนึ่งคนได้ตามบริบท ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวระบุบุคคลที่ห้ามสบถในบริเวณใกล้เคียง ฟังดูเคร่งขรึมและไม่เป็นส่วนตัวกว่า dead person จึงพบได้บ่อยในภาษากฎหมาย ตำรวจ ข่าว และงานศพ

แบบฝึกหัด

ในรายงานตำรวจอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตที่ยังไม่ทราบตัวตนหนึ่งคน ประโยคใดเหมาะสมที่สุด

  1. The deceased was found near the river.
  2. The dead guy was found near the river.
  3. A deceased was found near the river.
ดูคำตอบ

The deceased was found near the river.

There are tons of reasons why we swear.

4:37

มีเหตุผลมากมายที่เราสบถ

For example, swearing can be used to relieve pain, as mentioned earlier.

4:40

ตัวอย่างเช่น การสบถสามารถใช้เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดได้ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

Or it can be used to inflict pain on someone else. วลี

4:43

หรือใช้เพื่อสร้างความเจ็บปวดให้กับคนอื่นก็ได้

วลี

inflict pain on someone: ทำให้ใครบางคนเจ็บปวด

inflict pain on someone หมายถึงทำให้บุคคลนั้นได้รับความเจ็บปวดทางกายหรือทางใจ คำว่า inflict วางประธานให้เป็นแหล่งหรือผู้ก่อความเสียหาย และมักทำให้การกระทำฟังดูรุนแรงหรือจริงจัง โครงสร้างคือ inflict + ความเสียหายหรือผลร้าย + on + บุคคลหรือกลุ่มที่ได้รับผล ในประโยคนี้ pain คือสิ่งที่ถูกก่อให้เกิด และ someone else คือผู้ที่ได้รับความเจ็บปวด คำที่ใช้ร่วมกันบ่อยยังมี inflict damage, inflict harm และ inflict punishment

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่ขาดหายไปในสำนวนที่ใช้กับ inflict: The cruel remark was meant to inflict pain ____ its target.

ดูคำตอบ

on

Not physical, but emotional pain.

4:46

ไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นความเจ็บปวดทางอารมณ์

Or it can be used to make something sound funnier, wittier, or more exaggerated than it really is. ไวยากรณ์

4:48

หรือใช้เพื่อทำให้บางสิ่งฟังดูตลกขึ้น มีไหวพริบขึ้น หรือเกินจริงกว่าความเป็นจริง

ไวยากรณ์

make something sound + คำคุณศัพท์ขั้นกว่า

นี่คือโครงสร้างแสดงการทำให้ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน: make something sound หลัง make ต้องใช้ sound โดยไม่เติม to และไม่เติม -s แม้กรรมจะเป็นเอกพจน์ ในที่นี้ sound ทำหน้าที่เป็นกริยาเชื่อมและตามด้วยคำคุณศัพท์ที่บอกภาพความรู้สึกซึ่งเกิดจากถ้อยคำหรือวิธีนำเสนอ funnier, wittier และ more exaggerated เป็นคำคุณศัพท์ขั้นกว่า ส่วน than it really is บอกว่าภาพที่สร้างขึ้นเกินกว่าความเป็นจริง

แบบฝึกหัด

เติม sound ในรูปที่ถูกต้องลงในประโยค: The review makes the film ____ more exciting than it really is.

ดูคำตอบ

sound

It can be used to fit in or sound cool. กริยาวลี

4:54

มันสามารถใช้เพื่อให้เข้าสังคมหรือฟังดูเท่ได้

กริยาวลี

fit in: การได้รับการยอมรับจากกลุ่ม

ในที่นี้ fit in หมายถึงการรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและได้รับการยอมรับจากสมาชิกในกลุ่ม เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมและความเป็นพวกเดียวกันทางสังคม ไม่ใช่เรื่องที่ว่าวัตถุมีขนาดพอดีหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องระบุกลุ่มออกมาเมื่อบริบททำให้ชัดเจนอยู่แล้วว่าหมายถึงกลุ่มใด ในประโยคนี้ การเข้ากับกลุ่มได้ถูกนำเสนอเป็นแรงจูงใจทางสังคม กล่าวคือ บางคนอาจใช้ภาษาบางอย่างเพื่อให้คนอื่นมองว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ fit in ในความหมายว่า “ได้รับการยอมรับจากกลุ่ม”

  1. Leo joined the lunch table because he wanted to fit in.
  2. The new shelf will fit into the corner.
  3. This suitcase is small enough to fit in the locker.
ดูคำตอบ

Leo joined the lunch table because he wanted to fit in.

We also perceive swearing as the lack of intelligence, ไวยากรณ์

4:57

เรายังมองว่าการสบถเป็นการขาดสติปัญญา

but just as many perceive people who swear as more intelligent.

5:00

แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าคนที่สบถมีความฉลาดมากกว่า

ไวยากรณ์

perceive A as B: มองว่า A เป็น B

Perceive A as B หมายถึงการสร้างหรือมีมุมมองว่า A คือ B โดย A คือบุคคล การกระทำ หรือสิ่งที่ถูกประเมิน ส่วน B คือการตีความสิ่งนั้น โครงสร้างนี้รายงานมุมมอง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ในการใช้ครั้งแรก A คือ swearing และ B คือ the lack of intelligence ส่วนครั้งที่สอง A คือ people who swear และ B คือ more intelligent การใช้โครงสร้างเดิมซ้ำช่วยวางการตัดสินที่ตรงข้ามกันสองแบบไว้เคียงกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ perceive A as B ได้ถูกต้องเพื่อรายงานการตัดสินเชิงอัตวิสัย

  1. Some managers perceive quiet employees as less confident.
  2. Some managers perceive quiet employees less confident.
  3. Some managers prove quiet employees as less confident.
ดูคำตอบ

Some managers perceive quiet employees as less confident.

But the biggest reason of all, the reason why almost all of us use swear words, ไวยากรณ์

5:04

แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุด เหตุผลที่เกือบทุกคนใช้คำหยาบ

is because we don't think it's such a big deal. สำนวน

5:09

ก็เพราะเราคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

ไวยากรณ์

the reason why ... is because: โครงสร้างบอกเหตุผลในบทสนทนา

โครงสร้าง the reason why ... is because ใช้เกริ่นเหตุผล โดยส่วนหลัง why ระบุสถานการณ์ที่กำลังอธิบาย และอนุประโยคหลัง because บอกสาเหตุ ในการสนทนาทั่วไป ผู้พูดมักใช้ทั้ง reason why และ because เพื่อให้ลำดับคำอธิบายเข้าใจง่าย แต่เนื่องจาก reason และ because ต่างก็บอกเหตุผล งานเขียนทางการที่พิถีพิถันจึงมักเปลี่ยนเป็น the reason ... is that หรือใช้ because บอกเหตุผลโดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างทางการมาตรฐาน: The reason the match was canceled ____ the field was flooded.

ดูคำตอบ

is that

สำนวน

such a big deal: สำคัญหรือร้ายแรงขนาดนั้น

ในประโยคนี้ such a big deal หมายถึง “เรื่องที่สำคัญหรือร้ายแรงขนาดนั้น” โครงสร้างปฏิเสธ don't think it is such a big deal แสดงว่าผู้พูดไม่ได้มองว่าพฤติกรรมนั้นร้ายแรงจนต้องกังวล คำว่า such ในที่นี้เน้นระดับให้แรงขึ้น โดย a big deal หมายถึงเรื่องสำคัญ ส่วน such a big deal หมายถึงเรื่องที่สำคัญถึงระดับนั้น deal ในที่นี้เป็นความหมายเชิงสำนวน ไม่ได้หมายถึงธุรกรรมทางธุรกิจ

แบบฝึกหัด

ในประโยค We don't think it's such a big deal คำว่า such a big deal หมายถึงอะไร?

  1. เรื่องที่สำคัญหรือร้ายแรงขนาดนั้น
  2. วัตถุที่มีขนาดใหญ่ทางกายภาพ
  3. ข้อตกลงทางธุรกิจที่มีมูลค่าสูง
ดูคำตอบ

เรื่องที่สำคัญหรือร้ายแรงขนาดนั้น

It's part of the language we speak,

5:11

มันเป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่เราพูด

and it's very useful,

5:13

และมันมีประโยชน์มาก

so why not use it? น้ำเสียง/เจตนา

5:14

แล้วทำไมถึงไม่ใช้ล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

why not use it? ในความหมายของคำแนะนำ

why not + คำกริยารูปพื้นฐาน ดูเหมือนเป็นคำถามหาเหตุผล แต่ในประโยคนี้ทำหน้าที่เป็นคำแนะนำว่า การใช้มันดูสมเหตุสมผล งั้นก็ใช้เถอะ ผู้พูดคาดว่าไม่น่ามีเหตุผลคัดค้านที่หนักแน่น รูปประโยคนี้ช่วยผลักบทสนทนาไปสู่ข้อสรุปอย่างนุ่มนวล แต่ผู้ฟังยังตอบด้วยเหตุผลจริงได้ จึงไม่ใช่คำสั่งโดยตรง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ why not + คำกริยารูปพื้นฐาน ได้ถูกต้อง เพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ให้เป็นคำแนะนำแบบสบาย ๆ?

  1. The café is still open, so why not to go in?
  2. The café is still open, so why not go in?
  3. The café is still open, so why do not go in?
ดูคำตอบ

The café is still open, so why not go in?

We simply don't have any fucks to give. สำนวน

5:16

เราก็แค่ไม่แคร์อะไรทั้งนั้น

สำนวน

Don't have any fucks to give: ไม่สนใจโดยสิ้นเชิง

สำนวน not have any fucks to give หมายถึงไม่สนใจเลย หรือไม่เหลือความสนใจและพลังทางอารมณ์ที่จะมอบให้กับเรื่องหนึ่งแล้ว fucks ไม่ได้หมายถึงสิ่งของจริง ๆ ที่สามารถนำไปให้ได้ การใช้ any fucks ทำให้ความใส่ใจดูเหมือนทรัพยากรที่มีจำกัดและหมดไปแล้ว ส่วน to give ทำให้โครงสร้างสำนวนสมบูรณ์ ในที่นี้ การใช้คำหยาบซ้ำสร้างประโยคปิดที่ทั้งตรง แรง และขบขัน พร้อมแสดงท่าทีท้าทาย

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายความหมายและการใช้ของ “We don't have any fucks to give” ได้ถูกต้อง?

  1. หมายถึงพวกเราไม่มีสิ่งของจริง ๆ ที่จะให้ และเป็นคำพูดที่เป็นกลาง
  2. หมายถึงพวกเราไม่แน่ใจ และเหมาะกับอีเมลทางการ
  3. หมายถึงพวกเราไม่สนใจเลย และเป็นคำพูดที่หยาบคายอย่างมาก
ดูคำตอบ

หมายถึงพวกเราไม่สนใจเลย และเป็นคำพูดที่หยาบคายอย่างมาก