ความแตกต่างระหว่างภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
547 คำ 154 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: นักสะสมบอร์ดเกมได้สัตว์ประหลาดที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยมาเป็นเพื่อนเล่น เรื่องราวขบขันเดียวกันถูกเล่าสองครั้งเพื่อแสดงว่าภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการและแบบไม่เป็นทางการบรรยายเหตุการณ์เดียวกันต่างกันอย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. I'd acquired — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า past perfect ใช้วางเหตุการณ์สะสมบอร์ดเกมเป็นเวลานานไว้ก่อนการมาถึงของสัตว์ประหลาดอย่างไร และใช้กาลนี้แยกภูมิหลังที่เกิดก่อนออกจากการกระทำที่ตามมาในการเล่าเรื่อง 2. chucked him out. — กริยาวลี: สังเกตว่านี่เป็นวิธีพูดแบบกันเองมากว่าบังคับให้ใครคนหนึ่งออกไป ใช้ chuck out ในการเล่าเรื่องสบาย ๆ และเลือกคำกริยาที่เป็นกลางหรือเป็นทางการกว่าเมื่ออยู่ในสถานการณ์จริงจัง 3. to acquire, / to get hold of, — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: ทั้งสองสื่อถึงการได้บางสิ่งมา แต่คำแรกเป็นทางการ ส่วนคำหลังใช้ในการสนทนา เลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูด

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hello.

0:00

สวัสดีครับ

For this video,

0:00

สำหรับวิดีโอนี้

you're going to need a pen and paper. ไวยากรณ์

0:01

คุณจะต้องใช้ปากกาและกระดาษ

ไวยากรณ์

you're going to need: บอกสิ่งที่จะต้องใช้ล่วงหน้า

You're going to need หมายถึง “คุณจะต้องใช้สิ่งนี้สำหรับขั้นตอนต่อไป” ในที่นี้ be going to + need บอกถึงสิ่งที่จำเป็นในอนาคต ไม่ได้หมายถึงการกำลังเดินทางไปที่ใด เมื่อใช้ในคำแนะนำ รูปนี้ช่วยบอกล่วงหน้าว่าต้องเตรียมอะไรก่อนถึงขั้นตอนถัดไป โดยมักฟังเหมือนคำเตือนที่เป็นประโยชน์มากกว่าคำสั่งสั้น ๆ

แบบฝึกหัด

เติมคำเตือนเรื่องการเตรียมของด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: For the art activity, you're ____ some paper.

ดูคำตอบ

going to need

I'm going to tell you a story about a strange monster.

0:04

ผมจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดสุดแปลกให้คุณฟัง

The first time using formal language, ลำดับความ

0:08

ครั้งแรกจะใช้ภาษาที่เป็นทางการ

the second time using informal language.

0:10

ครั้งที่สองจะใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ

ลำดับความ

The first time ... the second time: จัดลำดับกิจกรรมสองรอบ

The first time ... the second time แบ่งกิจกรรมหนึ่งอย่างออกเป็นสองรอบ ในที่นี้ time หมายถึงครั้งหรือรอบ ไม่ใช่เวลาบนนาฬิกา วลีที่เข้าคู่กันนี้ทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทาง โดยแต่ละวลีจะบอกว่าต้องทำอะไรหรือสังเกตอะไรในรอบนั้น โครงสร้างที่ขนานกันนี้ทำให้ติดตามการเปรียบเทียบได้ง่าย ในตัวอย่าง รอบแรกใช้ภาษาทางการและรอบที่สองใช้ภาษาไม่เป็นทางการ

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งสำหรับสองรอบด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: ____, read silently; ____, read aloud.

ดูคำตอบ

The first time · the second time

After I've told you the story once, ไวยากรณ์

0:18

หลังจากที่ผมเล่าเรื่องให้คุณฟังจบหนึ่งรอบ

ไวยากรณ์

After I've told you: ทำสิ่งแรกให้เสร็จก่อนขั้นตอนถัดไป

ใน After I've told you the story once อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย after กำหนดขั้นตอนแรกว่า การเล่าเรื่องจะต้องเสร็จก่อน แล้วจึงเกิดสิ่งถัดไป ตรงนี้ I've told เป็น present perfect แต่ทั้งอนุประโยคหมายถึงการทำให้เสร็จในอนาคต ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้เล่าจบแล้ว ในอนุประโยคบอกเวลาที่กล่าวถึงอนาคตและใช้ after ภาษาอังกฤษมักใช้รูป present แทน will รูป present perfect เน้นว่าการกระทำแรกจะเสร็จสมบูรณ์ แล้วประโยคหลักจึงบอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

แบบฝึกหัด

ใช้ After + รูป present perfect ของ pack เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ the bags, we'll call a taxi.

ดูคำตอบ

After I've packed

look at the transcript in the description below วัฒนธรรม

0:20

ให้ดูที่บทพูดในคำอธิบายด้านล่าง

วัฒนธรรม

in the description below: ส่วนข้อมูลของวิดีโอ

บนแพลตฟอร์มวิดีโอ in the description below หมายถึงภายในส่วนคำอธิบายหรือข้อมูลที่แนบกับวิดีโอ ซึ่งโดยทั่วไปจะแสดงอยู่ด้านล่าง ตรงนี้ description คือชื่อส่วนหนึ่งของหน้าเว็บที่ผู้สร้างใช้ใส่ลิงก์ บทถอดเสียง และข้อมูลเพิ่มเติม below บอกตำแหน่งตามปกติของส่วนนี้ในหน้าจอ ไม่ได้สั่งให้ไปค้นใต้สิ่งของจริง

แบบฝึกหัด

ผู้ดำเนินรายการวิดีโอพูดว่า: The transcript is in the description below. คุณควรดูที่ไหน?

  1. ประโยคสุดท้ายที่พูดในวิดีโอ
  2. ส่วนคำอธิบายหรือข้อมูลของวิดีโอ
  3. ใต้โต๊ะที่อยู่ใกล้ ๆ
ดูคำตอบ

ส่วนคำอธิบายหรือข้อมูลของวิดีโอ

and note down five formal words กริยาวลี

0:23

แล้วจดคำศัพท์ที่เป็นทางการลงมาห้าคำ

กริยาวลี

note down: จดข้อมูลเฉพาะไว้

ในคำสั่งนี้ note down หมายถึงการเขียนข้อมูลไว้เพื่อจะได้จำหรือนำไปใช้ภายหลัง ตรงนี้ note เป็นคำกริยา ไม่ใช่คำนามที่แปลว่า “บันทึก” รูปแบบคือ note down + ข้อมูลเฉพาะ เช่น note down five words กริยาวลีนี้แยกคำได้ ดังนั้นโดยปกติคำสรรพนามจะอยู่ตรงกลาง: note them down

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งให้สมบูรณ์ด้วย note down: Before the quiz, ____ these three dates.

ดูคำตอบ

note down

and try and change them into informal words. วลี

0:25

แล้วลองเปลี่ยนคำเหล่านั้นให้เป็นคำที่ไม่เป็นทางการ

วลี

change them into informal words: รูปแบบ change A into B

Change A into B หมายถึงทำให้ A กลายเป็น B หรือเปลี่ยน A ให้มีรูปแบบใหม่ ในประโยคนี้ them หมายถึงคำที่เป็นทางการห้าคำ ส่วน informal words คือผลลัพธ์หลังการเปลี่ยน รูปแบบคือ change + กรรม + into + ผลลัพธ์ ต้องคง into ไว้ เพราะ change them informal words ไม่ใช่โครงสร้างภาษาอังกฤษมาตรฐานสำหรับความหมายนี้

แบบฝึกหัด

ใช้ change A into B ในรูปอดีต: The designer ____ the old garage ____ a studio.

ดูคำตอบ

changed · into

Are you ready?

0:28

คุณพร้อมหรือยัง

Let's go.

0:29

ไปกันเลย

Over the years, ลำดับความ

0:30

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

I'd acquired thousands and thousands of board games, โน้ต

0:31

ผมได้ครอบครองบอร์ดเกมมาเป็นพันๆ เกม

ลำดับความ

Over the years: การเกริ่นถึงการเปลี่ยนแปลงระยะยาว

Over the years หมายถึงช่วงเวลายาวนานที่ครอบคลุมหลายปี เป็นคำบอกเวลาแบบกว้าง ๆ โดยตั้งใจ ไม่ได้ระบุว่ากี่ปีอย่างแน่นอนหรือให้วันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดที่ตายตัว เมื่อวางไว้ต้นเรื่อง วลีนี้จะกำหนดกรอบเวลากว้าง ๆ ก่อนข้อมูลหลัก ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าของสะสมเพิ่มขึ้นทีละน้อย จึงทำให้เข้าใจว่าจำนวนที่มากนั้นเป็นผลจากกระบวนการที่ยาวนาน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Over the years เพื่อเกริ่นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นตลอดหลายปี?

  1. At noon, the little library closed for lunch.
  2. Over the years, the little library became a busy community center.
  3. Last Tuesday, the little library opened at nine.
ดูคำตอบ

Over the years, the little library became a busy community center.

ไวยากรณ์

I'd acquired: past perfect ที่ใช้ I had

I'd acquired เป็นรูปย่อของ I had acquired และใช้โครงสร้าง past perfect คือ had + กริยาช่อง past participle past perfect วางกระบวนการนี้ไว้ก่อนเวลาอื่นหรือเหตุการณ์อื่นในอดีต ในการเล่าเรื่อง รูปนี้นำเสนอของสะสมเป็นข้อมูลพื้นหลังที่มีอยู่เรียบร้อยแล้วเมื่อเหตุการณ์ต่อมาเริ่มขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ I'd ในความหมายว่า I had และแสดงว่าการกระทำหนึ่งเกิดก่อนอีกการกระทำหนึ่งในอดีต?

  1. I'd packed my bag before the taxi arrived.
  2. I'd pack my bag if I had a larger suitcase.
  3. I packed my bag while the taxi waited.
ดูคำตอบ

I'd packed my bag before the taxi arrived.

วลี

thousands and thousands of: การพูดซ้ำเพื่อเน้นจำนวนมหาศาล

วลีซ้ำ thousands and thousands of หมายถึงจำนวนที่มากมหาศาล การพูด thousands ซ้ำให้น้ำหนักมากกว่าการใช้เพียง thousands of โดยทั่วไปวลีนี้เป็นการประมาณหรือการพูดเกินจริงเพื่อเพิ่มอารมณ์ ไม่ได้หมายความว่ามีคนได้นับจำนวนอย่างแม่นยำ รูปแบบ X and X เดียวกันยังใช้เน้นแนวคิดเรื่องขนาดใหญ่อื่น ๆ ได้ เช่น miles and miles หรือ years and years

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่พูด thousands ซ้ำเพื่อเน้นความหมายให้สมบูรณ์: The night sky seemed to contain ____ stars.

ดูคำตอบ

thousands and thousands of

but I didn't have one thing, ไวยากรณ์

0:35

แต่ผมขาดอยู่สิ่งหนึ่ง

friends that wanted to play them.

0:37

คือเพื่อนที่อยากจะเล่นเกมเหล่านั้น

ไวยากรณ์

one thing, friends: กล่าวแบบกว้างก่อนแล้วจึงเปิดเผยรายละเอียด

ใน one thing, friends คำว่า one thing ทำหน้าที่เป็นคำกว้าง ๆ ที่วางไว้ก่อน หลังจากหยุดเล็กน้อย friends that wanted to play them จึงบอกว่าคำกว้างนั้นหมายถึงอะไร การชะลอคำอธิบายแบบนี้สร้างความสงสัยสั้น ๆ และเน้นคำว่า friends คำว่า friends ในที่นี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของอีกประโยคหนึ่ง แต่เป็นคำอธิบายเพิ่มเติมของ one thing ซึ่งเป็นรูปแบบการวางคำอธิบายแบบหลวม ๆ ที่ได้ยินบ่อยในการเล่าเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดให้คำกว้างก่อน แล้วจึงอธิบายรายละเอียดโดยตรง?

  1. The picnic needed one thing: a dry place to sit.
  2. The picnic needed one thing, so we packed sandwiches.
  3. The picnic had a dry place to sit, and we needed one thing.
ดูคำตอบ

The picnic needed one thing: a dry place to sit.

Fortunately,

0:39

โชคดี

someone told me about a strange doctor

0:40

ที่มีคนบอกผมเกี่ยวกับคุณหมอแปลกหน้าคนหนึ่ง

who could create one for me.

0:43

ที่สามารถสร้างเพื่อนขึ้นมาให้ผมได้

I submitted my details

0:45

ผมส่งมอบรายละเอียดของผมไป

and several weeks later, ลำดับความ

0:47

และหลายสัปดาห์ต่อมา

there was a knock at my door. วลี

0:48

ก็มีเสียงเคาะที่ประตูของผม

ลำดับความ

several weeks later: พาเรื่องเดินหน้า

Several weeks later ใช้พาเรื่องจากเหตุการณ์ก่อนหน้าไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา several บอกจำนวนที่ไม่แน่นอน ไม่ได้ระบุจำนวนตายตัว และไม่ได้แปลว่า seven เมื่อวางไว้ต้นประโยค วลีนี้ทำหน้าที่เชื่อมเวลา โดยบอกผู้ฟังว่าเรื่องได้ข้ามช่วงที่รอคอยไปก่อนจะเกิดเหตุการณ์ถัดไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดพาเรื่องเดินหน้าไปหลายสัปดาห์อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ระบุจำนวนที่แน่นอน

  1. Several weeks later, the package arrived.
  2. Several weeks ago, the package arrived.
  3. Seven weeks later, the package arrived.
ดูคำตอบ

Several weeks later, the package arrived.

วลี

there was a knock at my door: เปิดตัวเสียงเคาะประตู

There was a knock at my door ใช้เปิดตัวเสียงหรือเหตุการณ์ใหม่ในเรื่อง หมายถึงมีใครบางคนเคาะประตู แต่ประโยคเน้นที่เสียงเคาะมากกว่าว่าใครเป็นคนเคาะ ในที่นี้ knock เป็นคำนามนับได้ จึงใช้เป็น a knock และวลีคำนามนี้ใช้ at หรือ on ก่อน the door หรือ my door

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้เปิดตัวเสียงคนเคาะประตูในเรื่องได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. There was a knock at the door just after midnight.
  2. There was a knock the door just after midnight.
  3. Someone knocked my door just after midnight.
ดูคำตอบ

There was a knock at the door just after midnight.

I opened it and saw a towering monster. การใช้คำ

0:50

ผมเปิดมันและเห็นสัตว์ประหลาดสูงตระหง่าน

การใช้คำ

towering monster: สัตว์ประหลาดที่สูงตระหง่านและน่าเกรงขาม

ใน towering monster คำว่า towering หมายถึงสูงมากและสูงเด่นกว่าสิ่งรอบข้างมาก ทำให้สัตว์ประหลาดดูใหญ่โตและน่าเกรงขาม ไม่ได้หมายความเพียงว่า “ดูเหมือนหอคอย” คำคุณศัพท์นี้ยังใช้บรรยายคน อาคาร ต้นไม้ หรือสิ่งอื่นที่ความสูงโดดเด่นเหนือฉากรอบข้างได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ towering ในความหมายว่า “สูงมากและดูน่าเกรงขาม”

  1. I carried a towering coin in my pocket.
  2. A towering statue rose above the town square.
  3. She answered in a towering whisper.
ดูคำตอบ

A towering statue rose above the town square.

"Let's play Settlers of Catan," วัฒนธรรม

0:54

"เรามาเล่น Settlers of Catan กันเถอะ"

it said.

0:57

มันกล่าว

วัฒนธรรม

Settlers of Catan ในฐานะชื่อบอร์ดเกมหนึ่งชื่อ

Settlers of Catan ใช้เป็นชื่อของบอร์ดเกมในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังชวนให้เล่นเกมดังกล่าว ให้เข้าใจคำทั้งสามคำเป็นชื่อเฉพาะชื่อเดียว แทนที่จะแปล settlers และ of Catan แยกกันเหมือนเป็นส่วนทั่วไปของประโยค ปัจจุบันเกมนี้ยังเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในชื่อสั้นว่า Catan

แบบฝึกหัด

Settlers of Catan ในประโยคนี้คืออะไร

  1. ชื่อของสัตว์ประหลาดที่กำลังพูด
  2. ชื่อของบอร์ดเกมที่ผู้พูดเสนอให้เล่น
  3. ข้อความทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตั้งถิ่นฐานที่มาจากสถานที่หนึ่ง
ดูคำตอบ

ชื่อของบอร์ดเกมที่ผู้พูดเสนอให้เล่น

"Great," I responded. การใช้คำ

0:58

"ยอดเยี่ยม" ผมตอบรับ

การใช้คำ

responded: วิธีที่เป็นทางการกว่าในการบอกว่า “ตอบ”

ในคำกำกับบทสนทนา I responded คำว่า responded หมายถึง “ฉันตอบ” หรือ “ฉันพูดโต้ตอบ” คำนี้แสดงว่า Great เชื่อมโยงกับสิ่งที่เพิ่งมีคนพูดหรือเพิ่งเกิดขึ้น ไม่ได้เพียงบอกว่ามีคนพูดเท่านั้น responded เป็นทางการและมีน้ำเสียงที่ตั้งใจกว่า said จึงพบได้บ่อยในเรื่องเล่าที่เป็นงานเขียนและรายงาน ในที่นี้หมายถึงการตอบด้วยคำพูด ไม่ใช่เพียงปฏิกิริยาทางอารมณ์

แบบฝึกหัด

เติมคำกำกับบทสนทนาให้สมบูรณ์ คำกริยาใดแสดงชัดที่สุดว่าคำพูดนี้เป็นการตอบแบบค่อนข้างเป็นทางการต่อสิ่งที่พูดไว้ก่อนหน้า? "I understand," she ___.

  1. responded
  2. spoke
  3. said
ดูคำตอบ

responded

We started to play.

1:00

เราเริ่มลงมือเล่น

It was great.

1:01

มันช่างยอดเยี่ยมมาก

Once we had finished, ไวยากรณ์

1:03

เมื่อเราเล่นเสร็จแล้ว

the monster spoke again.

1:04

สัตว์ประหลาดตัวนั้นก็เอ่ยขึ้นมาอีก

ไวยากรณ์

Once we had finished: การกระทำในอดีตอย่างหนึ่งเสร็จก่อนอีกอย่าง

ในที่นี้ once เป็นคำเชื่อมบอกเวลาที่หมายถึง “เมื่อ” หรือ “หลังจาก” ไม่ได้หมายถึง “หนึ่งครั้ง” อนุประโยค Once we had finished ใช้การเสร็จสิ้นของเหตุการณ์แรกเป็นจุดเวลาสำหรับเหตุการณ์ถัดไป had finished เป็น past perfect ซึ่งวางการทำเสร็จไว้ก่อนการกระทำในอดีตที่ตามมา คือ spoke คำว่า once ช่วยแสดงลำดับอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้ past perfect ในทุกประโยคที่คล้ายกัน แต่ในประโยคนี้ช่วยเน้นอย่างชัดเจนว่าการกระทำแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมรูปเต็ม Once + we + past perfect ของ finish เพื่อแสดงว่าการกินมื้อเย็นเสร็จก่อน: ____ dinner, we washed the dishes.

ดูคำตอบ

Once we had finished

"Let's play another board game."

1:06

"เรามาเล่นบอร์ดเกมอื่นกันเถอะ"

However, I just needed to rest. ลำดับความ

1:09

ทว่าผมเพียงต้องการพักผ่อน

ลำดับความ

However, สำหรับแสดงความขัดแย้งที่ต้นประโยค

เมื่ออยู่ต้นประโยค However บอกว่าแนวคิดถัดไปขัดแย้งกับสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้า คำนี้เปลี่ยนทิศทางของเรื่องจากกิจกรรมก่อนหน้าไปสู่ความจำเป็นที่ผู้พูดต้องหยุดและพักผ่อน However เป็นคำกริยาวิเศษณ์เชื่อมความ ในตำแหน่งนี้จะนำหน้าประโยคที่สมบูรณ์และมีเครื่องหมายจุลภาคตามหลัง: However, + อนุประโยค

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดใช้ however ที่ต้นประโยคได้ถูกต้อง

  1. The game was exciting however but I needed a break.
  2. The game was exciting. However, I needed a break.
  3. The game was exciting, however, I needed a break.
ดูคำตอบ

The game was exciting. However, I needed a break.

"Let's play another board game,"

1:12

"เรามาเล่นบอร์ดเกมอื่นกันเถอะ"

his voice boomed. การใช้คำ

1:15

เสียงของมันดังกึกก้อง

การใช้คำ

his voice boomed: เสียงทุ้มดังและทรงพลัง

ใน his voice boomed คำว่า boomed หมายถึงเสียงของเขาดังมาก ทุ้ม และก้อง คำกริยานี้ทำให้รู้สึกว่าเสียงดังไปทั่วพื้นที่ และอาจสื่อถึงอำนาจหรือแรงกดดันได้ นี่เป็นการบรรยายเสียงอย่างมีชีวิตชีวา ไม่ได้หมายถึงการระเบิดจริง ๆ และให้ภาพที่ชัดเจนกว่าการพูดเพียงว่า he spoke loudly

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ boomed บรรยายเสียงได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Maya's voice boomed in a whisper so no one else could hear.
  2. The coach's voice boomed across the noisy gym.
  3. The feather boomed softly as it landed on the pillow.
ดูคำตอบ

The coach's voice boomed across the noisy gym.

The food in my kitchen had completely depleted

1:17

อาหารในครัวของผมร่อยหรอลงจนหมดเกลี้ยง

and I wanted to go out and purchase something from the shops. การใช้คำ

1:20

และผมอยากจะออกไปและจัดซื้อบางสิ่งจากร้านค้า

การใช้คำ

purchase: ตัวเลือกที่เป็นทางการกว่า buy

ในประโยคนี้ purchase เป็นคำกริยาที่หมายถึง buy หรือ “ซื้อ” ไม่ได้สื่อถึงขั้นตอนการซื้อที่ซับซ้อนกว่า แต่เพียงทำให้การกระทำธรรมดาฟังดูเป็นทางการขึ้น ในการสนทนาทั่วไปเกี่ยวกับการซื้ออาหาร เสื้อผ้า หรือของธรรมดาอื่น ๆ คำว่า buy มักเป็นตัวเลือกที่เป็นธรรมชาติกว่า ส่วน purchase พบได้บ่อยในภาษาธุรกิจ ข้อมูลทางการ และการเล่าเรื่องที่จงใจใช้ภาษาทางการ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ถ้อยคำที่จงใจเป็นทางการตามที่คาดว่าจะพบในประกาศจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ

  1. You can buy tickets on our website.
  2. Let's grab tickets on our website.
  3. Tickets may be purchased through our official website.
ดูคำตอบ

Tickets may be purchased through our official website.

I felt like I was going to lose consciousness. การใช้คำ

1:24

ผมรู้สึกราวกับว่ากำลังจะสูญเสียความรู้สึกตัว

การใช้คำ

lose consciousness: วิธีพูด faint แบบเป็นทางการ

ในประโยคนี้ lose consciousness หมายถึงหยุดอยู่ในสภาพที่ตื่นและรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นสำนวนตายตัวแบบเป็นทางการที่หมายถึงการหมดสติ ไม่ใช่การทำ “สติ” หายไปแบบสิ่งของตามความหมายตรงตัว I felt like I was going to... แสดงว่าผู้พูดคิดว่าสิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าผู้พูดหมดสติจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมรายงานทางการด้วยรูปอดีตของ lose consciousness: The patient briefly ____ after the fall.

ดูคำตอบ

lost consciousness

I decided that I couldn't tolerate this any longer การใช้คำ

1:26

ผมตัดสินใจว่าไม่อาจทนรับสิ่งนี้ได้อีกต่อไป

การใช้คำ

couldn't tolerate this any longer: บอกอย่างเป็นทางการว่าถึงขีดจำกัดแล้ว

couldn't tolerate this any longer หมายความว่าผู้พูดมาถึงขีดจำกัดของสิ่งที่ตนยอมรับได้แล้ว ในที่นี้ this หมายถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์และเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ส่วน tolerate เป็นคำกริยาหลักที่หมายถึง “ทนหรือยอมรับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ” ในประโยคปฏิเสธ any longer หมายความว่าสิ่งนั้นจะไม่ดำเนินต่อไปนับจากจุดนั้น เป็นการกำหนดจุดสิ้นสุดว่าผู้พูดจะไม่ยอมรับสถานการณ์นี้ต่อไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับรายงานเหตุการณ์อย่างเป็นทางการที่ระบุว่าการรบกวนซ้ำ ๆ เกินขีดจำกัดที่ยอมรับได้แล้ว

  1. We couldn't put up with the repeated disruptions anymore.
  2. We hoped the repeated disruptions would continue.
  3. We couldn't tolerate the repeated disruptions any longer.
ดูคำตอบ

We couldn't tolerate the repeated disruptions any longer.

and I evicted him. การใช้คำ

1:30

และผมก็ขับไล่มันออกไป

การใช้คำ

evicted him: ขับไล่ออกจากที่อยู่อย่างเป็นทางการ

evicted him หมายถึงทำให้เขาออกจากบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ evict เป็นคำกริยาที่เป็นทางการ มักใช้เมื่อเจ้าของบ้านหรือหน่วยงานขับผู้เช่า ผู้อยู่อาศัย หรือผู้ครอบครองออกจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย ในที่นี้ผู้พูดเพียงแค่ไล่สัตว์ประหลาดออกจากบ้าน การเลือกใช้ evicted ซึ่งฟังคล้ายศัพท์กฎหมายแทนสำนวนทั่วไป ทำให้การกระทำนั้นดูยิ่งใหญ่เกินจริงและตลกอย่างตั้งใจ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ evict ในความหมายทางการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยตามปกติ

  1. The waiter evicted the empty cups from the table.
  2. The coach evicted the player from the team after practice.
  3. The landlord evicted the tenant after receiving a court order.
ดูคำตอบ

The landlord evicted the tenant after receiving a court order.

Goodbye.

1:31

ลาก่อน

Now,

1:32

เอาล่ะ

look at the transcript in the description below

1:33

ดูที่บทพูดในคำอธิบายด้านล่าง

and note down five formal words

1:36

แล้วจดคำศัพท์ที่เป็นทางการลงมาห้าคำ

and try and change them into informal words.

1:38

แล้วลองเปลี่ยนคำเหล่านั้นให้เป็นคำที่ไม่เป็นทางการ

Are you ready?

1:41

คุณพร้อมหรือยัง

Let's press the pause button.

1:42

เรามากดปุ่มหยุดชั่วคราวกันเถอะ

Have you pressed it?

1:44

คุณกดมันหรือยัง

Welcome back.

1:47

ยินดีต้อนรับกลับมา

Now, I'm going to tell the same story ลำดับความ

1:48

เอาล่ะ ตอนนี้ผมจะเล่าเรื่องเดิม

using informal language.

1:50

โดยใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ

ลำดับความ

same story using informal language: เนื้อหาเดิม รูปแบบภาษาใหม่

วลีนี้แยกสิ่งที่ยังเหมือนเดิมออกจากสิ่งที่เปลี่ยนไป same story บอกผู้ฟังว่าเหตุการณ์และเนื้อหาหลักจะไม่เปลี่ยน ส่วน using informal language บอกว่าจะเปลี่ยนคำพูดและรูปแบบภาษา เมื่อใช้ก่อนเรื่องฉบับที่สอง วลีนี้จะทำหน้าที่เป็นสัญญาณนำทาง โดยบอกให้ผู้ฟังเปรียบเทียบรูปแบบภาษาแทนที่จะคาดว่าจะได้ฟังคนละเรื่อง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดทำหน้าที่เป็นสัญญาณแบบเดียวกัน คือเนื้อหายังเหมือนเดิมแต่วิธีพูดเปลี่ยนไป

  1. Now I'll explain the same rule using simpler language.
  2. Now I'll repeat the same words at the same speed.
  3. Now I'll explain a completely different rule.
ดูคำตอบ

Now I'll explain the same rule using simpler language.

I'd got hold of thousands and thousands of board games,

1:51

ผมหาบอร์ดเกมมาได้เป็นพันๆ เกม

but I didn't have one thing

1:55

แต่ผมไม่มีอยู่สิ่งหนึ่ง

that I needed to play them.

1:57

ที่ผมจำเป็นต้องมีเพื่อเล่นเกมพวกนั้น

That's friends. ลำดับความ

1:58

นั่นก็คือเพื่อน

ลำดับความ

That's friends: เปิดเผยคำตอบหลังการเกริ่นนำ

ใน That's friends คำว่า That ย้อนกลับไปถึง one thing ที่ขาดอยู่ในประโยคก่อนหน้า ผู้พูดเว้นข้อมูลหนึ่งส่วนไว้ก่อน แล้วจึงบอกว่า friends คือคำตอบด้วยประโยคสั้นแยกต่างหาก การวางคำตอบไว้หลังช่วงหยุดช่วยเน้นคำตอบในการพูด รูปแบบทั่วไปคือกล่าวถึงสิ่งที่ยังไม่รู้หรือสิ่งที่ขาดไปก่อน แล้วใช้ประโยคสั้นเปิดเผยว่าสิ่งนั้นคืออะไร

แบบฝึกหัด

กลุ่มหนึ่งพูดว่า “We need one more thing to open the file. What is it?” คำตอบใดใช้ That's... อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเปิดเผยคำตอบ

  1. That's the password.
  2. Those are my passwords.
  3. My friends are over there.
ดูคำตอบ

That's the password.

So, I passed on my details

2:00

ผมก็เลยส่งข้อมูลของผม

to this weird doctor

2:02

ไปให้หมอแปลกๆ คนนี้

and suddenly, I heard a knock at my door.

2:04

แล้วจู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงเคาะที่ประตู

And there before me was this weird-looking โน้ต

2:08

และตรงหน้าผมก็มีสัตว์ประหลาดหน้าตาแปลกๆ

massive ginormous monster. การใช้คำ

2:12

ตัวใหญ่ยักษ์มหึมา

ไวยากรณ์

And there before me was ...: การกลับลำดับสถานที่เพื่อเปิดเผยภาพในฉาก

And there before me was ... ใช้โครงสร้างกลับลำดับแบบบอกสถานที่ โดยวลีบอกสถานที่ there before me มาก่อน ตามด้วยกริยา was ส่วนกลุ่มคำนามยาว this ... monster คือประธาน แม้จะอยู่หลังกริยา ลำดับนี้สร้างภาพของสถานที่ก่อน แล้วจึงเปิดเผยว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้น ทำให้เหตุการณ์ดูชัดเจนและน่าตื่นเต้นกว่า ส่วนลำดับปกติ A monster was there before me. จะนำประธานขึ้นมาก่อน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ลำดับ สถานที่ + กริยา + ประธานใหม่ ได้อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเปิดเผยภาพในฉาก

  1. There before us was stood an ancient castle.
  2. There before us stood an ancient castle.
  3. An ancient castle stood there before us.
ดูคำตอบ

There before us stood an ancient castle.

การใช้คำ

weird-looking: บรรยายรูปลักษณ์ด้วย adjective + looking

weird-looking เป็นคำคุณศัพท์ประสม หมายถึงสิ่งที่มีรูปลักษณ์แปลก ในที่นี้ weird บอกความรู้สึกที่ได้จากการมองเห็น และ looking ช่วยให้ความรู้สึกนั้นกลายเป็นคำขยาย monster เมื่ออยู่หน้าคำนาม weird และ looking จะเชื่อมด้วยเครื่องหมายขีดกลาง เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นคำขยายชุดเดียวกัน รูปแบบเดียวกันนี้ใช้สร้าง tired-looking, friendly-looking และ expensive-looking ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำประสมที่สร้างจาก friendly + looking: A ____ dog came toward us.

ดูคำตอบ

friendly-looking

การใช้คำ

massive ginormous: ซ้อนคำคุณศัพท์เพื่อเน้นให้หนักขึ้น

massive และ ginormous ต่างก็หมายถึง “ใหญ่มาก” เมื่อวางสองคำนี้ซ้อนกันหน้า monster จะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้คำบรรยาย ทำให้สัตว์ประหลาดดูใหญ่สุด ๆ ไม่ได้หมายถึงขนาดคนละสองประเภท ginormous เป็นคำที่ไม่เป็นทางการและให้ความรู้สึกสนุก มักใช้แสดงความตื่นเต้น ความประหลาดใจ หรือการพูดเกินจริงเพื่อให้ขบขัน

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดใช้ ginormous ได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. เด็กคนหนึ่งพูดอย่างตื่นเต้นว่า “Look at that ginormous pumpkin!”
  2. วิศวกรเขียนว่า ginormous แทนที่จะระบุความยาวของสะพานที่วัดได้
  3. นักวิทยาศาสตร์บันทึกผลที่แน่นอนไว้เพียงว่า ginormous
ดูคำตอบ

เด็กคนหนึ่งพูดอย่างตื่นเต้นว่า “Look at that ginormous pumpkin!”

And he said,

2:16

แล้วเขาก็บอกว่า

"Let's play board games."

2:17

"มาเล่นบอร์ดเกมกัน"

He got out Settlers of Catan, กริยาวลี

2:19

เขาหยิบ Settlers of Catan ออกมา

กริยาวลี

got out: หยิบสิ่งของออกมาเพื่อใช้

ในที่นี้ got out หมายถึง “หยิบออกมา” หรือ “นำออกมา” Settlers of Catan คือสิ่งที่เขานำออกจากที่เก็บเพื่อเตรียมใช้ ถ้ากรรมเป็นคำนาม สามารถพูดได้ทั้ง get out the game และ get the game out แต่ถ้าเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลางเป็น get it out หากไม่มีกรรม get out มักหมายถึง “ออกไป” หรือ “จากไป”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ get out ที่หมายถึง “หยิบออกจากที่เก็บ”: Leo ____ the map and studied the trail.

ดูคำตอบ

got out

and he said,

2:22

แล้วก็พูดว่า

"Let's play now."

2:23

"เล่นตอนนี้เลย"

And I said,

2:25

และผมก็บอกว่า

"Well, that that's great." น้ำเสียง/เจตนา

2:26

"เอ้อ นั่นมัน นั่นมันเยี่ยมเลย"

น้ำเสียง/เจตนา

Well, ที่ช่วยเว้นจังหวะก่อนตอบ

เมื่อวาง Well, ไว้ต้นคำตอบ ผู้พูดจะมีเวลาสั้น ๆ ก่อนตอบใจความหลัก คำนี้ช่วยให้คำตอบไม่ฟังดูกะทันหันเกินไป หรือแสดงว่าผู้พูดกำลังเลือกคำพูดอยู่ ในที่นี้ Well, เป็นคำช่วยจัดบทสนทนา ไม่ใช่คำที่ใช้ชมว่าสิ่งหนึ่งดี ในประโยคนี้ Well, ทำงานร่วมกับ that ที่พูดซ้ำ ทำให้ that's great ฟังเหมือนปฏิกิริยาที่คิดขึ้นในตอนนั้นและลังเลเล็กน้อย มากกว่าจะเป็นการเห็นด้วยอย่างกระตือรือร้น

แบบฝึกหัด

คำตอบใดใช้ Well, เพื่อทำให้คำตอบที่ลังเลฟังดูนุ่มนวลขึ้น

  1. Well, I don't think I'm ready yet.
  2. Excellent, I don't think I'm ready yet.
  3. I don't think I'm ready yet, certainly.
ดูคำตอบ

Well, I don't think I'm ready yet.

So, we started playing.

2:27

เราก็เลยเริ่มเล่นกัน

And we finished,

2:29

พอเราเล่นเสร็จ

and he said,

2:30

เขาก็บอกว่า

"Let's play another game."

2:31

"มาเล่นเกมอื่นกันเถอะ"

I said,

2:32

ผมบอกว่า

"Well, okay, that's that's brilliant."

2:33

"เอ่อ โอเค นั่นมัน นั่นมันเจ๋งไปเลย"

So, we played again ลำดับความ

2:35

เราก็เลยเล่นกันอีก

and again and again.

2:37

แล้วก็เล่นอีก เล่นอีก

ลำดับความ

again and again and again เพื่อเน้นการกระทำที่เกิดซ้ำ

Again and again หมายถึงการกระทำหนึ่งเกิดขึ้นซ้ำ ๆ การเติม and again อีกครั้งทำให้ตัวถ้อยคำซ้ำตามไปด้วย ผู้ฟังจึงรู้สึกว่าการกระทำนั้นดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ การที่ again ปรากฏสามครั้งไม่ได้หมายความว่าเล่นพอดีสามครั้ง แต่เป็นการกล่าวเกินจริงเพื่อเน้นว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นหลายครั้ง และอาจเพิ่มความรู้สึกเหนื่อย รำคาญ หรือความตลกให้กับเรื่อง

แบบฝึกหัด

ใน We knocked again and again and again วลีที่พูดซ้ำหมายความว่าอย่างไร

  1. เราเคาะประตูหลายครั้ง โดยเน้นอย่างมากว่าทำซ้ำ
  2. เราเคาะประตูพอดีสามครั้ง
  3. เราเคาะประตูที่ต่างกันสามบาน บานละครั้ง
ดูคำตอบ

เราเคาะประตูหลายครั้ง โดยเน้นอย่างมากว่าทำซ้ำ

We played so much ไวยากรณ์

2:39

เราเล่นกันเยอะมาก

that the food in my kitchen

2:40

จนอาหารในครัวของผม

had completely run out.

2:41

มันหมดเกลี้ยงเลยล่ะ

ไวยากรณ์

so much that เพื่อบอกผลลัพธ์จากระดับที่มาก

ในประโยคนี้ so much บอกว่าการเล่นเกิดขึ้นในปริมาณหรือระดับที่มากมาก ส่วน that นำไปสู่ผลลัพธ์ คืออาหารหมดเกลี้ยง ข้อความหลัง that เป็นอนุประโยคบอกผล ไม่ใช่อนุประโยคที่ใช้ขยายคำนาม ใช้โครงสร้าง so + ระดับหรือปริมาณ + that + ผลลัพธ์ เพื่อบอกว่าสถานการณ์แรกเกิดขึ้นมากหรือรุนแรงจนทำให้เกิดอีกสถานการณ์หนึ่ง เมื่อใช้หลังคำกริยาการกระทำ so much that มีความหมายว่า “ทำมากถึงขนาดที่…”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมาย so much that: We sang ____ our throats hurt.

ดูคำตอบ

so much that

Then suddenly, I just felt like I was going to

2:43

แล้วจู่ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนกำลังจะ

I was going to faint. การใช้คำ

2:45

กำลังจะหน้ามืดเป็นลม

การใช้คำ

I was going to faint: กำลังจะเป็นลม

ในที่นี้ I was going to faint หมายถึงผู้พูดรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นลม รูป was going to นำเสนอเหตุการณ์ในอนาคตเมื่อมองจากช่วงเวลาหนึ่งในอดีต เมื่อใช้กับเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจอย่างการเป็นลม จึงหมายถึงสิ่งที่ดูเหมือนกำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ความตั้งใจหรือการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่หนึ่ง To faint หมายถึงหมดสติชั่วครู่ การบอกว่าใครบางคน was going to faint หมายความเพียงว่าเขาดูเหมือนใกล้จะเป็นลม ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นลมจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ was going to เพื่อบอกเหตุการณ์ที่ดูเหมือนกำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่แผน?

  1. She said she was going to study after dinner.
  2. She felt dizzy and thought she was going to faint.
  3. She had decided she was going to visit her aunt.
ดูคำตอบ

She felt dizzy and thought she was going to faint.

I couldn't put up with him anymore. กริยาวลี

2:46

ผมทนเขาไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

กริยาวลี

couldn't put up with: ความอดทนมาถึงขีดจำกัด

Put up with หมายถึงทนหรือยอมรับสิ่งที่ไม่น่าพอใจต่อไป ใน couldn't put up with คำว่า couldn't แสดงว่าผู้พูดไม่สามารถหรือไม่ต้องการทนคนคนนั้นต่อไปแล้ว ให้เข้าใจ put up with เป็นวลีเดียว คนหรือสิ่งที่ต้องทนจะอยู่หลัง with เช่น put up with him และ put up with the noise ส่วน anymore แสดงว่าความอดทนของผู้พูดมาถึงขีดจำกัดแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย can't และกริยาวลี put up with: I ____ this loud music anymore.

ดูคำตอบ

can't put up with

So, I chucked him out. กริยาวลี

2:48

ผมก็เลยไล่ตะเพิดเขาออกไป

กริยาวลี

chucked him out: บังคับให้เขาออกไปแบบไม่เป็นทางการ

Chuck someone out หมายถึงบังคับหรือบอกให้ใครออกจากสถานที่หนึ่ง ในที่นี้ chucked him out หมายถึงผู้พูดทำให้เขาออกไป ไม่ได้หมายความว่าโยนตัวเขาออกไปจริง ๆ Chuck out เป็นกริยาวลีที่แยกได้ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง chuck กับ out จึงใช้ chuck him out และ chucked him out ไม่ใช่ chucked out him

แบบฝึกหัด

เติมประโยคไม่เป็นทางการด้วยรูปอดีตของ chuck out และคำสรรพนาม him: The guards ____ after he started a fight.

ดูคำตอบ

chucked him out

Bye.

2:50

บาย

Did you notice any differences ลำดับความ

2:51

คุณสังเกตเห็นความแตกต่างบ้างไหม

between those stories?

2:53

ระหว่างเรื่องราวทั้งสองนั้น

ลำดับความ

Did you notice any differences...?: คำถามที่ชวนให้เปรียบเทียบ

Did you notice any differences...? เปลี่ยนคำถามเรื่องการสังเกตให้เป็นคำชวนเปรียบเทียบ หลังจากผู้ฟังได้ดูหรือฟังสองเวอร์ชัน คำถามนี้ให้พวกเขานึกย้อนกลับแล้วบอกว่าส่วนใดต่างกัน notice ในที่นี้หมายถึง “สังเกตเห็น” ไม่ใช่ “ค้นหา” ส่วน any differences ไม่ได้กำหนดจำนวน ผู้ฟังจึงตอบความแตกต่างหนึ่งข้อหรือหลายข้อก็ได้

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยวลีในบทเรียนที่ใช้ถามว่าอีกฝ่ายสังเกตเห็นความแตกต่างแล้วหรือไม่: ____ between the two pictures?

ดูคำตอบ

Did you notice any differences

Here are three different words ลำดับความ

2:54

นี่คือสามคำที่แตกต่างกัน

that I changed.

2:56

ที่ผมได้เปลี่ยน

ลำดับความ

Here are three different words: การเกริ่นรายการ

Here are three different words ใช้เกริ่นรายการที่มีหลายข้อก่อนอธิบายแต่ละข้อ Here ชี้ความสนใจไปยังสิ่งที่จะกล่าวต่อไป จึงบอกชัดว่ากำลังเริ่มรายการ Three different words หมายถึงมากกว่าหนึ่งรายการ จึงใช้กริยา are ถ้าจะเกริ่นเพียงรายการเดียว ให้ใช้ Here is

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้เกริ่นตัวอย่างสองข้อที่จะกล่าวต่อไปได้ถูกต้อง

  1. Here are one example of the rule.
  2. Here are two examples of the rule.
  3. Here is two examples of the rule.
ดูคำตอบ

Here are two examples of the rule.

One word was get hold of.

2:57

คำหนึ่งคือ get hold of

So, in the first story,

3:00

คือในเรื่องแรก

I said to acquire, การใช้คำ

3:02

ผมพูดว่า acquire

which is a very formal way ลำดับความ

3:03

ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างเป็นทางการ

of saying to get something.

3:05

ในการพูดว่าได้บางสิ่งมา

But in the second story,

3:07

แต่ในเรื่องที่สอง

I said to get hold of,

3:08

ผมพูดว่า get hold of

which is an informal way

3:10

ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่เป็นทางการ

of saying acquire.

3:11

ของการพูดว่า acquire

การใช้คำ

to acquire ... to get hold of: การเลือกถ้อยคำแบบเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ

ในประโยคนี้ to acquire และ to get hold of ต่างก็หมายถึงการได้บางสิ่งมา ผู้พูดใช้สองสำนวนนี้เพื่อแสดงความต่างด้านระดับภาษา โดย acquire เป็นตัวเลือกที่เป็นทางการกว่า ส่วน get hold of ไม่เป็นทางการและใช้ในบทสนทนา ในที่นี้ get hold of ทำหน้าที่เป็นสำนวนเดียวทั้งกลุ่ม มักหมายถึงการสามารถหาหรือได้บางสิ่งมา ไม่ได้หมายถึงการใช้มือจับสิ่งนั้นไว้ตามความหมายตรงตัว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับรายงานบริษัทที่เป็นทางการเกี่ยวกับการซื้อสิทธิ?

  1. The company acquired the distribution rights in 2024.
  2. The company grabbed the distribution rights in 2024.
  3. The company got hold of the distribution rights in 2024.
ดูคำตอบ

The company acquired the distribution rights in 2024.

ลำดับความ

which is a formal/informal way of saying ...: การอธิบายระดับภาษา

รูปแบบ X is a formal/informal way of saying Y ใช้อธิบายความต่างด้านระดับภาษา โดยบอกว่า X มีความหมายใกล้เคียงกับ Y แต่เป็นสำนวนที่เป็นทางการกว่าหรือไม่เป็นทางการกว่า ในที่นี้ way of saying หมายถึงการเลือกถ้อยคำ ไม่ใช่ลักษณะทางกายภาพของการพูด ในตัวอย่าง which ย้อนกลับไปกล่าวถึงสำนวนที่เพิ่งพูดถึง ส่วน Y ที่ตามหลัง saying อาจเป็นอีกสำนวนหนึ่ง เช่น acquire หรือเป็นคำอธิบายความหมายสั้น ๆ เช่น to get something

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบเป้าหมายที่ใช้อธิบายถ้อยคำซึ่งเป็นทางการกว่า: In this vocabulary guide, To commence is ____ to start.

ดูคำตอบ

a formal way of saying

The second word is submitted.

3:12

คำที่สองคือ submitted

So, in the first story,

3:15

คือในเรื่องแรก

I said,

3:16

ผมพูดว่า

"I submitted my details," การใช้คำ

3:17

"I submitted my details"

which sounds very formal. การใช้คำ

3:19

ซึ่งฟังดูเป็นทางการมากๆ

การใช้คำ

which sounds very formal: sound + คำคุณศัพท์

sound + คำคุณศัพท์ ใช้บอกความรู้สึกหรือภาพรวมที่สิ่งหนึ่งมอบให้ ในที่นี้ sounds very formal หมายถึงถ้อยคำดังกล่าวให้ความรู้สึกเป็นทางการมาก ไม่ได้พูดถึงความดังหรือคุณภาพของเสียง which ย้อนกลับไปอ้างถึง I submitted my details และเพิ่มความเห็นเกี่ยวกับถ้อยคำนั้น สามารถใช้รูปแบบเดียวกันเพื่อบอกว่าสำนวนหนึ่ง sounds natural, sounds polite, sounds strange หรือ sounds informal ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ sound + คำคุณศัพท์ เพื่อแสดงความคิดเห็นเรื่องระดับความเป็นทางการได้ถูกต้อง?

  1. That sounds like very formal.
  2. That sounds very formally.
  3. That sounds very formal.
ดูคำตอบ

That sounds very formal.

But in the second story,

3:21

แต่ในเรื่องที่สอง

I said,

3:22

ผมพูดว่า

"I passed on my details,"

3:23

"I passed on my details"

which is informal.

3:25

ซึ่งเป็นแบบไม่เป็นทางการ

การใช้คำ

I submitted my details ... I passed on my details: แบบเป็นทางการกับไม่เป็นทางการ

ในบริบทนี้ ทั้งสองประโยคหมายถึงผู้พูดให้ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลติดต่อแก่ใครบางคน details อาจหมายถึงชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หรือข้อมูลอื่นที่ถูกขอ ความต่างสำคัญคือระดับภาษาและสถานการณ์ I submitted my details สื่อถึงขั้นตอนที่เป็นทางการ เช่น การสมัครหรือแบบฟอร์มออนไลน์ ส่วน I passed on my details เน้นการให้หรือส่งต่อข้อมูลแก่อีกคนหนึ่ง และฟังดูเป็นภาษาสนทนามากกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะกับการสมัครออนไลน์อย่างเป็นทางการ?

  1. Please pass on your details to Maya when you see her.
  2. I passed on your phone number to the coach.
  3. Please submit your details through the online application form.
ดูคำตอบ

Please submit your details through the online application form.

The third word is depleted.

3:26

คำที่สามคือ depleted

So, in the first story,

3:29

คือในเรื่องแรก

I said,

3:30

ผมพูดว่า

"The food in my kitchen

3:31

"The food in my kitchen

had completely depleted," การใช้คำ

3:32

had completely depleted"

which sounds very formal.

3:34

ซึ่งฟังดูเป็นทางการมากๆ

But in the second story,

3:36

แต่ในเรื่องที่สอง

I said,

3:37

ผมพูดว่า

"The food in my kitchen

3:38

"The food in my kitchen

had completely run out,"

3:39

had completely run out"

which is informal.

3:41

ซึ่งเป็นแบบไม่เป็นทางการ

การใช้คำ

had completely depleted ... had completely run out: การเลือกใช้แบบทางการและในชีวิตประจำวัน

ส่วนที่เน้นทั้งสองส่วนหมายความว่าไม่มีอาหารเหลืออยู่แล้วก่อนอีกช่วงเวลาหนึ่งในอดีต had completely run out เป็นตัวเลือกที่เป็นธรรมชาติในภาษาประจำวัน ในที่นี้ run out เป็นกริยาวลีอกรรม และทรัพยากรที่หมดสามารถเป็นประธานได้ อย่างไรก็ตาม had completely depleted ที่ใช้ food เป็นประธานพบได้น้อยในภาษาอังกฤษมาตรฐานปัจจุบัน เพราะปกติ deplete เป็นสกรรมกริยา รูปที่เป็นทางการและเป็นธรรมชาติคือ had been completely depleted ดังนั้นอย่าเพียงแทน run out ด้วย deplete ในรูปประธานเป็นผู้กระทำ ให้ใช้ had run out ในบริบททั่วไป และ had been depleted ในบริบทที่เป็นทางการกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นธรรมชาติที่สุดในการบอกในการสนทนาทั่วไปว่าไม่มีอาหารเหลืออยู่แล้ว

  1. The food had been completely depleted.
  2. The food had completely run out.
  3. The food had completely depleted.
ดูคำตอบ

The food had completely run out.

Those are three examples,

3:42

นั่นคือตัวอย่างสามคำนะ

but maybe you found some more. ลำดับความ

3:44

แต่บางทีคุณอาจจะเจอเยอะกว่านั้น

ลำดับความ

but maybe you found some more: การเชิญให้เสนอความคิดเพิ่มเติม

but ทำหน้าที่เปลี่ยนจากตัวอย่างสามข้อที่กล่าวจบแล้วไปสู่ความเป็นไปได้อื่นที่ยังเปิดกว้าง ส่วน maybe ทำให้คำกล่าวไม่แน่นอนเกินไปและเปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม แทนที่จะยืนยันว่าผู้ฟังพบสิ่งอื่นเพิ่มอย่างแน่นอน some more ใช้แทนตัวอย่างเพิ่มเติมหรือความแตกต่างเพิ่มเติมซึ่งบริบทได้ระบุประเภทไว้แล้ว วิธีนี้ช่วยหลีกเลี่ยงการพูดคำนามซ้ำและทำให้จุดสนใจอยู่ที่การเชิญให้เพิ่มเติมข้อมูล

แบบฝึกหัด

but maybe you found some more ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. ปฏิเสธตัวอย่างทั้งสามว่าไม่ถูกต้อง
  2. จบรายการสั้น ๆ แล้วเชิญผู้ฟังอย่างสุภาพให้เพิ่มสิ่งอื่นที่ค้นพบ
  3. ยืนยันอย่างแน่นอนว่าผู้ฟังพบสิ่งอื่นเพิ่มเติม
ดูคำตอบ

จบรายการสั้น ๆ แล้วเชิญผู้ฟังอย่างสุภาพให้เพิ่มสิ่งอื่นที่ค้นพบ

Please let me know in the comments section วลี

3:46

โปรดบอกผมด้วยนะในช่องคอมเมนต์

if you found any other differences

3:48

ถ้าคุณเจอความแตกต่างอื่นๆ เพิ่มเติม

between the two stories.

3:49

ระหว่างสองเรื่องนี้

วลี

Please let me know in the comments section: ขอให้ผู้ชมตอบกลับ

Please let me know เป็นวิธีสุภาพในการขอให้อีกฝ่ายให้ข้อมูล ในประโยคนี้ in the comments section บอกผู้ชมว่าควรตอบที่ไหน นั่นคือพื้นที่ใต้คลิปวิดีโอที่ผู้คนใช้แสดงความคิดเห็น รูปแบบที่พบบ่อยคือ Please let me know + อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if, when หรือคำแสดงคำถาม เป็นการเชิญให้อีกฝ่ายให้ข้อมูลหลังจากสังเกตเห็นหรือทราบบางอย่าง ไม่ใช่การสั่งให้ตอบทันที

แบบฝึกหัด

ใช้ let me know เติมคำขอที่สุภาพให้สมบูรณ์: Please ____ in the comments section if you spot another difference.

ดูคำตอบ

let me know

And farewell to you. การใช้คำ

3:51

แล้วพบกันใหม่นะ

การใช้คำ

farewell to you: คำลาที่เป็นทางการและมีอารมณ์แบบละคร

Farewell to you หมายถึงการกล่าวลากับอีกฝ่าย แต่ฟังเป็นทางการและมีอารมณ์แบบละครมากกว่าคำลาทั่วไป คำว่า to you เจาะจงว่ากำลังกล่าวลากับคนหนึ่งคน และอาจทำให้ทั้งประโยคฟังคล้ายคำพูดในพิธี ในที่นี้มี Bye-bye ตามมาทันที จึงทำให้ farewell ฟังคล้ายการจงใจพูดเกินจริงเพื่อความสนุก มากกว่าจะหมายความว่าจะไม่ได้พบกันอีกเลย Farewell อาจใช้กับการจากลาที่สำคัญหรือยาวนาน แต่ไม่ได้หมายถึงตลอดไปเสมอ

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้ต่อไปนี้: เพื่อนร่วมชั้นสองคนจะพบกันอีกในวันพรุ่งนี้ คนหนึ่งพูดอย่างสบาย ๆ ว่า “Farewell to you.” นี่เป็นตัวเลือกที่มีน้ำเสียงเป็นกลางตามปกติหรือไม่

  1. ไม่ใช่ ในที่นี้ฟังเป็นทางการหรือมีอารมณ์แบบละครมากผิดปกติ
  2. ใช่ เป็นตัวเลือกที่มีน้ำเสียงเป็นกลางและใช้กันตามปกติ
ดูคำตอบ

ไม่ใช่ ในที่นี้ฟังเป็นทางการหรือมีอารมณ์แบบละครมากผิดปกติ

Bye-bye.

3:52

บ๊ายบาย