การสื่อสารที่ผิดพลาดเกิดขึ้นได้อย่างไร (และวิธีหลีกเลี่ยง) - Katherine Hampsten: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
618 คำ 155 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าเหตุใดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารจึงเกิดขึ้นได้ แม้ผู้คนจะพูดคุยกันต่อหน้าและใช้ภาษาเดียวกัน โดยเปรียบเทียบแบบจำลองการส่งสารทางเดียวกับแบบจำลองเชิงปฏิสัมพันธ์ที่ผู้สนทนาร่วมกันสร้างความหมายผ่านข้อมูลป้อนกลับและตัวกรองการรับรู้ส่วนบุคคล ก่อนเสนอการฟังอย่างตั้งใจและเปิดใจเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. Have you ever talked with a friend about a problem, — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เรียนรู้การเปิดงานนำเสนอหรือบทความด้วยคำถามรูปแบบ Have you ever... เพื่อเปลี่ยนประเด็นนามธรรมให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้ฟังคุ้นเคย และสร้างความรู้สึกร่วมได้อย่างรวดเร็ว 2. perceptual filters — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจคำหลักที่หมายถึงอิทธิพลจากประสบการณ์ วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และอารมณ์ต่อการตีความสาร แล้วนำไปใช้อธิบายว่าเหตุใดถ้อยคำเดียวกันจึงก่อให้เกิดความหมายที่ต่างกันได้ 3. Don't assume that your perception is the objective truth. — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เข้าใจและใช้คำเตือนที่สุภาพนี้เพื่อแยกมุมมองส่วนตัวออกจากข้อเท็จจริง แสดงความถ่อมตน และลดความขัดแย้งด้วยการเปิดพื้นที่ให้กับการตีความของอีกฝ่าย

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Have you ever talked with a friend about a problem, ลำดับความ

0:06

คุณเคยคุยกับเพื่อนเรื่องปัญหาอะไรสักอย่าง

only to realize that he just doesn't seem to grasp why the issue is so important to you? โน้ต

0:09

แล้วก็พบว่าเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมปัญหานั้นถึงสำคัญกับคุณมากขนาดนั้นไหม

ลำดับความ

Have you ever talked with a friend...? ในฐานะคำถามเปิดเชิงวาทศิลป์

โครงสร้าง Have you ever + คำกริยาช่อง 3...? ใช้ถามว่าใครสักคนเคยมีประสบการณ์หนึ่งมาก่อนจนถึงตอนนี้หรือไม่ แต่ในประโยคเปิดนี้ คำถามทำหน้าที่หลักเป็นคำถามเชิงวาทศิลป์เพื่อดึงความสนใจ โดยชวนผู้ฟังให้นึกถึงปัญหาคล้ายกัน ไม่ได้ต้องการเพียงคำตอบว่าเคยหรือไม่เคย การเริ่มด้วยประสบการณ์ส่วนตัวที่คุ้นเคยช่วยสร้างจุดร่วมกับผู้ฟังก่อนเข้าสู่หัวข้อที่กว้างขึ้น รูปแบบนี้จึงจัดลำดับบทนำเป็น ประสบการณ์ที่อาจมีร่วมกันก่อน แล้วจึงตามด้วยคำอธิบายหรือแนวคิดหลัก

แบบฝึกหัด

Have you ever...? ในประโยคเปิดนี้มีหน้าที่หลักอะไร

  1. แสดงว่าผู้พูดไม่เคยพบปัญหานี้
  2. ถามชื่อของเพื่อนคนนั้น
  3. เก็บคำตอบที่เป็นข้อเท็จจริงอย่างละเอียดจากผู้ฟังทุกคน
  4. ชวนผู้ฟังให้นึกถึงประสบการณ์ที่อาจมีร่วมกันและนำเข้าสู่หัวข้อ
ดูคำตอบ

ชวนผู้ฟังให้นึกถึงประสบการณ์ที่อาจมีร่วมกันและนำเข้าสู่หัวข้อ

ไวยากรณ์

only to realize: ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด

ในรูปแบบ อนุประโยค, only to + คำกริยารูปพื้นฐาน คำกริยา infinitive จะนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังว่าเป็นผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดหรือน่าผิดหวัง ในที่นี้ only to realize หมายถึง หลังจากคุยกับเพื่อนแล้ว ผู้พูดจึงพบว่าเพื่อนไม่เข้าใจความสำคัญของเรื่องนั้น only ในที่นี้ไม่ได้มีความหมายเพียงว่า “แค่” เมื่อแยกออกมา และ to realize ก็ไม่ได้บอกจุดประสงค์ของการพูดคุย ให้เข้าใจทั้งโครงสร้างว่าเป็นจุดหักเหในการเล่าเรื่อง คือมีการกระทำหนึ่งเกิดขึ้น แต่ผลไม่เป็นอย่างที่หวัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมาย ใช้ realize เพื่อแสดงการค้นพบที่ไม่คาดคิด: Nina walked back to the café, ____ it had closed early.

ดูคำตอบ

only to realize

การใช้คำ

doesn't seem to grasp: ดูเหมือนจะไม่เข้าใจ

ในที่นี้ grasp หมายถึงการเข้าใจแนวคิด เหตุผล หรือความสำคัญของบางสิ่งอย่างชัดเจน ไม่ได้หมายถึงการใช้มือจับสิ่งของ กรรมของ grasp คืออนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย why ได้แก่ why the issue is so important to you doesn't seem to grasp นำเสนอการไม่เข้าใจว่าเป็นข้อสรุปของผู้พูดจากสิ่งที่สังเกตเห็น คำว่า seem ทำให้คำกล่าวไม่เด็ดขาดเท่า doesn't grasp แต่สำนวนนี้ก็ยังอาจฟังดูเป็นการตำหนิได้

แบบฝึกหัด

เลือกความหมายที่เหมาะสมที่สุดของ He doesn't seem to grasp why the rule matters.

  1. เขาปฏิเสธที่จะกล่าวถึงกฎนั้น
  2. เขาพิสูจน์แล้วว่ากฎนั้นไม่สำคัญ
  3. เขาไม่สามารถใช้มือจับกฎนั้นได้
  4. เขาดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่าทำไมกฎนั้นจึงสำคัญ
ดูคำตอบ

เขาดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่าทำไมกฎนั้นจึงสำคัญ

Have you ever presented an idea to a group and it's met with utter confusion? วลี

0:14

คุณเคยนำเสนอไอเดียให้กลุ่มคนฟังแล้วพวกเขาทำหน้างงใส่ไหม

วลี

it's met with utter confusion: ได้รับปฏิกิริยาเป็นความสับสนอย่างสิ้นเชิง

be met with + คำนาม ใช้อธิบายปฏิกิริยาที่แนวคิด ข้อเสนอ ประกาศ หรือการกระทำได้รับ ใน it's met with utter confusion คำว่า it ย้อนกลับไปหมายถึง idea และปฏิกิริยาของกลุ่มคือความสับสน ส่วน met with ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดนั้นไปพบใครจริง ๆ utter หมายถึงโดยสมบูรณ์หรืออย่างที่สุด และช่วยเน้นระดับของ confusion โครงสร้างกรรมวาจกนี้ทำให้จุดเน้นอยู่ที่สิ่งซึ่งถูกนำเสนอและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ be met with ในรูปที่ถูกต้อง: The new policy ____ utter confusion when it was announced yesterday.

ดูคำตอบ

was met with

Or maybe you've been in an argument

0:18

หรือบางทีคุณอาจกำลังเถียงกับใครบางคน

when the other person suddenly accuses you of not listening to what they're saying at all. ไวยากรณ์

0:20

แล้วจู่ๆ อีกฝ่ายก็หาว่าคุณไม่ฟังสิ่งที่พวกเขาพูดเลย

ไวยากรณ์

accuse someone of doing something: กล่าวหาว่าบางคนทำสิ่งหนึ่ง

โครงสร้าง accuse someone of doing something หมายถึงการกล่าวว่าคนหนึ่งทำสิ่งที่ผิด คำกรรมหลัง accuse ระบุคนที่ถูกกล่าวหา ส่วน of + คำนามหรือรูป -ing ระบุการกระทำที่ถูกกล่าวหา ใน accuses you of not listening คำว่า not อยู่หน้า listening เพื่อทำให้การกระทำนั้นเป็นปฏิเสธ กล่าวคืออีกฝ่ายกล่าวหาว่าคุณไม่ได้ฟัง สำหรับความหมายนี้ อย่าใช้ accuse someone to do something

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไปเพื่อทำให้โครงสร้างสมบูรณ์: The editor accused the reporter ____ inventing the quote.

ดูคำตอบ

of

What's going on here? ลำดับความ

0:26

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

The answer is miscommunication.

0:27

คำตอบก็คือการสื่อสารที่ผิดพลาด

ลำดับความ

What's going on here?: การเปลี่ยนจากตัวอย่างไปสู่คำอธิบาย

What's going on here? นำสถานการณ์หลายอย่างที่เพิ่งกล่าวถึงมารวมเป็นคำถามเดียวที่ต้องการคำอธิบาย ประโยคถัดไป The answer is miscommunication ให้คำอธิบายนั้น จึงเป็นสัญญาณว่าเนื้อหากำลังเปลี่ยนจากตัวอย่างไปสู่แนวคิดหลัก here ในที่นี้หมายถึงในสถานการณ์เหล่านี้หรือในเรื่องที่กำลังพูดถึง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสถานที่จริง การใช้แบบนี้ช่วยให้ผู้พูดนำผู้ฟังเข้าสู่คำอธิบาย

แบบฝึกหัด

ในข้อความนี้ What's going on here? มีหน้าที่หลักในการจัดระเบียบข้อมูลอย่างไร

  1. รวมสถานการณ์ก่อนหน้าเป็นคำถามและนำเข้าสู่คำอธิบาย
  2. ขอให้ผู้ฟังพูดซ้ำทุกตัวอย่าง
  3. จบหัวข้อก่อนให้คำตอบใด ๆ
  4. ถามว่าผู้พูดอยู่ในสถานที่จริงแห่งใด
ดูคำตอบ

รวมสถานการณ์ก่อนหน้าเป็นคำถามและนำเข้าสู่คำอธิบาย

And in some form or another, วลี

0:29

และไม่ว่าจะในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

we've all experienced it.

0:31

เราทุกคนล้วนเคยเจอเรื่องนี้

วลี

in some form or another: รูปแบบต่าง ๆ ของประสบการณ์เดียวกัน

in some form or another หมายถึง “ในรูปแบบหรือวิธีใดวิธีหนึ่งจากหลายแบบที่เป็นไปได้” ในประโยคนี้ รายละเอียดของประสบการณ์แต่ละคนอาจต่างกัน แต่สำนวนนี้รวมประสบการณ์ทั้งหมดไว้ภายใต้แนวคิดกว้าง ๆ เดียวกัน คำว่า form ในที่นี้หมายถึงวิธีที่บางสิ่งปรากฏหรือเกิดขึ้น ไม่ใช่แบบฟอร์มที่ต้องกรอก ส่วน another ไม่ได้ชี้ถึงรูปแบบที่สองแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ สำนวนทั้งหมดจงใจเปิดไว้ว่าเป็นรูปแบบใดก็ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? Every community faces this issue in some form or another.

  1. ปัญหาอาจปรากฏต่างกัน แต่ทุกชุมชนเผชิญกับปัญหานี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
  2. ปัญหานี้มีรูปแบบตายตัวอยู่สองแบบพอดี
  3. ทุกชุมชนต้องกรอกเอกสารบางอย่างที่ไม่ได้ระบุไว้
  4. มีเพียงไม่กี่ชุมชนที่เคยเผชิญปัญหานี้
ดูคำตอบ

ปัญหาอาจปรากฏต่างกัน แต่ทุกชุมชนเผชิญกับปัญหานี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

It can lead to confusion, animosity, misunderstanding, วลี

0:33

มันสามารถนำไปสู่ความสับสน ความบาดหมาง ความเข้าใจผิด

วลี

can lead to: ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น

lead to หมายถึง “ทำให้เกิดหรือก่อให้เกิดผลลัพธ์” สาเหตุจะอยู่ก่อนสำนวนนี้ และผลลัพธ์จะอยู่หลังสำนวน ใน can lead to คำว่า can แสดงว่าผลลัพธ์นั้นอาจเกิดขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน คำว่า to ใช้นำเข้าสู่ผลลัพธ์ เป็นส่วนหนึ่งของสำนวน lead to ไม่ใช่เครื่องหมายของ infinitive ในประโยคนี้ confusion, animosity และ misunderstanding คือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ lead to ได้ถูกต้อง

  1. Small misunderstandings can lead to become bigger conflicts.
  2. Small misunderstandings can lead to bigger conflicts.
  3. Small misunderstandings can lead bigger conflicts.
  4. Small misunderstandings can lead for bigger conflicts.
ดูคำตอบ

Small misunderstandings can lead to bigger conflicts.

or even crashing a multi-million dollar probe into the surface of Mars. วัฒนธรรม

0:36

หรือแม้กระทั่งทำให้ยานสำรวจมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ตกกระแทกพื้นผิวดาวอังคารได้

วัฒนธรรม

ทำให้ยานสำรวจมูลค่าหลายล้านดอลลาร์พุ่งชนดาวอังคาร

วลีนี้ยกผลกระทบร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ในโลกจริง นั่นคือความผิดพลาดด้านการสื่อสารหรือการส่งต่อข้อมูลอาจทำให้ภารกิจสำรวจดาวอังคารที่มีราคาแพงมากล้มเหลวได้ คำว่า multi-million dollar ในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการพูดเกินจริงเพื่อให้ตลก แต่เน้นขนาดของความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ในบริบทนี้ probe หมายถึงยานอวกาศไร้คนขับที่ส่งไปสำรวจหรือเก็บข้อมูล ไม่ใช่อุปกรณ์ตรวจวัดขนาดเล็กที่ถือด้วยมือ ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า หากข้อมูลทางเทคนิค เช่น มาตรฐาน หน่วยวัด หรือขั้นตอน ไม่ได้รับการสื่อสารอย่างสอดคล้อง ปัญหาการสื่อสารก็อาจกลายเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ทางวิศวกรรมได้

แบบฝึกหัด

ตัวอย่างยานสำรวจดาวอังคารต้องการสื่อประเด็นหลักอะไร?

  1. multi-million dollar เป็นเพียงมุกตลกที่ไม่มีความหมายในโลกจริง
  2. probe ในประโยคนี้หมายถึงเครื่องมือขนาดเล็กที่ถือด้วยมือ
  3. ยานสำรวจดาวอังคารทุกลำถูกคาดหมายว่าจะตกเพราะสภาพอากาศ
  4. ความล้มเหลวในการสื่อสารอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางวิศวกรรมที่มีค่าเสียหายสูงมาก
ดูคำตอบ

ความล้มเหลวในการสื่อสารอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางวิศวกรรมที่มีค่าเสียหายสูงมาก

The fact is,

0:41

ความจริงก็คือ

even when face-to-face with another person, โน้ต

0:42

ถึงแม้เราจะเผชิญหน้ากับอีกคน

in the very same room,

0:44

อยู่ในห้องเดียวกัน

and speaking the same language,

0:46

และพูดภาษาเดียวกัน

human communication is incredibly complex.

0:48

การสื่อสารของมนุษย์ก็ยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ

ไวยากรณ์

even when: ผลลัพธ์ที่ยังคงเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขจริง

even when ใช้นำเงื่อนไขเชิงยอมรับ คือเงื่อนไขนั้นเป็นจริง เป็นไปได้ หรือเกิดซ้ำเป็นประจำ แต่ก็ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์ที่คาดไว้ คำว่า even เพิ่มความขัดแย้งที่น่าประหลาดใจ ส่วน when เชื่อมเงื่อนไขนั้นเข้ากับข้อความหลัก ประโยคนี้เรียงเงื่อนไขที่ดูเอื้ออำนวยก่อน ได้แก่ การอยู่ต่อหน้ากัน การอยู่ในห้องเดียวกัน และการพูดภาษาเดียวกัน แล้วจึงบอกประเด็นหลักว่าการสื่อสารยังคงซับซ้อน รูปแบบนี้ช่วยให้ยอมรับสถานการณ์ที่น่าจะช่วยได้ ก่อนจะบอกว่าผลลัพธ์หลักยังคงเป็นจริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ even when ได้ดีที่สุดเพื่อบอกว่าเงื่อนไขจริงที่เกิดซ้ำไม่สามารถป้องกันผลลัพธ์ได้?

  1. Because Sam studies carefully, he always makes a mistake.
  2. Even if Sam studied carefully next week, he might still make a mistake.
  3. When Sam studies carefully, he sometimes makes a small mistake.
  4. Even when Sam studies carefully, he sometimes makes a small mistake.
ดูคำตอบ

Even when Sam studies carefully, he sometimes makes a small mistake.

วลี

face-to-face with another person: อยู่ต่อหน้ากับอีกคน

ในที่นี้ face-to-face with another person หมายถึงการอยู่ในสถานที่เดียวกับใครสักคนและสามารถสื่อสารกันได้โดยตรง แทนที่จะสื่อสารผ่านโทรศัพท์ หน้าจอ หรือข้อความ ส่วน with another person ระบุว่าอีกฝ่ายคือใคร face-to-face บอกวิธีหรือสถานการณ์ที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กัน สามารถวางหลังคำกริยาอย่าง meet หรือ talk และใช้ขยายคำนามได้ เช่น a face-to-face meeting

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่มียัติภังค์และมีความหมายว่า “ต่อหน้า”: After months of video calls, Maya and I finally talked ____.

ดูคำตอบ

face-to-face

But the good news is that a basic understanding of what happens when we communicate ลำดับความ

0:52

แต่ข่าวดีก็คือ การมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราสื่อสารกัน

can help us prevent miscommunication.

0:56

สามารถช่วยเราป้องกันการสื่อสารที่ผิดพลาดได้

ลำดับความ

But the good news is that...: เปลี่ยนไปสู่ข้อมูลเชิงบวก

คำเปิด But แสดงความขัดแย้งกับคำอธิบายก่อนหน้าที่บอกว่าการสื่อสารอาจยากเพียงใด ส่วนคำว่า the good news is that จัดวางอนุประโยคถัดไปให้เป็นข้อเท็จจริงที่น่ายินดี นั่นคือการเข้าใจการสื่อสารสามารถช่วยได้ กรอบนี้จัดระเบียบข้อมูลโดยเปลี่ยนจากปัญหาไปสู่ความหวัง ข้อดี หรือทางแก้ที่เป็นไปได้ good news ในที่นี้หมายถึงด้านบวกของสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงรายงานข่าว

แบบฝึกหัด

หลังจากกล่าวถึงปัญหา But the good news is that... มักส่งสัญญาณถึงอะไร?

  1. การเปลี่ยนไปสู่หัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยสิ้นเชิง
  2. การอ้างว่าปัญหาก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอยู่
  3. การเปลี่ยนไปสู่ข้อเท็จจริงที่น่ายินดีหรือทางแก้ที่เป็นไปได้
  4. ข้อความอ้างอิงจากรายงานข่าว
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนไปสู่ข้อเท็จจริงที่น่ายินดีหรือทางแก้ที่เป็นไปได้

For decades, ลำดับความ

0:59

เป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว

researchers have asked what happens when we communicate.

1:00

ที่นักวิจัยได้ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราสื่อสารกัน

ลำดับความ

For decades, researchers have asked: การเกริ่นคำถามที่มีการศึกษามายาวนาน

For decades วางคำถามนี้ไว้ในบริบทของงานวิจัยที่เริ่มมาหลายปีแล้วและยังมีความสำคัญในปัจจุบัน ประธาน researchers แสดงว่าคำถามนี้ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เพียงความคิดชั่วคราวของคนคนเดียว รูป present perfect อย่าง have asked เชื่อมช่วงเวลาในอดีตกับปัจจุบัน ในที่นี้ ask หมายถึงการพิจารณาหรือค้นคว้าคำถามซ้ำ ๆ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการถามคนอื่นโดยตรง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าการวิจัยเริ่มขึ้นเมื่อหลายปีก่อนและยังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

  1. For the next decade, doctors will study the effects of stress.
  2. Decades ago, doctors studied the effects of stress.
  3. For decades, doctors have studied the effects of stress.
ดูคำตอบ

For decades, doctors have studied the effects of stress.

One interpretation,

1:04

มีการตีความรูปแบบหนึ่ง

called the transmission model, วัฒนธรรม

1:05

ที่เรียกว่า แบบจำลองการถ่ายทอด

views communication as a message that moves directly from one person to another, ไวยากรณ์

1:07

ซึ่งมองว่าการสื่อสารคือข้อความที่ถูกส่งตรงจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

วัฒนธรรม

called the transmission model: การตั้งชื่อมุมมองการสื่อสารแบบทิศทางเดียว

the transmission model คือชื่อของแบบจำลองการสื่อสารที่มองว่าการสื่อสารเป็นข้อความที่เคลื่อนจากผู้ส่งไปยังผู้รับ จุดเน้นหลักคือการส่งแบบทิศทางเดียว จึงไม่ได้เน้นการตอบกลับและการปรับเข้าหากันที่พบในการสนทนาแบบมีปฏิสัมพันธ์ called the transmission model เป็นรูปย่อของ which is called the transmission model ใช้ตั้งชื่อให้ One interpretation และเครื่องหมายจุลภาคแสดงว่านี่เป็นข้อมูลระบุชื่อที่เสริมเข้ามา

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเข้ากับ transmission model ที่อธิบายไว้ที่นี่มากที่สุด

  1. เพื่อนสองคนปรับคำอธิบายของตนตามปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
  2. ประกาศความปลอดภัยที่บันทึกไว้ส่งคำแนะนำให้ผู้ฟังโดยไม่คาดหวังคำตอบ
  3. กลุ่มคนร่วมกันสร้างแผนผ่านการพูดคุยและการตอบกลับ
ดูคำตอบ

ประกาศความปลอดภัยที่บันทึกไว้ส่งคำแนะนำให้ผู้ฟังโดยไม่คาดหวังคำตอบ

ไวยากรณ์

view A as B ใน “views communication as a message”

รูปแบบ view A as B หมายถึง “เข้าใจหรืออธิบาย A ว่าเป็น B” ใน views communication as a message คำว่า communication คือ A และ a message คือ B ดังนั้นแบบจำลองนี้จึงใช้กรอบของ “ข้อความ” เพื่ออธิบายการสื่อสาร ในที่นี้ views เป็นคำกริยา และ as ใช้นำหน้าสถานะ บทบาท ประเภท หรือกรอบการมองที่กำหนดให้ A ไม่ใช่ as ที่ใช้บอกเวลา

แบบฝึกหัด

เติมคำที่จำเป็นในรูปแบบ view A as B ให้สมบูรณ์: Many doctors view sleep ____ an important part of health.

ดูคำตอบ

as

similar to someone tossing a ball and walking away. วลี

1:11

เหมือนกับการที่ใครสักคนโยนลูกบอลให้แล้วก็เดินจากไป

วลี

“similar to” สำหรับนำเข้าสิ่งที่เปรียบเทียบ

similar to หมายถึง “มีลักษณะสำคัญร่วมกับ” และใช้นำหน้าสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ ในที่นี้ใช้เริ่มการเปรียบเทียบที่เห็นภาพได้หลังจากอธิบายแนวคิดแบบนามธรรม to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วยนามวลี คำสรรพนาม หรือรูป -ing ได้ ในประโยคนี้ วลี someone tossing a ball and walking away ทั้งหมดเป็นกรรมของ to

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่ต้องใช้หลัง similar ให้สมบูรณ์: This new map is similar ____ the old one.

ดูคำตอบ

to

But in reality,

1:15

แต่ในความเป็นจริงแล้ว

this simplistic model doesn't account for communication's complexity. วลี

1:16

แบบจำลองที่เรียบง่ายนี้ไม่สามารถอธิบายถึงความซับซ้อนของการสื่อสารได้

วลี

doesn't account for: อธิบายสิ่งที่แบบจำลองไม่ครอบคลุม

ในที่นี้ account for หมายถึงทฤษฎี แบบจำลอง หรือคำอธิบายสามารถอธิบายปรากฏการณ์หนึ่งและรวมปัจจัยที่เกี่ยวข้องไว้ในการอธิบายได้ ส่วน doesn't account for communication's complexity หมายความว่าแบบจำลองนี้ไม่สามารถอธิบายหรือครอบคลุมความซับซ้อนของการสื่อสารได้อย่างครบถ้วน สำนวนนี้ใช้ประเมินว่าคำอธิบายสมบูรณ์หรือไม่ ไม่ได้เกี่ยวกับบัญชีธนาคารหรือการจ่ายเงิน

แบบฝึกหัด

ในประโยค The model doesn't account for these exceptions. doesn't account for หมายความว่าอะไร

  1. แบบจำลองนี้ไม่สามารถอธิบายหรือครอบคลุมข้อยกเว้นเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน
  2. แบบจำลองนี้ปฏิเสธที่จะจ่ายเงินสำหรับข้อยกเว้นเหล่านี้
  3. แบบจำลองนี้พิสูจน์ว่าข้อยกเว้นเหล่านี้เป็นไปไม่ได้
  4. แบบจำลองนี้เปิดบัญชีสำหรับข้อยกเว้นเหล่านี้
ดูคำตอบ

แบบจำลองนี้ไม่สามารถอธิบายหรือครอบคลุมข้อยกเว้นเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน

Enter the transactional model, ลำดับความ

1:20

จึงมีแบบจำลองเชิงแลกเปลี่ยนเข้ามา

which acknowledges the many added challenges of communicating.

1:22

ซึ่งยอมรับความท้าทายเพิ่มเติมมากมายที่เกิดจากการสื่อสาร

ลำดับความ

Enter the transactional model: ใช้การเปลี่ยนประเด็นแบบเล่าเรื่องเพื่อแนะนำแนวคิดถัดไป

Enter + คำนาม เป็นการเปลี่ยนเข้าสู่ประเด็นแบบเล่าเรื่อง โดยนำเสนอคน แนวคิด เครื่องมือ หรือวิธีแก้ปัญหาใหม่ราวกับกำลังออกมาบนเวที ความหมายโดยประมาณคือ ตอนนี้สิ่งที่เข้ามาคือ... ไม่ใช่คำสั่งให้ใครเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง ในที่นี้ Enter the transactional model ใช้แนะนำแนวคิดถัดไปหลังจากกล่าวถึงข้อจำกัดของแบบจำลองก่อนหน้าแล้ว ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย which จะเติมลักษณะสำคัญของแบบจำลองใหม่ ดังนั้นสำนวนนี้จึงช่วยจัดลำดับคำอธิบายและทำให้การนำเสนอแนวคิดดูมีสีสันขึ้น

แบบฝึกหัด

Enter the transactional model ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้ Enter the transactional model, which acknowledges the many added challenges of communicating.

  1. บอกให้แบบจำลองเดินเข้าไปในห้อง
  2. แนะนำแนวคิดถัดไปด้วยวิธีที่มีสีสันและเป็นการเล่าเรื่อง
  3. ขอให้ผู้ฟังเข้าไปในแบบจำลอง
  4. บอกว่าแบบจำลองออกจากการอภิปรายไปแล้ว
ดูคำตอบ

แนะนำแนวคิดถัดไปด้วยวิธีที่มีสีสันและเป็นการเล่าเรื่อง

With this model,

1:26

ด้วยแบบจำลองนี้

it's more accurate to think of communication between people ไวยากรณ์

1:27

มันจะแม่นยำกว่าถ้าเรามองว่าการสื่อสารระหว่างคนสองคน

as a game of catch. สำนวน

1:30

เป็นเหมือนเกมโยนรับลูกบอล

ไวยากรณ์

think of communication between people as a game of catch

think of A as B ใช้เพื่อมองหรือทำความเข้าใจ A ผ่านภาพหรือกรอบความคิดของ B ในประโยคนี้ communication between people คือ A ส่วน a game of catch คือ B การเปรียบเทียบนี้ช่วยอธิบายการโต้ตอบไปมาระหว่างกัน นี่เป็นการเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่า A และ B เหมือนกันทุกประการ

แบบฝึกหัด

เติมคำที่ใช้สร้างการเปรียบเทียบ: Think of a budget ____ a map for your spending

ดูคำตอบ

as

สำนวน

a game of catch: คำเปรียบเทียบของการโต้ตอบไปมา

a game of catch คือกิจกรรมที่ผู้คนโยนและรับลูกบอลไปมาระหว่างกัน ในประโยคนี้ใช้เป็นคำเปรียบเทียบของการสื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์ แต่ละคนส่งบางอย่างออกไป รับการตอบสนองจากอีกฝ่าย แล้วปรับสิ่งที่จะทำต่อไป ใจความสำคัญคือการแลกเปลี่ยนและตอบโต้ซ้ำไปมา ไม่ใช่การจับใครคนหนึ่งหรือการส่งข้อความเพียงครั้งเดียว

แบบฝึกหัด

ในการเปรียบเทียบนี้ a game of catch เน้นอะไรเป็นหลัก

  1. การกระทำครั้งเดียวที่ไม่มีการตอบกลับ
  2. เกมกีฬาที่ต้องเล่นกลางแจ้งเท่านั้น
  3. การแข่งขันที่มีผู้ชนะเพียงคนเดียว
  4. การแลกเปลี่ยนที่ดำเนินไปมา
ดูคำตอบ

การแลกเปลี่ยนที่ดำเนินไปมา

As we communicate our message, ไวยากรณ์

1:32

ขณะที่เรากำลังสื่อสารข้อความของเราออกไป

we receive feedback from the other party. การใช้คำ

1:33

เราก็จะได้รับฟีดแบ็กจากอีกฝ่ายด้วย

ไวยากรณ์

As we communicate..., we receive...: การกระทำที่ดำเนินไปพร้อมกัน

ในประโยคนี้ As ใช้ขึ้นต้นอนุประโยคที่บอกกระบวนการซึ่งการกระทำในประโยคหลักเกิดขึ้น การสื่อสารข้อความกับการรับข้อเสนอแนะดำเนินไปพร้อมกัน ดังนั้น As จึงหมายถึง “ขณะที่” หรือ “เมื่อกระบวนการดำเนินไป” ไม่ใช่ “เพราะว่า” ใช้โครงสร้าง As + อนุประโยค, ประโยคหลัก เพื่อเชื่อมการกระทำหรือการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินไปพร้อมกัน บริบทสำคัญ เพราะ as อาจใช้บอกเหตุผลในประโยคอื่นได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ในประโยคตัวอย่าง As แสดงความสัมพันธ์แบบใด

  1. การกระทำทั้งสองเกิดขึ้นในกระบวนการเดียวกัน
  2. การกระทำทั้งสองเกิดขึ้นในเวลาที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง
  3. การสื่อสารเป็นเหตุผลที่ทำให้มีข้อเสนอแนะ
ดูคำตอบ

การกระทำทั้งสองเกิดขึ้นในกระบวนการเดียวกัน

การใช้คำ

the other party: อีกฝ่ายที่ทราบแน่ชัดในบริบททางการ

ในที่นี้ the other party หมายถึงบุคคล บริษัท หรือกลุ่มที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่งของการสื่อสาร party หมายถึงผู้เข้าร่วมหรือฝ่ายหนึ่งในการปฏิสัมพันธ์ ไม่ใช่งานสังสรรค์ คำว่า the ชี้ถึงอีกฝ่ายหนึ่งที่ระบุได้แน่ชัดอยู่แล้วในสถานการณ์ที่มีสองฝ่าย การใช้แบบเป็นทางการนี้ทำให้ party ใช้เรียกได้ทั้งบุคคลและองค์กร

แบบฝึกหัด

สัญญาฉบับหนึ่งระบุเพียง Company A และ Company B จากมุมมองของ Company A วลีใดเหมาะที่สุดสำหรับใช้เรียก Company B

  1. the other party
  2. the other person
  3. another party
ดูคำตอบ

the other party

Through the transaction,

1:36

ซึ่งผ่านการโต้ตอบนี้

we create meaning together. วลี

1:37

เราได้ร่วมกันสร้างความหมายขึ้นมา

วลี

we create meaning together: เราร่วมกันสร้างความหมาย

“we create meaning together” หมายถึง ทุกคนในการสื่อสารร่วมกันสร้างความเข้าใจ ผู้พูดไม่ได้เพียงส่งความหมายที่สมบูรณ์และตายตัวให้ผู้ฟังรับไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง “create meaning” หมายถึง “สร้างหรือประกอบความเข้าใจขึ้นมา” ส่วน “together” เน้นการมีส่วนร่วมร่วมกัน คำพูด การตอบสนอง และการตีความของแต่ละคนล้วนมีผลต่อความหมายที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

“we create meaning together” เน้นอะไร?

  1. ความหมายไม่เคยเปลี่ยนเมื่อผู้คนใช้คำเดียวกัน
  2. มีเพียงผู้พูดที่กำหนดความหมายทั้งหมดของข้อความ
  3. ทุกคนในการสื่อสารมีส่วนช่วยสร้างความหมาย
ดูคำตอบ

ทุกคนในการสื่อสารมีส่วนช่วยสร้างความหมาย

But from this exchange,

1:39

แต่จากการแลกเปลี่ยนนี้

further complications arise. วลี

1:40

ก็ทำให้เกิดความซับซ้อนยิ่งขึ้น

วลี

further complications arise: เกิดความยุ่งยากเพิ่มเติม

“Further complications arise” หมายถึง มีความยากลำบากหรือสถานการณ์ซับซ้อนเพิ่มเติมปรากฏหรือเกิดขึ้น ในประโยคนี้ “arise” หมายถึง “เกิดขึ้น” ไม่ได้หมายถึง “ลุกจากเตียง” “Arise” เป็นอกรรมกริยา โดย “complications” เป็นประธานที่ระบุสิ่งซึ่งเกิดขึ้น และกริยาไม่รับกรรมตรง กลุ่มคำนี้ค่อนข้างเป็นทางการ เหมาะกับคำอธิบาย รายงาน และการวิเคราะห์ ส่วนในการสนทนาทั่วไป “more problems come up” มักฟังเป็นธรรมชาติกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดกล่าวได้ถูกต้องว่าอาจมีความยุ่งยากเพิ่มเติมเกิดขึ้นระหว่างโครงการ?

  1. The project may arise further complications.
  2. Further complications may arise during the project.
  3. Further complications may raise during the project.
ดูคำตอบ

Further complications may arise during the project.

It's not like the Star Trek universe where some characters can Vulcan mind meld, วัฒนธรรม

1:43

มันไม่เหมือนกับจักรวาล Star Trek ที่ตัวละครบางตัวสามารถใช้การเชื่อมต่อจิตใจแบบวัลแคน

fully sharing thoughts and feelings.

1:47

เพื่อแบ่งปันความคิดและความรู้สึกได้อย่างสมบูรณ์

วัฒนธรรม

Star Trek universe ... Vulcan mind meld: การแบ่งปันจิตในนิยายวิทยาศาสตร์

Star Trek universe คือโลกสมมติที่เป็นฉากของ Star Trek ส่วน Vulcan หรือชาววัลแคนเป็นเผ่าพันธุ์สมมติในโลกนั้น และ Vulcan mind meld คือการหลอมรวมจิตที่ทำให้ตัวละครแบ่งปันความคิดและความรู้สึกกันได้โดยตรง ในที่นี้ It's not like... ใช้ปฏิเสธรูปแบบการสื่อสารในนิยายวิทยาศาสตร์ดังกล่าว ประเด็นคือคนจริง ๆ ไม่สามารถเข้าถึงจิตใจของกันและกันได้ทั้งหมด การสื่อสารจึงต้องผ่านการตีความของแต่ละคนเสมอ

แบบฝึกหัด

การอ้างถึง Star Trek ในประโยคนี้ช่วยอธิบายเรื่องใด?

  1. มุมมองส่วนตัวจะหายไปเมื่อคนเราสื่อสารกันอย่างระมัดระวัง
  2. คนเราสามารถเรียนเทคนิคของชาววัลแคนที่มีอยู่จริงเพื่อสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด
  3. คนจริง ๆ ไม่สามารถแบ่งปันความคิดและความรู้สึกกันได้โดยตรงและสมบูรณ์
ดูคำตอบ

คนจริง ๆ ไม่สามารถแบ่งปันความคิดและความรู้สึกกันได้โดยตรงและสมบูรณ์

As humans,

1:49

ในฐานะมนุษย์

we can't help but send and receive messages through our own subjective lenses. โน้ต

1:50

เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งและรับข้อความผ่านมุมมองส่วนตัวของเราเอง

ไวยากรณ์

can't help but + คำกริยารูปพื้นฐาน

ในโครงสร้าง can't help but + คำกริยารูปพื้นฐาน คำว่า help หมายถึง “หลีกเลี่ยงหรือห้ามตัวเองไม่ให้ทำบางอย่าง” โครงสร้างทั้งหมดจึงหมายความว่าการกระทำหรือปฏิกิริยานั้นหลีกเลี่ยงได้ยากมากหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในที่นี้ can't help but send and receive หมายความว่ามนุษย์ย่อมประมวลผลสารผ่านมุมมองส่วนตัวของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นการบอกถึงแนวโน้มที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ไม่ใช่การขอความช่วยเหลือหรือการเลือกอย่างอิสระ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึง “หลีกเลี่ยงไม่ได้”:Whenever that song comes on, I ____ sing along.

ดูคำตอบ

can't help but

สำนวน

through our own subjective lenses: เปรียบมุมมองส่วนตัวเป็นเลนส์

วลี through our own subjective lenses ใช้คำว่า lenses เป็นอุปมาแทนมุมมองส่วนตัว ไม่ได้หมายถึงเลนส์แว่นตาหรือเลนส์กล้องจริง ๆ ประสบการณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ และความคาดหวังของเราอาจกำหนดวิธีที่เราเข้าใจสารหนึ่ง ๆ คำว่า through แสดงว่าสารถูกส่งและรับผ่านมุมมองเหล่านี้ ราวกับผ่านตัวกรอง แนวคิดสำคัญคือ คนต่างกันอาจตีความสารเดียวกันต่างกัน

แบบฝึกหัด

through our own subjective lenses หมายถึงอะไรในประโยคนี้?

  1. ผู้คนรับสารโดยไม่ตีความ
  2. ผู้คนต้องใช้แว่นตาพิเศษเพื่อสื่อสารให้ชัดเจน
  3. ผู้คนเข้าใจสารผ่านมุมมองส่วนตัวของตน
ดูคำตอบ

ผู้คนเข้าใจสารผ่านมุมมองส่วนตัวของตน

When communicating,

1:55

ในเวลาที่สื่อสาร

one person expresses her interpretation of a message, ลำดับความ

1:56

คนหนึ่งก็อธิบายการตีความข้อความของตัวเองออกไป

and the person she's communicating with hears his own interpretation of that message.

1:59

และคนที่กำลังคุยด้วยก็ได้ยินการตีความในแบบของเขาเองจากข้อความนั้น

ลำดับความ

one person expresses... and the person... hears...: การวางการตีความของสองคนไว้คู่กัน

ประโยคนี้ใช้โครงสร้างที่วางคู่ขนานกันว่า one person expresses..., and the person... hears... โดยนำสองฝ่ายของการสื่อสารมาไว้คู่กัน อนุประโยคแรกบอกว่าผู้ส่งแสดงอะไร ส่วนอนุประโยคที่สองบอกว่าผู้ฟังได้ยินอะไร การกล่าวถึง interpretation ซ้ำ รวมทั้งการจับคู่ her interpretation กับ his own interpretation เน้นว่าการตีความทั้งสองเป็นของคนละคน สารไม่ได้ถูกคัดลอกจากความคิดของคนหนึ่งไปสู่อีกคนโดยไม่เปลี่ยนแปลง คำว่า her และ his เพียงใช้แยกผู้ร่วมสื่อสารสองคน ไม่ได้เน้นความแตกต่างทางเพศ

แบบฝึกหัด

โครงสร้างคู่ขนาน one person... and the person... เน้นอะไรเป็นหลัก?

  1. โครงสร้างนี้แสดงว่าทั้งสองคนเข้าใจสารเหมือนกันทุกประการ
  2. โครงสร้างนี้เปรียบเทียบการตีความสารเดียวกันที่แยกจากกันของคนสองคน
  3. โครงสร้างนี้เน้นเปรียบเทียบวิธีสื่อสารของผู้หญิงกับผู้ชาย
ดูคำตอบ

โครงสร้างนี้เปรียบเทียบการตีความสารเดียวกันที่แยกจากกันของคนสองคน

Our perceptual filters continually shift meanings and interpretations. การใช้คำ

2:05

ตัวกรองการรับรู้ของเราจะเปลี่ยนความหมายและการตีความอยู่ตลอดเวลา

การใช้คำ

perceptual filters: การรับรู้หล่อหลอมความหมายอย่างไร

Perceptual filters คืออิทธิพลด้านจิตใจและปัจจัยส่วนบุคคลที่กำหนดว่าคนเราจะสังเกตเห็นอะไรและตีความข้อความอย่างไร ซึ่งอาจรวมถึงประสบการณ์ในอดีต อารมณ์ ความคาดหวัง และความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่กำลังสื่อสารกัน คำว่า filters ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ ไม่ใช่ตัวกรองที่เป็นวัตถุ ตัวกรองเหล่านี้ส่งผลต่อความหมายและการตีความอยู่ตลอดเวลา ข้อความที่คนหนึ่งรับรู้อาจไม่ตรงกับสิ่งที่อีกคนตั้งใจสื่อทั้งหมด วลีนี้จึงช่วยอธิบายว่าทำไมข้อความเดียวกันจึงอาจมีความหมายต่างกันสำหรับแต่ละคน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ perceptual filters หมายถึงอะไร

  1. สิ่งกีดขวางที่เป็นวัตถุและปิดกั้นข้อความ
  2. กฎอย่างเป็นทางการที่ห้ามผู้คนสื่อสารกัน
  3. อิทธิพลด้านจิตใจและปัจจัยส่วนบุคคลที่กำหนดว่าคนหนึ่งจะสังเกตเห็นอะไรและตีความข้อความอย่างไร
ดูคำตอบ

อิทธิพลด้านจิตใจและปัจจัยส่วนบุคคลที่กำหนดว่าคนหนึ่งจะสังเกตเห็นอะไรและตีความข้อความอย่างไร

Remember that game of catch? ลำดับความ

2:09

จำเกมโยนรับลูกบอลได้ไหม

Imagine it with a lump of clay. สำนวน

2:11

ลองจินตนาการว่าใช้ก้อนดินเหนียวแทน

ลำดับความ

Remember...? Imagine it with...: ย้อนนึกแล้วปรับเปลี่ยนการเปรียบเทียบ

Remember that game of catch? พาผู้ฟังย้อนกลับไปนึกถึงการเปรียบเทียบที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ จึงเชื่อมคำอธิบายปัจจุบันเข้ากับข้อมูลที่ผู้ฟังรู้อยู่แล้ว Imagine it with a lump of clay. จากนั้นเปลี่ยนองค์ประกอบหนึ่งในภาพที่คุ้นเคยนั้น โดย it ในที่นี้หมายถึงเกมโยนรับลูกบอล ไม่ใช่วัตถุชิ้นหนึ่ง ลำดับ Remember...? แล้วตามด้วย Imagine it with... ช่วยจัดโครงสร้างคำอธิบายด้วยการเรียกแบบจำลองเดิมกลับมาก่อนทำให้ซับซ้อนขึ้น

แบบฝึกหัด

สองประโยคนี้จัดโครงสร้างคำอธิบายอย่างไร

  1. ย้อนนึกถึงการเปรียบเทียบก่อนหน้าแล้วปรับเปลี่ยนมัน
  2. ขอให้ผู้ฟังจำเหตุการณ์จริงที่เกี่ยวข้องกับดินเหนียว
  3. นำเสนอเกมสองเกมที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ดูคำตอบ

ย้อนนึกถึงการเปรียบเทียบก่อนหน้าแล้วปรับเปลี่ยนมัน

สำนวน

a lump of clay: ข้อความที่ถูกปั้นเปลี่ยนรูปได้

ตามความหมายตรงตัว a lump of clay คือ “ดินเหนียวอ่อนหนึ่งก้อน” ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบถึงข้อความหรือความหมายที่ส่งต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ดินเหนียวเปลี่ยนรูปเมื่อคนจับหรือสัมผัสมัน เช่นเดียวกัน ความเข้าใจของแต่ละคนอาจเปลี่ยนรูปของข้อความได้ ข้อความจึงอาจไม่เหมือนเดิมทุกอย่างขณะถูกส่งต่อ

แบบฝึกหัด

ในการเปรียบเทียบนี้ a lump of clay หมายถึงอะไร

  1. ข้อความที่อาจเปลี่ยนไปตามความเข้าใจของแต่ละคน
  2. ข้อความที่คงเดิมทุกอย่างเสมอ
  3. สิ่งของจริงที่ทุกคนต้องใช้ในการสื่อสาร
ดูคำตอบ

ข้อความที่อาจเปลี่ยนไปตามความเข้าใจของแต่ละคน

As each person touches it, ไวยากรณ์

2:14

เมื่อแต่ละคนสัมผัสมัน

they shape it to fit their own unique perceptions based on any number of variables, วลี

2:15

พวกเขาจะปั้นมันให้เข้ากับการรับรู้เฉพาะตัวของพวกเขาโดยอิงจากตัวแปรต่างๆ

ไวยากรณ์

As each person touches it, they shape it to fit: การเปลี่ยนแปลงที่เกิดซ้ำทุกครั้งที่สัมผัส

ใน As each person touches it คำว่า as เริ่มอนุประโยคบอกเวลา โดยหมายถึง “เมื่อ” หรือ “ทุกครั้งที่” วลี each person ทำให้รูปแบบนี้เกิดซ้ำ คือกระบวนการเดียวกันเกิดขึ้นอีกกับคนหนึ่งแล้วต่อด้วยอีกคนหนึ่ง ประโยคหลัก they shape it to fit... บอกว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละครั้งที่มีการสัมผัส คนนั้นจะปั้นข้อความใหม่ให้เข้ากับการรับรู้ของตนเอง ในที่นี้ as เชื่อมการกระทำสองอย่างด้วยเวลา ไม่ได้หมายถึง “ในแบบเดียวกับ”

แบบฝึกหัด

as แสดงอะไรในประโยคนี้

  1. ประโยคนี้กำลังเปรียบเทียบแต่ละคนกับดินเหนียว
  2. การสัมผัสและการปั้นเปลี่ยนรูปเชื่อมกันเป็นกระบวนการที่เกิดซ้ำ
  3. การปั้นเปลี่ยนรูปเสร็จสิ้นก่อนที่ใครจะสัมผัสมัน
ดูคำตอบ

การสัมผัสและการปั้นเปลี่ยนรูปเชื่อมกันเป็นกระบวนการที่เกิดซ้ำ

like knowledge or past experience,

2:20

อย่างเช่น ความรู้หรือประสบการณ์ในอดีต

age, race, gender, ethnicity, religion, or family background.

2:23

อายุ เชื้อชาติ เพศ ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือภูมิหลังครอบครัว

วลี

based on any number of variables: โดยอิงจากปัจจัยจำนวนมากที่ไม่ได้ระบุแน่ชัด

ในที่นี้ based on ใช้บอกพื้นฐานที่นำมาใช้ปรับสิ่งหนึ่งให้เข้ากับการรับรู้ของแต่ละคน ส่วน variables หมายถึงปัจจัยที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะตัวแปรทางคณิตศาสตร์ any number of หมายถึงจำนวนที่ไม่ได้ระบุแน่ชัดและอาจมีมาก รายการที่ตามมาเป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่รายการทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ในประโยค The outcome can change based on any number of variables วลี based on any number of variables หมายความว่าอย่างไร

  1. ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนเพราะปัจจัยที่เป็นไปได้จำนวนมากซึ่งไม่ได้ระบุจำนวนแน่ชัด
  2. ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนเพราะปัจจัยเดียวที่วัดไว้อย่างแม่นยำ
  3. ผลลัพธ์จะเปลี่ยนได้ก็ต่อเมื่อจำนวนรวมของปัจจัยเปลี่ยนไป
ดูคำตอบ

ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนเพราะปัจจัยที่เป็นไปได้จำนวนมากซึ่งไม่ได้ระบุจำนวนแน่ชัด

Simultaneously,

2:28

ในขณะเดียวกัน

every person interprets the message they receive

2:29

ทุกคนก็ตีความข้อความที่พวกเขาได้รับ

based on their relationship with the other person

2:32

ตามความสัมพันธ์ที่พวกเขามีต่ออีกคน

and their unique understanding of the semantics and connotations การใช้คำ

2:35

รวมถึงความเข้าใจเฉพาะตัวในเรื่องความหมายและนัยยะ

of the exact words being used.

2:39

ของคำศัพท์นั้นๆ ที่ถูกนำมาใช้

การใช้คำ

semantics and connotations: ความหมายทางภาษาและความหมายแฝง

semantics เกี่ยวข้องกับความหมายที่คำ วลี และประโยคสื่อในภาษา ส่วน connotations คือความรู้สึก ทัศนคติ หรือความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่มากับคำนั้นนอกเหนือจากความหมายหลัก การนำสองคำนี้มาใช้คู่กันแสดงให้เห็นว่าเหตุใดถ้อยคำเดียวกันจึงอาจถูกตีความต่างกัน ผู้คนอาจเข้าใจความหมายทางภาษา หรือสีสันทางอารมณ์และสังคมของถ้อยคำนั้นต่างกัน

แบบฝึกหัด

ข้อความใดแยกความแตกต่างระหว่าง semantics และ connotations ได้ถูกต้อง

  1. semantics เกี่ยวข้องกับการออกเสียง ส่วน connotations เกี่ยวข้องกับการสะกด
  2. semantics และ connotations หมายถึงเพียงคำจำกัดความในพจนานุกรมเท่านั้น
  3. semantics เกี่ยวข้องกับความหมายทางภาษา ส่วน connotations คือความรู้สึกและความคิดที่เชื่อมโยงกับคำ
ดูคำตอบ

semantics เกี่ยวข้องกับความหมายทางภาษา ส่วน connotations คือความรู้สึกและความคิดที่เชื่อมโยงกับคำ

They could also be distracted by other stimuli,

2:42

พวกเขาอาจถูกทำให้เสียสมาธิโดยสิ่งเร้าอื่นๆ

such as traffic or a growling stomach.

2:44

เช่น เสียงรถติดหรือเสียงท้องร้อง

Even emotion might cloud their understanding. สำนวน

2:47

แม้แต่อารมณ์ก็อาจทำให้การรับรู้ของพวกเขาคลาดเคลื่อนได้

สำนวน

cloud their understanding: ทำให้ความเข้าใจไม่ชัดเจน

ในที่นี้ cloud เป็นคำกริยาที่ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ cloud their understanding หมายถึงทำให้สิ่งที่พวกเขาเข้าใจไม่ชัดเจนหรือไม่แม่นยำเท่าเดิม ไม่ได้หมายความว่ามีเมฆจริง ๆ ปรากฏขึ้น ภาพเปรียบเทียบมาจากเมฆที่ทำให้มองเห็นได้ยากขึ้น รูปแบบเดียวกันนี้มักใช้กับความสามารถทางความคิด เช่น cloud someone's judgment อารมณ์ อคติ หรือความกลัวอาจลดความชัดเจนในการคิดโดยไม่จำเป็นต้องขัดขวางความเข้าใจทั้งหมด

แบบฝึกหัด

cloud their understanding ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. อารมณ์อาจทำให้ความเข้าใจของพวกเขาไม่ชัดเจน
  2. อารมณ์อาจทำให้พวกเขาเข้าใจทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์
  3. อารมณ์อาจนำเมฆจริง ๆ ไปไว้เหนือศีรษะของพวกเขา
ดูคำตอบ

อารมณ์อาจทำให้ความเข้าใจของพวกเขาไม่ชัดเจน

And by adding more people into a conversation, ไวยากรณ์

2:49

และการเพิ่มคนเข้าไปในบทสนทนามากขึ้น

each with their own subjectivities,

2:52

ซึ่งแต่ละคนก็มีความคิดแบบส่วนตัวของตัวเอง

the complexity of communication grows exponentially. วลี

2:54

ความซับซ้อนของการสื่อสารก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

ไวยากรณ์

by adding more people...: by + -ing เพื่อบอกวิธีหรือกลไก

โครงสร้าง by + รูป -ing ใช้บอกวิธีหรือกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ ในที่นี้ by adding more people into a conversation แสดงการกระทำที่ทำให้การสื่อสารซับซ้อนขึ้น การวางวลีที่ขึ้นต้นด้วย by ไว้ก่อนช่วยให้ผู้พูดนำเสนอกลไกก่อนผลลัพธ์ ในการใช้นี้ by หมายถึงผ่านการกระทำ ไม่ใช่อยู่ข้าง ๆ

แบบฝึกหัด

ใช้คำกริยา book ในวลี by + -ing เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: We saved time ____ our tickets online.

ดูคำตอบ

by booking

วลี

the complexity of communication grows exponentially: ความซับซ้อนของการสื่อสารเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

ในประโยคนี้ the complexity of communication grows exponentially หมายถึง การสื่อสารยากและซับซ้อนขึ้นอย่างรวดเร็วมากเมื่อมีคนเข้าร่วมมากขึ้น ภาคประธานคือ the complexity of communication ส่วน grows บอกถึงการเพิ่มขึ้น และ exponentially บอกว่าการเพิ่มขึ้นนั้นรุนแรงเพียงใด ในทางคณิตศาสตร์ exponentially หมายถึงการเพิ่มแบบคูณ แทนที่จะบวกด้วยจำนวนเท่าเดิมทุกครั้ง ในคำอธิบายทั่วไป คำนี้ยังใช้เน้นว่าบางสิ่งเพิ่มขึ้นเร็วมากและยิ่งเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ได้ โดยไม่ได้อ้างว่ามีการคำนวณรูปแบบทางคณิตศาสตร์อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นการใช้ในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

พิจารณาการใช้คำ: ในการนำเสนอแบบไม่เป็นทางการ ผู้พูดกล่าวว่า Interest in the game grew exponentially after the review. เพื่อเน้นว่าความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ไม่ใช่เพื่อรายงานแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ผ่านการวัดแล้ว

  1. ไม่เหมาะสม
  2. เหมาะสม
ดูคำตอบ

เหมาะสม

So as the lump of clay goes back and forth from one person to another, วลี

2:59

ดังนั้นเมื่อก้อนดินเหนียวถูกส่งกลับไปกลับมาจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

วลี

goes back and forth: เคลื่อนไปมาหรือส่งต่อไปมา

goes back and forth ในที่นี้หมายถึงการเคลื่อนไปในทิศทางตรงข้ามซ้ำ ๆ หรือเคลื่อนไปมาระหว่างผู้คน ก้อนดินเหนียวถูกส่งจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งและอาจถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ วลีนี้จึงนำเสนอการสื่อสารว่าเป็นการแลกเปลี่ยนซ้ำ ๆ ไม่ใช่การส่งไปทางเดียวเพียงครั้งเดียว วลีเดียวกันนี้ใช้กับการแลกเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุได้ด้วย ข้อความ ความคิด คำถาม หรือการตัดสินใจสามารถ go back and forth ระหว่างคนหรือกลุ่มได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตรงตามบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ซ้ำ ๆ ในทิศทางตรงข้าม”: The pendulum moved ____ until it stopped.

ดูคำตอบ

back and forth

reworked, reshaped, and always changing,

3:03

ถูกปั้นใหม่ ทำรูปทรงใหม่ และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

it's no wonder our messages sometimes turn into a mush of miscommunication. โน้ต

3:06

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ข้อความของเราบางครั้งจะกลายเป็นความสับสนของการสื่อสาร

วลี

it's no wonder: การนำเสนอผลที่ไม่น่าประหลาดใจ

it's no wonder หมายถึง “ไม่น่าแปลก” ในที่นี้วลีนี้นำเข้าสู่ผลที่ว่าข้อความอาจสับสนได้ เพราะเหตุผลที่กล่าวมาก่อนหน้าทำให้ผลดังกล่าวเป็นสิ่งที่คาดได้ วลีนี้ตามด้วยอนุประโยคได้โดยตรงเหมือนในประโยคเดิม หรือใช้โครงสร้าง that + อนุประโยค: It's no wonder (that) our messages become confused. ในการใช้นี้ wonder สื่อถึงความประหลาดใจ ไม่ได้หมายถึงปาฏิหาริย์

แบบฝึกหัด

it's no wonder แสดงความหมายอะไรในประโยคนี้?

  1. ผลนั้นไม่มีสาเหตุและเป็นเรื่องลึกลับ
  2. ผู้พูดกำลังถามว่าเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นหรือไม่
  3. เหตุผลก่อนหน้าทำให้ผลนั้นไม่น่าประหลาดใจ
ดูคำตอบ

เหตุผลก่อนหน้าทำให้ผลนั้นไม่น่าประหลาดใจ

สำนวน

turn into a mush of miscommunication: ภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนของความสับสน

turn into แสดงการเปลี่ยนสภาพ กล่าวคือข้อความลงเอยด้วยการอยู่ในสภาพที่ต่างออกไป ส่วน a mush of miscommunication เป็นอุปมาเชิงสร้างสรรค์ที่วาดภาพข้อความให้เหมือนก้อนที่ยุ่งเหยิงและแยกไม่ออกเพราะความเข้าใจผิด ตามความหมายตรงตัว mush คือส่วนผสมที่นิ่มและไม่มีรูปร่างชัดเจน ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอาหารหรือศัพท์เทคนิคด้านการสื่อสาร แต่สื่ออย่างเห็นภาพว่าความหมายเดิมปนกันจนแยกออกจากกันได้ยาก

แบบฝึกหัด

turn into a mush of miscommunication ในที่นี้หมายถึงอะไร?

  1. ข้อความถูกปรุงจนกลายเป็นอาหารเนื้อนิ่ม
  2. ข้อความชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่ถูกส่งต่อ
  3. ข้อความกลายเป็นส่วนผสมที่สับสนและแยกไม่ออกเพราะความผิดพลาดในการสื่อสาร
ดูคำตอบ

ข้อความกลายเป็นส่วนผสมที่สับสนและแยกไม่ออกเพราะความผิดพลาดในการสื่อสาร

But luckily,

3:11

แต่โชคดีที่

there are some simple practices that can help us all navigate our daily interactions สำนวน

3:12

มีวิธีง่ายๆ บางวิธีที่สามารถช่วยเราทุกคนนำทางไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์ในแต่ละวัน

for better communication.

3:16

เพื่อการสื่อสารที่ดีขึ้นได้

สำนวน

navigate our daily interactions: รับมือกับปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน

ในประโยคนี้ navigate ไม่ได้หมายถึงการหาเส้นทางจริง แต่หมายถึงการรับมืออย่างชำนาญกับสถานการณ์ที่อาจมีทางเลือก ความยากลำบาก หรือปฏิกิริยาของผู้อื่น ดังนั้น navigate our daily interactions จึงหมายถึงการจัดการการพูดคุยและการติดต่อกับผู้อื่นในชีวิตประจำวัน อุปมานี้เปรียบการสื่อสารเหมือนการเคลื่อนผ่านพื้นที่ที่ซับซ้อน เราต้องสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น เลือกว่าจะตอบสนองอย่างไร และปรับตัวเมื่อจำเป็น โครงสร้าง navigate + สถานการณ์ที่ซับซ้อนยังใช้ในบริบทอื่นได้ด้วย

แบบฝึกหัด

navigate our daily interactions ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร?

  1. หลีกเลี่ยงการพูดคุยกับผู้อื่น
  2. ใช้แผนที่หาเส้นทางใหม่ทุกวัน
  3. รับมือกับการติดต่อกับผู้อื่นในชีวิตประจำวัน
ดูคำตอบ

รับมือกับการติดต่อกับผู้อื่นในชีวิตประจำวัน

One: Recognize that passive hearing and active listening are not the same. การใช้คำ

3:18

หนึ่ง: ยอมรับว่าการได้ยินแบบรับรู้เฉยๆ กับการตั้งใจฟังนั้นไม่เหมือนกัน

การใช้คำ

passive hearing and active listening: การได้ยินเสียงกับการตั้งใจฟัง

Passive hearing หมายถึงเสียงเข้าถึงหู แต่คุณอาจไม่ได้จดจ่อหรือเข้าใจข้อความ ส่วน active listening หมายถึงการตั้งใจใส่ใจ พยายามทำความเข้าใจ และแสดงความใส่ใจนั้นผ่านการตอบ คำถาม หรือข้อเสนอแนะรูปแบบอื่น ประโยคนี้บอกว่าทั้งสองอย่างไม่เหมือนกันเพื่อเน้นประเด็นที่นำไปใช้ได้จริง นั่นคือการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยมากกว่าแค่การรับรู้เสียง คำคุณศัพท์ passive และ active แสดงความแตกต่างระหว่างการรับเสียงเฉย ๆ กับการมีส่วนร่วมอย่างมีจุดมุ่งหมาย

แบบฝึกหัด

มายาได้ยินเพื่อนพูด แต่กำลังคิดถึงเกมอยู่จึงอธิบายไม่ได้ว่าเพื่อนพูดอะไร สำนวนใดอธิบายสถานการณ์นี้ได้ดีที่สุด?

  1. clear feedback
  2. active listening
  3. passive hearing
ดูคำตอบ

passive hearing

Engage actively with the verbal and nonverbal feedback of others การใช้คำ

3:24

มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นกับฟีดแบ็กทั้งทางวัจนภาษาและอวัจนภาษาของผู้อื่น

and adjust your message to facilitate greater understanding. วลี

3:28

แล้วปรับข้อความของคุณเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้น

การใช้คำ

verbal and nonverbal feedback: ข้อเสนอแนะที่ใช้คำพูดและไม่ใช้คำพูด

verbal feedback คือข้อเสนอแนะที่สื่อสารด้วยคำพูด เช่น คำตอบ คำถาม หรือความคิดเห็น ส่วน nonverbal feedback คือข้อเสนอแนะที่สื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด ผ่านสัญญาณอย่างสีหน้า การสบตา ท่าทาง การวางตัว หรือความเงียบที่มีความหมาย nonverbal ไม่ได้แปลว่าไม่มีข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะทั้งสองแบบสามารถแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายเข้าใจ เห็นด้วย สับสน หรือต้องการให้ผู้พูดเปลี่ยนวิธีสื่อสารหรือไม่

แบบฝึกหัด

ผู้ฟังไม่พูดอะไร แต่พยักหน้าแล้วขมวดคิ้ว นี่เป็นข้อเสนอแนะประเภทใด

  1. No feedback at all
  2. Verbal feedback
  3. Nonverbal feedback
ดูคำตอบ

Nonverbal feedback

วลี

adjust X to facilitate Y: ปรับ X เพื่อส่งเสริม Y

adjust your message หมายถึงการเปลี่ยนถ้อยคำ ระดับรายละเอียด ตัวอย่าง หรือน้ำเสียงตามปฏิกิริยาของผู้ฟัง วลี infinitive to facilitate greater understanding บอกจุดประสงค์ของการปรับนั้น คือเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โครงสร้างที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ adjust X to facilitate Y คำว่า facilitate เป็นทางการกว่า help และโดยทั่วไปหมายถึงการลดอุปสรรคหรือสร้างเงื่อนไขที่ช่วยให้กระบวนการหรือผลลัพธ์เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ได้รับประกันว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำกริยา adjust และ facilitate ตามโครงสร้างที่เน้นไว้: We can ____ our explanation to ____ better understanding.

ดูคำตอบ

adjust · facilitate

Two: Listen with your eyes and ears, สำนวน

3:32

สอง: จงฟังด้วยตาและหูของคุณ

as well as with your gut.

3:35

เช่นเดียวกับสัญชาตญาณของคุณ

สำนวน

Listen with your eyes and ears, as well as with your gut: ฟังโดยใช้ทั้งการสังเกตและสัญชาตญาณ

ในที่นี้ listen หมายถึงการรับและทำความเข้าใจข้อมูลอย่างตั้งใจ ไม่ใช่แค่ได้ยินเสียง หูช่วยรับคำพูดและน้ำเสียง ตาช่วยสังเกตสีหน้าและภาษากาย ส่วน gut หมายถึงสัญชาตญาณหรือความรู้สึกภายใน โครงสร้าง with ... as well as with ... เพิ่มช่องทางในการทำความเข้าใจอีกหนึ่งทาง คำแนะนำนี้คือให้รวมสิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่สังเกตเห็น และสิ่งที่รู้สึกได้ด้วยสัญชาตญาณ แทนที่จะพึ่งพาเพียงช่องทางเดียว

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความคำแนะนำในประโยคนี้ได้ตรงที่สุด

  1. เชื่อสัญชาตญาณและไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
  2. มองใบหน้าของอีกฝ่ายโดยไม่ฟังคำพูด
  3. ใส่ใจคำพูด สัญญาณที่มองเห็น และสัญชาตญาณ
ดูคำตอบ

ใส่ใจคำพูด สัญญาณที่มองเห็น และสัญชาตญาณ

Remember that communication is more than just words. วลี

3:37

จำไว้ว่าการสื่อสารเป็นมากกว่าแค่คำพูด

วลี

communication is more than just words: ใช้ A is more than just B เพื่อขยายความหมายให้กว้างขึ้น

ใน more than just B นั้น B เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าคำพูดไม่สำคัญ แต่บอกว่าการสื่อสารยังรวมถึงน้ำเสียง สีหน้า ภาษากาย และการตอบสนองด้วย ใช้ A is more than just B เพื่อแก้ความเข้าใจเกี่ยวกับ A ที่แคบเกินไป just จำกัดความสนใจไว้ที่ B ส่วน more than ขยายความหมายให้ครอบคลุมองค์ประกอบอื่น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายจากตัวอย่าง: Good teamwork is ____ dividing tasks.

ดูคำตอบ

more than just

Three: Take time to understand น้ำเสียง/เจตนา

3:40

สาม: ใช้เวลาในการทำความเข้าใจ

as you try to be understood.

3:42

ในขณะที่คุณพยายามทำให้ตัวเองเป็นที่เข้าใจ

น้ำเสียง/เจตนา

Take time to understand as you try to be understood: เข้าใจผู้อื่นไปพร้อมกับพยายามให้ผู้อื่นเข้าใจเรา

Take time to understand ขอให้คุณชะลอลงและตั้งใจพยายามทำความเข้าใจอีกฝ่าย ส่วน as you try to be understood เพิ่มอีกด้านหนึ่งของการสื่อสาร นั่นคือคุณก็ต้องการให้อีกฝ่ายเข้าใจคุณเช่นกัน ในที่นี้ as หมายถึง “ในขณะที่” หรือ “ไปพร้อมกับ” ดังนั้นเป้าหมายทั้งสองจึงเกิดขึ้นพร้อมกัน be understood เป็นโครงสร้างกรรมวาจก หมายถึงมีคนอื่นเข้าใจคุณ คำแนะนำนี้ให้รักษาสมดุลระหว่างการเข้าใจผู้อื่นกับการสื่อความหมายของตนเอง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ as แสดงความสัมพันธ์แบบใด?

  1. เราจะเข้าใจผู้อื่นหลังจากที่พวกเขาเข้าใจเราแล้วเท่านั้น
  2. ความพยายามทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน
  3. ความพยายามให้ผู้อื่นเข้าใจเราเป็นเหตุผลที่เราเข้าใจผู้อื่น
ดูคำตอบ

ความพยายามทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน

In the rush to express ourselves, วลี

3:45

ในความเร่งรีบที่จะแสดงความเป็นตัวเองออกมา

it's easy to forget that communication is a two-way street. สำนวน

3:47

มันง่ายมากที่เราจะลืมไปว่าการสื่อสารคือถนนสองเลน

วลี

In the rush to express ourselves: ในความรีบร้อนที่จะสื่อความคิดของตนเอง

In the rush to + คำกริยา หมายถึง “ในขณะที่รีบหรือรู้สึกกดดันที่จะทำบางอย่าง” rush ในที่นี้อธิบายสภาพที่เร่งรีบ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการวิ่งจริง ๆ เมื่อวางไว้ต้นประโยค วลีนี้จะบอกสถานการณ์ที่นำไปสู่การหลงลืมหรือความผิดพลาด โครงสร้างนี้มักใช้เกริ่นถึงสิ่งที่ถูกลืม พลาดไป หรือทำอย่างไม่รอบคอบ เพราะกำลังจดจ่อกับเป้าหมายเร่งด่วนอีกอย่างหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมวลีตามโครงสร้าง In the rush to + คำกริยา ที่หมายถึง “ในขณะที่รีบส่งอีเมล” ให้สมบูรณ์: ____, Noah forgot the attachment.

ดูคำตอบ

In the rush to send the email

สำนวน

communication is a two-way street: ทั้งสองฝ่ายต้องมีส่วนร่วม

ในที่นี้ a two-way street เป็นคำเปรียบเทียบถึงสิ่งที่ต้องอาศัยการกระทำจากทั้งสองฝ่าย communication is a two-way street หมายความว่าทั้งสองคนต้องมีส่วนร่วม โดยแต่ละคนต้องแสดงความคิด รับฟัง และตอบกลับ ประโยคนี้ไม่ได้พูดถึงถนนจริง ๆ แต่ช่วยแก้ความคิดที่ว่าการสื่อสารเป็นเพียงการที่คนคนหนึ่งส่งข้อความออกไปฝ่ายเดียว

แบบฝึกหัด

communication is a two-way street ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร?

  1. มีเพียงผู้พูดเท่านั้นที่ต้องพยายาม
  2. การเดินทางทำให้สื่อสารกันได้ง่ายที่สุด
  3. ทั้งสองฝ่ายต้องมีส่วนร่วมด้วยการแสดงความคิด รับฟัง และตอบกลับ
ดูคำตอบ

ทั้งสองฝ่ายต้องมีส่วนร่วมด้วยการแสดงความคิด รับฟัง และตอบกลับ

Be open to what the other person might say. น้ำเสียง/เจตนา

3:50

เปิดรับสิ่งที่อีกฝ่ายอาจจะพูด

น้ำเสียง/เจตนา

Be open to what the other person might say: รับฟังและพิจารณา

ใน Be open to... คำว่า open หมายถึงท่าทีที่พร้อมรับฟัง ไม่ใช่สภาพที่เปิดอยู่จริง ๆ คำแนะนำนี้หมายถึงให้ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายอาจพูดและนำมาพิจารณาก่อนปฏิเสธ ใน be open to คำว่า to เป็นคำบุพบท หลังคำนี้ตามด้วยคำนาม รูป -ing หรืออนุประโยค what ได้ เช่น open to feedback, open to changing the plan และ open to what others suggest ส่วน might แสดงว่ายังไม่รู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้เพื่อแสดงว่าพร้อมพิจารณามุมมองที่ต่างออกไป: Before you decide, ____ hearing the other side.

ดูคำตอบ

be open to

And finally, four: Be aware of your personal perceptual filters. น้ำเสียง/เจตนา

3:53

และสุดท้าย สี่: ตระหนักถึงตัวกรองการรับรู้ส่วนบุคคลของคุณ

น้ำเสียง/เจตนา

ตระหนักถึงตัวกรองการรับรู้ส่วนบุคคลของคุณ

Be aware of หมายถึง “สังเกตและคำนึงถึง” โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นอาจส่งผลต่อการตัดสินใจหรือการกระทำ ในประโยคนี้เป็นการชวนให้ตรวจสอบวิธีคิดของตนเอง ไม่ใช่เพียงรู้ข้อเท็จจริง วลี personal perceptual filters เป็นอุปมาถึงประสบการณ์ ความคาดหวัง นิสัยทางวัฒนธรรม และอคติที่กำหนดว่าคุณสังเกตเห็นอะไรและตีความสิ่งนั้นอย่างไร คำแนะนำนี้เตือนว่าการตีความสถานการณ์ครั้งแรกของคุณอาจไม่ได้เป็นกลางทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ be aware of ได้ถูกต้องเพื่อบอกให้ใครสักคนสังเกตปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจ?

  1. Be aware about how fatigue can affect your decisions.
  2. Be aware to how fatigue can affect your decisions.
  3. Be aware of how fatigue can affect your decisions.
ดูคำตอบ

Be aware of how fatigue can affect your decisions.

Elements of your experience,

3:58

องค์ประกอบของประสบการณ์ของคุณ

including your culture, community, and family,

3:59

ซึ่งรวมถึงวัฒนธรรม ชุมชน และครอบครัวของคุณ

influence how you see the world. ไวยากรณ์

4:02

มีอิทธิพลต่อวิธีที่คุณมองโลก

ไวยากรณ์

มีอิทธิพลต่อวิธีที่คุณมองโลก

Influence how you see the world หมายถึง “ส่งผลต่อวิธีที่คุณเข้าใจและตัดสินโลก” ในที่นี้ see the world เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ โดยหมายถึงมุมมอง ไม่ใช่เพียงการมองเห็นด้วยตา หลัง influence คำว่า how ใช้นำอนุประโยคซ้อนที่บอกลักษณะหรือวิธีที่ได้รับอิทธิพล โดยมีโครงสร้าง how + ประธาน + กริยา อนุประโยคนี้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า เช่น influence how people respond ไม่ใช้ลำดับคำแบบคำถามอย่าง how do people respond

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมหนึ่งคำที่หมายถึง “ด้วยวิธีใด”: A team's culture can influence ____ its members solve problems.

ดูคำตอบ

how

Say, this is how I see the problem, น้ำเสียง/เจตนา

4:04

ลองพูดว่า นี่คือสิ่งที่ฉันมองเห็นจากปัญหา

but how do you see it?

4:06

แต่คุณมองมันยังไงบ้างล่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

This is how I see ... but how do you see it? — บอกมุมมองของตนและเชิญให้อีกฝ่ายบอกมุมมอง

this is how I see the problem ทำให้ข้อความนั้นเป็นมุมมองของผู้พูด ไม่ใช่คำอธิบายเดียวที่ถูกต้อง จากนั้น how do you see it? เชิญให้อีกฝ่ายอธิบายมุมมองของตน but ในที่นี้ช่วยเปลี่ยนจากมุมมองของผู้พูดไปสู่อีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล รูปแบบนี้มีประโยชน์เมื่อเห็นต่าง เพราะทั้งบอกความคิดเห็นอย่างชัดเจนและเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตอบ

แบบฝึกหัด

เติมคำถามเชิงร่วมมือให้สมบูรณ์ด้วยวลีที่มี see ตามรูปแบบเป้าหมาย: This is how I see the plan, but ____?

ดูคำตอบ

how do you see it

Don't assume that your perception is the objective truth. น้ำเสียง/เจตนา

4:08

อย่าทึกทักไปเองว่าการรับรู้ของคุณคือความจริงตามความเป็นจริง

น้ำเสียง/เจตนา

Don't assume ... is the objective truth — แยกการรับรู้ส่วนตัวออกจากข้อเท็จจริง

assume that หมายถึงการยอมรับว่าบางสิ่งเป็นจริงโดยยังไม่ได้ตรวจสอบก่อน your perception คือวิธีส่วนตัวที่คุณมองหรือตีความสถานการณ์ ส่วน the objective truth คือข้อเท็จจริงที่ไม่ขึ้นอยู่กับมุมมองของคนคนเดียว คำสั่งปฏิเสธนี้เตือนว่าอย่าถือว่าการตีความส่วนตัวเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วอย่างสมบูรณ์ เป็นการส่งเสริมให้ถ่อมตนและตรวจสอบหลักฐานอื่น ไม่ได้หมายความว่าไม่มีข้อเท็จจริงที่เป็นปรนัย

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้นี้: ระหว่างการโต้แย้งที่รุนแรง การพูด ‘Don't assume that your perception is the objective truth’ กับใครโดยตรงย่อมฟังดูสุภาพเสมอ

  1. ประโยคนี้อาจฟังเหมือนคำกล่าวหา หากไม่ทำให้น้ำเสียงหรือถ้อยคำนุ่มลง
  2. ประโยคนี้สุภาพเสมอและไม่มีทางฟังเหมือนคำกล่าวหา
ดูคำตอบ

ประโยคนี้อาจฟังเหมือนคำกล่าวหา หากไม่ทำให้น้ำเสียงหรือถ้อยคำนุ่มลง

That'll help you work towards sharing a dialogue with others วลี

4:11

สิ่งนี้จะช่วยให้คุณมุ่งไปสู่การแบ่งปันบทสนทนากับผู้อื่นได้

to reach a common understanding together. วลี

4:14

เพื่อบรรลุความเข้าใจร่วมกันในท้ายที่สุด

วลี

work towards + -ing: ค่อย ๆ มุ่งไปสู่เป้าหมาย

work towards + คำนามหรือรูป -ing หมายถึงการค่อย ๆ เดินหน้าไปสู่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปสื่อว่าต้องใช้เวลาและผ่านหลายขั้นตอน ไม่ใช่ได้ผลทันที towards เป็นคำบุพบท ดังนั้น sharing ที่ตามหลังจึงอยู่ในรูป -ing ในที่นี้ work towards sharing a dialogue with others หมายถึงการค่อย ๆ มุ่งไปสู่การสนทนาที่มีผู้อื่นเข้าร่วมด้วย

แบบฝึกหัด

ใช้ improve ในรูปที่ถูกต้องหลัง work towards: Our class is working towards ____ its recycling program.

ดูคำตอบ

improving

วลี

reach a common understanding together: บรรลุมุมมองร่วมกัน

reach a common understanding หมายถึงการได้ข้อเข้าใจหรือมุมมองร่วมกันหลังจากผู้คนสื่อสารหรือพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างรอบคอบ reach แสดงว่าความเข้าใจนั้นเป็นผลลัพธ์ที่ได้เมื่อสิ้นสุดกระบวนการ ไม่ใช่สิ่งที่คนหนึ่งมอบให้อีกคนโดยตรง ในที่นี้ common หมายถึงสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องมีร่วมกัน ไม่ได้หมายถึงธรรมดา together เน้นว่าทุกคนช่วยกันสร้างความเข้าใจร่วมกันนั้น แต่วลีนี้ยังใช้ได้แม้ไม่มี together ในประโยคเต็ม to reach a common understanding บอกเป้าหมายของการสนทนา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกลุ่มคำจากส่วนที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึงมุมมองร่วมกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อตกลงอย่างเป็นทางการ: After discussing the schedule, the families reached ____.

ดูคำตอบ

a common understanding