หนึ่งในคำที่แปลยากที่สุด... - Krystian Aparta: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
465 คำ 154 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าทำไมการแปล “you” จึงต้องอาศัยบริบททางสังคม เพราะแต่ละภาษาอาจแสดงความสนิทสนม ความเคารพ จำนวน และเพศต่างกัน หรืออาจละสรรพนามแล้วให้ผู้ฟังอนุมานจากสถานการณ์ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. the T-V distinction. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เข้าใจการแยกสรรพนามบุรุษที่สองแบบสนิทสนมกับแบบสุภาพในหลายภาษา ผ่านตัวอย่าง tu/vous ในภาษาฝรั่งเศสและ thou/you ในภาษาอังกฤษสมัยก่อน จึงมองออกว่าการเลือกสรรพนามไม่ได้เพียงชี้ว่าใครคือผู้ฟัง แต่ยังสื่อระยะห่างทางสังคมหรือความเคารพด้วย 2. come into play — สำนวนและการใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบ: ใช้สำนวนนี้ได้เมื่อปัจจัยหนึ่งเริ่มเกี่ยวข้องหรือส่งผลต่อผลลัพธ์ ในที่นี้หมายถึงระดับความสุภาพ จำนวน และเพศอาจมีบทบาทพร้อมกัน ทำให้การเลือกสรรพนามขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไข 3. would rather have the listener guess / than use the wrong one — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้โครงสร้างที่เปรียบเทียบความต้องการให้หรือปล่อยให้ผู้อื่นทำสิ่งหนึ่ง กับการเลือกทำสิ่งที่ไม่น่าพึงประสงค์กว่า จึงอธิบายได้ว่าผู้พูดอาจยอมให้ผู้ฟังคาดเดาสรรพนามจากบริบท แทนการเสี่ยงใช้รูปที่อาจถูกมองว่าไม่สุภาพ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Which is the hardest word to translate in this sentence? ลำดับความ

0:09

คำไหนแปลยากที่สุดในประโยคนี้?

ลำดับความ

Which is the hardest word to translate? คำถามดึงความสนใจในช่วงเปิด

Which ให้ผู้ฟังเลือกจากกลุ่มที่รู้อยู่แล้ว ซึ่งก็คือคำต่าง ๆ ในประโยคนี้ วลี the hardest word to translate กำหนดเกณฑ์ในการเลือก ในที่นี้ hardest หมายถึงถ่ายทอดเป็นอีกภาษาให้ถูกต้องได้ยากที่สุดเพราะต้องอาศัยบริบท ไม่ได้หมายถึงสะกดหรือจำแนกได้ยากที่สุด เมื่อใช้ตอนต้นของคำอธิบาย คำถามนี้จงใจยังไม่บอกคำตอบ ช่องว่างของข้อมูลนี้ทำให้เนื้อหาถัดไปกลายเป็นช่วงเฉลย และทำให้ผู้ฟังอยากฟังต่อ

แบบฝึกหัด

คำถามนี้ทำหน้าที่อะไรในตอนต้นของคำอธิบาย

  1. ขอให้ผู้ฟังหาคำที่สะกดยากที่สุด
  2. สร้างช่องว่างของข้อมูลและชวนให้ผู้ฟังฟังต่อเพื่อรู้คำตอบ
  3. บอกว่าทุกคำในประโยคนี้แปลไม่ได้
ดูคำตอบ

สร้างช่องว่างของข้อมูลและชวนให้ผู้ฟังฟังต่อเพื่อรู้คำตอบ

"Know" is easy to translate.

0:13

คำว่า "Know" แปลได้ง่าย

Pep rally doesn't have a direct analog in a lot of languages and cultures, โน้ต

0:15

"Pep rally" ไม่มีคำเทียบเคียงโดยตรงในหลายภาษาและหลายวัฒนธรรม

วัฒนธรรม

Pep rally: กิจกรรมรวมตัวเชียร์ของโรงเรียนในอเมริกาเหนือ

pep rally คือกิจกรรมรวมตัวในโรงเรียนที่พบได้คุ้นเคยโดยเฉพาะในวัฒนธรรมโรงเรียนอเมริกาเหนือ จัดขึ้นเพื่อสร้างความตื่นเต้นและความเป็นหนึ่งเดียวของโรงเรียน มักจัดก่อนการแข่งขันกีฬา และอาจมีการส่งเสียงเชียร์ สุนทรพจน์ ดนตรี วงโยธวาทิต หรือเชียร์ลีดเดอร์ เนื่องจากไม่ใช่ทุกวัฒนธรรมจะมีกิจกรรมที่มีชื่อและบทบาทแบบนี้ direct analog จึงหมายถึงกิจกรรมที่คนในวัฒนธรรมนั้นรู้จักและทำหน้าที่เหมือนกัน ไม่ใช่แค่คำแปลจากพจนานุกรม หากไม่มีกิจกรรมดังกล่าว ควรแปลแบบบรรยายโดยคงสองแนวคิดไว้ คือเป็นกิจกรรมในโรงเรียนและมีจุดประสงค์เพื่อเชียร์ทีมหรือสร้างขวัญกำลังใจ

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะที่จะเรียกว่า pep rally มากที่สุด

  1. ประชาชนเดินขบวนในใจกลางเมืองเพื่อประท้วงกฎหมายใหม่
  2. ครูประชุมกันเป็นการส่วนตัวเพื่อหารือเรื่องคะแนนสอบ
  3. นักเรียนรวมตัวกันในโรงยิมของโรงเรียนเพื่อเชียร์ทีมก่อนการแข่งขันนัดสำคัญ
ดูคำตอบ

นักเรียนรวมตัวกันในโรงยิมของโรงเรียนเพื่อเชียร์ทีมก่อนการแข่งขันนัดสำคัญ

but can be approximated.

0:19

แต่ก็พอจะหาคำที่ใกล้เคียงได้

วลี

doesn't have a direct analog: ไม่มีสิ่งที่ตรงกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

ในประโยคนี้ doesn't have a direct analog หมายถึง ในภาษาและวัฒนธรรมอื่น ๆ จำนวนมาก ไม่มีสิ่งใดเพียงสิ่งเดียวที่ตรงกับ pep rally โดยตรงทั้งด้านหน้าที่และความหมาย คำว่า analog ในที่นี้เป็นคำนามที่หมายถึง “สิ่งที่สอดคล้องกัน” หรือ “สิ่งที่คล้ายกัน” ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีแอนะล็อก การไม่มี direct analog ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดนั้นอธิบายไม่ได้ แต่หมายความว่าไม่มีสิ่งที่ตรงกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง จึงอาจต้องใช้คำอธิบายหรือสิ่งที่ใกล้เคียงแทน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ไม่มีสิ่งที่ตรงกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง”: This school tradition ____ in my country, although we have similar events.

ดูคำตอบ

doesn't have a direct analog

But the hardest word there is actually one of the smallest.

0:21

แต่คำที่ยากที่สุดในนั้นกลับเป็นหนึ่งในคำที่สั้นที่สุด

You.

0:25

คือคำว่า "You"

As simple as it seems, ลำดับความ

0:26

แม้จะดูเหมือนง่าย

ลำดับความ

As simple as it seems, ...: โครงสร้างแสดงการยอมรับข้อหนึ่งไว้ก่อนที่ต้นประโยค

เมื่ออยู่ต้นประโยค As simple as it seems, หมายถึง “แม้ว่ามันจะดูเรียบง่ายก็ตาม...” โครงสร้างนี้ยอมรับภาพที่เห็นภายนอกก่อน แล้วเตรียมผู้ฟังให้รับฟังประโยคหลักที่จะเพิ่มความยาก ข้อยกเว้น หรือข้อเท็จจริงที่ตรงข้ามอย่างน่าประหลาดใจ รูปแบบคือ As + คำคุณศัพท์ + as + ประธาน + seem(s) แล้วตามด้วยประโยคหลัก เป็นการจัดข้อมูลแบบ “บอกลักษณะที่ดูเหมือนเป็นจริงก่อน แล้วจึงบอกความจริงที่ตรงข้าม” และยังไม่เป็นประโยคสมบูรณ์เมื่ออยู่เพียงลำพัง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบแสดงการยอมรับข้อหนึ่งไว้ก่อนแบบเดียวกัน โดยยอมรับภาพที่เห็นแล้วจึงบอกความจริงที่ตรงข้าม?

  1. The game is as easy as it looks.
  2. The game looks easy, and it is easy.
  3. As easy as it looks, the game takes years to master.
ดูคำตอบ

As easy as it looks, the game takes years to master.

it's often impossible to accurately translate you ไวยากรณ์

0:27

แต่มักจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแปลคำว่า "you" ให้ถูกต้อง

without knowing a lot more about the situation where it's being said.

0:31

โดยไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับสถานการณ์ตอนที่พูดให้มากกว่านี้

ไวยากรณ์

impossible to ... without knowing: หากขาดเงื่อนไขจำเป็นก็ทำไม่ได้

รูปแบบ impossible to do A without doing B หมายความว่า B เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในการทำ A ในประโยคนี้ การจะแปล you ให้ถูกต้องขึ้นอยู่กับการรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ใช้คำนั้น หลัง without ใช้คำนามหรือรูป -ing เช่น without context หรือ without knowing the facts ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย without เป็นเงื่อนไขสำคัญของข้อความ ไม่ใช่เพียงรายละเอียดเสริม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบ impossible to ... without ...: It is ____ to confirm the winner ____ checking the final score.

ดูคำตอบ

impossible · without

To start with, ลำดับความ

0:35

เริ่มกันที่

ลำดับความ

To start with: การเกริ่นประเด็นแรก

To start with เป็นคำเชื่อมที่ใช้ต้นประโยคเพื่อเกริ่นเหตุผล ขั้นตอน หรือประเด็นแรกของคำอธิบาย ช่วยจัดลำดับข้อมูลและมักบอกเป็นนัยว่ายังมีประเด็นอื่นตามมา ในที่นี้หมายถึง “ก่อนอื่น” หรือ “ประเด็นแรก” ไม่ได้หมายถึงการเริ่มทำสิ่งใดโดยตรง เมื่ออยู่ต้นประโยค ปกติจะมีเครื่องหมายจุลภาคตามหลัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมตายตัวที่หมายถึง “ก่อนอื่น”: To ____ with, let's check the address.

ดูคำตอบ

start

how familiar are you with the person you're talking to? ไวยากรณ์

0:36

คุณสนิทกับคนที่คุณคุยด้วยแค่ไหน?

ไวยากรณ์

How familiar are you with ...?:การถามระดับความคุ้นเคย

How familiar are you with ...? ใช้ถามระดับความคุ้นเคย ไม่ได้ต้องการเพียงคำตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ในประโยคนี้ ผู้พูดถามว่าคุณรู้จักคู่สนทนาดีแค่ไหน เพราะความสัมพันธ์นี้อาจมีผลต่อระดับความเป็นทางการที่ใช้พูดกับอีกฝ่าย โครงสร้างคือ How + adjective + be + subject + with ...? Familiar with ใช้บอกความคุ้นเคยกับบุคคล หัวข้อ เครื่องมือ หรือขั้นตอนได้ ความหมายของคำนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ family

แบบฝึกหัด

เติมคำในคำถามที่ถามระดับความคุ้นเคย: How ____ are you with the rules of this game?

ดูคำตอบ

familiar

Many cultures have different levels of formality. การใช้คำ

0:40

หลายวัฒนธรรมมีระดับความสุภาพที่แตกต่างกัน

การใช้คำ

Different levels of formality:ระดับความเป็นทางการที่แตกต่างกันในภาษา

ในวลี different levels of formality คำว่า levels แสดงให้เห็นว่าความเป็นทางการเป็นเหมือนมาตรวัด ภาษาและพฤติกรรมทางสังคมอาจเป็นแบบสบาย ๆ เป็นกลาง สุภาพ หรือเป็นทางการมากก็ได้ จึงไม่ได้มีเพียงการเลือกระหว่างเป็นทางการกับไม่เป็นทางการเท่านั้น ในที่นี้ formality หมายถึงวิธีที่การเลือกใช้ภาษาแสดงระยะห่างทางสังคมและความเคารพ แต่ละวัฒนธรรมอาจใช้สรรพนาม คำเรียก รูปประโยค หรือน้ำเสียงต่างกันกับเพื่อน ครู หัวหน้า และคนแปลกหน้า

แบบฝึกหัด

different levels of formality ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. เสื้อผ้าประเภทต่าง ๆ ที่สวมในงานทางการ
  2. ขั้นตอนต่าง ๆ ที่ต้องทำในพิธี
  3. ระดับต่าง ๆ ของภาษาและพฤติกรรมทางสังคม ตั้งแต่สบาย ๆ ไปจนถึงเป็นทางการ
ดูคำตอบ

ระดับต่าง ๆ ของภาษาและพฤติกรรมทางสังคม ตั้งแต่สบาย ๆ ไปจนถึงเป็นทางการ

A close friend, someone much older or much younger,

0:44

เพื่อนสนิท คนที่แก่กว่ามากหรืออายุน้อยกว่ามาก

a stranger,

0:47

คนแปลกหน้า

a boss,

0:48

เจ้านาย

these all may be slightly different "you's."

0:49

บุคคลเหล่านี้อาจใช้คำว่า "you" ที่แตกต่างกันเล็กน้อย

In many languages,

0:53

ในหลายภาษา

the pronoun reflects these differences through what's known as the T-V distinction. วัฒนธรรม

0:54

คำสรรพนามสะท้อนถึงความแตกต่างเหล่านี้ผ่านสิ่งที่เรียกว่าการแยกแยะแบบ T-V

วัฒนธรรม

the T-V distinction: รูปบุรุษที่สองแบบสนิทและแบบสุภาพ

การแบ่งแบบ T-V เป็นศัพท์ภาษาศาสตร์ที่ใช้เรียกความแตกต่างระหว่างรูปบุรุษที่สองแบบสนิทหรือไม่เป็นทางการ กับรูปแบบสุภาพหรือเป็นทางการ โดยชื่อ T และ V มีที่มาตามธรรมเนียมจากคำละติน tu และ vos ในประโยคนี้ reflects หมายความว่าตัวคำสรรพนามเองมีข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูด ภาษาอังกฤษมักใช้ you กับทั้งสองแบบ แต่ภาษาอื่นจำนวนมากเลือกใช้คนละรูป

แบบฝึกหัด

การแบ่งแบบ T-V กล่าวถึงสิ่งใดเป็นหลัก?

  1. ตัวย่อของรูปแบบโทรทัศน์สองชนิด
  2. ความแตกต่างระหว่างรูป “you” แบบสนิทหรือไม่เป็นทางการกับแบบสุภาพหรือเป็นทางการ
  3. ความแตกต่างระหว่างรูปกริยาอดีตกับอนาคต
ดูคำตอบ

ความแตกต่างระหว่างรูป “you” แบบสนิทหรือไม่เป็นทางการกับแบบสุภาพหรือเป็นทางการ

In French, for example,

1:00

ตัวอย่างเช่นในภาษาฝรั่งเศส

you would say tu when talking to your friend at school, วัฒนธรรม

1:01

คุณจะพูดว่า "tu" เมื่อคุยกับเพื่อนที่โรงเรียน

but vous when addressing your teacher. การใช้คำ

1:04

แต่จะใช้ "vous" เมื่อพูดกับครู

วัฒนธรรม

tu ... vous: เลือก “you” ตามความสัมพันธ์และความสุภาพ

tu และ vous ในภาษาฝรั่งเศสต่างก็ตรงกับ you ในภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่ได้สื่อข้อมูลทางสังคมเหมือนกัน ในประโยคนี้ tu แสดงว่าผู้พูดสนิทกับเพื่อน ส่วน vous แสดงระยะห่างอย่างให้เกียรติเมื่อพูดกับครู การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับจำนวนคน ความสัมพันธ์ และธรรมเนียมท้องถิ่น สรรพนามภาษาอังกฤษมักไม่แสดงความต่างนี้ ดังนั้นการแปล you เป็นภาษาฝรั่งเศสอาจต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้พูดและผู้ฟัง

แบบฝึกหัด

ในสถานการณ์ที่อธิบาย รูปภาษาฝรั่งเศสใดเหมาะที่สุดสำหรับการสนทนาครั้งแรกอย่างสุภาพกับครูหนึ่งคน?

  1. vous
  2. tu
  3. ทั้งสองรูปเป็นกลางเท่ากันในสถานการณ์นี้
ดูคำตอบ

vous

การใช้คำ

addressing your teacher: address ที่หมายถึง “พูดกับใครสักคน”

ใน addressing your teacher คำว่า addressing หมายถึง “พูดกับครูโดยตรง” โดยเฉพาะเมื่อสนใจว่าพูดอย่างไรหรือใช้คำเรียกแบบใด ตรงนี้อธิบายสถานการณ์ที่เลือกใช้ vous ส่วน address เป็นคำกริยา ไม่ใช่คำนามที่หมายถึงที่อยู่ เมื่อใช้ในความหมายนี้ address เป็นคำกริยาที่รับกรรมตรง มีโครงสร้างว่า address someone โดยวางคนที่เราพูดด้วยไว้หลังคำกริยาทันที

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ address ในความหมายว่า “พูดกับใครสักคนโดยตรง”

  1. The principal changed the school's mailing address.
  2. The principal addressed the students before the assembly.
  3. The principal wrote the students' addresses on the forms.
ดูคำตอบ

The principal addressed the students before the assembly.

Even English once had something similar.

1:07

แม้แต่ภาษาอังกฤษเองก็เคยมีอะไรคล้ายๆ กัน

Remember the old-timey thou? การใช้คำ

1:09

จำคำเก่าแก่อย่างคำว่า "thou" ได้ไหม?

การใช้คำ

old-timey thou: คำเรียกภาษาอังกฤษโบราณแบบขำ ๆ

Old-timey เป็นคำคุณศัพท์แบบไม่เป็นทางการและมีอารมณ์ขันเล็กน้อย หมายถึง “ล้าสมัยในแบบที่ทำให้นึกถึงอดีตอย่างชัดเจน” จึงทำให้คำบรรยายฟังสบาย ๆ มากกว่าจะเป็นศัพท์วิชาการ ในอดีต thou เป็นคำสรรพนามประธานบุรุษที่สองเอกพจน์ ในภาษาอังกฤษมาตรฐานปัจจุบัน คำนี้ฟังดูโบราณเพราะ you เข้ามาแทนที่ในการใช้ทั่วไป การเรียกว่า old-timey เป็นการบอกความรู้สึกที่คำนี้ให้ในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าในอดีต thou เป็นรูปที่เป็นทางการหรือให้เกียรติมากกว่า

แบบฝึกหัด

วลี old-timey thou ในที่นี้สื่อความหมายใด

  1. คำสรรพนามมาตรฐานสมัยใหม่สำหรับบทสนทนาสุภาพ
  2. คำสรรพนามที่ฟังดูโบราณและถูกบรรยายแบบสบาย ๆ มีอารมณ์ขัน
  3. ศัพท์เทคนิคที่พิสูจน์ว่า thou เป็นคำทางการมาโดยตลอด
ดูคำตอบ

คำสรรพนามที่ฟังดูโบราณและถูกบรรยายแบบสบาย ๆ มีอารมณ์ขัน

Ironically,

1:12

น่าขันที่ว่า

it was actually the informal pronoun for people you're close with, การใช้คำ

1:13

จริงๆ แล้วมันเป็นสรรพนามแบบไม่เป็นทางการสำหรับคนที่คุณสนิทด้วย

while you was the formal and polite version.

1:16

ในขณะที่ "you" เป็นรูปแบบที่เป็นทางการและสุภาพ

การใช้คำ

informal pronoun ... formal and polite: ความแตกต่างในอดีตระหว่าง thou กับ you

ในที่นี้ it หมายถึง thou ในความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ที่ประโยคนี้อธิบาย thou เป็นสรรพนามเอกพจน์แบบไม่เป็นทางการที่ใช้กับคนสนิท ส่วน you เป็นรูปแบบที่เป็นทางการและสุภาพกว่า วลีที่เน้นไว้แสดงให้เห็นว่าสรรพนามสามารถสื่อทั้งระดับความสนิทและความเคารพได้ Ironically บอกว่าประวัตินี้ตรงข้ามกับความรู้สึกทั่วไปในปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้ thou มักฟังดูเก่าแก่หรือเคร่งขรึม ความรู้สึกที่คำหนึ่งให้ในปัจจุบันอาจต่างจากหน้าที่ทางสังคมของคำนั้นในอดีต

แบบฝึกหัด

ข้อความใดอธิบายความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ในประโยคได้ถูกต้อง

  1. สรรพนาม thou และ you มีความหมายทางสังคมเหมือนกันทุกประการ
  2. สรรพนาม you เป็นรูปแบบไม่เป็นทางการ ส่วน thou เป็นรูปแบบที่เป็นทางการและสุภาพเสมอ
  3. thou สามารถสื่อความสนิทสนม ส่วน you สามารถสื่อความเป็นทางการและความสุภาพ
ดูคำตอบ

thou สามารถสื่อความสนิทสนม ส่วน you สามารถสื่อความเป็นทางการและความสุภาพ

That distinction was lost when the English decided to just be polite all the time. ไวยากรณ์

1:20

ความแตกต่างนั้นหายไปเมื่อคนอังกฤษตัดสินใจที่จะสุภาพตลอดเวลา

ไวยากรณ์

That distinction was lost: รูปถูกกระทำที่เน้นความแตกต่างซึ่งกำลังหายไป

That distinction was lost ใช้รูปถูกกระทำ โดยนำเสนอประธาน distinction ว่าเป็นสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง และใช้ was + กริยาช่องที่สาม lost เพื่อแสดงผลลัพธ์ ในที่นี้ that distinction หมายถึงความแตกต่างก่อนหน้านี้ระหว่าง thou ที่ใช้กับคนสนิทกับ you ที่เป็นทางการ เมื่อใช้กับคำนามนามธรรมอย่าง distinction คำว่า was lost หมายถึงความแตกต่างนั้นเลิกมีอยู่หรือไม่ได้รับการรักษาไว้อีกต่อไป ไม่ได้หมายความว่ามีใครวางมันผิดที่ รูปถูกกระทำทำให้ความสนใจอยู่ที่ลักษณะทางภาษาที่กำลังหายไป แทนที่จะระบุบุคคลที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปถูกกระทำใน simple past ของ lose: Over time, the old distinction ____.

ดูคำตอบ

was lost

But the difficulty in translating you doesn't end there. สำนวน

1:25

แต่ความยากในการแปลคำว่า "you" ไม่ได้จบแค่นั้น

สำนวน

doesn't end there: ยังมีสิ่งอื่นตามมาอีก

ในประโยคนี้ doesn't end there หมายความว่า ความยากที่กล่าวไปแล้วไม่ใช่ปัญหาทั้งหมด There หมายถึงจุดที่คำอธิบายดำเนินมาถึง ไม่ใช่สถานที่จริง สำนวนนี้เชื่อมประเด็นหนึ่งไปยังประเด็นถัดไป โดยบอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีความยากอีกอย่างหรือข้อมูลอีกชั้นหนึ่งตามมา โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ X doesn't end there โดย X คือเรื่องที่ยังมีส่วนอื่นให้กล่าวถึง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่แสดงว่ายังมีประโยชน์อีกข้อตามมาให้สมบูรณ์: The new library has longer hours, but the improvements ____; it also offers free tutoring.

ดูคำตอบ

don't end there

In languages like Hausa or Korana,

1:28

ในภาษาอย่างเฮาซาหรือคอรานา

the you form depends on the listener's gender. การใช้คำ

1:31

รูปแบบของ "you" ขึ้นอยู่กับเพศของผู้ฟัง

การใช้คำ

the you form depends on the listener's gender: รูปภาษาและเงื่อนไขในการเลือก

ในที่นี้ form หมายถึงรูปแบบหนึ่งของคำหรือองค์ประกอบทางไวยากรณ์ The you form คือรูปบุรุษที่สองแบบเฉพาะที่ภาษาหนึ่งใช้ ไม่ใช่แบบฟอร์มที่ให้ใครกรอก Depends on ใช้บอกเงื่อนไขที่กำหนดการเลือก วลีแสดงความเป็นเจ้าของ the listener's gender หมายถึง “เพศของผู้ฟัง” หรือเพศของคนที่กำลังถูกพูดด้วย ไม่ใช่เพศของผู้พูดหรือบุคคลอื่นที่กำลังถูกกล่าวถึง

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดถ่ายทอดความหมายของประโยคตัวอย่างได้ถูกต้อง?

  1. เพศของผู้พูดกำหนดว่าจะใช้รูปบุรุษที่สองแบบใด
  2. เพศของผู้ฟังกำหนดว่าจะใช้รูปบุรุษที่สองแบบใด
  3. ผู้ฟังกรอกแบบฟอร์มเกี่ยวกับเพศของผู้พูด
ดูคำตอบ

เพศของผู้ฟังกำหนดว่าจะใช้รูปบุรุษที่สองแบบใด

In many more,

1:34

ในอีกหลายภาษา

it depends on whether they are one or many, ไวยากรณ์

1:35

มันขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีคนเดียวหรือหลายคน

such as with German du or ihr.

1:37

เช่นเดียวกับคำว่า "du" หรือ "ihr" ในภาษาเยอรมัน

ไวยากรณ์

whether they are one or many: การเสนอทางเลือกสองอย่าง

หลัง depends on อนุประโยค whether they are one or many แสดงทางเลือกสองอย่างที่กำหนดผลลัพธ์ รูปแบบ whether A or B ใช้บอกว่าความเป็นไปได้ข้อใดในสองข้อเป็นจริง อนุประโยคนี้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ whether they are ไม่ใช่ whether are they ในที่นี้ they หมายถึงคนที่ผู้พูดกำลังพูดด้วย one or many ไม่ได้พูดกว้าง ๆ ว่าจำนวนมากหรือน้อย แต่แยกว่าผู้ฟังมีหนึ่งคนหรือหลายคน หรือก็คือบุรุษที่สองรูปเอกพจน์กับพหูพจน์

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ depends on whether ... or ... อย่างถูกต้องเพื่อเสนอทางเลือกสองอย่าง

  1. The greeting depends on whether you speaking to one person or a group.
  2. The greeting depends on whether are you speaking to one person or a group.
  3. The greeting depends on whether you are speaking to one person or a group.
ดูคำตอบ

The greeting depends on whether you are speaking to one person or a group.

Even in English,

1:40

แม้แต่ในภาษาอังกฤษ

some dialects use words like y'all or yous the same way. Some plural forms like the French vous and Russian "Вы" โน้ต

1:42

บางสำเนียงใช้คำอย่าง "y'all" หรือ "yous" ในลักษณะเดียวกัน รูปแบบพหูพจน์บางรูปแบบ เช่น "vous" ในภาษาฝรั่งเศสและ "Вы" ในภาษารัสเซีย

การใช้คำ

y'all or yous: รูปพหูพจน์ของ you ในภาษาถิ่น

ในภาษาถิ่นภาษาอังกฤษบางแบบ y'all และ yous สามารถแสดงให้ชัดเจนว่า you เป็นพหูพจน์ กล่าวคือ ใช้เรียกผู้ฟังมากกว่าหนึ่งคน จึงช่วยแยกเอกพจน์กับพหูพจน์ ซึ่ง you ในภาษาอังกฤษมาตรฐานไม่ได้แสดงด้วยตัวมันเอง Y'all มาจาก you all ส่วน yous เติม -s ที่คล้ายเครื่องหมายพหูพจน์ต่อท้าย you ในประโยคนี้ the same way หมายความว่ารูปเหล่านี้แยกผู้รับสารหลายคนออกจากผู้รับสารหนึ่งคน เหมือนรูปเอกพจน์และพหูพจน์ในภาษาอื่นที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: ในรายงานเป็นทางการสำหรับผู้อ่านจากหลายภูมิภาค yous มักเป็นรูปพหูพจน์ของ you ที่เป็นกลางที่สุด

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

are also used for a single person

1:50

ก็ใช้กับคนคนเดียวได้เช่นกัน

to show that the addressee is that much more important, การใช้คำ

1:53

เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้รับสารมีความสำคัญมากกว่ามาก

วัฒนธรรม

plural forms ... used for a single person: การใช้รูปพหูพจน์เรียกคนคนเดียวอย่างสุภาพ

ในที่นี้ plural forms หมายถึงรูปที่ใช้เรียกคนมากกว่าหนึ่งคนได้ แต่ประโยคนี้ชี้ว่ารูปเหล่านี้อาจมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งด้วย vous ในภาษาฝรั่งเศสและ Вы ในภาษารัสเซียสามารถใช้เรียกคนเพียงคนเดียวอย่างสุภาพได้ รูปดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพหูพจน์ในบางส่วนของไวยากรณ์ แต่ในบริบทนี้หมายถึงบุคคลคนเดียว ดังนั้น พจน์ทางไวยากรณ์จึงไม่ได้บอกจำนวนผู้ที่ถูกเรียกเสมอไป ในบางภาษา รูปที่เกี่ยวข้องกับพหูพจน์สามารถแสดงความเคารพ ความเป็นทางการ หรือระยะห่างทางสังคมเมื่อใช้กล่าวถึงคนคนเดียว

แบบฝึกหัด

ข้อความที่เน้นแสดงให้เห็นอะไร?

  1. รูปที่เกี่ยวข้องกับพหูพจน์อาจใช้เรียกคนเพียงคนเดียวอย่างสุภาพได้ในบางกรณี
  2. การใช้รูปพหูพจน์กับคนคนเดียวเป็นข้อผิดพลาดในทุกภาษา
  3. รูปพหูพจน์ทุกคำหมายถึงหลายคนเสมอ
ดูคำตอบ

รูปที่เกี่ยวข้องกับพหูพจน์อาจใช้เรียกคนเพียงคนเดียวอย่างสุภาพได้ในบางกรณี

การใช้คำ

the addressee: บุคคลที่ข้อความถูกส่งตรงไปหา

addressee คือบุคคลที่คำพูดหรือข้อความเขียนถูกส่งตรงไปหาโดยตั้งใจ ในประโยคนี้หมายถึงคนหนึ่งคนที่ได้รับการเรียกด้วยรูปสุภาพ คำนี้เป็นศัพท์ทางการเกี่ยวกับการสื่อสาร มาจาก address ในความหมายว่า “พูดหรือเขียนถึงใครบางคน” คำนี้หมายถึงตัวบุคคล ไม่ใช่ที่อยู่หรือที่อยู่อีเมลของบุคคลนั้น

แบบฝึกหัด

ในสถานการณ์นี้ ใครคือ addressee? Noah พูดกับ Priya ว่า “Please close the window.” ส่วน Leo ได้ยินอยู่ข้าง ๆ

  1. Priya เพราะ Noah พูดกับเธอโดยตรง
  2. Noah เพราะเขาเป็นคนพูดคำเหล่านั้น
  3. Leo เพราะเขาได้ยินคำพูดนั้น
ดูคำตอบ

Priya เพราะ Noah พูดกับเธอโดยตรง

much like the royal we. วัฒนธรรม

1:56

คล้ายกับการใช้ "we" ของราชวงศ์

วัฒนธรรม

the royal we: รูปพหูพจน์ที่ใช้แทนผู้พูดคนเดียว

the royal we คือธรรมเนียมที่กษัตริย์ใช้ we เรียกตนเอง แม้ผู้พูดจริงจะมีเพียงคนเดียว รูปคำเป็นพหูพจน์ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีหลายคนกำลังพูดเสมอไป ในที่นี้ใช้เป็นสิ่งเปรียบเทียบว่า พจน์ทางไวยากรณ์อาจสื่อถึงสถานะ ศักดิ์ศรี หรือธรรมเนียมทางสังคม ไม่ได้บอกเพียงจำนวนคน ต้องดูบริบทและบทบาทของผู้พูดเพื่อตัดสินว่า we อ้างถึงคนเดียวหรือไม่

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ the royal we มากที่สุด

  1. กษัตริย์อาจใช้ we เพื่อเรียกตนเองซึ่งเป็นผู้พูดเพียงคนเดียว
  2. คำนี้หมายถึงกษัตริย์และคนอื่นอย่างน้อยหนึ่งคนเสมอ
  3. คำนี้เป็นรูปทางการทั่วไปที่ใช้แทน I ในบทสนทนาประจำวัน
ดูคำตอบ

กษัตริย์อาจใช้ we เพื่อเรียกตนเองซึ่งเป็นผู้พูดเพียงคนเดียว

And a few languages even have a specific form วัฒนธรรม

1:58

และมีสองสามภาษาที่มีรูปแบบเฉพาะ

for addressing exactly two people,

2:01

สำหรับการเรียกคนสองคนโดยเฉพาะ

like Slovenian vidva.

2:04

อย่างเช่นคำว่า "vidva" ในภาษาสโลวีเนีย

วัฒนธรรม

a specific form for addressing exactly two: รูปทวิพจน์

วลีนี้หมายความว่า บางภาษามีรูปคำที่ใช้เฉพาะเมื่อพูดกับคนสองคนเท่านั้น exactly two ตัดกรณีคนเดียวและกลุ่มตั้งแต่สามคนขึ้นไปออก พจน์ทางไวยากรณ์นี้เรียกว่า “ทวิพจน์” แสดงให้เห็นว่าบางภาษาอาจแยกเอกพจน์ ทวิพจน์ และพหูพจน์ ไม่ได้มีเพียงเอกพจน์กับพหูพจน์ คำว่า vidva ในภาษาสโลวีเนียคือตัวอย่างในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดตรงกับรูปที่ใช้เรียกคนสองคนพอดี

  1. ผู้พูดใช้รูปนี้กับกลุ่มผู้ฟังตั้งแต่สองคนขึ้นไปทุกกลุ่ม
  2. ผู้พูดใช้รูปนี้เฉพาะเมื่อพูดกับผู้ฟังสองคน
  3. ผู้พูดใช้รูปนี้อย่างสุภาพเมื่อพูดกับผู้ฟังคนเดียว
ดูคำตอบ

ผู้พูดใช้รูปนี้เฉพาะเมื่อพูดกับผู้ฟังสองคน

If that wasn't complicated enough, ลำดับความ

2:06

ถ้าแค่นั้นยังไม่ซับซ้อนพอ

ลำดับความ

If that wasn't complicated enough: เพิ่มความยุ่งยากขึ้นอีกชั้น

If that wasn't complicated enough เป็นคำเชื่อมเชิงวาทศิลป์ ไม่ใช่เงื่อนไขจริงที่ผู้ฟังต้องตัดสิน โดยนำเสนอว่าข้อมูลก่อนหน้านี้ซับซ้อนอยู่แล้ว และส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีความยุ่งยากเพิ่มขึ้นอีก ในที่นี้ that ย้อนกลับไปถึงความแตกต่างที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ รูปแบบนี้ช่วยจัดลำดับข้อมูลโดยเชื่อมสิ่งที่พูดไปแล้วเข้ากับรายละเอียดใหม่ที่เพิ่มความซับซ้อน

แบบฝึกหัด

ผู้พูดส่งสัญญาณอะไรด้วย “If that wasn't complicated enough,”?

  1. รายละเอียดอีกอย่างจะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น
  2. หัวข้อก่อนหน้านี้ง่ายและไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม
  3. ผู้ฟังต้องตัดสินว่าหัวข้อนี้ซับซ้อนเพียงพอหรือไม่
ดูคำตอบ

รายละเอียดอีกอย่างจะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น

formality, number, and gender can all come into play at the same time. โน้ต

2:08

ความสุภาพ จำนวน และเพศ อาจเข้ามามีบทบาทพร้อมๆ กันได้เลย

การใช้คำ

formality, number, and gender: ปัจจัยในการเลือกรูปภาษา

Formality, number และ gender เป็นปัจจัยสามอย่างที่แยกจากกันและอาจกำหนดรูปภาษาที่ใช้ formality เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ สถานการณ์ และระดับความสุภาพ ส่วน number คือหมวดพจน์ทางไวยากรณ์ที่อาจแยกสิ่งที่อ้างถึงหนึ่ง สอง หรือมากกว่านั้น และ gender คือความแตกต่างด้านเพศทางไวยากรณ์หรือเพศของสิ่งที่อ้างถึงซึ่งบางภาษามีการทำเครื่องหมายไว้ วลีนี้รวมปัจจัยเหล่านี้ไว้ด้วยกันเพราะอาจทำงานพร้อมกัน ไม่ใช่ทีละอย่าง ในประโยคนี้ number หมายถึงพจน์ทางไวยากรณ์ ไม่ใช่ตัวเลขหรือหมายเลขที่กำหนดให้ใคร

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ number หมายถึงอะไร?

  1. ตัวเลขที่เขียน เช่น 7
  2. ตำแหน่งในรายการที่มีหมายเลข
  3. หมวดไวยากรณ์ เช่น เอกพจน์หรือพหูพจน์
ดูคำตอบ

หมวดไวยากรณ์ เช่น เอกพจน์หรือพหูพจน์

สำนวน

come into play: เริ่มเกี่ยวข้องหรือส่งผล

Come into play เป็นสำนวนที่ไม่ได้ใช้ตามความหมายตรงตัว หมายถึง “เริ่มมีความเกี่ยวข้องและเริ่มส่งผลต่อสถานการณ์หรือผลลัพธ์” ในประโยคนี้ ระดับความเป็นทางการ จำนวน และเพศ ล้วนมีผลต่อการเลือกรูปแบบภาษาได้ ประธานของสำนวนนี้มักเป็นปัจจัย เงื่อนไข กฎ หรือสิ่งที่ต้องพิจารณา สำนวนนี้เหมาะมากสำหรับอธิบายว่าปัจจัยหลายอย่างส่งผลร่วมกันอย่างไร ส่วน at the same time แสดงว่าทั้งสามปัจจัยอาจมีความสำคัญพร้อมกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย come into play: When choosing a laptop, price and battery life both ____.

ดูคำตอบ

come into play

In Spanish,

2:13

ในภาษาสเปน

tú is unisex informal singular,

2:14

"tú" คือเอกพจน์ที่ไม่เป็นทางการใช้ได้ทั้งสองเพศ

usted is unisex formal singular,

2:17

"usted" คือเอกพจน์ที่เป็นทางการใช้ได้ทั้งสองเพศ

vosotros is masculine informal plural,

2:20

"vosotros" คือพหูพจน์ที่ไม่เป็นทางการสำหรับเพศชาย

vosotras is feminine informal plural,

2:23

"vosotras" คือพหูพจน์ที่ไม่เป็นทางการสำหรับเพศหญิง

and ustedes is the unisex formal plural.

2:26

และ "ustedes" คือพหูพจน์ที่เป็นทางการใช้ได้ทั้งสองเพศ

Phew!

2:30

ฟู่!

After all that,

2:31

หลังจากทั้งหมดนี้

it may come as a relief that วลี

2:32

อาจจะทำให้รู้สึกโล่งใจขึ้นบ้างที่

วลี

it may come as a relief that...: นำเสนอข่าวที่ทำให้สบายใจ

It may come as a relief that... หมายความว่าข้อมูลในอนุประโยค that อาจช่วยให้ใครบางคนรู้สึกกังวล กดดัน หรือสับสนน้อยลง ส่วน relief เป็นคำนามที่หมายถึงความรู้สึกโล่งใจนี้ It เป็นประธานแทนไว้ก่อน ส่วนข่าวที่กำลังถูกประเมินจริง ๆ อยู่ในอนุประโยค that และ After all that ย้อนถึงความซับซ้อนที่กล่าวมาก่อนหน้า โครงสร้างนี้จึงทำหน้าที่เป็นการเปลี่ยนประเด็นพร้อมแสดงการประเมิน ไปสู่ข้อมูลที่ง่ายขึ้นหรือทำให้สบายใจขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย it may come as a relief that: ____ the application deadline has been extended.

ดูคำตอบ

It may come as a relief that

some languages often leave out the second person pronoun. โน้ต

2:34

บางภาษามักจะละสรรพนามบุรุษที่สองไว้

กริยาวลี

leave out: ไม่รวมบางสิ่งไว้

leave out เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ หมายถึง “ไม่รวมไว้” หรือ “ไม่กล่าวออกมา” ในประโยคนี้ บางภาษาไม่กล่าวสรรพนามบุรุษที่สองอย่างชัดเจน ถ้ากรรมเป็นคำนาม ใช้ได้ทั้ง leave out the pronoun และ leave the pronoun out แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง เช่น leave it out ไม่ใช่ leave out it

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าไม่ควรใส่ที่อยู่ไว้?

  1. The address is private, so please leave out it.
  2. The address is private, so please leave it away.
  3. The address is private, so please leave it out.
ดูคำตอบ

The address is private, so please leave it out.

การใช้คำ

second person pronoun: สรรพนามที่ใช้เรียกผู้ฟัง

สรรพนามบุรุษที่สองหมายถึงผู้ฟังหนึ่งคนหรือหลายคน ซึ่งเป็นผู้ที่กำลังถูกพูดด้วย ในภาษาอังกฤษ you เป็นสรรพนามบุรุษที่สองหลัก ในไวยากรณ์ person หมายถึงบทบาทของผู้ร่วมการสนทนา ไม่ได้หมายถึงจำนวนคนจริง ๆ บุรุษที่หนึ่งหมายถึงผู้พูด บุรุษที่สองหมายถึงผู้ฟัง และบุรุษที่สามหมายถึงคนหรือสิ่งอื่น

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Could you open the window?” คำใดเป็นสรรพนามบุรุษที่สอง?

  1. window
  2. you
  3. Could
ดูคำตอบ

you

In languages like Romanian and Portuguese,

2:37

ในภาษาอย่างโรมาเนียและโปรตุเกส

the pronoun can be dropped from sentences การใช้คำ

2:40

คำสรรพนามสามารถละออกจากประโยคได้

because it's clearly implied by the way the verbs are conjugated. การใช้คำ

2:42

เพราะเห็นได้ชัดเจนจากวิธีการผันคำกริยา

การใช้คำ

pronoun can be dropped: การละในทางไวยากรณ์

ในบริบทไวยากรณ์ pronoun can be dropped หมายถึงสามารถละสรรพนามออกจากประโยคได้ ตรงนี้ dropped เป็นรูปถูกกระทำของ drop และ drop หมายถึง “ละองค์ประกอบทางไวยากรณ์” ไม่ได้หมายถึง “ตก” การละเช่นนี้ทำได้ก็ต่อเมื่อยังเข้าใจข้อมูลที่หายไปได้ชัดเจนจากรูปกริยาหรือบริบท ข้อความนี้อธิบายกฎของภาษาหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่าจะลบสรรพนามใด ๆ ที่ไหนก็ได้

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายไวยากรณ์ a pronoun can be dropped หมายความว่าอย่างไร

  1. สามารถละสรรพนามได้เมื่อยังอนุมานความหมายกลับมาได้
  2. สรรพนามตกลงมาจากบรรทัดที่เขียนจริง ๆ
  3. ต้องแทนสรรพนามด้วยคำนาม
ดูคำตอบ

สามารถละสรรพนามได้เมื่อยังอนุมานความหมายกลับมาได้

การใช้คำ

the verbs are conjugated: การเปลี่ยนรูปกริยาตามหลักไวยากรณ์

ในที่นี้ the verbs are conjugated หมายถึงกริยาเปลี่ยนรูปเพื่อแสดงข้อมูลทางไวยากรณ์ เช่น บุรุษ พจน์ กาล หรือมาลา Conjugated เป็นศัพท์ไวยากรณ์ ไม่ได้หมายความว่านำกริยาหลายคำมาเชื่อมรวมกันเท่านั้น รูปถูกกระทำ are conjugated เน้นรูปที่กริยาเปลี่ยนไปใช้ หากรูปเหล่านั้นบอกบุรุษหรือพจน์ของประธานได้ชัดเจน ผู้ฟังก็ระบุประธานได้แม้จะไม่ได้กล่าวสรรพนามออกมา

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายไวยากรณ์ The verbs are conjugated หมายความว่าอย่างไร

  1. กริยาถูกเชื่อมกับคำนามเพื่อสร้างคำใหม่
  2. กริยาถูกลบออกจากประโยค
  3. กริยาเปลี่ยนรูปเพื่อแสดงข้อมูลทางไวยากรณ์
ดูคำตอบ

กริยาเปลี่ยนรูปเพื่อแสดงข้อมูลทางไวยากรณ์

And in languages like Korean, Thai, and Chinese,

2:46

และในภาษาอย่างเกาหลี ไทย และจีน

pronouns can be dropped without any grammatical hints.

2:50

คำสรรพนามสามารถละได้โดยไม่ต้องมีเบาะแสทางไวยากรณ์ใดๆ

Speakers often would rather have the listener guess the pronoun from context ไวยากรณ์

2:53

ผู้พูดมักจะเลือกให้ผู้ฟังเดาสรรพนามจากบริบท

than use the wrong one

2:58

มากกว่าที่จะใช้คำผิด

ไวยากรณ์

would rather have the listener guess ... than use the wrong one: เลือกให้ผู้ฟังคาดเดาแทนการใช้คำที่ผิด

would rather A than B ใช้เปรียบเทียบสองตัวเลือกและบอกว่าผู้พูดเลือก A มากกว่า ในประโยคนี้ A คือ have the listener guess the pronoun from context ส่วน B คือ use the wrong one ในโครงสร้าง have + คน + กริยารูปพื้นฐาน คำว่า have หมายถึง “ทำให้หรือจัดให้ใครบางคนทำบางอย่าง” ดังนั้น have the listener guess หมายถึงผู้ฟังเป็นคนคาดเดา ไม่ได้หมายถึง “เป็นเจ้าของผู้ฟัง” คำว่า guess ใช้รูปพื้นฐานตามหลัง have ที่เป็นกริยาให้ผู้อื่นทำสิ่งหนึ่ง และ use ก็เป็นกริยารูปพื้นฐานในตัวเลือกที่สองของ would rather

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ would rather have someone do ... than ... ได้ถูกต้อง

  1. We'd rather have the technician inspected the machine than use it without checking.
  2. We'd rather have the technician inspect the machine than use it without checking.
  3. We'd rather have the technician to inspect the machine than use it without checking.
ดูคำตอบ

We'd rather have the technician inspect the machine than use it without checking.

and risk being seen as rude. วลี

2:59

และเสี่ยงต่อการถูกมองว่าหยาบคาย

วลี

risk being seen as rude: เสี่ยงที่จะถูกมองว่าเสียมารยาท

risk + -ing หมายความว่าการกระทำหนึ่งอาจนำไปสู่ผลที่ไม่ต้องการ หลัง risk ภาษาอังกฤษมักใช้คำนามหรือรูป -ing ดังนั้นในที่นี้จึงใช้ risk being ไม่ใช่ risk to be being seen as rude เป็นโครงสร้างถูกกระทำ หมายถึงคนอื่นอาจตัดสินว่าคนนั้นเสียมารยาท see as หมายถึง “มองว่า” หรือ “ถือว่า” ไม่ใช่การมองเห็นด้วยตาตามความหมายตรงตัว รูปแบบ risk being seen as + คำอธิบาย ใช้บอกความเป็นไปได้ที่จะถูกผู้อื่นประเมินเช่นนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้ถูกต้องว่าการพูดแทรกอาจทำให้คนอื่นมองว่าเขาเสียมารยาท

  1. By interrupting again, he risked being see as rude.
  2. By interrupting again, he risked to be seen as rude.
  3. By interrupting again, he risked being seen as rude.
ดูคำตอบ

By interrupting again, he risked being seen as rude.

So if you're ever working as a translator

3:02

ดังนั้นหากคุณต้องทำงานเป็นนักแปล

and come across this sentence without any context, กริยาวลี

3:04

และบังเอิญเจอประโยคนี้โดยไม่มีบริบทใดๆ

กริยาวลี

come across this sentence: บังเอิญพบประโยคนี้

ใน come across this sentence วลี come across หมายถึงพบหรือเจอบางสิ่งโดยบังเอิญ กรรมคือ this sentence ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้พูดบังเอิญเห็นขณะอ่าน ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจค้นหา โครงสร้างคือ come across + คำนามหรือวลีคำนาม ในที่นี้ come across เป็นกริยาวลี ดังนั้น across จึงไม่ได้มีความหมายตรงตัวว่าเคลื่อนจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่า Maya บังเอิญพบรูปเก่าขณะทำความสะอาด

  1. Maya came up with an old photo while cleaning.
  2. Maya came across an old photo while cleaning.
  3. Maya came across as an old photo while cleaning.
ดูคำตอบ

Maya came across an old photo while cleaning.

you and you, ลำดับความ

3:07

คุณ และ คุณ

no, not you,

3:08

ไม่ ไม่ใช่คุณ

you,

3:09

คุณนั่นแหละ

your job is to translate you for yourselves.

3:09

งานของคุณคือการแปลคำว่า "you" สำหรับพวกคุณเอง

ลำดับความ

you and you, no, not you, you: การเปลี่ยนผู้ที่ถูกกล่าวถึง

คำว่า you ที่พูดซ้ำมีรูปเหมือนกันทุกครั้ง แต่แต่ละครั้งอาจชี้ไปยังผู้ฟังคนละคน No, not you เป็นการแก้ว่าใครคือผู้ที่กำลังพูดถึงกลางประโยค ผู้ฟังจึงต้องอาศัยการชี้ สายตา และสถานการณ์เพื่อดูว่าหมายถึงใคร ผู้พูดใช้ความสับสนนี้เพื่อจัดวางตอนจบ แทนที่จะเพียงบอกว่า you ต้องอาศัยบริบท ประโยคนี้กลับสาธิตปัญหาด้วยตัวเอง การเรียกคนแบบชวนสับสนยังสร้างมุกและพาเรื่องกลับมาสู่ประเด็นหลัก

แบบฝึกหัด

ผลหลักในระดับบทสนทนาของ “you and you, no, not you, you” คืออะไร

  1. you ที่พูดซ้ำอาจชี้ไปยังผู้ฟังต่างคนกัน ผู้พูดจึงสาธิตความกำกวมที่กำลังพูดถึง
  2. การพูดซ้ำทำให้ you เปลี่ยนจากคำสรรพนามเป็นคำกริยา
  3. you ทุกคำต้องหมายถึงผู้ฟังคนเดียวกัน ดังนั้นการพูดซ้ำจึงมีไว้เน้นเท่านั้น
ดูคำตอบ

you ที่พูดซ้ำอาจชี้ไปยังผู้ฟังต่างคนกัน ผู้พูดจึงสาธิตความกำกวมที่กำลังพูดถึง

good luck.

3:13

ขอให้โชคดี

น้ำเสียง/เจตนา

Well, good luck. ในฐานะคำตอบเชิงหยอกต่อภารกิจที่ยาก

Good luck คือการอวยพรให้อีกฝ่ายประสบความสำเร็จ ส่วน Well ที่ขึ้นต้นทำให้ประโยคนี้ฟังเป็นการตอบสนอง ไม่ใช่แค่คำเชียร์ตรง ๆ หลังจากโยนปัญหาที่ยากอย่างเห็นได้ชัดให้อีกฝ่าย Well, good luck อาจสื่อว่า “งานนี้ยาก และต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้ว” พร้อมน้ำเสียงหยอกหรือปลงเล็กน้อย ถ้อยคำนี้ยังอาจจริงใจได้ บริบทและน้ำเสียงเป็นตัวกำหนดท่าที ในที่นี้ความยากของงานทำให้การตีความว่าเป็นการให้กำลังใจอย่างกระตือรือร้นล้วน ๆ มีโอกาสน้อยลง

แบบฝึกหัด

ถูกหรือผิด: หลังจากเพื่อนประกาศแผนที่ยากอย่างเห็นได้ชัด Well, good luck. สามารถแสดงการหยอกเล็กน้อยพร้อมกับอวยพรให้สำเร็จได้

  1. ผิด
  2. ถูก
ดูคำตอบ

ถูก

And to the volunteer community

3:14

และถึงชุมชนอาสาสมัคร

who will be translating this video into multiple languages,

3:16

ที่จะต้องแปลวิดีโอนี้เป็นหลายภาษา

uh sorry about that. น้ำเสียง/เจตนา

3:19

เอ่อ ขอโทษด้วยนะ

น้ำเสียง/เจตนา

uh sorry about that. ในฐานะคำขอโทษแบบสบาย ๆ ที่นุ่มนวลขึ้น

Uh เป็นเสียงลังเลที่ใช้ในการพูด แสดงว่าผู้พูดหยุดชั่วครู่ขณะเลือกคำ และช่วยให้การเริ่มขอโทษฟังไม่กะทันหันเกินไป ส่วนที่เป็นคำขอโทษจริง ๆ คือ sorry about that That ย้อนกลับไปถึงปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นและทั้งสองฝ่ายรู้ว่าหมายถึงอะไร ในที่นี้หมายถึงความยุ่งยากที่ผู้พูดเพิ่งก่อขึ้น ดังนั้นทั้งประโยคจึงเป็นคำขอโทษแบบเบา ๆ และติดตลกเล็กน้อย ไม่ใช่การยอมรับผิดอย่างเป็นทางการต่อเหตุการณ์ร้ายแรง

แบบฝึกหัด

Uh, sorry about that. ฟังเป็นธรรมชาติที่สุดในสถานการณ์ใด

  1. ในงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการหลังจากเกิดความล้มเหลวด้านความปลอดภัยอย่างร้ายแรง: “Uh, sorry about that.”
  2. ใช้เป็นประโยคแรกของการสัมภาษณ์งานทั้งที่ยังไม่มีอะไรผิดพลาด: “Uh, sorry about that.”
  3. หลังจากส่งลิงก์ผิดให้เพื่อน: “Uh, sorry about that. I sent you the wrong one.”
ดูคำตอบ

หลังจากส่งลิงก์ผิดให้เพื่อน: “Uh, sorry about that. I sent you the wrong one.”