นกในมือหนึ่งตัวมีค่าแค่ไหน?: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Vsauce

ความยากในการเรียน
895 คำ 167 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: Michael เชื่อมสุภาษิตเรื่องนกกับความกลัวการสูญเสีย แล้วแสดงว่าการเล่นคำสร้างและพลิกความคาดหมายได้อย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. เข้าใจ a bird in the hand is worth two in the bush. เป็นสำนวนและภาษาภาพพจน์ ซึ่งให้ค่าผลประโยชน์แน่นอนมากกว่าโอกาสใหญ่แต่ไม่แน่นอน จึงพูดเรื่องความเสี่ยงได้โดยไม่แปลเรื่องนกตรงตัว 2. เรียน paraprosdokian เป็นคำด้านวาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: ส่วนท้ายพลิกส่วนต้น ช่วยให้ตามมุกที่ต้องตีความใหม่ในตอนท้ายได้ 3. เรียน spoonerism เป็นคำด้านความหมายศัพท์และระดับภาษา สำหรับการสลับเสียงต้น; แยกคำพูดผิดจากการเล่นคำตั้งใจ เช่น loving shepherd กลายเป็น shoving leopard

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey,

0:03

เฮ้

Vsauce.

0:03

Vsauce

Michael here.

0:04

ไมเคิลเองครับ

And as they say,

0:04

และอย่างที่เขาว่ากันว่า

a bird in the hand is worth two in the bush. สำนวน

0:06

นกหนึ่งตัวในมือมีค่าเท่ากับนกสองตัวในพุ่มไม้

สำนวน

สุภาษิต a bird in the hand is worth two in the bush

สุภาษิตนี้หมายความว่า สิ่งดี ๆ ที่เรามีอยู่แน่นอนแล้วมักมีค่ามากกว่ารางวัลที่ใหญ่กว่าแต่เราอาจไม่มีวันได้มา นกในมือแทนผลประโยชน์ที่แน่นอน ส่วนนกสองตัวในพุ่มไม้แทนโอกาสที่มากกว่าแต่ไม่แน่นอน สุภาษิตนี้ให้น้ำหนักกับทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า แต่จำนวนดังกล่าวเป็นเพียงภาพเปรียบเทียบ ไม่ใช่การคำนวณมูลค่าที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

ตอนนี้มีอาได้รางวัลแน่นอนหนึ่งชิ้น แต่เธออาจเสียรางวัลนั้นหากลองเสี่ยงเพื่อรางวัลที่ใหญ่กว่า คำแนะนำใดตรงกับสุภาษิตนี้มากที่สุด

  1. เก็บรางวัลที่ได้แน่นอนไว้ เพราะรางวัลที่ใหญ่กว่ายังไม่แน่นอน
  2. รางวัลเล็กสองชิ้นมีค่าเท่ากับรางวัลใหญ่หนึ่งชิ้นเสมอ
  3. เลือกรางวัลที่ใหญ่ที่สุดเสมอ แม้ว่าอาจไม่ได้อะไรเลย
ดูคำตอบ

เก็บรางวัลที่ได้แน่นอนไว้ เพราะรางวัลที่ใหญ่กว่ายังไม่แน่นอน

What it means is that it's better to have a certain advantage ไวยากรณ์

0:10

ความหมายก็คือ การมีข้อได้เปรียบที่แน่นอน

than to have nothing

0:15

ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรเลย

except the possibility of a greater one.

0:16

นอกจากความเป็นไปได้ว่าจะได้ข้อได้เปรียบที่มากกว่า

ไวยากรณ์

โครงสร้างอธิบาย What it means is that...

โครงสร้าง What X means is that... ใช้เริ่มต้นการอธิบายความหมาย ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย What ระบุสิ่งที่จะอธิบาย และส่วนหลัง that บอกความหมายของสิ่งนั้น ในประโยคนี้ it อ้างถึงสุภาษิตก่อนหน้า ประโยคนี้กำลังให้คำตอบ ไม่ใช่คำถาม แม้ว่าจะขึ้นต้นด้วย What

แบบฝึกหัด

คุณกำลังอธิบายคำเตือน เติมประโยคด้วยคำขึ้นต้นห้าคำจากบทเรียน: ____ we need to leave earlier.

ดูคำตอบ

What it means is that

But two birds in the bush,

0:19

แต่นกสองตัวในพุ่มไม้นี่

who calculated that?

0:21

ใครเป็นคนคำนวณกัน?

What really is the value of a bird in the hand?

0:23

จริง ๆ แล้วนกหนึ่งตัวในมือมีค่าเท่าไรกันแน่?

Well, according to Julian Baggini,

0:26

ทีนี้ ตามที่ Julian Baggini บอกไว้

a bird in the hand is technically worth 2.48 birds in the bush.

0:28

ถ้าคิดกันตามหลักแล้ว นกหนึ่งตัวในมือมีค่าเท่ากับนก 2.48 ตัวในพุ่มไม้

He calculated that number by looking at observations

0:34

เขาคำนวณตัวเลขนี้จากการพิจารณาข้อสังเกต

from studies of what psychologists call loss aversion.

0:38

ในงานวิจัยเกี่ยวกับสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย”

Loss aversion is a name given to the tendency we humans have การใช้คำ

0:42

การหลีกเลี่ยงความสูญเสียคือชื่อเรียกแนวโน้มของมนุษย์เรา

to more strongly prefer to avoid losing something we have ไวยากรณ์

0:46

ที่มักให้ความสำคัญกับการเลี่ยงสูญเสียสิ่งที่มีอยู่แล้ว

than to gain something that we don't.

0:50

มากกว่าการได้สิ่งที่ยังไม่มี

การใช้คำ

Loss aversion: การสูญเสียอาจมีน้ำหนักมากกว่าผลได้ที่เท่ากัน

Loss aversion หรือการหลีกเลี่ยงการสูญเสีย คือแนวโน้มที่ความเป็นไปได้ว่าจะสูญเสียมีผลต่อการตัดสินใจมากกว่าความเป็นไปได้ว่าจะได้สิ่งที่มีค่าเท่ากัน ในประโยคนี้ คำดังกล่าวเรียกปฏิกิริยาที่ไม่เท่ากัน คือการรักษาสิ่งที่มีอยู่อาจรู้สึกสำคัญกว่าการได้สิ่งใหม่ที่มีค่าเท่ากัน นี่เป็นแนวโน้มที่พบได้ทั่วไป ไม่ใช่กฎที่ทุกคนทำตามทุกครั้งหรือค่าตัวเลขที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดแสดง loss aversion ได้ชัดเจนที่สุด

  1. พยายามไม่ให้เสียเหรียญหนึ่งเหรียญมากกว่าพยายามชนะเหรียญหนึ่งเหรียญ
  2. มีความสุขเท่ากันกับทุกผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น
  3. เริ่มไม่ชอบของเล่นหลังจากของเล่นพังแล้วเท่านั้น
ดูคำตอบ

พยายามไม่ให้เสียเหรียญหนึ่งเหรียญมากกว่าพยายามชนะเหรียญหนึ่งเหรียญ

ไวยากรณ์

more strongly prefer to ... than to ...: การเปรียบเทียบการกระทำในรูปขนาน

more strongly ขยาย prefer เพื่อบอกว่าความชอบนั้นมีความเข้มมากกว่า ส่วน than นำเข้าสู่การกระทำที่สองในการเปรียบเทียบ การกระทำทั้งสองเป็นวลี infinitive ที่มีรูปขนานกัน ได้แก่ to avoid losing something we have และ to gain something we don't ให้อ่านเป็นการกระทำที่สมบูรณ์สองอย่าง ไม่ใช่การเปรียบเทียบเฉพาะคำว่า losing กับ gain เมื่อสำนวนเปรียบเทียบอย่าง more strongly สร้างระดับความเข้มขึ้นมา than สามารถเชื่อมวลีการกระทำที่มีรูปตรงกันได้

แบบฝึกหัด

เติมวลี infinitive ที่มีรูปขนานกันเพื่อทำการเปรียบเทียบให้สมบูรณ์: Alex more strongly prefers ____ losing a turn ____ gain an extra card.

ดูคำตอบ

to avoid · than to

In general, it's been shown that if someone loses $100, ไวยากรณ์

0:53

โดยทั่วไป งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า หากใครสักคนเสียเงิน 100 ดอลลาร์

they lose more satisfaction than someone who receives $100 acquires.

0:56

ความพึงพอใจที่ลดลงจะมากกว่าความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้นของคนที่ได้รับเงิน 100 ดอลลาร์

ไวยากรณ์

โครงสร้างรายงาน “it's been shown that”

ใน “it's been shown that” คำว่า it's เป็นรูปย่อของ it has วลีนี้ใช้ present perfect passive คือ it + has been + past participle เพื่อเกริ่นข้อสรุปที่มีงานวิจัยหรือหลักฐานก่อนหน้ารองรับ โดยไม่ระบุชื่อนักวิจัย shown ในที่นี้หมายถึง “มีหลักฐานสนับสนุนหรือบ่งชี้” ไม่ได้หมายถึง “พิสูจน์แล้วอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น” โครงสร้างนี้ช่วยแยกข้อกล่าวอ้างที่อิงหลักฐานออกจากความคิดเห็นส่วนตัว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างรูปย่อที่ใช้เสนอข้อสรุปจากหลักฐาน: “____ regular sleep can improve concentration.”

ดูคำตอบ

It's been shown that

Researchers have been able to get more granular with loss aversion. การใช้คำ

1:03

นักวิจัยสามารถศึกษาการหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้ละเอียดยิ่งขึ้น

การใช้คำ

Get more granular: ลงรายละเอียดให้ลึกขึ้น

Get more granular หมายถึง “ลงไปสู่ระดับรายละเอียดที่ย่อยและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น” ในที่นี้นักวิจัยกำลังแบ่งแนวคิดกว้าง ๆ เรื่องการหลีกเลี่ยงความสูญเสียออกเป็นส่วนที่เล็กลงและวัดผลได้ Get + คำคุณศัพท์ขั้นกว่า ใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ดังนั้น get more granular = become more granular คำว่า granular ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่างานวิจัยกลายเป็นเม็ดเล็ก ๆ ทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

ทีมมีเพียงยอดขายรวมทั้งปี แต่ตอนนี้ต้องการตัวเลขแยกตามแต่ละสัปดาห์และแต่ละร้าน ประโยคใดขอให้วิเคราะห์ในระดับที่ละเอียดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Let's remove the smaller categories from the data.
  2. Let's keep the data at a high level.
  3. Let's get more granular with the data.
ดูคำตอบ

Let's get more granular with the data.

In one study, they gave half of the participants something nice like a fancy mug,

1:06

ในการศึกษาหนึ่ง พวกเขาให้ของดี ๆ อย่างแก้วมัคสวยหรูแก่ผู้เข้าร่วมครึ่งหนึ่ง

and the other half they gave nothing.

1:11

ส่วนอีกครึ่งหนึ่งไม่ได้อะไรเลย

Then, they asked the people with mugs

1:13

จากนั้น พวกเขาขอให้คนที่ได้แก้วมัค

to come up with a value for the mug กริยาวลี

1:16

กำหนดมูลค่าของแก้วใบนั้น

were they to sell it and never have it again. ไวยากรณ์

1:18

หากต้องขายมันไปและไม่มีวันได้ครอบครองมันอีก

กริยาวลี

come up with a value: คิดมูลค่าขึ้นมา

ในที่นี้ come up with หมายถึง “คิดแล้วเสนอออกมา” หรือ “สร้างขึ้นมา” ไม่ได้หมายถึงเคลื่อนขึ้นด้านบน คนเหล่านั้นต้องกำหนดมูลค่าเป็นเงินให้กับแก้วมัค รูปแบบคือ come up with + ความคิด คำตอบ แผน ชื่อ หรือตัวเลข สิ่งที่อยู่หลัง with คือสิ่งที่คนคนนั้นคิดขึ้นหรือตัดสินใจเลือก โดย with ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “อยู่ร่วมกับ”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสามคำที่หมายถึง “คิดหรือสร้างขึ้นมา”: We need to ____ a name for our team.

ดูคำตอบ

come up with

ไวยากรณ์

were they to sell it: หากพวกเขาต้องขายมัน

Were they to sell it เป็นอนุประโยคเงื่อนไขแบบเป็นทางการ มีความหมายเหมือน if they were to sell it คือสมมติถึงการขายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้บอกว่าการขายเกิดขึ้นแล้ว โครงสร้างคือ were + ประธาน + to + กริยารูปพื้นฐาน การย้าย were มาไว้หน้าประธานใช้แทน if ได้ แต่ไม่ได้ทำให้อนุประโยคกลายเป็นคำถาม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้เงื่อนไขแบบกลับคำที่เป็นทางการและหมายถึง “If the weather were to worsen, the trip would be canceled”?

  1. Was the weather to worsen, the trip would be canceled.
  2. Were the weather to worsen, the trip would be canceled.
  3. Were to worsen the weather, the trip would be canceled.
ดูคำตอบ

Were the weather to worsen, the trip would be canceled.

They also asked the people who never got a mug

1:21

พวกเขายังถามคนที่ไม่เคยได้แก้วมัคด้วยว่า

how much they would be willing to pay to have a mug. วลี

1:24

ยินดีจ่ายเงินเท่าไรเพื่อให้ได้แก้วมาสักใบ

วลี

be willing to pay: แสดงความเต็มใจที่จะจ่าย

ใน be willing to pay คำว่า willing บอกถึงการเลือกหรือความเต็มใจของคนคนหนึ่ง โครงสร้าง be willing to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงพร้อมจะทำสิ่งหนึ่งหากจำเป็นหรือหากยอมรับเงื่อนไขได้ ในประโยคนี้ นักวิจัยกำลังถามว่าคนนั้นจะเลือกจ่ายในราคาเท่าไร ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นจ่ายเงินแล้ว จะซื้อแก้วมัคแน่นอน หรือมีเงินพอจ่ายได้ทุกจำนวนที่ตอบมา

แบบฝึกหัด

เติมคำถามในแบบสำรวจด้วยวลีที่ถามถึงการเลือกหรือความเต็มใจที่จะจ่าย: How much would you ____ for this ticket?

ดูคำตอบ

be willing to pay

Now, the people who had never had one

1:27

ปรากฏว่าคนที่ไม่เคยมีแก้วมาก่อน

estimated that the value of the mug would only be about $2.87.

1:29

ประเมินมูลค่าของมันไว้เพียงประมาณ 2.87 ดอลลาร์

But those who did have the mug and knew that they would never have it again if they sold it, ไวยากรณ์

1:34

แต่คนที่มีแก้วอยู่แล้วและรู้ว่าหากขายไปก็จะไม่มีวันได้มันกลับมาอีก

ไวยากรณ์

did have: did ที่ใช้เน้นในประโยคยืนยัน

ในวลียืนยัน did have คำว่า did ใช้เพื่อเน้น ประโยคอดีตแบบปกติจะเป็น had the mug แต่การเติม did เป็นการยืนยันหรือเน้นว่าคนเหล่านี้มีแก้วมัคอยู่จริง รูปแบบนี้มักใช้แก้ความสงสัยหรือสร้างความแตกต่างที่ชัดเจน กลุ่มหนึ่งไม่เคยได้รับแก้วมัค แต่อีกกลุ่มมีอยู่จริง หลัง did ที่ใช้เน้นต้องใช้กริยารูปพื้นฐาน have ไม่ใช่ had

แบบฝึกหัด

มีคนพูดว่า “Nora did not call.” ให้แก้คำพูดนั้นโดยใช้ did + call แบบเน้น: Nora ____ me yesterday.

ดูคำตอบ

did call

estimated its value to be about two and a half times larger,

1:39

กลับประเมินมูลค่าของมันสูงกว่าราวสองเท่าครึ่ง

around $7.

1:42

หรือประมาณ 7 ดอลลาร์

So, according to the evidence in a general sense,

1:45

ดังนั้น หากดูจากหลักฐานโดยรวม

having is actually slightly more than twice as good as not having. ไวยากรณ์

1:47

การมีบางสิ่งอยู่ในมือจึงดีกว่าการไม่มีสิ่งนั้นอยู่ถึงสองเท่ากว่า ๆ

ไวยากรณ์

slightly more than twice as good as: มากกว่าสองเท่าเล็กน้อย

โครงสร้าง twice as + adjective + as บอกว่าสิ่งหนึ่งมีคุณสมบัติบางอย่างในระดับสองเท่าของอีกสิ่งหนึ่ง ในที่นี้ twice as good as เปรียบเทียบว่า “การมี” กับ “การไม่มี” ดีแค่ไหน slightly more than ขยาย twice จึงหมายถึงมากกว่าสองเท่าเล็กน้อย ไม่ใช่สองเท่าพอดี ในประโยคนี้เป็นการประมาณอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่กฎตายตัวสำหรับการมีทุกกรณี

แบบฝึกหัด

เติมวลีเปรียบเทียบที่ตรงกับความหมายว่า “ดีกว่าสองเท่าเล็กน้อย” ให้ครบ: The new design is ____ the old one.

ดูคำตอบ

slightly more than twice as good as

But why just cover that aphorism?

1:52

แต่จะพูดถึงแค่สุภาษิตนี้ไปทำไม?

Let's talk about some other literary terms because our language can do some pretty funny things,

1:55

มาคุยถึงศัพท์วรรณกรรมอื่น ๆ กันดีกว่า เพราะภาษาของเราทำอะไรชวนขำได้ไม่น้อย

and those things it does have specific names.

2:00

และลูกเล่นเหล่านั้นก็มีชื่อเรียกเฉพาะด้วย

Let's begin with the blind date murderer,

2:03

มาเริ่มกันที่มีม “blind date murderer”

a meme people create that starts off all scary and frightening, ลำดับความ

2:06

มีมที่ผู้คนสร้างขึ้นให้ตอนแรกดูน่ากลัวและชวนขนลุก

but then turns out to actually be nice and cuddly.

2:10

แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องน่ารักและน่ากอด

ลำดับความ

starts off ... but then turns out to actually be: จากความรู้สึกแรกสู่สิ่งที่ค้นพบภายหลัง

starts off ใช้เปิดสถานะหรือความรู้สึกแรกในเรื่อง ที่นี่มันปูให้บางอย่างดูน่ากลัวในตอนต้น but then เปลี่ยนทิศทางของเรื่อง และ turns out to actually be เปิดเผยสิ่งที่มารู้ในภายหลัง actually เน้นความน่าประหลาดใจว่า ความจริงภายหลังนั้นน่ารักและน่ากอด ต่างจากความรู้สึกแรก ทั้งสองส่วนช่วยจัดเรื่องเป็น ความรู้สึกแรก → สิ่งที่ค้นพบภายหลัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเล่าเรื่องสองส่วนตามบทเรียนให้ตรงทั้งหมด: The old house ____ looking frightening, ____ safe and welcoming.

ดูคำตอบ

starts off · but then turns out to actually be

For instance, I'm going to rip off your face.

2:13

ตัวอย่างเช่น ผมจะฉีกหน้าคุณออกมา...

Book status, you are so funny.

2:16

เอ่อ หมายถึงจะลอกสเตตัส Facebook ของคุณน่ะ คุณตลกมากเลย

I'm going to cut you

2:18

ผมจะตัดคุณ—

out some coupons for that pizza place you like.

2:20

หมายถึงตัดคูปองร้านพิซซ่าที่คุณชอบให้คุณน่ะ

If you struggle, it'll only make it worse.

2:22

ถ้าคุณดิ้น มันมีแต่จะยิ่งแย่ลง

According to this fascinating article I'm sending you about quicksand.

2:25

ตามที่บทความน่าสนใจเรื่องทรายดูดที่ผมกำลังส่งให้คุณบอกไว้น่ะ

Many other memes use a similar structure,

2:28

มีมอื่น ๆ อีกมากมายใช้โครงสร้างคล้ายกัน

and the reason it's funny is that it's an example of what is known as paraprosdokian.

2:31

และที่มันตลกก็เพราะนี่คือตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่า paraprosdokian

A paraprosdokian is a sentence or phrase you can use that begins one way, ลำดับความ

2:36

Paraprosdokian คือประโยคหรือวลีที่เริ่มต้นไปในทิศทางหนึ่ง

leading people to think a certain thing,

2:41

ชวนให้คนคิดไปอย่างหนึ่ง

but then in the second half completely reverses or in some way changes that initial opinion.

2:42

แต่ครึ่งหลังกลับพลิกความเข้าใจแรกนั้นโดยสิ้นเชิง หรือเปลี่ยนมันไปในทางใดทางหนึ่ง

ลำดับความ

Paraprosdokian: การพลิกความหมายที่คาดไว้

Paraprosdokian คือประโยคหรือวลีที่ช่วงต้นชักนำให้ผู้ฟังตีความไปทางหนึ่ง แต่ช่วงหลังกลับพลิกหรือปรับการตีความนั้นอย่างชัดเจน หัวใจสำคัญคือการตีความใหม่ในภายหลัง เมื่อได้ยินตอนจบแล้ว เราต้องย้อนกลับไปเข้าใจตอนต้นอีกแบบหนึ่ง โครงสร้างนี้มักสร้างอารมณ์ขันหรือความประหลาดใจ แต่เพียงแค่จบแบบคาดไม่ถึงยังไม่เพียงพอ

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ paraprosdokian มากที่สุด

  1. ประโยคที่ตอนจบทำให้ผู้ฟังต้องตีความความคาดหมายจากตอนต้นใหม่
  2. ประโยคที่เพียงจบด้วยข้อมูลใหม่ที่น่าประหลาดใจ
  3. ประโยคที่มีคำยากหรือคำที่ไม่คุ้นเคย
ดูคำตอบ

ประโยคที่ตอนจบทำให้ผู้ฟังต้องตีความความคาดหมายจากตอนต้นใหม่

I will eat your baby.

2:48

ผมจะกินลูกของคุณ

Carrots, if you don't want them.

2:50

หมายถึงเบบี้แคร์รอตของคุณน่ะ ถ้าคุณไม่เอา

Syntactic ambiguity is when you can't figure out exactly what a sentence means การใช้คำ

2:52

ความกำกวมทางวากยสัมพันธ์เกิดขึ้นเมื่อคุณไม่อาจรู้แน่ชัดว่าประโยคหนึ่งหมายถึงอะไร

because the order of the words doesn't help.

2:57

เพราะลำดับของคำไม่ได้ช่วยให้ชัดเจนขึ้น

It frequently occurs in newspaper headlines.

3:00

มักเกิดขึ้นในพาดหัวข่าว

For instance, police help dog bite victim.

3:02

ตัวอย่างเช่น “police help dog bite victim”

การใช้คำ

ความกำกวมทางวากยสัมพันธ์: โครงสร้างไวยากรณ์มากกว่าหนึ่งแบบ

ความกำกวมทางวากยสัมพันธ์เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มคำเดียวกันสามารถจัดกลุ่มหรือเชื่อมโยงได้มากกว่าหนึ่งแบบที่ถูกต้องตามไวยากรณ์ จึงเกิดความหมายที่ต่างกัน ในพาดหัวแบบย่ออย่าง police help dog bite victim การละคำหน้าที่และเครื่องหมายวรรคตอนทำให้ความสัมพันธ์ไม่ชัดเจน อาจหมายถึงตำรวจช่วยเหยื่อที่ถูกสุนัขกัด หรือหมายถึงตำรวจช่วยให้สุนัขกัดเหยื่อ ความไม่แน่นอนนี้มาจากโครงสร้างประโยค ไม่ใช่เพียงเพราะคำคำหนึ่งมีหลายความหมายในพจนานุกรม

แบบฝึกหัด

เหตุใด police help dog bite victim จึงเป็นตัวอย่างของความกำกวมทางวากยสัมพันธ์

  1. เพราะคำว่า police มีความหมายในพจนานุกรมสองความหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
  2. เพราะประโยคใช้ความหมายเชิงเปรียบเทียบแทนความหมายตรงตัว
  3. เพราะคำต่าง ๆ สามารถเชื่อมกันเป็นโครงสร้างไวยากรณ์ที่ต่างกันสองแบบ
ดูคำตอบ

เพราะคำต่าง ๆ สามารถเชื่อมกันเป็นโครงสร้างไวยากรณ์ที่ต่างกันสองแบบ

Well, did the police help a person who had been bit by a dog, ไวยากรณ์

3:05

ตกลงว่าตำรวจช่วยคนที่ถูกสุนัขกัด

ไวยากรณ์

had been bit by a dog: รูปมาตรฐาน had been bitten

ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน รูปอดีตสมบูรณ์แบบที่เป็นกรรมวาจกใช้ had been + คำกริยาช่องสาม รูปของ bite คือ bite–bit–bitten ดังนั้นรูปมาตรฐานคือ had been bitten by a dog ซึ่งบอกว่าบุคคลนั้นถูกกระทำก่อนเวลาเก่าหรือเหตุการณ์ในอดีตอีกเหตุการณ์หนึ่ง ในคำบรรยาย had been bit ใช้ bit ในตำแหน่งที่ภาษาอังกฤษมาตรฐานแบบเป็นทางการต้องใช้ bitten รูปนี้อาจได้ยินในภาษาพูดไม่เป็นทางการบางแบบ แต่ควรเข้าใจว่าเป็นรูปภาษาพูดที่ไม่เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่แบบอย่างสำหรับงานโรงเรียนหรืองานเขียนเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปมาตรฐานของ bite หลัง had been: Before help came, Sam had been ____ by a dog.

ดูคำตอบ

bitten

or did the police help a dog bite a victim?

3:09

หรือว่าตำรวจช่วยสุนัขกัดเหยื่อกันแน่?

Free hat.

3:13

“Free hat.”

Are you giving away hats for free,

3:14

หมายถึงคุณกำลังแจกหมวกฟรี

or are you trying to get a guy named Hat out of jail?

3:16

หรือกำลังพยายามช่วยผู้ชายชื่อ Hat ออกจากคุกกันแน่?

Lexical ambiguity, การใช้คำ

3:20

ความกำกวมทางคำศัพท์

in my opinion,

3:21

ในความเห็นของผม

is often more fun.

3:22

มักสนุกกว่า

This happens when a word has multiple meanings

3:24

มันเกิดขึ้นเมื่อคำหนึ่งคำมีหลายความหมาย

and figuring out which one is being used in a sentence

3:26

และการดูว่าความหมายใดถูกนำมาใช้ในประโยค

is a challenge.

3:29

ก็เป็นเรื่องท้าทาย

การใช้คำ

Lexical ambiguity: คำเดียวที่มีหลายความหมาย

Lexical หมายถึง “เกี่ยวกับคำ” lexical ambiguity หรือความกำกวมทางคำศัพท์เกิดขึ้นเมื่อคำหนึ่งมีความหมายที่เป็นไปได้ตั้งแต่สองความหมายขึ้นไป และบริบทที่มีอยู่ยังไม่บอกว่าตั้งใจใช้ความหมายใด ในที่นี้ คำศัพท์ดังกล่าวเรียกปัญหาการเลือกความหมายภายในคำหนึ่งคำ ไม่ใช่ปัญหาว่าทั้งประโยคสร้างขึ้นอย่างไร บริบทเพิ่มเติมมักช่วยให้ผู้ฟังรู้ว่ากำลังใช้ความหมายใด

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างของความกำกวมทางคำศัพท์

  1. ผู้พูดพูดประโยคเบาเกินกว่าจะได้ยิน
  2. คำว่า bank อาจหมายถึงสถาบันการเงินหรือริมฝั่งแม่น้ำ
  3. คำชุดเดียวกันสามารถจัดเป็นโครงสร้างประโยคที่ต่างกันสองแบบ
ดูคำตอบ

คำว่า bank อาจหมายถึงสถาบันการเงินหรือริมฝั่งแม่น้ำ

The word buffalo can mean a number of different things.

3:31

คำว่า “buffalo” มีความหมายได้หลายอย่าง

It's the name of an animal, the name of a city,

3:34

มันเป็นทั้งชื่อสัตว์และชื่อเมือง

and it can also be a verb, which means to bully or confuse or baffle,

3:37

และยังเป็นคำกริยาที่หมายถึงข่มเหง ทำให้สับสน หรือทำให้งุนงงได้ด้วย

as in, hm, this video buffaloes me. การใช้คำ

3:42

อย่างเช่น “Hmm, this video buffaloes me.”

การใช้คำ

buffaloes ที่ใช้เป็นคำกริยา

ในประโยคนี้ buffaloes เป็นรูปบุรุษที่สามเอกพจน์ของคำกริยา buffalo ซึ่งพบไม่บ่อย และหมายถึง “ทำให้สับสน ทำให้งุนงง หรือข่มขู่” ประธานคือ this video และกรรมคือ me ดังนั้น buffaloes จึงต้องเป็นคำกริยาหลักของประโยค คำลงท้าย -es ใช้ให้สอดคล้องกับประธานเอกพจน์ this video ต้องดูโครงสร้างประโยค ไม่ใช่ดูแค่การสะกด เพราะ buffaloes อาจเป็นคำนามพหูพจน์ได้เช่นกัน แต่ในที่นี้อยู่ระหว่างประธานกับกรรม

แบบฝึกหัด

buffaloes หมายถึงอะไรในประโยค “The complicated map buffaloes Mia.”?

  1. หมายความว่า Mia เห็นไบซันหลายตัว
  2. หมายความว่าแผนที่ทำให้ Mia สับสนหรืองุนงง
  3. คำนี้บอกชื่อเมืองที่ Mia พบแผนที่
ดูคำตอบ

หมายความว่าแผนที่ทำให้ Mia สับสนหรืองุนงง

I tweeted about this a few months ago because buffalo has those three meanings,

3:46

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนผมทวีตเรื่องนี้ เพราะ “buffalo” มีความหมายทั้งสามแบบ

it is possible to make a completely sensible and correct legitimate sentence

3:51

เราจึงสามารถสร้างประโยคที่สมเหตุสมผล ถูกต้อง และใช้ได้จริงทุกประการ

using only the word buffalo.

3:57

โดยใช้แค่คำว่า “buffalo” เท่านั้น

Buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo. ลำดับความ

4:01

Buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo.

You have to think about it for a long time for it to make sense,

4:06

คุณต้องใช้เวลาคิดอยู่นานกว่ามันจะฟังรู้เรื่อง

but what it's really saying is that bison from the city of buffalo,

4:08

แต่ความหมายจริง ๆ ก็คือ ไบซันจากเมือง Buffalo

that bison from the city of buffalo bully,

4:13

ซึ่งถูกไบซันจากเมือง Buffalo รังแก

also happen to bully other bison from the city of buffalo.

4:16

ก็บังเอิญไปรังแกไบซันตัวอื่นจากเมือง Buffalo ด้วย

ลำดับความ

การวิเคราะห์ Buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo.

คำทั้งเจ็ดที่ดูเหมือนกันทำหน้าที่ต่างกัน วิธีแบ่งกลุ่มแบบหนึ่งคือ [คำขยายที่หมายถึงเมือง Buffalo + คำนามไบซัน] [คำขยายที่หมายถึงเมือง Buffalo + คำนามไบซัน + คำกริยา “รังแก”] [คำกริยา “รังแก”] [คำนามไบซัน] ถ้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษที่เข้าใจง่ายขึ้น จะได้ว่า “Buffalo bison that Buffalo bison bully also bully other bison.” ในคำอธิบาย ไบซันตัวอื่นในตอนท้ายก็เข้าใจว่าเป็นไบซันจาก Buffalo เช่นกัน คำสามคำตรงกลางเป็นอนุประโยคที่ใช้ขยาย หรือ relative clause ซึ่งละ that ไว้: “(that) Buffalo bison bully.” ให้จัดกลุ่มนามวลีก่อน แล้วจึงหาคำกริยาในส่วนขยายและคำกริยาหลักที่ตามมา ลำดับคำและโครงสร้างอนุประโยคต่างหากที่แสดงหน้าที่ของแต่ละคำ ไม่ใช่แค่การสะกดซ้ำหรือการใช้ตัวพิมพ์ใหญ่

แบบฝึกหัด

ข้อใดถอดความโครงสร้างของ “Buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo buffalo.” ได้ถูกต้อง

  1. ประโยคนี้เพียงแค่เรียงรายชื่อไบซันเจ็ดตัวโดยไม่มีคำกริยา
  2. ไบซันจาก Buffalo ที่ถูกไบซันจาก Buffalo ตัวอื่นรังแก ก็รังแกไบซันตัวอื่นเช่นกัน
  3. เมือง Buffalo ถูกสัตว์เจ็ดตัวทำให้สับสน
ดูคำตอบ

ไบซันจาก Buffalo ที่ถูกไบซันจาก Buffalo ตัวอื่นรังแก ก็รังแกไบซันตัวอื่นเช่นกัน

Tongue twisters.

4:21

ประโยคชวนลิ้นพัน

All I have to say here is that the she inside she sells seashells by the seashore วัฒนธรรม

4:22

เรื่องเดียวที่ผมอยากบอกตรงนี้ก็คือ คำว่า “she” ใน “she sells seashells by the seashore”

is an actual she, not just some random girl.

4:28

หมายถึงผู้หญิงที่มีตัวตนจริง ๆ ไม่ใช่เด็กสาวคนไหนก็ไม่รู้

She most likely refers to Mary Anning, a British paleontologist

4:31

คำว่า “she” น่าจะหมายถึง Mary Anning นักบรรพชีวินวิทยาชาวอังกฤษ

who collected fossils from beaches nearby where she lived her entire life

4:35

ผู้เก็บฟอสซิลจากชายหาดใกล้บริเวณที่เธออาศัยอยู่มาตลอดชีวิต

and discovered the very first ichthyosaur skeleton when she was only 12 years old.

4:40

และค้นพบโครงกระดูกอิกทิโอซอร์โครงแรกของโลกตอนอายุเพียง 12 ปี

วัฒนธรรม

she sells seashells by the seashore และ Mary Anning

ข้อความนี้เชื่อมโยง she ใน she sells seashells by the seashore เข้ากับ Mary Anning โดยยกเรื่องที่แอนนิงเก็บฟอสซิลตามชายหาดและค้นพบโครงกระดูกอิกทิโอซอร์ตอนอายุ 12 ปีมาอธิบายว่าทำไมจึงเกิดการเชื่อมโยงนี้ คำว่า most likely สำคัญ เพราะทำให้ความเชื่อมโยงนี้เป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้เกี่ยวกับที่มา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว seashells คือเปลือกหอยจากทะเล ส่วน fossils คือซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตโบราณที่ถูกเก็บรักษาไว้ ในที่นี้ฉากชายหาดเชื่อมโยงแนวคิดทั้งสอง แต่สองคำนี้ไม่ใช่คำพ้องความหมาย

แบบฝึกหัด

ข้อความใดสรุปเนื้อหานี้ได้ถูกต้อง?

  1. ในข้อความนี้ seashells เป็นอีกคำหนึ่งที่หมายถึง fossils
  2. คำว่า she อาจหมายถึง Mary Anning แต่ข้อความไม่ได้บอกว่าความเชื่อมโยงนี้แน่นอน
  3. Mary Anning เป็นผู้แต่งประโยคลิ้นพันนี้ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน
ดูคำตอบ

คำว่า she อาจหมายถึง Mary Anning แต่ข้อความไม่ได้บอกว่าความเชื่อมโยงนี้แน่นอน

Now, it's time for my favorite literary term,

4:46

ทีนี้ก็ถึงเวลาของศัพท์วรรณกรรมคำโปรดของผม

tmesis.

4:49

tmesis

This word is great

4:50

คำนี้ยอดเยี่ยมมาก

because you get to spell it with a T and then an M and no vowel in between.

4:50

เพราะสะกดด้วย T ตามด้วย M โดยไม่มีสระคั่นกลาง

Tmesis is a figure of speech ลำดับความ

4:55

Tmesis คือภาพพจน์ชนิดหนึ่ง

when you stick a word inside another word.

4:57

ที่นำคำหนึ่งไปแทรกไว้กลางอีกคำหนึ่ง

For instance, why say absolutely

5:00

ตัวอย่างเช่น จะพูดว่า “absolutely” ไปทำไม

when you could say abs-o-freaking-lutely.

5:02

ในเมื่อพูดว่า “abs-o-freaking-lutely” ได้?

ลำดับความ

Tmesis ใน abs-o-freaking-lutely

Tmesis คือภาพพจน์ที่แยกคำหนึ่งออกแล้วนำอีกคำมาแทรกไว้ข้างใน ใน abs-o-freaking-lutely คำว่า freaking ถูกใส่ไว้กลาง absolutely โดยไม่ได้เปลี่ยนความหมายพื้นฐานของ absolutely การแทรกนี้จัดข้อความโดยนำคำที่เพิ่มอารมณ์มาไว้ตรงกลาง ทำให้คำนั้นเด่นเป็นพิเศษ ในที่นี้มันเพิ่มการเน้นที่แรงและขี้เล่น รวมทั้งจังหวะที่ชวนขำ นี่เป็นรูปแบบสร้างสรรค์ในภาษาพูด ไม่ใช่การสะกดมาตรฐานของ absolutely

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ tmesis เพื่อเพิ่มการเน้นแบบขี้เล่นและไม่เป็นทางการ?

  1. The show was abs-o-freaking-lutely amazing.
  2. The show was amazing because it was funny.
  3. The show was absolutely amazing.
ดูคำตอบ

The show was abs-o-freaking-lutely amazing.

And why say you're welcome

5:05

แล้วจะพูดว่า “you're welcome” ไปทำไม

when you could say you're wel-diddly-elcome?

5:06

ในเมื่อพูดว่า “you're wel-diddly-elcome” ได้?

And of course, legend,

5:08

และแน่นอนว่า “legen—”

wait for it,

5:11

รอก่อนนะ

dary.

5:12

“—dary”

Finally, a spoonerism is a specific type of verbal mistake การใช้คำ

5:13

สุดท้าย spoonerism คือการพูดผิดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ

where you switch the first two letters of two words.

5:18

ที่สลับตัวอักษรแรกของคำสองคำ

การใช้คำ

spoonerism: การสลับเสียงต้นของคำสองคำ

spoonerism เกิดขึ้นเมื่อเสียงต้นของคำสองคำสลับตำแหน่งกัน ตัวอย่างเช่น “jelly beans” อาจกลายเป็น “belly jeans” เมื่อสลับ /dʒ/ กับ /b/ มักเป็นการพูดผิดโดยไม่ตั้งใจ แต่ก็อาจทำโดยตั้งใจเพื่อเล่นคำได้ ให้สังเกตเสียงที่สลับกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวอักษรเขียนเพียงหนึ่งตัวของแต่ละคำ

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเป็น spoonerism

  1. มีคนตั้งใจจะพูด “calendar” แต่พูดว่า “calculator”
  2. มีคนตั้งใจจะพูด “jelly beans” แต่พูดว่า “belly jeans”
  3. มีคนเขียน “spoon” เป็น “spnon”
ดูคำตอบ

มีคนตั้งใจจะพูด “jelly beans” แต่พูดว่า “belly jeans”

Many of us do this occasionally,

5:22

พวกเราหลายคนก็เผลอทำแบบนี้เป็นครั้งคราว

but it's named after William Archibald Spooner, a reverend who did this a lot. วลี

5:24

แต่ชื่อนี้มาจาก William Archibald Spooner บาทหลวงผู้ทำแบบนี้บ่อยมาก

วลี

it's named after: บอกที่มาของชื่อ

โครงสร้าง be named after + บุคคลหรือสิ่งของ หมายความว่าชื่อนั้นมาจากบุคคลหรือสิ่งนั้น ในที่นี้ it หมายถึง spoonerism ดังนั้นคำนี้จึงได้ชื่อมาจาก William Archibald Spooner รูปของ be เปลี่ยนตามประธานหรือเวลา เช่น is named after, are named after หรือ was named after ในสำนวนนี้ after ไม่ได้หมายถึง “หลังจาก” ในแง่ของเวลา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าสวนแห่งนี้ได้ชื่อตาม Dr. Chen

  1. The park is across from Dr. Chen's office.
  2. The park opened after Dr. Chen arrived.
  3. The park is named after Dr. Chen.
ดูคำตอบ

The park is named after Dr. Chen.

For instance, instead of saying that the Lord is a loving shepherd, ไวยากรณ์

5:30

เช่น แทนที่จะพูดว่า “the Lord is a loving shepherd”

he would tell everybody that the Lord is a shoving leopard.

5:33

เขากลับบอกทุกคนว่า “the Lord is a shoving leopard”

ไวยากรณ์

instead of saying: ใช้การกระทำหนึ่งแทนอีกการกระทำหนึ่ง

instead of saying หมายถึง “แทนที่จะพูด” วลีนี้กล่าวถึงการกระทำที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแต่ไม่ได้เกิดขึ้น คือการพูดว่า “the Lord is a loving shepherd” จากนั้นประโยคจึงบอกว่าเขาพูดอะไรจริง ๆ แทน ในที่นี้ instead of เป็นคำบุพบท ดังนั้นเมื่อมีการกระทำตามหลัง ต้องใช้รูป -ing: instead of + saying โครงสร้างนี้ใช้เปรียบเทียบการกระทำหนึ่งกับอีกการกระทำที่มาแทน

แบบฝึกหัด

ใช้ instead of + -ing เติมประโยคให้สมบูรณ์: Nina rode her bike ____ taking the bus.

ดูคำตอบ

instead of

He would get his murds wixed up.

5:37

เขามักพูดว่า “murds wixed” แทน “words mixed”

One of my favorite,

5:39

แต่หนึ่งในตัวอย่างที่ผมชอบที่สุด

however, comes from Sarah Palin.

5:40

มาจาก Sarah Palin

When you spoonerize her name,

5:42

เมื่อสลับตัวอักษรแรกในชื่อของเธอแบบ spoonerism

she becomes Parah Salin.

5:44

เธอก็จะกลายเป็น Parah Salin

And as always,

5:47

และเช่นเคย

wanks for thatching.

5:48

wanks for thatching.