สิ่งนี้ ≠ สิ่งนั้น: บทเรียนภาษาอังกฤษ

AsapSCIENCE

ความยากในการเรียน
662 คำ 188 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอใช้ความสัมพันธ์ทางสถิติที่ไร้เหตุผล งานวิจัยฮอร์โมน และการทดลองลดน้ำหนักด้วยช็อกโกแลตที่จัดฉากขึ้น เพื่อแสดงว่าความสัมพันธ์ไม่พิสูจน์เหตุและผล แต่ยังมีประโยชน์เมื่อทำการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมไม่ได้ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. “Just because” / “doesn't mean”: ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ยอมรับข้อเท็จจริงหนึ่งข้อ แต่ปฏิเสธข้อสรุปที่ด่วนเกินไป เพื่อแยกหลักฐานออกจากสาเหตุ 2. “a lurking variable,”: ความหมายคำศัพท์และระดับภาษา: เรียกปัจจัยที่สามซึ่งซ่อนอยู่และสร้างความเชื่อมโยงเพียงผิวเผิน พร้อมอธิบายข้อมูลที่ชวนให้เข้าใจผิดอย่างแม่นยำ 3. “With that in mind, however,”: วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เปลี่ยนจากคำวิจารณ์ไปสู่ข้อสรุปที่มีเงื่อนไข โดยยังรักษาคำเตือนก่อนหน้าไว้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Have you ever wondered how related the number of people that drown in pools each year ลำดับความ

0:00

คุณเคยสงสัยไหมว่าจำนวนคนที่จมน้ำเสียชีวิตในสระว่ายน้ำแต่ละปี

is to how many Nicolas Cage films are released the same year?

0:03

เกี่ยวข้องกับจำนวนภาพยนตร์ของ Nicolas Cage ที่เข้าฉายในปีเดียวกันมากแค่ไหน

ลำดับความ

Have you ever wondered ...? ในฐานะประโยคเปิดที่ชวนคิด

Have you ever wondered ...? เป็นการชวนผู้ฟังโดยตรงให้คิดถึงคำถามหนึ่งก่อนที่ผู้พูดจะให้คำตอบ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเปลี่ยนการเปรียบเทียบที่เป็นนามธรรมให้เป็นสิ่งที่ผู้ชมสำรวจในใจได้ จึงสร้างการมีส่วนร่วมและนำเข้าสู่หัวข้อ โครงสร้างคือ Have you ever wondered + คำถามทางอ้อม ever หมายถึง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งจนถึงตอนนี้ และคำถามทางอ้อมใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ how related the numbers are ไม่ใช่ how related are the numbers

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายเพื่อทำให้ประโยคเปิดที่ชวนคิดสมบูรณ์: ____ why some leaves change color in autumn?

ดูคำตอบ

Have you ever wondered

Turns out there is a 66.6% correlation between the two. วลี

0:07

ปรากฏว่าทั้งสองอย่างมีค่าสหสัมพันธ์กันถึง 66.6%

วลี

Turns out สำหรับเปิดเผยข้อเท็จจริงแบบไม่เป็นทางการ

Turns out เป็นรูปย่อแบบภาษาพูดของโครงสร้างเต็ม It turns out (that) + อนุประโยค ใช้นำเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกค้นพบหรือเปิดเผยหลังจากมีความไม่แน่นอนอยู่ช่วงหนึ่ง และมักมีความประหลาดใจเล็กน้อย ในที่นี้ วลีดังกล่าวส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะบอกผลของการเปรียบเทียบ เมื่ออยู่ต้นประโยค Turns out สามารถตามด้วยอนุประโยคได้โดยตรง เช่น Turns out there is ... ในการใช้นี้ turn ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนไหวทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายเพื่อทำให้การเปิดเผยแบบไม่เป็นทางการสมบูรณ์: ____ the keys were under the sofa all along.

ดูคำตอบ

Turns out

Or how about the fact that there's a 99.26% correlation between the divorce rate in Maine

0:11

หรือจะเป็นข้อเท็จจริงที่ว่าอัตราการหย่าร้างในรัฐเมนมีค่าสหสัมพันธ์ 99.26%

and the per capita consumption of margarine, การใช้คำ

0:16

กับปริมาณการบริโภคมาการีนต่อคน

การใช้คำ

per capita: ค่าทางสถิติที่คำนวณต่อคน

ในประโยคนี้ per capita ขยายคำว่า consumption และหมายถึงการนำปริมาณมาการีนที่บริโภครวมมาหารด้วยจำนวนประชากร ข้อมูลนี้เป็นค่าทางสถิติต่อคน ไม่ใช่ปริมาณที่บริโภครวมทั้งหมด ตัวเลขต่อหัวเป็นค่าเฉลี่ยที่ใช้เพื่อการเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนบริโภคในปริมาณนั้นจริง หรือแม้แต่ทุกคนบริโภคมาการีน

แบบฝึกหัด

เติมศัพท์สถิติสองคำที่หมายถึง “ต่อคน” ลงในประโยค: The report compares income ____ across countries.

ดูคำตอบ

per capita

or a 99.79% correlation between spending on science, space, and technology,

0:18

หรือรายจ่ายด้านวิทยาศาสตร์ อวกาศ และเทคโนโลยีมีค่าสหสัมพันธ์ 99.79%

and the number of suicides by hanging, strangulation, and suffocation.

0:24

กับจำนวนการฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ รัดคอ และทำให้ขาดอากาศหายใจ

Just because there is a correlation between two variables, ไวยากรณ์

0:28

การที่ตัวแปรสองตัวมีสหสัมพันธ์กัน

doesn't mean that one causes the other.

0:31

ไม่ได้หมายความว่าตัวหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกตัวหนึ่ง

ไวยากรณ์

Just because X doesn't mean Y: การปฏิเสธข้อสรุป

โครงสร้างคู่ Just because X doesn't mean Y บอกว่า X อาจเป็นจริง แต่ X เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ Y ในประโยคนี้ ความสัมพันธ์อาจมีอยู่จริง แต่ข้อสรุปว่าตัวแปรหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกตัวแปรหนึ่งถูกปฏิเสธ อนุประโยค Just because ให้ข้อเท็จจริงตั้งต้นที่ผู้คนอาจอยากใช้เป็นหลักฐาน ส่วน doesn't mean นำเข้าสู่ข้อสรุปที่ไม่ได้ตามมาโดยอัตโนมัติ โครงสร้างนี้โต้แย้งการอนุมาน ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธว่า X เป็นจริง

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างคู่ที่ใช้ปฏิเสธข้อสรุปอัตโนมัติ: ____ the restaurant is crowded ____ the food is excellent.

ดูคำตอบ

Just because · doesn't mean

This assumption is a logical fallacy, การใช้คำ

0:33

การสรุปเช่นนี้เป็นเหตุผลวิบัติ

การใช้คำ

logical fallacy: ตรรกะวิบัติ

Logical fallacy หรือตรรกะวิบัติ คือข้อบกพร่องในการให้เหตุผลที่ใช้สนับสนุนข้อสรุป การให้เหตุผลอาจฟังดูน่าเชื่อถือ แต่ข้อสรุปไม่ได้ตามมาจากหลักฐานอย่างสมเหตุสมผล ในที่นี้ ตรรกะวิบัติคือการถือว่าสหสัมพันธ์เป็นหลักฐานของความเป็นเหตุเป็นผล การเรียกการให้เหตุผลว่า logical fallacy ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่าข้อสรุปเป็นเท็จ แต่แสดงว่าวิธีที่ใช้ไปถึงข้อสรุปนั้นไม่สมเหตุสมผล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำศัพท์ที่หมายถึงรูปแบบการให้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล: Treating correlation as proof of causation is a ____.

ดูคำตอบ

logical fallacy

and yet we're drawn to headlines like วลี

0:35

แต่เรากลับถูกดึงดูดด้วยพาดหัวข่าวอย่าง

people who have more sex make the most money.

0:37

คนที่มีเซ็กซ์บ่อยกว่าคือคนที่หาเงินได้มากที่สุด

วลี

we're drawn to: เราถูกดึงดูดให้สนใจ…

ใน we're drawn to วลี be drawn to หมายถึงรู้สึกถูกดึงดูดเข้าหาใครหรือสิ่งใดอย่างเป็นธรรมชาติหรือแทบไม่ตั้งใจ โครงสร้างคือ subject + be + drawn to + คำนามหรือรูป -ing ในที่นี้ วลีนี้อธิบายว่าทำไมพาดหัวที่ชวนตื่นเต้นจึงดึงความสนใจของเราได้ แม้การให้เหตุผลจะอ่อน วลีนี้สื่อถึงแรงดึงดูดหรือแรงดึงทางจิตใจ ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ถูกวาด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนที่หมายถึง “ถูกดึงดูดโดยสัญชาตญาณ”: Even before I knew much about the club, I was ____ its friendly atmosphere.

ดูคำตอบ

drawn to

Unfortunately, this does not always equal that.

0:39

น่าเสียดายที่สิ่งหนึ่งไม่ได้เท่ากับอีกสิ่งหนึ่งเสมอไป

Even though it may look like it,

0:43

แม้มันอาจดูเหมือนเกี่ยวข้องกัน

cheese consumption probably isn't related to how many people die tangled in their bed sheets.

0:44

แต่การบริโภคชีสคงไม่เกี่ยวกับจำนวนคนที่เสียชีวิตเพราะร่างพันติดกับผ้าปูที่นอน

But sometimes it isn't so obvious.

0:49

แต่บางครั้งความจริงก็ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น

Numerous studies found that menopausal women taking hormone replacement therapy had a lower than average incidence of heart disease,

0:51

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนมีอัตราการเกิดโรคหัวใจต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

leading doctors to believe that hormone replacement could protect against heart disease. ไวยากรณ์

0:57

ทำให้แพทย์เชื่อว่าฮอร์โมนทดแทนอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจได้

ไวยากรณ์

leading doctors to believe that: khiến các bác sĩ tin rằng...

ในที่นี้ leading doctors to believe that... เป็นอนุประโยค -ing ที่บอกผล หมายความว่าผลการศึกษาก่อนหน้าทำให้แพทย์เกิดความเชื่อตามที่ระบุหลัง that สาเหตุที่ leading เชื่อมโยงถึงคือผลการค้นพบก่อนหน้าทั้งหมดเรื่องอุบัติการณ์โรคหัวใจที่ต่ำลง ไม่ใช่ menopausal women Lead someone to believe that อธิบายว่าข้อสรุปหนึ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่ได้บอกว่าข้อสรุปนั้นถูกต้องหรือได้รับการพิสูจน์ในภายหลัง โครงสร้างที่กระชับนี้ใช้บ่อยเมื่อต้องการรายงานว่าหลักฐานหรือเหตุการณ์ส่งผลต่อความคิดของผู้คนอย่างไร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปบอกผลแบบ -ing ของ lead the engineers to believe: The pattern appeared in every data set, ____ that the problem was systematic.

ดูคำตอบ

leading the engineers to believe

However, when women underwent randomized controlled trials, วัฒนธรรม

1:02

แต่เมื่อผู้หญิงเข้าร่วมการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม

วัฒนธรรม

randomized controlled trials: การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม

การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (RCT) ทดสอบการแทรกแซงโดยสุ่มผู้เข้าร่วมไปยังกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่วไปมีกลุ่มที่ได้รับการแทรกแซงและกลุ่มเปรียบเทียบหรือกลุ่มควบคุม จากนั้นนักวิจัยจึงเปรียบเทียบผลลัพธ์ Controlled หมายถึงการเปรียบเทียบที่วางแผนไว้และการออกแบบงานวิจัยนี้ ไม่ใช่การควบคุมตัวผู้เข้าร่วม ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่ามีการทดสอบการบำบัดทดแทนฮอร์โมนด้วยการทดลอง แทนที่จะอนุมานจากความสัมพันธ์ที่สังเกตพบเท่านั้น การสุ่มช่วยลดความแตกต่างเดิมที่มีอยู่ระหว่างกลุ่ม จึงทำให้การทดลองให้หลักฐานที่หนักแน่นขึ้นว่าการรักษาทำให้เกิดผลนั้นจริงหรือไม่

แบบฝึกหัด

การศึกษาใดเรียกได้อย่างถูกต้องว่า randomized controlled trial?

  1. นักวิจัยถามอาสาสมัครว่าเลือกการรักษาใดไว้แล้ว จากนั้นจึงเปรียบเทียบผลลัพธ์
  2. นักวิจัยสรุปบทความที่ตีพิมพ์แล้วหลายบทความโดยไม่ได้จัดใครให้อยู่ในกลุ่มใด
  3. นักวิจัยสุ่มอาสาสมัครไปยังกลุ่มรักษาหรือกลุ่มเปรียบเทียบแล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์
ดูคำตอบ

นักวิจัยสุ่มอาสาสมัครไปยังกลุ่มรักษาหรือกลุ่มเปรียบเทียบแล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์

they found that hormone replacement therapy actually increased the risk of heart disease.

1:05

กลับพบว่าแท้จริงแล้วฮอร์โมนทดแทนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

When the original data was finally reanalyzed,

1:09

เมื่อมีการนำข้อมูลเดิมมาวิเคราะห์ใหม่ในที่สุด

it was found that women who took the therapy were of a higher socioeconomic group ไวยากรณ์

1:11

ก็พบว่าผู้หญิงที่รับการรักษานี้อยู่ในกลุ่มที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงกว่า

ไวยากรณ์

it was found that: การรายงานข้อค้นพบแบบไม่ระบุผู้ค้นพบ

ใน “it was found that” คำว่า “it” เป็นประธานสมมติ ไม่ได้อ้างถึง “the original data” ผู้หญิง หรือคำนามอื่น เนื้อหาที่เป็นข้อค้นพบจริงอยู่ในอนุประโยค that ที่ตามมา รูปถูกกระทำ “was found” ไม่ระบุผู้วิจัยและทำให้ข้อค้นพบเป็นจุดสำคัญ โครงสร้างรายงานแบบไม่ระบุผู้กระทำนี้พบได้บ่อยเมื่อต้องการนำเสนอผลอย่างเป็นกลาง

แบบฝึกหัด

เติมรายงานด้วยโครงสร้างแบบไม่ระบุผู้กระทำจากบทเรียน: After the records were checked, ____ the new schedule reduced delays.

ดูคำตอบ

it was found that

with a better diet and exercise regime.

1:15

และมีรูปแบบการกินกับการออกกำลังกายที่ดีกว่า

This was the real cause behind decreased risk of heart disease.

1:18

นี่ต่างหากคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจลดลง

Another case found that those who used night lights as a kid were more likely to develop myopia, ไวยากรณ์

1:21

อีกกรณีหนึ่งพบว่า คนที่ใช้ไฟนอนตอนเด็กมีแนวโน้มจะสายตาสั้นมากกว่า

ไวยากรณ์

were more likely to develop: การเปรียบเทียบโอกาสเกิดผลลัพธ์

ใน “were more likely to develop” คำว่า “were” สอดคล้องกับประธานพหูพจน์ “those” ส่วน “more likely” แสดงการเปรียบเทียบ และ “to develop” ระบุผลลัพธ์ ประโยคนี้หมายความว่ากลุ่มนี้มีโอกาสเกิดสายตาสั้นสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ “More likely” เป็นการบอกความน่าจะเป็นแบบสัมพัทธ์ ไม่ใช่แบบเด็ดขาด จึงไม่ได้บอกว่าโอกาสของแต่ละกลุ่มสูงเท่าใด ในที่นี้เป็นการรายงานความสัมพันธ์ และไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่าการใช้ไฟกลางคืนทำให้เกิดสายตาสั้น

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบเปรียบเทียบความน่าจะเป็นจากบทเรียนให้ตรงทุกคำ: In the survey, teenagers who slept fewer than seven hours ____ headaches than those who slept longer.

ดูคำตอบ

were more likely to develop

but there's actually a strong link between parental myopia and the development of child myopia, วลี

1:26

แต่จริง ๆ แล้วภาวะสายตาสั้นของพ่อแม่เชื่อมโยงอย่างมากกับการเกิดสายตาสั้นในลูก

วลี

a strong link between A and B: ความเชื่อมโยงอย่างมากระหว่าง A กับ B

ในประโยคนี้ a strong link between A and B หมายถึง A และ B มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด กล่าวคือ เมื่อสิ่งหนึ่งปรากฏหรือเปลี่ยนแปลง อีกสิ่งก็มักจะปรากฏหรือเปลี่ยนแปลงด้วย ในที่นี้วลีดังกล่าวเชื่อมโยงภาวะสายตาสั้นของพ่อแม่กับการเกิดภาวะสายตาสั้นในเด็ก วลีนี้บอกระดับความสัมพันธ์ที่สังเกตพบ ไม่ได้บอกสาเหตุ การใช้วลีนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้แสดงว่า A เป็นสาเหตุโดยตรงของ B

แบบฝึกหัด

รายงานฉบับหนึ่งระบุว่า “There is a strong link between regular exercise and better sleep.” ประโยคนี้กล่าวอ้างว่าอย่างไร

  1. การออกกำลังกายเป็นประจำกับการนอนหลับที่ดีขึ้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
  2. ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าการออกกำลังกายเป็นประจำเป็นสาเหตุโดยตรงของการนอนหลับที่ดีขึ้น
  3. การออกกำลังกายเป็นประจำกับการนอนหลับที่ดีขึ้นไม่มีความสัมพันธ์กันเลย
ดูคำตอบ

การออกกำลังกายเป็นประจำกับการนอนหลับที่ดีขึ้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

so in reality, myopic parents were simply more likely to leave a light on in their child's bedroom. ไวยากรณ์

1:30

ดังนั้น ความจริงคือพ่อแม่ที่สายตาสั้นมีแนวโน้มจะเปิดไฟทิ้งไว้ในห้องนอนของลูกมากกว่าเท่านั้น

ไวยากรณ์

leave a light on: leave + กรรม + on

ใน leave a light on คำว่า leave ตามด้วยกรรม a light และส่วนเติมเต็มที่บอกสภาพ on ไฟเปิดอยู่แล้ว และมีคนปล่อยให้มันเปิดต่อไปแทนที่จะปิด โดย on อธิบายสภาพที่ไฟยังคงเปิดอยู่ leave ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียง “ออกจากสถานที่” โดยทั่วไป leave + กรรม + ส่วนเติมเต็ม หมายถึงปล่อยให้บางสิ่งคงอยู่ในสภาพที่ส่วนเติมเต็มระบุ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ leave, the kitchen light และ on: Please don't ____ when you go out; switch it off to save energy.

ดูคำตอบ

leave the kitchen light on

These are examples of a lurking variable, การใช้คำ

1:36

นี่คือตัวอย่างของตัวแปรแฝง

where A does not cause B,

1:38

ซึ่ง A ไม่ได้ทำให้เกิด B

but rather C causes them both. ลำดับความ

1:39

แต่ C ต่างหากที่ทำให้เกิดทั้งสองอย่าง

การใช้คำ

a lurking variable: สาเหตุร่วมที่ซ่อนอยู่

lurking variable คือปัจจัยที่สามซึ่งไม่ได้ถูกรวมไว้ในการวิเคราะห์โดยตรง แต่ส่งผลต่อตัวแปรที่สังเกตทั้งสองตัว ในประโยคนี้ C คือ lurking variable เพราะ C ทำให้เกิดทั้ง A และ B ส่วน A และ B ไม่ได้เป็น lurking variable เพียงเพราะเป็นตัวแปรที่ถูกสังเกต เมื่อ A และ B เปลี่ยนไปพร้อมกัน ผลร่วมจาก C อาจทำให้ดูเหมือนว่า A เป็นสาเหตุของ B ทั้งที่ไม่ใช่ ดังนั้นคำนี้จึงชี้ถึงสาเหตุร่วมที่ซ่อนอยู่ และเตือนว่าไม่ควรสรุปความเป็นเหตุเป็นผลจากความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

อากาศร้อนเพิ่มทั้งยอดขายไอศกรีมและอาการผิวไหม้แดด ในความสัมพันธ์ระหว่างยอดขายกับผิวไหม้แดด อากาศร้อนคืออะไร?

  1. the response variable
  2. a lurking variable
  3. a random sample
  4. the final result
ดูคำตอบ

a lurking variable

ลำดับความ

but rather: แทนที่คำอธิบายที่ถูกปฏิเสธ

ในประโยคนี้ but rather ตามหลังข้อความที่ถูกปฏิเสธ A does not cause B และนำเสนอคำอธิบายแทนที่ว่า C causes them both วลีนี้ส่งสัญญาณการแก้ไข โดยผู้ฟังควรเปลี่ยนจากคำอธิบายเหตุและผลแรกไปเป็นคำอธิบายที่สอง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ not X, but rather Y ต่างจากการใช้ but เพื่อแสดงความขัดแย้งทั่วไป รูปแบบนี้จัดข้อมูลด้วยการปฏิเสธ X ก่อน แล้วจึงเสนอ Y เป็นทางเลือกที่ถูกต้องกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ but rather เพื่อปฏิเสธคำอธิบายหนึ่งแล้วแทนที่ด้วยอีกคำอธิบายหนึ่ง?

  1. The delay was long, but the view was pleasant.
  2. The signal failed because of the storm.
  3. The delay was not caused by traffic, but rather by a signal failure.
  4. Rather than wait, we walked home.
ดูคำตอบ

The delay was not caused by traffic, but rather by a signal failure.

It's a little like taking people who have lung cancer and thinking, ลำดับความ

1:42

ก็คล้ายกับการมองคนที่เป็นมะเร็งปอดแล้วคิดว่า

"Hey, they're all carrying lighters in their pockets,

1:45

“นี่ ทุกคนพกไฟแช็กไว้ในกระเป๋า

so lighters must cause cancer." ไวยากรณ์

1:47

เพราะฉะนั้นไฟแช็กต้องทำให้เกิดมะเร็งแน่ ๆ”

ลำดับความ

ใช้ “It's a little like ...” เพื่อเปิดการเปรียบเทียบแบบลดความหนักแน่น

“It’s a little like ...” ใช้เปิดการเปรียบเทียบเชิงอุปมา โดยผู้พูดกำลังจะอธิบายแนวคิดหนึ่งผ่านสถานการณ์ที่คุ้นเคยกว่า ในที่นี้ ตัวอย่างไฟแช็กช่วยให้มองเห็นข้อสรุปเรื่องเหตุและผลที่ผิดได้ง่ายขึ้น “A little” ช่วยลดความหนักแน่นของการเปรียบเทียบ หมายความว่าสองสถานการณ์คล้ายกันเฉพาะในแง่ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด และไม่ได้บอกว่าตัวอย่างมีขนาดเล็ก

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยกรอบอุปมาแบบลดความหนักแน่นจากบทเรียนให้ตรงรูปแบบ: “Why is reusing one password risky?” “____ using the same key for every lock.”

ดูคำตอบ

It's a little like

ไวยากรณ์

“Must” ที่แสดงการอนุมานใน “must cause”

ใน “lighters must cause cancer” คำว่า “must” แสดงการอนุมานที่หนักแน่น ผู้พูดนำเสนอข้อสรุปเหมือนว่าได้มาจากหลักฐาน ในทางไวยากรณ์ “must” ตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน “cause” และไม่ได้เป็นการสั่งให้ประธานทำสิ่งใด ข้อสรุปในคำพูดอ้างอิงเป็นการให้เหตุผลที่ผิดโดยตั้งใจ การพกไฟแช็กสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุร่วมที่ซ่อนอยู่ ผู้พูดจึงใช้การอนุมานที่ไร้เหตุผลนี้เพื่อแสดงว่าความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์เหตุและผล

แบบฝึกหัด

ใน “The machine overheats every time this switch is on, so the switch must cause the problem,” คำว่า “must cause” แสดงอะไร?

  1. ความเป็นไปได้ที่อ่อนและมีความมั่นใจน้อย
  2. ข้อสรุปที่หนักแน่นจากสิ่งที่สังเกตเห็นซ้ำ ๆ
  3. กฎที่สั่งให้สวิตช์ต้องทำให้เกิดปัญหา
ดูคำตอบ

ข้อสรุปที่หนักแน่นจากสิ่งที่สังเกตเห็นซ้ำ ๆ

While not realizing that smoking is the confounding variable.

1:50

โดยไม่รู้ว่าการสูบบุหรี่คือตัวแปรกวน

And scientists work hard in their studies to try and avoid this.

1:53

นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามอย่างหนักที่จะหลีกเลี่ยงปัญหานี้ในการวิจัย

But it gets worse when popular media takes advantage of these potentially coincidental correlations. โน้ต

1:56

แต่เรื่องยิ่งแย่ลงเมื่อสื่อกระแสหลักฉวยประโยชน์จากสหสัมพันธ์ที่อาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเหล่านี้

ลำดับความ

ใช้ it gets worse when เพื่อบอกว่าปัญหารุนแรงขึ้น

ในประโยคนี้ it สรุปปัญหาทั้งหมดที่กล่าวถึงอยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้ชี้ไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ gets worse แสดงว่าปัญหารุนแรงขึ้น และ when นำเข้าสู่เงื่อนไขใหม่ที่ทำให้สถานการณ์หนักขึ้น โครงสร้างนี้คงปัญหาที่ผู้ฟังรู้อยู่แล้วไว้ในความสนใจ ก่อนเปลี่ยนไปเน้นความเสี่ยงในระดับถัดไป ในการนำเสนอ การอธิบาย หรือการเล่าเรื่อง โครงสร้างนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า “สถานการณ์เริ่มแย่ลง ณ จุดนี้”

แบบฝึกหัด

เติมตัวบ่งชี้การยกระดับปัญหาสี่คำตามที่เรียนมาให้ตรงทุกคำ: “The first error is easy to fix, but ____ it causes other files to disappear.”

ดูคำตอบ

it gets worse when

สำนวน

takes advantage of: การใช้อย่างมีกลยุทธ์หรือการเอาเปรียบ

ในที่นี้ takes advantage of หมายถึง “จงใจใช้บางสิ่งเพื่อจุดประสงค์ของตนเอง” ไม่ใช่เพียง “ได้รับประโยชน์จากบางสิ่ง” สื่อใช้ความสัมพันธ์ที่อาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญอย่างตั้งใจเพื่อสนับสนุนข้ออ้างที่น่าสนใจ เนื่องจากเนื้อหารอบ ๆ วิจารณ์การใช้นั้น วลีนี้จึงสื่อถึงการฉวยโอกาสมากกว่าการใช้อย่างเป็นกลาง กรรมคือ correlations แต่การตัดสินในเชิงลบมาจากวิธีที่สื่อนำความสัมพันธ์เหล่านั้นไปใช้

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The seller took advantage of the customer's confusion,” คำว่า took advantage of หมายถึงอะไร

  1. ผู้ขายจงใจใช้ความสับสนนั้นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
  2. ผู้ขายช่วยให้ลูกค้าเข้าใจโดยไม่ได้หวังผลประโยชน์
  3. ผู้ขายสังเกตเห็นความสับสนแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน
ดูคำตอบ

ผู้ขายจงใจใช้ความสับสนนั้นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

And one study about the chocolate weight loss connection

2:01

และงานวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างช็อกโกแลตกับการลดน้ำหนัก

was actually designed as a way to expose how science reporting can be sensationalized. การใช้คำ

2:03

ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดโปงว่าการรายงานข่าววิทยาศาสตร์อาจถูกทำให้หวือหวาได้อย่างไร

การใช้คำ

sensationalized ในการรายงานข่าววิทยาศาสตร์

ในที่นี้ sensationalized หมายถึงการนำเสนอเรื่องหนึ่งแบบเกินจริง เร้าอารมณ์ หรือทำให้ง่ายเกินไปเพื่อดึงดูดความสนใจ รูปถูกกระทำ can be sensationalized เน้นว่าสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นกับการรายงานข่าววิทยาศาสตร์ได้ คำนี้ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่างานวิจัยหรือข้อเท็จจริงทุกอย่างเป็นเท็จ ข่าวอาจเริ่มจากข้อมูลจริง แต่ทำให้ข้อมูลนั้นดูแน่นอน น่าตกใจ หรือสำคัญกว่าความเป็นจริง

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง sensationalized บอกอะไรเกี่ยวกับการรายงานข่าววิทยาศาสตร์

  1. ถูกนำเสนอแบบเกินจริงและดึงดูดความสนใจ
  2. ถูกรายงานอย่างสงบและละเอียด
  3. ถูกแต่งขึ้นมาทั้งหมดโดยไม่มีมูล
ดูคำตอบ

ถูกนำเสนอแบบเกินจริงและดึงดูดความสนใจ

A science writer with a PhD in microbiology ran a real clinical trial วลี

2:08

นักเขียนด้านวิทยาศาสตร์ผู้จบปริญญาเอกด้านจุลชีววิทยาได้ทำการทดลองทางคลินิกจริง

วลี

ran a real clinical trial: ดำเนินการทดลองทางคลินิกจริง

ใน ran a real clinical trial คำว่า ran หมายถึงจัดการและดำเนินการ ไม่ได้หมายถึงวิ่งอย่างรวดเร็ว Run a trial เป็นการจับคู่คำกริยากับคำนามที่พบบ่อยในการวิจัยทางการแพทย์ Real บอกว่าการทดลองนั้นถูกดำเนินการจริง ไม่ใช่เพียงจินตนาการหรือบรรยายไว้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าการทดลองได้รับการออกแบบอย่างดีหรือข้อสรุปเชื่อถือได้

แบบฝึกหัด

ใช้วลีจากบทเรียนตามเดิมเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The study was not just a plan; the researchers actually ____ with volunteers.

ดูคำตอบ

ran a real clinical trial

where participants were assigned to three groups: ไวยากรณ์

2:12

โดยแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็นสามกลุ่ม:

ไวยากรณ์

were assigned to three groups: การจัดกลุ่มด้วยรูปถูกกระทำ

ใน were assigned to three groups คำว่า were assigned เป็นรูปถูกกระทำของ simple past โดยนักวิจัยเป็นผู้จัดกลุ่ม ส่วนผู้เข้าร่วมเป็นฝ่ายที่ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่ม คำว่า to three groups ระบุจุดหมายหรือหมวดหมู่ทั้งสาม โครงสร้าง be assigned to + group/team/class/place หมายถึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม ทีม ชั้นเรียน หรือสถานที่ใดอย่างเป็นทางการ ในที่นี้ใช้บอกการแบ่งกลุ่มในการทดลอง และเครื่องหมายทวิภาคบอกว่าจะมีการแจกแจงทั้งสามกลุ่มต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตแบบถูกกระทำของ assign และวลี to three groups: In the study, the volunteers ____ at random: placebo, low dose, or high dose.

ดูคำตอบ

were assigned to three groups

a low carb diet,

2:14

กลุ่มที่กินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ

a low carb diet plus a 1.5 oz chocolate bar,

2:15

กลุ่มที่กินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำพร้อมช็อกโกแลตแท่งขนาด 1.5 ออนซ์

and a group that maintained their regular diet.

2:18

และกลุ่มที่ยังคงกินอาหารตามปกติ

At the end of three weeks,

2:21

เมื่อครบสามสัปดาห์

the chocolate group did lose the most weight, ไวยากรณ์

2:22

กลุ่มที่กินช็อกโกแลตลดน้ำหนักได้มากที่สุดจริง ๆ

ไวยากรณ์

did lose: did แบบเน้นในประโยคบอกเล่าอดีต

ใน did lose คำว่า did คือ do ที่ใช้เน้นในประโยคบอกเล่าอดีต โดยแสดงว่าผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้นจริง หรือสวนทางกับความสงสัยหรือความคาดหมาย เหตุการณ์พื้นฐานเหมือนกับ the chocolate group lost the most weight แต่มีน้ำหนักในการยืนยันมากกว่า เนื่องจาก did แสดงอดีตกาลอยู่แล้ว lose จึงคงเป็นรูปพื้นฐาน ประโยคย่อยนี้ยังสามารถใช้ยอมรับข้อเท็จจริงก่อนที่ผู้พูดจะเสนอคำวิจารณ์หรือข้อขัดแย้งได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดยืนยันได้ชัดเจนที่สุดว่าผลลัพธ์เกิดขึ้นจริง แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อสงสัย?

  1. The new plan did save us time.
  2. The new plan didn't save us time.
  3. The new plan saved us time.
ดูคำตอบ

The new plan did save us time.

but the journalists consciously used terrible science.

2:24

แต่นักข่าวจงใจใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่แย่มาก

He used 15 participants and measured 18 different measurements including weight loss,

2:27

เขาใช้ผู้เข้าร่วมเพียง 15 คน และวัดค่าต่าง ๆ 18 อย่าง รวมถึงน้ำหนักที่ลดลง

cholesterol, sleep quality, blood pressure, well-being, etc.

2:31

คอเลสเตอรอล คุณภาพการนอนหลับ ความดันโลหิต สุขภาวะ และอื่น ๆ

And when you use a small group of people and measure a large number of things,

2:35

เมื่อใช้คนกลุ่มเล็ก ๆ แล้ววัดข้อมูลเป็นจำนวนมาก

you're pretty much guaranteed to get a statistically significant result, การใช้คำ

2:39

ก็แทบรับประกันได้เลยว่าจะได้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ

การใช้คำ

pretty much ในฐานะสำนวนบอกความใกล้เคียงแบบไม่เป็นทางการ

ในประโยคนี้ pretty much ขยาย guaranteed และหมายถึง “เกือบจะ” หรือ “โดยพื้นฐานแล้ว” สำนวนนี้บอกว่าผลลัพธ์มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมากจนเกือบรับประกันได้ แต่ยังเหลือช่องว่างเล็กน้อยสำหรับข้อยกเว้น pretty ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “สวย” Pretty much เป็นสำนวนบอกความใกล้เคียงในภาษาสนทนา โดยช่วยลดความเด็ดขาดตามตัวอักษรของ guaranteed แต่ไม่ได้ทำให้การสรุปอย่างหนักแน่นของผู้พูดอ่อนลง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนไม่เป็นทางการสองคำที่หมายถึง “เกือบจะ”: After the update, the app is ____ unusable on my old phone.

ดูคำตอบ

pretty much

การใช้คำ

ความหมายของ statistically significant result

statistically significant result คือผลลัพธ์ที่ค่าสถิติทดสอบข้ามเกณฑ์ที่เลือกไว้สำหรับการทดสอบทางสถิติ กล่าวอย่างง่ายคือ ตามการทดสอบและเกณฑ์นั้น รูปแบบที่สังเกตพบจะถือว่าผิดปกติภายใต้สมมติฐานว่า “ไม่มีผลจริง” ในประโยคนี้ การตรวจวัดหลายรายการเพิ่มโอกาสที่อย่างน้อยหนึ่งรายการจะข้ามเกณฑ์เพียงเพราะความแปรผันแบบสุ่ม นัยสำคัญทางสถิติเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าผลมีขนาดใหญ่ สำคัญ น่าเชื่อถือ ทำซ้ำได้ หรือเกิดจากปัจจัยที่กำลังศึกษา

แบบฝึกหัด

งานวิจัยหนึ่งรายงาน statistically significant result จากข้อความนี้เพียงอย่างเดียว เราสรุปอะไรได้อย่างปลอดภัย?

  1. งานวิจัยพิสูจน์ว่าปัจจัยหนึ่งทำให้เกิดอีกปัจจัยหนึ่ง
  2. ผลลัพธ์ผ่านเกณฑ์นัยสำคัญทางสถิติของงานวิจัย
  3. ผลการค้นพบนี้จะปรากฏอีกอย่างแน่นอนในงานวิจัยทุกชิ้นในอนาคต
  4. ผลมีขนาดใหญ่และสำคัญในโลกจริง
ดูคำตอบ

ผลลัพธ์ผ่านเกณฑ์นัยสำคัญทางสถิติของงานวิจัย

which Veritasium has an amazing video on here if you want to check out.

2:43

ซึ่ง Veritasium มีวิดีโอที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้คุณกดดูได้ตรงนี้

The result could have easily been something different, ไวยากรณ์

2:46

ผลลัพธ์อาจออกมาเป็นอย่างอื่นได้ง่าย ๆ

ไวยากรณ์

could have easily been: ทางเลือกอีกแบบในอดีตที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย

Could have been ใช้โครงสร้าง could + have + คำกริยาช่องที่ 3 เพื่อมองย้อนกลับไปยังสภาพหรือผลลัพธ์ในอดีตที่มีโอกาสเกิดขึ้น แต่ในบริบทนี้ไม่ได้กลายเป็นผลลัพธ์จริง Been คือคำกริยาช่องที่ 3 ของ be Easily ไม่ได้บอกว่าผลลัพธ์จริงเกิดขึ้นอย่างไร แต่เน้นทางเลือกอีกแบบว่า เพียงสถานการณ์เปลี่ยนไปเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต่างออกไปได้ โครงสร้างนี้เหมาะสำหรับการประเมินความไม่แน่นอนหลังเหตุการณ์จบลง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า เมื่อมองย้อนกลับไป ผลลัพธ์ที่แย่กว่านี้มากมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง แม้จะไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

  1. The result could easily be much worse next year.
  2. The result would be much worse if nothing changes.
  3. The result could have easily been much worse.
ดูคำตอบ

The result could have easily been much worse.

such as chocolate correlates to lower blood pressure.

2:48

เช่น ช็อกโกแลตมีสหสัมพันธ์กับความดันโลหิตที่ต่ำลง

If the study had been peer-reviewed by other researchers, โน้ต

2:51

หากงานวิจัยนี้ได้รับการตรวจสอบโดยนักวิจัยคนอื่น

วัฒนธรรม

Peer-reviewed: การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญก่อนตีพิมพ์

Peer-reviewed หมายถึงบทความวิจัยที่ได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกัน โดยปกติจะทำก่อนที่วารสารจะยอมรับหรือตีพิมพ์บทความนั้น ผู้เชี่ยวชาญจะตรวจดูวิธีการ หลักฐาน และเหตุผล และอาจขอให้แก้ไขงาน ในประโยคนี้ คำนี้สำคัญเพราะผู้พูดคิดว่านักวิจัยคนอื่นน่าจะพบปัญหาของงานวิจัยได้ การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญช่วยค้นหาจุดอ่อนได้ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่างานวิจัยนั้นถูกต้องแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมคำที่มีเครื่องหมายยัติภังค์ซึ่งหมายถึงการประเมินอย่างเป็นทางการโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกัน: The journal accepts only ____ studies.

ดูคำตอบ

peer-reviewed

it would have been called out. กริยาวลี

2:54

ข้อบกพร่องก็คงถูกชี้ให้เห็น

ไวยากรณ์

If ... had been ..., it would have been ...: ประโยคเงื่อนไขแบบที่สาม

นี่คือประโยคเงื่อนไขแบบที่สามที่กล่าวถึงอดีตซึ่งจบลงแล้ว If the study had been peer-reviewed ใช้ past perfect ในรูปถูกกระทำเพื่อระบุเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้น ส่วน it would have been called out ใช้ would have + คำกริยาช่องที่ 3 ในรูปถูกกระทำเพื่อบอกผลลัพธ์ในอดีตที่จินตนาการขึ้น ดังนั้นประโยคนี้จึงสื่อข้อเท็จจริงสองอย่าง คือ งานวิจัยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบโดยนักวิจัยคนอื่น และปัญหาก็ไม่ได้ถูกชี้ให้เห็นผ่านกระบวนการนั้น รูปประโยคนี้ใช้วิเคราะห์ย้อนกลับว่าเงื่อนไขในอดีตที่ต่างออกไปอาจเปลี่ยนผลลัพธ์ในอดีตได้อย่างไร

แบบฝึกหัด

การตรวจสอบไม่ได้เกิดขึ้น และข้อบกพร่องยังคงถูกซ่อนไว้ จงเติมประโยคสมมุติที่ตรงข้ามกับข้อเท็จจริงในอดีต: If the machine ____ inspected before shipment, the fault ____ discovered.

ดูคำตอบ

had been · would have been

กริยาวลี

Called out: เปิดเผยปัญหาต่อสาธารณะ

ในที่นี้ called out หมายถึงการชี้ให้เห็นและวิจารณ์อย่างเปิดเผยว่าคนหรือสิ่งใดผิดหรือมีปัญหา กรรมของคำนี้อาจเป็นคน การกระทำ คำกล่าวอ้าง หรือปัญหา ประโยคนี้ใช้โครงสร้างกรรมวาจก be called out หมายความว่าปัญหานั้นคงถูกคนอื่นเปิดเผยออกมาแล้ว ความหมายนี้แรงกว่าการสังเกตเห็นหรือพูดถึงบางสิ่งเฉย ๆ

แบบฝึกหัด

เติม phrasal verb สองคำที่หมายถึง “ชี้ให้เห็นและวิจารณ์อย่างเปิดเผย”: The reporter ____ the company for hiding the safety results.

ดูคำตอบ

called out

So instead, he submitted it to a journal for a fee of 600 Euros, วลี

2:55

เขาจึงเลือกส่งงานไปยังวารสารแห่งหนึ่งโดยจ่ายค่าธรรมเนียม 600 ยูโร

วลี

submit something to a journal: ส่งบางสิ่งให้วารสาร

ใน submit something to a journal คำว่า submit เป็นคำกริยาที่แสดงการกระทำอย่างเป็นทางการ หมายถึง “ส่งหรือยื่นบางสิ่งเพื่อให้พิจารณาอย่างเป็นทางการ” สิ่งที่ส่งจะอยู่หลัง submit และองค์กรผู้รับจะอยู่หลัง to: submit + manuscript/article + to + journal ในที่นี้ it หมายถึงงานวิจัยนั้น การส่งผลงานเป็นเพียงการเริ่มกระบวนการตรวจพิจารณาหรือตีพิมพ์ของวารสาร ไม่ได้หมายความว่าวารสารยอมรับหรือตีพิมพ์ผลงานแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ submit และคำบุพบทที่จำเป็น: Yesterday, Dr. Lee ____ her article ____ a medical journal for review.

ดูคำตอบ

submitted · to

making up a fake institution name, the Institute of Diet and Health. กริยาวลี

2:59

พร้อมแต่งชื่อสถาบันปลอมขึ้นมาว่า Institute of Diet and Health

กริยาวลี

make up a name: แต่งชื่อขึ้นมา

ใน making up a fake institution name คำว่า make up หมายถึง “แต่งสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมา” ส่วน making เป็นรูป -ing ที่ใช้ในวลีที่เติมเข้ามา และแสดงว่าการแต่งชื่อเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์เดียวกับการกระทำหลัก กรรม a fake institution name ทำให้ make up มีความหมายนี้ เมื่อใช้กับกรรมอย่าง a name, story, excuse หรือ detail คำว่า make up มักหมายถึงการสร้างข้อมูลขึ้นมา ไม่ใช่การค้นพบหรือรายงานสิ่งที่เป็นความจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป -ing ที่ถูกต้องของ make up: When Leo told us he had met an alien, we knew he was ____ the story.

ดูคำตอบ

making up

He then sent out a press release to dozens of media publications, โน้ต

3:03

จากนั้นเขาส่งข่าวประชาสัมพันธ์ไปยังสื่อหลายสิบแห่ง

กริยาวลี

Sent out: แจกจ่ายสิ่งหนึ่งให้ผู้รับหลายคน

ในประโยคนี้ sent out หมายถึงการแจกจ่ายข่าวประชาสัมพันธ์ให้ผู้รับจำนวนมาก คำว่า out เพิ่มแนวคิดว่ามีการส่งออกไปในวงกว้างให้กับ send ไม่ได้หมายความว่าผู้ส่งเดินออกไปข้างนอก รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ send out + เอกสารหรือสัญญาณ โดยเฉพาะเมื่อส่งสิ่งเดียวกันให้กลุ่มคนหรือผู้รับในวงกว้าง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาสองคำที่หมายถึง “แจกจ่ายให้ผู้รับจำนวนมาก”: The library ____ a reminder to all members yesterday.

ดูคำตอบ

sent out

วัฒนธรรม

Press release: แถลงการณ์อย่างเป็นทางการสำหรับสื่อข่าว

Press release คือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการที่องค์กรหรือบุคคลสาธารณะจัดทำและมอบให้สื่อข่าวเพื่อประกาศข้อมูลและกระตุ้นให้เกิดการรายงานข่าว ในที่นี้ press หมายถึงสื่อข่าว ไม่ใช่การกดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ข่าวประชาสัมพันธ์นำเสนอเหตุการณ์จากมุมมองของฝ่ายที่ออกเอกสาร นักข่าวอาจใช้เป็นแหล่งข้อมูลได้ แต่ไม่เหมือนรายงานข่าวที่มีการค้นคว้าอย่างอิสระ และตัวเอกสารเองไม่ได้ยืนยันว่าข้อกล่าวอ้างได้รับการตรวจสอบแล้ว

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ press release มากที่สุด?

  1. ข้อความส่วนตัวที่ส่งให้พนักงานเท่านั้น
  2. บทความที่นักข่าวเขียนจากการสืบค้นอย่างอิสระ
  3. แถลงการณ์อย่างเป็นทางการที่องค์กรให้แก่สื่อเพื่ออาจนำไปเสนอข่าว
ดูคำตอบ

แถลงการณ์อย่างเป็นทางการที่องค์กรให้แก่สื่อเพื่ออาจนำไปเสนอข่าว

and very quickly getting slim by chocolate was front page news. วลี

3:06

แล้วไม่นาน “ผอมได้ด้วยช็อกโกแลต” ก็กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง

วลี

front page news: ข่าวหน้าหนึ่ง

ในประโยคนี้ front page news หมายถึงข่าวที่ถูกนำเสนออย่างโดดเด่นมาก เพราะสำคัญหรือน่าสนใจมากพอที่จะขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ สำนวนนี้ใช้เชิงเปรียบเทียบได้ด้วย โดยหมายถึงเรื่องที่กลายเป็นจุดสนใจสำคัญของสาธารณชนและสื่อ สำนวนนี้บอกระดับความโดดเด่นของการรายงาน ไม่ได้บอกว่าคำกล่าวนั้นเป็นจริงหรือสำคัญอย่างแท้จริง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนสามคำที่หมายถึงข่าวซึ่งสำคัญพอที่จะขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์: By morning, the court ruling was ____ across the country.

ดูคำตอบ

front page news

With that in mind, however, ลำดับความ

3:10

อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้แล้ว

we can't dismiss correlation entirely. วลี

3:11

เราก็ไม่อาจปัดเรื่องสหสัมพันธ์ทิ้งไปทั้งหมด

ลำดับความ

With that in mind, however: การเปลี่ยนประเด็นโดยคงคำเตือนเดิม

With that in mind เชื่อมย้อนกลับไปยังข้อมูลก่อนหน้า โดยผู้พูดขอให้ผู้ฟังยังคงคำนึงถึงคำเตือนหรือข้อเท็จจริงเดิมขณะตีความสิ่งที่จะกล่าวต่อไป จากนั้น however แสดงการหันไปสู่ข้อจำกัดในทิศทางตรงข้าม กล่าวคือไม่ควรปฏิเสธสหสัมพันธ์ไปทั้งหมด เมื่อใช้ร่วมกัน คำเชื่อมทั้งสองช่วยสร้างสมดุลในการให้เหตุผล—คำเตือนก่อนหน้ายังมีผลอยู่ แต่ไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนข้อสรุปแบบสุดโต่ง

แบบฝึกหัด

คำเชื่อมใดคงคำเตือนในประโยคแรกไว้ได้ดีที่สุด พร้อมกับนำเสนอข้อจำกัดในทิศทางตรงข้าม? Some online reviews are fabricated. _____ we should not reject every review.

  1. With that in mind, however,
  2. In other words,
  3. For that reason,
ดูคำตอบ

With that in mind, however,

วลี

dismiss correlation entirely: ไม่ตัดสหสัมพันธ์ทิ้งทั้งหมด

Dismiss something entirely หมายถึงปฏิเสธบางสิ่งโดยสิ้นเชิง เพราะมองว่าสิ่งนั้นไม่มีประโยชน์หรือไม่มีเหตุผลให้พิจารณาอีก ในประโยคนี้ สิ่งที่ไม่ควรถูกตัดออกจากการอภิปรายทันทีคือ correlation หรือความสัมพันธ์เชิงสหสัมพันธ์ ส่วน entirely กำหนดขอบเขตของการปฏิเสธว่าเป็นการปฏิเสธทั้งหมด ประโยคนี้ไม่ได้อ้างว่าสหสัมพันธ์พิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผล แต่แสดงจุดยืนตรงกลางอย่างระมัดระวังว่า สหสัมพันธ์อาจเป็นหลักฐานที่มีข้อจำกัด แต่ก็ยังอาจสำคัญและไม่ควรถูกมองว่าไร้ค่า

แบบฝึกหัด

ใน “We can't dismiss correlation entirely” ผู้พูดกำลังแสดงจุดยืนใด

  1. สหสัมพันธ์ทุกอย่างไร้ค่าและควรถูกละเลย
  2. สหสัมพันธ์พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่าสิ่งหนึ่งทำให้เกิดอีกสิ่งหนึ่ง
  3. สหสัมพันธ์ไม่ใช่หลักฐานที่สรุปได้เด็ดขาด แต่ก็ยังควรนำมาพิจารณา
ดูคำตอบ

สหสัมพันธ์ไม่ใช่หลักฐานที่สรุปได้เด็ดขาด แต่ก็ยังควรนำมาพิจารณา

Correlative evidence is an essential part of science.

3:14

หลักฐานเชิงสหสัมพันธ์เป็นส่วนสำคัญของวิทยาศาสตร์

Double-blind studies are not always possible or ethical to run, วัฒนธรรม

3:17

การศึกษาแบบปกปิดสองทางไม่ได้ทำได้เสมอไป และบางครั้งก็ผิดจริยธรรม

วัฒนธรรม

Double-blind studies: การศึกษาแบบปกปิดสองฝ่าย

การศึกษาแบบปกปิดสองฝ่ายคือรูปแบบการวิจัยที่ในช่วงปกปิดข้อมูล ผู้เข้าร่วมและกลุ่มที่เกี่ยวข้องอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมักเป็นผู้ให้การแทรกแซงหรือผู้ประเมินผล ไม่รู้ว่าใครอยู่ในกลุ่มการศึกษาใด จุดประสงค์คือเพื่อลดอิทธิพลของความคาดหวังและพฤติกรรมของผู้สังเกตที่อาจมีต่อผลลัพธ์ ในประโยคนี้ คำดังกล่าวหมายถึงมาตรการคุ้มกันที่เข้มงวดในการทดลอง ส่วนข้อความที่เหลือบอกว่าบางครั้งการใช้วิธีนี้อาจทำไม่ได้จริงหรือไม่เหมาะสมทางจริยธรรม ไม่ได้หมายความว่ามีใครมองไม่เห็นจริง ๆ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับการศึกษาแบบปกปิดสองฝ่ายมากที่สุด

  1. ไม่มีใครบันทึกตัวตนของผู้เข้าร่วม แต่ทุกฝ่ายรู้ข้อมูลการแบ่งกลุ่ม
  2. มีเพียงฝ่ายที่เกี่ยวข้องฝ่ายเดียวที่ไม่รู้ข้อมูลการแบ่งกลุ่ม
  3. ในช่วงปกปิดข้อมูล ผู้เข้าร่วมและทีมวิจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ประเมิน ไม่รู้ข้อมูลการแบ่งกลุ่ม
ดูคำตอบ

ในช่วงปกปิดข้อมูล ผู้เข้าร่วมและทีมวิจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ประเมิน ไม่รู้ข้อมูลการแบ่งกลุ่ม

often leaving correlation as the best evidence available.

3:20

ทำให้สหสัมพันธ์มักเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่

When every possible causative relationship is systematically explored,

3:23

เมื่อมีการสำรวจความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่เป็นไปได้ทั้งหมดอย่างเป็นระบบ

correlation can be used as a powerful tool วลี

3:26

สหสัมพันธ์ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมืออันทรงพลัง

วลี

can be used as a powerful tool: ระบุบทบาทที่มีประสิทธิภาพมาก

ในประโยคนี้ can be used as a powerful tool หมายความว่าสหสัมพันธ์มีศักยภาพที่จะทำหน้าที่เป็นวิธีวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพมาก อนุประโยค when ที่อยู่ข้างหน้ากำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า คุณค่านี้ขึ้นอยู่กับการสำรวจความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลที่เป็นไปได้อย่างเป็นระบบ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X can be used as a powerful tool for + คำนามหรือรูป -ing คำว่า powerful ในที่นี้สื่อถึงประสิทธิผลในการใช้งาน ไม่ใช่พลังทางกายภาพ และวลีนี้ประเมินประโยชน์ของ X ไม่ได้อ้างว่า X พิสูจน์ข้อสรุปได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่ประเมินว่าวิธีนี้มีประโยชน์มาก: After its accuracy has been checked, the model ____ for spotting unusual transactions.

ดูคำตอบ

can be used as a powerful tool

for assessing cause and effect relationships

3:28

ในการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล

and progressing science even further.

3:30

และช่วยให้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอีกขั้น

Big thanks to Tyler Vigen for providing his charts on these interesting correlations.

3:32

ขอขอบคุณ Tyler Vigen เป็นอย่างยิ่งที่มอบแผนภูมิเกี่ยวกับสหสัมพันธ์ที่น่าสนใจเหล่านี้ให้เรา

You can check out his website or his book Spurious Correlations for more peculiar examples.

3:36

คุณเข้าไปดูตัวอย่างแปลก ๆ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเขาหรือในหนังสือ Spurious Correlations

And subscribe for more weekly science videos every Thursday.

3:41

และกดติดตามเพื่อชมวิดีโอวิทยาศาสตร์ใหม่ทุกสัปดาห์ในวันพฤหัสบดี