ยูนิคอร์ส 🦄 | ตอนเต็ม - ซีซั่น 3 | บลูอี้ (Bluey): บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
961 คำ 172 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บลูอีนอนไม่หลับ ชิลลี่จึงเริ่มเล่านิทานก่อนนอน แต่ยูนิคอร์สที่ตั้งใจกวนใจคอยขัดจังหวะไม่หยุด เมื่อทั้งคู่เลือกที่จะไม่ตอบโต้เขา จึงอ่านเรื่องจนจบได้ โดยทางออกในนิทานชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนวิธีตอบสนองของตนเองอาจง่ายกว่าการพยายามเปลี่ยนคนอื่นหรือเปลี่ยนโลกทั้งใบ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. Once upon a time, — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตว่านี่คือวลีเปิดเรื่องตามแบบแผนของนิทานภาษาอังกฤษ และใช้เพื่อส่งสัญญาณทันทีว่าเรื่องสมมติกำลังเริ่มต้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ตามทันการเปลี่ยนจากบทสนทนาของครอบครัวก่อนนอนเข้าสู่เรื่องซ้อนเกี่ยวกับราชินีและหมู่บ้าน 2. Whiplash. Whiplash. Call my lawyer. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทในโลกจริง: เข้าใจมุกที่จงใจพูดเกินจริง โดยโยงการถูกแตะเบา ๆ เข้ากับอาการบาดเจ็บที่คอ การเรียกค่าชดเชย และทนายความ จึงแยกออกได้ว่ายูนิคอร์สกำลังล้อภาษาของการเรียกร้องค่าเสียหายจากอุบัติเหตุ ไม่ได้แจ้งเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์จริง ๆ 3. instead of covering the whole kingdom in leather, why not just cover your feet? — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้ instead of …, why not …? เพื่อเปรียบต่างแผนที่ใหญ่เกินจำเป็นกับทางเลือกที่ง่ายกว่า รูปแบบนี้ช่วยให้ปฏิเสธแนวทางหนึ่งพร้อมเสนอวิธีทดแทนที่ทำได้จริงภายในประโยคเดียว

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Mum. Dad. Bingo.

0:05

แม่ พ่อ บิงโก

Bluey.

0:22

บลูอี้

Okay.

0:27

โอเค

She's asleep.

0:27

เธอหลับแล้ว

What do you want to watch tonight, babe?

0:29

คืนนี้อยากดูอะไร ที่รัก?

Do you watch TV after we go to sleep?

0:30

พ่อกับแม่ดูทีวีหลังจากพวกเราหลับเหรอคะ?

Bluey.

0:32

บลูอี้

Not again.

0:33

เอาอีกแล้ว

Come on.

0:34

มาเถอะ

Back to bed.

0:35

กลับไปนอนนะ

I don't want to go to bed.

0:36

หนูไม่อยากไปนอน

Too bad, kid.

0:38

แย่จังนะเด็กน้อย

But why do we have to sleep?

0:39

แต่ทำไมเราต้องนอนด้วยล่ะคะ?

Why can't we just stay awake all night? วลี

0:41

ทำไมเราถึงตื่นตลอดทั้งคืนไม่ได้?

วลี

stay awake all night: ตื่นอยู่ตลอดทั้งคืน

ตรงนี้ stay ทำหน้าที่เป็นกริยาเชื่อม และ awake เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกสภาวะต่อเนื่อง stay awake จึงหมายถึง “ยังคงตื่นและไม่หลับ” ไม่ใช่ “ตื่นขึ้นมา” all night บอกว่าสภาวะนั้นกินเวลานานเท่าใด ซึ่งก็คือตลอดทั้งคืน วลีเต็มเป็นวิธีพูดอย่างเป็นธรรมชาติว่าไม่ได้นอนตั้งแต่กลางคืนจนถึงเช้า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีในบทเรียนที่หมายถึง “ตื่นอยู่ตลอดทั้งคืน”: To watch the campfire safely, we had to ____.

ดูคำตอบ

stay awake all night

Because that's the way the world is. สำนวน

0:43

เพราะโลกมันก็เป็นแบบนั้นแหละ

สำนวน

that's the way the world is: โลกก็เป็นแบบนี้แหละ

That's the way the world is หมายถึง “ความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้” ในที่นี้ way หมายถึงสภาพหรือระเบียบของสิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่ถนนหรือวิธีการเฉพาะ ผู้พูดใช้ประโยคนี้เพื่อบอกว่าสถานการณ์หนึ่งเป็นความจริงทั่วไปที่เปลี่ยนแปลงได้ยากหรือเปลี่ยนไม่ได้เลย นอกจากนี้ยังอาจใช้ยุติการค้นหาเหตุผลที่ลึกกว่านั้น โดยสื่อว่าต้องยอมรับสถานการณ์นี้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ that's the way the world is มีความหมายใกล้เคียงกับข้อใดมากที่สุด?

  1. ความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้แหละ
  2. มีถนนสายหนึ่งที่อยู่รอบโลก
  3. โลกใช้วิธีนั้นเพื่อทำบางอย่าง
ดูคำตอบ

ความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้แหละ

Well, I'm going to make it so that's not how the world is. ไวยากรณ์

0:45

งั้นหนูจะทำให้โลกไม่เป็นแบบนั้น

ไวยากรณ์

make it so + อนุประโยค: ทำให้ผลลัพธ์หนึ่งกลายเป็นจริง

ในโครงสร้าง make it so + อนุประโยค คำว่า make หมายถึง “ทำให้เกิดขึ้น” และ it หมายถึงสถานการณ์โดยรวม ไม่ใช่สิ่งของชิ้นหนึ่ง อนุประโยคหลัง so บอกผลลัพธ์ที่ผู้พูดตั้งใจจะทำให้เกิดขึ้น ตรงนี้ that's ย่อมาจาก that is ผู้พูดตั้งใจจะเปลี่ยนโลก เพื่อให้โลกไม่ดำเนินไปตามแบบที่เพิ่งกล่าวถึงอีกต่อไป โครงสร้างนี้ยังใช้บอกการเปลี่ยนกฎ การจัดวาง หรือเงื่อนไขเพื่อให้เกิดสภาพใหม่ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายจากบทเรียนนี้: We updated the game to ____ every player gets a turn.

ดูคำตอบ

make it so

That might be tricky. น้ำเสียง/เจตนา

0:48

นั่นอาจจะยากหน่อยนะ

น้ำเสียง/เจตนา

might be tricky: การเตือนอย่างนุ่มนวลว่าเรื่องหนึ่งอาจยาก

Might be tricky หมายถึง “อาจจะยากหรือจัดการลำบาก” might บอกว่าความยากนั้นเป็นเพียงความเป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องที่แน่นอน ส่วน tricky ใช้อธิบายสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่าคนคนหนึ่งฉลาดแกมโกงหรือหลอกลวง วลีนี้มักใช้เป็นคำเตือนหรือข้อกังวลอย่างนุ่มนวล แทนที่จะพูด no หรือ impossible ตรง ๆ ผู้พูดกำลังบอกว่าอาจมีอุปสรรคอยู่

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานถามว่า “Can we finish the move by noon?” คุณตอบว่า “That might be tricky.” คุณน่าจะกำลังสื่อความหมายใดมากที่สุด?

  1. คุณมั่นใจว่างานย้ายของจะง่าย
  2. คุณคิดว่าเพื่อนร่วมงานกำลังหลอกลวง
  3. งานย้ายของอาจเสร็จภายในเวลานั้นได้ยาก แต่คุณไม่ได้บอกว่าเป็นไปไม่ได้
ดูคำตอบ

งานย้ายของอาจเสร็จภายในเวลานั้นได้ยาก แต่คุณไม่ได้บอกว่าเป็นไปไม่ได้

People like to sleep.

0:50

คนเราชอบนอนน่ะ

Well, I'll take everyone's bed to the dump. วลี

0:51

งั้นหนูจะเอาเตียงของทุกคนไปทิ้งที่กองขยะ

วลี

take ... to the dump: เอา……ไปที่สถานที่ทิ้งขยะ

โครงสร้างคือ take + กรรม + to the dump โดย take หมายถึงการขนย้ายสิ่งของ และ to the dump ระบุจุดหมาย ในที่นี้ dump เป็นคำนาม หมายถึงสถานที่ที่นำขยะไปทิ้ง ไม่ใช่คำกริยา dump โครงสร้างเต็มมักสื่อว่าสิ่งของนั้นไม่ต้องการแล้วและจะนำไปกำจัด โดยเฉพาะสิ่งของขนาดใหญ่ที่ใส่ถังขยะทั่วไปไม่ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง take ... to the dump: The old sofa is too large for the bin, so we'll ____ tomorrow.

ดูคำตอบ

take it to the dump

Yeah, they'll probably just sleep on the couch.

0:54

ใช่ พวกเขาคงจะไปนอนบนโซฟาแทน

Well, I'll take the couches to the dump too.

0:55

งั้นหนูจะเอาโซฟาไปทิ้งที่กองขยะด้วย

Uh.

0:58

เอ่อ

Sounds like a big job. วลี

0:59

ฟังดูเป็นงานใหญ่เลยนะ

วลี

Sounds like a big job: ฟังดูเป็นงานใหญ่

Sounds like ... เป็นรูปย่อที่ใช้ในบทสนทนาของ It sounds like ... ใช้ตอบสนองข้อมูลที่เพิ่งได้ยินและแสดงความรู้สึกหรือการประเมินของผู้พูด ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงเสียงจริง ในที่นี้ a big job หมายถึงงานใหญ่ที่ต้องใช้ความพยายามมาก ไม่ใช่ตำแหน่งงานที่สำคัญ โครงสร้างนี้เหมาะสำหรับตอบกลับแผน ปัญหา หรือเรื่องราวอย่างรวดเร็ว

แบบฝึกหัด

มีคนพูดว่า “I have to clean every room before lunch.” คำตอบใดประเมินงานนั้นได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ

  1. I already cleaned my room.
  2. That vacuum makes a loud noise.
  3. Sounds like a big job.
ดูคำตอบ

Sounds like a big job.

You'll need a full night's sleep for that. วลี

1:00

ลูกคงต้องนอนหลับให้เต็มอิ่มทั้งคืนเพื่อทำแบบนั้น

วลี

a full night's sleep: การนอนเต็มอิ่มตลอดหนึ่งคืน

a full night's sleep หมายถึงการนอนครบหนึ่งคืนและนอนเพียงพอจนได้พักเต็มที่ full ขยายปริมาณหรือความครบถ้วนของการนอน ไม่ได้หมายถึงหลายคืน ใน night's เครื่องหมายอะพอสทรอฟีกับ s แสดงรูปแสดงความเป็นเจ้าของเอกพจน์ หมายถึงการนอนของหนึ่งคืน วลีนามทั้งวลีใช้ตามหลังคำกริยาอย่าง need, get หรือ have ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึงการนอนอย่างเพียงพอครบหนึ่งคืน: Before the long drive, I need ____.

ดูคำตอบ

a full night's sleep

Yeah, I will.

1:01

ใช่ หนูจะนอน

Night.

1:03

ราตรีสวัสดิ์

Hey, wait.

1:04

เฮ้ เดี๋ยวก่อน

No.

1:04

ไม่

Uh.

1:05

เอ่อ

Come on.

1:05

มาเถอะ

I'll read you a story. ไวยากรณ์

1:06

แม่จะอ่านนิทานให้ฟัง

ไวยากรณ์

read you a story: read + ผู้รับ + ข้อความ

ใน read you a story คำกริยา read มีกรรมสองตัว: you คือผู้รับหรือคนที่ฟัง ส่วน a story คือข้อความที่ถูกอ่านออกเสียง รูปแบบคือ read + คน + ข้อความ สามารถเรียบเรียงใหม่เป็น read + ข้อความ + to + คน ได้ เช่น I'll read a story to you. การจัดข้อมูลแบบเดียวกันพบใน tell someone a story และ send someone a message

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าครูจะอ่านบทกลอนออกเสียงให้พวกเราฟัง

  1. The teacher will ask us to read a poem.
  2. The teacher will read a poem about us.
  3. The teacher will read us a poem.
ดูคำตอบ

The teacher will read us a poem.

You know she can't help it. วลี

1:08

คุณก็รู้ว่าแกห้ามตัวเองไม่ได้

วลี

can't help it: ห้ามตัวเองไม่ได้

can't help it เป็นสำนวนตายตัว หมายถึงเธอไม่สามารถควบคุมหรือหยุดพฤติกรรมหรือปฏิกิริยาที่พูดถึงไปแล้วได้ it ย้อนกลับไปแทนพฤติกรรมหรือสถานการณ์นั้น ส่วน help ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ช่วย” ผู้พูดใช้สำนวนนี้เพื่ออธิบายว่าเธอไม่ได้ตั้งใจทำเช่นนั้น โดยทั่วไปใช้ can't help it เมื่อปฏิกิริยา นิสัย หรือแรงกระตุ้นเป็นสิ่งที่เจ้าตัวควบคุมได้ยาก

แบบฝึกหัด

ใน “She bites her nails when she is nervous; she can't help it,” สำนวนสุดท้ายหมายความว่าอะไร?

  1. เธอไม่รู้ว่านิสัยนั้นคืออะไร
  2. เธอช่วยคนอื่นไม่ได้
  3. เธอควบคุมนิสัยนั้นไม่ได้
ดูคำตอบ

เธอควบคุมนิสัยนั้นไม่ได้

I know.

1:10

ผมรู้

Can you help me?

1:11

ช่วยแม่หน่อยได้ไหม?

Oh, yeah.

1:12

โอ้ ได้สิ

I've got an idea. วลี

1:12

พ่อมีไอเดีย

วลี

I've got an idea: เกริ่นว่ามีไอเดีย

I've got an idea เป็นวิธีพูดอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อบอกว่าคุณคิดข้อเสนอหรือแผนบางอย่างขึ้นมาได้ ในที่นี้ I've got มีความหมายเท่ากับ I have ส่วน got ไม่ได้หมายถึงการได้รับหรือถือสิ่งของอยู่ สำนวนนี้ยังช่วยจัดลำดับบทสนทนา โดยส่งสัญญาณว่ากำลังจะมีข้อเสนอ ตามด้วยรายละเอียดของไอเดียในประโยคใหม่หรือหลังเครื่องหมายทวิภาคได้

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนพูด I've got an idea เติมประโยคให้สมบูรณ์: I've ____ an idea. Let's make a list first.

ดูคำตอบ

got

Wait, is it a bad idea?

1:13

เดี๋ยว นั่นเป็นไอเดียที่ไม่ดีรึเปล่าคะ?

Mum, are you grumpy with me? การใช้คำ

1:15

แม่โกรธหนูเหรอคะ?

การใช้คำ

grumpy with someone: หงุดหงิดใส่ใครบางคน

ใน grumpy with me คำว่า grumpy หมายถึงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยหรืออารมณ์ไม่ดี ส่วน with me บอกว่าอารมณ์นั้นพุ่งไปที่ใคร คำถามนี้หมายถึง “แม่กำลังหงุดหงิดใส่หนูอยู่หรือเปล่า” รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ be grumpy with someone

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำบุพบทที่มักใช้หลัง grumpy เมื่ออารมณ์ไม่ดีพุ่งไปที่บุคคล: Ella is grumpy ____ her brother because he woke her up.

ดูคำตอบ

with

No, honey.

1:18

ไม่จ้ะ ที่รัก

I'm okay.

1:19

แม่โอเค

Come on.

1:20

มาเถอะ

Once upon a time, there was a village. ลำดับความ

1:21

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

ลำดับความ

Once upon a time ในฐานะวลีเปิดเรื่อง

Once upon a time เป็นวลีเปิดเรื่องแบบตายตัวที่ใช้ในเทพนิยายและนิทานดั้งเดิม วลีนี้พาเรื่องไปสู่อดีตอันห่างไกลที่ไม่ได้ระบุชัดเจน แทนที่จะบอกวันที่แน่นอน ที่สำคัญกว่านั้นคือ วลีนี้ช่วยจัดความคาดหวังของผู้ฟัง โดยส่งสัญญาณว่าเรื่องราวกำลังเริ่มต้นและสร้างกรอบแบบเทพนิยาย ไม่ใช่คำที่ใช้แทน once แบบเป็นกลางได้ทั่วไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเปิดเทพนิยายแบบคลาสสิก: ____, a little owl found a golden map.

ดูคำตอบ

Once upon a time

Are you sure you're not grumpy?

1:24

แม่แน่ใจนะคะว่าไม่ได้โกรธ?

No, I just want you to go to sleep.

1:25

ไม่จ้ะ แม่แค่อยากให้ลูกไปนอน

And in the village,

1:28

และในหมู่บ้านนั้น

Yay!

1:29

เย้!

Unicorse.

1:30

ยูนิคอร์ส

Oh, no.

1:31

โอ้ ไม่นะ

Not Unicorse.

1:31

ไม่ใช่ Unicorse

This episode of Bluey, unfortunately, is called Unicorse.

1:33

บลูอี้ตอนนี้น่าเสียดายที่มีชื่อว่า ยูนิคอร์ส

Budge up, Budge up. กริยาวลี

1:37

ขยับหน่อย ขยับหน่อย

กริยาวลี

Budge up: ขยับเพื่อให้มีที่ว่าง

“Budge up” เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงขยับไปด้านข้างหรือเบียดกันเข้าไปเพื่อให้มีที่ว่าง ในประโยคนี้ การพูดซ้ำทำให้คำขอฟังดูเร่งด่วนหรือหนักแน่นขึ้น คำว่า “budge” ในที่นี้หมายถึงการขยับร่างกายหรือตำแหน่งเล็กน้อย ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนความเห็นหรือจุดยืนในการโต้แย้ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนไม่เป็นทางการแบบบริติชจากบทเรียนนี้: There is space for both of us. Could you ____ a bit?

ดูคำตอบ

budge up

Watch the horn. การใช้คำ

1:38

ระวังเขาด้วย

การใช้คำ

Watch the horn: watch ที่ใช้เป็นคำเตือนให้ระวัง

คำว่า “watch” ในที่นี้หมายถึง “ระวัง” หรือ “พยายามหลีกเลี่ยง” ไม่ได้หมายถึง “มองดู” ประโยค “Watch the horn” เป็นคำเตือนทันทีว่าเขาสัตว์อาจชนหรือทำให้ใครได้รับบาดเจ็บ ในคำเตือน โครงสร้าง Watch + คำนาม เป็นประโยคคำสั่งสั้น ๆ ที่ใช้ชี้อันตรายใกล้ตัว เช่น Watch your head หรือ Watch the step

แบบฝึกหัด

มีเขาสัตว์ยื่นเข้ามาในทางที่คนหนึ่งกำลังจะเดินผ่าน “Watch the horn.” หมายความว่าอะไร?

  1. ฟังเสียงของเขาสัตว์
  2. ระวังอย่าชนเขาสัตว์
  3. มองดูเขาสัตว์สักพัก
ดูคำตอบ

ระวังอย่าชนเขาสัตว์

What are we reading?

1:39

เรากำลังอ่านอะไรกันอยู่?

Well, it's a story.

1:40

เอ่อ มันคือนิทานน่ะ

Yawn!

1:42

หาว!

Here read this.

1:42

นี่ อ่านอันนี้สิ

It's got a unicorn in it. วลี

1:43

ในนั้นมียูนิคอร์น

วลี

It's got ... in it: บอกว่าบางสิ่งมีอะไรอยู่ข้างใน

ในประโยค It's got a unicorn in it คำว่า It's got หมายถึง it has หรือ it contains คือมีหรือบรรจุบางอย่างอยู่ ส่วน got ไม่ได้หมายถึงการได้รับอะไรมา โครงสร้าง It's got + สิ่งหนึ่ง + in it ใช้บอกว่ามีอะไรอยู่ในวัตถุ หนังสือ ภาพยนตร์ หรืออาหาร คำว่า it ท้ายประโยคย้อนกลับไปหมายถึงสิ่งที่กำลังอธิบายอยู่

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง It's got ... in it เติมประโยคให้สมบูรณ์: This activity book is fun because ____ lots of puzzles ____.

ดูคำตอบ

it's got · in it

I'm not reading that.

1:44

ฉันไม่อ่านอันนั้นหรอก

Fine.

1:46

ก็ได้

I'll read it.

1:46

ฉันจะอ่านเอง

On up on a Tim.

1:47

กา-ละ-ครั้ง-หนึ่ง-นาน-มา-แล้ว

Oh, I wish I could read. ไวยากรณ์

1:50

โอ้ ฉันหวังว่าฉันจะอ่านออกนะ

ไวยากรณ์

I wish I could ...: อยากทำสิ่งที่ตอนนี้ยังทำไม่ได้

I wish I could + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้แสดงความปรารถนาเกี่ยวกับความสามารถหรือโอกาสที่ตอนนี้ยังไม่มี ในประโยคนี้ ผู้พูดอยากอ่านหนังสือออก แต่ตอนนี้ยังอ่านไม่ได้ could แสดงระยะห่างระหว่างความปรารถนากับความจริงในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงรูปอดีตในที่นี้ หลัง could ต้องใช้คำกริยารูปพื้นฐาน คือ read

แบบฝึกหัด

ตอนนี้ Mia เล่นเปียโนไม่ได้ เติมความปรารถนาของเธอให้สมบูรณ์: I wish I ____ play the piano.

ดูคำตอบ

could

Unicorse.

1:53

ยูนิคอร์ส

Bluey is finding it a little hard to get to sleep, ไวยากรณ์

1:54

บลูอี้กำลังหลับยากนิดหน่อย

ไวยากรณ์

find it a little hard to get to sleep: รู้สึกว่านอนหลับยากนิดหน่อย

โครงสร้าง find it + adjective + to-infinitive ใช้บอกว่าผู้พูดรู้สึกหรือมองว่าการทำสิ่งหนึ่งมีลักษณะอย่างไร ในที่นี้ it เป็นกรรมสมมติ ส่วนกิจกรรมที่ถูกประเมินจริง ๆ คือ to get to sleep a little ทำให้ความหมายของ hard เบาลง ดังนั้น Bluey จึงรู้สึกว่านอนหลับยากอยู่บ้าง ไม่ได้หมายความว่านอนหลับไม่ได้เลย รูปปัจจุบันกำลังกระทำ is finding แสดงว่านี่คือความรู้สึกของเธอในขณะนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย find it hard to: Even with clear instructions, I ____ assemble the shelf.

ดูคำตอบ

find it hard to

so we're actually trying to calm things down a bit. กริยาวลี

1:56

เราก็เลยกำลังพยายามทำให้ทุกอย่างสงบลงน่ะ

กริยาวลี

calm things down: ทำให้สถานการณ์สงบลง

Calm things down หมายถึงทำให้สถานการณ์หรือบรรยากาศตึงเครียด เสียงดัง ตื่นเต้น หรือวุ่นวายน้อยลง ในที่นี้ things ไม่ได้หมายถึงสิ่งของ แต่สรุปรวมสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัวผู้พูด ในการใช้แบบสกรรมกริยานี้ คนหนึ่งทำให้สถานการณ์สงบลง ส่วน a bit ทำให้การเปลี่ยนแปลงที่ต้องการฟังดูเล็กน้อยหรือค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่สงบลงอย่างสมบูรณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าเราต้องทำให้บรรยากาศโดยรวมในงานเลี้ยงสงบลง?

  1. We need to calm down before the party.
  2. The quiet party calmed me down.
  3. We need to calm things down at the party.
ดูคำตอบ

We need to calm things down at the party.

Well, it's going to be hard with me around. วลี

1:59

แหม มันคงยากถ้ายิ่งมีฉันอยู่ด้วย

วลี

with me around: การอยู่ตรงนั้นส่งผลต่อผลลัพธ์

ใน with me around คำว่า with ใช้เกริ่นสถานการณ์ ส่วน me ระบุคนที่อยู่ตรงนั้น คำว่า around หมายถึง “อยู่ใกล้ ๆ” หรือ “อยู่ในสถานการณ์นั้น” ไม่ใช่ “เคลื่อนที่เป็นวงกลม” วลีนี้อธิบายว่าเหตุใดผลลัพธ์จึงเปลี่ยนไป นั่นคือเรื่องจะยากเพราะผู้พูดอยู่ตรงนั้น รูปแบบ with + คน + around ที่นำไปใช้ต่อได้ หมายถึง “ในขณะที่คนนั้นอยู่ใกล้ ๆ หรืออยู่ในสถานการณ์”

แบบฝึกหัด

with me around ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร?

  1. เพราะฉันอยู่ตรงนั้น
  2. โดยมีสิ่งของล้อมรอบตัวฉัน
  3. ขณะที่เคลื่อนที่เป็นวงกลมไปกับฉัน
ดูคำตอบ

เพราะฉันอยู่ตรงนั้น

Bingo's asleep.

2:03

บิงโกหลับแล้วนะ

I don't care.

2:05

ฉันไม่สนหรอก

Well,

2:06

เอ่อ,

I do!

2:07

ฉันทำ!

So, how about you and your little mate jog on? กริยาวลี

2:07

งั้น นายกับเพื่อนตัวน้อยของนายไปวิ่งเล่นที่อื่นดีไหม?

กริยาวลี

jog on: คำสั่งห้วน ๆ ให้ไปให้พ้น

ในภาษาอังกฤษแบบไม่เป็นทางการของอังกฤษและที่พบในภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลียบางส่วน jog on เป็นวิธีพูดแบบดูแคลนว่า “ไปให้พ้น” หรือ “ออกไป” ในที่นี้คำพูดมุ่งไปที่ you and your little mate ดังนั้นผู้พูดกำลังไล่ทั้งสองคน ไม่ได้ชวนให้ไปวิ่ง ปกติ How about ...? ใช้เสนอแนะบางอย่าง แต่ในที่นี้ใช้สร้างคำสั่งเชิงประชด และไม่ได้ทำให้ jog on สุภาพขึ้น น้ำเสียงยังคงหงุดหงิดและพร้อมเผชิญหน้า

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรเมื่อพูดว่า How about you and your little mate jog on?

  1. กำลังไล่ทั้งสองคนให้ออกไปอย่างหยาบคาย
  2. กำลังชวนทั้งสองคนไปวิ่ง
  3. กำลังขอให้ทั้งสองคนช้าลงอย่างสุภาพ
ดูคำตอบ

กำลังไล่ทั้งสองคนให้ออกไปอย่างหยาบคาย

Ain't goin' nowhere, toots. การใช้คำ

2:10

ไม่ไปไหนทั้งนั้นจ้ะ แม่สาวน้อย

การใช้คำ

น้ำเสียงตัวละครที่หยาบและแข็งกร้าวใน Ain't goin' nowhere, toots.

ส่วนแรกหมายถึง 'I'm not going anywhere.' หรือ “ฉันจะไม่ไปไหน” ในที่นี้ ain't กับ nowhere เป็นการใช้คำปฏิเสธสอดคล้องกันแบบไม่เป็นมาตรฐาน กล่าวคือ ทั้งสองรูปทำหน้าที่สื่อความหมายปฏิเสธเพียงครั้งเดียว ไม่ได้หักล้างกันจนประโยคกลายเป็นบอกเล่า ส่วน goin' เป็นการเขียน going แบบไม่เป็นทางการ toots เป็นคำเรียกผู้หญิงแบบเก่า และมักฟังดูวางตัวเหนือกว่าหรือดูหมิ่น เมื่อรวมไวยากรณ์ที่ไม่เป็นมาตรฐาน การสะกดแบบไม่เป็นทางการ และคำเรียกนี้เข้าด้วยกัน คำปฏิเสธจึงฟังดูแข็งกร้าว หยาบ และตลกแบบเสียงของตัวละคร

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ Ain't goin' nowhere, toots. ในบริบทนี้มากที่สุด

  1. ผู้พูดถามอย่างสุภาพว่าควรไปที่ไหน
  2. ผู้พูดบอกว่ากำลังจะไปที่ใดที่หนึ่ง
  3. ผู้พูดฟังดูแข็งกร้าวและหยาบ พร้อมบอกว่าจะไม่จากไป
ดูคำตอบ

ผู้พูดฟังดูแข็งกร้าวและหยาบ พร้อมบอกว่าจะไม่จากไป

My name is Chilli.

2:13

ฉันชื่อชิลลี่

Oh, I'm sorry.

2:14

โอ้ ฉันขอโทษ

Silly.

2:16

ซิลลี่

Chilli.

2:16

ชิลลี่

Billy.

2:17

บิลลี่

Yeah, that's what I said. น้ำเสียง/เจตนา

2:18

ใช่ ฉันก็พูดแบบนั้นแหละ

น้ำเสียง/เจตนา

Yeah, that's what I said. ในฐานะคำโต้ตอบเชิงปกป้องตัวเอง

ตามความหมายตรงตัว that's what I said ใช้ยืนยันว่าอีกฝ่ายพูดซ้ำสิ่งที่คุณพูดได้ถูกต้อง แต่ในที่นี้ผู้พูดเพิ่งถูกแก้หลังจากเรียกชื่อผิด ดังนั้นประโยคนี้จึงไม่ใช่การยืนยันอย่างจริงใจ เมื่อพูดว่า Yeah, that's what I said ผู้พูดทำเหมือนว่าคำแก้ของอีกฝ่ายตรงกับสิ่งที่ตนพูดอยู่แล้ว ผลทางวัจนปฏิบัติคือการปฏิเสธที่จะยอมรับความผิดพลาดแบบตลกและปกป้องตัวเอง บริบทและน้ำเสียงเป็นตัวตัดสินว่าคำเดียวกันนี้เป็นการยืนยันจริงใจหรือเป็นคำโต้ตอบแบบนี้

แบบฝึกหัด

คนหนึ่งพูดว่า 'Maya, not Mia.' อีกคนตอบว่า 'Yeah, that's what I said.' ผลที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดคืออะไร

  1. เขาแกล้งทำเป็นเล่น ๆ ว่าตนไม่ได้เรียกชื่อผิด
  2. เขาขอโทษอย่างจริงใจที่ใช้ชื่อผิด
  3. เขาถามว่าชื่อนั้นออกเสียงอย่างไร
ดูคำตอบ

เขาแกล้งทำเป็นเล่น ๆ ว่าตนไม่ได้เรียกชื่อผิด

Out!

2:19

ออกไป!

Oh, Mum.

2:20

โอ้ แม่คะ

Please, can Unicorse stay? น้ำเสียง/เจตนา

2:20

ได้โปรด ให้ยูนิคอร์สอยู่ต่อได้ไหมคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

การใช้ Please, can Unicorse stay? เพื่อขออนุญาต

ในคำถามนี้ can ใช้ขออนุญาต ไม่ได้ถามถึงความสามารถ ผู้พูดต้องการให้อีกฝ่ายอนุญาตให้ Unicorse อยู่ต่อ โครงสร้าง Please, can + ประธาน + กริยารูปพื้นฐาน...? ใช้ขออนุญาตในชีวิตประจำวันให้ตนเองหรือผู้อื่น การวาง Please ไว้ต้นประโยคทำให้คำขอฟังดูอ้อนวอนมากขึ้น

แบบฝึกหัด

เติม can เพื่อทำคำขออนุญาตในชีวิตประจำวันนี้ให้สมบูรณ์: Please, ____ Leo stay for dinner?

ดูคำตอบ

can

Bluey, he's the most annoying unicorn in the world. ไวยากรณ์

2:22

Bluey เขาเป็นยูนิคอร์นที่น่ารำคาญที่สุดในโลก

ไวยากรณ์

the most annoying unicorn in the world: รูปขั้นสูงสุดที่ใช้เน้น

the ที่อยู่ข้างหน้ารวมกับ most annoying unicorn เป็นนามวลีขั้นสูงสุดตามโครงสร้าง the most + คำคุณศัพท์ + คำนาม ส่วน in the world ระบุขอบเขตการเปรียบเทียบ ดังนั้นตามโครงสร้างตรงตัวจึงบอกว่ายูนิคอร์นตัวนี้น่ารำคาญกว่าตัวอื่นทั้งหมด ในที่นี้เป็นการพูดเกินจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่อันดับโลกที่ผ่านการวัดจริง ผู้พูดใช้โครงสร้างนี้เพื่อทำให้คำชมหรือคำบ่นฟังดูหนักแน่นมาก

แบบฝึกหัด

เติมรูปขั้นสูงสุดของ difficult ให้สมบูรณ์: This is the ____ puzzle in the world.

ดูคำตอบ

most difficult

Guilty. น้ำเสียง/เจตนา

2:25

ยอมรับผิด

น้ำเสียง/เจตนา

Guilty. กับการยอมรับแบบขำ ๆ ด้วยคำเดียว

Guilty. ในที่นี้เป็นคำตอบสั้น ๆ เพียงคำเดียว หมายถึง “ใช่ จับได้แล้ว” หรือ “พูดถูกแล้ว” ผู้พูดทำเหมือนคำแซวก่อนหน้านี้เป็นข้อกล่าวหาและยอมรับแบบขำ ๆ ไม่ได้กำลังรับสารภาพผิดในทางกฎหมายจริง ๆ เมื่อใช้เดี่ยว ๆ guilty อาจเป็นรูปย่อของ “I'm guilty” หรือ “Guilty as charged” จึงไม่ได้แค่ตอบ yes แต่ยังเพิ่มอารมณ์ขันแบบแซวตัวเองด้วย

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “You always take the last cookie.” คำตอบใดหมายถึง “ใช่ จับได้แล้ว” แบบขำ ๆ

  1. I need a lawyer.
  2. I have no idea what you mean.
  3. Guilty.
ดูคำตอบ

Guilty.

But I can turn him into a nice unicorse. วลี

2:26

แต่หนูเปลี่ยนเขาให้เป็นยูนิคอร์สที่น่ารักได้นะคะ

วลี

turn him into a nice unicorse: turn + กรรม + into + ผลลัพธ์

ใน turn him into a nice unicorse คำว่า him คือสิ่งที่ถูกเปลี่ยน ส่วน a nice unicorse คือผลลัพธ์หลังการเปลี่ยน โครงสร้างคือ turn + กรรม + into + ผลลัพธ์ หมายถึงทำให้คนหรือสิ่งของกลายเป็นผลลัพธ์นั้น หลัง into สามารถเป็นสิ่งของ รูปร่าง บทบาท หรือสภาพใหม่ได้ Into สำคัญเพราะบอกว่าสิ่งนั้นเปลี่ยนไปเป็นอะไร

แบบฝึกหัด

เติมคำหนึ่งคำเพื่อให้โครงสร้างบอกการเปลี่ยนแปลงสมบูรณ์: The magician turned the paper ____ a bird.

ดูคำตอบ

into

I promise I can.

2:28

หนูสัญญาว่าทำได้

Right, Unicorse?

2:29

จริงไหม ยูนิคอร์ส?

Nah.

2:30

ไม่อ่ะ

Don't listen to him.

2:31

อย่าไปฟังเขาเลย

Please, can he stay?

2:32

ได้โปรด ให้เขาอยู่ต่อได้ไหมคะ?

Fine.

2:34

ก็ได้

But we're reading this book, not yours. น้ำเสียง/เจตนา

2:35

แต่เรากำลังอ่านเล่มนี้นะ ไม่ใช่ของเธอ

น้ำเสียง/เจตนา

this book, not yours: กำหนดขอบเขตให้ชัดเจน

โครงสร้าง A, not B ระบุสิ่งที่เลือกและปฏิเสธอีกตัวเลือกโดยตรง ในประโยคนี้ this book คือหนังสือที่กำลังอ่าน ส่วน not yours ตัดหนังสือของอีกฝ่ายออก จึงใช้แก้ความเข้าใจหรือกำหนดขอบเขตได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสร้างประโยคปฏิเสธอีกประโยคหนึ่ง Yours เป็นคำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของที่ใช้แทน your book ดังนั้น not yours จึงหมายถึง “ไม่ใช่หนังสือของคุณ” ไม่ได้หมายถึง “ไม่ใช่คุณ” ส่วน But แสดงความขัดแย้งกับข้อเสนอหรือความคาดหมายของอีกฝ่าย แล้วดึงการสนทนากลับมาที่แผนปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างชัดเจนว่าตอนนี้เลือกหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่หนังสือของอีกฝ่าย?

  1. But we're not reading this book or yours.
  2. But we're reading this book, not yours.
  3. But we're reading this book and yours.
ดูคำตอบ

But we're reading this book, not yours.

You will live to regret that. สำนวน

2:37

เธอจะต้องเสียใจทีหลัง

สำนวน

live to regret that: คำเตือนเชิงละครว่าจะเสียใจในภายหลัง

live to regret something หมายถึงการมารู้สึกเสียใจกับเรื่องหนึ่งในภายหลัง หลังจากได้เห็นผลที่ตามมา ในประโยคนี้ that หมายถึงการกระทำหรือการตัดสินใจที่เพิ่งเกิดขึ้น ส่วน live to ไม่ได้หมายความว่าจุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่คือการเสียใจ You will live to regret that เป็นคำเตือนที่รุนแรงและเป็นเชิงละคร ผู้พูดยืนยันว่าอีกฝ่ายจะต้องเสียใจในที่สุด ถ้อยคำนี้จงใจให้ดูยิ่งใหญ่และคุกคาม ไม่ใช่การทำนายเกี่ยวกับช่วงชีวิตของอีกฝ่ายตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ในเรื่องราวเชิงละคร You will live to regret that หมายความว่าอย่างไร?

  1. คุณควรฉลองเรื่องนั้นตอนนี้
  2. คุณจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้น
  3. คุณจะเสียใจกับเรื่องนั้นในภายหลัง
ดูคำตอบ

คุณจะเสียใจกับเรื่องนั้นในภายหลัง

Once upon a time, there was a village.

2:41

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

And in the village, everyone walked around barefoot.

2:43

และในหมู่บ้านนั้น ทุกคนเดินเท้าเปล่า

Yay!

2:46

เย้!

Unicorse.

2:47

ยูนิคอร์ส

I can't see the page.

2:48

แม่มองไม่เห็นหน้ากระดาษ

And why should I care? น้ำเสียง/เจตนา

2:51

แล้วทำไมฉันต้องแคร์ล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

“And why should I care?” ในฐานะคำถามเชิงวาทศิลป์ที่แสดงความไม่ใส่ใจ

Why should I care? ดูเหมือนเป็นการถามหาเหตุผล แต่ในที่นี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดกำลังบอกว่าตนไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องสนใจ should ตรงนี้ท้าทายความคิดที่ว่าผู้พูดมีหน้าที่หรือเหตุผลที่จะต้องสนใจ คำว่า And ตอนต้นเชื่อมคำตอบนี้กับสิ่งที่เพิ่งพูดไป และทำให้ฟังเหมือนการสวนกลับ เมื่อใช้เป็นวลีประจำที่พูดซ้ำ ๆ ประโยคนี้เป็นการปัดความกังวลของอีกฝ่าย ไม่ใช่การขอคำอธิบาย

แบบฝึกหัด

ตัวละครพูดว่า “And why should I care?” หลังจากมีคนบอกว่าบางเรื่องสำคัญ เจตนาที่เป็นไปได้มากที่สุดคืออะไร?

  1. เสนอความช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องนั้น
  2. ขอคำอธิบายอย่างละเอียดด้วยความสุภาพ
  3. ปัดเรื่องนั้นทิ้งและแสดงว่าตนไม่สนใจ
ดูคำตอบ

ปัดเรื่องนั้นทิ้งและแสดงว่าตนไม่สนใจ

Uh, I forgot about the catchphrase.

2:52

เอ่อ หนูสับสนวลีเด็ดของเขาแล้วสิ

If you block the words, Mum can't read the story. ไวยากรณ์

2:54

ถ้าเธอเอาตัวบังตัวหนังสือ แม่ก็อ่านนิทานไม่ได้สิ

ไวยากรณ์

If ..., ... can't ... สำหรับบอกเงื่อนไขและผลที่ตามมา

“If you block the words” ระบุเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้น ส่วน “Mum can't read the story” ระบุผลที่ตามมา รูปแบบ If + present simple, ... can't + กริยารูปพื้นฐาน ใช้อธิบายว่าบางสิ่งจะทำไม่ได้เมื่อเงื่อนไขนั้นเป็นจริง if ตรงนี้หมายถึง “ภายใต้เงื่อนไขว่า” ไม่ใช่ when ที่บอกเวลา ประโยคนี้เตือนถึงผลที่ตามมาโดยไม่ได้บอกว่าการบังคำจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปแบบ If + present simple, ... can't ...: ____ you cover the map, we can't see the route.

ดูคำตอบ

If

And why should I care?

2:58

แล้วทำไมฉันต้องแคร์ล่ะ?

Because stories are nice.

3:00

เพราะนิทานมันสนุกน่ะสิ

My story was nice.

3:02

นิทานของฉันก็สนุกนะ

It had a unicorn in it.

3:03

ในนั้นมียูนิคอร์น

This one has zero unicorns.

3:05

เล่มนี้มียูนิคอร์นศูนย์ตัว

And the ending's boring.

3:07

แถมตอนจบก็น่าเบื่อ

She just makes shoes.

3:09

เธอแค่ทำรองเท้าเอง

Don't spoil the ending. วลี

3:10

อย่าสปอยล์ตอนจบสิ

วลี

Don't spoil the ending: ขอให้อีกฝ่ายอย่าเปิดเผยตอนจบ

ในประโยคนี้ spoil the ending หมายถึงการเปิดเผยว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนจบก่อนที่อีกฝ่ายจะพร้อมรู้ ไม่ได้หมายความว่าตอนจบนั้นแย่ลง แต่ข้อมูลที่รู้เร็วเกินไปทำให้ความประหลาดใจหรือความสนุกหายไป Don't + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นคำสั่งห้ามโดยตรง ในที่นี้ผู้พูดกำลังบอกให้อีกฝ่ายอย่าเปิดเผยตอนจบ นอกจากนี้ spoil ยังใช้กับเรื่องราว ภาพยนตร์ หรือประสบการณ์อื่นได้ และใช้ for someone เพื่อระบุผู้ที่ได้รับผลกระทบ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนเป้าหมายที่หมายถึงการเปิดเผยตอนจบเร็วเกินไปจนเสียความประหลาดใจ: Maya is still reading, so don't ____ the ending for her.

ดูคำตอบ

spoil

Why not?

3:12

ทำไมล่ะ?

Because Bluey hasn't heard it.

3:13

เพราะบลูอี้ยังไม่เคยฟังไง

And why should I care?

3:16

แล้วทำไมฉันต้องแคร์ล่ะ?

Unicorse,

3:17

ยูนิคอร์ส

I'm trying to make you a nice unicorse.

3:18

หนูกำลังพยายามทำให้นายเป็นยูนิคอร์สที่น่ารักอยู่นะ

Okay, okay, okay.

3:20

โอเค โอเค โอเค

Please continue, Millie.

3:22

เชิญต่อเลย มิลลี่

I won't spoil the ending.

3:23

ฉันจะไม่สปอยล์ตอนจบหรอก

Where she makes shoes.

3:26

ตอนที่เธอทำรองเท้าน่ะ

Unicorse.

3:27

ยูนิคอร์ส

One day, the queen decided to get off her litter and have a walk around. วัฒนธรรม

3:31

วันหนึ่ง พระราชินีตัดสินใจลงจากเสลี่ยงและเดินเล่น

วัฒนธรรม

litter ในความหมายว่าที่นั่งที่คนหาม

ในที่นี้ a litter คือพาหนะในสมัยก่อน เป็นที่นั่งหรือแท่นนอนที่คนช่วยกันหาม ราชินีลงจากพาหนะนี้เพื่อเดินชมรอบ ๆ ฉากเรื่องราวเกี่ยวกับราชวงศ์และวลี get off her litter ชี้ว่าคำนี้หมายถึงพาหนะที่จับต้องได้ ความหมายทางประวัติศาสตร์นี้พบเป็นหลักในเรื่องเล่าและคำบรรยายเกี่ยวกับสังคมในอดีต

แบบฝึกหัด

ในประโยค The queen got off her litter คำว่า litter หมายถึงอะไร?

  1. กลุ่มลูกสัตว์ที่เกิดพร้อมกัน
  2. ขยะที่ถูกทิ้งไว้ในที่สาธารณะ
  3. ที่นั่งหรือแท่นนอนที่คนช่วยกันหาม
ดูคำตอบ

ที่นั่งหรือแท่นนอนที่คนช่วยกันหาม

Changed my mind. วลี

3:35

เปลี่ยนใจละ

วลี

Changed my mind: เปลี่ยนไปตัดสินใจอีกอย่าง

“Changed my mind.” เป็นรูปย่อแบบไม่เป็นทางการที่ใช้ในภาษาพูดของ “I changed my mind.” หมายถึงเดิมผู้พูดมีการตัดสินใจหรือแผนอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้เลือกอีกอย่างแล้ว ในสำนวน change one's mind คำว่า mind หมายถึงการตัดสินใจ ความคิดเห็น หรือความตั้งใจ ไม่ได้หมายถึงสมองซึ่งเป็นอวัยวะ คำแสดงความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนตามประธาน เช่น she changed her mind; they changed their minds.

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่หมายถึงคุณตัดสินใจใหม่ให้สมบูรณ์: I ____; I'll have the soup instead.

ดูคำตอบ

changed my mind

Hey, wait.

3:37

เฮ้ เดี๋ยวก่อน

Changed it again.

3:37

เปลี่ยนใจอีกทีละ

Actually, I will.

3:38

ที่จริง ฉันจะทำ

No, not today.

3:39

ไม่ ไม่ใช่วันนี้

Up down, up down, up down, up down, up down, up down.

3:41

ขึ้น ลง ขึ้น ลง ขึ้น ลง

Unicorse,

3:43

ยูนิคอร์ส

that is bad behavior.

3:44

นั่นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีนะ

Meemie me, meemie me, meemie me.

3:45

มีมี่ มี มีมี่ มี มีมี่ มี

Well, so is that. ไวยากรณ์

3:48

อืม นั่นก็เหมือนกัน

ไวยากรณ์

So is that: บอกว่าสิ่งเดียวกันก็เป็นจริงด้วย

ในโครงสร้าง so + be/auxiliary + subject คำว่า so หมายถึงสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้านี้เป็นจริงกับประธานใหม่เช่นกัน โดยไม่พูดภาคแสดงของประโยคก่อนหน้าซ้ำ So is that หมายถึงสิ่งนั้นก็มีลักษณะเดียวกัน ที่นี่ so ไม่ได้แปลว่า “ดังนั้น” ใช้ is เพราะภาคแสดงที่ละไว้ใช้ be และ that เป็นเอกพจน์ ส่วน Well ใช้เกริ่นคำตอบ และอาจบอกว่าผู้พูดกำลังเสริมคำแก้หรือข้อโต้แย้ง

แบบฝึกหัด

ใช้ so + be + subject เพื่อไม่ต้องพูด heavy ซ้ำ: The blue bag is heavy, and ____.

ดูคำตอบ

so is the red one

Meep, meep, meep, meep.

3:49

มี๊บ มี๊บ มี๊บ มี๊บ

Shall we continue? น้ำเสียง/เจตนา

3:51

เราจะไปต่อกันไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

Shall we continue?: การเสนออย่างสุภาพให้ไปต่อด้วยกัน

โครงสร้าง Shall we + กริยารูปพื้นฐาน...? ใช้เสนอให้ผู้พูดกับผู้ฟังทำบางอย่างร่วมกัน ในที่นี้ Shall we continue? เป็นการเชิญทุกคนอย่างสุภาพให้กลับมาทำต่อหรือดำเนินต่อไป ไม่ใช่คำถามกลาง ๆ เกี่ยวกับแผนที่กำหนดไว้แล้ว รูปประโยคนี้ฟังดูสุขุมและค่อนข้างเป็นทางการ ในเรื่องนี้จึงเพิ่มความสุภาพแบบเป็นพิธีเล็กน้อยให้กับคำพูด

แบบฝึกหัด

หลังพักสั้น ๆ ผู้ดำเนินรายการต้องการเสนออย่างสุภาพให้ทุกคนกลับมาทำต่อ ประโยคใดเหมาะสมที่สุด?

  1. Shall we continue?
  2. Should we continue?
  3. Can we continue?
ดูคำตอบ

Shall we continue?

Oh, yes.

3:53

โอ้ ใช่

Meep.

3:54

มี๊บ

So, the queen walked a few steps and stood on a prickle. การใช้คำ

3:55

ดังนั้น พระราชินีก็เดินไปได้สองสามก้าวแล้วก็เหยียบโดนหนาม

การใช้คำ

stood on a prickle: เหยียบหนามเล็กและแหลม

ในวลี stood on a prickle คำว่า stood เป็นรูปอดีตของ stand เมื่อใช้หลังจากราชินีเดิน จึงหมายความว่าเท้าของเธอลงไปบนบางสิ่ง ส่วน prickle เป็นคำนามนับได้ที่หมายถึงปลายแหลมขนาดเล็ก เช่น หนามหนึ่งอันจากพืชที่มีหนาม ในที่นี้ prickle หมายถึงสิ่งของจริงที่อยู่ใต้เท้าของเธอ ไม่ใช่เพียงความรู้สึกเจ็บจี๊ดหรือเสียวซ่า

แบบฝึกหัด

ในเรื่อง เกิดอะไรขึ้นเมื่อราชินี "stood on a prickle"?

  1. เท้าของเธอลงไปบนปลายเล็ก ๆ ที่แหลมคม
  2. เธอยืนรออยู่ข้างพืชที่มีหนาม
  3. เธอรู้สึกเสียวซ่าโดยไม่ได้สัมผัสอะไร
ดูคำตอบ

เท้าของเธอลงไปบนปลายเล็ก ๆ ที่แหลมคม

Ow.

3:58

โอ๊ย

Unicorse,

4:01

ยูนิคอร์ส

that's mean.

4:02

นั่นใจร้ายนะ

How would you feel if you stood on a prickle? ไวยากรณ์

4:03

นายจะรู้สึกยังไงถ้านายเหยียบโดนหนาม?

ไวยากรณ์

How would you feel if ...?: ถามความรู้สึกในสถานการณ์สมมติ

How would you feel if + รูปอดีต ...? ใช้ขอให้อีกฝ่ายจินตนาการถึงสถานการณ์หนึ่ง แล้วบอกว่าจะรู้สึกอย่างไร ในประโยคนี้ would แสดงผลลัพธ์ที่จินตนาการไว้ และ stood หลัง if ช่วยแสดงว่านี่เป็นสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่การเล่าเหตุการณ์ในอดีต คำถามนี้ยังใช้ชวนให้เห็นอกเห็นใจได้ด้วย ผู้ฟังจะจินตนาการว่าตนเองอยู่ในสถานการณ์นั้นก่อนตอบ

แบบฝึกหัด

เติม would เพื่อทำรูปแบบคำถามเกี่ยวกับความรู้สึกในสถานการณ์สมมติให้สมบูรณ์: How ____ you feel if your best friend moved away?

ดูคำตอบ

would

I'd feel good.

4:05

ฉันจะรู้สึกดีสิ

I'd feel so good, I'd dance.

4:06

ฉันจะรู้สึกดีมากๆ จนอยากเต้นเลยล่ะ

You wouldn't dance. You'd be crying, like the queen.

4:09

นายไม่เต้นหรอก นายจะร้องไห้ เหมือนกับพระราชินีนั่นแหละ

Well, maybe she should wear some shoes. น้ำเสียง/เจตนา

4:12

แหม บางทีเธอควรจะใส่รองเท้านะ

น้ำเสียง/เจตนา

maybe ... should: ทำให้คำแนะนำนุ่มนวลขึ้น

Should + กริยารูปพื้นฐานใช้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ดูเป็นความคิดที่ดี ใน maybe she should wear คำว่า maybe ทำให้คำแนะนำไม่แน่นอนและไม่หนักแน่นจนเกินไป ผู้พูดกำลังเสนอความเป็นไปได้แทนการออกคำสั่ง การทำให้นุ่มนวลนี้ไม่ได้ลบความหมายเชิงวิจารณ์ทั้งหมด เมื่อพูดถึงพฤติกรรมของคนอื่น น้ำเสียงและบริบทยังทำให้คำแนะนำฟังเหมือนเป็นคำเหน็บได้

แบบฝึกหัด

ทำให้คำแนะนำนุ่มนวลขึ้นด้วย maybe ... should: ____ we ____ ask for directions.

ดูคำตอบ

Maybe · should

Unicorse.

4:15

ยูนิคอร์ส

Anyway, the queen discovered that her whole kingdom was covered in prickles. ลำดับความ

4:16

ยังไงก็ตาม พระราชินีค้นพบว่าทั่วทั้งอาณาจักรของเธอเต็มไปด้วยหนาม

ลำดับความ

Anyway, ต้นประโยคเพื่อกลับสู่ประเด็นหลัก

ในที่นี้ Anyway, ที่อยู่ต้นประโยคเป็นคำเชื่อมทางบทสนทนา ใช้จบการแทรกหรือเรื่องที่ออกนอกประเด็น และส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังกลับเข้าสู่เรื่องหลัก เมื่ออยู่ตำแหน่งนี้ คำนี้ช่วยจัดทิศทางการสนทนา คือวางเรื่องข้างเคียงไว้แล้วพูดต่อ ไม่ได้หมายตามตัวอักษรว่าด้วยทุกวิธีที่เป็นไปได้

แบบฝึกหัด

หลังจากพูดเรื่องข้างเคียงแล้ว Anyway, ที่ต้นประโยคมักส่งสัญญาณอะไร

  1. ผู้พูดกำลังแจกแจงทุกวิธีที่เป็นไปได้
  2. ผู้พูดกำลังยกตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวข้อง
  3. ผู้พูดกำลังกลับเข้าสู่หัวข้อหลัก
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังกลับเข้าสู่หัวข้อหลัก

What was she to do? ไวยากรณ์

4:21

เธอควรทำอย่างไรดี?

ไวยากรณ์

What was she to do? ในฐานะคำถามแสดงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเรื่อง

What was she to do? เป็นวิธีถามแบบวรรณกรรมหรือแบบการเล่าเรื่องว่า ในสถานการณ์ยากลำบากนั้น การกระทำใดเป็นไปได้หรือเหมาะสม คำถามนี้มักสื่อว่าเธอไม่มีตัวเลือกที่ดีอย่างชัดเจน ในที่นี้ was ... to do ไม่ได้หมายถึงกำหนดการในอดีต และไม่ได้ถามว่าเธอทำอะไรจริง ๆ คำถามนี้นำเสนอภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของตัวละครและช่วยให้เรื่องดำเนินต่อไป

แบบฝึกหัด

ตัวละครในเรื่องพบว่าทางออกทุกทางถูกล็อกและไม่มีวิธีแก้ที่ชัดเจน คำถามใดนำเสนอภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเธอได้ดีที่สุดในสำนวนแบบเล่าเรื่อง

  1. What was she going to do?
  2. What did she do?
  3. What was she to do?
ดูคำตอบ

What was she to do?

Make shoes.

4:22

ทำรองเท้า

Bluey.

4:25

บลูอี้

Oh, I know.

4:26

โอ้ หนูรู้แล้ว

Unicorse,

4:27

ยูนิคอร์ส

what's your favorite food?

4:28

อาหารโปรดของนายคืออะไร?

Children.

4:31

เด็กๆ

Oh.

4:32

โอ้

Just kidding. น้ำเสียง/เจตนา

4:33

ล้อเล่นน่า

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ Just kidding. เพื่อถอนคำพูดที่เป็นเรื่องล้อเล่น

Just kidding เป็นรูปย่อของ I'm just kidding ใช้บอกผู้ฟังว่าคำพูดก่อนหน้านี้เป็นเพียงเรื่องล้อเล่นและไม่ควรเชื่ออย่างจริงจัง ในที่นี้ ผู้พูดถอนคำตอบที่ทำให้น่ากลัวทันทีและช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลง ในสำนวนนี้ just หมายถึง “เพียงแค่” หรือ “ก็แค่” ไม่ได้หมายถึง “เมื่อครู่นี้” ประโยคนี้ช่วยแก้บรรยากาศหลังการแกล้งได้ แต่ไม่ได้ลบล้างความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกเพื่อนได้อย่างชัดเจนว่าไม่ต้องเชื่อคำพูดที่ทำให้ตกใจก่อนหน้านี้อย่างจริงจัง?

  1. Your keys are gone. Just kidding—they're on the shelf.
  2. I found your keys a moment ago.
  3. Your keys are gone because I lost them.
ดูคำตอบ

Your keys are gone. Just kidding—they're on the shelf.

I like chicken bucket.

4:34

ฉันชอบไก่ทอดถัง

Oh, great.

4:35

โอ้ เยี่ยมไปเลย

Look, here's some chicken bucket.

4:36

ดูสิ นี่ไก่ทอดถังนะ

Oh, thank you.

4:38

โอ้ ขอบใจนะ

Mighty kind. การใช้คำ

4:40

ใจดีจังเลย

การใช้คำ

Mighty kind.: mighty ที่หมายถึง “มาก”

ใน Mighty kind. คำว่า mighty เป็นคำวิเศษณ์แบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง “มาก” หรือ “อย่างยิ่ง” ดังนั้นวลีนี้จึงมีความหมายประมาณว่า That's very kind เป็นคำตอบแบบละคำ โดยเข้าใจคำอย่าง That's และ of you ได้จากบริบท ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่หลายบริบท การใช้ mighty เป็นคำวิเศษณ์ทำให้ประโยคมีน้ำเสียงแบบเก่า เรียบง่ายแบบชนบท หรือจงใจสร้างบุคลิกให้ตัวละคร คำว่า mighty ในที่นี้ไม่ได้บอกว่า kind มีความแข็งแรงทางกาย

แบบฝึกหัด

ใน Mighty kind. ข้อใดถ่ายทอดทั้งความหมายและน้ำเสียงพิเศษได้ครบถ้วน?

  1. แข็งแรงทางกายและใจดี
  2. ใจดีเฉพาะเมื่อครู่นี้
  3. ใจดีมาก โดยมีน้ำเสียงแบบเก่าหรือชนบท
ดูคำตอบ

ใจดีมาก โดยมีน้ำเสียงแบบเก่าหรือชนบท

Okay, we're good to go. วลี

4:41

โอเค เราไปกันต่อได้

วลี

we're good to go: พร้อมเริ่มแล้ว

We're good to go หมายความว่าการเตรียมหรือการตรวจสอบที่จำเป็นเสร็จแล้ว ดังนั้นคนในกลุ่มจึงเริ่ม ออกเดินทาง หรือทำต่อได้ การกระทำถัดไปที่แน่นอนต้องดูจากบริบท ในที่นี้ good อธิบายว่าสถานการณ์พร้อมและเหมาะสม ไม่ได้เป็นการตัดสินนิสัยหรือความดีของใคร

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนคงที่ good to go เติมประโยคให้สมบูรณ์: The final check is complete, so we're ____.

ดูคำตอบ

good to go

So, the queen had an idea.

4:43

ดังนั้น พระราชินีจึงมีไอเดีย

She will cover the whole kingdom in leather. วลี

4:45

เธอจะคลุมทั้งอาณาจักรด้วยหนัง

วลี

cover ... in ...: ใช้วัสดุปกคลุมบางสิ่ง

Cover A in B หมายถึงนำ B ไปปกคลุมพื้นผิวของ A ซึ่งมักทำให้ A ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดถูกซ่อนหรือเคลือบไว้ ใน cover the whole kingdom in leather นั้น A คือ the whole kingdom และ B คือ leather บุพบท in ใช้นำหน้าวัสดุหรือสารที่ไปอยู่บนวัตถุ และในที่นี้ไม่ได้บอกสถานที่ โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้กับสี ฝุ่น โคลน ช็อกโกแลต สติกเกอร์ และวัสดุปกคลุมที่คล้ายกันได้

แบบฝึกหัด

เติมบุพบทที่หายไปเพื่อทำให้โครงสร้าง cover A in B สมบูรณ์: The artist covered the wall ____ blue paint.

ดูคำตอบ

in

That way, no one will ever stand on the prickles again. ลำดับความ

4:48

วิธีนั้น จะได้ไม่มีใครเหยียบหนามอีกต่อไป

ลำดับความ

That way: การเชื่อมวิธีการเข้ากับผลลัพธ์

That way ย้อนกลับไปกล่าวถึงวิธีการหรือการกระทำที่เพิ่งพูดถึง เมื่ออยู่ต้นประโยค จะหมายถึง “ถ้าทำอย่างนั้น” หรือ “ด้วยการทำเช่นนั้น” และใช้เกริ่นนำผลลัพธ์ที่คาดไว้ ในที่นี้ วลีนี้จัดลำดับข้อมูลเป็น วิธีการ → ผลลัพธ์ ไม่ได้ชี้ไปยังทิศทางทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ That way เพื่อเชื่อมการกระทำกับผลลัพธ์ที่คาดไว้

  1. Charge the battery now. That way, the camera will be ready tomorrow.
  2. The camera shop is that way, past the bank.
  3. By the way, the camera will be ready tomorrow.
ดูคำตอบ

Charge the battery now. That way, the camera will be ready tomorrow.

So, she got to work. กริยาวลี

4:53

ดังนั้น เธอจึงเริ่มลงมือทำงาน

กริยาวลี

got to work: เริ่มลงมือทำงาน

ใน got to work ตรงนี้ got เป็นรูปอดีตของ get และ get to work หมายถึง “เริ่มทำงาน” หรือ “เริ่มลงมือทำงานชิ้นนั้น” คำว่า work หมายถึงกิจกรรม ไม่ได้บอกว่าเธอเดินทางมาถึงที่ทำงาน ในเรื่องเล่า สำนวนนี้มักพาเรื่องจากแผน เหตุผล หรือการตัดสินใจไปสู่การลงมือทำ ในบริบทอื่น get to work อาจหมายถึงไปถึงที่ทำงานได้เช่นกัน จึงต้องดูประโยครอบข้าง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ got to work อย่างชัดเจนในความหมายว่า “เริ่มลงมือทำงานชิ้นนั้น”

  1. The boxes were everywhere, so we got to work.
  2. After two months of searching, she got work at a cafe.
  3. We got to the office before nine.
ดูคำตอบ

The boxes were everywhere, so we got to work.

All day and night, the queen worked,

4:55

ทั้งวันทั้งคืน พระราชินีทรงงาน

covering her whole kingdom in leather.

4:58

เอาหนังมาคลุมทั่วทั้งอาณาจักรของเธอ

Oh, can you please chew with your mouth shut? วลี

5:00

โอ้ นายช่วยเคี้ยวแบบปิดปากหน่อยได้ไหม?

วลี

chew with your mouth shut: คำเตือนเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหาร

Chew with your mouth shut หมายถึงให้ริมฝีปากปิดอยู่ขณะเคี้ยว เป็นสำนวนทั่วไปที่ใช้บอกมารยาทบนโต๊ะอาหารข้อหนึ่งอย่างชัดเจน ใน with your mouth shut คำว่า with นำเข้าสู่สภาพที่เกิดร่วมกับการกระทำ โครงสร้าง with + คำนาม + คำคุณศัพท์หรือคำกริยาช่องสามสามารถบอกได้ว่าคนคนหนึ่งทำสิ่งใดในสภาพแบบไหน ในที่นี้คือปากปิดอยู่ขณะเคี้ยว

แบบฝึกหัด

เติมคำเตือนเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารด้วยสำนวนที่เรียนมา: Please chew ____.

ดูคำตอบ

with your mouth shut

I can chew with my mouth shut.

5:02

ฉันเคี้ยวแบบปิดปากได้

Of course, I can.

5:03

แน่นอน ฉันทำได้

Thank you.

5:05

ขอบใจจ้ะ

The queen just

5:06

พระราชินีก็แค่

But I'm not going to.

5:06

แต่ฉันจะไม่ทำหรอก

That's it. น้ำเสียง/เจตนา

5:08

พอแค่นี้แหละ

I'm out.

5:09

ฉันขอผ่าน

น้ำเสียง/เจตนา

That's it. I'm out.: ถึงขีดจำกัดแล้วถอนตัว

ในที่นี้ That's it หมายถึง “ฉันทนพอแล้ว” หรือ “หยุดแค่นี้” ซึ่งแสดงว่าความอดทนของผู้พูดสิ้นสุดลงแล้ว ไม่ได้หมายถึงเพียง “มีเท่านี้” I'm out หมายถึงผู้พูดขอถอนตัวจากกิจกรรมหรือสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดอยู่ข้างนอก เมื่อนำสองประโยคนี้มาใช้ต่อกัน ผู้พูดจะขีดเส้นก่อนแล้วจึงประกาศถอนตัว โดยมักมีความหงุดหงิดหรือโกรธร่วมด้วย

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานทำผิดพลาดเล็กน้อยเพียงครั้งเดียวในการประชุมอย่างเป็นทางการ "That's it. I'm out." เป็นคำตอบที่เป็นกลางและสุภาพหรือไม่?

  1. ใช่
  2. ไม่ใช่
ดูคำตอบ

ไม่ใช่

Catch you on the flip side, Willi. สำนวน

5:09

เดี๋ยวค่อยเจอกันนะ วิลลี่

สำนวน

“Catch you on the flip side” คำลาที่ฟังดูขี้เล่น

“Catch you on the flip side” เป็นวิธีพูดแบบไม่เป็นทางการและขี้เล่น มีความหมายว่า “แล้วเจอกัน” ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังบอกลา Willi ตรงนี้ “flip side” ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริง ให้จำทั้งวลีว่าเป็นคำลาแบบมีลูกเล่น ซึ่งอาจฟังดูตลก เหมือนกำลังแสดงบทบาท หรือจงใจให้มีกลิ่นอายย้อนยุค

แบบฝึกหัด

ในคำลานี้ “Catch you on the flip side” หมายความว่าอะไร?

  1. แล้วเจอกัน
  2. มาเจอฉันที่อีกฝั่งของห้อง
  3. พลิกสิ่งนี้กลับอีกด้าน
ดูคำตอบ

แล้วเจอกัน

Wait, no.

5:12

เดี๋ยว ไม่นะ

I'm done, Bluey.

5:12

แม่พอแล้ว บลูอี้

I can handle this, Mum.

5:13

หนูจัดการเรื่องนี้ได้ค่ะแม่

Unicorse.

5:15

ยูนิคอร์ส

Ow.

5:16

โอ๊ย

My back.

5:16

หลังฉัน

My neck.

5:17

คอฉัน

My back and my neck.

5:18

หลังและคอของฉัน

I just tapped you on the shoulder. วลี

5:19

แม่แค่แตะไหล่นายเบาๆ เองนะ

วลี

“tap someone on the shoulder”: แตะไหล่เบา ๆ เพื่อเรียกความสนใจ

“Tap someone on the shoulder” หมายถึงแตะไหล่ของใครบางคนเบา ๆ และสั้น ๆ โดยมักทำเพื่อเรียกความสนใจ ตรงนี้ “tapped” บอกถึงการกระทำที่นุ่มนวล ไม่ใช่การตี รูปแบบที่ใช้บ่อยคือ tap + คน + on the + ส่วนของร่างกาย เช่น “tap me on the shoulder” ในภาษาอังกฤษ เมื่อบอกการกระทำลักษณะนี้ มักพูดถึงคนก่อน แล้วจึงพูดถึงส่วนของร่างกาย

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่ถูกต้องในรูปแบบที่เน้นไว้: Noah was facing away, so I tapped him ____ the shoulder.

ดูคำตอบ

on

Whiplash. วัฒนธรรม

5:21

เจ็บปวดจากการกระแทก

Whiplash.

5:22

เจ็บปวดจากการกระแทก

Call my lawyer.

5:23

โทรหาทนายให้ฉันที

วัฒนธรรม

Whiplash ... Call my lawyer: มุกพูดเกินจริงเรื่องการบาดเจ็บ

Whiplash คืออาการบาดเจ็บที่คอจากการเคลื่อนไปข้างหน้าและข้างหลังอย่างฉับพลัน และมักเชื่อมโยงกับอุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่วน Call my lawyer ทำให้นึกถึงการกล่าวโทษใครบางคนหรือเรียกร้องค่าชดเชย ในฉากนี้ผู้พูดแค่ถูกแตะเบา ๆ แต่กลับทำเหมือนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง การใช้ศัพท์ทางการแพทย์แล้วเรียกหาทนายจึงเป็นมุกที่พูดเกินจริงเรื่องการบาดเจ็บและการเรียกร้องค่าเสียหาย ไม่ใช่การวินิจฉัยจริงหรือความตั้งใจจะฟ้องร้องอย่างจริงจัง

แบบฝึกหัด

หลังจากถูกแตะเบา ๆ เหตุใด Whiplash. Call my lawyer. จึงฟังดูตลก?

  1. ผู้พูดกำลังขอให้ทนายอธิบายคำศัพท์ใหม่
  2. ผู้พูดกำลังวินิจฉัยอาการทางการแพทย์อย่างถูกต้องและใจเย็น
  3. การแตะเบา ๆ ถูกทำให้เหมือนเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงและการเรียกร้องทางกฎหมาย
ดูคำตอบ

การแตะเบา ๆ ถูกทำให้เหมือนเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงและการเรียกร้องทางกฎหมาย

Look, Bluey.

5:25

นี่ บลูอี้

Good on you for trying, but you can't change Unicorse. การใช้คำ

5:25

ลูกพยายามได้ดีแล้วนะ แต่ลูกเปลี่ยนยูนิคอร์สไม่ได้หรอก

การใช้คำ

Good on you for trying: ชมความพยายาม

Good on you for trying หมายถึง “เธอควรได้รับคำชมที่พยายามทำ” Good on you เป็นสำนวนแสดงความชื่นชม ส่วน for + -ing บอกว่าการกระทำใดเป็นเหตุผลที่ได้รับคำชม ในประโยคเต็ม ผู้พูดชมความพยายามของ Bluey ก่อนจะใช้ but เพื่อบอกข้อจำกัด วิธีนี้ช่วยให้เรายอมรับความพยายามของใครสักคนได้ แม้ว่าความพยายามนั้นจะไม่เปลี่ยนผลลัพธ์ก็ตาม

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ Good on you เติมคำชมให้สมบูรณ์: You kept practising every day. ____ working so hard.

ดูคำตอบ

Good on you for

Uh.

5:29

เอ่อ

I think you're right.

5:29

หนูคิดว่าแม่พูดถูกนะคะ

I'm not sure you can change anyone very much. น้ำเสียง/เจตนา

5:31

แม่ไม่คิดว่าเราจะเปลี่ยนใครไปได้มากหรอกนะ

น้ำเสียง/เจตนา

I'm not sure ... เพื่อทำให้ความเห็นนุ่มนวลลง

ในประโยคนี้ I'm not sure ไม่ได้เพียงบอกว่าไม่แน่ใจ แต่ยังทำให้ความเห็นที่ว่าเราคงเปลี่ยนอีกคนหนึ่งได้ไม่มากฟังดูนุ่มนวลขึ้น รูปแบบ I'm not sure + อนุประโยค ช่วยให้พูดความไม่เห็นด้วย ความสงสัย หรือคำแนะนำได้อ้อมกว่าการปฏิเสธตรง ๆ บริบทและน้ำเสียงจะบอกว่าผู้พูดไม่แน่ใจจริง ๆ หรือเพียงต้องการพูดอย่างรักษาน้ำใจ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดตั้งข้อสงสัยว่าแผนจะสำเร็จหรือไม่อย่างรักษาน้ำใจที่สุด

  1. I don't know what the plan is.
  2. This plan will not work.
  3. I'm not sure this plan will work.
ดูคำตอบ

I'm not sure this plan will work.

Well, what can we change?

5:33

แล้วเราจะเปลี่ยนอะไรได้บ้าง?

Well, we can stop letting Unicorse annoy us. ไวยากรณ์

5:35

อืม เราเปลี่ยนให้ยูนิคอร์สเลิกกวนใจเราได้สิ

ไวยากรณ์

stop letting ... annoy us: เลิกปล่อยให้มีอิทธิพลต่อเรา

โครงสร้างนี้มีสองชั้น stop + -ing หมายถึงการหยุดการกระทำหรือรูปแบบที่เกิดซ้ำ ส่วน let + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงการยอมให้คนหรือสิ่งหนึ่งทำบางอย่าง เมื่อนำมารวมกันจึงเป็น stop letting + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ stop letting Unicorse annoy us หมายถึงการเปลี่ยนปฏิกิริยาของเรา เพื่อไม่ปล่อยให้พฤติกรรมของ Unicorse ทำให้เราหงุดหงิดอีก ไม่ได้หมายถึงการขอให้ Unicorse มารบกวนเรา

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ let เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: We should stop ____ the noise bother us.

ดูคำตอบ

letting

Really?

5:38

จริงเหรอคะ?

How?

5:38

ทำยังไงคะ?

Maybe we ignore him?

5:39

บางทีเราเมินเขาดีไหม?

He's pretty hard to ignore.

5:40

เขาดูน่าจะเมินยากอยู่นะคะ

Let's give it a go. วลี

5:43

มาลองดูกันเถอะ

วลี

Let's give it a go: ชวนให้ลองอย่างเป็นกันเอง

give it a go เป็นสำนวนไม่เป็นทางการแบบตายตัวที่หมายถึง try it หรือลองทำหนึ่งครั้ง ในสำนวนนี้ a go หมายถึง “การลองหนึ่งครั้ง” ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ Let's ทำให้ประโยคนี้เป็นคำชวนที่รวมผู้พูดด้วย โดยผู้พูดชวนคนอื่นให้ลองทำบางอย่างด้วยกัน ทั้งประโยคจึงฟังสบาย ๆ และให้กำลังใจ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนไม่เป็นทางการที่มี go: This game looks fun. Let's ____.

ดูคำตอบ

give it a go

The queen just couldn't do any more.

5:45

พระราชินีทำต่อไปไม่ไหวแล้ว

She was too tired.

5:47

เธอเหนื่อยเกินไป

Now, here he comes. ลำดับความ

5:49

นั่นไง เขามาแล้ว

ลำดับความ

Now, here he comes: บอกการปรากฏตัวของคนใหม่

Now บอกช่วงเวลาถัดไปของฉากและดึงความสนใจของผู้ฟัง ส่วน Here he comes เป็นคำบอก ณ ขณะนั้นว่าผู้ชายคนหนึ่งกำลังเข้ามาใกล้หรือกำลังปรากฏตัว การวาง here ไว้ข้างหน้าทำให้การมาถึงเป็นสิ่งที่ควรสังเกตในตอนนี้ โครงสร้างนี้ไม่เหมือน He comes here ซึ่ง here หมายถึงจุดหมาย และมักบอกการกระทำที่เกิดซ้ำ

แบบฝึกหัด

คุณเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินมาหาคุณ ประโยคใดเป็นการบอก ณ ขณะนั้นว่าเขากำลังเข้ามาใกล้?

  1. Here he comes.
  2. Here comes he.
  3. He comes here every day.
ดูคำตอบ

Here he comes.

Remember, just ignore him.

5:50

จำไว้นะ แค่เมินเขา

Are you Willi Heeler?

5:52

เธอคือวิลลี่ ฮีลเลอร์ใช่ไหม?

I'm Chilli Heeler.

5:54

ฉันคือชิลลี่ ฮีลเลอร์ต่างหาก

Mum.

5:55

แม่คะ

Oh, yes.

5:56

โอ้ ใช่

Sorry.

5:56

ขอโทษที

But then the jester said to the queen,

5:57

แต่แล้วตัวตลกก็ทูลต่อพระราชินีว่า

Your majesty, instead of covering the whole kingdom in leather, ไวยากรณ์

5:59

ฝ่าบาท แทนที่จะเอาหนังคลุมทั่วทั้งอาณาจักร

why not just cover your feet?

6:03

ทำไมไม่เอาหนังมาหุ้มเท้าของพระองค์แทนล่ะพ่ะย่ะค่ะ?

ไวยากรณ์

instead of ..., why not ...? สำหรับเสนอทางเลือก

Instead of + คำนามหรือรูป -ing ใช้บอกแผนที่ไม่เลือก ส่วน why not + กริยารูปพื้นฐานใช้เสนอทางเลือกแทน ในประโยคนี้ แนวคิดที่จะหุ้มทั้งอาณาจักรถูกปฏิเสธ และการหุ้มเฉพาะพระบาทของราชินีเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า ใช้โครงสร้างนี้เมื่อต้องการเปลี่ยนแผนใหญ่หรือแผนที่ทำยากให้เป็นแผนที่ใช้ได้จริงกว่า

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างสำหรับเสนอทางเลือกให้สมบูรณ์: ____ buying another printer, ____ repair the one we have?

ดูคำตอบ

Instead of · why not

Stop that reading.

6:05

หยุดอ่านเดี๋ยวนี้

This is a very serious matter.

6:06

นี่เป็นเรื่องซีเรียสมากนะ

One of you karate chopped my client. วัฒนธรรม

6:07

หนึ่งในพวกเธอใช้คาราเต้สับลูกค้าของฉัน

วัฒนธรรม

my client: บุคคลที่ทนายความเป็นตัวแทน

ในบริบททางกฎหมาย my client หมายถึงบุคคลที่ทนายความเป็นตัวแทนหรือให้คำปรึกษา Client บอกถึงความสัมพันธ์ทางกฎหมาย ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงลูกค้าในร้านค้า วลีทางการ my client ทำให้ผู้พูดฟังเหมือนทนายความที่กำลังพูดถึงคดี ในฉากนี้ ภาษาที่บอกบทบาทดังกล่าวยังช่วยแสดงว่าผู้พูดกำลังแกล้งทำเป็นทนายความ

แบบฝึกหัด

ในบริบททางกฎหมาย ทนายความหมายถึงใครเมื่อพูดว่า my client?

  1. ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดี
  2. บุคคลที่ทนายความเป็นตัวแทน
  3. ลูกค้าที่ซื้อของในร้านค้า
ดูคำตอบ

บุคคลที่ทนายความเป็นตัวแทน

Karate chopped?

6:09

คาราเต้สับงั้นเหรอ?

Bluey.

6:11

บลูอี้

Oh, yeah.

6:11

โอ้ ใช่

Sorry.

6:12

ขอโทษค่ะ

So, the queen cut two little bits of leather

6:12

ดังนั้น พระราชินีจึงตัดหนังออกเป็นสองชิ้นเล็กๆ

and made them into shoes.

6:15

แล้วนำมาทำเป็นรองเท้า

Hey, I'm talking to you.

6:17

เฮ้ ฉันกำลังพูดกับพวกเธออยู่นะ

Yeah, listen to him.

6:19

ใช่ ฟังเขาหน่อยสิ

So, the people could walk anywhere they wanted ไวยากรณ์

6:20

ดังนั้น ผู้คนจึงสามารถเดินไปที่ไหนก็ได้ที่พวกเขาต้องการ

and the prickles couldn't hurt them.

6:23

และหนามก็ไม่สามารถทำร้ายพวกเขาได้อีก

ไวยากรณ์

could walk ... และ couldn't hurt ...: ผลลัพธ์สองอย่างที่วางคู่กัน

ในเรื่องเล่าที่ใช้เวลาอดีตนี้ could walk แสดงถึงความสามารถหรือความเป็นไปได้ใหม่ที่เกิดจากวิธีแก้ปัญหา ตอนนี้ผู้คนสามารถไปได้ทุกที่ที่ต้องการ ไม่ได้เป็นเพียงการบอกความสามารถทั่วไปที่พวกเขามีอยู่ก่อนแล้ว couldn't hurt แสดงผลเชิงปฏิเสธที่เข้าคู่กัน คือหนามไม่สามารถทำร้ายพวกเขาได้อีก การเชื่อมอนุประโยคที่ใช้กริยาช่วยทั้งสองด้วย and จึงแสดงผลสองด้านพร้อมกัน ได้แก่ มีอิสระมากขึ้นและมีอันตรายน้อยลง

แบบฝึกหัด

เติมผลลัพธ์ทั้งสองด้วย could หรือ couldn't: After the gate was fixed, the dog ____ play safely in the yard, and cars ____ reach him.

ดูคำตอบ

could · couldn't

Stop reading.

6:25

หยุดอ่านได้แล้ว

Unicorse,

6:26

ยูนิคอร์ส

let me handle this. น้ำเสียง/เจตนา

6:27

หนูจัดการเองค่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

Let me handle this: ขอรับช่วงจัดการปัญหา

Let me + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้ขอให้อีกฝ่ายยอมให้ผู้พูดทำบางอย่าง ใน Let me handle this ผู้พูดเสนอที่จะรับช่วงปัญหา และมักเป็นการขออย่างหนักแน่นให้ตนเป็นผู้ควบคุมการจัดการ handle ในที่นี้หมายถึง “จัดการหรือรับมือ” ไม่ใช่ถือสิ่งของด้วยมือ วลีนี้ช่วยให้อีกฝ่ายสบายใจได้ด้วยการแสดงว่าผู้พูดจะรับผิดชอบ แต่ขณะเดียวกันก็บอกเป็นนัยว่าอีกฝ่ายควรถอยให้ผู้พูดจัดการ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกเพื่อนร่วมทีมได้อย่างเป็นธรรมชาติว่าคุณต้องการรับช่วงจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นทันที?

  1. Let me hold this box for you.
  2. Let me handle this; I've dealt with this issue before.
  3. I can handle difficult calls.
ดูคำตอบ

Let me handle this; I've dealt with this issue before.

Yeah, watch it, mate. น้ำเสียง/เจตนา

6:28

ใช่ ระวังตัวไว้เถอะเพื่อน

น้ำเสียง/เจตนา

Watch it, mate: คำเตือนโดยตรง

ตรงนี้ watch it ไม่ได้แปลว่าให้ดูสิ่งใด แต่เป็นคำเตือนโดยตรงให้อีกฝ่ายระวังพฤติกรรมของตนหรือหยุดก่อนที่จะทำเกินขอบเขต Yeah ใช้รับหรือตอบคำพูดก่อนหน้า แต่หน้าที่หลักของประโยคคือการเตือน mate เป็นคำเรียกแบบไม่เป็นทางการที่พบได้บ่อยในภาษาอังกฤษแบบบริติช คำนี้อาจฟังดูเป็นมิตร แต่เมื่ออยู่หลังคำเตือนอย่าง watch it ก็อาจฟังดูแข็งกร้าวหรือท้าทายได้ ความสัมพันธ์และน้ำเสียงเป็นตัวกำหนดความรู้สึกนั้น

แบบฝึกหัด

มีคนตั้งใจผลักคุณซ้ำ ๆ ประโยคใดเตือนโดยตรงให้เขาหยุดทำเกินขอบเขต

  1. Watch out, mate.
  2. Watch this, mate.
  3. Watch it, mate.
ดูคำตอบ

Watch it, mate.

Or I'll have to get a little pokey.

6:29

ไม่งั้นฉันต้องจิ้มหน่อยแล้ว

Okay, as your lawyer, I

6:31

โอเค ในฐานะทนายของนาย ฉัน

Here I come!

6:32

ฉันมาแล้ว!

Hey, you're going to get it. สำนวน

6:34

เฮ้ เธอจะโดนดีแน่

สำนวน

You're going to get it: คำขู่เชิงสำนวน

ตรงนี้ it ไม่ได้หมายถึงสิ่งของใด You're going to get it เป็นสำนวนไม่เป็นทางการ หมายความว่าผู้ฟังกำลังจะถูกลงโทษ ถูกดุ ถูกจับได้ หรือเผชิญปัญหาอย่างอื่น be going to ทำให้ผลที่จะตามมาดูใกล้จะเกิดหรือคาดว่าจะเกิดขึ้น ผลที่แน่นอนขึ้นอยู่กับบริบท ดังนั้นประโยคนี้อาจเป็นคำขู่แบบเล่น ๆ ระหว่างการวิ่งไล่กัน หรือเป็นคำขู่จริงจังในความขัดแย้งจริงก็ได้ และไม่ได้หมายถึงความรุนแรงทางร่างกายเสมอไป

แบบฝึกหัด

ในการวิ่งไล่กันแบบเล่น ๆ หรือคำเตือนด้วยความโกรธ You're going to get it. มักหมายถึงอะไรเมื่อไม่ได้ระบุสิ่งของใด

  1. คุณกำลังจะถูกลงโทษหรือเจอปัญหา
  2. คุณกำลังจะได้รับสิ่งของชิ้นหนึ่งโดยเฉพาะ
  3. คุณกำลังเริ่มเข้าใจความคิดหนึ่ง
ดูคำตอบ

คุณกำลังจะถูกลงโทษหรือเจอปัญหา

And they all lived happily ever after. ลำดับความ

6:35

และพวกเขาก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป

ลำดับความ

And they all lived happily ever after: ตอนจบแบบเทพนิยาย

ทั้งประโยคเป็นสำนวนปิดท้ายเทพนิยายแบบดั้งเดิม And ที่ขึ้นต้นประโยคนำเสนอผลลัพธ์อันมีความสุขว่าเป็นผลสุดท้ายของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เป็นสัญญาณว่าความขัดแย้งหลักคลี่คลายแล้วและไม่ต้องเล่าเหตุการณ์ต่อไปอีก ใน ever after คำว่า after หมายถึง “นับจากเวลานั้นเป็นต้นไป” ดังนั้น lived happily ever after จึงหมายถึงตัวละครใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปตั้งแต่นั้น ไม่ได้หมายถึง “อยู่ข้างหลังตลอดไป”

แบบฝึกหัด

เติมตอนจบเทพนิยายแบบดั้งเดิมให้สมบูรณ์: And they all lived ____.

ดูคำตอบ

happily ever after

Shall we leave them to it? วลี

6:39

ปล่อยพวกเขาไว้แบบนั้นดีไหม?

วลี

leave them to it: หยุดแทรกแซงและปล่อยให้พวกเขาทำต่อ

Leave someone to it หมายถึงหยุดช่วยหรือแทรกแซง แล้วปล่อยให้คนนั้นทำกิจกรรมหรือจัดการปัญหาที่เข้าใจกันอยู่แล้วต่อไป ใน leave them to it คำว่า them หมายถึงคน ส่วน it หมายถึงสิ่งที่พวกเขากำลังทำ ไม่ได้หมายถึงสถานที่ Shall we...? ทำให้ประโยคเป็นข้อเสนอที่สุภาพให้ทำบางอย่างร่วมกันและขอความเห็นชอบจากอีกฝ่าย ในที่นี้ผู้พูดเสนอว่า “เรา” ควรถอยออกมาและให้พื้นที่ “พวกเขา” ทำต่อ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงคนเหล่านั้นกำลังทำงานอยู่แล้ว และเราควรหยุดรบกวนพวกเขา?

  1. Let's leave it to them.
  2. Let's leave with them.
  3. Let's leave them to it.
ดูคำตอบ

Let's leave them to it.

Yeah, I'm tired.

6:41

ใช่ ผมเหนื่อยแล้ว

You're gonna get it now, mate!

6:43

แกจะโดนดีเดี๋ยวนี้แหละเพื่อน!

Yeah.

6:56

เย่