ทักษะ "ต่อต้านสังคม" 3 ประการที่จะช่วยพัฒนาการเขียนของคุณ - Nadia Kalman: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนนี้อธิบายวิธีเขียนบทสนทนาในเรื่องแต่งให้น่าเชื่อ โดยฟังบทสนทนาเพื่อหาแนวคิด จินตนาการว่าตัวละครเป็นคนจริง ทดลองพูดบทของพวกเขา ใช้ภาษาพูดที่สั้นและไม่เป็นทางการ และตัดคำขยายที่ซ้ำซ้อนออก ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. goes into — กริยาวลี: เข้าใจว่าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนเข้าไปในสถานที่ แต่ใช้ถามว่างานหนึ่งต้องมีองค์ประกอบ ความพยายาม หรือกระบวนการใดบ้าง จึงนำไปใช้ถามสิ่งที่จำเป็นต่อการเขียนอย่างมีประสิทธิภาพได้ 2. "Do not attempt to lie to me" / "Don't try to lie to me." — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เปรียบเทียบประโยคที่เป็นทางการและคล้ายภาษาเขียนกับประโยคที่เรียบง่าย ใช้รูปย่อ และเป็นธรรมชาติกว่า ช่วยให้เลือกระดับภาษาและเขียนบทพูดให้เหมือนการสนทนาจริงได้ 3. first / Next, / Finally, — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: ใช้คำบอกลำดับเหล่านี้จัดสามขั้นตอน ได้แก่ แอบฟัง มองตัวละครสมมติเป็นคนจริง และพึมพำคำพูดของตัวละคร ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังติดตามวิธีการได้อย่างชัดเจน
คำอธิบายในบทเรียนนี้
gives a story color: เพิ่มความมีชีวิตชีวา
ใน gives a story color คำว่า color ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงความมีชีวิตชีวา รายละเอียดที่โดดเด่น และบรรยากาศ ไม่ใช่สีที่มองเห็นจริง ๆ บทสนทนาสามารถเติม “สีสัน” แบบนี้ได้ด้วยการแสดงบุคลิกและอารมณ์ โครงสร้างคือ give + something + color ซึ่งหมายถึงเรื่องราวได้รับความมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้น แนวคิดเดียวกันนี้ใช้พูดถึงสุนทรพจน์ ฉาก และคำบรรยายที่เขียนได้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ color ในความหมายว่าความมีชีวิตชีวาและรายละเอียดที่โดดเด่น
- Please sort the pencils by color.
- A few local stories give the travel article more color.
- The designer changed the logo's color to green.
ดูคำตอบ
A few local stories give the travel article more color.
moves it forward: ทำให้สิ่งหนึ่งคืบหน้า
ใน moves it forward คำว่า it หมายถึงเรื่องราว ส่วน forward หมายถึงความคืบหน้าของเนื้อเรื่อง ไม่ใช่การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าในพื้นที่จริง บทสนทนาช่วยให้เรื่องราวพัฒนาต่อไป โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ move + object + forward หมายถึงช่วยให้แผน โครงการ การอภิปราย การสืบสวน หรือกระบวนการอื่นก้าวไปสู่ขั้นต่อไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย move it forward: The project has a clear plan, and this funding will ____.
ดูคำตอบ
move it forward
"Oh, wilt thou leave me so unsatisfied?" การใช้คำ
0:23"โอ้ เจ้าจะทิ้งข้าไปโดยที่ยังไม่เติมเต็มเช่นนี้หรือ?"
wilt thou: รูปโบราณของ will you
“wilt thou” เป็นลำดับคำในประโยคคำถามของภาษาอังกฤษสมัยใหม่ตอนต้น ซึ่งตรงกับ “will you” ในภาษาอังกฤษปัจจุบัน โดย “thou” เป็นคำสรรพนามประธานเอกพจน์ และ “wilt” เป็นรูปของ “will” ที่ใช้คู่กัน ในคำถามนี้ “wilt thou leave ...?” ถามว่าอีกฝ่าย “จะจากไป” หรือ “จะทิ้งไว้” หรือไม่ กริยาวางหน้าประธานเช่นเดียวกับ “will you leave ...?” ในภาษาอังกฤษปัจจุบัน
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคภาษาอังกฤษสมัยใหม่ที่ถ่ายทอดประโยคเดิมได้ดีที่สุด
- Will you leave me so unsatisfied?
- Can they leave me so unsatisfied?
- Did you leave me so unsatisfied?
ดูคำตอบ
Will you leave me so unsatisfied?
"The exchange of thy love's faithful vows for mine." การใช้คำ
0:32"การแลกเปลี่ยนคำสาบานรักแท้ของเจ้ากับของข้า"
thy love's faithful vows: your แบบโบราณและคำสัตย์อันขรึม
“thy” เป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของแบบเก่าที่หมายถึง “your” ใน “thy love's faithful vows” นั้น “thy love's” หมายถึง “your love's” ส่วน “faithful vows” คือคำสัตย์อันจริงจังว่าจะรักอย่างซื่อสัตย์ วลีนี้ฟังดูเป็นทางการ เป็นบทกวี และเป็นภาษาโบราณ ส่วน “mine” ท้ายประโยคใช้แทน “my vows” ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่สมดุล คือคำสัตย์ของเจ้ากับคำสัตย์ของข้า
แบบฝึกหัด
วลีภาษาอังกฤษสมัยใหม่ข้อใดตรงกับ “thy love's faithful vows” มากที่สุด
- my questions about your promise
- their casual ideas about love
- your faithful vows of love
ดูคำตอบ
your faithful vows of love
So, what goes into writing effective dialogue? กริยาวลี
0:40แล้วอะไรคือสิ่งสำคัญในการเขียนบทสนทนาที่มีประสิทธิภาพล่ะ?
goes into: ถามว่าสิ่งหนึ่งต้องใช้อะไรบ้าง
ในรูป What goes into X? คำว่า goes into หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้อง จำเป็น หรือเป็นองค์ประกอบของ X คำถามนี้ถามถึงส่วนประกอบ ความพยายาม หรือกระบวนการเบื้องหลังการเขียนบทสนทนาที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่เข้าไปในสถานที่จริง ในประโยคนี้ what เป็นประธานของ goes และ writing effective dialogue เป็นกิจกรรมที่ตามหลัง into สามารถใช้รูป What goes into + คำนามหรือกิจกรรมรูป -ing? เพื่อถามว่าสิ่งหนึ่งต้องใช้อะไรบ้าง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ goes into เพื่อสื่อว่าสิ่งหนึ่งต้องอาศัยส่วนประกอบ ความพยายาม หรือการเตรียมการ
- A lot of planning goes into a school play.
- Lena goes into the classroom at nine.
- The dog goes into its house when it rains.
ดูคำตอบ
A lot of planning goes into a school play.
We won't be using any of those today: ปฏิเสธรายการที่ผู้ฟังคาดไว้
ประโยคนี้ย้อนกลับไปกล่าวถึงทักษะทางสังคมด้านบวกที่เพิ่งแจกแจงไว้ any of those ครอบคลุมทุกรายการในรายชื่อนั้น ส่วน won't be using ปฏิเสธทั้งหมดสำหรับบทเรียนนี้ การปฏิเสธนี้ช่วยจัดลำดับการพูด โดยหักความคาดหมายของผู้ฟัง สร้างความประหลาดใจแบบขำเล็กน้อย และหันความสนใจไปยังหัวข้อที่ตรงข้ามซึ่งตามมา ในการนำเสนอ ประโยคปฏิเสธง่าย ๆ สามารถใช้พลิกสิ่งที่ผู้ฟังคาดว่าจะได้ยินต่อไป
แบบฝึกหัด
หน้าที่หลักในบทพูดของ We won't be using any of those today. คืออะไร
- บอกวันที่ของบทเรียนในปฏิทิน
- ปฏิเสธวิธีที่คาดว่าจะใช้และเตรียมเข้าสู่ความแตกต่างที่น่าประหลาดใจ
- ยืนยันว่าจะใช้ทุกวิธีที่แจกแจงไว้
ดูคำตอบ
ปฏิเสธวิธีที่คาดว่าจะใช้และเตรียมเข้าสู่ความแตกต่างที่น่าประหลาดใจ
we'll be working on let's call them anti-social skills. โน้ต
0:55เราจะมาฝึกสิ่งที่เราขอเรียกว่า ทักษะต่อต้านสังคม
working on: ฝึกหรือพัฒนาด้วยความพยายาม
ในโครงสร้าง work on + คำนาม work on หมายถึงใช้เวลาฝึก พัฒนา หรือจัดการทักษะ งาน หรือปัญหาที่กล่าวถึง ในประโยคนี้ working on ใช้เกริ่นว่าสิ่งที่กลุ่มจะฝึกต่อไปคืออะไร กรรมของ on อยู่หลังวลีแทรก let's call them นั่นคือ anti-social skills คำว่า on ชี้ไปยังสิ่งที่เราทุ่มเททำ ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ฝึกและพัฒนา”: I want clearer speech, so I need to ____ my pronunciation.
ดูคำตอบ
work on
let's call them: ใช้ป้ายกำกับชั่วคราว
call ใช้ในโครงสร้าง call + กรรม + ชื่อหรือป้ายกำกับ ได้ ใน let's call them anti-social skills คำว่า them เป็นกรรม และ anti-social skills เป็นป้ายกำกับ ความหมายคือ “มาใช้ชื่อนี้เรียกสิ่งเหล่านั้นกัน” ไม่ใช่ “มาโทรหาพวกเขากัน” เมื่อใช้เป็นความคิดเห็นแทรก let's call them จะหยุดประโยคชั่วครู่เพื่อแนะนำชื่อที่ผู้พูดเลือกและช่วยจัดระเบียบข้อมูล let's ชวนให้ผู้ฟังยอมรับกรอบความคิดนี้ โดยชื่อนั้นมักใช้เพื่อความสะดวกหรืออารมณ์ขัน ไม่จำเป็นต้องเป็นศัพท์ทางการ
แบบฝึกหัด
เติม call + กรรม เพื่อให้ป้ายกำกับชั่วคราวแก่การประชุม: These short meetings need a simple name. Let's ____ check-ins.
ดูคำตอบ
call them
anti-social skills: ป้ายเรียกเชิงประชดที่สร้างอารมณ์ขัน
วลี anti-social skills จงใจนำแนวคิดที่ดูขัดกันมารวมกัน โดยปกติ skills หมายถึงความสามารถที่มีประโยชน์ ส่วน anti-social ฟังดูเป็นลบและสื่อถึงพฤติกรรมที่หลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมตามปกติ ความขัดกันนี้จึงสร้างชื่อเรียกที่ตลกและมีความประชดเล็กน้อย ในที่นี้ ผู้พูดนำวิธีอย่างการสังเกต การจินตนาการ หรือการพูดกับตัวเองมาจัดเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับนักเขียน วลีนี้ไม่ได้แนะนำให้เป็นศัตรูหรือทำร้ายใครตามความหมายตรงตัว เมื่อคำนามเชิงบวกถูกขยายด้วยคำเชิงลบที่คาดไม่ถึง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเล่นมุกอยู่
แบบฝึกหัด
ข้อใดอธิบาย anti-social skills ในประโยคนี้ได้ถูกต้องที่สุด
- ผู้พูดใช้ป้ายเรียกเชิงลบที่คาดไม่ถึงเพื่อพูดถึงเทคนิคที่มีประโยชน์อย่างขำขัน
- ผู้พูดกำลังบอกชื่อวิชาอย่างเป็นทางการของโรงเรียน
- ผู้พูดกำลังสนับสนุนพฤติกรรมที่เป็นอันตรายอย่างจริงจัง
ดูคำตอบ
ผู้พูดใช้ป้ายเรียกเชิงลบที่คาดไม่ถึงเพื่อพูดถึงเทคนิคที่มีประโยชน์อย่างขำขัน
eavesdropping: การแอบฟังบทสนทนาของผู้อื่น
Eavesdropping หมายถึงการตั้งใจแอบฟังบทสนทนาที่ไม่ได้พูดให้ตนเองฟัง มีความหมายเฉพาะเจาะจงกว่า listening และโดยทั่วไปมีความหมายเชิงลบว่าสอดรู้สอดเห็นหรือละเมิดความเป็นส่วนตัว ในประโยคนี้ การแอบฟังถูกนำเสนอเป็นเทคนิคแรกที่เกี่ยวกับการเขียน จึงมีน้ำเสียงขี้เล่น อย่างไรก็ตาม คำนี้ยังคงสื่อว่าผู้ฟังอยู่นอกวงสนทนาและไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วม
แบบฝึกหัด
Nina ตั้งใจยืนอยู่นอกประตูที่ปิดอยู่เพื่อฟังบทสนทนาส่วนตัว ประโยคใดถูกต้องที่สุด
- Nina is listening to instructions meant for her.
- Nina is eavesdropping on the private conversation.
- Nina accidentally overhears her name.
ดูคำตอบ
Nina is eavesdropping on the private conversation.
If you're riding a bus and hear an interesting conversation, you could ...: การเสนอแนะอย่างนุ่มนวลในสถานการณ์เฉพาะ
อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if จะตั้งสถานการณ์ที่เป็นไปได้และเฉพาะเจาะจงก่อน ในที่นี้คือคุณกำลังนั่งรถบัสและได้ยินบทสนทนาที่น่าสนใจ ส่วนประโยคหลัก you could... จะเสนอการกระทำหนึ่งอย่างที่ทำได้ในสถานการณ์นั้น could ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความสามารถในอดีต แต่ช่วยทำให้คำแนะนำฟังดูนุ่มนวลและเปิดทางให้ผู้ฟังเลือกได้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ If + สถานการณ์ในปัจจุบันหรือที่กำลังดำเนินอยู่, you could + คำกริยารูปพื้นฐาน
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคที่ให้คำแนะนำอย่างนุ่มนวลและเลือกทำได้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันที่อาจเกิดขึ้น
- If you waited for a train yesterday, you could read a book.
- If you're waiting for a train, you must read a book.
- If you're waiting for a train, you could read a book.
ดูคำตอบ
If you're waiting for a train, you could read a book.
write it all down: การวางคำสรรพนามไว้กลางกริยาวลีที่แยกได้
Write down เป็นกริยาวลีที่แยกได้ มีความหมายว่าเขียนคำพูดหรือข้อมูลเพื่อบันทึกไว้ ใน write it all down คำว่า it เป็นกรรม จึงต้องวางไว้ระหว่าง write กับ down ในที่นี้ it หมายถึงบทสนทนาที่น่าสนใจก่อนหน้านี้ ส่วน all เน้นว่าบันทึกเนื้อหาทั้งหมด down เป็นคำอนุภาคที่แสดงผลของการบันทึก ไม่ได้แสดงทิศทาง คำสรรพนามที่เป็นกรรม เช่น it และ them โดยทั่วไปต้องอยู่ระหว่างกริยากับคำอนุภาค: write it down และ write them down แต่ถ้ากรรมเป็นกลุ่มคำนาม จะวางได้ทั้งสองตำแหน่ง: write the details down และ write down the details
แบบฝึกหัด
ใช้ write down ร่วมกับคำสรรพนาม them และ all เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The instructions are important, so ____.
ดูคำตอบ
write them all down
making up characters: การสร้างตัวละครสมมติ
ในที่นี้ making up characters หมายถึงการสร้างคนหรือสิ่งมีชีวิตในจินตนาการ ผู้พูดกำลังบอกว่าตัวละครเหล่านี้เกิดจากจินตนาการของใครบางคนและไม่ใช่บุคคลจริง ในรูปแบบ make up + เนื้อหา คำว่า make up เป็นกริยาวลีสองคำที่หมายถึง “แต่งขึ้น” หรือ “สร้างขึ้น” กรรมที่พบบ่อย ได้แก่ a character, a story, a name และ an excuse
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ make up ในความหมายเดียวกับตัวอย่าง
- The friends made up after the argument.
- The actor put makeup on before the show.
- The author made up a detective for her new mystery.
ดูคำตอบ
The author made up a detective for her new mystery.
But sometimes the words you overhear can give you ideas. วลี
1:16แต่บางครั้งคำพูดที่คุณแอบได้ยินก็อาจให้ไอเดียคุณได้
give you ideas: จุดประกายความคิดหรือแรงบันดาลใจ
ในที่นี้ give you ideas หมายถึงทำให้คุณนึกถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ หรือเกิดแรงบันดาลใจ คำพูดที่คุณบังเอิญได้ยินคือแหล่งที่มาของไอเดีย และ you คือผู้ที่ได้รับไอเดียนั้น ส่วน give ไม่ได้หมายถึงการส่งมอบสิ่งของจริง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ something gives someone ideas หากต้องการบอกว่าไอเดียนั้นใช้ทำอะไร ให้เติม for + คำนาม เช่น Music gives me ideas for stories.
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบสามคำจากบทเรียนนี้: Looking at old maps can ____ for an adventure story.
ดูคำตอบ
give you ideas
might be saying: คาดเดาการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่
ใน might be saying คำว่า might แสดงความเป็นไปได้ ไม่ได้แสดงความสามารถ คำถามนี้ถามว่าใครอาจเป็นคนที่พูดถ้อยคำเหล่านั้น โครงสร้าง might + be + คำกริยา-ing ทำให้เห็นว่าการกระทำกำลังดำเนินอยู่ในเหตุการณ์ปัจจุบันหรือเหตุการณ์ที่จินตนาการขึ้น ใช้เมื่อต้องการคาดเดาอย่างระมัดระวังว่าใครบางคนกำลังทำอะไรอยู่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ might และรูปต่อเนื่องของ say: Someone is talking in the hallway. Who ____ my name?
ดูคำตอบ
might be saying
Maybe it's ...: เปิดเหตุการณ์ที่อาจเป็นไปได้
เมื่อ Maybe อยู่ต้นประโยค คำนี้จะทำให้อนุประโยคทั้งหมดเป็นเพียงความเป็นไปได้หนึ่งอย่าง ใน Maybe it's ... คำว่า it's ทำหน้าที่เป็นประธานและกริยา ส่วนคำที่ตามมาระบุบุคคล สิ่งของ เหตุผล หรือเหตุการณ์ที่อาจเป็นไปได้ ในการเล่าเรื่องหรือระดมความคิด โครงสร้างนี้ใช้เปิดแนวคิดหนึ่งที่เป็นไปได้และยังเว้นที่ไว้สำหรับทางเลือกอื่น ๆ จึงเป็นการจัดลำดับความเป็นไปได้ ไม่ใช่การบอกข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดเปิดเหตุการณ์ที่อาจเป็นไปได้ แทนที่จะบอกว่าเป็นเรื่องแน่นอน?
- It's definitely a note from the new coach.
- Everyone knows it's a note from the new coach.
- Maybe it's a note from the new coach.
ดูคำตอบ
Maybe it's a note from the new coach.
and the woman vampire saw the man flirting with a zombie. วลี
1:37และแวมไพร์สาวเห็นแฟนหนุ่มกำลังจีบซอมบี้อยู่
flirting with: จีบหรือแสดงความสนใจเชิงรักใคร่ต่อใครบางคน
flirt with someone หมายถึงพูดหรือแสดงท่าทีแบบหยอกล้อเพื่อแสดงความสนใจหรือความดึงดูดใจเชิงรักใคร่ ในที่นี้ flirting with a zombie หมายความว่าพฤติกรรมของผู้ชายดูเป็นมากกว่าความเป็นมิตรธรรมดา รูปแบบคือ flirt with + คน โดย with เป็นคำบุพบทที่ใช้ตามปกติในความหมายนี้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่สร้างจาก flirt: At the party, Ben tried to ____ someone he had just met.
ดูคำตอบ
flirt with
they're supposed to be: สถานะที่คาดไว้หรือกำหนดไว้
be supposed to be + คำนามหรือคำคุณศัพท์ ใช้บรรยายสถานะที่ตามกฎ แผน ความคาดหวัง หรือการกำหนดในเรื่องแล้วควรเป็นจริง ในที่นี้ they're supposed to be vegetarians หมายความว่าการเป็นมังสวิรัติเป็นส่วนหนึ่งของสถานะที่กำหนดไว้สำหรับตัวละคร โครงสร้างนี้ไม่ได้รับประกันว่าความจริงจะตรงกับความคาดหวัง และมักใช้เตรียมให้เห็นความต่างระหว่างสิ่งที่ควรเป็นจริงกับสิ่งที่ใครบางคนทำจริง
แบบฝึกหัด
มัคคุเทศก์พิพิธภัณฑ์บอกว่าตามกฎแล้วห้องควรเงียบ แต่ผู้คนกำลังพูดคุยกัน ประโยคใดแสดงความต่างนี้ได้ดีที่สุด
- The room is quiet, so people are following the rule.
- The room might be quiet after everyone leaves.
- The room is supposed to be quiet, but people are talking.
ดูคำตอบ
The room is supposed to be quiet, but people are talking.
saw him eating: see + กรรม + -ing
โครงสร้าง see + กรรม + กริยา-ing หมายถึงการที่ใครบางคนเห็นการกระทำขณะที่กำลังเกิดขึ้น ใน saw him eating คำว่า him เป็นกรรมหรือคนที่ถูกมองเห็น ส่วน eating บอกว่าเขากำลังทำอะไรในขณะนั้น ในโครงสร้างนี้ ให้ใช้รูป -ing หลัง see เพื่อบอกการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช้ infinitive ที่มี to โดยพูดว่า saw him eating ไม่ใช่ saw him to eat
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายความว่าผู้พูดเห็นการกระทำขณะที่กำลังดำเนินอยู่?
- I asked Noah to paint the fence.
- I saw Noah paint the fence.
- I saw Noah painting the fence.
ดูคำตอบ
I saw Noah painting the fence.
So, let's say you've decided on some characters. โน้ต
1:50เอาล่ะ สมมติว่าคุณตัดสินใจเลือกตัวละครได้แล้ว
let's say: การนำเสนอสถานการณ์สมมติ
ในที่นี้ let's say หมายถึง “ให้เราสมมติว่า” ไม่ใช่ “ให้เราพูด” ผู้พูดขอให้ผู้ฟังยอมรับแนวคิดในอนุประโยคถัดไปเป็นการชั่วคราว นั่นคือคุณได้เลือกตัวละครไว้แล้วบางตัว วลีนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบายด้วยการกำหนดจุดเริ่มต้นร่วมกัน เมื่อยอมรับเงื่อนไขสมมตินั้นแล้ว ผู้พูดก็สามารถอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปหรือถามคำถามเกี่ยวกับเงื่อนไขนั้นได้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ let's say เพื่อกำหนดสถานการณ์สมมติ?
- Let's say the word slowly.
- Let's say the library is closed. Where else can we study?
- Let's say hello to the librarian.
ดูคำตอบ
Let's say the library is closed. Where else can we study?
decided on: เลือกจากตัวเลือกที่มี
decide on + นามวลี หมายถึงการเลือกคน สิ่งของ หรือแผนอย่างใดอย่างหนึ่งหลังจากพิจารณาตัวเลือกแล้ว ในที่นี้ you've decided on some characters หมายความว่าได้เลือกตัวละครเหล่านั้นไว้แล้ว คำบุพบท on เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างนี้ ไม่ได้บอกตำแหน่ง ให้วางตัวเลือกที่เลือกแล้วไว้หลัง decide on
แบบฝึกหัด
คุณเปรียบเทียบแบบโปสเตอร์สามแบบและเลือกแบบสีน้ำเงิน ประโยคใดสื่อความหมายนี้ได้เป็นธรรมชาติที่สุด
- We decided to the blue design.
- We decided on the blue design.
- We decided the blue design.
ดูคำตอบ
We decided on the blue design.
Start pretending: start + คำกริยา-ing
start + คำกริยา-ing หมายถึงเริ่มทำกิจกรรม ใน Start pretending they're real คำว่า pretending คือกิจกรรมที่จะเริ่ม และ they're real บอกว่าต้องแกล้งทำเป็นว่าอะไรเป็นจริง start สามารถตามด้วย to + คำกริยารูปพื้นฐานได้เช่นกัน ดังนั้น start to pretend จึงถูกต้องตามไวยากรณ์ ในที่นี้ start pretending เป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติในการบอกว่ากิจกรรมนั้นเริ่มขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมคำสั่งให้สมบูรณ์ด้วยรูป -ing ของ write: When the bell rings, start ____ your answer.
ดูคำตอบ
writing
What are they like? สำหรับถามนิสัยและคุณลักษณะ
What are they like? ใช้ถามเกี่ยวกับนิสัย คุณลักษณะ หรือภาพรวมของคนกลุ่มหนึ่ง คำตอบที่เป็นธรรมชาติ เช่น “They're friendly and funny” หรือ “They're quiet but helpful.” ในที่นี้ like อยู่หลังคำกริยา be ตามโครงสร้าง What + be + person + like? และไม่ได้แปลว่า “ชอบ” ใช้โครงสร้างนี้เมื่อต้องการคำบรรยายเกี่ยวกับบุคคล ไม่ใช่รายการสิ่งที่คนนั้นชอบ
แบบฝึกหัด
คุณต้องการถามเกี่ยวกับนิสัยและคุณลักษณะโดยรวมของครูคนใหม่ ควรใช้คำถามใด?
- What is the new teacher like?
- What does the new teacher look like?
- What does the new teacher like?
ดูคำตอบ
What is the new teacher like?
listen to ใน What music do they listen to?
เมื่อ listen ตามด้วยคนหรือสิ่งที่ตั้งใจฟัง ต้องใช้ to เช่น listen to music และ listen to a teacher ดังนั้น listen music จึงไม่ใช่ภาษาอังกฤษมาตรฐาน ในคำถามนี้ what music เป็นกรรมของ to แต่ถูกย้ายไปต้นประโยค ส่วนคำบุพบทคงอยู่ท้ายประโยค: What music do they listen to?
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่จำเป็นหลัง listen เพื่อทำให้คำถามเกี่ยวกับเพลงที่คนหนึ่งฟังเป็นประจำสมบูรณ์: What kind of music do you listen ____ after school?
ดูคำตอบ
to
Spend some time with them: การใช้ spend time with someone
Spend some time with someone หมายถึงใช้เวลาส่วนหนึ่งอยู่กับใครบางคนหรือให้ความสนใจกับคนนั้น มักมีจุดประสงค์เพื่ออยู่เป็นเพื่อนหรือทำความรู้จักให้ดีขึ้น โครงสร้างคือ spend + ระยะเวลา + with + บุคคลหรือกลุ่มคน ในประโยคนี้ them หมายถึงตัวละครสมมติ คำแนะนำนี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ คือให้จินตนาการตัวละครในสถานการณ์ต่าง ๆ ต่อไปจนรู้สึกคุ้นเคยกับพวกเขา with ชี้ว่าคุณใช้เวลาร่วมกับหรือให้ความสนใจกับใคร ส่วน spend ในที่นี้เกี่ยวกับเวลา ไม่ใช่การใช้เงิน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้โครงสร้าง spend + time + with + คน ได้อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อแนะนำให้ทำความรู้จักเพื่อนร่วมทีมใหม่มากขึ้น
- Spend some time with your new teammates after practice.
- Spend some time on your team project after practice.
- Spend some time practicing passes after practice.
ดูคำตอบ
Spend some time with your new teammates after practice.
If you're on a bus, think about what they might be doing if they were there too. ไวยากรณ์
2:03หากคุณอยู่บนรถบัส ลองคิดดูว่าพวกเขาจะทำอะไรถ้าอยู่ที่นั่นด้วย
might be doing if they were there too: การจินตนาการสถานการณ์สมมติในปัจจุบัน
might be doing ใช้โครงสร้าง might + be + คำกริยารูป -ing เพื่อจินตนาการถึงการกระทำที่อาจกำลังเกิดขึ้น might แสดงความไม่แน่นอน ส่วน be doing แสดงว่าการกระทำนั้นกำลังดำเนินอยู่ในฉากที่จินตนาการขึ้น if they were there too ตั้งเงื่อนไขสมมติ ตัวละครไม่ได้อยู่บนรถบัสจริง ๆ แต่คุณจินตนาการว่าพวกเขาอยู่ที่นั่นกับคุณ there ย้อนกลับไปหมายถึงรถบัส และ too หมายถึง “ด้วย” were ไม่ได้ทำให้ฉากนี้อยู่ในอดีต เนื่องจาก they เป็นพหูพจน์ were จึงอาจเป็นรูปอดีตธรรมดาได้เช่นกัน ดังนั้นความหมายสมมติในปัจจุบันจึงต้องดูจากบริบท if ทั้งหมดและสถานการณ์ที่จินตนาการขึ้น
แบบฝึกหัด
Maya ไม่ได้อยู่ที่สวน คุณกำลังจินตนาการถึงการกระทำหนึ่งที่เธออาจกำลังทำถ้าเธออยู่ที่นั่น ประโยคใดเหมาะสม
- If Maya is at the park, she may be taking photos.
- When Maya was at the park yesterday, she took photos.
- If Maya were at the park, she might be taking photos.
ดูคำตอบ
If Maya were at the park, she might be taking photos.
What we say depends on who we are: ใช้ depends on สรุปใจความ
What we say ทำหน้าที่เป็นประธานและหมายถึงเนื้อหาหรือวิธีที่เราพูด ส่วน who we are เป็นอนุประโยคคำนามหลัง depends on และระบุปัจจัยที่มีอิทธิพล รูปแบบ A depends on B หมายความว่า A เปลี่ยนแปลงไปตาม B ไม่ได้ตายตัว ประโยคนี้เสนอข้อสรุปกว้างๆ ว่าอัตลักษณ์และภูมิหลังอาจมีผลต่อภาษา ประโยคนี้บอกความสัมพันธ์ทั่วไปก่อน แล้วจึงเปิดทางให้ตัวอย่างต่อมาอธิบายให้ชัดเจนขึ้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ A depends on B เพื่อบอกความสัมพันธ์ทั่วไประหว่างผลลัพธ์กับปัจจัยที่มีอิทธิพล
- The final design depends on the available space.
- I drew the final design yesterday.
- The final design was blue.
ดูคำตอบ
The final design depends on the available space.
An older person might speak differently than a younger person. ไวยากรณ์
2:13ผู้สูงอายุอาจจะพูดจาแตกต่างจากวัยรุ่น
might speak differently than a younger person: เปรียบเทียบความแตกต่างอย่างระมัดระวัง
might speak differently than หมายถึงวิธีพูดอาจแตกต่างกัน หลัง might ใช้กริยารูปพื้นฐาน speak จึงแสดงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ความแน่นอน ส่วน differently อธิบายวิธีพูด และ than ใช้นำหน้าคนที่นำมาเปรียบเทียบ ประโยคนี้เสนอแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้เป็นกฎสำหรับคนที่อายุมากกว่าหรืออายุน้อยกว่าทุกคน การใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังช่วยให้พูดถึงความแตกต่างระหว่างกลุ่มโดยไม่ทำให้ตัวอย่างกลายเป็นข้อสรุปตายตัว
แบบฝึกหัด
ตัดสินความหมาย: An older person might speak differently than a younger person. ประโยคนี้บอกว่าคนที่อายุมากกว่าทุกคนพูดแตกต่างจากคนที่อายุน้อยกว่าทุกคนเสมอ
- ไม่ถูกต้อง
- ถูกต้อง
ดูคำตอบ
ไม่ถูกต้อง
Someone from the South might speak differently than someone from the North. วัฒนธรรม
2:16คนจากภาคใต้อาจจะพูดแตกต่างจากคนภาคเหนือ
from the South ... someone from the North: ชื่อเรียกภูมิภาค
ในที่นี้ the South และ the North เป็นชื่อเรียกภูมิภาค หมายถึงพื้นที่ตอนใต้และตอนเหนือที่ผู้คนรับรู้ร่วมกันภายในเขตภูมิศาสตร์ที่ใหญ่กว่า ไม่ได้หมายถึงทิศทางเท่านั้น ประโยคนี้ใช้ชื่อเรียกดังกล่าวเพื่อแสดงว่าถิ่นที่มาของคนอาจส่งผลต่อวิธีพูด พื้นที่ที่หมายถึงอย่างเจาะจงต้องพิจารณาจากบริบทร่วมกัน ประโยคนี้ไม่ได้ระบุประเทศ และไม่ได้หมายความว่าทุกคนในแต่ละภูมิภาคพูดเหมือนกันทั้งหมด
แบบฝึกหัด
the South และ the North ในประโยคเดิมน่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?
- ทิศที่คนสองคนกำลังหันหน้าไป
- สถานที่สองแห่งที่ต้องอยู่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
- ภูมิภาคใต้และเหนือที่เป็นที่รู้จัก โดยตำแหน่งที่แน่นอนขึ้นอยู่กับบริบท
ดูคำตอบ
ภูมิภาคใต้และเหนือที่เป็นที่รู้จัก โดยตำแหน่งที่แน่นอนขึ้นอยู่กับบริบท
Once you know your characters: ใช้ once นำเสนอเงื่อนไขที่ต้องเกิดก่อน
ในที่นี้ once เป็นคำสันธานที่หมายถึง “ทันทีที่” หรือ “หลังจากถึงจุดที่” ไม่ใช่คำวิเศษณ์ที่หมายถึง “หนึ่งครั้ง” Once you know your characters นำเสนอขั้นตอนที่ต้องเกิดขึ้นก่อน โครงสร้างคือ Once + อนุประโยค, ประโยคหลัก เมื่อเงื่อนไขแรกสำเร็จ ผลลัพธ์หรือการกระทำถัดไปในประโยคหลักจึงเกิดขึ้นได้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ once เป็นคำสันธานเพื่อนำเสนอเงื่อนไขที่ต้องเกิดขึ้นก่อน?
- I played the game once last week.
- Once, the game started without me.
- Once you learn the controls, you can start the game.
ดูคำตอบ
Once you learn the controls, you can start the game.
can figure out: หาคำตอบด้วยการคิดหรือลองทำ
can figure out หมายถึง “สามารถเข้าใจบางสิ่งหรือหาคำตอบได้ด้วยการคิด สังเกต หรือลองทำ” ในประโยคนี้ how they talk คือสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ figure out ทำหน้าที่เป็นกริยาวลีหนึ่งชุด จึงไม่ได้นำ figure ไปแปลแยกเป็นความหมายอย่าง “ตัวเลข” หรือ “รูปร่าง” โครงสร้าง figure out + how/why/what... หมายถึงการหาคำตอบของคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำแสดงคำถามนั้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดแสดงชัดเจนที่สุดว่าคนหนึ่งหาคำตอบได้ด้วยการคิดและลองทำ?
- After testing every button, Lena figured out how to open the puzzle box.
- Lena found out the museum's hours from its website.
- Lena drew a figure on the box.
ดูคำตอบ
After testing every button, Lena figured out how to open the puzzle box.
At this stage, it's helpful to use anti-social skill number three, ลำดับความ
2:25ในขั้นตอนนี้ การใช้ทักษะต่อต้านสังคมข้อที่สามจะช่วยได้มาก
At this stage: ระบุขั้นปัจจุบันของกระบวนการ
At this stage เป็นคำบอกลำดับกระบวนการที่วางไว้ต้นประโยค เพื่อระบุว่าข้อความถัดไปเกี่ยวข้องกับจุดปัจจุบันของสิ่งที่กำลังพัฒนา ในประโยคนี้ คำดังกล่าวทำให้คำแนะนำมีกรอบว่ามีประโยชน์ในตอนนี้ หลังจากขั้นก่อนหน้าและก่อนขั้นถัดไป การวางวลีนี้ไว้ข้างหน้าช่วยให้ผู้ฟังตามลำดับได้ โดยเชื่อมสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเข้ากับสิ่งที่ควรทำต่อไป stage ในที่นี้หมายถึงช่วงหนึ่งของกระบวนการ ไม่ใช่เวทีการแสดง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ At this stage เพื่อระบุจุดปัจจุบันของกระบวนการ?
- At this age, children often enjoy team games.
- At this stage, the team should test the first version.
- On the stage, the actors waited for the lights.
ดูคำตอบ
At this stage, the team should test the first version.
muttering ... to yourself: พึมพำกับตัวเอง
ในที่นี้ muttering ... to yourself หมายถึงการพูดด้วยเสียงเบาและมักฟังไม่ชัด โดยมีตัวเองเป็นผู้ฟัง muttering บอกถึงการกระทำ ส่วน to yourself แสดงว่าคำพูดนั้นไม่ได้พูดกับคนอื่น สำนวนนี้บอกทั้งลักษณะการพูดและผู้ฟังที่ตั้งใจให้ได้ยิน ใช้บรรยายการลองพูดบทเบา ๆ การพูดกับตัวเองขณะคิด หรือการพึมพำความคิดเห็นส่วนตัวได้
แบบฝึกหัด
คนคนหนึ่งอยู่ตามลำพังและซ้อมบทด้วยเสียงเบาจนแทบฟังคำพูดไม่ออก ประโยคใดตรงกับสถานการณ์ที่สุด
- She talked to herself in a clear, normal voice.
- She muttered the line to herself.
- She whispered the line to her coach.
ดูคำตอบ
She muttered the line to herself.
whether they sound natural: คำถามแบบใช่หรือไม่ที่ฝังอยู่ในประโยค
ในประโยคนี้ whether they sound natural เป็นคำถามแบบใช่หรือไม่ที่ฝังอยู่ในประโยค และเป็นเนื้อหาของสิ่งที่ฟังหรือตัดสินได้ whether หมายถึง “เป็นเช่นนั้นหรือไม่” โดยมีสองความเป็นไปได้ คือบทของตัวละครฟังเป็นธรรมชาติหรือฟังไม่เป็นธรรมชาติ เนื่องจากคำถามนี้ฝังอยู่ในประโยคบอกเล่าที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า they sound natural ไม่ใช่ do they sound natural ในที่นี้ sound เป็นกริยาเชื่อมและตามด้วยคำคุณศัพท์ natural
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ลำดับคำและรูปคำได้ถูกต้องในอนุประโยค whether ที่ฝังอยู่
- Read the sentence aloud to hear whether it sound naturally.
- Read the sentence aloud to hear whether it sounds natural.
- Read the sentence aloud to hear whether does it sound natural.
ดูคำตอบ
Read the sentence aloud to hear whether it sounds natural.
if necessary: อนุประโยค if แบบย่อ
ใน if necessary คำว่า necessary หมายถึง “จำเป็น” วลีนี้เพิ่มเงื่อนไขให้กับการกระทำก่อนหน้า คือให้แก้ไขเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น วลีนี้ย่อมาจาก if it is necessary ในอนุประโยค if แบบนี้ ภาษาอังกฤษมักละ it is เมื่อผู้ฟังเข้าใจคำที่หายไปได้ง่ายจากบริบท
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้รูปย่อที่หมายถึง “เฉพาะเมื่อจำเป็น” ได้ถูกต้อง
- Check the settings again if it necessary.
- Check the settings again if necessarily.
- Check the settings again if necessary.
ดูคำตอบ
Check the settings again if necessary.
most people are usually pretty informal when they speak. การใช้คำ
2:35คนส่วนใหญ่มักจะพูดจาอย่างไม่เป็นทางการเมื่อสื่อสารกัน
pretty informal: pretty ในฐานะคำวิเศษณ์บอกระดับ
ใน pretty informal คำว่า pretty เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับ หมายถึง “ค่อนข้าง” หรือ “ทีเดียว” โดยบอกว่ารูปแบบการพูดไม่เป็นทางการมากน้อยเพียงใด pretty ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “สวย” เมื่อ pretty อยู่หน้าคำคุณศัพท์อย่าง informal, busy หรือ cold ในภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน คำนี้มักใช้บอกระดับ
แบบฝึกหัด
ในประโยค “The office is pretty informal,” pretty informal หมายความว่าอย่างไร
- ค่อนข้างไม่เป็นทางการ
- สวยแต่ไม่เป็นทางการ
- เป็นทางการอย่างสมบูรณ์
ดูคำตอบ
ค่อนข้างไม่เป็นทางการ
contractions: รูปย่ออย่าง don't และ I'm
ในที่นี้ contractions เป็นคำศัพท์ทางไวยากรณ์สำหรับรูปย่อ เช่น don't ที่มาจาก do not และ I'm ที่มาจาก I am โดยปกติอะพอสทรอฟีจะแสดงตำแหน่งของตัวอักษรที่ถูกตัดออก ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงการหดตัวของกล้ามเนื้อ รูปย่อพบได้บ่อยในการพูดและบทสนทนา เพราะทำให้ถ้อยคำสั้นลงและใกล้เคียงกับการสนทนาในชีวิตประจำวัน
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดมีแต่รูปย่อทางไวยากรณ์เท่านั้น
- I'm, don't, we've
- Dr., kg, etc.
- happy, quickly, table
ดูคำตอบ
I'm, don't, we've
sounds more natural as "Don't try to lie to me." วลี
2:44จะฟังดูเป็นธรรมชาติกว่าเมื่อพูดว่า "อย่ามาโกหกฉันเลย"
Do not attempt to ... กับ Don't try to ...: รูปแบบทางการและภาษาสนทนา
ข้อความที่เน้นทั้งสองแบบเป็นคำเตือนพื้นฐานเดียวกัน แบบที่สองเปลี่ยนสองจุด คือเปลี่ยน Do not เป็นรูปย่อ Don't และเปลี่ยน attempt to ที่เป็นทางการกว่าเป็นวลีทั่วไป try to ในบทสนทนาทั่วไป Don't try to lie to me ฟังสั้นกว่าและเป็นภาษาสนทนามากกว่า ส่วน Do not attempt to lie to me ถูกต้องตามไวยากรณ์ แต่อาจฟังเป็นทางการ เคร่งขรึม หรือจงใจแข็งทื่อ ความแตกต่างนี้เป็นเรื่องระดับภาษา ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด
แบบฝึกหัด
ในการโต้เถียงระหว่างเพื่อน ประโยคใดฟังเหมือนบทสนทนาทั่วไปมากที่สุด
- Please refrain from concealing it from me.
- Don't try to hide it from me.
- Do not attempt to conceal it from me.
ดูคำตอบ
Don't try to hide it from me.
sounds more natural as: ใช้เกริ่นถ้อยคำที่แก้ใหม่อย่างเจาะจง
ในรูปแบบ X sounds more natural as Y คำว่า sounds หมายถึง “ให้ความรู้สึกบางอย่างเมื่อได้ยินหรืออ่าน” คำนี้ทำหน้าที่เป็นกริยาเชื่อม จึงตามด้วยวลีคำคุณศัพท์ more natural ไม่ใช่คำวิเศษณ์ more naturally As ใช้นำ Y ซึ่งเป็นถ้อยคำใหม่ที่แนะนำอย่างเจาะจง รูปแบบนี้บอกว่า Y เป็นสำนวนที่เป็นธรรมชาติหรือลื่นไหลกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้อยคำเดิมผิดไวยากรณ์เสมอไป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่ใช้เกริ่นถ้อยคำที่แนะนำให้แก้: For a friendly message, the opening ____ "Hi, Leo."
ดูคำตอบ
sounds more natural as
keep it short: keep + กรรม + คำคุณศัพท์
Keep it short เป็นประโยคคำสั่ง หมายถึง “ทำให้สิ่งนั้นยังคงสั้นอยู่” หรือ “อย่าปล่อยให้ยาวเกินไป” ในที่นี้ it หมายถึงเนื้อหาที่กำลังพูดถึง และ short บอกความยาวหรือระยะเวลาของเนื้อหา ไม่ได้หมายถึงความสูงของคน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ keep + กรรม + คำคุณศัพท์ เช่น keep it simple, keep the message clear หรือ keep the door closed คำคุณศัพท์บอกสภาพที่ต้องการให้กรรมนั้นคงอยู่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ทำให้รายงานสั้น”: You have only thirty seconds, so ____.
ดูคำตอบ
keep it short
tend to: บอกรูปแบบที่มักเกิดขึ้นแต่มีข้อยกเว้นได้
tend to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าสิ่งหนึ่งมักเกิดขึ้นหรือโดยทั่วไปเป็นเช่นนั้น แต่ก็อาจมีข้อยกเว้นได้ ในประโยคนี้ People tend to speak เป็นการสังเกตพฤติกรรมทั่วไป ไม่ใช่กฎว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ใช้ tend to เมื่อเห็นรูปแบบที่เกิดขึ้นเป็นประจำแต่ยังอาจมีข้อยกเว้น ในโครงสร้างนี้ tend ตามด้วยตัวบอก infinitive คือ to และคำกริยารูปพื้นฐาน speak โดย tend ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ดูแล”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “โดยปกติ แต่ไม่ใช่เสมอไป”: On school nights, my friends ____ go to bed early, though they sometimes stay up late.
ดูคำตอบ
tend to
in short bursts: ทำกิจกรรมเป็นช่วงสั้น ๆ ที่แยกจากกัน
in short bursts ใช้บอกว่ากิจกรรมเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วงที่แยกจากกัน แทนที่จะดำเนินต่อเนื่องสม่ำเสมอ ในที่นี้หมายความว่าการพูดทั่วไปประกอบด้วยคำพูดช่วงสั้น ๆ ไม่ใช่คำพูดยาวต่อเนื่องครั้งเดียว ในการใช้นี้ burst หมายถึง “ช่วงสั้น ๆ ของกิจกรรม” ไม่ใช่การระเบิด รูปแบบ in + คำคุณศัพท์ + bursts ยังใช้บอกการทำงาน การออกกำลังกาย ฝน หรือกิจกรรมอื่นที่เกิดขึ้นแล้วหยุดเป็นช่วง ๆ ได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่หมายถึง “เป็นช่วงสั้น ๆ หลายช่วง แทนที่จะทำอย่างต่อเนื่อง”: Nina practiced the dance ____, resting for a minute between sessions.
ดูคำตอบ
in short bursts
let the dialogue do the work: ปล่อยให้องค์ประกอบหนึ่งสร้างผลลัพธ์เอง
ในที่นี้ let + นามวลี + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “ปล่อยให้บางสิ่งทำหน้าที่”: let the dialogue do คำแนะนำนี้คือให้บทสนทนาสื่อข้อมูลและอารมณ์ด้วยตัวมันเอง แทนที่จะเติมคำอธิบายเข้าไป do the work เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึง “ทำหน้าที่ที่จำเป็น” หรือ “สร้างผลลัพธ์” ไม่ได้หมายถึงทำงานจริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ let X do the work ซึ่งมอง X ว่าเป็นองค์ประกอบที่สร้างผลลัพธ์ได้ด้วยตัวเอง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ทำหน้าที่ที่จำเป็น”: The facts are clear, so let the evidence ____.
ดูคำตอบ
do the work
Ask yourself, "Do I really need that adverb?" ลำดับความ
2:56ถามตัวเองว่า "ฉันจำเป็นต้องใช้คำกริยาวิเศษณ์นั้นจริงๆ หรือ?"
Ask yourself: การเกริ่นคำถามเพื่อตรวจสอบตัวเอง
Ask yourself ใช้เกริ่นคำถามที่ผู้ฟังควรพิจารณาในใจ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวทำให้ “Do I really need that adverb?” เป็นคำถามสำหรับตรวจสอบตัวเอง ไม่ใช่คำสั่งให้ไปถามคนอื่น ในคำแนะนำ Ask yourself, “...” ช่วยจัดข้อมูลให้เป็นขั้นตอน คือหยุดก่อน ตรวจสอบตัวเลือก แล้วจึงตัดสินใจ วลีนี้ใช้เกริ่นคำถามตรงในเครื่องหมายคำพูดเหมือนในตัวอย่าง หรือคำถามทางอ้อมอย่าง ask yourself whether it is necessary ก็ได้
แบบฝึกหัด
Ask yourself ทำหน้าที่อะไรในคำแนะนำนี้? Ask yourself, “Is this detail necessary?”
- สั่งให้ผู้ฟังไปสัมภาษณ์คนอื่น
- บอกคำตอบสุดท้ายแก่ผู้ฟัง
- ใช้เกริ่นคำถามเพื่อให้ผู้ฟังประเมินตัวเอง
ดูคำตอบ
ใช้เกริ่นคำถามเพื่อให้ผู้ฟังประเมินตัวเอง
For instance: การนำเสนอตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจง
For instance ใช้นำเสนอตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจงเพื่ออธิบายหรือสนับสนุนประเด็นที่กว้างกว่า ในประโยคนี้ คำดังกล่าวบอกผู้ฟังว่าข้อความที่ยกมานั้นเป็นตัวอย่าง และทำให้ความเชื่อมโยงกับคำอธิบายก่อนหน้าชัดเจนขึ้น คำนี้ทำหน้าที่เกือบเหมือน for example ควรเข้าใจว่าเป็นคำบอกว่ากำลังจะยกตัวอย่าง ไม่ใช่แปลตรงตัวว่า “เพื่อหนึ่งกรณี”
แบบฝึกหัด
คำเชื่อมใดเหมาะที่สุดสำหรับนำเสนอตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจงเพื่อสนับสนุนข้อความทั่วไป?
- In contrast,
- For instance,
- As a result,
ดูคำตอบ
For instance,
Your money or your life: คำขู่บังคับในฉากปล้น
Your money or your life เป็นคำขู่แบบตายตัวที่พบได้บ่อยในฉากปล้น หมายถึง “ส่งเงินมา ไม่อย่างนั้นฉันจะทำร้ายหรือฆ่าเธอ” ไม่ใช่คำถามที่เป็นมิตรว่าอีกฝ่ายชอบสิ่งใดมากกว่ากัน ในที่นี้ or สร้างเงื่อนไขเชิงบังคับ คือให้ส่งเงินมา มิฉะนั้นจะต้องเผชิญผลร้ายที่ถูกขู่ไว้ คำว่า threateningly ยืนยันน้ำเสียงข่มขู่ แต่คำพูดในเครื่องหมายคำพูดก็มีความหมายนี้อยู่แล้ว
แบบฝึกหัด
ในฉากปล้นทั่วไป Your money or your life หมายความว่าอย่างไร?
- ผู้พูดเสนอให้ผู้ฟังเลือกของขวัญหนึ่งชิ้นจากสองชิ้น
- ผู้พูดเรียกร้องเงินและขู่ว่าจะเอาชีวิตผู้ฟังหากปฏิเสธ
- ผู้พูดถามอย่างสุภาพว่าเงินหรือสุขภาพสำคัญกว่ากัน
ดูคำตอบ
ผู้พูดเรียกร้องเงินและขู่ว่าจะเอาชีวิตผู้ฟังหากปฏิเสธ
threateningly is redundant: ข้อมูลที่ซ้ำกัน
ในประโยคนี้ threateningly คือคำที่กำลังถูกประเมิน ส่วน is redundant หมายความว่าคำวิเศษณ์นี้ซ้ำกับน้ำเสียงข่มขู่ที่ชัดเจนอยู่แล้วจากถ้อยคำ จึงตัดออกได้โดยไม่เสียความหมายสำคัญ ในงานตรวจแก้ X is redundant ใช้ชี้ว่าเนื้อหาส่วนนั้นไม่ได้เพิ่มข้อมูลใหม่ที่จำเป็น ไม่ได้แปลว่า X ผิดไวยากรณ์หรือไม่มีความหมายเสมอไป
แบบฝึกหัด
ในความคิดเห็นเกี่ยวกับการตรวจแก้ This adverb is redundant หมายความว่าอย่างไร
- มันเพิ่มรายละเอียดใหม่ที่จำเป็น
- มันเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของประโยค
- มันซ้ำข้อมูลที่ชัดเจนอยู่แล้ว
ดูคำตอบ
มันซ้ำข้อมูลที่ชัดเจนอยู่แล้ว
can get rid of it: เอาสิ่งที่ไม่ต้องการออก
ตรงนี้ can get rid of it หมายถึง “สามารถเอามันออกได้” โดย it หมายถึงคำวิเศษณ์ที่ซ้ำซ้อนก่อนหน้านี้ ผู้พูดจึงกำลังบอกว่าสามารถลบคำนั้นได้ Get rid of เป็นกริยาหลายคำแบบตายตัว หมายถึงเอาออก ทิ้ง หรือกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการ โครงสร้างคือ get rid of + คำนาม/คำสรรพนาม ต้องคง of ไว้และวาง it หลัง of ส่วน can บอกว่าการเอาออกเป็นทางเลือกที่ทำได้ ไม่ใช่คำสั่ง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ get rid of และคำสรรพนามที่ถูกต้อง: This sentence repeats the same idea, so we can ____.
ดูคำตอบ
get rid of it
if the words and the actions don't match: การกำหนดเงื่อนไขที่เป็นข้อยกเว้น
อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if กำหนดเงื่อนไขที่ทำให้ใจความหลักใช้ได้ กล่าวคือ คำกริยาวิเศษณ์อาจช่วยได้เมื่อคำพูดกับการกระทำของตัวละครสื่อคนละอย่าง อนุประโยคนี้จึงชี้ให้เห็นกรณีที่อาจต้องพิจารณาแตกต่างจากกฎทั่วไป ในที่นี้ match หมายถึง “ตรงกัน” หรือ “สอดคล้องกัน” ไม่ได้หมายถึง “แข่งขัน” รูปแบบ if A and B don't match, ... ใช้บอกว่าควรทำอะไรหรือสรุปอย่างไรเมื่อข้อมูลสองแหล่งไม่สอดคล้องกัน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้อนุประโยค if เพื่อกำหนดให้การกระทำขึ้นอยู่กับการที่สองสิ่งไม่ตรงกัน
- The label and the contents are printed on the box.
- The label and the contents match, so open the box.
- If the label and the contents don't match, ask the seller before opening the box.
ดูคำตอบ
If the label and the contents don't match, ask the seller before opening the box.
she said lovingly: ใช้คำกริยาวิเศษณ์สร้างความขัดแย้ง
ใน she said lovingly คำว่า lovingly ขยาย said และนำเสนอวิธีพูดหรือท่าทีของผู้พูดว่าเต็มไปด้วยความรัก วิธีพูดที่เปี่ยมด้วยความรักนี้ขัดกับคำขู่ตามปกติอย่าง Your money or your life คำกริยาวิเศษณ์จึงไม่ได้พูดข้อมูลเดิมซ้ำ แต่ทำให้ผู้อ่านตีความฉากใหม่ เช่น อาจเป็นการแสดง การล้อเล่น หรือการประชดอย่างตั้งใจ ผลสำคัญคือความขัดแย้งนี้ และประโยคเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าคำอธิบายใดถูกต้อง
แบบฝึกหัด
lovingly เพิ่มผลอะไรให้กับคำพูดนี้
- เป็นเพียงการพูดซ้ำความหมายเชิงข่มขู่ที่คำพูดมีอยู่แล้ว
- สร้างความขัดแย้งที่ทำให้ผู้อ่านตีความฉากใหม่
- แสดงว่าไม่มีใครพูดจริง ๆ
ดูคำตอบ
สร้างความขัดแย้งที่ทำให้ผู้อ่านตีความฉากใหม่
to recap: สัญญาณว่าจะสรุปสั้น ๆ
to recap เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะสรุปประเด็นที่กล่าวไปแล้วอย่างสั้น ๆ โดยเปลี่ยนความสนใจของผู้ฟังจากรายละเอียดไปสู่การทบทวนแบบกระชับ ไม่ใช่การเปิดหัวข้อใหม่ ในที่นี้ recap เป็นคำกริยาที่ตามหลัง to และหมายถึง “สรุป” หรือ “ทบทวนประเด็นหลัก” ทั้งวลีทำหน้าที่เป็นคำบอกทางก่อนเริ่มสรุป
แบบฝึกหัด
การประชุมกำลังจะจบลง ประโยคใดบอกได้ถูกต้องว่ากำลังจะสรุปข้อตกลงที่ได้พูดคุยกันแล้วอย่างสั้น ๆ
- To recap, we agreed to move the deadline and shorten the meeting.
- To begin, we have not discussed the deadline yet.
- For example, we could choose a new meeting time.
ดูคำตอบ
To recap, we agreed to move the deadline and shorten the meeting.
first ... Next ... Finally: การเรียงลำดับขั้นตอน
First, Next และ Finally สร้างกรอบสำหรับลำดับขั้น First เปิดขั้นตอนแรก Next พาไปยังขั้นตอนถัดไป และ Finally บอกว่าถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว เมื่อใช้ร่วมกัน คำเหล่านี้จะแบ่งบทสรุปเป็นสามส่วนตามลำดับ และช่วยให้ผู้ฟังติดตามได้ว่าข้อมูลถูกจัดวางอย่างไร จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบอกเวลาแยกกันเท่านั้น
แบบฝึกหัด
คำแนะนำชุดใดใช้ First, Next และ Finally ตามลำดับเริ่มต้น-กลาง-สุดท้ายได้ถูกต้อง
- First, turn off the power. Next, remove the old battery. Finally, install the new one.
- Finally, turn off the power. Next, remove the old battery. First, install the new one.
- Next, turn off the power. Finally, remove the old battery. First, install the new one.
ดูคำตอบ
First, turn off the power. Next, remove the old battery. Finally, install the new one.
You already have everything you need: การทำให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าพร้อมเริ่มแล้ว
ในประโยคนี้ You already have everything you need ใช้ช่วยให้ผู้ฟังมั่นใจว่า ความสามารถ ไอเดีย หรือทรัพยากรพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับงานนั้นมีพร้อมอยู่แล้ว ประโยคนี้ช่วยลดความรู้สึกว่าต้องหาอะไรเพิ่มก่อนจึงจะเริ่มได้ everything ถูกจำกัดขอบเขตด้วยอนุประโยคสัมพันธ์ you need จึงหมายถึง “ทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับจุดประสงค์นี้” ไม่ใช่สิ่งของทุกชิ้นในโลก ส่วน already เพิ่มความหมายเชิงให้กำลังใจว่า “ไม่จำเป็นต้องรอแล้ว”
แบบฝึกหัด
ในบริบทนี้ You already have everything you need มีจุดประสงค์หลักอะไร?
- ประโยคนี้ทำให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าสิ่งจำเป็นมีพร้อมแล้วและเริ่มได้
- ประโยคนี้บอกว่าผู้ฟังเป็นเจ้าของสิ่งของทุกชิ้นที่อาจต้องการ
- ประโยคนี้เตือนผู้ฟังให้รวบรวมวัสดุเพิ่มก่อนเริ่ม
ดูคำตอบ
ประโยคนี้ทำให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าสิ่งจำเป็นมีพร้อมแล้วและเริ่มได้
This is fictional dialogue or how to hear voices in your head. สำนวน
3:30และนี่ก็คือบทสนทนาในนิยาย หรือวิธีฟังเสียงในหัวของคุณเอง
how to hear voices in your head: อุปมาเชิงขบขันสำหรับการเขียนบทสนทนา
ในที่นี้ how to hear voices in your head เป็นวิธีพูดแบบขบขันและเกินจริง เพื่อบรรยายการจินตนาการว่าตัวละครสมมติจะพูดอย่างไร ทั้งถ้อยคำ น้ำเสียง และลักษณะเสียงเฉพาะตัว วลีนี้ทำหน้าที่เหมือนชื่ออีกแบบของบทเรียนเรื่องบทสนทนาในเรื่องแต่ง นอกกรอบงานสร้างสรรค์นี้ hear voices in your head อาจหมายถึงการได้ยินเสียงที่ไม่ได้มาจากภายนอก จึงอาจถูกเข้าใจว่าเป็นคำบอกเล่าที่จริงจังเกี่ยวกับสุขภาพจิต วลี fictional dialogue ที่อยู่ใกล้กันทำให้ชัดว่าในที่นี้ไม่ได้ใช้ในความหมายทางการแพทย์
แบบฝึกหัด
ใน fictional dialogue or how to hear voices in your head ส่วนที่เน้นหมายถึงอะไร?
- ฟังคนจริง ๆ ผ่านหูฟังที่ซ่อนไว้
- จินตนาการว่าตัวละครสมมติจะพูดและมีเสียงอย่างไร
- รายงานการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ได้รับการยืนยันแล้ว
ดูคำตอบ
จินตนาการว่าตัวละครสมมติจะพูดและมีเสียงอย่างไร