เล่าเรื่องให้น่าสนใจด้วย Past Continuous - มินิเลสสันภาษาอังกฤษ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
382 คำ 153 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนนี้เปรียบเทียบเรื่องราวสองฉบับเกี่ยวกับการตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตของจอห์น โดยแสดงให้เห็นว่าการใช้ past simple เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เหตุการณ์ดูราบเรียบ แล้วอธิบายว่า past continuous ช่วยวางฉาก ส่วน past simple ช่วยเน้นความเปลี่ยนแปลงสำคัญได้อย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. background and foreground. — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เข้าใจคำเปรียบเทียบเชิงภาพนี้ในฐานะกรอบจัดโครงเรื่อง โดยส่วนพื้นหลังให้ข้อมูลเวลา ตัวละคร สถานการณ์ และเหตุผล ส่วนเบื้องหน้าชูเหตุการณ์ที่ขับเคลื่อนเรื่อง คุณจึงจัดลำดับเรื่องได้โดยไม่ทำให้บริบทกับการกระทำหลักดูมีน้ำหนักเท่ากันทั้งหมด 2. using the past continuous to set the scene / the past simple to introduce a change. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เชื่อมแต่ละ tense เข้ากับหน้าที่ในการเล่าเรื่องแทนการจำเพียงโครงสร้าง ใช้ past continuous กับสถานการณ์ที่ดำเนินอยู่ และใช้ past simple กับจุดเปลี่ยนที่เสร็จสิ้นแล้ว เพื่อให้ผู้ฟังติดตามลำดับและความสำคัญของเหตุการณ์ได้ชัดเจน 3. what you come up with. — กริยาวลี: เข้าใจว่า come up with หมายถึงการคิด เสนอ หรือสร้างไอเดีย คำตอบ แผน หรือผลงานเชิงสร้างสรรค์ ใช้ถามอย่างเป็นธรรมชาติได้ว่าอีกฝ่ายคิดหรือทำอะไรออกมา เช่น เรื่องราวจากแบบฝึกหัด โดยไม่จำเป็นต้องหมายถึงการสร้างสิ่งของที่จับต้องได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Welcome to Mini English Lessons!

0:00

ยินดีต้อนรับสู่ Mini English Lessons!

This Mini English Lesson is all about using the past continuous and past simple to tell exciting stories. วลี

0:02

บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินินี้ จะเกี่ยวกับวิธีใช้ past continuous และ past simple เพื่อเล่าเรื่องราวที่น่าตื่นเต้น

วลี

is all about using: บอกหัวข้อหลัก

be all about หมายถึงมีสิ่งนั้นเป็นหัวข้อหรือจุดเน้นหลัก ในประโยคนี้ is all about using บอกว่าการใช้กาลอดีตสองแบบเป็นหัวข้อหลักของบทเรียน คำว่า all เน้นว่าบทเรียนทั้งหมดวนอยู่รอบหัวข้อนี้ ไม่ได้หมายถึงทุกสิ่งที่เป็นไปได้ เนื่องจาก about เป็นคำบุพบท เมื่อมีการกระทำตามหลังจึงใช้รูป -ing: be all about + คำกริยา-ing โครงสร้างนี้ใช้แนะนำจุดเน้นของบทเรียน บทความ การสนทนา หรือกิจกรรมได้

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายในประโยคแนะนำให้สมบูรณ์: This workshop ____ simple tools to plan your week.

ดูคำตอบ

is all about using

All great stories have background and foreground. ลำดับความ

0:14

เรื่องราวที่ยอดเยี่ยมล้วนมีพื้นหลัง (ฉากหลัง) และฉากหน้า (เหตุการณ์หลัก)

ลำดับความ

background and foreground: จัดระเบียบข้อมูลในเรื่องราว

background คือข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจสถานการณ์ เช่น เวลา สถานที่ สภาพของตัวละคร หรือสภาวะที่กำลังดำเนินอยู่ ส่วน foreground คือการกระทำ เหตุการณ์ หรือการเปลี่ยนแปลงหลักที่ผู้ฟังควรสนใจมากที่สุด คำคู่นี้ยืมแนวคิดเรื่องชั้นของภาพมาใช้จัดระเบียบเรื่องราว ผู้เล่าสามารถวาง background ก่อน แล้วจึงนำเหตุการณ์สำคัญมาไว้ใน foreground คำเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงตำแหน่งจริงในภาพ

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบาย background และ foreground ในฐานะชั้นข้อมูลของเรื่องราวได้ถูกต้อง?

  1. Background คือตอนจบ ส่วน foreground คือชื่อเรื่อง
  2. Background และ foreground ใช้อธิบายได้เฉพาะตำแหน่งในภาพเท่านั้น
  3. Background ให้บริบท ส่วน foreground ถ่ายทอดการกระทำหลัก
ดูคำตอบ

Background ให้บริบท ส่วน foreground ถ่ายทอดการกระทำหลัก

In the background,

0:17

ในส่วนของพื้นหลัง

we set the scene. วลี

0:18

เราจะกำหนดฉาก

วลี

set the scene: เกริ่นภูมิหลังก่อน

Set the scene หมายถึงการบอกเวลา สถานที่ ตัวละคร หรือสถานการณ์ที่ผู้อ่านหรือผู้ฟังต้องรู้ก่อนเข้าสู่เหตุการณ์หลัก ในประโยคนี้หมายถึงส่วนที่ให้ภูมิหลังของเรื่อง ไม่ได้หมายถึงการจัดวางฉากจริง ๆ ตามตัวอักษร สำนวนนี้ใช้ในการพูดนำเสนอและการเขียนได้เช่นกัน โดยให้บริบทที่จำเป็นก่อน แล้วจึงเข้าสู่เหตุการณ์หรือแนวคิดหลัก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยสำนวนเป้าหมาย: Before telling us what happened, the narrator described the year and the town to ____.

ดูคำตอบ

set the scene

We introduce the time,

0:19

เราจะแนะนำเวลา

the place,

0:21

สถานที่

the people,

0:22

ผู้คน

and then in the foreground, ลำดับความ

0:23

และจากนั้นในฉากหน้า

there's a change.

0:24

จะเกิดการเปลี่ยนแปลง

ลำดับความ

in the foreground, there's a change: เปลี่ยนจากภูมิหลังไปสู่เหตุการณ์หลัก

In the foreground ย้ายความสนใจของผู้ฟังจากข้อมูลภูมิหลังไปยังส่วนของเรื่องที่สำคัญในขณะนั้น ส่วน There's a change นำเสนอเหตุการณ์ใหม่ที่เริ่มขับเคลื่อนเรื่องไปข้างหน้า ในที่นี้ foreground เป็นวิธีจัดลำดับข้อมูล ไม่ใช่ส่วนหน้าของภาพจริง ๆ โดย background ก่อนหน้านี้ใช้กำหนดสถานการณ์ แล้ว foreground จึงแสดงให้เห็นว่าอะไรเปลี่ยนไป

แบบฝึกหัด

ข้อความใดตรงกับวิธีจัดลำดับเรื่องแบบนี้

  1. Background ให้ข้อมูลฉาก ส่วน foreground นำเสนอเหตุการณ์ใหม่
  2. Foreground บอกเฉพาะเวลาและสถานที่เท่านั้น
  3. Background และ foreground ใช้เรียกได้เฉพาะส่วนทางกายภาพของภาพเท่านั้น
ดูคำตอบ

Background ให้ข้อมูลฉาก ส่วน foreground นำเสนอเหตุการณ์ใหม่

I want to show you a technique that you can use to create exciting stories. ไวยากรณ์

0:26

ฉันอยากจะแสดงให้คุณเห็นเทคนิคที่คุณสามารถนำไปใช้แต่งเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นได้

ไวยากรณ์

that you can use to create ...: อธิบายเทคนิคและจุดประสงค์ของเทคนิค

อนุประโยคขยายคำนาม that you can use to create exciting stories ขยายคำว่า technique โดย that ย้อนกลับไปแทน technique ซึ่งก็คือ you can use the technique ในทางไวยากรณ์ that เป็นกรรมของ use จึงละได้ในภาษาอังกฤษที่ใช้ทั่วไป to create exciting stories เป็น infinitive ที่อธิบายจุดประสงค์ของเทคนิคนี้ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำนาม + (that) someone can use to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกว่าเครื่องมือหรือวิธีการหนึ่งช่วยให้ทำอะไรได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายแผนที่ที่ช่วยให้คุณหาห้องสมุดได้อย่างถูกต้อง

  1. This is a map that you can use to find the library.
  2. This is a map that can use you to find the library.
  3. This is a map that you can use for find the library.
ดูคำตอบ

This is a map that you can use to find the library.

And it involves using the past continuous to set the scene ไวยากรณ์

0:31

ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ past continuous เพื่อกำหนดฉาก

and the past simple to introduce a change.

0:35

และใช้ past simple เพื่อนำเสนอการเปลี่ยนแปลง

ไวยากรณ์

ใช้ past continuous เพื่อปูฉาก... ใช้ past simple เพื่อใส่การเปลี่ยนแปลง

ประโยคนี้กำหนดหน้าที่ต่างกันให้สอง tense ในการเล่าเรื่อง past continuous ซึ่งสร้างด้วย was/were + -ing แสดงการกระทำหรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในอดีตและใช้ปูฉาก ส่วน past simple แสดงเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวและช่วยให้เรื่องเดินหน้าต่อ ข้อความใช้โครงสร้างขนานกันคือ using A to do X and B to do Y โดย to-infinitive แต่ละส่วนอธิบายจุดประสงค์ของการเลือก tense นั้น นี่เป็นรูปแบบการเล่าเรื่องที่มีประโยชน์ ไม่ใช่กฎที่จำกัดว่าแต่ละ tense ต้องทำหน้าที่นี้เท่านั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ past continuous เป็นฉากหลังและใช้ past simple กับเหตุการณ์ใหม่

  1. The children built a fort when the rain was starting.
  2. The children are building a fort when the rain started.
  3. The children were building a fort when the rain started.
ดูคำตอบ

The children were building a fort when the rain started.

You're going to hear one story, ลำดับความ

0:38

คุณกำลังจะได้ฟังหนึ่งเรื่องราว

two versions.

0:40

ในสองเวอร์ชัน

ลำดับความ

one story, two versions: กรอบเปรียบเทียบแบบกระชับ

ใน one story, two versions ผู้พูดบอกเนื้อหาที่เหมือนกันก่อน แล้วจึงบอกว่าจะนำเสนอเนื้อหานั้นกี่แบบ เครื่องหมายจุลภาคทำให้เกิดกรอบสั้น ๆ คล้ายป้ายกำกับ คือมีเรื่องเดียว และผู้ฟังจะได้ฟังเรื่องเดียวกันนั้นสองเวอร์ชัน รูปแบบนี้ช่วยจัดลำดับสิ่งที่จะตามมา และบอกผู้ฟังอย่างรวดเร็วว่าสิ่งเดียวกันจะถูกนำเสนอในสองแบบเพื่อให้เปรียบเทียบกันได้

แบบฝึกหัด

one story, two versions ในที่นี้หมายความว่าอะไร

  1. สองเวอร์ชันจะถูกรวมกันเป็นเรื่องใหม่หนึ่งเรื่อง
  2. หลังจากเรื่องหนึ่งแล้วจะมีเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องอีกสองเรื่อง
  3. เรื่องเดียวกันจะถูกนำเสนอในสองแบบที่แตกต่างกัน
ดูคำตอบ

เรื่องเดียวกันจะถูกนำเสนอในสองแบบที่แตกต่างกัน

Version one,

0:41

เวอร์ชันที่หนึ่ง

only the past simple,

0:43

ใช้แค่ past simple เท่านั้น

but version two is the past continuous and the past simple together.

0:44

แต่เวอร์ชันที่สองจะใช้ past continuous และ past simple ร่วมกัน

Let's go.

0:50

ไปลุยกันเลย

John was nearly 60 and he wanted a change.

0:51

จอห์นอายุเกือบ 60 ปี และเขาต้องการการเปลี่ยนแปลง

He lived in London.

0:54

เขาอาศัยอยู่ในลอนดอน

He lived in a huge apartment.

0:55

เขาอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ที่กว้างใหญ่

He made a ton of money, สำนวน

0:58

เขาทำเงินได้มหาศาล

สำนวน

made a ton of money: พูดแบบไม่เป็นทางการว่าหาเงินได้มาก

Made a ton of money หมายถึง หาเงินได้เป็นจำนวนมาก made เป็นรูปอดีตของ make ในวลี make money ส่วน a ton of เป็นคำพูดเกินจริงแบบไม่เป็นทางการที่ใช้บอกว่ามีจำนวนมากมาก ในที่นี้ ton ไม่ใช่หน่วยวัดน้ำหนัก และวลีนี้ไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่นอน รูปแบบ a ton of ยังใช้บอกว่ามีสิ่งอื่นเป็นจำนวนมากได้ เช่น a ton of work หรือ a ton of questions

แบบฝึกหัด

The new café made a ton of money during the festival หมายความว่าอะไร

  1. ร้านกาแฟใช้เงินทั้งหมดไปในช่วงเทศกาล
  2. ร้านกาแฟหาเงินได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้บอกจำนวนที่แน่นอน
  3. เงินของร้านกาแฟหนักหนึ่งตันจริง ๆ
ดูคำตอบ

ร้านกาแฟหาเงินได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้บอกจำนวนที่แน่นอน

but he didn't enjoy his life.

0:59

แต่เขาไม่สนุกกับชีวิตของเขาเลย

So,

1:02

ดังนั้น

one day he made a decision. วลี

1:02

วันหนึ่งเขาจึงตัดสินใจ

วลี

made a decision: กลุ่มคำธรรมชาติ make + decision

ใน he made a decision วลี made a decision หมายถึง “เลือกว่าจะทำอะไร” made เป็นรูปอดีตของ make ประโยคนี้เล่าเหตุการณ์ในอดีตจึงใช้ made ภาษาอังกฤษใช้คำกริยากับคำนามที่เข้าคู่กันอย่างเป็นธรรมชาติว่า make a decision ส่วน do a decision ไม่ใช่สำนวนภาษาอังกฤษที่เป็นธรรมชาติ คำกริยา decide ก็ใช้สื่อความหมายใกล้เคียงกันได้แบบสั้นกว่า

แบบฝึกหัด

ใช้ make a decision ในรูปอดีตเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: After thinking carefully, Maya ____ to join the art club.

ดูคำตอบ

made a decision

He decided to leave London and buy a house on the coast. ไวยากรณ์

1:05

เขาตัดสินใจที่จะออกจากลอนดอนและซื้อบ้านริมชายฝั่ง

ไวยากรณ์

decided to leave ... and buy: คำกริยาสองคำใช้ to ร่วมกัน

หลัง decide to ต้องตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน ใน decided to leave London and buy a house คำว่า leave และ buy เชื่อมกันด้วย and และทั้งสองคำเติมเนื้อหาให้ decided to โครงสร้างคือ decided to [leave ... and buy ...] คำกริยาตัวที่สองยังคงเป็นรูปพื้นฐาน จึงต้องใช้ buy ไม่ใช่ bought สามารถใส่ to ซ้ำหน้า buy ได้ แต่ในที่นี้ไม่จำเป็น

แบบฝึกหัด

ใช้รูปพื้นฐานของ leave และ take เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Leo decided to ____ work early and ____ the train.

ดูคำตอบ

leave · take

Mm, okay.

1:09

อืม โอเค

This is a little bit flat. การใช้คำ

1:10

เรื่องนี้มันดูราบเรียบไปหน่อย

การใช้คำ

a little bit flat: บอกอย่างนุ่มนวลว่าสิ่งหนึ่งขาดพลัง

ในประโยคนี้ flat บอกลักษณะที่สิ่งหนึ่งสื่อออกมา ไม่ได้บอกรูปร่างทางกายภาพ หมายถึงเนื้อหาหรือการนำเสนอขาดพลัง ความหลากหลาย หรือความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ จึงไม่ค่อยสร้างความประทับใจ A little bit แปลว่า “เล็กน้อย” และช่วยให้คำวิจารณ์ฟังนุ่มนวลขึ้น รูปแบบ X is a little bit flat ใช้ให้ข้อเสนอแนะอย่างสุภาพกับเรื่องราว การแสดง งานนำเสนอ หรือการออกแบบได้

แบบฝึกหัด

ใน “The ending felt a little bit flat” คำว่า flat หมายถึงอะไร?

  1. ตอนจบขาดพลังและความหลากหลาย
  2. ตอนจบมีพื้นผิวที่เรียบในทางกายภาพ
  3. ตอนจบเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้น
ดูคำตอบ

ตอนจบขาดพลังและความหลากหลาย

Everything happens at the same time.

1:13

ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันหมด

There's no background and there's no foreground.

1:16

ไม่มีฉากหลังและไม่มีฉากหน้า

The sequence of events is not clear. วลี

1:19

ลำดับเหตุการณ์ก็ไม่ชัดเจน

วลี

The sequence of events: ลำดับที่สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น

The sequence of events หมายถึงลำดับที่หลายสิ่งเกิดขึ้น sequence บอกการจัดเรียง ส่วน of events บอกว่าสิ่งที่นำมาเรียงคือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประโยคนี้ เหตุการณ์แต่ละอย่างอาจเข้าใจได้เมื่อดูแยกกัน แต่ลำดับของเหตุการณ์ไม่ชัดเจน ใช้วลีนี้เมื่อต้องอธิบายว่าอะไรเกิดขึ้นก่อน ต่อมา และเป็นอย่างสุดท้าย

แบบฝึกหัด

“The sequence of events was confusing” หมายความว่าอะไร?

  1. รู้ได้ยากว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นที่ไหน
  2. เข้าใจได้ยากว่าเหตุการณ์หนึ่งทำให้เกิดอะไร
  3. เข้าใจได้ยากว่าอะไรเกิดขึ้นก่อน ต่อมา และเป็นอย่างสุดท้าย
ดูคำตอบ

เข้าใจได้ยากว่าอะไรเกิดขึ้นก่อน ต่อมา และเป็นอย่างสุดท้าย

So, let's listen to that story again

1:22

งั้นเรามาฟังเรื่องราวนี้กันอีกครั้ง

with the past continuous and the past simple together.

1:25

โดยใช้ past continuous และ past simple ร่วมกัน

John was turning 60 and he was looking for a change. โน้ต

1:29

จอห์นกำลังจะอายุครบ 60 ปี และเขากำลังมองหาการเปลี่ยนแปลง

การใช้คำ

was turning 60: การเข้าใกล้ช่วงเปลี่ยนผ่านของวัย

turn + อายุ หมายถึงมีอายุถึงวัยนั้น ไม่ใช่หมุนตัว ใน was turning 60 รูป past progressive ทำให้วันเกิดครบ 60 ปีของจอห์นเป็นเหตุการณ์ที่กำลังใกล้เข้ามาหรือเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นในอดีต ใช้ was turning + อายุ เมื่อช่วงเปลี่ยนผ่านของวัยที่กำลังใกล้เข้ามาเป็นฉากหลังให้กับสถานการณ์อื่นในอดีต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปสองคำของ turn + อายุ เพื่อแสดงว่าวันเกิดครบ 10 ปีกำลังใกล้เข้ามา ณ เวลานั้นในอดีต: Leo ____ 10, so his family planned a party.

ดูคำตอบ

was turning

วลี

was looking for a change: ต้องการสถานการณ์ที่แตกต่าง

look for สามารถมีเป้าหมายที่เป็นนามธรรมตามหลังได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของเท่านั้น ในที่นี้ a change หมายถึงกิจวัตร งาน หรือวิถีชีวิตที่แตกต่างออกไป ดังนั้นจอห์นจึงต้องการให้สถานการณ์ของตนเปลี่ยนไป รูป past progressive ใน was looking แสดงว่าความต้องการนี้ดำเนินอยู่ ณ เวลานั้นในอดีต เป็นข้อมูลฉากหลังและไม่ได้บอกว่าจอห์นได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปแล้ว

แบบฝึกหัด

เมื่อปีที่แล้ว นอร่าเบื่อกิจวัตรเดิมและต้องการบางอย่างที่แตกต่าง แต่เธอยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอะไร ประโยคใดเหมาะสมที่สุด?

  1. Nora was looking for a change.
  2. Nora was looking for some coins.
  3. Nora was making a change.
ดูคำตอบ

Nora was looking for a change.

He was living in London in a huge apartment. ไวยากรณ์

1:33

เขากำลังอาศัยอยู่ในลอนดอนในอพาร์ตเมนต์ที่กว้างใหญ่

He was making a ton of money,

1:35

เขากำลังทำเงินได้มหาศาล

but he wasn't enjoying his life.

1:38

แต่เขากลับไม่ได้สนุกกับชีวิตของเขาเลย

ไวยากรณ์

was living ... was making ... wasn't enjoying: ใช้ past continuous เพื่อปูพื้นหลังที่กำลังดำเนินอยู่ในอดีต

was living, was making และ wasn't enjoying ต่างก็ใช้ past continuous ซึ่งมีโครงสร้าง was + คำกริยาเติม -ing โดย wasn't เป็นรูปปฏิเสธ ในประโยคนี้ รูปเหล่านี้บรรยายสภาพที่ดำเนินต่อเนื่องอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันในอดีต เมื่อนำมาใช้ต่อกัน รูปเหล่านี้สร้างภาพพื้นหลังก่อนการตัดสินใจหรือเหตุการณ์หลัก ไม่ได้บอกว่ามีการกระทำสั้น ๆ สามอย่างเกิดขึ้นตามลำดับ แต่แสดงว่าในตอนนั้นเขาอยู่ที่ไหน หาเงินอย่างไร และรู้สึกอย่างไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ past continuous เป็นหลักเพื่อปูสภาพพื้นหลังที่กำลังดำเนินอยู่

  1. Nora was working nights and feeling exhausted when she decided to change jobs.
  2. Nora works nights, so she usually sleeps during the day.
  3. Nora finished her shift, locked the door, and went home.
ดูคำตอบ

Nora was working nights and feeling exhausted when she decided to change jobs.

So,

1:40

ดังนั้น

one day he made a decision.

1:41

วันหนึ่งเขาจึงตัดสินใจ

He decided to leave London and buy a house on the coast.

1:44

เขาตัดสินใจที่จะออกจากลอนดอนและซื้อบ้านริมชายฝั่ง

Much better.

1:47

ดีขึ้นมากเลย

In the background,

1:48

ในส่วนของพื้นหลัง

we find out the when, ลำดับความ

1:50

เราได้รู้ว่าเมื่อไหร่

the who,

1:52

ใคร

the why.

1:53

ทำไม

ลำดับความ

find out the when, the who, the why: ใช้คำคำถามเป็นป้ายกำกับข้อมูล

คำว่า the ทำให้ when, who และ why ทำหน้าที่เหมือนป้ายกำกับประเภทข้อมูล ในที่นี้ the when หมายถึงเวลา the who หมายถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และ the why หมายถึงเหตุผล ทั้งสามคำไม่ได้เป็นคำถามตรงสามข้อ รายการนี้แบ่งข้อมูลพื้นหลังออกเป็นสามหมวดที่ชัดเจน และบอกผู้ฟังว่าจะได้รู้อะไรบ้าง รูปสั้น ๆ แบบ the + คำคำถามเป็นวิธีพิเศษในการติดป้ายกำกับข้อมูล ส่วนคำถามทางอ้อมทั่วไปจะไม่ใส่ the หน้าคำคำถาม

แบบฝึกหัด

วลี the when, the who, the why ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. ตั้งคำถามตรงที่สมบูรณ์สามข้อ
  2. จัดข้อมูลเป็นหมวดเวลา บุคคล และเหตุผล
  3. เรียงเหตุการณ์สามอย่างตามลำดับที่เกิดขึ้น
ดูคำตอบ

จัดข้อมูลเป็นหมวดเวลา บุคคล และเหตุผล

We set the scene.

1:54

เราได้กำหนดฉากแล้ว

He was living in London.

1:55

เขากำลังอาศัยอยู่ในลอนดอน

He was making a ton of money.

1:58

เขากำลังทำเงินได้มหาศาล

He wasn't enjoying his life.

2:01

เขากำลังไม่สนุกกับชีวิตของเขา

And then there's a change in the foreground.

2:04

และต่อมาก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในฉากหน้า

He decided to move to the coast.

2:07

เขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ริมชายฝั่ง

We use the past continuous to set the scene

2:09

เราใช้ past continuous เพื่อกำหนดฉาก

and it has the structure

2:13

และมันมีโครงสร้างคือ

subject plus was or were ไวยากรณ์

2:15

ประธาน บวก was หรือ were

plus the -ing form.

2:18

บวก รูป -ing

ไวยากรณ์

subject plus was or were plus the -ing form: โครงสร้าง past continuous

นี่คือโครงสร้างของ past continuous: ประธาน + was/were + กริยารูป -ing ในสูตรไวยากรณ์นี้ plus หมายถึงตามด้วยหรือนำมารวมกัน ไม่ใช่การบวกทางคณิตศาสตร์ ใช้ was กับ I และประธานบุรุษที่สามเอกพจน์ ส่วน were ใช้กับ you, we, they และประธานพหูพจน์ กริยารูป -ing ส่วนท้ายแสดงกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น She was reading และ They were waiting

แบบฝึกหัด

ใช้คำกริยาในวงเล็บเติมประโยคให้เป็น past continuous: At eight o'clock, they ____ for the bus. (wait)

ดูคำตอบ

were waiting

And then the past simple introduces a single change in the foreground. ไวยากรณ์

2:20

และจากนั้น past simple จะนำเสนอการเปลี่ยนแปลงหนึ่งอย่างในฉากหน้า

ไวยากรณ์

past simple introduces a single change in the foreground: past simple แสดงการเปลี่ยนแปลงในฉากหน้า

ในรูปแบบการเล่าเรื่องนี้ past simple นำเสนอเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงที่จบแล้วเป็นเหตุการณ์ในฉากหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ฟังควรให้ความสนใจ เหตุการณ์นี้มักทำให้เส้นเวลาของเรื่องเดินหน้าหรือทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไป ฉากหน้าคือบทบาทของเหตุการณ์ในเรื่อง ไม่ใช่ความหมายเชิงดราม่าที่ติดมากับ past simple เสมอไป บริบทเป็นตัวกำหนดบทบาท โดยการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่ใน past continuous สามารถสร้างฉากหลัง ส่วนเหตุการณ์ใน past simple แสดงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา

แบบฝึกหัด

ใช้วลีในวงเล็บในรูป past simple เพื่อเติมประโยคและแสดงการเปลี่ยนแปลงในฉากหน้า: I was reading when the lights ____. (go out)

ดูคำตอบ

went out

So, try it for yourself. น้ำเสียง/เจตนา

2:26

ดังนั้น ลองทำด้วยตัวเองดูนะคะ

น้ำเสียง/เจตนา

try it for yourself: การชวนอย่างเป็นมิตรให้ลองด้วยตนเอง

Try it for yourself เป็นการชวนผู้ฟังให้สัมผัสหรือทดลองบางอย่างด้วยตนเอง เพื่อจะได้สร้างความคิดเห็นของตนเอง คำว่า for yourself เน้นประสบการณ์โดยตรง ไม่ได้หมายความว่าต้องทำโดยไม่มีใครช่วยเสมอไป ประโยคนี้อยู่ในรูปคำสั่ง โดยละประธาน you ไว้ ในบริบทการสอนหรือการสาธิต ประโยคนี้เป็นการให้กำลังใจอย่างเป็นมิตร ไม่ใช่คำสั่งที่หยาบคาย

แบบฝึกหัด

เติมคำชวนอย่างเป็นมิตรด้วยวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “สัมผัสด้วยตนเอง”: Try it ____ and see what you think.

ดูคำตอบ

for yourself

Think about a key event in your life. วลี

2:28

นึกถึงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของคุณ

วลี

a key event in your life: เหตุการณ์ในชีวิตที่ส่งผลสำคัญ

ใน a key event คำว่า key เป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “สำคัญมาก” หรือ “สำคัญต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป” ไม่ได้หมายถึงกุญแจที่ใช้เปิดล็อก A key event in your life คือประสบการณ์สำคัญอย่างหนึ่งในเรื่องราวชีวิตของคุณ ไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุการณ์ที่ใหญ่ที่สุดหรือเกิดขึ้นล่าสุด ประเด็นสำคัญคือผลและความสำคัญของเหตุการณ์นั้น

แบบฝึกหัด

ใช้วลีจากบทเรียนที่หมายถึงเหตุการณ์สำคัญเพื่อเติมประโยค: Moving to a new city was a ____ in her life because it changed what happened next.

ดูคำตอบ

key event

Use the past continuous to set the scene

2:30

ใช้ past continuous เพื่อกำหนดฉาก

and then introduce the change using the past simple.

2:33

แล้วค่อยนำเสนอการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ past simple

We'd love to hear what you come up with. โน้ต

2:39

เราอยากฟังเรื่องราวที่คุณแต่งขึ้นมากเลยค่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

We'd love to hear: คำเชิญอย่างอบอุ่นให้แบ่งปัน

We'd เป็นรูปย่อของ we would ใน We'd love to hear... คำว่า would love to หมายถึง “อยากมาก” ผู้พูดกำลังเชิญอีกฝ่ายให้แบ่งปันบางอย่างอย่างอบอุ่น คำว่า love ในที่นี้แสดงความกระตือรือร้น ไม่ได้หมายถึงความรักแบบคู่รัก เมื่อเทียบกับคำสั่งตรง ๆ อย่าง Tell us รูปแบบนี้ฟังดูเป็นมิตรกว่าและเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเลือกว่าจะตอบหรือไม่ hear ยังหมายถึงการได้รับหรือได้รู้คำตอบ รวมถึงคำตอบที่เขียนมาก็ได้

แบบฝึกหัด

หลังทำกิจกรรมในชั้นเรียน ประโยคใดเชิญเพื่อนร่วมชั้นให้เล่าเรื่องอย่างอบอุ่น?

  1. Tell us your story now.
  2. We'd love to hear your story.
  3. We already heard your story.
ดูคำตอบ

We'd love to hear your story.

กริยาวลี

what you come up with: สิ่งที่คุณคิดหรือสร้างขึ้นมา

Come up with เป็นกริยาวลีที่หมายถึงการคิดและสร้างไอเดีย คำตอบ แผน ชื่อ เรื่องราว หรือวิธีแก้ปัญหา ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน ใน what you come up with คำว่า what หมายถึง “สิ่งที่คุณคิดขึ้นมา” กรรมถูกวางไว้ด้านหน้า ดังนั้น with จึงอยู่ท้ายวลี: you come up with something → what you come up with

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “คิดและสร้างขึ้นมา”: We need to ____ a name for our new club.

ดูคำตอบ

come up with

So, in the comments,

2:41

ดังนั้น ในช่องคอมเมนต์

tell us about the time when you decided to make a change in your life. โน้ต

2:42

ช่วยเล่าให้เราฟังถึงตอนที่คุณตัดสินใจสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคุณหน่อยนะคะ

ไวยากรณ์

tell us about the time when...: ชวนให้เล่าประสบการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ

Tell us about the time when... ใช้ชวนให้อีกฝ่ายเล่าประสบการณ์หนึ่งโดยเฉพาะในอดีต ในที่นี้ the time หมายถึง “เหตุการณ์ครั้งนั้น” หรือ “ประสบการณ์ครั้งนั้น” ไม่ใช่เวลาบนนาฬิกา ในทางไวยากรณ์ when you decided... เป็นอนุประโยคขยายที่ระบุว่าหมายถึงเหตุการณ์ครั้งไหน When ไม่ได้ใช้ตั้งคำถามโดยตรง ประโยคย่อยจึงคงลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ when you decided ไม่ใช่ when did you decide

แบบฝึกหัด

ประโยคใดชวนให้อีกฝ่ายเล่าประสบการณ์หนึ่งโดยเฉพาะได้ชัดเจนที่สุด แทนที่จะขอเพียงข้อมูลเวลา

  1. Tell me about the time when you learned to ride a bike.
  2. What year did you learn to ride a bike?
  3. When did you learn to ride a bike?
ดูคำตอบ

Tell me about the time when you learned to ride a bike.

วลี

decided to make a change in your life: ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในชีวิต

Decided to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “เลือกหรือตัดสินใจที่จะทำบางอย่าง” เนื่องจากการตัดสินใจเกิดขึ้นในอดีต decide จึงอยู่ในรูปอดีต decided ส่วน make ยังคงเป็นรูปพื้นฐานหลัง to Make a change เป็นการใช้คำกริยาคู่กับคำนามที่พบบ่อย หมายถึง “เปลี่ยนสถานการณ์ปัจจุบัน” ใน make a change in your life คำว่า change เป็นคำนาม และวลีนี้สื่อถึงการปรับส่วนสำคัญหรือทิศทางของชีวิตด้วยตนเอง ไม่ได้หมายถึงการสร้างสิ่งของตามความหมายตรงตัว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย make ตามด้วยคำนามเอกพจน์ change และคำนำหน้านามที่จำเป็น: Owen decided to ____ in his life by exercising every morning.

ดูคำตอบ

make a change