คุณควรเชื่อการตัดสินใจที่เป็นเอกฉันท์หรือไม่? - Derek Abbott: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าเหตุใดความเห็นตรงกันอย่างสมบูรณ์จึงอาจน่าสงสัย เมื่อสถานการณ์นั้นควรมีความแปรผันตามธรรมชาติ โดยใช้การชี้ตัวของพยาน การโยนเหรียญ ดีเอ็นเอที่ปนเปื้อน และประชามติ เพื่อชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดหรืออคติเชิงระบบ ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. the paradox of unanimity. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: เข้าใจแนวคิดหลักว่าผลลัพธ์ที่เป็นเอกฉันท์อาจน่าเชื่อถือน้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น เมื่อความไม่แน่นอนควรทำให้เกิดความแตกต่าง และเชื่อมคำนี้เข้ากับตัวอย่างด้านกฎหมาย สถิติ นิติวิทยาศาสตร์ และการเมืองได้ 2. less like และ more like — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตและใช้โครงสร้างเปรียบเทียบเป็นคู่เพื่อจัดประเภทหลักฐานใหม่หรือปรับการตีความ เช่น เปลี่ยนจากการมองว่าการชี้ตัวพิสูจน์ความผิดอย่างแน่นอน ไปเป็นการมองว่าอาจสะท้อนข้อผิดพลาดหรืออคติเชิงระบบ 3. supposedly — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เข้าใจว่าคำวิเศษณ์นี้ใช้รายงานคำกล่าวอ้างของผู้อื่น พร้อมส่งสัญญาณว่าผู้พูดไม่เชื่อเต็มที่ โดยเฉพาะในข่าวหรือบทวิเคราะห์การเมืองที่กล่าวถึงตัวเลขซึ่งสมบูรณ์แบบจนน่าสงสัย
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Imagine a police lineup where 10 witnesses are asked to identify a bank robber they glimpsed fleeing the crime scene. โน้ต
0:06ลองนึกภาพการชี้ตัวของตำรวจที่มีพยาน 10 คน ถูกขอให้ระบุตัวโจรปล้นธนาคารที่พวกเขาเหลือบเห็นกำลังวิ่งหนีจากที่เกิดเหตุ
a police lineup: ขั้นตอนให้พยานชี้ตัวบุคคล
ในประโยคนี้ a police lineup คือขั้นตอนของตำรวจที่ให้พยานมองคนกลุ่มหนึ่งแล้วพยายามระบุตัวคนที่ตนเคยเห็น ในที่นี้ lineup เป็นชื่อของขั้นตอนการชี้ตัว ไม่ใช่การต่อแถวทั่วไป การถูกพยานเลือกไม่ได้พิสูจน์ว่าคนนั้นก่ออาชญากรรม ประโยคนี้เพียงบอกว่าพยานถูกขอให้ระบุตัวโจร ไม่ได้บอกว่าการเลือกของพวกเขาถูกต้องอย่างแน่นอน
แบบฝึกหัด
a police lineup ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- แถวธรรมดาของตำรวจที่รออยู่หน้าธนาคาร
- ขั้นตอนของตำรวจที่ให้พยานพยายามระบุตัวบุคคลจากคนกลุ่มหนึ่ง
- การประชุมที่บอกพยานว่าใครถูกพิสูจน์ว่ามีความผิดแล้ว
ดูคำตอบ
ขั้นตอนของตำรวจที่ให้พยานพยายามระบุตัวบุคคลจากคนกลุ่มหนึ่ง
they glimpsed fleeing the crime scene: อนุประโยคสัมพันธ์ที่ละสรรพนามกรรม
ส่วนที่เน้นเป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่มีช่องว่างตำแหน่งกรรมและขยาย a bank robber รูปที่เขียนเต็มขึ้นคือ a bank robber whom or that they glimpsed fleeing the crime scene สรรพนามสัมพันธ์ถูกละได้เพราะทำหน้าที่เป็นกรรมของ glimpsed They หมายถึงพยาน ในโครงสร้าง glimpse + คน + -ing การกระทำรูป -ing เป็นการกระทำของคนที่ถูกมองเห็น ดังนั้นคนที่กำลังหลบหนีคือโจรปล้นธนาคาร นอกจากนี้ glimpse ยังหมายถึงการเห็นคนหรือสิ่งใดเพียงชั่วครู่
แบบฝึกหัด
รูปที่ขยายแล้วข้อใดยังคงความหมายของวลีเดิม
- A bank robber who glimpsed them fleeing the crime scene
- A bank robber that they glimpsed while the witnesses were fleeing the crime scene
- A bank robber that they glimpsed fleeing the crime scene
ดูคำตอบ
A bank robber that they glimpsed fleeing the crime scene
pick out: จำแนกคนหนึ่งคนจากกลุ่ม
ในประโยคนี้ pick out หมายถึงการจำแนกหรือเลือกคนหนึ่งคนจากกลุ่มที่ใหญ่กว่า วลีนี้กล่าวถึงพยานหลายคนที่เลือกคนคนเดียวกันจากแถวผู้ต้องสงสัย ไม่ได้หมายถึงการยกหรือหยิบตัวใครขึ้นมา pick out เป็น phrasal verb ที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นคำนาม สามารถพูดว่า pick out the person หรือ pick the person out ก็ได้ แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง เช่น pick him out
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย phrasal verb สองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “จำแนกจากกลุ่ม”: In the class photo, can you ____ the student wearing the red hat?
ดูคำตอบ
pick out
there's a good chance: บอกว่าบางสิ่งมีแนวโน้มค่อนข้างมาก
There's a good chance หมายความว่าบางสิ่งมีแนวโน้มค่อนข้างมากที่จะเกิดขึ้น ในที่นี้ chance หมายถึงความเป็นไปได้ ไม่ใช่โอกาสในการทำบางสิ่ง รูปแบบที่พบบ่อยคือ There's a good chance (that) + อนุประโยค โดยมักละ that ได้ดังเช่นในตัวอย่าง วลีนี้บอกว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ค่อนข้างมีแนวโน้ม”: ____ our flight will be delayed because of the storm.
ดูคำตอบ
There's a good chance
rock solid: มั่นคงและน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
ในประโยคนี้ rock solid ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายความว่าคดีดูเหมือนตั้งอยู่บนหลักฐานหรือเหตุผลที่หนักแน่นและน่าเชื่อถือมาก จึงดูยากที่จะโต้แย้ง ไม่ได้บรรยายความแข็งทางกายภาพ สำนวนนี้ใช้ประเมินพื้นฐานที่เป็นนามธรรมได้ เช่น หลักฐาน ข้อโต้แย้ง หรือแผน โดยแสดงการประเมินที่มั่นใจมาก แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าสิ่งนั้นจะไม่มีวันผิดพลาด
แบบฝึกหัด
rock solid ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร
- คดีนี้ดูเหมือนมีหลักฐานที่หนักแน่นและน่าเชื่อถืออย่างยิ่งรองรับ
- คดีนี้เกี่ยวข้องกับก้อนหินที่แข็งจริง ๆ
- คดีนี้ได้รับคำตัดสินสุดท้ายจากศาลแล้ว
ดูคำตอบ
คดีนี้ดูเหมือนมีหลักฐานที่หนักแน่นและน่าเชื่อถืออย่างยิ่งรองรับ
much of our society relies on majority vote and consensus, วลี
0:30สังคมส่วนใหญ่ของเราก็พึ่งพาการลงคะแนนเสียงข้างมากและฉันทามติ
After all: นำเสนอเหตุผลที่สนับสนุนข้อความก่อนหน้า
ในที่นี้ After all เป็นคำเชื่อมทางความคิดที่นำเสนอเหตุผลเพื่อสนับสนุนหรืออธิบายความคิดก่อนหน้า กล่าวคือ สังคมมักเชื่อถือเสียงข้างมากและฉันทามติ ดังนั้นปฏิกิริยาก่อนหน้านี้จึงอาจดูมีเหตุผล เมื่อวางไว้ต้นอนุประโยค คำนี้จะบอกผู้ฟังว่าข้อมูลดังกล่าวเชื่อมโยงกับสิ่งที่พูดมาก่อนอย่างไร ความหมายโดยประมาณคือ “เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่คุ้นเคยนี้” ไม่ใช่ “หลังจากทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว”
แบบฝึกหัด
After all ในที่นี้ทำหน้าที่จัดระเบียบข้อมูลอย่างไร
- เปลี่ยนไปพูดเรื่องใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องก่อนหน้า
- ระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาที่ช้ากว่า
- นำเสนอเหตุผลที่สนับสนุนความคิดก่อนหน้า
ดูคำตอบ
นำเสนอเหตุผลที่สนับสนุนความคิดก่อนหน้า
relies on: ใช้บางสิ่งเป็นพื้นฐานหรือแรงสนับสนุน
Rely on หมายถึงจำเป็นต้องพึ่งหรือไว้วางใจคนหรือสิ่งใดในฐานะพื้นฐานหรือแรงสนับสนุน ในที่นี้หมายความว่า หลายส่วนของสังคมต้องอาศัยการลงคะแนนเสียงข้างมากและฉันทามติเพื่อให้ดำเนินไปได้ ใช้โครงสร้าง rely on + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing คำว่า on เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนและละไม่ได้ ในที่นี้ much of our society ถือเป็นเอกพจน์ตามหลักไวยากรณ์ จึงใช้กริยา relies
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ rely on: The safety system ____ two backup batteries.
ดูคำตอบ
relies on
whether it's politics, business, or entertainment.
0:34ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ธุรกิจ หรือความบันเทิง
So it's natural to think that more consensus is a good thing.
0:38จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะคิดว่าฉันทามติที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่ดี
And up until a certain point, it usually is. วลี
0:41และโดยปกติแล้วมันก็มักจะเป็นเช่นนั้นไปจนถึงจุดหนึ่ง
up until a certain point: จนถึงขีดจำกัดเชิงนามธรรม
Up until a certain point หมายถึง บางสิ่งยังคงเป็นจริงหรือดำเนินต่อไปจนถึงขีดจำกัดหรือขั้นหนึ่งในเชิงนามธรรมเท่านั้น point ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริง วลีนี้ยังเตรียมให้ผู้ฟังคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเลยขีดจำกัดนั้น ในที่นี้หมายความว่า แนวคิดก่อนหน้าที่ว่าการมีฉันทามติมากขึ้นเป็นเรื่องดีมักเป็นจริงภายในขีดจำกัด แต่หลังจากนั้นอาจไม่เป็นจริงอีกต่อไป
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าบางสิ่งยังใช้ได้ผลจนถึงขีดจำกัดเชิงนามธรรมเท่านั้น และหลังจากนั้นสถานการณ์จะเปลี่ยนไป
- The phone gets a signal only at one point on the hiking trail.
- The plan works up until a certain point, but after that the costs become too high.
- The plan works in every situation, no matter how high the costs become.
ดูคำตอบ
The plan works up until a certain point, but after that the costs become too high.
the closer ... the less reliable: การเปลี่ยนแปลงด้วยคำเปรียบเทียบที่สัมพันธ์กัน
the closer ... the less reliable ... ใช้รูปแบบ the + คำขั้นกว่า ..., the + คำขั้นกว่า ... ในที่นี้ the ไม่ใช่คำนำหน้านามชี้เฉพาะตามปกติ แต่ the แต่ละตัวทำหน้าที่กำกับการเปลี่ยนแปลงสองด้านที่สัมพันธ์กัน อนุประโยคแรกบอกว่าระยะห่างจากความเห็นพ้องอย่างสมบูรณ์กำลังลดลง ส่วนอนุประโยคที่สองบอกว่าความน่าเชื่อถือลดลงตามไปด้วย คำขั้นกว่าทั้งสองส่วนอาจเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกันหรือตรงข้ามกันก็ได้ และแสดงความสัมพันธ์ แต่โครงสร้างนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้พิสูจน์เหตุและผล
แบบฝึกหัด
ใช้รูปขั้นกว่าของ icy และ slowly เติมการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กันให้สมบูรณ์: The ____ the road becomes, the ____ we must drive.
ดูคำตอบ
icier · more slowly
This is called the paradox of unanimity. วัฒนธรรม
0:52สิ่งนี้เรียกว่า ความขัดแย้งของความเป็นเอกฉันท์
the paradox of unanimity: เมื่อความเห็นพ้องทั้งหมดอาจน่าสงสัย
the paradox of unanimity เป็นชื่อของสถานการณ์ที่ขัดกับสัญชาตญาณ กล่าวคือ เมื่อการตัดสินหรือการวัดที่เป็นอิสระจากกันตามปกติควรมีความแตกต่างอยู่บ้าง ความเห็นพ้องอย่างสมบูรณ์กลับอาจทำให้ผลลัพธ์น่าเชื่อถือน้อยลงแทนที่จะมากขึ้น unanimity หมายถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันทั้งหมด หรือข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตรงกันอย่างสมบูรณ์ paradox ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทั่วไป ในที่นี้หมายถึงผลลัพธ์ที่ดูน่าประหลาดใจแต่สามารถอธิบายได้ ความตรงกันอย่างสมบูรณ์อาจชี้ถึงอคติร่วม การคัดลอกข้อมูล หรือปัญหาในกระบวนการ
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความนี้: The paradox of unanimity หมายความว่าผลลัพธ์ที่เป็นเอกฉันท์ทุกกรณีต้องผิดเสมอ
- จริง
- เท็จ
ดูคำตอบ
เท็จ
The key to understanding this apparent paradox ลำดับความ
0:55กุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจความขัดแย้งที่ปรากฏนี้
The key to understanding ...: การเกริ่นเข้าสู่คำอธิบายหลัก
ในที่นี้ The key to understanding ... หมายถึง “แนวคิดหลักที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจ...” ไม่ใช่กุญแจจริง ๆ วลีนี้ทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทางว่า ผู้พูดกำลังจะชี้ปัจจัยที่ทำให้เข้าใจข้อขัดแย้งที่ดูเหมือนเกิดขึ้นได้ โครงสร้างคือ the key to + คำนามหรือรูป -ing ใน the key to understanding คำว่า to เป็นคำบุพบท จึงตามด้วย understanding ซึ่งเป็นรูป -ing ใช้รูปแบบนี้เพื่อดึงความสนใจไปยังคำอธิบายหลัก
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ improve เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The key to ____ your writing is regular practice.
ดูคำตอบ
improving
involved in the type of situation you're dealing with.
1:02ที่เกี่ยวข้องกับประเภทของสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญอยู่
the overall level of uncertainty: การประเมินความไม่แน่นอนในภาพรวม
the overall level of uncertainty หมายถึงมีความไม่แน่นอนมากเพียงใดในสถานการณ์ทั้งหมด คำว่า level ทำให้ uncertainty กลายเป็นระดับที่ประเมินได้ว่าสูงหรือต่ำ ส่วน overall บอกให้มองภาพรวม ไม่ใช่ความสงสัยเพียงจุดเดียว วลีนี้ทำให้การวิเคราะห์มีเกณฑ์ที่ชัดเจน คือประเมินความไม่แน่นอนทั้งหมดร่วมกันก่อนตัดสินใจว่าจะเชื่อถือข้อสรุปได้มากเพียงใด
แบบฝึกหัด
วลี the overall level of uncertainty ต้องการให้ประเมินอะไร?
- ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดเหมือนกันหรือไม่
- สถานการณ์ทั้งหมดมีความไม่แน่นอนมากเพียงใด
- คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ทำผิดเป็นคนแรก
ดูคำตอบ
สถานการณ์ทั้งหมดมีความไม่แน่นอนมากเพียงใด
If we asked witnesses to identify the apple in this lineup,
1:05ตัวอย่างเช่น หากเราขอให้พยานระบุว่าแอปเปิลในแถวนี้คืออันไหน
for example, we shouldn't be surprised by a unanimous verdict. วลี
1:09เราก็ไม่ควรประหลาดใจกับคำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์
we shouldn't be surprised by: บอกว่าผลลัพธ์เป็นสิ่งที่คาดไว้
โครงสร้าง we shouldn't be surprised by + นามวลี หมายความว่า เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้ว ผลลัพธ์นั้นสมเหตุสมผลและคาดหมายได้ ในที่นี้ should not ใช้ตัดสินว่าปฏิกิริยาแบบใดสมเหตุสมผล ไม่ใช่คำสั่งว่าต้องประพฤติตัวอย่างไร ส่วนที่ตามหลัง by ระบุเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ที่อาจทำให้ประหลาดใจ ในประโยคนี้ a unanimous verdict คือผลลัพธ์ที่คาดไว้ และ by ไม่ได้ระบุผู้กระทำการ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้วลีเป้าหมายตามรูปเดิม: The road is covered in ice, so we ____ the school closure.
ดูคำตอบ
shouldn't be surprised by
have reason to expect: การคาดการณ์ที่มีหลักฐานรองรับ
have reason to expect หมายความว่า ข้อเท็จจริง ประสบการณ์ หรือตรรกะสนับสนุนการคาดการณ์นั้น เมื่อเทียบกับการพูดเพียง expect สำนวนนี้ระบุอย่างชัดเจนว่าความคาดหมายนั้นมีพื้นฐานรองรับ รูปแบบคือ have reason to + กริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ reason หมายถึงหลักฐานหรือเหตุผลที่สนับสนุนการตัดสิน ไม่ใช่แรงจูงใจส่วนตัวที่ทำให้ใครบางคนลงมือทำ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้วลีเป้าหมายตามรูปเดิม เพื่อแสดงว่ามีหลักฐานสนับสนุนการคาดการณ์: The weather report predicts a blizzard, so we ____ school delays.
ดูคำตอบ
have reason to expect
natural variance ... varied distribution: ผลลัพธ์แตกต่างและกระจายอย่างไร
ในที่นี้ natural variance หมายถึงความแตกต่างตามปกติที่เกิดขึ้นได้เอง แม้ไม่มีสาเหตุผิดปกติหรือการจงใจทำให้เกิดความแตกต่าง ในประโยคนี้ variance ใช้ในความหมายกว้างว่าเป็นความแปรผัน ไม่จำเป็นต้องหมายถึงค่าทางสถิติที่เรียกว่า “ความแปรปรวน” โดยเฉพาะ varied distribution หมายถึงผลลัพธ์กระจายไปตามค่าหรือตัวเลือกต่าง ๆ แทนที่จะรวมอยู่ที่จุดเดียว distribution อธิบายรูปแบบของผลลัพธ์ ไม่ได้หมายความว่ามีคนจงใจแจกสิ่งของ สองวลีนี้เชื่อมกันด้วยเหตุผลว่า เมื่อคาดว่าจะมีความแตกต่างตามธรรมชาติ ก็ควรคาดว่าผลลัพธ์โดยรวมจะกระจายอยู่บ้างเช่นกัน
แบบฝึกหัด
ข้อใดตีความ natural variance และ varied distribution ในประโยคนี้ได้ตรงที่สุด
- ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามธรรมชาติและกระจายไปตามค่าต่าง ๆ
- ผลลัพธ์ตามปกติทั้งหมดควรเหมือนกันทุกประการ
- มีคนจงใจจัดผลลัพธ์แต่ละรายการไว้ในกลุ่มต่างกัน
ดูคำตอบ
ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามธรรมชาติและกระจายไปตามค่าต่าง ๆ
you would expect to get heads somewhere around 50% of the time. วลี
1:23คุณคงคาดหวังว่าจะได้หัวประมาณ 50% ของจำนวนครั้งทั้งหมด
somewhere around 50%: การบอกสัดส่วนโดยประมาณ
somewhere around 50% หมายถึงประมาณ 50% หรือค่าที่อยู่ใกล้กับ 50% ในที่นี้ somewhere หมายถึงตำแหน่งบนมาตราส่วนตัวเลข ไม่ใช่สถานที่จริง วลีนี้ยอมให้ค่าต่างจาก 50% ได้พอสมควร และไม่ได้รับรองว่าจะเป็น 50% พอดี วาง somewhere around ไว้หน้าตัวเลข เปอร์เซ็นต์ เวลา ราคา หรือค่าประมาณอื่นโดยตรง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่ใช้บอกค่าประมาณจากบทเรียนนี้: The repair will cost ____ $500, but we do not have the final quote yet.
ดูคำตอบ
somewhere around
Not with A, but with B: เปลี่ยนจุดสนใจไปยังสาเหตุที่แท้จริง
Not with A, but with B เป็นโครงสร้างแก้ความเข้าใจแบบละคำบางส่วน โดยปฏิเสธว่า A เป็นสาเหตุของปัญหา แล้วเปลี่ยนจุดสนใจไปที่ B ในที่นี้ วลีที่มี with ทั้งสองวลีเติมความหมายว่า “มีบางอย่างผิดปกติ” วลีทั้งสองเป็นส่วนที่ขนานกันในความเปรียบต่างเดียวกัน ไม่ใช่วลีบุพบทที่ไม่เกี่ยวข้องกัน หากเขียนเป็นประโยคเต็ม สามารถพูดได้ว่า “The problem is not with A, but with B.”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์เพื่อเปลี่ยนสาเหตุของปัญหาจากรหัสผ่านไปเป็นเครือข่าย: The problem is ____ the password, ____ the network.
ดูคำตอบ
not with · but with
but they're not as clear-cut as telling apples from bananas either.
1:43แต่มันก็ไม่ได้ชัดเจนเหมือนการแยกแอปเปิลออกจากกล้วยเช่นกัน
suspect identifications: การระบุตัวผู้ต้องสงสัย
ในบริบทของตำรวจนี้ suspect เป็นคำนามที่หมายถึง “บุคคลที่เชื่อว่าอาจก่ออาชญากรรม” และนำมาใช้หน้าคำนามอีกคำ ดังนั้น suspect identifications จึงหมายถึงการระบุตัวผู้ต้องสงสัย ซึ่งโดยทั่วไปทำโดยพยาน suspect ยังเป็นคำคุณศัพท์ที่หมายถึง “น่าสงสัย” หรือ “อาจไม่ถูกต้อง” ได้ด้วย ดังนั้นวลีนี้อาจกำกวมเมื่อไม่มีบริบท การกล่าวถึงพยานและการชี้ตัวผู้ต้องสงสัยของตำรวจทำให้ในที่นี้ต้องเข้าใจว่าเป็น “การระบุตัวผู้ต้องสงสัย”
แบบฝึกหัด
ในการสนทนาเรื่องพยานและการชี้ตัวผู้ต้องสงสัยของตำรวจ suspect identifications หมายถึงอะไร?
- การระบุตัวที่ดูน่าสงสัยหรือไม่น่าเชื่อถือ
- การระบุตัวบุคคลที่ถูกสงสัยว่าก่ออาชญากรรม
- เอกสารประจำตัวที่เป็นของผู้ต้องสงสัย
ดูคำตอบ
การระบุตัวบุคคลที่ถูกสงสัยว่าก่ออาชญากรรม
aren't as random as ... not as clear-cut as: การเปรียบเทียบเชิงปฏิเสธสองชั้น
โครงสร้าง not as + คำคุณศัพท์ + as หมายถึง สิ่งหนึ่งมีคุณสมบัตินั้นในระดับต่ำกว่าสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ ในที่นี้ suspect identifications aren't as random as coin tosses บอกว่าการระบุตัวผู้ต้องสงสัยไม่ได้อาศัยความบังเอิญล้วน ๆ ส่วน not as clear-cut as telling apples from bananas บอกว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่ เมื่อนำการเปรียบเทียบเชิงปฏิเสธทั้งสองมารวมกัน การระบุตัวผู้ต้องสงสัยจึงอยู่ระหว่างสองขั้ว ไม่ได้เท่ากับขั้วใดขั้วหนึ่ง คำว่า either ท้ายประโยครับกับการปฏิเสธช่วงหลังและหมายถึง “ก็ไม่...เช่นกัน”
แบบฝึกหัด
การเปรียบเทียบเชิงปฏิเสธทั้งสองบอกอะไรเกี่ยวกับการระบุตัวผู้ต้องสงสัย?
- การระบุตัวผู้ต้องสงสัยสุ่มมากกว่าการโยนเหรียญ และชัดเจนกว่าการแยกแอปเปิลออกจากกล้วย
- การระบุตัวผู้ต้องสงสัยสุ่มน้อยกว่าการโยนเหรียญ แต่ก็ชัดเจนน้อยกว่าการแยกแอปเปิลออกจากกล้วย
- การระบุตัวผู้ต้องสงสัยสุ่มพอ ๆ กับการโยนเหรียญ และชัดเจนพอ ๆ กับการแยกแอปเปิลออกจากกล้วย
ดูคำตอบ
การระบุตัวผู้ต้องสงสัยสุ่มน้อยกว่าการโยนเหรียญ แต่ก็ชัดเจนน้อยกว่าการแยกแอปเปิลออกจากกล้วย
In fact, a 1994 study found that up to 48% of witnesses โน้ต
1:48อันที่จริง การศึกษาในปี 1994 พบว่าพยานสูงถึง 48%
In fact: จากประเด็นทั่วไปไปสู่หลักฐาน
In fact เป็นคำเชื่อมระดับข้อความที่ใช้เปิดข้อมูลซึ่งเจาะจงหรือแน่นอนกว่าสิ่งที่กล่าวมาก่อน ในที่นี้ คำนี้พาเนื้อหาจากการอธิบายทั่วไปไปสู่ผลการศึกษาที่เป็นรูปธรรมในปี 1994 การเปลี่ยนเช่นนี้ช่วยเสริมข้อโต้แย้ง เพราะงานวิจัยไม่ใช่หัวข้อใหม่ แต่เป็นหลักฐานที่สนับสนุนประเด็นก่อนหน้า ในบริบทอื่น In fact ยังใช้แก้ความเข้าใจเดิมด้วยการบอกสถานการณ์ที่แท้จริงได้ด้วย
แบบฝึกหัด
เลือกคำเชื่อมที่เหมาะที่สุดเพื่อเติมข้อความนี้: Some people thought the museum had closed. ___, it had moved to a larger building.
- In fact
- After all
- For example
ดูคำตอบ
In fact
up to 48%: ระบุค่าสูงสุด
up to + ตัวเลข ใช้กำหนดค่าสูงสุด ในที่นี้ up to 48% หมายความว่าสัดส่วนอาจสูงถึง 48% แต่ก็อาจต่ำกว่านั้นได้ ในรายงานและงานวิจัย สำนวนนี้เน้นขีดจำกัดบนที่เป็นไปได้ ไม่ได้บอกว่าผลลัพธ์เท่ากับ 48% พอดีในทุกกรณี
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ 48% เป็นค่าสูงสุดที่อาจเป็นไปได้ ไม่ใช่ค่าที่แน่นอนหรือค่าต่ำสุด
- The error rate was at least 48 percent.
- The error rate was up to 48 percent.
- The error rate was exactly 48 percent.
ดูคำตอบ
The error rate was up to 48 percent.
tend to + คำกริยารูปพื้นฐาน: อธิบายแนวโน้มทั่วไป
tend to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้อธิบายสิ่งที่มักเกิดขึ้นหรือสิ่งที่โดยทั่วไปแล้วคนคนหนึ่งมีแนวโน้มจะทำ ใน tend to pick คำว่า pick คือคำกริยารูปพื้นฐาน โครงสร้างนี้แสดงรูปแบบหรือแนวโน้ม ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ต้องเกิดขึ้นหรือแผนที่วางไว้ ประโยคนี้บอกว่าพยานมักเลือกเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าพยานทุกคนจะทำเช่นนั้นทุกครั้ง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดอธิบายแนวโน้มทั่วไป ไม่ใช่แผนในอนาคตหรือกฎ
- The team intends to check the list tomorrow.
- Everyone must check the list before leaving.
- People tend to check familiar names first.
ดูคำตอบ
People tend to check familiar names first.
pick ... out of a lineup: เลือกบุคคลออกมาจากแถวชี้ตัว
ใน pick the wrong person out of a lineup คำว่า pick หมายถึงเลือกหรือระบุตัวบุคคล กรรม the wrong person วางต่อจาก pick โดยตรง out of a lineup ระบุกลุ่มที่เป็นแหล่งของคนที่ถูกเลือก โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ pick + กรรม + out of + กลุ่มต้นทาง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดมีความหมายอย่างเป็นธรรมชาติว่าพยานเลือกผู้ชายหนึ่งคนจากแถวชี้ตัว
- The witness picked out of one man the lineup.
- The witness picked the lineup out of one man.
- The witness picked one man out of the lineup.
ดูคำตอบ
The witness picked one man out of the lineup.
even when many are confident in their choice. ไวยากรณ์
1:57แม้ว่าหลายคนจะมั่นใจในตัวเลือกของตนก็ตาม
even when: สถานการณ์จริงที่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์
even when นำเสนอสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรืออาจเกิดซ้ำ แล้วแสดงว่าผลลัพธ์หลักยังคงเป็นจริง ในที่นี้ ความมั่นใจไม่ได้ป้องกันไม่ให้คนเลือกผิด วลีนี้มักแสดงความขัดแย้งเชิงยอมรับ ไม่ได้บอกเพียงเรื่องเวลา กล่าวคือ แม้อยู่ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนเป็นผลดี ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจก็ยังไม่เปลี่ยน
แบบฝึกหัด
ผลการทดสอบแสดงว่าตัวล็อกขัดข้องหลายครั้งทั้งที่ใช้แบตเตอรี่ใหม่ เลือกวลีที่เหมาะที่สุดเพื่อเติมประโยคนี้: The lock can fail ____ the battery is new.
- even if
- even when
- because
ดูคำตอบ
even when
Memory based on short glimpses can be unreliable, ไวยากรณ์
2:00ความทรงจำที่อิงจากการเหลือบมองสั้นๆ อาจไม่น่าเชื่อถือ
based on short glimpses: วลี past participle หลังคำนาม
based on short glimpses เป็นวลี past participle ที่วางหลังคำนาม memory เพื่อขยายคำนามนั้น หมายความว่าความทรงจำนี้เกิดจากหรืออาศัยเพียงสิ่งที่เห็นแวบสั้น ๆ ไม่ได้หมายความว่า memory เป็นผู้ทำกริยา base วลีนี้ขยายเต็มได้เป็น memory that is based on short glimpses โครงสร้าง “คำนาม + วลี past participle” เป็นวิธีเพิ่มข้อมูลขยายอย่างกระชับ และพบได้บ่อยเป็นพิเศษในงานเขียนเชิงอธิบายและเชิงวิชาการ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้วลี past participle หลังคำนามได้ถูกต้องเพื่อบอกว่าคำนามนั้นอาศัยอะไรเป็นพื้นฐาน?
- The report based on limited data may be inaccurate.
- The report basing on limited data may be inaccurate.
- The report based limited data may be inaccurate.
ดูคำตอบ
The report based on limited data may be inaccurate.
and we often overestimate our own accuracy. วลี
2:03และเรามักจะประเมินความแม่นยำของตัวเราเองสูงเกินไป
overestimate our own accuracy: คิดว่าตนเองแม่นยำกว่าความเป็นจริง
overestimate our own accuracy หมายถึงการตัดสินว่าความแม่นยำของเราสูงกว่าความเป็นจริง คำนำหน้า over- เพิ่มความหมายว่า “สูงเกินไป” ดังนั้น overestimate จึงไม่ใช่คำกลาง ๆ แบบ estimate our own ใช้เน้นว่าคนที่กำลังประเมินนั้นประเมินตนเอง วลีนี้ใช้ได้เมื่อความมั่นใจหรือการประเมินตนเองสูงกว่าผลงานจริง
แบบฝึกหัด
overestimate our own accuracy หมายความว่าอะไร?
- คิดว่าการตัดสินของเราถูกต้องน้อยกว่าความเป็นจริง
- คิดว่าการตัดสินของเราถูกต้องบ่อยกว่าความเป็นจริง
- วัดว่าการตัดสินของเราถูกต้องบ่อยเพียงใด
ดูคำตอบ
คิดว่าการตัดสินของเราถูกต้องบ่อยกว่าความเป็นจริง
and more like a systemic error or bias in the lineup. การใช้คำ
2:12แต่อาจดูเหมือนข้อผิดพลาดเชิงระบบหรือความลำเอียงในการชี้ตัวมากกว่า
Knowing all this: เชื่อมข้อมูลก่อนหน้าไปสู่ข้อสรุป
Knowing all this เป็นอนุประโยค participle ที่ขึ้นต้นประโยคและรวบข้อเท็จจริงที่กล่าวมาก่อนหน้าไว้ใน all this ในที่นี้หมายถึง “เมื่อพิจารณาหลักฐานก่อนหน้านี้” ไม่ได้เพิ่มข้อเท็จจริงใหม่ วลีนี้บอกว่าการประเมินในประโยคหลักเกิดจากข้อมูลที่สะสมไว้ และช่วยให้ผู้ฟังตามการให้เหตุผลจากหลักฐานไปสู่ข้อสรุปได้
แบบฝึกหัด
Knowing all this ทำหน้าที่อะไรในการให้เหตุผลนี้?
- รวบรวมข้อมูลก่อนหน้าและใช้เป็นพื้นฐานสำหรับข้อสรุปถัดไป
- บอกว่าข้อมูลก่อนหน้าไม่สำคัญอีกต่อไป
- ประกาศข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องก่อนหน้าเลย
ดูคำตอบ
รวบรวมข้อมูลก่อนหน้าและใช้เป็นพื้นฐานสำหรับข้อสรุปถัดไป
less like ... and more like ...: เปลี่ยนทิศทางการตีความ
โครงสร้าง less like A and more like B ใช้จัดประเภทสิ่งหนึ่งใหม่ โดย A ดูเป็นคำอธิบายหรือคำบรรยายที่มีน้ำหนักน้อยลง ส่วน B ดูมีน้ำหนักมากขึ้น ในที่นี้ like หมายถึง “คล้าย” หรือ “สอดคล้องกับ” ไม่ได้หมายถึง “ชอบ” การเปรียบเทียบนี้ย้ายน้ำหนักของการตัดสินไปทาง B โดยไม่จำเป็นต้องบอกว่า A เป็นไปไม่ได้ หลังคำกริยาอย่าง seem หรือ look ควรทำให้ A และ B มีรูปไวยากรณ์ที่ขนานกัน
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้าง less like A and more like B ให้สมบูรณ์: The delay looks ____ bad luck and ____ poor planning.
ดูคำตอบ
less like · more like
a systemic error or bias: ปัญหาในกระบวนการโดยรวม
“A systemic error or bias” หมายถึงปัญหาที่เกิดจากระบบ กระบวนการ หรือกฎโดยรวม ไม่ใช่ความผิดพลาดเฉพาะครั้งของคนคนเดียว error คือสิ่งที่ผิดในผลลัพธ์หรือขั้นตอน ส่วน bias คือแนวโน้มที่ฝังอยู่ในระบบและผลักให้ผลลัพธ์เอนเอียงไปทางหนึ่ง ในประโยคนี้ กระบวนการชี้ตัวเองอาจมีอิทธิพลต่อทุกคนจนทำให้เลือกคนคนเดียวกัน จุดสำคัญของ systemic คือให้ดูต้นตอหรือขอบเขตของปัญหา ซึ่งอยู่ที่ระบบโดยรวม
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเหมาะจะเรียกว่า a systemic error มากที่สุด
- การพิมพ์ผิดโดยบังเอิญของพนักงานคนหนึ่ง
- ข้อบกพร่องที่ฝังอยู่ในกระบวนการจ้างงานทั้งหมด
- ข้อผิดพลาดที่เกิดซ้ำตามรูปแบบคงที่และวัดได้
ดูคำตอบ
ข้อบกพร่องที่ฝังอยู่ในกระบวนการจ้างงานทั้งหมด
And systemic errors don't just appear in matters of human judgment. ไวยากรณ์
2:16และข้อผิดพลาดเชิงระบบไม่ได้ปรากฏเฉพาะในเรื่องการตัดสินของมนุษย์เท่านั้น
don't just appear in: การขยายขอบเขต
ใน don't just appear in คำว่า just หมายถึง “เพียง” หรือ “เท่านั้น” ไม่ใช่ “เมื่อสักครู่” คำปฏิเสธ don't ปฏิเสธข้อจำกัดที่เกิดจาก just ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง “ไม่ได้ปรากฏเฉพาะใน...” ไม่ได้หมายความว่าข้อผิดพลาดเชิงระบบไม่เกิดขึ้นในการตัดสินของมนุษย์เลย โครงสร้างนี้กล่าวถึงขอบเขตหนึ่งก่อน แล้วจึงเปิดการอภิปรายไปยังขอบเขตอื่น มักใช้ปูทางไปสู่ตัวอย่างหรือหมวดหมู่อื่น จึงช่วยขยายขอบเขตของข้อกล่าวอ้าง
แบบฝึกหัด
เติมวลีเป้าหมายลงในประโยคเพื่อแสดงว่ารูปแบบเหล่านี้พบได้ทั้งในหนังสือประวัติศาสตร์และที่อื่น: These patterns ____ history books; we see them in daily life too.
ดูคำตอบ
don't just appear in
the same female DNA was found in multiple crime scenes around Europe,
2:23มีการพบ DNA ของผู้หญิงคนเดียวกันในสถานที่เกิดเหตุหลายแห่งทั่วทวีปยุโรป
incriminating an elusive killer dubbed the Phantom of Heilbronn. การใช้คำ
2:28ทำให้ฆาตกรที่จับตัวได้ยากซึ่งถูกขนานนามว่า Phantom of Heilbronn กลายเป็นผู้ต้องสงสัย
incriminating: หลักฐานที่ทำให้คนดูเหมือนมีความผิด
ในที่นี้ incriminating หมายถึง DNA ดูเหมือนเชื่อมโยงฆาตกรที่จับตัวได้ยากเข้ากับอาชญากรรม จึงทำให้บุคคลนั้นดูเหมือนมีความผิด โครงสร้างพื้นฐานในภาษาอังกฤษคือ evidence incriminates someone ไม่ได้หมายความว่าศาลพิสูจน์แล้วว่าบุคคลนั้นมีความผิด ใจความที่นำไปใช้ในบริบทอื่นได้คือ หลักฐานชิ้นหนึ่งชี้ไปยังความเป็นไปได้ว่ามีความผิดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม
แบบฝึกหัด
ความหมายใดเหมาะกับ incriminating มากที่สุดในบริบทข่าวอาชญากรรมนี้
- ตั้งฉายาที่โดดเด่นให้บุคคลนั้น
- ทำให้บุคคลนั้นดูเหมือนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม
- พิสูจน์ว่าศาลตัดสินให้บุคคลนั้นมีความผิดแล้ว
ดูคำตอบ
ทำให้บุคคลนั้นดูเหมือนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม
dubbed the Phantom of Heilbronn: ถูกขนานนามว่า “ภูตแห่งไฮล์บรอนน์”
Dubbed the Phantom of Heilbronn หมายถึง “ได้รับชื่อหรือฉายาว่า ภูตแห่งไฮล์บรอนน์” วลีนี้เป็นอนุประโยคสัมพันธ์รูปถูกกระทำที่ย่อให้สั้นลงและใช้ขยาย killer โดยมีรูปเต็มว่า a killer who was dubbed the Phantom of Heilbronn ในโครงสร้าง dub + คนหรือสิ่งของ + ชื่อเรียก ชื่อเรียกด้านท้ายคือชื่อที่คนอื่นตั้งให้ ในที่นี้ dubbed หมายถึงการตั้งชื่อ ไม่ใช่การเปลี่ยนบทพูดในภาพยนตร์เป็นอีกภาษา
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ dubbed ในความหมายว่า “ตั้งฉายาหรือมอบชื่อเรียกให้ใครคนหนึ่ง”
- The studio dubbed the documentary into Spanish.
- The inventor signed the article with her legal name.
- The press dubbed the inventor the Green Genius.
ดูคำตอบ
The press dubbed the inventor the Green Genius.
so consistent, precisely because it was wrong: การกลับเหตุผลโดยเน้นสาเหตุที่แท้จริง
ส่วนแรกนำเสนอผลที่น่าประหลาดใจว่า หลักฐานดีเอ็นเอสอดคล้องกันอย่างมาก จากนั้น precisely because ชี้ว่าส่วนที่ตามมาคือสาเหตุที่แท้จริงของความสอดคล้องนั้น นั่นคือผลทั้งหมดมีข้อผิดพลาดอย่างเป็นระบบแบบเดียวกัน โครงสร้างนี้ทำให้เหตุผลพลิกกลับ คำว่า consistent หมายถึงผลต่าง ๆ ตรงกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าผลเหล่านั้นถูกต้องเสมอไป ส่วน precisely ใช้เน้น because โดยมีความหมายประมาณว่า “ก็เพราะเหตุผลนี้โดยเฉพาะ” และเหมาะอย่างยิ่งเมื่อสาเหตุขัดกับข้อสันนิษฐานแรกของผู้อ่าน
แบบฝึกหัด
ข้อความใดใช้เหตุผลแบบเดียวกับ 'so consistent, precisely because it was wrong'?
- ค่าที่วัดได้ตรงกัน เพราะค่าทั้งหมดมาจากเซ็นเซอร์ที่เสียตัวเดียวกัน
- ค่าที่วัดได้ตรงกัน ดังนั้นเซ็นเซอร์ทุกตัวต้องแม่นยำ
- ค่าที่วัดได้แตกต่างกัน เพราะมีเซ็นเซอร์ตัวหนึ่งเสีย
ดูคำตอบ
ค่าที่วัดได้ตรงกัน เพราะค่าทั้งหมดมาจากเซ็นเซอร์ที่เสียตัวเดียวกัน
It turned out that the cotton swabs used to collect the DNA samples โน้ต
2:40ปรากฏว่าก้านสำลีที่ใช้ในการเก็บตัวอย่าง DNA
It turned out that: การเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ทราบในภายหลัง
It turned out that ใช้เกริ่นข้อเท็จจริงที่เพิ่งทราบหรือยืนยันได้ในภายหลัง มักบอกเป็นนัยว่าข้อมูลใหม่นั้นแก้ความเข้าใจเดิมหรืออธิบายสิ่งที่น่าประหลาดใจ ในที่นี้ It เป็นประธานตามโครงสร้างที่ไม่ได้อ้างถึงสิ่งใด ส่วนข้อมูลจริงอยู่ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that คำว่า turned out ทำหน้าที่เป็นกริยาวลีเดียวและหมายถึง “ในที่สุดก็พบว่าเป็นจริง”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย It turned out that: ____ the repair was cheaper than expected.
ดูคำตอบ
It turned out that
used to collect the DNA samples: ส่วนขยายแบบถูกกระทำที่ลดรูป
used to collect the DNA samples อยู่หลัง cotton swabs และขยายคำนามนี้ โครงสร้างนี้เป็นอนุประโยคสัมพันธ์แบบถูกกระทำที่ลดรูปแล้ว เทียบเท่ากับ that were used to collect the DNA samples โดย used เป็นคำกริยาช่องสาม และ to collect บอกวัตถุประสงค์ ก้านสำลีเป็นเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้ ไม่ใช่ผู้กระทำที่เคยมีนิสัยเก็บตัวอย่างในอดีต บทบาทนี้ทำให้รู้ว่าความหมายตรงนี้เป็นแบบถูกกระทำและบอกวัตถุประสงค์
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ used to + กริยาเป็นส่วนขยายแบบถูกกระทำที่ลดรูป เพื่อบอกว่าสิ่งของถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด?
- The camera used to record the interview is on the desk.
- Leah is used to recording interviews in busy cafés.
- Leah used to record interviews on her phone.
ดูคำตอบ
The camera used to record the interview is on the desk.
had all been accidentally contaminated by a woman working in the swab factory. ไวยากรณ์
2:44ล้วนถูกปนเปื้อนโดยบังเอิญจากผู้หญิงที่ทำงานในโรงงานผลิตก้านสำลี
had all been accidentally contaminated: past perfect แบบถูกกระทำ
had all been accidentally contaminated เป็นโครงสร้าง past perfect แบบถูกกระทำ มีรูป had + been + คำกริยาช่องสาม โครงสร้างนี้วางเหตุการณ์ปนเปื้อนไว้ก่อนเหตุการณ์อื่นในอดีต เช่น ก่อนนำก้านสำลีไปใช้หรือก่อนการสืบสวน และแสดงว่าก้านสำลีเป็นสิ่งที่ถูกกระทำ all ครอบคลุมก้านสำลีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและอยู่หลัง had ส่วน accidentally บอกว่าการปนเปื้อนไม่ได้เกิดขึ้นโดยเจตนา รูปถูกกระทำช่วยให้ก้านสำลีที่ได้รับผลกระทบเป็นจุดเน้นของข้อมูล
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป past perfect แบบถูกกระทำของ contaminate โดยใส่ all และ accidentally ด้วย: By the time the lab opened the package, the swabs ____.
ดูคำตอบ
had all been accidentally contaminated
systematic errors arise through deliberate fraud, การใช้คำ
2:50ข้อผิดพลาดอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นจากการฉ้อโกงโดยเจตนา
ความแตกต่างระหว่าง systematic errors กับ systemic errors
ในประโยคนี้ systematic errors หมายถึงข้อผิดพลาดที่เกิดตามรูปแบบที่สม่ำเสมอและไม่ใช่แบบสุ่ม การฉ้อโกงโดยเจตนาอาจทำให้เกิดความบิดเบือนแบบเดิมซ้ำ ๆ จึงทำให้ผลลัพธ์เอนเอียงไปในทิศทางที่คาดเดาได้ แทนที่จะกระจายแบบบังเอิญ systematic บอกว่าข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอย่างไร คือเกิดอย่างสม่ำเสมอหรือตามวิธีบางอย่าง คำนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าทั้งองค์กรหรือทั้งระบบมีข้อบกพร่อง
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ systematic errors?
- ค่าที่วัดสามครั้งเปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้รอบค่าจริง
- ระบบการออกใบอนุญาตทั้งหมดมีข้อบกพร่องเชิงโครงสร้าง
- เครื่องชั่งแสดงน้ำหนักเพิ่มขึ้นสองกิโลกรัมทุกครั้งที่วัด
ดูคำตอบ
เครื่องชั่งแสดงน้ำหนักเพิ่มขึ้นสองกิโลกรัมทุกครั้งที่วัด
arise through deliberate fraud: เกิดขึ้นจากการฉ้อโกงโดยเจตนา
arise หมายถึง “เริ่มเกิดขึ้น” หรือ “เกิดขึ้น” ในที่นี้เป็นคำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรม โดย errors คือสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วน through บอกกลไกที่ทำให้ข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ดังนั้น arise through deliberate fraud จึงหมายถึง “เกิดขึ้นจากการหลอกลวงโดยเจตนา” deliberate ชี้ชัดว่าสาเหตุนั้นเกิดจากความตั้งใจ ส่วน fraud หมายถึงการหลอกลวงอย่างไม่ซื่อสัตย์ ซึ่งมักทำเพื่อผลประโยชน์ วลีนี้จึงต่างจากข้อผิดพลาดที่เกิดจากอุบัติเหตุ ความประมาท หรือความบังเอิญ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสี่คำที่ตรงกับความหมายว่า “เกิดขึ้นเพราะการหลอกลวงโดยเจตนา”: Serious reporting errors can ____.
ดูคำตอบ
arise through deliberate fraud
like the presidential referendum held by Saddam Hussein in 2002, วัฒนธรรม
2:54เช่น การลงประชามติประธานาธิบดีที่จัดขึ้นโดยซัดดัม ฮุสเซน ในปี 2002
presidential referendum: การลงคะแนนโดยตรงต่อคำถามเกี่ยวกับประธานาธิบดี
presidential referendum คือการที่ประชาชนลงคะแนนโดยตรงต่อคำถามเฉพาะเกี่ยวกับตำแหน่งประธานาธิบดี เช่น ประธานาธิบดีคนปัจจุบันควรอยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือไม่ โดยปกติผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะตอบคำถามนั้น ซึ่งมักเป็นการเลือกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แทนที่จะเลือกจากผู้สมัครหลายคน ในที่นี้ วลีดังกล่าวหมายถึงการลงคะแนนในปี 2002 ภายใต้การปกครองของซัดดัม ฮุสเซน ว่าเขาควรดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไปหรือไม่ บริบทนี้ช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใดคำกล่าวอ้างในภายหลังเรื่องการมีส่วนร่วมทั้งหมดและการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จึงถูกนำเสนอเป็นสัญญาณน่าสงสัยของการควบคุมทางการเมือง
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเป็น presidential referendum ไม่ใช่ presidential election?
- ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือกหนึ่งคนจากผู้สมัครสี่คนให้เป็นประธานาธิบดี
- เจ้าหน้าที่พรรคเขียนคำขวัญหาเสียง
- ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งตอบว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการให้ประธานาธิบดีคนปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งต่อไป
ดูคำตอบ
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งตอบว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการให้ประธานาธิบดีคนปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งต่อไป
which claimed a turnout of 100% of voters, การใช้คำ
2:59ซึ่งอ้างว่ามีผู้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงถึง 100%
claimed a turnout of 100%: กล่าวอ้างว่ามีส่วนร่วม 100% แต่ยังไม่ยืนยัน
ในรายงานเกี่ยวกับการลงคะแนน turnout คือร้อยละของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ไปลงคะแนนจริง ดังนั้น a turnout of 100% จึงหมายความว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนเข้าร่วม แต่ไม่ได้บอกว่าพวกเขาลงคะแนนอย่างไร claimed แสดงว่าตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่แหล่งข้อมูลหนึ่งกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ผู้พูดยืนยันด้วยตนเอง เมื่อใช้กับตัวเลขที่ผิดปกติมากเช่นนี้ คำนี้ทำให้เกิดระยะห่างอย่างระมัดระวังและอาจมีความสงสัยอยู่ด้วย
แบบฝึกหัด
“Officials claimed a turnout of 100%” หมายความว่าอย่างไร?
- เจ้าหน้าที่กล่าวว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนเข้าร่วมลงคะแนน
- เจ้าหน้าที่พิสูจน์ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนสนับสนุนผู้สมัครคนเดียวกัน
- เจ้าหน้าที่กล่าวว่าผู้สมัครคนหนึ่งได้รับคะแนนครึ่งหนึ่ง
ดูคำตอบ
เจ้าหน้าที่กล่าวว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนเข้าร่วมลงคะแนน
with all 100% supposedly voting in favor of another 7-year term. โน้ต
3:02โดย 100% นั้นถูกอ้างว่าลงคะแนนเสียงสนับสนุนการดำรงตำแหน่งวาระ 7 ปีของเขาต่อไป
supposedly: บอกคำกล่าวอ้างพร้อมความสงสัย
supposedly นำเสนอข้อมูลในฐานะคำกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว ในประโยคนี้ supposedly ขยาย voting และบอกว่าผู้พูดไม่ได้ยอมรับคำกล่าวอ้างที่ว่า 100% สนับสนุนวาระอีกเจ็ดปีอย่างเต็มที่ คำนี้ไม่ได้หมายถึง "should" ในข่าวและบทวิจารณ์ คำนี้มักช่วยให้ผู้พูดเว้นระยะจากคำกล่าวอ้าง และอาจเพิ่มน้ำเสียงสงสัยหรือประชด โดยเฉพาะเมื่อคำกล่าวอ้างดูสมบูรณ์แบบเกินไป
แบบฝึกหัด
ประโยคใดถ่ายทอดคำกล่าวอ้างของผู้อื่นพร้อมกับแสดงความสงสัย?
- The device supposedly passed every safety test.
- The device probably passed every safety test.
- The device definitely passed every safety test.
ดูคำตอบ
The device supposedly passed every safety test.
in favor of: แสดงการสนับสนุน
in favor of หมายถึงสนับสนุนหรือเห็นชอบกับบุคคล แผน หรือการตัดสินใจ ในตัวอย่าง voting in favor of another seven-year term หมายถึงการลงคะแนนเพื่อสนับสนุนวาระนั้น เป็นวลีบุพบทตายตัวที่ลงท้ายด้วย of และตามด้วยสิ่งที่สนับสนุน เช่น in favor of the plan, in favor of her หรือ in favor of changing the rule
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “สนับสนุน”: The council voted ____ the new playground plan.
ดูคำตอบ
in favor of
the paradox of unanimity isn't actually all that paradoxical. น้ำเสียง/เจตนา
3:10ความขัดแย้งของความเป็นเอกฉันท์ก็ไม่ได้ขัดแย้งกันอย่างที่คิด
When you look at it this way: เปลี่ยนมุมมองก่อนนำเสนอข้อสรุป
ในที่นี้ look at หมายถึง “พิจารณา” หรือ “ทำความเข้าใจ” ไม่ได้หมายถึงแค่ “มองด้วยตา” คำว่า it อ้างถึงหัวข้อที่กำลังพูดถึงอยู่ ส่วน this way อ้างถึงคำอธิบายหรือมุมมองที่เพิ่งเสนอไป อนุประโยค when ที่ขึ้นต้นประโยคช่วยจัดลำดับข้อมูล โดยขอให้ผู้ฟังใช้มุมมองนั้นก่อนจะได้ยินข้อสรุปหลัก กรอบประโยคนี้มักรวบรวมเหตุผลก่อนหน้าแล้วนำไปสู่การประเมินใหม่
แบบฝึกหัด
การเดินทางด้วยรถบัสนาน ๆ ดูน่ารำคาญ แต่ทำให้ Leo มีเวลาอ่านหนังสือ ประโยคใดใช้กรอบเป้าหมายเพื่อนำเสนอมุมมองใหม่นี้
- When you face this way, you can see the library.
- When you look at it this way, the long bus ride gives Leo time to read.
- When you look at the bus, its doors are closing.
ดูคำตอบ
When you look at it this way, the long bus ride gives Leo time to read.
isn't actually all that + คำคุณศัพท์: การประเมินใหม่ที่เบาลง
ใน isn't actually all that paradoxical คำว่า actually ใช้แก้ความเข้าใจเดิม ส่วน all that ใช้บอกระดับของคำคุณศัพท์ เมื่ออยู่ในโครงสร้างปฏิเสธ not all that + คำคุณศัพท์ หมายถึง “ไม่ได้...เท่าที่บางคนอาจคิด” หรือพูดง่าย ๆ ว่า “ไม่ค่อย...มากนัก” วลีนี้ลดความหนักแน่นของการประเมิน ไม่ได้ลบคุณสมบัตินั้นออกทั้งหมด สิ่งนี้อาจยังดูย้อนแย้งอยู่บ้าง แต่หลังจากได้ฟังคำอธิบายแล้ว ก็จะดูย้อนแย้งน้อยกว่าที่คิดในตอนแรก
แบบฝึกหัด
เส้นทางเดินป่าง่ายกว่าที่คนอื่นบอก แต่ก็อาจยังต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง ประโยคใดถ่ายทอดการประเมินที่ลดระดับลงนี้ได้ดีที่สุด
- The hike isn't actually all that difficult.
- The hike is actually extremely difficult.
- The hike isn't at all difficult.
ดูคำตอบ
The hike isn't actually all that difficult.
especially in cases when you'd expect very low odds of variability and uncertainty. วลี
3:18โดยเฉพาะในกรณีที่คุณคาดว่าโอกาสเกิดความแปรปรวนและความไม่แน่นอนจะต่ำมาก
theoretically ideal: เหมาะที่สุดในทางทฤษฎี แต่ไม่รับประกันในทางปฏิบัติ
ใน theoretically ideal คำกริยาวิเศษณ์ theoretically จำกัดขอบเขตของคำตัดสิน ideal หมายความว่าการเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ดูเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดตามทฤษฎี แบบจำลอง หรือชุดสมมติฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลดีที่สุดเสมอในสถานการณ์จริง วลีนี้มักใช้เพื่อนำไปสู่การเปรียบเทียบทฤษฎีกับการปฏิบัติ ในที่นี้ ผู้พูดยอมรับผลลัพธ์ที่เหมาะที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่เอื้ออำนวย แต่ยังเปิดทางไว้สำหรับข้อจำกัดในทางปฏิบัติ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ theoretically ideal เพื่อแยกแบบจำลองที่เหมาะที่สุดออกจากข้อจำกัดในทางปฏิบัติ
- The design is theoretically ideal, but current batteries make it too heavy.
- The engineers theoretically built the ideal design yesterday.
- The design is theoretically ideal because years of field tests have proved it works best everywhere.
ดูคำตอบ
The design is theoretically ideal, but current batteries make it too heavy.
low odds of: โอกาสเกิดผลลัพธ์หนึ่งต่ำ
low odds of หมายความว่าบางสิ่งมีโอกาสเกิดขึ้นต่ำ ในที่นี้ odds เป็นคำนามพหูพจน์ที่เกี่ยวกับความน่าจะเป็น ไม่ได้หมายถึงเลขคี่ ส่วน of ใช้นำผลลัพธ์หรือสภาวะที่กำลังประเมินโอกาสเกิด หลัง low odds of ใช้นามวลีหรือรูป -ing เช่น low odds of rain และ low odds of winning ในตัวอย่าง variability and uncertainty คือสภาวะที่ถูกมองว่ามีโอกาสเกิดน้อย
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายความว่าบางสิ่งมีโอกาสเกิดขึ้นต่ำ: With two independent backups, there are ____ losing all the data.
ดูคำตอบ
low odds of
achieving it in situations where perfect agreement is highly unlikely,
3:24การบรรลุเป้าหมายในสถานการณ์ที่ความตกลงร่วมกันอย่างสมบูรณ์แทบเป็นไปไม่ได้นั้น
should tell us that there's probably some hidden factor affecting the system. โน้ต
3:29ควรบอกให้เรารู้ว่าอาจมีปัจจัยซ่อนเร้นบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อระบบ
But in practice: เปลี่ยนจากทฤษฎีไปสู่ความเป็นจริง
But in practice ใช้เปรียบต่างระหว่างสิ่งที่ดูเป็นไปได้ สมบูรณ์แบบ หรือถูกต้องในทางทฤษฎี กับสิ่งที่หลักฐานแสดงให้เห็นภายใต้สภาพจริง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเปลี่ยนประเด็นจากความน่าสนใจในทางทฤษฎีของการเห็นพ้องอย่างสมบูรณ์ไปเป็นคำเตือนในทางปฏิบัติ หากเกิดความเห็นพ้องอย่างสมบูรณ์ในที่ที่แทบเป็นไปไม่ได้ ก็อาจมีปัจจัยอื่นกำลังส่งผลต่อผลลัพธ์
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ but in practice อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อเปลี่ยนจากแผนไปสู่ผลลัพธ์ในโลกจริง
- The schedule looks efficient on paper, and in theory, it was printed yesterday.
- The schedule looks efficient on paper, but during practice, the team learns it quickly.
- The schedule looks efficient on paper, but in practice, it leaves no time for delays.
ดูคำตอบ
The schedule looks efficient on paper, but in practice, it leaves no time for delays.
should tell us that: อนุมานข้อสรุปจากหลักฐาน
Should tell us that นำเสนอข้อสรุปในฐานะการอนุมานที่สมเหตุสมผลจากหลักฐาน ประธานมักเป็นข้อเท็จจริง ผลลัพธ์ สัญญาณ หรือสิ่งที่สังเกตพบ และอนุประโยคที่ตามหลัง that ระบุข้อสรุปที่หลักฐานนั้นชี้ไป ในที่นี้ should แสดงข้อสรุปที่ควรคาดได้ ไม่ได้แสดงหน้าที่ ส่วน tell หมายถึง “บ่งชี้” ไม่ใช่ “พูดกับใคร” ข้อสรุปมีหลักฐานสนับสนุนมาก แต่ไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นข้อพิสูจน์อย่างเด็ดขาด
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ should tell us that เพื่ออนุมานข้อสรุปจากหลักฐาน
- We should tell the technician that the battery is failing.
- The repeated warning should tell us that the battery is failing.
- The technician should tell us that the battery is failing.
ดูคำตอบ
The repeated warning should tell us that the battery is failing.
some hidden factor affecting the system: ปัจจัยบางอย่างที่ยังไม่ถูกพบและกำลังส่งผลต่อระบบ
ในประโยคนี้ some hidden factor หมายถึงปัจจัยจริงที่ยังไม่ได้รับการระบุหรือวัดค่า ปัจจัยนี้อาจอธิบายได้ว่าทำไมระบบจึงทำงานผิดไปจากที่คาด โดย hidden ไม่ได้หมายถึงสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติหรือความลับที่ตั้งใจปกปิด affecting the system เป็นวลีที่ขึ้นต้นด้วยกริยา -ing และขยายคำว่า factor โดยเป็นรูปย่อของ that is affecting the system เพื่อบอกว่าปัจจัยนั้นส่งผลต่ออะไร
แบบฝึกหัด
ทีมเฝ้าติดตามพบข้อผิดพลาดแบบเดิมที่ยังอธิบายไม่ได้ทุกคืน ประโยคใดใช้วลีเป้าหมายได้ถูกต้อง
- The repeated errors prove that a magical force controls the system.
- The repeated errors may come from some hidden factor affecting the system.
- The repeated errors show that the system itself is hidden from view.
ดูคำตอบ
The repeated errors may come from some hidden factor affecting the system.
Although we may strive for harmony and consensus, โน้ต
3:34แม้ว่าเราอาจจะพยายามมุ่งสู่ความกลมกลืนและฉันทามติ
strive for + คำนาม: พยายามมุ่งสู่เป้าหมายสำคัญ
strive for หมายถึง “พยายามอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุบางสิ่ง” กรรมที่ตามหลัง for ระบุเป้าหมาย ในประโยคนี้ harmony and consensus คือเป้าหมาย เมื่อเทียบกับการใช้ want เพียงอย่างเดียว strive for เน้นความพยายามไปสู่เป้าหมายที่อาจสำคัญหรือทำได้ยาก วลีนี้ใช้บอกถึงความมุ่งมั่นได้แม้ยังไม่บรรลุเป้าหมาย
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ strive ได้ถูกต้องเมื่อ greater accuracy เป็นเป้าหมายที่อยู่ในรูปกลุ่มคำนาม
- The research team strives greater accuracy in every report.
- The research team strives to greater accuracy in every report.
- The research team strives for greater accuracy in every report.
ดูคำตอบ
The research team strives for greater accuracy in every report.
error and disagreement should be naturally expected. ไวยากรณ์
3:38เราควรจะคาดหวังว่าจะเกิดข้อผิดพลาดและความไม่ลงรอยกันตามธรรมชาติ
Although + อนุประโยค, ประโยคหลัก
Although ใช้นำข้อความยอมรับข้อเท็จจริง ความคาดหวัง หรือเป้าหมายก่อน แล้วจึงให้ใจความหลักที่สำคัญกว่าและขัดแย้งกันในประโยคหลัก ในประโยคนี้ การพยายามสร้างความกลมเกลียวและฉันทามติเป็นข้อมูลพื้นหลัง ส่วนข้อสรุปหลักคือการเกิดข้อผิดพลาดและความเห็นไม่ตรงกันเป็นสิ่งที่คาดได้ตามธรรมชาติ โครงสร้างที่พบบ่อยคือ Although + อนุประโยค, ประโยคหลัก เมื่ออนุประโยค although อยู่ข้างหน้า โดยปกติจะใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นจากประโยคหลัก
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ Although ได้ถูกต้องเพื่อทำให้อนุประโยคแรกเป็นข้อมูลพื้นหลังแบบยอมรับเงื่อนไข
- Although the sample was small, the pattern was clear.
- Despite the sample was small, the pattern was clear.
- Although the sample was small, but the pattern was clear.
ดูคำตอบ
Although the sample was small, the pattern was clear.
should be naturally expected: การคาดการณ์ที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่คำสั่ง
should be naturally expected หมายความว่า ตามเหตุผลหรือหลักฐานแล้ว ผลนั้นไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ในที่นี้ should แสดงการคาดการณ์ที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่คำสั่ง และ be expected เป็นรูปถูกกระทำ กล่าวคือผู้สังเกตที่รอบคอบย่อมคาดไว้ล่วงหน้าว่าจะมีข้อผิดพลาดและความเห็นต่าง naturally หมายถึง “เป็นผลปกติจากเงื่อนไขเหล่านั้น” ไม่ได้บอกว่าข้อผิดพลาดเป็นสิ่งดีหรือควรส่งเสริม ปัญหาที่คาดการณ์ได้ก็ยังอาจต้องลดลง
แบบฝึกหัด
ในการวิเคราะห์ “Some disagreement should be naturally expected” หมายความว่าอย่างไร
- การมีความเห็นต่างบ้างเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผลและไม่น่าประหลาดใจ
- ความเห็นต่างเป็นสิ่งที่พึงประสงค์และไม่ควรแก้ไข
- ผู้คนกำลังได้รับคำสั่งให้สร้างความเห็นต่าง
ดูคำตอบ
การมีความเห็นต่างบ้างเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผลและไม่น่าประหลาดใจ
too good to be true: สื่อความสงสัย ไม่ใช่แค่คำชม
Too good to be true ใช้บรรยายสิ่งที่น่าดึงดูด สมบูรณ์แบบ หรือโชคดีมากจนดูไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงหรือน่าเชื่อถือทั้งหมด โดยทั่วไปวลีนี้สื่อความสงสัยว่าอาจมีข้อผิดพลาด เงื่อนไขที่ซ่อนอยู่ หรือการหลอกลวง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวทำให้ “ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ” กลายเป็นคำเตือนแทนที่จะเป็นคำชม ผู้พูดกำลังบอกว่าผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเป็นไปได้ควรได้รับการตรวจสอบ
แบบฝึกหัด
เติมคำเตือนด้วยสำนวนตายตัวที่หมายถึง “น่าดึงดูดมากจนอาจไม่ใช่เรื่องจริง”: The ad promises a brand-new laptop for one dollar with no conditions. That sounds ____.
ดูคำตอบ
too good to be true
it probably is: การละคำที่ย้อนรับคำบรรยายก่อนหน้า
ใน it probably is คำว่า it ย้อนกลับไปหมายถึงผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ แม้จะไม่พูด too good to be true ซ้ำหลัง is แต่ยังเข้าใจว่ามีความหมายส่วนนี้อยู่ ใจความเต็มคือ The perfect result probably is too good to be true. ภาษาอังกฤษสามารถละคำบรรยายหลัง be ได้เมื่อผู้ฟังเติมความหมายนั้นจากข้อความก่อนหน้าได้ การละคำช่วยหลีกเลี่ยงการพูดซ้ำ และอนุประโยคที่สั้นมากนี้ทำให้คำเตือนจบลงอย่างหนักแน่นและกระชับ
แบบฝึกหัด
ในประโยคเดิม it probably is ย้อนรับข้อมูลส่วนใดจากข้อความก่อนหน้า
- ประโยคนี้นำเสนอผลลัพธ์อีกอย่างหนึ่งที่ไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน
- is มีความหมายว่า “มีอยู่”
- ใจความเต็มคือ: The perfect result probably is too good to be true.
ดูคำตอบ
ใจความเต็มคือ: The perfect result probably is too good to be true.