การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น - 6 Minute English: บทเรียนภาษาอังกฤษ

BBC Learning English

ความยากในการเรียน
920 คำ 167 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: นีลกับจอร์จินาพูดถึงวิธีสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี โดยใช้รูปแบบการสื่อสารสี่แบบที่ตั้งชื่อตามสัตว์เพื่ออธิบายสมดุลระหว่างความร่วมมือ การควบคุม ความเฉื่อย และความขัดแย้ง พร้อมชี้ว่าการตอบโต้คำประชดด้วยคำประชดอาจทำลายความสัมพันธ์ได้อย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. get on with someone — กริยาวลี: เข้าใจสำนวนที่ใช้บ่อยในภาษาอังกฤษแบบบริติชว่าหมายถึงการชอบใครสักคนและมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกับคนนั้น แล้วนำไปใช้พูดถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เพื่อน หรือสมาชิกในครอบครัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ 2. whether you're approaching it from a positive position / or you approach that in a negative way — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ติดตามโครงสร้าง whether…or… แบบยาวที่เปรียบต่างวิธีรับมือความขัดแย้งในเชิงบวกกับเชิงลบ และใช้รูปแบบนี้จัดลำดับทางเลือกสองด้านให้ชัดเจน 3. sarcasm is the lowest form of humor, — สำนวนและภาษาภาพพจน์: มองประโยคนี้ว่าเป็นทัศนะทางวัฒนธรรมต่อการประชด ไม่ใช่การจัดอันดับอารมณ์ขันตามตัวอักษร และเข้าใจนัยเมื่อผู้พูดใช้ประโยคนี้ตำหนิมุกที่เยาะเย้ยหรือทำร้ายความรู้สึกผู้อื่น

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Six Minute English from BBCLearningEnglish.com.

0:01

Six Minute English จาก BBCLearningEnglish.com

Hello,

0:08

สวัสดี

this is Six Minute English from BBC Learning English.

0:09

นี่คือรายการ Six Minute English จาก BBC Learning English

I'm Neil.

0:12

ผม นีล

And I'm Georgina.

0:13

และฉัน จอร์จินา

Georgina and I have got to know each other very well ไวยากรณ์

0:14

จอร์จินาและผมรู้จักกันเป็นอย่างดี

after working together for so long.

0:17

หลังจากทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน

ไวยากรณ์

have got to know each other: present perfect ไม่ใช่ความหมายว่า “ต้อง”

ในที่นี้ have got to know เป็นรูป present perfect ของ get to know คือ have + got ซึ่งเป็นกริยาช่องสามของ get + to know รูปนี้สื่อว่าคนสองคนค่อย ๆ รู้จักกันมากขึ้นและตอนนี้รู้จักกันดีแล้ว ส่วน each other แสดงว่าความสัมพันธ์เป็นแบบต่างฝ่ายต่างรู้จักกัน อย่าตีความ have got to ในประโยคนี้ว่าเป็นการบอกหน้าที่หรือความจำเป็น ความสัมพันธ์ในบริบท รวมถึง very well และ after working together for so long แสดงถึงการเปลี่ยนจากที่ไม่ค่อยรู้จักกันไปเป็นรู้จักกันมากขึ้น

แบบฝึกหัด

ในประโยคจากวิดีโอ have got to know each other หมายความว่าอะไร

  1. ทั้งคู่จำเป็นต้องเรียนรู้ข้อมูลของกันและกัน
  2. ทั้งคู่ค่อย ๆ รู้จักกันมากขึ้นตามเวลา
  3. ทั้งคู่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับกันและกันมาตลอด
ดูคำตอบ

ทั้งคู่ค่อย ๆ รู้จักกันมากขึ้นตามเวลา

I know what sandwiches Neil has for lunch.

0:19

ฉันรู้ว่านีลทานแซนด์วิชอะไรเป็นมื้อเที่ยง

Egg and tomato,

0:21

ไข่และมะเขือเทศ

right, Neil?

0:22

ใช่ไหม นีล?

Right.

0:23

ใช่เลย

And I know it really annoys Georgina

0:24

และผมรู้ว่าสิ่งที่ทำให้จอร์จินาหงุดหงิดจริงๆ คือ

when people don't wash up their cups in the staff kitchen. กริยาวลี

0:27

เวลาที่มีคนไม่ล้างแก้วของพวกเขาในห้องครัวพนักงาน

กริยาวลี

wash up their cups ในภาษาอังกฤษแบบบริติช

ในภาษาอังกฤษแบบบริติช wash up อาจหมายถึงการล้างจาน ถ้วย และช้อนส้อมที่ใช้แล้ว ในประโยคนี้ wash up their cups หมายถึงล้างถ้วยที่พวกเขาใช้ ส่วน up เป็นส่วนหนึ่งของ phrasal verb ไม่ได้บอกทิศทาง เมื่อกรรมเป็นกลุ่มคำนามเต็ม สามารถใช้ได้ทั้ง wash up the cups และ wash the cups up แต่เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ให้วางไว้ตรงกลาง: wash them up

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายภาษาอังกฤษแบบบริติชสามคำที่หมายถึงการล้างถ้วยที่ทุกคนใช้แล้ว: Everyone must ____ before leaving the shared kitchen.

ดูคำตอบ

wash up their cups

So unhygienic.

0:30

สกปรกมาก

But just as important as getting to know someone socially or at work โน้ต

0:32

แต่สิ่งที่สำคัญพอๆ กับการทำความรู้จักกับใครบางคนในทางสังคมหรือที่ทำงาน

วลี

getting to know someone: กระบวนการค่อย ๆ รู้จักใครสักคน

get to know someone หมายถึงการค่อย ๆ รู้จักและคุ้นเคยกับใครสักคน ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปและได้ทำสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน วลีนี้มองการรู้จักคนหนึ่งคนเป็นกระบวนการ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นทันที getting to know someone เป็นรูป -ing ของวลีนี้ จึงทำให้ทั้งวลีใช้เรียกกิจกรรมหรือกระบวนการได้ เหมือนที่วางไว้หลัง as ในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

คุณเพิ่งเริ่มเรียนที่โรงเรียนใหม่และกำลังค่อย ๆ ทำความรู้จักเพื่อนร่วมชั้น ประโยคใดเหมาะกับสถานการณ์นี้ที่สุด

  1. I met my new classmates once.
  2. I know my new classmates well already.
  3. I'm getting to know my new classmates.
ดูคำตอบ

I'm getting to know my new classmates.

is getting on with people.

0:35

ก็คือการเข้ากันได้กับผู้คน

ไวยากรณ์

just as important as X is Y: ให้น้ำหนักสองประเด็นเท่ากัน

โครงสร้าง just as important as X is Y หมายความว่า Y และ X สำคัญเท่ากัน โครงสร้างนี้วางการประเมินว่า “สำคัญเท่ากัน” ไว้ก่อน แล้วเก็บ Y ไว้ท้ายประโยคเพื่อให้ Y เป็นจุดเน้นใหม่ ในประโยคนี้ X คือ getting to know someone socially or at work และ Y คือ getting on with people ส่วน is ที่ตามมาคือกริยาเชื่อมหลักที่ใช้แนะนำ Y จึงละไม่ได้ ถ้าเรียงตามลำดับปกติจะเป็น Getting on with people is just as important as getting to know someone socially or at work.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่เน้นไว้เพื่อแสดงว่าการกระทำทั้งสองสำคัญเท่ากัน: ____ checking the price ____ reading the return policy.

ดูคำตอบ

Just as important as · is

To get on with someone is a useful phrasal verb กริยาวลี

0:37

To get on with someone (การเข้ากันได้กับใครบางคน) เป็นกริยาวลีที่มีประโยชน์

meaning to like someone

0:40

หมายถึงการชอบใครสักคน

and enjoy a friendly relationship with them.

0:41

และสนุกกับความสัมพันธ์ฉันมิตรกับพวกเขา

กริยาวลี

get on with someone: เข้ากันได้ดีกับใครสักคน

To get on with someone หมายถึงชอบคนนั้นและมีความสัมพันธ์ที่สบายใจและเป็นมิตรกับเขา วลีนี้กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ดำเนินต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การพูดคุยครั้งเดียวโดยไม่ทะเลาะกัน เมื่อมีบุคคลตามหลัง ให้ใช้ get on with เป็นวลีเดียวกัน เช่น get on with my sister และ get on with our neighbours คำว่า get on มีความหมายอื่นในโครงสร้างอื่นได้ ดังนั้น with + บุคคลจึงเป็นส่วนสำคัญที่บอกว่ากำลังพูดถึงความสัมพันธ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเกี่ยวกับความสัมพันธ์สามคำที่เรียนในบทนี้: Although we disagree sometimes, I ____ my brother.

ดูคำตอบ

get on with

Which is really important

0:45

ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

if you work with them every day.

0:46

ถ้าคุณต้องทำงานกับพวกเขาทุกวัน

And there's another word to describe the good understanding

0:48

และมีอีกคำหนึ่งที่ใช้อธิบายความเข้าใจ

and communication between two friends,

0:51

และการสื่อสารที่ดีระหว่างเพื่อนสองคน

rapport. การใช้คำ

0:53

ก็คือ rapport (ความสัมพันธ์อันดี/ความเข้าอกเข้าใจ)

การใช้คำ

rapport: ความเข้าใจและการสื่อสารที่ราบรื่น

Rapport คือความเชื่อมโยงที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจ เข้าใจกัน และสื่อสารกันได้ง่าย ในประโยคนี้ คำนี้กล่าวถึงความเข้าใจร่วมกันระหว่างเพื่อน ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงว่าพวกเขารู้จักกัน คำนี้ยังใช้อธิบายการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนที่ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทกันได้ เช่น ครูกับชั้นเรียน ผู้สัมภาษณ์กับแขกรับเชิญ หรือเพื่อนร่วมงาน

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกประโยคที่ได้ยิน ให้สังเกตเสียงต้นคำและท้ายคำของ rapport กับ report

  1. The manager praised their rapport during the meeting.
  2. The manager praised their report during the meeting.
ดูคำตอบ

The manager praised their rapport during the meeting.

Yes,

0:54

ใช่แล้ว

how you build rapport and get on with people วลี

0:55

วิธีการสร้างความสัมพันธ์อันดีและเข้ากับผู้คนได้

has been the subject of many self-help books over the years วลี

0:57

เป็นหัวข้อของหนังสือพัฒนาตัวเองมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา

and is the topic of this program.

1:01

และเป็นหัวข้อของรายการในวันนี้

วลี

build rapport: สร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่สบายใจ

ใน build rapport คำว่า build หมายถึง “ค่อย ๆ สร้างขึ้น” ส่วน rapport หมายถึงความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกันที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกสบายใจ วลีนี้พูดถึงการทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ใช่การสร้างสิ่งของ โครงสร้างที่พบบ่อยคือ build rapport with + บุคคลหรือกลุ่มคน ในประโยคนี้ how you build rapport หมายถึงวิธีที่ผู้คนสร้างความสัมพันธ์เช่นนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกลุ่มคำเป้าหมายที่หมายถึง “สร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่สบายใจ”: Before the interview, Maya tried to ____ with the guest.

ดูคำตอบ

build rapport

วลี

has been the subject of: เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง

Has been the subject of หมายถึงบางสิ่งได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องในหนังสือ การอภิปราย การศึกษา หรือการถกเถียง ในที่นี้ subject หมายถึงหัวข้อหรือประเด็นหลักของหนังสือ ไม่ใช่วิชาในโรงเรียน has been เป็น present perfect เมื่อใช้กับ over the years จะแสดงว่าความสนใจนั้นเริ่มในอดีตและต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน หรือยังคงเกี่ยวข้องอยู่ในตอนนี้ โครงสร้างคือ something + has/have been the subject of + แหล่งที่มาหรือประเภทของความสนใจ ในตัวอย่างนี้ อนุประโยคทั้งหมดที่ขึ้นต้นด้วย how ถือเป็นหัวข้อเดียว จึงใช้ has

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายเพื่อให้หมายความว่าหัวข้อนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง: Online privacy ____ public debate for more than a decade.

ดูคำตอบ

has been the subject of

Well,

1:03

อืม

you and I must have great rapport, Georgina,

1:03

คุณกับผมต้องมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมแน่ๆ จอร์จินา

because that leads perfectly onto my quiz question. ลำดับความ

1:06

เพราะนั่นนำไปสู่คำถามควิซของผมได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ลำดับความ

leads perfectly onto: การเปลี่ยนไปยังประเด็นถัดไปอย่างราบรื่น

ในที่นี้ that หมายถึงแนวคิดที่เพิ่งกล่าวถึง ส่วน leads perfectly onto หมายความว่าแนวคิดนั้นเป็นสะพานเชื่อมอย่างราบรื่นไปยังคำถามในแบบทดสอบ ไม่ได้บรรยายการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่ใด วลีนี้เป็นสัญญาณการเปลี่ยนช่วง ช่วยแสดงว่าผู้พูดกำลังจัดลำดับเนื้อหาอย่างไร และเตรียมผู้ฟังให้พร้อมสำหรับคำถาม หัวข้อ หรือช่วงถัดไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเปลี่ยนช่วงในการประชุมด้วยวลีที่เน้นไว้: Your point about timing ____ our next question.

ดูคำตอบ

leads perfectly onto

In 1936,

1:09

ในปี 1936

American writer Dale Carnegie

1:10

นักเขียนชาวอเมริกัน เดล คาร์เนกี

wrote a famous self-help book on building rapport. การใช้คำ

1:12

ได้เขียนหนังสือพัฒนาตัวเองที่โด่งดังเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์

การใช้คำ

self-help book: หนังสือเพื่อการพัฒนาตนเอง

self-help book คือหนังสือที่ให้คำแนะนำหรือวิธีการแก่ผู้อ่านเพื่อปรับปรุงบางด้านในชีวิตของตนเอง เช่น นิสัย การสื่อสาร ความมั่นใจ หรือการจัดการความเครียด ในตัวอย่างนี้ เนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์อันดี self-help เป็นคำขยายประสมที่วางหน้า book และเครื่องหมายยัติภังค์เชื่อมสองคำให้เป็นแนวคิดเดียวกัน ให้เข้าใจ self-help book ว่าเป็นประเภทของหนังสือ ไม่ใช่หนังสือที่ช่วยเหลือตัวเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยประเภทหนังสือที่เน้นไว้: Mia bought a ____ about managing stress.

ดูคำตอบ

self-help book

It sold over 30 million copies,

1:15

มันทำยอดขายได้มากกว่า 30 ล้านเล่ม

making it one of the best-selling books of all time. โน้ต

1:18

ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในหนังสือที่ขายดีที่สุดตลอดกาล

ไวยากรณ์

making it one of the ...: การเสริมผลลัพธ์

อนุประโยค -ing หลังเครื่องหมายจุลภาค making it one of the ... ใช้เสริมผลที่เกิดจากประโยคหลัก กล่าวคือ การขายได้มากกว่า 30 ล้านเล่มทำให้หนังสือเล่มนี้มีสถานะดังกล่าว making ไม่ใช่กริยาหลักตัวที่สองที่อยู่ในระดับเดียวกับ sold แต่ขึ้นอยู่กับอนุประโยคทั้งหมดก่อนเครื่องหมายจุลภาค ในโครงสร้างนี้ it หมายถึงหนังสือ และหลัง one of the ต้องตามด้วยคำนามหรือกลุ่มคำนามพหูพจน์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกผลจากบทเรียนนี้: The song topped the charts in twelve countries, ____ most successful singles of the year.

ดูคำตอบ

making it one of the

วลี

best-selling books of all time: หนังสือที่ขายดีที่สุดตลอดประวัติศาสตร์

Best-selling books of all time หมายถึงหนังสือที่มียอดขายอยู่ในกลุ่มสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ best-selling ใช้บอกยอดขาย ส่วน of all time กำหนดช่วงการเปรียบเทียบให้ครอบคลุมประวัติศาสตร์ทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน ใน one of the best-selling books of all time คำว่า one of the หมายความว่าหนังสือเล่มนี้อยู่ในกลุ่มอันดับต้น ๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นหนังสืออันดับหนึ่งเพียงเล่มเดียว คำนามหลัง one of the ต้องเป็นพหูพจน์ จึงต้องใช้ books

แบบฝึกหัด

ใช้วลีเป้าหมายเติมประโยคให้มีความหมายว่า “หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนึ่งในหนังสือที่มียอดขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์”: It became one of the ____.

ดูคำตอบ

best-selling books of all time

But what was it called?

1:21

แต่มันมีชื่อว่าอะไร?

Is it A,

1:23

คือข้อ A

How to Get Rich Quick? สำนวน

1:24

How to Get Rich Quick?

สำนวน

Get Rich Quick และ get-rich-quick

get rich quick หมายถึงการร่ำรวยขึ้นในเวลาอันสั้นมาก ในชื่อที่เลียนแบบหนังสือพัฒนาตนเองนี้ วลีดังกล่าวฟังเหมือนคำสัญญาว่าจะรวยได้อย่างง่ายดาย และมักสื่อว่าวิธีนั้นอาจไม่สมจริง มีความเสี่ยง หรือไม่ซื่อสัตย์ ในที่นี้ quick ทำหน้าที่เหมือนคำกริยาวิเศษณ์ แม้รูปคำกริยาวิเศษณ์ตามปกติในภาษาอังกฤษมาตรฐานจะเป็น quickly ก็ตาม get rich quick ยังคงรูปนี้ไว้ในฐานะสโลแกนไม่เป็นทางการที่คุ้นเคย จึงควรเข้าใจทั้งวลีเป็นสำนวนตายตัว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่เชื่อมด้วยยัติภังค์ของวลีที่เน้นไว้: The article warned readers about ____ scams.

ดูคำตอบ

get-rich-quick

B,

1:26

ข้อ B

How to Stop Worrying and Make Friends?

1:27

How to Stop Worrying and Make Friends?

or C,

1:29

หรือข้อ C

How to Win Friends and Influence People? การใช้คำ

1:29

วิธีชนะมิตรและจูงใจคน (How to Win Friends and Influence People)?

การใช้คำ

Win Friends and Influence People: win ในความหมายว่า “ได้รับ”

ใน win friends คำว่า win หมายถึงการได้รับมิตรภาพหรือความรู้สึกดีจากผู้คนด้วยสิ่งที่เราทำ ไม่ได้หมายถึงการเอาชนะเพื่อน ส่วน influence people หมายถึงการมีอิทธิพลต่อสิ่งที่ผู้คนคิดหรือทำ วลีกริยาสองวลีเชื่อมกันด้วย and ชื่อนี้นำเสนอเป้าหมายคู่ขนานสองอย่าง คือการได้รับความรู้สึกดีจากผู้อื่นและการมีอิทธิพลต่อพวกเขา ความหมายนี้ของ win ยังพบใน win trust, win support และ win respect

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ win ในความหมายว่า “ได้รับหรือทำให้ได้มา” เหมือนกับ win friends

  1. She trained hard to win the tennis match.
  2. Her patience helped her win the trust of her new teammates.
  3. At chess, she can beat all her friends.
ดูคำตอบ

Her patience helped her win the trust of her new teammates.

Hmm,

1:33

อืม

I think I know this,

1:33

ฉันคิดว่าฉันรู้ข้อนี้นะ

Neil.

1:34

นีล

I'm going to say C, น้ำเสียง/เจตนา

1:35

ฉันขอตอบข้อ C

How to Win Friends and Influence People.

1:36

วิธีชนะมิตรและจูงใจคน

น้ำเสียง/เจตนา

I'm going to say ...: การตอบแบบยังเผื่อความไม่แน่ใจ

ในการตอบคำถามหรือการพูดคุย I'm going to say C หมายถึง “คำตอบของฉันคือ C” หรือ “ฉันเลือก C” ผู้พูดตัดสินใจเลือกในขณะที่กำลังตอบ ในที่นี้ be going to ใช้นำคำตอบที่ผู้พูดกำลังจะบอกทันที และ I'm going to say ... ยังช่วยให้คำตอบฟังดูไม่ฟันธงเต็มที่ เหมือนยังเผื่อไว้ว่าตนอาจไม่แน่ใจ

แบบฝึกหัด

คุณกำลังเลือกคำตอบในการตอบคำถาม แต่ยังไม่แน่ใจเต็มที่ ประโยคใดฟังดูเป็นธรรมชาติ?

  1. I'm going to say B.
  2. The answer is definitely B; I checked it.
  3. I'm going to speak B.
ดูคำตอบ

I'm going to say B.

Okay,

1:40

เอาล่ะ

Georgina,

1:40

จอร์จินา

we'll find out if that's right at the end of the program. กริยาวลี

1:41

เราจะมาดูกันว่ามันถูกต้องไหมในตอนท้ายของรายการ

กริยาวลี

find out if that's right: หาคำตอบว่าคำตอบนั้นถูกหรือไม่

Find out if that's right หมายถึง “ตรวจสอบหรือค้นให้รู้ว่าคำตอบนั้นถูกหรือไม่” Find out เน้นการเปลี่ยนจากยังไม่รู้ไปเป็นได้รับข้อมูล ซึ่งมักเกิดหลังจากตรวจสอบ รอ หรือเห็นผลลัพธ์ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if แสดงคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ที่ต้องหาคำตอบ ในที่นี้ that หมายถึงคำตอบที่เพิ่งให้ไป และ right หมายถึง “ถูกต้อง”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำที่เรียนในบทนี้: We'll test the key and ____ whether it opens the door.

ดูคำตอบ

find out

When it comes to getting on with people, ลำดับความ

1:44

เมื่อพูดถึงการเข้ากับผู้คนให้ได้

psychologist Emily Alison has a few ideas.

1:46

นักจิตวิทยา เอมิลี อลิสัน มีความคิดเห็นบางอย่าง

ลำดับความ

When it comes to ... ในฐานะกรอบเปิดหัวข้อ

When it comes to ... ใช้กำหนดหัวข้อหรือขอบเขตที่ข้อความถัดไปจะกล่าวถึง ในประโยคนี้ วลีนี้เปลี่ยนความสนใจไปที่ getting on with people โดย comes ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่มาถึงจริง ๆ ในโครงสร้างนี้ to เป็นคำบุพบท หลัง to ใช้คำนาม คำสรรพนาม หรือกริยารูป -ing เช่น When it comes to teamwork และ When it comes to choosing ดังนั้นตัวอย่างจึงใช้ getting ไม่ใช่ get

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบเปิดหัวข้อจากบทเรียนนี้: ____ choosing a laptop, battery life matters most to me.

ดูคำตอบ

When it comes to

She's built a career working with the police วลี

1:49

เธอสร้างอาชีพด้วยการทำงานกับตำรวจ

as they build rapport with criminal suspects. การใช้คำ

1:51

ขณะที่พวกเขาสร้างความสัมพันธ์กับผู้ต้องสงสัยคดีอาญา

วลี

built a career working with ... เพื่อพัฒนาอาชีพในระยะยาว

build a career working with ... หมายถึงการค่อย ๆ สร้างเส้นทางอาชีพที่ต่อเนื่องผ่านการทำงานกับกลุ่มหรือองค์กรหนึ่ง ใน She's built คำว่า She's ย่อมาจาก She has ดังนั้น present perfect จึงนำเสนออาชีพนี้ว่าเป็นความสำเร็จที่พัฒนามาตลอดช่วงเวลาหนึ่งและยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน วลี -ing คือ working with the police อธิบายกิจกรรมที่เธอใช้สร้างอาชีพ โครงสร้างนี้นำไปใช้เป็น build a career doing something ได้ และมีความหมายหนักแน่นกว่าการบอกเพียงว่าเคยทำงานกับกลุ่มนั้นหนึ่งครั้ง

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่หมายความว่า Maya พัฒนาชีวิตการทำงานผ่านความร่วมมือระยะยาว: Maya has ____ young athletes.

ดูคำตอบ

built a career working with

การใช้คำ

with criminal suspects: ผู้ที่ถูกสงสัย ไม่ใช่ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้ว

ในประโยคนี้ with criminal suspects ระบุว่าตำรวจกำลังสร้างความไว้วางใจกับใคร คำว่า suspects เป็นคำนามพหูพจน์ หมายถึงคนที่ตำรวจเชื่อว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม วลีนี้บอกถึงขั้นตอนที่บุคคลกำลังถูกสงสัยหรือสอบสวน ไม่ได้บอกว่าถูกตัดสินว่ามีความผิดแล้ว criminal เพียงระบุว่าข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ไม่ได้ทำให้ suspects กลายเป็นอาชญากรที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด

แบบฝึกหัด

ในรายงานของตำรวจ criminal suspects มีความหมายที่ถูกต้องที่สุดว่าอะไร?

  1. คนที่ถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม โดยไม่ได้บอกว่าพิสูจน์ความผิดแล้ว
  2. เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เชื่อว่าอาจเกิดอาชญากรรมขึ้น
  3. คนที่ศาลพิสูจน์แล้วว่ามีความผิด
ดูคำตอบ

คนที่ถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม โดยไม่ได้บอกว่าพิสูจน์ความผิดแล้ว

Emily is the author of a new book,

1:55

เอมิลีเป็นผู้เขียนหนังสือเล่มใหม่

Rapport: The Four Ways to Read People. สำนวน

1:56

ที่ชื่อว่า Rapport: The Four Ways to Read People

สำนวน

Read People: เข้าใจความรู้สึกและเจตนาจากเบาะแส

ในชื่อหนังสือ Read People เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการใช้เบาะแส เช่น สีหน้า น้ำเสียง พฤติกรรม และบริบท เพื่อประเมินว่าคนอื่นอาจรู้สึกอย่างไร เป็นคนแบบไหน หรือตั้งใจจะทำอะไร read เปรียบพฤติกรรมของคนกับข้อมูลที่สามารถตีความได้ วลีนี้กล่าวถึงทักษะในการตัดสินจากข้อมูล ไม่ใช่การอ่านข้อความตามความหมายตรงตัว และไม่ได้หมายถึงการรู้ความคิดของคนอื่นอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

read people ในประโยคนี้หมายถึงอะไร? Maya reads people well and notices when they feel uncomfortable.

  1. เข้าใจความรู้สึกหรือเจตนาของคนจากพฤติกรรมของพวกเขา
  2. อ่านเรื่องที่เขียนไว้ให้คนกลุ่มหนึ่งฟังออกเสียง
  3. รู้แน่ชัดว่าทุกคนกำลังคิดอะไร
ดูคำตอบ

เข้าใจความรู้สึกหรือเจตนาของคนจากพฤติกรรมของพวกเขา

And she told BBC Radio 4 program All in the Mind,

1:59

และเธอบอกกับรายการ All in the Mind ทาง BBC Radio 4 ว่า

it isn't easy to get along with everyone. กริยาวลี

2:02

การเข้ากับทุกคนให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

กริยาวลี

get along with everyone: เข้ากับทุกคนได้ดี

get along with everyone หมายถึงมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรหรืออยู่ร่วมกันได้ดีกับทุกคน ในที่นี้ get along with เป็นสำนวนที่ต้องมองเป็นชุดเดียว และ along ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปตามเส้นทาง ใน it isn't easy to get along with everyone ผู้พูดกำลังให้ข้อสังเกตโดยรวมว่าการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนอาจเป็นเรื่องยาก ไม่ได้หมายความว่าคนคนหนึ่งเข้ากับใครไม่ได้เลย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่า Maya มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมทีมทุกคน

  1. Maya gets along with everyone on her team.
  2. Maya goes along with everyone on her team.
  3. Maya gets along everyone on her team.
ดูคำตอบ

Maya gets along with everyone on her team.

I often describe rapport-building in a relationship

2:07

ฉันมักจะเปรียบการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

as like walking a tightrope สำนวน

2:10

ว่าเหมือนกับการเดินบนเส้นลวด

สำนวน

walking a tightrope: รักษาสมดุลในสถานการณ์เสี่ยง

Walking a tightrope มีความหมายตรงตัวว่าเดินไปบนเชือกที่อยู่สูงจากพื้น แต่ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบถึงการรับมือกับสถานการณ์ยากที่ต้องรักษาสมดุลอย่างระมัดระวังและแทบไม่มีโอกาสให้ผิดพลาด ผู้พูดใช้สำนวนนี้อธิบาย rapport-building หรือการสร้างความไว้วางใจและความรู้สึกสบายใจ โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างทางเลือกทางสังคมต่าง ๆ เพราะการตัดสินใจพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำลายความสัมพันธ์ได้

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคแล้วเลือกความหมายของ walking a tightrope: Building trust between two groups can feel like walking a tightrope.

  1. ทำงานง่ายที่เปิดโอกาสให้ผิดพลาดได้มาก
  2. รับมือกับสถานการณ์เสี่ยงที่ต้องรักษาสมดุลอย่างระมัดระวัง
  3. เดินบนเชือกจริงเพื่อออกกำลังกาย
ดูคำตอบ

รับมือกับสถานการณ์เสี่ยงที่ต้องรักษาสมดุลอย่างระมัดระวัง

because you really do need to maintain โน้ต

2:13

เพราะคุณจำเป็นต้องรักษาสิ่งนั้นเอาไว้จริงๆ

that balance of being objective,

2:16

ความสมดุลของการมีความเป็นกลาง

ไวยากรณ์

really do need to: การเน้นว่าจำเป็นจริง ๆ

ใน really do need to คำว่า do เป็นกริยาช่วยเพื่อเน้นย้ำ ไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งใด แต่ช่วยเน้นประโยคบอกเล่า ดังนั้น you really do need to จึงสื่อว่าความจำเป็นนั้นมีอยู่จริงหรือสำคัญ โครงสร้างคือ do/does/did + กริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้หลัง do ต้องใช้ need ไม่ใช่ needs หรือ needed

แบบฝึกหัด

เติมกริยาช่วยที่ใช้เน้นย้ำ: The deadline is tomorrow, so we really ____ need to finish this today.

ดูคำตอบ

do

วลี

maintain that balance: การรักษาสมดุลเชิงนามธรรมไว้

ใน maintain that balance คำว่า maintain หมายถึงการรักษาสภาวะหนึ่งให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อเนื่องไป ที่นี่ balance เป็นความหมายเชิงนามธรรม คือสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างความต้องการที่แข่งขันกัน ไม่ใช่การทรงตัวของร่างกาย that ชี้ถึงสมดุลเฉพาะที่กล่าวถึงแล้วในการสนทนา วลีนี้จึงเน้นการรักษาสมดุลนั้นต่อไป ไม่ใช่การค้นหาสมดุลเป็นครั้งแรก

แบบฝึกหัด

Maya พบกิจวัตรที่ดีต่อสุขภาพแล้วและต้องการรักษาไว้ตลอดทั้งปี วลีใดอธิบายเป้าหมายของเธอได้ดีที่สุด?

  1. maintain a balance
  2. strike a balance
  3. find a balance
ดูคำตอบ

maintain a balance

treating people with compassion, วลี

2:19

การปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความเห็นอกเห็นใจ

but that doesn't mean I'm sympathetic, ไวยากรณ์

2:20

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันเห็นพ้อง

I'm collusive.

2:22

หรือฉันสมรู้ร่วมคิดด้วย

วลี

treating people with compassion: ปฏิบัติต่อใครบางคนด้วยท่าทีแบบหนึ่ง

ในที่นี้ treating people with compassion หมายถึงการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความใส่ใจและคำนึงถึงความทุกข์ของพวกเขา ในโครงสร้างนี้ treat หมายถึง “ปฏิบัติต่อ” ไม่ใช่ “ให้การรักษาทางการแพทย์” โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ treat + person + with + attitude เช่น treat someone with compassion, respect, kindness, or patience โครงสร้างนี้บอกว่าคุณปฏิบัติต่อคนนั้นอย่างไร แต่ไม่ได้หมายความในตัวเองว่าคุณเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมาย: Even after the mistake, the coach treated the young player ____.

ดูคำตอบ

with compassion

ไวยากรณ์

that doesn't mean: ป้องกันข้อสรุปที่เกินออกไป

That ย้อนกลับไปอ้างถึงแนวคิดที่เพิ่งกล่าวถึง ส่วน That doesn't mean ใช้เกริ่นข้อสรุปที่ผู้พูดไม่ยอมรับ จึงป้องกันไม่ให้ผู้ฟังมองว่าข้อความแรกเป็นหลักฐานของข้อสรุปอื่นที่เกินออกไป รูปแบบการจัดข้อมูลที่พบบ่อยคือ X, but that doesn't mean Y ผู้พูดยังคงยืนยันว่า X เป็นจริง พร้อมกับขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่า X ไม่ได้นำไปสู่ Y โดยอัตโนมัติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่ใช้ปิดกั้นข้อสรุปเพิ่มเติม: I understand your decision, but ____ I agree with it.

ดูคำตอบ

that doesn't mean

It's that balance between judgment and avoidance. วลี

2:24

มันคือความสมดุลระหว่างการตัดสินใจกับการหลีกเลี่ยง

วลี

that balance between judgment and avoidance: การสร้างสมดุลระหว่างสองด้าน

that balance between judgment and avoidance หมายถึงจุดกึ่งกลางที่หาได้ยากระหว่างปฏิกิริยาสองแบบ โครงสร้างคือ a balance between A and B โดย between นำหน้าด้านแรก และ and เชื่อมไปยังด้านที่สอง balance ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการแบ่งให้แต่ละด้านเท่ากันพอดี แต่หมายถึงการปรับการตอบสนองเพื่อไม่ให้เอนเอียงไปทางการตัดสินหรือการหลีกเลี่ยงมากเกินไป

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมสองคำในโครงสร้าง a balance between A and B ให้สมบูรณ์: A good editor keeps a balance ____ detail ____ clarity.

ดูคำตอบ

between · and

Emily describes rapport

2:29

เอมิลีอธิบายการสร้าง

building as like walking a tightrope,

2:30

ความสัมพันธ์ว่าเหมือนการเดินบนเส้นลวด (walking a tightrope)

an idiom to describe being in a difficult situation

2:32

ซึ่งเป็นสำนวนที่ใช้อธิบายการอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

which requires carefully considering what to do. วลี

2:35

ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะต้องทำอย่างไร

วลี

requires carefully considering: require ตามด้วยรูป -ing

requires carefully considering หมายถึง “ทำให้จำเป็นต้องคิดอย่างรอบคอบ” requires ตามด้วยวลี gerund carefully considering what to do และ carefully ขยาย considering ใช้ require + -ing เมื่อสิ่งของ งาน หรือสถานการณ์ทำให้ต้องทำบางอย่าง โดยไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้ทำ ในประโยคนี้ ผู้กระทำที่ละไว้คือคนที่กำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากนั้น

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ consider เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Solving this puzzle requires carefully ____ each clue.

ดูคำตอบ

considering

Building rapport with terrorists

2:39

การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ก่อการร้าย

or violent criminals isn't easy.

2:40

หรืออาชญากรรุนแรงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

Emily doesn't sympathize วลี

2:43

เอมิลีไม่ได้เห็นใจ

with what they've done,

2:44

ในสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป

วลี

doesn't sympathize with: ไม่เห็นใจหรือสนับสนุนการกระทำ

ปกติ sympathize ใช้ with นำหน้ากรรม: sympathize with someone or something ใน doesn't sympathize with คำว่า doesn't ปฏิเสธกริยาวลีทั้งหมด ในประโยคนี้ กรรมคือ what they've done เอมิลีจึงกำลังบอกว่าเธอไม่เห็นใจหรือสนับสนุนการกระทำเหล่านั้น วลีนี้มุ่งไปที่การกระทำ ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่มีความเห็นใจต่อคนเหล่านั้นเลยในทุกด้าน

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่มักใช้หลัง sympathize: I disagree with her choice, but I sympathize ____ her situation.

ดูคำตอบ

with

but she tries to remain objective, วลี

2:45

แต่เธอพยายามรักษาความเป็นกลางไว้

to base her judgment on the facts, วลี

2:47

เพื่อใช้ข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐานในการตัดสินของเธอ

not personal feelings.

2:49

ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว

วลี

to remain objective: remain + คำคุณศัพท์

ในที่นี้ remain เป็นกริยาเชื่อม จึงตามด้วยคำคุณศัพท์ objective โดยตรง: remain objective วลีนี้หมายถึงการรักษาความเป็นกลางต่อไป และยึดข้อเท็จจริงแทนความรู้สึกส่วนตัว ในประโยคนี้ to base her judgment on the facts อธิบายว่าการคงความเป็นกลางเกี่ยวข้องกับอะไร objective ตรงนี้เป็นคำคุณศัพท์ ไม่ใช่คำนามที่หมายถึงเป้าหมาย

แบบฝึกหัด

ใช้ objective เติมประโยคให้สมบูรณ์: During the review, the panel must remain ____.

ดูคำตอบ

objective

วลี

base her judgment on the facts: โครงสร้าง base A on B

base A on B หมายถึงใช้ B เป็นหลักฐานหรือพื้นฐานของ A ในที่นี้ A หมายถึง her judgment และ B หมายถึง the facts ดังนั้นการตัดสินของเธอจึงมาจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว คำบุพบท on เป็นส่วนที่จำเป็นของโครงสร้างนี้และห้ามละ สามารถใช้โครงสร้างนี้กับคำนามอย่าง decision, conclusion หรือ opinion เพื่อบอกว่าสิ่งนั้นมีอะไรเป็นหลักฐานรองรับ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ base A on B: The panel based its final decision ____ verified evidence.

ดูคำตอบ

on

In her book,

2:51

ในหนังสือของเธอ

Emily identifies four main communication styles,

2:52

เอมิลีระบุรูปแบบการสื่อสารหลักไว้สี่แบบ

which she names after animals. วลี

2:55

ซึ่งเธอตั้งชื่อตามสัตว์

วลี

names after animals: โครงสร้าง name A after B

name A after B หมายถึงตั้งชื่อ A โดยใช้ชื่อที่มาจากหรือได้รับแรงบันดาลใจจาก B ในที่นี้ which อ้างถึง four main communication styles และเป็นกรรมของ names กล่าวคือ she names the styles after animals ในโครงสร้างนี้ after บอกที่มาหรือสิ่งอ้างอิงของชื่อ ไม่ได้หมายถึง “หลังจาก” ในเชิงเวลา โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้ตั้งชื่อบุคคล สถานที่ ผลิตภัณฑ์ หรือหมวดหมู่ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ name A after B: They named the new library ____ a local writer.

ดูคำตอบ

after

The best at building rapport

2:57

รูปแบบที่เก่งที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์

is the friendly and cooperative monkey.

2:58

คือ ลิง ที่เป็นมิตรและให้ความร่วมมือ

And there's a pair of opposites, วลี

3:01

และมีอีกคู่ที่ตรงข้ามกัน

the bossy lion who wants to take charge วลี

3:02

คือ สิงโต จอมบงการที่ต้องการเป็นผู้นำ

and control things

3:04

และควบคุมสิ่งต่างๆ

วลี

take charge: ก้าวออกมารับหน้าที่นำ

Take charge เป็นสำนวนตายตัว หมายถึงการก้าวออกมารับผิดชอบและเริ่มนำสถานการณ์หรือกลุ่มคน คำว่า charge ในที่นี้ไม่เกี่ยวกับการเรียกเก็บเงิน ในประโยคนี้ สิงโตอยากมีอำนาจตัดสินใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น สำนวนนี้จึงช่วยแสดงนิสัยชอบสั่งและชอบควบคุมของมัน ใช้ take charge เพียงอย่างเดียวได้เมื่อบริบทบอกชัดเจนอยู่แล้วว่ากำลังพูดถึงสถานการณ์ใด หากต้องการระบุสิ่งที่บุคคลนั้นรับหน้าที่นำ ให้ใช้ take charge of + คำนาม เช่น take charge of the meeting

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ take charge: When the guide became ill, Elena ____ and led the group back to camp.

ดูคำตอบ

took charge

and the more passive mouse.

3:06

กับ หนู ที่เป็นฝ่ายตั้งรับมากกว่า

วลี

a pair of opposites: สองสิ่งที่ตรงข้ามกันเป็นหนึ่งคู่

A pair of opposites หมายถึงคน สิ่งของ ลักษณะ หรือแนวคิดสองอย่างที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนและถูกนำมาพิจารณาคู่กัน ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวจัดให้สิงโตที่ชอบบงการกับหนูที่เป็นฝ่ายตามเป็นวิธีสื่อสารสองแบบที่ตรงข้ามกัน ในวลีนี้ pair หมายถึงสองสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นของที่เหมือนกันหรือเข้าคู่กัน ส่วน opposites ใช้รูปพหูพจน์เพราะในหนึ่งคู่มีสิ่งที่ตรงข้ามกันสองอย่าง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ a pair of opposites ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The two identical cups are a pair of opposites.
  2. Hot and cold are a pair of opposites.
  3. Hot and warm are a pair of opposites.
ดูคำตอบ

Hot and cold are a pair of opposites.

Here's Emily talking

3:08

และนี่คือตอนที่เอมิลีกำลังพูดคุย

to BBC Radio 4's

3:09

กับรายการ All in the Mind

All in the Mind about

3:11

ทางช่อง BBC Radio 4 เกี่ยวกับ

the fourth animal,

3:12

สัตว์ตัวที่สี่

the T-Rex.

3:13

ทีเร็กซ์

Try to listen out for the communication กริยาวลี

3:14

ลองตั้งใจฟังรูปแบบ

style of this personality.

3:16

การสื่อสารของบุคลิกภาพนี้ดูนะ

กริยาวลี

listen out for: ตั้งใจรอฟังเสียงหรือข้อมูลเป้าหมาย

Listen out for หมายถึงการคอยตั้งใจและพยายามจับเสียงหรือข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงเมื่อสิ่งนั้นปรากฏขึ้น ให้เข้าใจ listen out for เป็นสำนวนเดียวทั้งชุด ไม่ควรแปล out for แยกทีละคำ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวกำหนดภารกิจการฟังให้ผู้ฟัง คือให้จดจ่อกับเบาะแสที่แสดงลักษณะการสื่อสารของบุคลิกภาพแบบนี้ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ listen out for + เสียงหรือข้อมูลที่คาดว่าจะได้ยิน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกให้ใครบางคนคอยตั้งใจฟังข้อมูลเฉพาะอย่างหนึ่งที่คาดว่าจะได้ยิน

  1. Listen to the whole announcement from beginning to end.
  2. Listen out for your name during the announcement.
  3. I heard my name after the announcement finished.
ดูคำตอบ

Listen out for your name during the announcement.

You've got the T-Rex,

3:20

คุณมีทีเร็กซ์

which is conflict.

3:21

ซึ่งหมายถึงความขัดแย้ง

So this is argument,

3:22

ดังนั้นนี่คือการโต้เถียง

whether you're approaching it from a positive position ไวยากรณ์

3:24

ไม่ว่าคุณจะเข้าหามันจากตำแหน่งเชิงบวก

where you can be direct,

3:27

ที่คุณสามารถตรงไปตรงมา

frank about your message, การใช้คำ

3:30

พูดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับข้อความของคุณ

การใช้คำ

frank about your message: พูดอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา

ในประโยคนี้ frank about your message หมายถึงการเปิดเผยและพูดตรง ๆ เกี่ยวกับประเด็นหรือจุดยืนที่ต้องการสื่อ คำว่า message ในที่นี้หมายถึงแนวคิดที่ส่งต่อ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงข้อความหรืออีเมล Frank เป็นคำคุณศัพท์ที่อยู่หลัง be และวางขนานกับ direct โดยเน้นว่าผู้พูดไม่ปิดบังหรือลดความชัดเจนของสิ่งที่ต้องการบอก คำนี้ไม่ได้หมายความว่าหยาบคายเสมอไป ความสุภาพขึ้นอยู่กับถ้อยคำและน้ำเสียงที่เลือก และ frank ในที่นี้ไม่ใช่ชื่อคน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่อได้ดีที่สุดว่าผู้พูดจะพูดถึงปัญหางบประมาณอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา โดยไม่สื่อถึงความแข็งกระด้างที่ไม่จำเป็น

  1. I'll be frank with you about the budget problem.
  2. I'll be blunt with you about the budget problem.
  3. I'll be honest that the budget problem exists.
ดูคำตอบ

I'll be frank with you about the budget problem.

or you approach that in a negative

3:31

หรือคุณเข้าหามันในทาง

way by being attacking, การใช้คำ

3:34

ลบด้วยการโจมตี

ไวยากรณ์

whether ... or ...: เชื่อมวิธีเข้าหาสองแบบที่เป็นไปได้

Whether ... or ... ใช้จัดวางทางเลือกสองทางไว้ในประโยคเดียว whether นำเข้าส่วนแรก และ or นำเข้าส่วนที่สอง ในที่นี้ ส่วนแรกคือการเข้าหาการโต้แย้งจากมุมมองเชิงบวก ส่วนที่สองคือการเข้าหาในทางลบ การมองเห็นคำคู่นี้ช่วยให้ติดตามโครงสร้างของประโยคพูดยาว ๆ ได้ โดยไม่ตีความ whether ว่าเป็นคำถามแยกต่างหาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย whether ... or ...: ____ you agree ____ disagree, please explain your reasons calmly.

ดูคำตอบ

Whether · or

judgmental,

3:36

ตัดสิน

argumentative,

3:37

ชอบโต้แย้ง

sarcastic,

3:38

ประชดประชัน

การใช้คำ

being attacking, judgmental, argumentative, sarcastic: สี่รูปแบบที่ทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น

วลี by being attacking, judgmental, argumentative, sarcastic รวมคำเชิงลบสี่คำที่ใช้บรรยายการสื่อสาร By being อธิบายลักษณะที่ใช้ในการเข้าหาเรื่องนั้นในทางลบ ส่วน being เชื่อมบุคคลเข้ากับคำคุณศัพท์ที่บรรยายน้ำเสียงหรือพฤติกรรม ไม่ใช่ข้อเท็จจริงในเนื้อหาของข้อความ คำเหล่านี้ล้วนบอกถึงวิธีที่ความขัดแย้งอาจรุนแรงขึ้น แต่ใช้แทนกันไม่ได้ โดยเฉพาะ judgmental เป็นคำเชิงลบ หมายถึงพร้อมตัดสินผู้อื่นในทางลบเร็วเกินไป ไม่ได้หมายถึง “ตัดสินใจเก่ง”

แบบฝึกหัด

หลังจากโครงการล้มเหลว มีคนพูดว่า "Great job!" ด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย คำใดบรรยายความคิดเห็นนี้ได้ดีที่สุด

  1. sarcastic
  2. argumentative
  3. judgmental
  4. attacking
ดูคำตอบ

sarcastic

that actually breeds the same behavior back. สำนวน

3:40

นั่นจะทำให้เกิดพฤติกรรมแบบเดียวกันกลับมา

สำนวน

breeds the same behavior back: เหตุเชิงเปรียบเทียบและการตอบกลับ

ในประโยคนี้ breeds หมายถึงทำให้บางสิ่งเกิดขึ้นหรือพัฒนาขึ้น ไม่ใช่การเพาะพันธุ์สัตว์ ประโยคนี้นำเสนอว่าพฤติกรรมชนิดหนึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดพฤติกรรมแบบเดียวกันเพิ่มขึ้น the same behavior back หมายถึงอีกฝ่ายตอบกลับในแบบเดียวกัน คำว่า back แสดงผลที่ย้อนกลับมา กล่าวคือ พฤติกรรมก้าวร้าวอาจนำมาซึ่งการตอบโต้แบบก้าวร้าว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ breed ในเชิงเปรียบเทียบเพื่อกล่าวถึงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดพฤติกรรมแบบเดียวกันตอบกลับมา

  1. Mockery can breed more mockery in return.
  2. These birds breed near the coast.
  3. The farm breeds rare sheep.
ดูคำตอบ

Mockery can breed more mockery in return.

So anyone who has teenagers

3:43

ดังนั้นใครก็ตามที่มีลูกวัยรุ่น

will 100% recognize that. การใช้คำ

3:45

จะจำพฤติกรรมนี้ได้ 100% เลยล่ะ

การใช้คำ

100% recognize that: การเน้นแบบไม่เป็นทางการและประสบการณ์ร่วม

ในที่นี้ 100% ทำหน้าที่คล้ายคำเน้นแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง “อย่างแน่นอน” หรือ “อย่างมาก” เป็นการพูดเกินจริงแบบขำ ๆ ไม่ใช่ตัวเลขสถิติที่วัดมาอย่างแม่นยำ recognize that หมายถึงเข้าใจสถานการณ์ได้ทันทีจากประสบการณ์ของตนเองและรู้สึกเชื่อมโยงกับสถานการณ์นั้น ผู้พูดกำลังบอกว่าคนที่มีลูกวัยรุ่นจะรู้สึกคุ้นเคยกับพฤติกรรมนี้มาก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ 100% เป็นคำเน้นแบบไม่เป็นทางการ แทนที่จะเป็นค่าสถิติตามตัวเลขจริง

  1. She recognized the station from a photograph.
  2. You'll 100% recognize that feeling if you've ever missed a train.
  3. The survey found that 100% of the buses arrived on time.
ดูคำตอบ

You'll 100% recognize that feeling if you've ever missed a train.

Um,

3:48

อืม

if you meet sarcasm with sarcasm, วลี

3:48

ถ้าคุณโต้ตอบการประชดด้วยการประชด

it's only going to go one way. สำนวน

3:50

มันก็มีแต่จะไปในทิศทางเดียวเท่านั้น

วลี

meet sarcasm with sarcasm: โครงสร้าง meet X with Y

meet ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “พบใครสักคนต่อหน้า” โครงสร้าง meet X with Y หมายถึง “ตอบสนองต่อ X ด้วย Y” ใน meet sarcasm with sarcasm คำว่า sarcasm ตัวแรกคือคำประชดที่ได้รับ ส่วนตัวที่สองคือวิธีที่ใช้ตอบกลับ โครงสร้างนี้ใช้กับท่าทีหรือการกระทำได้ด้วย เช่น meet anger with calm คือ “ตอบโต้ความโกรธด้วยความสงบ” และ meet criticism with patience คือ “รับมือคำวิจารณ์ด้วยความอดทน”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย meet X with Y เพื่อแสดงว่าเธอตอบสนองต่อความโกรธของเขาอย่างสงบ: She chose to ____.

ดูคำตอบ

meet his anger with calm

สำนวน

only going to go one way: ผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว

ใน only going to go one way คำว่า go หมายถึงสถานการณ์ “ดำเนินไป” หรือ “ลงเอย” ไม่ใช่การเดินทางไปตามถนน ผู้พูดกำลังบอกว่าสถานการณ์นี้มีผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว สำนวนนี้มักไม่บอกตรง ๆ ว่าผลลัพธ์นั้นคืออะไร ในที่นี้คำเตือนและความขัดแย้งทำให้ผลลัพธ์ที่แฝงอยู่เป็นด้านลบ กล่าวคือ การตอบโต้คำประชดด้วยคำประชดที่แรงขึ้นจะทำให้สถานการณ์แย่ลง

แบบฝึกหัด

only going to go one way สื่อความหมายอะไรในประโยคนี้? If both teams keep breaking the rules, the match is only going to go one way.

  1. ผลลัพธ์หลายอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นเท่ากัน
  2. ตอนนี้การแข่งขันมีผลลัพธ์ที่คาดเดาได้เพียงอย่างเดียว และน่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ดี
  3. ทั้งสองทีมต้องเดินทางไปตามถนนสายเดียวกัน
ดูคำตอบ

ตอนนี้การแข่งขันมีผลลัพธ์ที่คาดเดาได้เพียงอย่างเดียว และน่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ไม่ดี

All four communication

3:54

รูปแบบการสื่อสารทั้งสี่

styles have good and bad points. วลี

3:55

ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

วลี

good and bad points: ข้อดีและข้อเสีย

วลี good and bad points หมายถึงลักษณะที่มีประโยชน์หรือน่าสนใจ รวมถึงลักษณะที่มีประโยชน์น้อยกว่าหรืออาจก่อปัญหา ในที่นี้ points หมายถึงแง่มุมหรือลักษณะ ไม่ได้หมายถึงคะแนน นี่เป็นวิธีพูดง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันว่าสิ่งหนึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ส่วนในการวิเคราะห์ที่เป็นทางการมักใช้ advantages and disadvantages

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีในบทเรียนที่หมายถึงทั้งข้อดีและข้อเสีย: This plan has ____.

ดูคำตอบ

good and bad points

On the positive side, ลำดับความ

3:57

ในด้านบวก

T-Rex type people are frank.

3:59

คนประเภททีเร็กซ์เป็นคนตรงไปตรงมา

ลำดับความ

On the positive side: การเกริ่นข้อดี

On the positive side เป็นคำบอกทางความคิดที่ทำให้ผู้ฟังรู้ว่าข้อมูลต่อไปเป็นข้อดีหรือลักษณะที่ดี ในที่นี้ side หมายถึงแง่มุมหนึ่งของการประเมิน ไม่ใช่ด้านทางกายภาพ วลีนี้ช่วยจัดลำดับการพูดถึงข้อดีและข้อเสียให้ชัดเจน และมักอยู่ก่อนหรือหลังประเด็นด้านลบ ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้วลีนี้เพื่อบอกว่าความตรงไปตรงมาเป็นข้อดีของคนประเภท T-Rex

แบบฝึกหัด

เติมคำเกริ่นที่ใช้แนะนำข้อดีให้การประเมินสองด้านนี้สมบูรณ์: ____, the campsite is close to the lake. On the negative side, it can be noisy.

ดูคำตอบ

On the positive side

They express themselves in an open, วลี

4:01

พวกเขาแสดงออกด้วยวิธีที่เปิดเผย

honest way.

4:03

และซื่อสัตย์

วลี

express themselves in an open, honest way: แสดงออกถึงตัวตนอย่างเปิดเผยและจริงใจ

express themselves หมายถึง “สื่อสารความคิด ความรู้สึก หรือบุคลิกของตนเองออกมา” คำสรรพนามสะท้อนต้องสอดคล้องกับประธาน ดังนั้น they จึงใช้กับ themselves in an open, honest way บอกว่าพวกเขาสื่อสารอย่างไร นั่นคืออย่างเปิดเผยและจริงใจ รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ express oneself in a/an + adjective + way โดยต้องเปลี่ยน oneself ให้ตรงกับประธาน เช่น I express myself หรือ she expresses herself

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปที่ถูกต้องของ express oneself: Maya shares her thoughts openly and honestly. Maya ____ in an open, honest way.

ดูคำตอบ

expresses herself

But T-Rex types

4:04

แต่คนประเภททีเร็กซ์

can also be sarcastic,

4:06

ก็อาจจะชอบประชดประชันได้เช่นกัน

say the opposite of what they really mean ไวยากรณ์

4:08

คือการพูดตรงข้ามกับสิ่งที่พวกเขาหมายถึงจริงๆ

in order to hurt someone's feelings โน้ต

4:10

เพื่อที่จะทำร้ายความรู้สึกของใครบางคน

ไวยากรณ์

in order to: บอกจุดประสงค์อย่างชัดเจน

in order to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกว่าคนหนึ่งทำสิ่งใดไปเพื่อจุดประสงค์อะไร ในประโยคนี้ in order to hurt someone's feelings อธิบายจุดประสงค์ของการพูดตรงข้ามกับความหมายที่แท้จริง โครงสร้างนี้บอกเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ไม่ได้แปลว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อเทียบกับการใช้ to เพียงคำเดียวเพื่อบอกจุดประสงค์ in order to จะชัดเจนและเป็นทางการกว่าเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสามคำที่บอกจุดประสงค์อย่างชัดเจน: She lowered her voice ____ avoid waking the baby.

ดูคำตอบ

in order to

วลี

hurt someone's feelings: ทำร้ายความรู้สึกของใครบางคน

hurt someone's feelings เป็นสำนวนตายตัวที่ใช้บ่อย หมายถึงการทำให้ใครบางคนเศร้า ไม่สบายใจ หรือรู้สึกถูกล่วงเกินด้วยคำพูดหรือการกระทำ feelings ในที่นี้หมายถึงอารมณ์และความรู้สึก ไม่ใช่ความรู้สึกทางร่างกาย ให้เปลี่ยน someone's เป็นรูปแสดงความเป็นเจ้าของที่ตรงกับคนที่ได้รับผลกระทบ เช่น hurt your feelings, hurt her feelings หรือ hurt Tom's feelings

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบ hurt someone's feelings และเปลี่ยน someone's เป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของที่ถูกต้องสำหรับ Mia: Don't tease Mia about her drawing; you might ____.

ดูคำตอบ

hurt her feelings

or criticize them in a funny way.

4:12

หรือวิจารณ์พวกเขาในแบบตลกๆ

ไวยากรณ์

say the opposite of what they really mean: พูดตรงข้ามกับสิ่งที่หมายถึงจริง ๆ

the opposite of X หมายถึง “สิ่งที่ตรงข้ามกับ X โดยสิ้นเชิง” ในที่นี้ what they really mean เป็นอนุประโยคที่หมายถึง “สารที่พวกเขาตั้งใจสื่อจริง ๆ” เมื่อรวมกัน say the opposite of what they really mean จึงบรรยายสถานการณ์ที่คำพูดตรงข้ามกับสารที่ผู้พูดต้องการสื่อจริง ๆ ในประโยคนี้ รูปแบบดังกล่าวช่วยอธิบายการพูดประชด ผู้ฟังต้องอาศัยน้ำเสียงและบริบทเพื่อเข้าใจว่าเจตนาที่แท้จริงอาจตรงข้ามกับความหมายตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเต็มของ the opposite of what ... mean: His true opinion was positive, but his sarcastic words sounded negative. He said ____.

ดูคำตอบ

the opposite of what he really meant

Yes,

4:14

ใช่

sarcasm is a strange thing,

4:14

การประชดเป็นเรื่องแปลก

like saying,

4:16

เหมือนกับการพูดว่า

"Oh, I really like your haircut,"

4:17

"โอ้ ฉันชอบทรงผมของคุณจังเลย"

when in fact you don't. วลี

4:19

ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณไม่ได้ชอบ

วลี

when in fact you don't: เผยความจริงที่ตรงกันข้าม

when in fact ใช้บอกสถานการณ์จริงต่อจากคำกล่าวหรือสิ่งที่ดูเหมือนเป็นจริง และมักชี้ว่าความจริงตรงกันข้าม ในที่นี้ คำชมบอกว่าผู้พูดชอบทรงผมนั้น แต่ความรู้สึกจริงกลับตรงกันข้าม ใน you don't คำว่า don't ใช้แทน don't really like your haircut เมื่อใจความของวลีกริยาที่จะซ้ำเป็นที่เข้าใจแล้ว ภาษาอังกฤษสามารถเหลือไว้เพียงกริยาช่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดซ้ำได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ when in fact ได้ถูกต้องเพื่อเผยความจริงที่ตรงกันข้ามกับคำกล่าวก่อนหน้า

  1. Leo said he had finished the project when in fact had he not started it.
  2. Leo said he had finished the project when the fact he had not started it.
  3. Leo said he had finished the project when in fact he had not started it.
ดูคำตอบ

Leo said he had finished the project when in fact he had not started it.

Yes,

4:21

ใช่

there's an English saying that

4:21

มีคำกล่าวภาษาอังกฤษที่ว่า

sarcasm is the lowest form of humor, สำนวน

4:23

การประชดเป็นรูปแบบอารมณ์ขันที่ต่ำทรามที่สุด

but I think British people can be quite sarcastic at times. วลี

4:25

แต่ฉันคิดว่าบางครั้งคนอังกฤษก็ประชดประชันได้เก่งเหมือนกันนะ

สำนวน

sarcasm is the lowest form of humor: คำกล่าวที่วิจารณ์อย่างรุนแรง

ประโยค sarcasm is the lowest form of humor ตัดสินว่าการประชดประชันเป็นอารมณ์ขันที่ด้อย หยาบ หรือไม่เป็นมิตร lowest form เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ โดยแสดงการประเมินในแง่ลบอย่างมาก ไม่ใช่ตำแหน่งที่วัดได้ในการจัดอันดับอย่างเป็นทางการ การเรียกประโยคนี้ว่า an English saying เป็นการนำเสนอว่าเป็นความเห็นที่คนคุ้นเคยและมักยกมาอ้าง ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดภาษาอังกฤษทุกคนเห็นด้วย

แบบฝึกหัด

sarcasm is the lowest form of humor หมายความว่าอย่างไรในบริบทนี้

  1. ประโยคนี้วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าการประชดประชันเป็นอารมณ์ขันที่ด้อยกว่า
  2. ประโยคนี้จัดให้การประชดประชันอยู่อันดับสุดท้ายอย่างเป็นทางการในการจัดอันดับมุกที่วัดผลแล้ว
  3. ประโยคนี้หมายความว่าการประชดประชันเป็นอารมณ์ขันชนิดที่เงียบที่สุด
ดูคำตอบ

ประโยคนี้วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าการประชดประชันเป็นอารมณ์ขันที่ด้อยกว่า

วลี

at times: เป็นบางครั้ง ไม่ใช่ตลอดเวลา

at times หมายถึง “บางครั้ง” หรือ “ในบางโอกาส” ใน sarcastic at times วลีนี้จำกัดขอบเขตของคำบรรยาย กล่าวคือ ผู้พูดบอกว่าคนอังกฤษอาจประชดประชันมากในบางครั้ง ไม่ใช่ตลอดเวลา คำขยายนี้ทำให้ความคิดเห็นกว้าง ๆ ไม่ฟังดูเหมารวมเกินไป ใช้เพื่อบอกว่าพฤติกรรม ความรู้สึก หรือสภาวะหนึ่งเกิดขึ้นเพียงเป็นครั้งคราวได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “บางครั้ง”: Even careful drivers make mistakes ____.

ดูคำตอบ

at times

Well,

4:29

อืม

I can't imagine you'd make many friends being rude to people. โน้ต

4:30

ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าคุณจะมีเพื่อนมากมายด้วยการทำหยาบคายกับคนอื่น

น้ำเสียง/เจตนา

I can't imagine you'd + กริยารูปพื้นฐาน: การคาดการณ์เชิงลบที่นุ่มนวลขึ้น

รูปแบบ I can't imagine you'd + กริยารูปพื้นฐาน ใช้เพื่อบอกว่าผลลัพธ์หนึ่งดูมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ในที่นี้ผู้พูดไม่ได้กำลังพูดถึงความสามารถในการสร้างภาพในใจเป็นหลัก แต่กำลังคาดการณ์โดยอ้อมว่าการทำตัวหยาบคายกับคนอื่นจะไม่ช่วยให้มีเพื่อนมากมาย you'd ในที่นี้หมายถึง you would เพราะตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน make ถ้อยคำนี้ตรงน้อยกว่า You won't make many friends แต่ยังคงสื่อการตำหนิพฤติกรรมนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนที่ทำให้การคาดการณ์เชิงลบไม่ตรงเกินไป: ____ enjoy a picnic in this heavy rain.

ดูคำตอบ

I can't imagine you'd

วลี

make many friends: กลุ่มคำ make friends

make friends เป็นกลุ่มคำภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วไปเมื่อพูดถึงการเป็นเพื่อนกับผู้อื่น ในที่นี้ make ไม่ได้หมายถึงการผลิตหรือสร้างสิ่งของ แต่ทั้งวลีหมายถึงการสร้างมิตรภาพ many ขยายคำนามนับได้รูปพหูพจน์ friends ดังนั้น make many friends จึงหมายถึงการเป็นเพื่อนกับผู้คนจำนวนมาก หากต้องการระบุว่าเป็นเพื่อนกับใคร ให้ใช้ make friends with someone

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงการเป็นเพื่อนกับผู้คนจำนวนมาก: At summer camp, I managed to ____.

ดูคำตอบ

make many friends

Maybe they should read Dale Carnegie's self-help book.

4:33

บางทีพวกเขาควรอ่านหนังสือพัฒนาตัวเองของเดล คาร์เนกีนะ

Ah,

4:36

อ้า

yes,

4:36

ใช่แล้ว

your quiz question,

4:37

คำถามควิซของคุณ

Neil.

4:38

นีล

Was my answer right?

4:38

คำตอบของฉันถูกต้องไหม?

In my quiz question,

4:40

ในคำถามควิซของผม

I asked Georgina for the title

4:41

ผมถามจอร์จินาถึงชื่อหนังสือ

of Dale Carnegie's best-selling self-help book

4:43

ของหนังสือพัฒนาตัวเองที่ขายดีที่สุดของเดล คาร์เนกี

about building rapport.

4:46

เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์

What did you say?

4:47

คุณตอบว่าอะไรนะ?

I said the book is called C,

4:49

ฉันบอกว่าหนังสือเล่มนั้นชื่อ C

How to Win Friends and Influence People.

4:51

วิธีชนะมิตรและจูงใจคน

Which is the correct answer.

4:54

ซึ่งเป็นคำตอบที่ถูกต้อง

And I guess you've read it, น้ำเสียง/เจตนา

4:56

และผมเดาว่าคุณเคยอ่านมันแล้วแน่ๆ

Georgina,

4:57

จอร์จินา

because you have lots of friends.

4:57

เพราะคุณมีเพื่อนเยอะแยะเลย

น้ำเสียง/เจตนา

And I guess: เชื่อมกับคำพูดก่อนหน้าและลดความหนักแน่นของการคาดเดา

เมื่ออยู่ต้นคำตอบ And จะเชื่อมความคิดเห็นนั้นกับสิ่งที่เพิ่งพูดไป ส่วน I guess แสดงว่าข้อสรุปของผู้พูดเป็นการคาดเดาหรือความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่แน่นอน ในประโยคนี้ because ให้เหตุผลสำหรับการคาดเดา ดังนั้น guess จึงไม่ได้หมายถึงความคิดสุ่ม ๆ ที่ไม่มีหลักฐาน I guess ยังช่วยลดความหนักแน่นของคำกล่าว ทำให้ความคิดเห็นฟังสบาย ๆ หรือมีน้ำเสียงล้อเล่นเล็กน้อยได้

แบบฝึกหัด

Mia อยู่ที่โรงเรียนแล้ว คำตอบใดเป็นการคาดเดาจากเหตุผลโดยไม่ฟังดูมั่นใจเต็มที่?

  1. She definitely took the early bus because she's already here.
  2. And I guess she took the early bus because she's already here.
  3. Take the early bus so you can get here early.
ดูคำตอบ

And I guess she took the early bus because she's already here.

I hope you're not being sarcastic, น้ำเสียง/เจตนา

4:59

ฉันหวังว่าคุณไม่ได้กำลังประชดอยู่นะ

Neil.

5:01

นีล

น้ำเสียง/เจตนา

I hope you're not being sarcastic: การตรวจสอบเจตนาอย่างนุ่มนวล

ในประโยคนี้ I hope ไม่ได้ใช้แค่แสดงความหวัง แต่ยกสิ่งที่ผู้พูดอยากให้เป็นจริงขึ้นมา นั่นคือหวังว่านีลไม่ได้พูดประชด พร้อมกับตรวจสอบอย่างนุ่มนวลว่าความเห็นของเขาตั้งใจประชดหรือไม่ การตรวจสอบนี้อาจฟังดูขี้เล่นหรือกังวลจริง ๆ ขึ้นอยู่กับน้ำเสียง รูปกำลังกระทำใน you're being sarcastic เน้นวิธีพูดของนีลในขณะนั้น เป็นการพูดถึงคำพูดปัจจุบัน ไม่ได้บอกว่าการชอบประชดเป็นลักษณะนิสัยถาวรของเขา

แบบฝึกหัด

เพื่อนชมภาพวาดแปลกตาของคุณ แต่คุณคิดว่าคำชมอาจเป็นการประชด คำตอบใดใช้ตรวจสอบเจตนาของเพื่อนอย่างนุ่มนวล?

  1. You're always sarcastic.
  2. I hope you're not being sarcastic.
  3. I hope you liked my painting.
ดูคำตอบ

I hope you're not being sarcastic.

Absolutely not. น้ำเสียง/เจตนา

5:02

ไม่เลยแน่นอน

น้ำเสียง/เจตนา

Absolutely not: การปฏิเสธอย่างหนักแน่น

Absolutely not. เป็นคำตอบปฏิเสธที่สมบูรณ์และหนักแน่น หมายความว่าแนวคิดที่พูดมาก่อนหน้านั้นไม่เป็นความจริงเลยหรือยอมรับไม่ได้ และมีน้ำหนักกับความแน่นอนมากกว่าการตอบเพียง No ในที่นี้ ประโยคนี้ปฏิเสธทันทีว่าผู้พูดกำลังพูดประชด ความหมายเฉพาะจะเปลี่ยนตามคำถามก่อนหน้า เช่น “ไม่อย่างแน่นอน” “แน่นอนว่าไม่” หรือ “ไม่มีทาง” แต่หน้าที่ของมันคือการปฏิเสธอย่างหนักแน่นเสมอ

แบบฝึกหัด

มีคนถามว่า Did you share my secret? คำตอบใดเป็นการปฏิเสธที่ชัดเจนและหนักแน่นที่สุด?

  1. Probably not.
  2. Absolutely not.
  3. I'm not sure.
ดูคำตอบ

Absolutely not.

I'm not a sarcastic T-Rex type,

5:03

ผมไม่ใช่ประเภททีเร็กซ์ที่ชอบประชดประชัน

more of a friendly monkey. ไวยากรณ์

5:05

แต่ค่อนไปทางลิงที่เป็นมิตรมากกว่า

ไวยากรณ์

more of a friendly monkey: ใกล้เคียงกับคนประเภทหนึ่งมากกว่า

more of a + คำนามนับได้เอกพจน์ที่ใช้เป็นชื่อประเภท หมายถึง “ใกล้เคียงกับประเภทนั้นมากกว่า” หรือ “อธิบายว่าเป็นประเภทนั้นได้เหมาะกว่า” ไม่ใช่การจัดเข้าหมวดอย่างตายตัว ในที่นี้ a friendly monkey คือภาพเปรียบเทียบแบบขำ ๆ ที่ผู้พูดรู้สึกว่าตรงกับตัวเอง โครงสร้างเต็มคือ I'm not a sarcastic T-Rex type; I'm more of a friendly monkey. ส่วน I'm ครั้งที่สองถูกละเพราะเข้าใจได้จากบริบท รูปแบบ not A, more of a B จะปฏิเสธป้ายกำกับหนึ่งแล้วเปลี่ยนไปใช้ป้ายที่เหมาะกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ more of a เพื่อบอกว่าคนหนึ่งใกล้เคียงกับคนประเภทใดประเภทหนึ่งมากกว่า

  1. I'm more of a listener than a talker.
  2. More listeners than talkers came to the meeting.
  3. I invited more of the listeners than the talkers.
ดูคำตอบ

I'm more of a listener than a talker.

Okay,

5:06

โอเค

well,

5:07

เอาล่ะ

let's stay friends

5:07

เรามาเป็นเพื่อนกันต่อไปเถอะ

and recap the vocabulary from this program, ลำดับความ

5:08

และมาทบทวนคำศัพท์จากรายการนี้กัน

starting with rapport,

5:11

เริ่มที่คำว่า rapport

ลำดับความ

recap the vocabulary: ส่งสัญญาณเข้าสู่การสรุปสั้น ๆ

Recap the vocabulary หมายถึงสรุปหรือทบทวนคำที่ได้กล่าวถึงไปแล้วแบบสั้น ๆ ในที่นี้ recap เป็นกริยาที่รับกรรมโดยตรง จึงตามด้วย the vocabulary ได้เลยโดยไม่ใช้ about ในบทเรียน การนำเสนอ หรือรายการ let's recap ยังช่วยจัดลำดับข้อมูลด้วย เพราะส่งสัญญาณว่าเนื้อหาหลักกำลังจะจบและจะเริ่มช่วงสรุปสั้น ๆ ส่วน starting with rapport ระบุว่า rapport เป็นหัวข้อแรกของการสรุปนั้น

แบบฝึกหัด

เมื่อบทเรียนสั้น ๆ ใกล้จบ ประโยคใดบอกชัดที่สุดว่าจะสรุปคำศัพท์ที่สอนไปแล้วแบบสั้น ๆ

  1. Let's repeat every word three times before we finish.
  2. Let's introduce the vocabulary before we finish.
  3. Let's recap the vocabulary before we finish.
ดูคำตอบ

Let's recap the vocabulary before we finish.

a good feeling between two people

5:12

ความรู้สึกที่ดีระหว่างคนสองคน

based on understanding and communication. ไวยากรณ์

5:14

ที่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและการสื่อสาร

ไวยากรณ์

based on understanding and communication: การบอกพื้นฐาน

ในประโยคนี้ based on understanding and communication เป็นวลี past participle ที่ขยาย a good feeling โดยบอกว่าความรู้สึกนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานอะไรหรือพัฒนามาจากอะไร โครงสร้าง be based on + คำนาม หมายถึง “มีบางสิ่งเป็นพื้นฐานหรือเหตุผล” ตรงนี้ based on เข้าใจได้ว่าเป็นอนุประโยคสัมพันธ์ที่ย่อมาจาก a good feeling that is based on understanding and communication และต้องคง on ไว้หลัง based

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “มีบางสิ่งเป็นพื้นฐาน” ลงในประโยค: The conclusion is ____ several careful studies.

ดูคำตอบ

based on

If you get on with someone,

5:17

ถ้าคุณ get on with (เข้ากันได้กับ) ใครสักคน

you like and enjoy a friendly relationship with them.

5:19

คุณก็จะชอบและสนุกกับความสัมพันธ์ฉันมิตรกับพวกเขา

Walking a tightrope

5:22

Walking a tightrope (การเดินบนเส้นลวด)

means to be in a difficult situation

5:23

หมายถึงการตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

which requires careful consideration of what to do.

5:25

ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะทำอย่างไร

To be objective

5:28

To be objective (การมีความเป็นกลาง)

is to base your actions on facts

5:29

คือการยึดถือการกระทำของคุณจากข้อเท็จจริง

rather than personal feelings. ไวยากรณ์

5:31

มากกว่าความรู้สึกส่วนตัว

ไวยากรณ์

rather than personal feelings: เลือกพื้นฐานหนึ่งแทนอีกพื้นฐานหนึ่ง

rather than ใช้เปรียบต่างทางเลือกสองอย่าง โดยปกติจะให้น้ำหนักกับแนวคิดที่อยู่ข้างหน้าและตัดแนวคิดที่อยู่ข้างหลังออกในบริบทนั้น ในที่นี้สิ่งที่ควรใช้เป็นพื้นฐานคือ facts ส่วนสิ่งที่ไม่ควรใช้คือ personal feelings การเปรียบต่างจะชัดที่สุดเมื่อทั้งสองข้างมีรูปแบบสอดคล้องกัน ใน facts rather than personal feelings ทั้งสองข้างเป็นนามวลี จึงเป็นโครงสร้างที่สมดุลและเข้าใจง่าย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าควรใช้หลักฐานแทนการคาดเดา

  1. We should rely on evidence rather than guesswork.
  2. We should rely on guesswork rather than evidence.
  3. We should rely on evidence and guesswork.
ดูคำตอบ

We should rely on evidence rather than guesswork.

When building rapport with someone,

5:34

เมื่อสร้างความสัมพันธ์กับใครบางคน

it's good to be frank,

5:35

การเป็นคนตรงไปตรงมา (frank) นั้นเป็นเรื่องดี

to express yourself in an open,

5:37

เพื่อแสดงความเป็นตัวคุณออกมาอย่างเปิดเผย

honest way.

5:38

และซื่อสัตย์

But not sarcastic,

5:40

แต่ไม่ประชดประชัน (sarcastic)

to say the opposite of what you really mean

5:41

ซึ่งก็คือการพูดตรงข้ามกับสิ่งที่ตัวเองหมายถึงจริงๆ

in order to hurt someone's feelings

5:43

เพื่อทำร้ายความรู้สึกของใครบางคน

or criticize them in a humorous way.

5:45

หรือวิจารณ์พวกเขาในทางตลกขบขัน

Well,

5:47

เอาล่ะ

Neil,

5:47

นีล

if we run over six minutes, กริยาวลี

5:48

ถ้าเราใช้เวลาเกินหกนาที

we'll break our rapport with the Six Minute English producer. วลี

5:49

เราอาจจะทำลายความสัมพันธ์อันดีกับโปรดิวเซอร์รายการ Six Minute English ของเราก็ได้นะ

กริยาวลี

run over six minutes: เกินขีดจำกัดหกนาที

ในที่นี้ run over six minutes หมายถึง “ใช้เวลารวมเกินหกนาที” รายการมีขีดจำกัดหกนาที ดังนั้น over จึงบอกว่าเวลารวมจะเกินขีดจำกัดนี้ เมื่อพูดถึงการประชุม บทเรียน หรือรายการ run over สามารถใช้เดี่ยว ๆ เพื่อหมายถึง “ดำเนินต่อเลยเวลาสิ้นสุดที่กำหนดไว้” ได้ ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงการขับรถชนหรือทับคนหรือสิ่งของ

แบบฝึกหัด

การประชุมมีกำหนดจบเวลา 4:00 น. แต่จบเวลา 4:10 น. ประโยคใดระบุเวลาที่เกินมาได้ถูกต้อง

  1. The meeting ran for ten minutes.
  2. The meeting ran over by ten minutes.
  3. The meeting ran over ten minutes.
ดูคำตอบ

The meeting ran over by ten minutes.

วลี

break our rapport: ทำลายสายสัมพันธ์ที่ดี

ใน break our rapport คำว่า break กระทำต่อความสัมพันธ์เชิงนามธรรม ไม่ใช่วัตถุที่จับต้องได้ rapport คือความรู้สึกสบายใจจากการเข้าใจกัน ซึ่งทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึงการทำลายหรือรบกวนสายสัมพันธ์ที่ดีนั้น ผู้พูดใช้วลีนี้ในเชิงล้อเล่นและเกินจริงเล็กน้อย กล่าวคือ การใช้เวลาเกินอาจทำให้โปรดิวเซอร์ไม่พอใจและรบกวนความสัมพันธ์ในการทำงานที่ราบรื่น

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ break our rapport หมายความว่าอย่างไร

  1. ทำวัตถุที่เป็นของเราให้แตกจริง ๆ
  2. ทำลายความเข้าใจอันราบรื่นระหว่างเรา
  3. ยุติสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างเรา
ดูคำตอบ

ทำลายความเข้าใจอันราบรื่นระหว่างเรา

So that's all for this ลำดับความ

5:52

นี่คือทั้งหมดสำหรับ

program. Join us again soon

5:53

รายการนี้ แล้วมาร่วมกับเราอีกเร็วๆ นี้นะ

ลำดับความ

that's all for this program: การปิดรายการ

That's all for this program เป็นสัญญาณปิดรายการ โดยผู้พูดกำลังบอกว่ารายการมาถึงตอนจบแล้ว ในที่นี้ that's all ไม่ได้หมายถึงการนับสิ่งของทั้งหมด แต่ทำหน้าที่พาคำพูดจากเนื้อหาหลักไปสู่การกล่าวลา โครงสร้าง That's all for + ช่วงเวลาหรือกิจกรรม ใช้ปิดกิจกรรมอื่นได้ เช่น That's all for today หรือ That's all for this lesson

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าบทเรียนกำลังจะจบได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Here is the first question in today's lesson.
  2. That's all for today's lesson. See you on Monday.
  3. Today's lesson includes three useful examples.
ดูคำตอบ

That's all for today's lesson. See you on Monday.

for more trending topics การใช้คำ

5:55

สำหรับหัวข้อที่กำลังเป็นที่นิยม

and useful vocabulary.

5:56

และคำศัพท์ที่มีประโยชน์ต่างๆ

การใช้คำ

trending topics: หัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจ

Trending topics คือหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจ การค้นหา การแชร์ หรือการพูดคุยเป็นจำนวนมาก ในที่นี้ trending ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ขยาย topics วลีนี้เน้นความสนใจในปัจจุบันหรือการมองเห็นที่เพิ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ได้หมายความว่าหัวข้อนั้นจะต้องสำคัญ ถูกต้อง หรือเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก: The app lists today's ____ on its home screen.

ดูคำตอบ

trending topics

And remember to download

5:58

และอย่าลืมดาวน์โหลด

the BBC Learning English app

5:59

แอปพลิเคชัน BBC Learning English

and stay friends น้ำเสียง/เจตนา

6:01

และเป็นเพื่อนกันต่อไป

by following us on social media.

6:02

ด้วยการติดตามพวกเราบนโซเชียลมีเดีย

น้ำเสียง/เจตนา

stay friends ในฐานะคำปิดรายการอย่างเป็นมิตร

stay friends มีความหมายตามตัวอักษรว่า “ยังคงเป็นเพื่อนกัน” ในที่นี้ใช้เป็นคำชวนที่อบอุ่นและขี้เล่นให้ผู้ฟังรักษาความสัมพันธ์กับรายการ ไม่ได้หมายความว่าผู้ดำเนินรายการมีมิตรภาพส่วนตัวกับผู้ฟังทุกคน วลี by following us on social media บอกวิธีรักษาความสัมพันธ์นั้น นั่นคือการติดตามรายการบนโซเชียลมีเดีย ถ้อยคำที่เป็นมิตรนี้ยังช่วยปิดรายการด้วยการย้อนถึงหัวข้อความสนิทสนมและมิตรภาพอีกครั้ง

แบบฝึกหัด

ในสถานการณ์ใด stay friends ฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุดเมื่อใช้เป็นคำชวนให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเป็นมิตร

  1. ธนาคารออกคำเตือนทางกฎหมายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเงินกู้ที่ค้างชำระ
  2. พอดแคสต์เพื่อการศึกษาที่มีบรรยากาศเป็นกันเองชวนผู้ฟังติดตามบัญชีโซเชียลมีเดีย
  3. ห้องปฏิบัติการให้คำแนะนำด้านความปลอดภัยที่ต้องปฏิบัติตาม
ดูคำตอบ

พอดแคสต์เพื่อการศึกษาที่มีบรรยากาศเป็นกันเองชวนผู้ฟังติดตามบัญชีโซเชียลมีเดีย

Bye for now.

6:04

ลาก่อนสำหรับตอนนี้

Bye.

6:05

ลาก่อน

Six Minute English from the BBC.

6:07

Six Minute English จาก BBC