นกบินขึ้นที่ความเร็ว 20,000 fps (213 มิลลิวินาที) - Smarter Every Day 197: บทเรียนภาษาอังกฤษ

SmarterEveryDay

ความยากในการเรียน
688 คำ 225 คำ/นาที

คำแนะนำวิดีโอ: ภาพสโลว์โมชันช่วยให้ Destin สังเกตว่านกกระโดดออกจากมือ ขยับปีกและหาง แล้วเปลี่ยนไปบินในแนวราบอย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. “a target of opportunity,” — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจภาพเปรียบเทียบจากบริบททหารว่าเป็นโอกาสที่มีประโยชน์ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ได้วางแผน และใช้กับโอกาสที่พบเฉพาะหน้า 2. “set out to” — กริยาวลี: บอกจุดประสงค์ตอนเริ่มทำสิ่งหนึ่ง แล้วเปรียบเทียบเจตนาแรกกับผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด 3. “see it for yourself” — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำปรากฏร่วม: สื่อว่าตรวจสอบด้วยตนเองแทนการพึ่งคำบอกเล่า โดยเฉพาะเมื่อการสังเกตโดยตรงทำให้เข้าใจลึกขึ้น

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey, it's me Destin.

0:08

เฮ้ ผม Destin เองครับ

Sorry for the vertical video there.

0:08

ขอโทษสำหรับวิดีโอแนวตั้งด้วยนะครับ

I was recording for the Instagram story.

0:10

ผมถ่ายเพื่อจะลงสตอรี่อินสตาแกรม

So,

0:12

คือว่า,

I caught this bird with my hand

0:12

ผมจับนกตัวนี้ได้ด้วยมือ

and I got to thinking about it. วลี

0:14

และผมก็เริ่มคิดเกี่ยวกับมัน

วลี

got to thinking about it: เริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องนั้น

ในประโยคนี้ got to thinking about it หมายถึง “เริ่มคิดถึงเรื่องนั้นอย่างจริงจัง” หรือ “พบว่าตัวเองกำลังคิดถึงเรื่องนั้นอยู่” ความคิดนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหลังจากประสบเหตุการณ์บางอย่าง โดย got to ไม่ได้หมายถึง “จำเป็นต้องทำ” หรือ “ได้รับโอกาสให้ทำ” โครงสร้าง get/got to + -ing ใช้นำเสนอการเริ่มต้นกิจกรรมว่าเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปหรือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้กับกริยาเกี่ยวกับความคิดหรือการสนทนา เช่น thinking, talking และ wondering

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างภาษาสนทนาที่หมายถึง “เริ่มคิดอย่างจริงจังโดยเป็นไปตามธรรมชาติ”: After I found the old photos, I ____ how much had changed.

ดูคำตอบ

got to thinking about

It's kind of a shame to have a bird and let it go โน้ต

0:16

มันคงน่าเสียดายถ้าจับนกได้แล้วก็แค่ปล่อยมันไป

ไวยากรณ์

It's kind of a shame to: แสดงความเสียดายอย่างนุ่มนวล

ในที่นี้ It's kind of a shame to หมายถึง “การทำบางอย่างค่อนข้างน่าเสียดาย” คำว่า Shame หมายถึงโอกาสที่พลาดไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ใช่ความอับอายส่วนตัวหรือความเสื่อมเสียทางศีลธรรม โครงสร้าง It's a shame to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้ประเมินการกระทำหรือผลลัพธ์ ส่วน Kind of ช่วยลดความหนักแน่นของการตัดสิน ทำให้ฟังดูไม่เด็ดขาดและเป็นกันเองมากขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนลดน้ำเสียงจากบทเรียน: We came all this way, so ____ leave before the final song.

ดูคำตอบ

it's kind of a shame to

กริยาวลี

let it go: ตำแหน่งคำสรรพนามเมื่อปล่อยบางสิ่งไป

ในที่นี้ let it go หมายถึงปล่อยนกให้บินจากไป เป็นความหมายตรงตัว โดย it หมายถึงนก ไม่ได้หมายถึงความกังวลหรือความทรงจำ โครงสร้างคือ let + กรรม + go เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง let กับ go โดยใช้ let it go ไม่ใช่ let go it

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง let + คำสรรพนาม + go เติมประโยคให้สมบูรณ์: The bird is ready to fly, so please ____.

ดูคำตอบ

let it go

and not film it in slow motion.

0:18

โดยไม่ถ่ายวิดีโอสโลว์โมชันไว้

So, that's what we're going to do. ไวยากรณ์

0:21

ดังนั้น นั่นคือสิ่งที่เรากำลังจะทำกันครับ

ไวยากรณ์

That's what we're going to do: การยืนยันแผน

That's what we're going to do หมายความว่านั่นคือการกระทำที่เราตัดสินใจว่าจะทำ โดย That ย้อนกลับไปหมายถึงแผนทั้งหมดที่เพิ่งกล่าวถึง ในที่นี้ what we're going to do เป็นอนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม หมายถึงการกระทำที่เราจะทำ ส่วน what ไม่ได้ใช้ถามคำถาม โครงสร้าง That's what ... ใช้ยืนยันแผนและพาบทสนทนาไปสู่การลงมือทำ

แบบฝึกหัด

เพื่อนเสนอให้นั่งรถบัส และคุณต้องการยืนยันว่านี่คือแผน ควรตอบว่าอะไร?

  1. That's why we're going to do it.
  2. What are we going to do?
  3. That's what we're going to do.
ดูคำตอบ

That's what we're going to do.

All right,

0:22

เอาล่ะ,

this is my daughter's butterfly thing.

0:22

นี่คือที่ใส่ผีเสื้อของลูกสาวผม

Where are you at,

0:25

อยู่ไหนนะ,

little bird?

0:26

เจ้านกน้อย?

Hey.

0:27

เฮ้

Calm down, buddy.

0:29

ใจเย็นๆ เจ้าหนู

Calm down.

0:31

ใจเย็นๆ

Calm down.

0:31

ใจเย็นๆ

There you go. น้ำเสียง/เจตนา

0:34

แบบนั้นแหละ

น้ำเสียง/เจตนา

There you go: ใช้ปลอบใจและให้กำลังใจ

ในฉากนี้ There you go หมายถึง “นั่นแหละ กำลังสงบลงและทำได้ถูกต้องแล้ว” ผู้พูดใช้สำนวนนี้เพื่อปลอบให้นกสบายใจและยืนยันว่ามันกำลังทำสิ่งที่ผู้พูดต้องการ นี่เป็นสำนวนสนทนาที่ต้องดูบริบท โดยทั่วไปไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่หนึ่ง ในสถานการณ์อื่น สำนวนนี้อาจบอกว่าทำสำเร็จหรือเสร็จแล้ว หรือใช้ขณะยื่นสิ่งของให้ใครก็ได้ การกระทำรอบข้างจะบอกว่าสำนวนนี้ทำหน้าที่ใด

แบบฝึกหัด

เด็กคนหนึ่งกำลังค่อย ๆ ผูกเชือกรองเท้าได้ถูกต้อง ผู้ใหญ่พูดว่า “There you go!” ผู้ใหญ่น่าจะหมายความว่าอะไร?

  1. ฉันมองไม่เห็นว่าคุณกำลังทำอะไร
  2. นั่นแหละ คุณทำถูกแล้ว
  3. ไปที่นั่นเดี๋ยวนี้
ดูคำตอบ

นั่นแหละ คุณทำถูกแล้ว

Calm down.

0:36

ใจเย็นๆ

Okay.

0:37

โอเค

Let's hold you where you don't get hurt.

0:38

มาจับตรงที่แกจะไม่เจ็บกันดีกว่า

There you go.

0:41

แบบนั้นแหละ

All right.

0:42

เอาล่ะ

Let's go let you go.

0:43

เราไปปล่อยแกกันเถอะ

What do you think?

0:44

คุณคิดว่าไง?

So, I have always been fascinated by birds.

0:45

คือผมมักจะหลงใหลในพวกนกมาตลอด

Their wings in particular, วลี

0:48

โดยเฉพาะปีกของพวกมัน,

you see their primary feathers, การใช้คำ

0:49

คุณเห็นขนปีกปฐมภูมิของพวกมันไหม,

วลี

In particular: จำกัดขอบเขตให้เหลือจุดเน้น

In particular ใช้จำกัดหัวข้อกว้าง ๆ ให้เหลือส่วนหนึ่งที่เลือกไว้ ผู้พูดกล่าวถึงนกโดยรวมก่อน แล้วใช้ in particular เพื่อบอกว่าปีกคือส่วนที่ควรดูให้ใกล้ขึ้น ก่อนจะพูดต่อถึงขนปีกชุดแรก คุณใช้สำนวนนี้ได้หลังจากกล่าวถึงกลุ่มโดยรวม แล้วเลือกสมาชิกหรือหัวข้อย่อยหนึ่งอย่าง กลุ่มใหญ่เป็นกรอบของข้อมูล ส่วน in particular ทำเครื่องหมายจุดที่ต้องการเน้น

แบบฝึกหัด

in particular ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้? We visited several rooms, but the library in particular impressed us.

  1. บอกว่ามีห้องสมุดที่เฉพาะเจาะจงอยู่เพียงแห่งเดียว
  2. แสดงว่าผู้พูดเลือกมากเกี่ยวกับทุกห้อง
  3. เลือกห้องสมุดเป็นจุดเน้นหลักจากกลุ่มห้องที่กว้างกว่า
ดูคำตอบ

เลือกห้องสมุดเป็นจุดเน้นหลักจากกลุ่มห้องที่กว้างกว่า

1 2 3 4 5 6 7 8 9.

0:50

1 2 3 4 5 6 7 8 9

I thought they had 10 primary feathers.

0:54

ผมคิดว่าพวกมันมีขนปีกปฐมภูมิ 10 เส้นนะ

Maybe they do.

0:56

อาจจะมีก็ได้

And then these are the secondary feathers.

0:57

และตรงนี้ก็คือขนปีกทุติยภูมิ

การใช้คำ

Primary feathers และ secondary feathers

ในกายวิภาคของนก primary feathers หรือขนปลายปีก คือขนบินยาวที่ติดอยู่กับส่วนด้านนอกของปีกซึ่งเทียบได้กับมือ ส่วน secondary feathers หรือขนกลางปีก คือขนบินที่ติดอยู่ตามส่วนด้านในของปีกซึ่งเทียบได้กับท่อนแขน ในที่นี้ primary และ secondary เป็นชื่อที่แบ่งตามตำแหน่งสองส่วนบนปีก ไม่ได้หมายความว่าขนกลุ่มหนึ่งสำคัญ แต่อีกกลุ่มไม่สำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมชื่อทั้งสองให้สมบูรณ์: Flight feathers on the outer, hand-like part of a bird's wing are ____, while those along the inner, forearm part are ____.

ดูคำตอบ

primary feathers · secondary feathers

And then the feathers around his eyes.

1:00

แล้วก็ขนรอบๆ ดวงตาของมัน

It's really cool.

1:05

มันเจ๋งมากๆ

He's scared.

1:05

มันกำลังกลัว

So, we're going to try to

1:06

ดังนั้น เราจะพยายาม

we're going to try to get him out of here real quick. การใช้คำ

1:07

เราจะพยายามเอามันออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

การใช้คำ

real quick ในฐานะวลีวิเศษณ์แบบไม่เป็นทางการ

real quick ในที่นี้หมายถึง “อย่างรวดเร็วมาก” หรือ “โดยไม่รอช้า” โดยบอกว่าผู้พูดตั้งใจจะพานกออกไปเร็วเพียงใด ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกันที่ไม่เป็นทางการ real ทำหน้าที่เน้น quick และ quick ทำหน้าที่คล้ายคำวิเศษณ์หลังวลีกริยา รูปคำวิเศษณ์ที่เป็นมาตรฐานมากกว่าคือ really quickly

แบบฝึกหัด

ใน 'Let me check the address real quick,' คำว่า real quick สื่อความหมายอะไร?

  1. ทำอีกครั้ง เพราะการตรวจสอบครั้งแรกผิด
  2. อย่างรวดเร็วมาก ด้วยสำนวนที่ไม่เป็นทางการ
  3. อย่างละเอียดมาก ด้วยสำนวนที่เป็นทางการ
ดูคำตอบ

อย่างรวดเร็วมาก ด้วยสำนวนที่ไม่เป็นทางการ

He'll want to fly away.

1:10

มันคงอยากจะบินหนีไปแล้วล่ะ

I know this isn't like a super in-depth Smarter Every Day video,

1:12

ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่วิดีโอของ Smarter Every Day ที่เจาะลึกอะไรมาก,

but this is just a target of opportunity, สำนวน

1:15

แต่นี่มันเป็นแค่โอกาสที่เข้ามาพอดี,

something to learn really quick.

1:16

ให้ได้เรียนรู้อะไรอย่างรวดเร็ว

สำนวน

A target of opportunity: โอกาสที่ไม่คาดคิดและควรรีบคว้าไว้

ในประโยคนี้ a target of opportunity หมายถึงโอกาสที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและควรรีบคว้าไว้ทันที ผู้พูดกำลังกล่าวถึงโอกาสที่จะถ่ายทำและเรียนรู้บางอย่างโดยไม่ได้วางแผนการศึกษาอย่างละเอียดไว้ก่อน วลีคำนามนี้มาจากภาษาทางทหาร ซึ่งเป้าหมายอาจปรากฏให้ดำเนินการได้โดยไม่คาดคิด ในที่นี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ โดย target ไม่ได้หมายถึงคนหรือสิ่งของที่จะถูกโจมตี แต่ทำให้โอกาสนั้นมีความรู้สึกเชิงกลยุทธ์ว่า “ลงมือในขณะที่ยังทำได้”

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ a target of opportunity หมายความว่าอย่างไร

  1. วัตถุจริงที่ถูกเลือกเป็นเป้าหมายในการโจมตี
  2. โอกาสที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและควรรีบใช้ทันที
  3. เป้าหมายโดยละเอียดที่วางแผนไว้นานแล้ว
ดูคำตอบ

โอกาสที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและควรรีบใช้ทันที

What I want to know is when he takes off กริยาวลี

1:18

สิ่งที่ผมอยากรู้ก็คือตอนที่มันบินขึ้น

กริยาวลี

Takes off: ออกจากพื้นและเริ่มบิน

ในประโยคนี้ takes off หมายถึง “ออกจากพื้นและเริ่มบิน” ประธานคือนก และวลีนี้บรรยายช่วงเวลาที่มันเริ่มบิน เมื่อใช้ในความหมายเกี่ยวกับการบิน take off เป็นกริยาวลีแบบไม่ต้องมีกรรม โดยประธานคือนกหรืออากาศยาน และไม่ต้องมีกรรมตามหลังกริยาวลี ความหมายเดียวกันนี้ใช้กับเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และสิ่งอื่น ๆ ที่บินได้

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีที่หมายถึง “ออกจากพื้นและเริ่มบิน” ลงในประโยค: The rescue helicopter will ____ as soon as the fog clears.

ดูคำตอบ

take off

if his tail feathers are correcting immediately

1:20

ขนหางของมันปรับทิศทางทันทีเลยไหม

or if it has to wait until he's moving in flight before he starts using those.

1:22

หรือว่ามันต้องรอจนกว่าจะเคลื่อนที่ในอากาศก่อน ถึงจะเริ่มใช้ขนพวกนั้น

We probably won't see that

1:25

เราอาจจะมองไม่เห็นหรอก

because we literally have one shot to do this. สำนวน

1:26

เพราะเรามีโอกาสถ่ายแค่ครั้งเดียวจริงๆ

สำนวน

one shot: โอกาสเพียงครั้งเดียว

ในประโยคนี้ one shot หมายถึงโอกาสหรือการลองเพียงครั้งเดียว ผู้พูดลองได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้นหากพลาดก็ไม่สามารถลองใหม่เพื่อแก้ตัวได้ แม้สถานการณ์จะเกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพ แต่ shot ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรูปถ่ายหรือมุมกล้อง Literally ใช้เน้นว่าโอกาสเดียวนี้เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่การพูดเกินจริง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ one shot to + กริยารูปพื้นฐาน ซึ่งหมายถึงมีโอกาสทำบางอย่างเพียงครั้งเดียว และ one shot at + คำนามหรือรูป -ing ก็ใช้กันทั่วไปเช่นกัน

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่างนี้ "one shot" หมายถึงอะไร

  1. การยิงปืนหนึ่งนัด
  2. รูปถ่ายหนึ่งรูป
  3. โอกาสประสบความสำเร็จเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ดูคำตอบ

โอกาสประสบความสำเร็จเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

But uh I'm really excited.

1:29

แต่ เอ่อ ผมตื่นเต้นมากๆ เลย

Did you see his eyes?

1:31

คุณเห็นตาของมันไหม?

Like the little feathery things around his eyes?

1:32

ไอ้ตรงขนเล็กๆ ฟูๆ รอบตามันน่ะ?

I've never noticed that.

1:36

ผมไม่เคยสังเกตมาก่อนเลย

Anyway, he's getting tired.

1:37

เอาเป็นว่า มันเริ่มเหนื่อยแล้วล่ะ

We got to let him go. ไวยากรณ์

1:38

เราต้องปล่อยมันไปแล้ว

ไวยากรณ์

got to: สิ่งที่จำเป็นต้องทำทันที

got to ในที่นี้แสดงถึงความจำเป็น โดย We got to let him go หมายถึง We have to let him go สภาพของนกทำให้ผู้พูดเห็นว่าการปล่อยมันเป็นสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้ ในภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการมาก ผู้พูดอาจละหรือออกเสียง have ใน have got to อย่างไม่ชัดเจน จึงเหลือเพียง got to หน้ากริยารูปพื้นฐาน บริบทช่วยแยกการใช้ที่หมายถึงหน้าที่นี้ออกจาก got to ในอดีตที่หมายถึงเคยมีโอกาสทำบางอย่าง

แบบฝึกหัด

ใน "We got to let him go" คำว่า "got to" หมายถึงอะไรในบริบทนี้

  1. เราต้องปล่อยมันไป
  2. เราเริ่มปล่อยมันไป
  3. เราเคยมีโอกาสปล่อยมันไป
ดูคำตอบ

เราต้องปล่อยมันไป

All right,

1:40

เอาล่ะ,

here we go. น้ำเสียง/เจตนา

1:40

ไปกันเลย

น้ำเสียง/เจตนา

Here we go ในฐานะสัญญาณว่าการกระทำกำลังจะเริ่ม

ในช่วงนี้ “Here we go” เป็นสัญญาณเริ่มต้น โดยบอกผู้ฟังว่าการกระทำที่วางแผนไว้กำลังจะเริ่มเดี๋ยวนี้หรือในอีกชั่วขณะหนึ่ง อาจเข้าใจได้ว่า “เริ่มกันเลย” หรือ “กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว” คำเหล่านี้ไม่ได้บอกว่ามีการเคลื่อนที่เข้าหาผู้พูด โดยทั่วไปวลีนี้ใช้ทำเครื่องหมายการเปลี่ยนจากการเตรียมตัวไปสู่การลงมือทำ เช่น การเริ่มสาธิต การทดสอบ หรือความพยายามที่ท้าทาย

แบบฝึกหัด

ในฉากนี้ ก่อนเริ่มปล่อยนก “Here we go” หมายความว่าอะไร?

  1. การกระทำสิ้นสุดลงแล้ว
  2. เรากำลังเคลื่อนที่มายังสถานที่นี้
  3. การกระทำกำลังจะเริ่มขึ้น
ดูคำตอบ

การกระทำกำลังจะเริ่มขึ้น

Releasing the bird.

1:40

ปล่อยนกละนะ

3 2 1.

1:41

3 2 1

That was fast.

1:46

เร็วมากเลย

All right, let's look at it.

1:47

เอาล่ะ มาดูกันดีกว่า

I mean, we probably just got the launch,

1:48

คือ เราอาจจะถ่ายได้แค่ตอนมันดีดตัวออกไป,

but I like birds.

1:50

แต่ผมชอบนกนะ

All right,

2:18

เอาล่ะ,

I set out to make a cute little video of a bird hopping out of my hand, กริยาวลี

2:18

ผมตั้งใจจะทำวิดีโอน่ารักๆ ของนกที่กระโดดออกจากมือของผม,

but I actually learned a ton from this footage. สำนวน

2:21

แต่จริงๆ แล้วผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากฟุตเทจนี้

กริยาวลี

set out to + กริยา เพื่อแสดงเป้าหมายแรก

“set out to + กริยารูปพื้นฐาน” หมายถึงเริ่มทำบางอย่างด้วยความตั้งใจหรือเป้าหมายที่ชัดเจน ในที่นี้ “I set out to make” แนะนำแผนแรกของผู้เล่าเรื่อง คือการทำวิดีโอสั้น ๆ ที่น่ารัก ในการเล่าเรื่อง โครงสร้างนี้มักใช้วางเป้าหมายแรกเพื่อเปรียบต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คำว่า “but” ที่ตามมาบอกว่าภาพที่ถ่ายไว้ให้ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดและมีคุณค่ามากกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ตั้งใจว่าจะ”: Maya ____ build a bird feeder, but she ended up designing a whole wildlife garden.

ดูคำตอบ

set out to

สำนวน

learned a ton: เรียนรู้มาเยอะมาก

ใน learned a ton คำว่า a ton หมายถึง “ปริมาณมากมาก” ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายถึง “เรียนรู้มาเยอะมาก” ไม่ได้กล่าวถึงน้ำหนัก การพูดเกินจริงนี้เน้นว่าผลลัพธ์มากเกินคาด แค่พยายามถ่ายนกก็ทำให้ได้เรียนรู้มากกว่าที่คิดมาก รูปแบบเดียวกันใช้กับคำกริยาอื่นได้ เช่น helped a ton หรือ changed a ton

แบบฝึกหัด

ในประโยค “I learned a ton from the workshop,” คำว่า a ton หมายถึงอะไร?

  1. หน่วยน้ำหนัก
  2. ปริมาณน้อยที่แม่นยำ
  3. ปริมาณมากมาก
ดูคำตอบ

ปริมาณมากมาก

Number one,

2:24

ข้อหนึ่ง,

it's clear that the bird hops out of my hand,

2:25

เห็นได้ชัดเลยว่านกกระโดดออกจากมือผม,

and I've never thought about that.

2:27

และผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นมาก่อนเลย

I'm sure that's just common knowledge to ornithologists วลี

2:28

ผมแน่ใจว่านี่คงเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับนักปักษีวิทยาอยู่แล้ว

but for some reason I always thought birds just start flapping to fly. วลี

2:31

แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงมักจะคิดว่านกแค่เริ่มกระพือปีกเพื่อบิน

วลี

common knowledge: ข้อมูลที่คนในกลุ่มรู้กันอย่างแพร่หลาย

Common knowledge คือข้อมูลที่คนในชุมชนหนึ่งรู้กันอย่างแพร่หลาย จึงมักไม่ต้องอธิบายเป็นพิเศษในชุมชนนั้น ในประโยคนี้ ชุมชนดังกล่าวคือนักปักษีวิทยา ผู้พูดหมายความว่าผู้เชี่ยวชาญเรื่องนกน่าจะรู้อยู่แล้ว การเรียกข้อเท็จจริงนี้ว่าเป็น common knowledge สำหรับผู้เชี่ยวชาญ แสดงว่าผู้พูดยอมรับอย่างถ่อมตัวว่าสิ่งนี้อาจใหม่สำหรับตนเองเท่านั้น Common บอกว่าความรู้นั้นถูกแบ่งปันกว้างแค่ไหน ไม่ได้บอกว่ามีคุณค่าหรือซับซ้อนเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่หมายถึง “ข้อมูลที่คนในกลุ่มนี้รู้กันอย่างแพร่หลาย”: Among the lab technicians, the safety rule is ____.

ดูคำตอบ

common knowledge

วลี

“for some reason” เพื่อบอกว่าไม่ทราบเหตุผล

ในประโยคนี้ “for some reason” หมายถึงผู้พูดอธิบายไม่ได้ว่าทำไมตนจึงเคยคิดแบบนั้น วลีนี้บอกว่าที่มาของความคิดเดิมไม่ชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดรู้เหตุผลแต่จงใจปิดบัง วลีนี้ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายที่แสดงความเห็นต่อความคิดหรือปฏิกิริยาทั้งหมด โดยวางไว้ต้นอนุประโยคหรือช่วงหลังของอนุประโยคก็ได้

แบบฝึกหัด

หาก Maya อธิบายไม่ได้ว่าทำไมเพลงนี้ทำให้เธอเศร้า ควรใช้วลีใดขึ้นต้นประโยค? “___, this song makes Maya sad.”

  1. For some reason
  2. For good reason
  3. For that reason
ดูคำตอบ

For some reason

And he's hopping.

2:35

แต่มันกำลังกระโดดครับ

Why would they not use their legs to get further away from the ground

2:36

ทำไมพวกมันจะไม่ใช้ขาเพื่อผลักตัวเองให้ห่างจากพื้นมากขึ้นล่ะ

so their wings don't hit the ground or my hand or whatever?

2:39

เพื่อที่ปีกจะได้ไม่ชนพื้น หรือมือผม หรืออะไรก็ตาม?

That's just cool.

2:41

มันเจ๋งมากเลย

I've never thought about that.

2:42

ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย

Number two,

2:43

ข้อสอง,

I think it's neat that he points his tail towards the ground on that hop.

2:44

ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมากที่มันชี้หางลงพื้นตอนที่กระโดด

And I've got to believe he's doing that to reduce the vertical component of drag โน้ต

2:49

และผมเชื่อว่ามันทำแบบนั้นเพื่อลดแรงต้านในแนวดิ่ง

น้ำเสียง/เจตนา

“I've got to believe” เพื่อแสดงข้อสรุปที่มั่นใจ

ในที่นี้ “I've got to believe” ใช้นำข้อสรุปที่ผู้พูดค่อนข้างมั่นใจ จากสิ่งที่สังเกตเห็น ผู้พูดคิดว่าคำอธิบายที่ตามมาน่าจะถูกต้องมาก แม้จะไม่มีหลักฐานโดยตรง “I've got to” ไม่ได้หมายความว่ามีใครบังคับให้ผู้พูดเชื่อ อนุประโยคที่ตามมาบอกข้อสรุปของผู้พูด และสามารถละคำว่า “that” ได้เหมือนในประโยคนี้ วลีนี้แสดงความมั่นใจมากกว่า “I think” แต่ยังไม่แน่นอนเท่า “I know”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงข้อสรุปที่ค่อนข้างมั่นใจ แทนที่จะเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วหรือหน้าที่ที่ต้องลงมือทำ?

  1. I've got to believe the delay was caused by the storm.
  2. I know the delay was caused by the storm.
  3. I've got to leave before the storm.
ดูคำตอบ

I've got to believe the delay was caused by the storm.

การใช้คำ

องค์ประกอบแนวดิ่งของแรงต้านอากาศ

ในวลีทางฟิสิกส์นี้ drag หมายถึงแรงทางอากาศพลศาสตร์ที่ต้านการเคลื่อนที่ผ่านอากาศ ส่วน component คือส่วนของแรงที่วัดตามทิศทางหนึ่งที่เลือกไว้ ดังนั้น vertical component of drag จึงหมายถึงส่วนของแรงต้านทั้งหมดตามแกนแนวดิ่ง คำว่า vertical ขยายเฉพาะส่วนนั้น ไม่ได้บอกว่าแรงต้านทั้งหมดมีทิศแนวดิ่ง

แบบฝึกหัด

ในการสนทนาด้านวิศวกรรม 'the vertical component of drag' หมายถึงอะไร

  1. แรงต้านทั้งหมดที่กระทำเฉพาะในทิศแนวดิ่ง
  2. ส่วนของแรงต้านที่กระทำในทิศแนวดิ่ง
  3. การลากสิ่งของลงตรง ๆ
ดูคำตอบ

ส่วนของแรงต้านที่กระทำในทิศแนวดิ่ง

so that he can hop farther. ไวยากรณ์

2:52

เพื่อให้มันกระโดดได้ไกลขึ้น

ไวยากรณ์

so that he can เพื่อบอกจุดประสงค์

โครงสร้าง so that + ประธาน + can + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกจุดประสงค์ โดยอธิบายว่าการกระทำก่อนหน้านี้ตั้งใจทำให้สิ่งใดเป็นไปได้ ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวอธิบายเป้าหมายของการกระทำก่อนหน้า ไม่ได้เพียงบอกว่าเกิดอะไรขึ้นต่อมา เนื่องจาก so that นำหน้าประโยคย่อยที่สมบูรณ์ จึงสามารถระบุคนหรือสิ่งที่จะมีความสามารถนั้นได้ ส่วน infinitive ที่ใช้ to มักละประธานนี้ไว้ให้เข้าใจจากบริบท

แบบฝึกหัด

เติม so that และ can ลงในประโยคเพื่อบอกจุดประสงค์: I speak slowly ____ everyone ____ understand.

ดูคำตอบ

so that · can

Another thing that happens is on the downstroke, การใช้คำ

2:54

อีกอย่างที่เกิดขึ้นคือตอนที่ตีปีกกลง,

you can see that his feathers are together,

2:56

คุณจะเห็นว่าขนปีกมันเรียงชิดติดกัน,

but his feathers delaminate to reduce drag on the backstroke. การใช้คำ

2:58

แต่ขนปีกของมันจะแยกออกจากกันเพื่อลดแรงต้านในตอนที่ตีปีกขึ้น

การใช้คำ

the downstroke ... the backstroke ในหนึ่งรอบการกระพือปีก

ในที่นี้ the downstroke คือช่วงหนึ่งของการกระพือปีกที่ปีกเคลื่อนลง ส่วน the backstroke คือช่วงที่ปีกเคลื่อนกลับ คำสองคำนี้แบ่งการเคลื่อนไหวซ้ำหนึ่งรอบออกเป็นแต่ละช่วง ในทั้งสองคำ stroke หมายถึงการปัดหรือการเคลื่อนที่หนึ่งครั้งไปในทิศทางหนึ่ง ในประโยคนี้ backstroke ไม่ได้หมายถึงท่าว่ายน้ำกรรเชียง แต่หมายถึงปีกที่เคลื่อนกลับตามเส้นทางเดิม

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ the downstroke และ the backstroke เปรียบเทียบช่วงใดของการเคลื่อนไหว?

  1. ท่าว่ายน้ำสองแบบที่ต่างกัน
  2. ช่วงที่ปีกตบลงและช่วงที่ปีกเคลื่อนกลับ
  3. ด้านหน้าและด้านหลังของขนแต่ละเส้น
ดูคำตอบ

ช่วงที่ปีกตบลงและช่วงที่ปีกเคลื่อนกลับ

การใช้คำ

delaminate ที่ใช้บรรยายขนซึ่งแยกออกจากกัน

โดยปกติ delaminate ใช้อธิบายชั้นวัสดุที่ยึดติดกันแล้วแยกออกจากกัน ในที่นี้ยืมมาใช้เป็นภาพเปรียบเทียบแบบงานวิศวกรรม เพื่ออธิบายขนที่อยู่ติดกันซึ่งแยกห่างจากกันระหว่างจังหวะที่ปีกเคลื่อนกลับ การแยกนี้เกิดขึ้นชั่วคราวและมีประโยชน์ เพราะช่องว่างเล็ก ๆ ที่เปิดออกช่วยลดแรงต้านอากาศ ไม่ได้หมายความว่าขนเสียหายหรือหลุดแยกเป็นชั้นอย่างถาวร

แบบฝึกหัด

delaminate ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. นกสูญเสียขนทั้งหมด
  2. ขนแต่ละเส้นแตกเป็นชั้นที่เสียหายอย่างถาวร
  3. ขนที่อยู่ติดกันแยกห่างจากกันชั่วคราว
ดูคำตอบ

ขนที่อยู่ติดกันแยกห่างจากกันชั่วคราว

We've seen that in a Smarter Every Day episode in the past.

3:00

เราเคยเห็นแบบนี้ในตอนที่แล้วๆ มาของ Smarter Every Day

It's fun to see it again here.

3:02

มันสนุกดีที่ได้เห็นมันอีกครั้งที่นี่

Number four,

3:03

ข้อสี่,

it's cool to see him transition that tail from being pointed down.

3:04

มันเจ๋งดีที่ได้เห็นมันเปลี่ยนทิศทางหางจากการที่ชี้ลง

He raises it,

3:08

มันยกหางขึ้น,

so he's getting ready for horizontal flight.

3:09

ดังนั้นมันกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการบินในแนวราบ

So, that transition from vertical flight to horizontal flight, วลี

3:11

ดังนั้น ในการเปลี่ยนผ่านจากการบินแนวดิ่งมาเป็นแนวราบนั้น,

วลี

transition from vertical flight to horizontal flight: การเปลี่ยนจากการบินแนวตั้งไปเป็นการบินแนวนอน

ในที่นี้ transition หมายถึงกระบวนการเปลี่ยนจากการเคลื่อนที่แบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่ง นกกำลังเปลี่ยนจากการบินแนวตั้งไปเป็นการบินแนวนอน โครงสร้าง transition from A to B ระบุทั้งสภาวะเริ่มต้น A และสภาวะใหม่ B โดยมักนำเสนอการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นกระบวนการหรือช่วงหนึ่ง ไม่ใช่เพียงการแทนที่ทันที

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง transition from A to B: The office planned a smooth ____ paper records ____ digital records.

ดูคำตอบ

transition from · to

he straightens his tail out to get it in the game. สำนวน

3:14

มันเหยียดหางให้ตรงเพื่อดึงเข้ามาช่วย

สำนวน

get it in the game: ทำให้เข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง

ในที่นี้ get it in the game หมายถึงทำให้หางเริ่มมีบทบาทอย่างจริงจังในการควบคุมการบินของนก it หมายถึงหาง และไม่ได้มีการแข่งขันจริง ๆ ผู้พูดยืมภาพของผู้เล่นที่เข้าร่วมการแข่งขันมาใช้ โครงสร้าง get someone or something in the game ซึ่งนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้ หมายถึงทำให้บุคคลหรือสิ่งของนั้นถูกนำมาใช้หรือมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึง “ช่วยให้ Leo เริ่มมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง”?

  1. Let's get Leo in the game.
  2. Let's ask Leo to watch from the side.
  3. Let's tell Leo the game's score.
ดูคำตอบ

Let's get Leo in the game.

He's getting ready to make corrections in horizontal flight.

3:17

มันเตรียมพร้อมที่จะปรับทิศทางในการบินแนวราบ

I think it's really cool to make your own observations วลี

3:20

ผมคิดว่ามันเจ๋งมากๆ เลยนะที่ได้สังเกตด้วยตัวเอง

because all this probably exists in a scientific paper somewhere,

3:22

เพราะเรื่องพวกนี้อาจจะมีเขียนอยู่ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ไหนสักแห่งแล้ว,

but it's fun to actually see it for yourself and try to understand. วลี

3:25

แต่มันสนุกดีที่ได้เห็นด้วยตัวเองจริงๆ และพยายามทำความเข้าใจ

วลี

สังเกตด้วยตัวเอง

ในประโยคนี้ make your own observations หมายถึงการสังเกตรายละเอียดด้วยตนเอง แล้วสร้างหรือบันทึกข้อสรุปของตนเอง การใช้คำร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติในภาษาอังกฤษคือ make observations your own เน้นความเป็นอิสระ ผู้พูดให้คุณค่ากับการตรวจดูหลักฐานด้วยตนเองแทนที่จะพึ่งเพียงสิ่งที่บทความวิทยาศาสตร์กล่าวไว้ วลีนี้นำไปใช้กับการทดลอง งานวิจัย งานในชั้นเรียน และการวิเคราะห์ในชีวิตประจำวันได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่อยู่ในรูป make + คำนาม และใช้ their own เพื่อเน้นข้อสรุปที่คิดขึ้นอย่างอิสระ: During the experiment, the students were asked to ____ before reading the textbook explanation.

ดูคำตอบ

make their own observations

วลี

ดูด้วยตาตัวเอง

ในประโยคนี้ see it for yourself หมายถึงการดูหรือสัมผัสบางสิ่งด้วยตนเองเพื่อยืนยัน แทนที่จะพึ่งคำอธิบายของผู้อื่น for yourself สื่อถึงการตรวจสอบด้วยประสบการณ์ตรง ไม่ได้หมายถึง “เพื่อประโยชน์ของตนเอง” และไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่คนเดียว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย see ... for yourself ซึ่งหมายถึง “ตรวจดูด้วยตนเอง”: The online pictures do not capture the view, so you should ____.

ดูคำตอบ

see it for yourself

I'm going to be looking for these things

3:29

ผมคงจะคอยมองหาอะไรแบบนี้

every time I see a bird take off from now on. วลี

3:31

ทุกครั้งที่เห็นนกบินขึ้นจากนี้ไป

วลี

from now on สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ดำเนินต่อไป

“from now on” กำหนดให้ช่วงเวลาปัจจุบันเป็นจุดเริ่มต้นของสภาวะ นิสัย กฎ หรือท่าทีที่คาดว่าจะดำเนินต่อไปในอนาคต ในประโยคนี้ หมายความว่าทุกครั้งในอนาคตที่ผู้พูดเห็นนกบินขึ้น ผู้พูดจะมองหารายละเอียดเหล่านี้ ไม่ได้หมายถึงแค่ครั้งถัดไปเท่านั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนบอกเวลาที่หมายถึง “เริ่มตอนนี้และดำเนินต่อไปในอนาคต”: I used to forget my lunch, but ____, I'll pack it before bed.

ดูคำตอบ

from now on

All right,

3:33

เอาล่ะ,

that's enough for this bird.

3:34

พอแค่นี้แหละสำหรับเจ้านกตัวนี้

Do you want to see my garden?

3:35

อยากดูสวนของผมไหมครับ?

These are my sunflowers.

3:36

นี่คือดอกทานตะวันของผม

I grow them for all the ladies in my life.

3:38

ผมปลูกพวกมันไว้ให้ผู้หญิงทุกคนในชีวิตของผม

My daughter,

3:42

ลูกสาวผม,

my mom,

3:42

แม่ผม,

my wife.

3:44

ภรรยาผม

While we're here, ลำดับความ

3:46

ไหนๆ เราก็อยู่ตรงนี้แล้ว,

do you want to see my cornses? การใช้คำ

3:47

อยากดูข้าวโพดของผมไหม?

ลำดับความ

While we're here เพื่อเปลี่ยนเรื่องตามโอกาสที่มีอยู่

“While we're here” ใช้สถานที่หรือสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเหตุผลในการเสนออีกกิจกรรมหนึ่งหรือเปิดอีกหัวข้อหนึ่ง โดยเชื่อมข้อเสนอใหม่เข้ากับโอกาสที่มีอยู่ในตอนนี้เพื่อจัดลำดับการสนทนา ในประโยคนี้ สำนวนช่วยเปลี่ยนจากหัวข้อหลักไปยังสิ่งอื่นที่ผู้พูดสามารถให้ดูในสวนได้อย่างเป็นธรรมชาติ “while” ไม่ได้เน้นเป็นหลักว่าการกระทำสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างเคร่งครัด ความหมายในทางปฏิบัติคือ “ไหน ๆ เราก็อยู่ที่นี่แล้ว”

แบบฝึกหัด

คุณอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แล้วและต้องการเสนอกิจกรรมเพิ่มอีกอย่าง เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____, do you want to see the new dinosaur exhibit?

ดูคำตอบ

While we're here

My cornses are bad.

3:49

ข้าวโพดของผมแย่มากเลย

การใช้คำ

cornses: รูปพหูพจน์นอกมาตรฐานที่ใช้เล่นมุก

cornses ในที่นี้เป็นรูปพหูพจน์ของ corn ที่ผู้พูดตั้งใจสร้างให้ฟังตลกและไม่เป็นมาตรฐาน การพูดซ้ำทำให้น้ำเสียงดูขี้เล่นและเหมือนกำลังล้อตัวเองเรื่องข้าวโพดที่โตไม่ดี ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน corn มักหมายถึงพืชผลหรืออาหารโดยรวม จึงปกติไม่เติมรูปพหูพจน์: My corn is growing badly. ถ้าต้องการนับเป็นชิ้นหรือเป็นต้น ให้ระบุหน่วย เช่น corn plants หรือ ears of corn

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นภาษาอังกฤษมาตรฐานสำหรับพูดถึงต้นข้าวโพดหลายต้น?

  1. The corn plants are growing badly.
  2. The corn are growing badly.
  3. The cornses are growing badly.
ดูคำตอบ

The corn plants are growing badly.

I think I overwatered them.

3:50

ผมคิดว่าผมรดน้ำมากเกินไป

These are my cornses.

3:52

นี่คือข้าวโพดของผมครับ

These are my cornses

3:56

นี่ก็ข้าวโพดของผม

and uh my

3:58

และ เอ่อ... ของผม

You can't look at this

3:59

คุณดูอันนี้ไม่ได้นะ

You can't look at this one.

4:00

คุณดูอันนี้ไม่ได้

Hold on.

4:01

เดี๋ยวก่อน

Right here.

4:01

ตรงนี้เลย

Look at this bad boy. การใช้คำ

4:02

ดูเจ้าตัวแสบนี้สิ

การใช้คำ

bad boy: ชื่อเรียกแบบขี้เล่นสำหรับสิ่งของที่น่าประทับใจ

bad boy ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเด็กผู้ชายที่ประพฤติตัวไม่ดี ผู้พูดกำลังชี้ไปที่แตงโมที่ดูโดดเด่นและใช้ this bad boy เป็นชื่อเรียกแบบขี้เล่นสำหรับสิ่งนั้น เมื่อใช้กับสิ่งของ สำนวนไม่เป็นทางการนี้มักแสดงความชื่นชม ความภูมิใจ หรือความตื่นเต้น น้ำเสียงที่เป็นบวกและสิ่งของที่กำลังชี้อยู่บอกให้รู้ว่า bad ในที่นี้ไม่ได้มีความหมายเชิงลบ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “Look at this bad boy!” ที่พูดอย่างภูมิใจพร้อมชี้ไปที่ฟักทองลูกใหญ่ bad boy หมายถึงอะไร?

  1. สิ่งของที่พังหรือน่าผิดหวัง
  2. ชื่อเรียกแบบขี้เล่นสำหรับสิ่งของที่น่าประทับใจ
  3. เด็กผู้ชายที่ประพฤติตัวไม่ดี
ดูคำตอบ

ชื่อเรียกแบบขี้เล่นสำหรับสิ่งของที่น่าประทับใจ

Look at it.

4:03

ดูมันสิ

Ain't that beautiful? การใช้คำ

4:05

มันสวยใช่ไหมล่ะ?

การใช้คำ

Ain't ในความหมาย isn't แบบไม่เป็นทางการ

ใน Ain't that beautiful? คำว่า ain't มีความหมายเท่ากับ isn't ในภาษาอังกฤษมาตรฐาน คำถามปฏิเสธนี้ไม่ได้แสดงความสงสัยจริง ๆ แต่เป็นการชวนให้ผู้ฟังเห็นด้วยกับความชื่นชมของผู้พูด ในประโยคอื่น ain't อาจแทนรูปปฏิเสธได้หลายแบบ ดังนั้นให้ดูประธานและกริยาช่วยก่อนเลือกคำเทียบแบบมาตรฐาน

แบบฝึกหัด

หากต้องการคงคำถามที่แสดงความชื่นชมแบบเดิมไว้ในงานเขียนของโรงเรียน ควรใช้รูปใด?

  1. Ain't that beautiful?
  2. Isn't that beautiful?
ดูคำตอบ

Isn't that beautiful?

It's a good-looking melon right there.

4:07

เป็นแตงโมที่ดูดีมากเลยตรงนั้น

Anyway,

4:09

ยังไงก็ตาม,

it's a simple video.

4:11

นี่เป็นวิดีโอง่ายๆ ครับ

I hope you enjoyed it.

4:12

ผมหวังว่าคุณจะชอบนะ

I'm Destin.

4:13

ผม Destin ครับ

We're getting smarter every day.

4:15

เรากำลังฉลาดขึ้นทุกวัน (Smarter Every Day)

Have a good one. น้ำเสียง/เจตนา

4:16

ขอให้เป็นวันที่ดีครับ

น้ำเสียง/เจตนา

Have a good one ในฐานะคำกล่าวลาแบบสบาย ๆ

Have a good one เป็นวิธีจบบทสนทนาแบบสบาย ๆ และเป็นมิตร ในที่นี้ one ไม่ได้หมายถึงสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่หมายกว้าง ๆ ถึงเวลาที่เหลือของวัน ช่วงเย็น หรือเวลาต่อจากนี้ สำนวนนี้ใช้เพื่ออวยพรให้อีกฝ่ายมีช่วงเวลาที่ดีโดยไม่ต้องระบุช่วงเวลา หน้าที่หลักคือการกล่าวลา ไม่ใช่การบอกให้อีกฝ่ายมีสิ่งของบางอย่าง

แบบฝึกหัด

เติมคำในคำกล่าวลาแบบสบาย ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องระบุช่วงเวลาของวัน: Have a good ____.

ดูคำตอบ

one

Bye.

4:17

ลาก่อน