ภาษาต่างๆ วิวัฒนาการได้อย่างไร - Alex Gendler: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
609 คำ 177 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าการอพยพและการแยกตัวของกลุ่มคนทำให้ภาษาถิ่นที่เคยใกล้เคียงกันพัฒนาเป็นภาษาต่าง ๆ ได้อย่างไร นักภาษาศาสตร์เปรียบเทียบไวยากรณ์ คำศัพท์พื้นฐาน และความสอดคล้องของเสียงที่เกิดอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างภาพตระกูลภาษาและภาษาบรรพบุรุษอย่างไร รวมถึงเหตุใดเส้นแบ่งระหว่างภาษากับภาษาถิ่นที่ไม่ชัดเจนและหลักฐานที่ลดลงเมื่อย้อนสู่อดีตจึงจำกัดข้อสรุปเรื่องบรรพบุรุษร่วมของทุกภาษา ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. can be traced back to — กลุ่มคำและคำปรากฏร่วมแบบตายตัว: เข้าใจวลีรูปกรรมวาจกเชิงวิชาการนี้ว่าใช้เชื่อมสิ่งหนึ่งกับต้นกำเนิดที่เก่ากว่า และนำไปใช้อธิบายที่มาของภาษา ประเพณี สถาบัน หรือปัญหาปัจจุบันได้ โดยไม่สื่อว่าเรารู้ทุกขั้นตอนระหว่างทาง 2. There are two main problems linguists face — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตวิธีที่ผู้พูดเกริ่นล่วงหน้าว่ามีอุปสรรคสองประการก่อนแยกอธิบายทีละข้อ เพื่อคาดเดาโครงสร้างการบรรยายและใช้สัญญาณแบบเดียวกันจัดลำดับงานนำเสนอหรือย่อหน้าเชิงวิเคราะห์ให้ชัดเจน 3. the farther we move back in time / the less evidence — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: มองออกว่าเป็นโครงสร้างเปรียบเทียบคู่ที่แสดงว่าหลักฐานยิ่งลดลงเมื่อยิ่งย้อนกลับไปไกลในอดีต และใช้ the farther..., the less... เพื่อบอกความเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กันของตัวแปรสองอย่างในการวิจัย การให้เหตุผลทางประวัติศาสตร์ และคำอธิบายในชีวิตประจำวัน

คำอธิบายในบทเรียนนี้

In the biblical story of the Tower of Babel, วัฒนธรรม

0:07

ในเรื่องราวของหอคอยบาเบลตามพระคัมภีร์

วัฒนธรรม

Tower of Babel: สัญญาณของการแบ่งแยกทางภาษา

Tower of Babel หมายถึงเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่ผู้คนซึ่งเคยใช้ภาษาเดียวกันเริ่มพูดภาษาที่แตกต่างกัน และไม่สามารถเข้าใจกันได้อีกต่อไป ในที่นี้ การอ้างถึงเรื่องดังกล่าวใช้เปิดประเด็นว่าทำไมภาษาจึงมีความหลากหลาย โดยสื่อถึงการแยกตัวของภาษาและการสื่อสารที่ขาดหายไป ไม่ใช่เป็นเพียงชื่อของหอคอยแห่งหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในบทนำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ภาษา การอ้างถึง Tower of Babel สื่อถึงอะไรเป็นหลัก

  1. ระบุสถานที่ที่มนุษย์คิดค้นตัวอักษรขึ้นเป็นครั้งแรก
  2. เป็นชื่อหอคอยทางทหารที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันเมืองโบราณ
  3. สื่อว่าภาษาแยกออกจากกันและผู้คนสูญเสียความสามารถในการเข้าใจกัน
ดูคำตอบ

สื่อว่าภาษาแยกออกจากกันและผู้คนสูญเสียความสามารถในการเข้าใจกัน

all of humanity once spoke a single language

0:09

มวลมนุษยชาติเคยพูดภาษาเดียวกัน

until they suddenly split into many groups วลี

0:12

จนกระทั่งพวกเขาถูกแยกออกเป็นหลายกลุ่มอย่างกะทันหัน

unable to understand each other. ไวยากรณ์

0:14

จนไม่สามารถเข้าใจกันได้

วลี

split into many groups: แสดงผลลัพธ์ของการแยกออก

ใน split into many groups คำว่า split แสดงว่าหนึ่งสิ่งที่เป็นกลุ่มก้อนเดียวแยกออก ส่วน into นำเข้าสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งก็คือหลายกลุ่ม รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X split(s) into + จำนวนหรือชนิดของส่วนต่าง ๆ ใช้อธิบายคน องค์กร ข้อมูล หรือสิ่งอื่นที่เดิมเป็นหนึ่งเดียวแล้วกลายเป็นส่วนที่แยกจากกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ split และคำบุพบทที่แสดงผลลัพธ์: After lunch, the hikers ____ three smaller groups to explore different trails.

ดูคำตอบ

split into

ไวยากรณ์

unable to understand: unable to + คำกริยารูปพื้นฐาน

Unable เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกว่าบุคคล กลุ่ม หรือสิ่งของไม่สามารถทำสิ่งใดได้ หลังคำนี้ใช้ to + คำกริยารูปพื้นฐาน เช่น unable to understand, unable to attend หรือ unable to explain ในประโยคนี้ unable to understand each other ขยายความ groups สามารถเขียนเต็มได้ว่า groups that were unable to understand each other หมายถึงแต่ละกลุ่มไม่สามารถเข้าใจกลุ่มอื่นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ unable to + คำกริยารูปพื้นฐาน explain: Because the notes were missing, Leo was ____ his answer clearly.

ดูคำตอบ

unable to explain

We don't really know if such an original language ever existed, ลำดับความ

0:17

เราไม่รู้จริงๆ ว่าภาษาดั้งเดิมดังกล่าวเคยมีอยู่จริงหรือไม่

but we do know that the thousands of languages existing today ไวยากรณ์

0:20

แต่เรารู้ว่าหลายพันภาษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ไวยากรณ์

languages existing today: อนุประโยคสัมพันธ์แบบย่อ

ใน thousands of languages existing today คำว่า existing today อยู่หลัง languages และบอกว่าหมายถึงภาษาใด คือภาษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีความหมายเหมือนกับ languages that exist today นี่คืออนุประโยคสัมพันธ์แบบย่อที่ใช้รูป -ing แบบกระทำ วลีทั้งหมดเป็นนามวลีเดียว ส่วน existing ไม่ใช่กริยาหลักตัวที่สอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลี -ing หลังคำนามอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อระบุว่าหมายถึงคนกลุ่มใด

  1. The neighbors living upstairs and have a new puppy.
  2. The neighbors are living upstairs have a new puppy.
  3. The neighbors living upstairs have a new puppy.
ดูคำตอบ

The neighbors living upstairs have a new puppy.

can be traced back to a much smaller number. วลี

0:23

สามารถสืบย้อนกลับไปถึงจำนวนที่น้อยกว่ามากได้

ลำดับความ

We don't really know if... but we do know that...: จากความไม่แน่นอนไปสู่ข้อมูลที่มีหลักฐาน

We don't really know if... เปิดประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด โดย if ในที่นี้หมายถึง “ว่า...หรือไม่” จากนั้น but แสดงการเปลี่ยนไปสู่ข้อมูลที่ผู้พูดนำเสนอว่ามีหลักฐานรองรับและแน่นอน ใน but we do know that... คำว่า do เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้น ไม่ใช่กริยาที่แปลว่า “ทำ” โครงสร้างนี้แยกข้อกล่าวอ้างที่ยังไม่รู้แน่ชัดออกจากข้อสรุปที่หนักแน่นกว่า ช่วยให้ผู้ฟังตามคำอธิบายหรือเหตุผลได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

โครงสร้าง We don't really know if... but we do know that... จัดข้อมูลในคำอธิบายอย่างไร?

  1. โครงสร้างนี้มองว่าข้อมูลทั้งสองส่วนไม่แน่นอนเท่ากัน
  2. โครงสร้างนี้เปลี่ยนจากคำถามที่ไม่แน่นอนไปสู่ข้อความที่แน่นอนและมีหลักฐานมากกว่า
  3. โครงสร้างนี้แสดงว่าผู้พูดเปลี่ยนหัวข้ออย่างสิ้นเชิง
ดูคำตอบ

โครงสร้างนี้เปลี่ยนจากคำถามที่ไม่แน่นอนไปสู่ข้อความที่แน่นอนและมีหลักฐานมากกว่า

วลี

can be traced back to: การระบุต้นกำเนิดที่เก่ากว่า

Can be traced back to หมายถึงหลักฐานช่วยให้เราเชื่อมโยงสิ่งหนึ่งกับแหล่งกำเนิด สาเหตุ รูปแบบ หรือช่วงเวลาที่เก่ากว่าได้ ในที่นี้ ภาษาจำนวนมากที่ใช้ในปัจจุบันสามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มภาษาเก่าที่มีจำนวนน้อยกว่ามาก ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ถอยหลังจริง ๆ โครงสร้างคือ ประธาน + can be traced back to + ต้นกำเนิดหรือเวลา เป็นรูปถูกกระทำ โดยประธานคือสิ่งที่ถูกศึกษา และไม่จำเป็นต้องระบุผู้ที่ทำการสืบค้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีแบบถูกกระทำจากบทเรียนที่หมายถึง “สามารถเชื่อมโยงกับต้นกำเนิดที่เก่ากว่าได้”: This tradition ____ the seventeenth century.

ดูคำตอบ

can be traced back to

So how did we end up with so many? กริยาวลี

0:27

แล้วทำไมเราถึงมีมากมายขนาดนี้ล่ะ?

กริยาวลี

end up with: ผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการ

End up with หมายถึง สุดท้ายแล้วได้มี ได้รับ หรือเหลือบางสิ่งเป็นผลลัพธ์จากเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ในคำถามนี้ end up with so many ถามว่ากระบวนการใดทำให้สุดท้ายเรามีภาษามากมายขนาดนี้ ไม่ได้หมายถึงการไปจบลงที่สถานที่จริงที่ชื่อ up คำถามนี้ใช้โครงสร้าง did + ประธาน + end up with... เพราะถามถึงกระบวนการในอดีต With นำหน้าผลลัพธ์สุดท้าย ส่วน so many ละคำนาม languages ที่เข้าใจได้จากบริบท

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หายไปให้สมบูรณ์: After several rounds of editing, we ended up ____ a much shorter report。

ดูคำตอบ

with

In the early days of human migration, วลี

0:29

ในยุคแรกของการอพยพของมนุษย์

วลี

In the early days of human migration: ช่วงเริ่มต้นของกระบวนการ

In the early days of หมายถึง “ในช่วงเริ่มต้นของ” ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์หรือการพัฒนาที่กว้างกว่า ในประโยคนี้ วลีนี้กำหนดให้การอธิบายอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการอพยพของมนุษย์ โดย days หมายถึงช่วงระยะนั้นโดยรวม ไม่ได้หมายถึงวันตามปฏิทินเพียงไม่กี่วัน วลีนี้ทำหน้าที่เป็นกรอบเวลา และมักอยู่ต้นประโยค Of นำหน้ากระบวนการ สาขา หรือสถานการณ์ที่กำลังอธิบายช่วงเริ่มต้น

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หายไปให้สมบูรณ์: In the early days ____ online learning, classes were often held by phone。

ดูคำตอบ

of

the world was much less populated.

0:31

โลกยังมีประชากรน้อยกว่ามาก

Groups of people that shared a single language and culture ไวยากรณ์

0:33

กลุ่มคนที่มีภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน

often split into smaller tribes,

0:36

มักจะแยกออกเป็นเผ่าเล็กๆ

ไวยากรณ์

that shared a single language and culture: ระบุว่าหมายถึงกลุ่มใด

อนุประโยค that shared a single language and culture เป็นอนุประโยคสัมพันธ์แบบจำกัดความที่ขยาย Groups of people โดยระบุว่าหมายถึงกลุ่มใด นั่นคือกลุ่มที่มีภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน ที่นี่ that เป็นคำสรรพนามสัมพันธ์ ไม่ใช่คำชี้เฉพาะที่หมายถึง “สิ่งนั้น” ภายในอนุประโยคสัมพันธ์ that เป็นประธานและ shared เป็นกริยา ประธานทั้งหมดของประโยคหลักคือ Groups of people that shared a single language and culture ส่วนกริยาหลักคือ split เมื่ออ่านประธานยาวแบบนี้ ให้หาคำนามหลัก Groups มองอนุประโยค that เป็นส่วนขยาย แล้วจึงกลับไปหากริยาหลัก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค that เพื่อระบุว่าหมายถึงกลุ่มใด?

  1. The groups that shared a map stayed together.
  2. The groups shared a map, and they stayed together.
  3. That map belonged to the groups.
ดูคำตอบ

The groups that shared a map stayed together.

going separate ways in search of fresh game and fertile land. โน้ต

0:38

แยกย้ายกันไปเพื่อหาแหล่งอาหารและที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ใหม่ๆ

วลี

going separate ways: แยกจากกันแล้วเดินหน้าต่อไปคนละทาง

Going separate ways หมายถึงคนหรือกลุ่มที่เคยอยู่ด้วยกันแยกจากกัน แล้วเดินหน้าต่อไปในทิศทางที่ต่างกัน ทิศทางนั้นอาจเป็นทิศทางจริง เช่น การอพยพ หรือเป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ เช่น อาชีพ แผน หรือความสัมพันธ์ที่ต่างกัน ในประโยคนี้ กลุ่มต่าง ๆ ย้ายไปคนละสถานที่เพื่อค้นหาทรัพยากร ดังนั้นสำนวนนี้จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินคนละถนน แต่ยังหมายถึงการไม่เดินทางร่วมกันเป็นกลุ่มเดียวอีกต่อไป รูปพื้นฐานที่นำไปใช้ได้คือ go separate ways

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตที่ถูกต้องของสำนวนเป้าหมาย: After graduation, the close friends ____ and built lives in different cities.

ดูคำตอบ

went their separate ways

วลี

in search of + คำนาม: การบอกจุดประสงค์

in search of หมายถึง “พยายามหา” หรือ “โดยมีจุดประสงค์เพื่อหา” เป็นวลีบุพบทที่ตามด้วยคำนามหรือนามวลี ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวอธิบายว่าทำไมกลุ่มคนจึงแยกย้ายกันไป นั่นคือพวกเขาต้องการหาสัตว์ที่ล่าได้และผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ ใช้โครงสร้างนี้เพื่อเชื่อมการกระทำกับเป้าหมายที่ทำให้เกิดการกระทำนั้น เช่น travel in search of work และ explore in search of answers คำบุพบทที่ใช้ตายตัวคือ of

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่หายไปเพื่อทำให้สำนวนสมบูรณ์: The hikers crossed the valley in search ____ clean water.

ดูคำตอบ

of

การใช้คำ

fresh game: สัตว์ป่าที่สามารถล่าได้

ในที่นี้ game หมายถึงสัตว์ป่าที่มนุษย์ล่า โดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นอาหาร ไม่ได้หมายถึงกิจกรรม การแข่งขัน หรือวิดีโอเกม ในวลี fresh game คำว่า fresh ชี้ถึงแหล่งสัตว์สำหรับล่าแห่งใหม่หรือที่ยังหาได้ คำว่า fertile land ที่อยู่ใกล้กันยืนยันว่าทั้งสองวลีเป็นทรัพยากรที่ผู้คนกำลังตามหา

แบบฝึกหัด

game ในวลี fresh game หมายถึงอะไร?

  1. การแข่งขันกีฬาที่เพิ่งเกิดขึ้น
  2. วิดีโอเกมที่เพิ่งเปิดตัว
  3. สัตว์ป่าที่สามารถล่าได้
ดูคำตอบ

สัตว์ป่าที่สามารถล่าได้

As they migrated and settled in new places, ไวยากรณ์

0:42

ในขณะที่พวกเขาอพยพและตั้งถิ่นฐานในที่ใหม่ๆ

they became isolated from one another วลี

0:44

พวกเขาก็ถูกตัดขาดจากกัน

and developed in different ways.

0:46

และพัฒนาไปในแนวทางที่แตกต่างกัน

ไวยากรณ์

As they migrated and settled in new places: กระบวนการเบื้องหลังที่กำลังดำเนินไป

ส่วน As they migrated and settled in new places ใช้ as เพื่อเริ่มกระบวนการเบื้องหลังที่ดำเนินต่อเนื่องไปตามเวลา ส่วนประโยคหลักบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการนั้น ในที่นี้ as รวมทั้งความสัมพันธ์ด้านเวลาและความเชื่อมโยงแบบเหตุและผล กล่าวคือ การอพยพและการตั้งถิ่นฐานดำเนินต่อไป ขณะที่การแยกขาดจากกันก็ค่อย ๆ เกิดขึ้นตามมา จึงควรเข้าใจว่ากระบวนการหนึ่งเป็นพื้นหลังของการเปลี่ยนแปลงอีกอย่าง ไม่ใช่เหตุการณ์สองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

แบบฝึกหัด

ใน As the neighborhood grew, the bus network expanded คำว่า as ทำหน้าที่อะไร

  1. ให้เพียงเหตุผลโดยตรงอย่างเดียว โดยไม่มีความหมายว่าการเปลี่ยนแปลงสองอย่างดำเนินไปพร้อมกัน
  2. บอกว่าเครือข่ายรถโดยสารขยายตัวก่อนที่ย่านนั้นจะเติบโต
  3. แสดงว่าการเติบโตของย่านเป็นกระบวนการเบื้องหลังที่ดำเนินต่อเนื่อง ขณะที่เครือข่ายรถโดยสารก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
ดูคำตอบ

แสดงว่าการเติบโตของย่านเป็นกระบวนการเบื้องหลังที่ดำเนินต่อเนื่อง ขณะที่เครือข่ายรถโดยสารก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย

วลี

became isolated from one another: การเปลี่ยนไปสู่สภาพที่แยกขาดจากกัน

became แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพ ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ต่อมากลายเป็นอยู่ในสภาพที่แยกขาด isolated from ระบุความสัมพันธ์ของการแยกออกจากกัน ส่วน one another หมายถึงแต่ละกลุ่มถูกแยกจากกลุ่มอื่น ๆ รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ become isolated from + คน กลุ่ม สถานที่ หรือระบบ การคง from one another ไว้ช่วยให้ความสัมพันธ์แบบต่างฝ่ายต่างแยกจากกันชัดเจน ประโยคนี้ไม่ได้เพียงบอกว่าแต่ละกลุ่มอยู่ตามลำพัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้: When the radio system failed, the rescue teams ____.

ดูคำตอบ

became isolated from one another

Centuries of living in different conditions, ไวยากรณ์

0:48

การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเป็นเวลาหลายศตวรรษ

eating different food,

0:50

กินอาหารที่แตกต่างกัน

and encountering different neighbors,

0:51

และพบปะกับเพื่อนบ้านที่แตกต่างกัน

turned similar dialects with varied pronunciation and vocabulary วลี

0:53

ได้เปลี่ยนภาษาถิ่นที่คล้ายกันซึ่งมีการออกเสียงและคำศัพท์ที่แตกต่างกันเล็กน้อย

into radically different languages,

0:57

ให้กลายเป็นภาษาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ไวยากรณ์

Centuries of living..., eating..., and encountering... ในฐานะประธานแบบยาว

วลีที่ไฮไลต์ทั้งหมดเป็นประธานแบบยาวของประโยค โดยมี Centuries เป็นคำหลัก หลัง of มีวลี -ing ที่วางขนานกันสามวลี ได้แก่ living in..., eating... และ encountering... ซึ่งอธิบายประสบการณ์ที่ดำเนินต่อเนื่องตลอดหลายศตวรรษนั้น รูป -ing เหล่านี้ไม่ใช่กริยาหลักสามคำที่แยกจากกัน กริยาหลักที่ผันตามกาลคือ turned ดังนั้นวลีทั้งหมดก่อนหน้านั้นจึงระบุประสบการณ์ระยะยาวที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

แบบฝึกหัด

ข้อใดวิเคราะห์ประโยคนี้ได้ถูกต้อง: “Years of practicing every day, studying with great performers, and playing for live audiences improved Maya's confidence.”

  1. วลีทั้งหมดที่ขึ้นต้นด้วย Years เป็นประธาน และ improved เป็นกริยาหลัก
  2. Years เป็นเพียงคำบอกเวลา และประโยคนี้ไม่มีประธาน
  3. Practicing, studying และ playing เป็นกริยาหลักสามคำที่แยกจากกัน
ดูคำตอบ

วลีทั้งหมดที่ขึ้นต้นด้วย Years เป็นประธาน และ improved เป็นกริยาหลัก

วลี

turn X into Y: ทำให้ X กลายเป็น Y

ใน turned similar dialects ... into radically different languages โครงสร้าง turn X into Y หมายถึงทำให้ X กลายเป็น Y โดย X คือ similar dialects with varied pronunciation and vocabulary และ Y คือ radically different languages ส่วนประธานแบบยาวของประโยคระบุสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง turn ในที่นี้กล่าวถึงการเปลี่ยนสภาพ ไม่ได้หมายถึงการหมุนหรือเปลี่ยนทิศทาง ให้วางสิ่งที่ถูกเปลี่ยนไว้หน้า into และวางสิ่งหรือสภาพที่เป็นผลลัพธ์ไว้หลัง into

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำที่ถูกต้องจาก turn X into Y: A few simple changes can ____ an empty balcony ____ a pleasant reading space.

ดูคำตอบ

turn · into

continuing to divide as populations grew and spread out further. โน้ต

0:59

ซึ่งยังคงแบ่งแยกต่อไปเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นและกระจายออกไปกว้างขึ้น

ไวยากรณ์

continuing to divide... ในฐานะอนุประโยค -ing ที่ให้ข้อมูลเสริม

ในที่นี้ continuing to divide... เป็นอนุประโยค -ing ที่ให้ข้อมูลเสริมและเชื่อมกับข้อความก่อนหน้า โดยเพิ่มความหมายว่ากระบวนการแยกที่กล่าวถึงก่อนหน้านั้นยังคงดำเนินต่อไป ไม่ได้เริ่มอนุประโยคอิสระใหม่ ประธานที่ละไว้ต้องเข้าใจจากบริบทก่อนหน้า และ continuing ไม่มีรูปกาลแบบกริยาแท้ของตัวเอง อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย as ให้ฉากของการดำเนินต่อดังกล่าว คือขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นและกระจายอยู่ในพื้นที่กว้างขึ้น การแยกก็ยังดำเนินต่อไป โครงสร้างนี้ช่วยเล่าความต่อเนื่องของกระบวนการเดิมโดยไม่ต้องกล่าวประธานซ้ำ

แบบฝึกหัด

ในประโยค "The cracks widened, continuing to spread as the temperature fell." วลี "continuing to spread" ทำหน้าที่อะไร?

  1. เพิ่มข้อมูลว่ากระบวนการก่อนหน้ายังคงดำเนินต่อไป
  2. สั่งให้ผู้อ่านทำให้รอยแยกขยายออกไป
  3. เริ่มอนุประโยคอิสระใหม่ที่มีประธานใหม่
ดูคำตอบ

เพิ่มข้อมูลว่ากระบวนการก่อนหน้ายังคงดำเนินต่อไป

กริยาวลี

spread out: แยกห่างและกระจายในพื้นที่กว้างขึ้น

Spread out หมายถึงเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่รวมตัวกันอยู่ แล้วกระจายไปในพื้นที่ที่กว้างขึ้น ในความหมายนี้ out เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีและเน้นผลที่แยกห่างออกจากกัน ในตัวอย่าง populations grew and spread out further หมายความว่าประชากรไม่เพียงมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ยังกระจายไปอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่กว้างขึ้นด้วย ไม่ได้หมายถึงเพียงจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้ชัดเจนที่สุดว่าผู้คนแยกห่างจากกันเพื่อครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างขึ้น?

  1. The hikers gathered together at the gate.
  2. The hikers crossed the field in a single line.
  3. The hikers spread out across the field.
ดูคำตอบ

The hikers spread out across the field.

Like genealogists, ลำดับความ

1:03

เช่นเดียวกับนักลำดับวงศ์ตระกูล

modern linguists try to map this process

1:04

นักภาษาศาสตร์สมัยใหม่พยายามทำแผนที่กระบวนการนี้

by tracing multiple languages back as far as they can วลี

1:06

โดยการสืบย้อนกลับไปในหลายๆ ภาษาให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

to their common ancestor or proto-language. การใช้คำ

1:09

จนถึงบรรพบุรุษร่วมหรือภาษาดั้งเดิม

ลำดับความ

Like genealogists: การเปรียบเทียบเปิดประโยค

Like genealogists เป็นการเปรียบเทียบที่วางไว้ต้นประโยค โดย like เป็นคำบุพบทที่หมายถึง ‘ในแบบเดียวกับ’ ส่วน genealogists คือผู้ที่สืบค้นสายตระกูล วลีนี้บอกว่านักภาษาศาสตร์สมัยใหม่ใช้วิธีสืบย้อนอดีตที่คล้ายกัน แต่ไม่ได้บอกว่านักภาษาศาสตร์เป็นนักลำดับวงศ์ตระกูล การวางคำเปรียบเทียบไว้ก่อนช่วยให้ผู้อ่านมีแบบจำลองที่คุ้นเคย ก่อนจะอธิบายการศึกษาความเป็นเครือญาติของภาษาที่เป็นนามธรรมกว่า วิธีนี้ช่วยจัดลำดับข้อมูลใหม่ และ like ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ‘ชอบ’

แบบฝึกหัด

วลี Like genealogists ที่ต้นประโยคทำหน้าที่อะไร?

  1. วลีนี้บอกว่านักภาษาศาสตร์ชอบใช้เวลาร่วมกับนักลำดับวงศ์ตระกูล
  2. วลีนี้เปรียบเทียบวิธีที่นักภาษาศาสตร์สืบย้อนประวัติภาษากับวิธีที่นักลำดับวงศ์ตระกูลสืบย้อนประวัติครอบครัว
  3. วลีนี้ระบุว่านักภาษาศาสตร์สมัยใหม่เป็นนักลำดับวงศ์ตระกูลโดยอาชีพ
ดูคำตอบ

วลีนี้เปรียบเทียบวิธีที่นักภาษาศาสตร์สืบย้อนประวัติภาษากับวิธีที่นักลำดับวงศ์ตระกูลสืบย้อนประวัติครอบครัว

วลี

by tracing ... back as far as they can: วิธีการและขีดจำกัด

By + รูป -ing บอกวิธีที่ใช้ทำสิ่งหนึ่ง ในที่นี้ by tracing multiple languages back ตอบว่านักภาษาศาสตร์พยายามทำแผนผังกระบวนการนี้ ‘อย่างไร’ ส่วน trace something back หมายถึงติดตามประวัติของสิ่งหนึ่งย้อนกลับไปหาแหล่งกำเนิดที่เก่ากว่า As far as they can กำหนดขีดจำกัด คือพวกเขาย้อนกลับไปถึงช่วงประวัติศาสตร์ที่ลึกที่สุดเท่าที่หลักฐานและความสามารถเอื้อให้ทำได้ Far ในที่นี้บอกขอบเขตของเวลาหรือการวิจัย ไม่ใช่ระยะทางทางกายภาพ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างนี้เพื่อแสดงทั้งวิธีการและขีดจำกัดทางประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปได้ไกลที่สุด?

  1. The researchers carried the old records as far away as they could before investigating the tale.
  2. The researchers investigated the tale because the old versions were easy to trace.
  3. The researchers investigated the tale by tracing old versions back as far as they could.
ดูคำตอบ

The researchers investigated the tale by tracing old versions back as far as they could.

การใช้คำ

common ancestor or proto-language: ภาษาบรรพบุรุษร่วม

ในภาษาศาสตร์เชิงประวัติ common ancestor หมายถึงภาษายุคก่อนที่ภาษาหลายภาษาซึ่งเกี่ยวข้องกันพัฒนาสืบต่อมา ส่วน proto-language เป็นศัพท์เฉพาะสำหรับภาษาบรรพบุรุษนั้น ดังนั้น or ในที่นี้จึงเป็นการเรียกแนวคิดเดียวกันด้วยชื่อที่เฉพาะทางกว่า ไม่ได้เสนออีกตัวเลือกหนึ่ง ภาษาต้นแบบมักเกิดจากการสร้างขึ้นใหม่โดยเปรียบเทียบรูปแบบที่เป็นระบบในภาษาลูกหลาน และอาจไม่มีหลักฐานลายลักษณ์อักษรโดยตรงหลงเหลืออยู่

แบบฝึกหัด

ในภาษาศาสตร์เชิงประวัติ proto-language หมายถึงอะไร

  1. ภาษาสมัยใหม่ที่ใช้ในหลายประเทศ
  2. ภาษายุคก่อนที่กลุ่มภาษาซึ่งเกี่ยวข้องกันพัฒนาสืบต่อมา
  3. รายการคำที่ออกเสียงคล้ายกันในภาษาต่าง ๆ
ดูคำตอบ

ภาษายุคก่อนที่กลุ่มภาษาซึ่งเกี่ยวข้องกันพัฒนาสืบต่อมา

A group of all languages related in this way is called a language family, การใช้คำ

1:12

กลุ่มของภาษาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกันในลักษณะนี้เรียกว่าตระกูลภาษา

which can contain many branches and subfamilies. การใช้คำ

1:16

ซึ่งอาจมีสาขาและตระกูลย่อยมากมาย

การใช้คำ

language family: ภาษาที่มีต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน

language family คือกลุ่มภาษาที่มีต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ร่วมกันจากภาษาบรรพบุรุษเดียวกัน คำว่า family ในที่นี้เป็นการเปรียบเทียบเพื่อใช้จัดประเภท โดยหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาษา ไม่ใช่คนในครอบครัวจริง โครงสร้าง A group ... is called ... ใช้ให้คำจำกัดความ ส่วน branches และ subfamilies คือกลุ่มย่อยที่อยู่ภายในตระกูลภาษาที่ใหญ่กว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยศัพท์สองคำที่ตรงความหมายของกลุ่มภาษาที่มีต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน: These related languages belong to the same ____.

ดูคำตอบ

language family

การใช้คำ

many branches and subfamilies: กลุ่มภายในตระกูลภาษา

ในที่นี้ branches และ subfamilies หมายถึงกลุ่มการจำแนกที่เล็กกว่าภายในตระกูลภาษา branch สานต่อภาพเปรียบเทียบของแผนผังครอบครัว โดยตระกูลภาษาขนาดใหญ่หนึ่งตระกูลอาจแบ่งออกเป็นหลายแขนง ส่วน subfamily มักหมายถึงกลุ่มภาษาที่เกี่ยวข้องกันซึ่งมีขอบเขตแคบลงภายในตระกูลที่ใหญ่กว่า คำเหล่านี้เป็นชื่อที่ใช้บอกความสัมพันธ์และระดับการจำแนก ไม่ได้หมายถึงกิ่งไม้จริงหรือครอบครัวของมนุษย์

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ branches and subfamilies หมายถึงอะไร

  1. ส่วนจริงของต้นไม้ในแผนผังครอบครัว
  2. ระบบการเขียนที่แตกต่างกันซึ่งภาษาเดียวใช้
  3. กลุ่มการจำแนกที่เล็กกว่าภายในตระกูลภาษา
ดูคำตอบ

กลุ่มการจำแนกที่เล็กกว่าภายในตระกูลภาษา

So how do we determine whether languages are related in the first place? วลี

1:20

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรตั้งแต่แรกว่าภาษาต่างๆ มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่?

วลี

in the first place: ย้อนกลับไปที่เหตุผลตั้งต้น

ในคำถามนี้ in the first place หมายถึงตั้งแต่แรกหรือย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่พื้นฐานที่สุด สำนวนนี้ดึงการสนทนากลับไปสู่ประเด็นหลักว่า หลักฐานอะไรทำให้เราตัดสินได้ว่าภาษาต่าง ๆ มีความเกี่ยวข้องกัน เมื่ออยู่ท้ายคำถามที่ใช้ how หรือ why สำนวนนี้มักถามถึงเหตุผล พื้นฐาน หรือข้อสันนิษฐานดั้งเดิม ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริงหรือการได้อันดับหนึ่ง

แบบฝึกหัด

in the first place เพิ่มความหมายอะไรให้คำถามนี้: How did we decide this rule was necessary in the first place?

  1. ระบุสถานที่จริงแห่งแรกที่มีการพูดคุยเรื่องกฎนี้
  2. เริ่มแนะนำขั้นตอนแรกของกระบวนการ
  3. ถามถึงพื้นฐานดั้งเดิมที่ใช้ตัดสินว่ากฎนี้จำเป็น
ดูคำตอบ

ถามถึงพื้นฐานดั้งเดิมที่ใช้ตัดสินว่ากฎนี้จำเป็น

Similar-sounding words don't tell us much. วลี

1:24

คำที่ออกเสียงคล้ายกันไม่ได้บอกอะไรเรามากนัก

วลี

Similar-sounding words ในฐานะคำขยายที่มีเครื่องหมายยัติภังค์

Similar-sounding เป็นคำคุณศัพท์ประสมที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยเดียวกันหน้า words โดยหมายถึง “ที่ฟังดูคล้ายกัน” ในที่นี้ sounding เป็นส่วนหนึ่งของคำบรรยาย ไม่ใช่คำกริยาหลักของประโยค เครื่องหมายยัติภังค์เชื่อม similar กับ sounding ให้เป็นคำขยายเดียว ภาษาอังกฤษมักใช้รูปแบบนี้หน้าคำนาม เช่น a strange-looking animal

แบบฝึกหัด

ใช้ similar + รูป -ing ของ sound โดยเชื่อมด้วยเครื่องหมายยัติภังค์เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The host compared two ____ brand names.

ดูคำตอบ

similar-sounding

They could be false cognates or just directly borrowed terms การใช้คำ

1:26

พวกมันอาจเป็นคำร่วมเชื้อสายเทียมหรือแค่คำที่ยืมมาโดยตรง

rather than derived from a common root. โน้ต

1:29

แทนที่จะมาจากรากศัพท์เดียวกัน

การใช้คำ

false cognates: รูปคล้ายกันแต่ไม่มีต้นกำเนิดร่วมกัน

False cognates คือคำจากคนละภาษาที่มีรูปเขียนหรือเสียงคล้ายกันจนดูเหมือนมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้วมีต้นกำเนิดต่างกัน คำว่า cognate เน้นประวัติที่มีร่วมกัน ไม่ใช่เพียงรูปหรือความหมายที่คล้ายกัน ในประโยคนี้ false cognates แสดงให้เห็นว่าเหตุใดคำที่ฟังคล้ายกันจึงเป็นหลักฐานที่อ่อนเมื่อพิจารณาเพียงอย่างเดียว ความคล้ายอาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่ได้สืบทอดจากรากศัพท์ร่วมกัน

แบบฝึกหัด

คำสองคำจากคนละภาษามีรูปและเสียงคล้ายกัน แต่การศึกษาทางประวัติศาสตร์พบว่าคำเหล่านั้นพัฒนาแยกจากกัน ควรใช้คำศัพท์ใด?

  1. cognates
  2. false cognates
  3. borrowed terms
ดูคำตอบ

false cognates

ลำดับความ

rather than: การตัดคำอธิบายที่สองออก

rather than ใช้เปรียบต่างทางเลือกสองอย่าง และชี้ว่าทางเลือกที่สองคือคำอธิบายที่ถูกปฏิเสธหรือแก้ไข ในที่นี้ คำเหล่านั้นอาจเป็นคำยืมโดยตรง ไม่ได้สืบมาจากแหล่งเดียวกัน เมื่อติดตามเหตุผลแบบ A rather than B ให้มอง A ว่าเป็นทางเลือกที่ผู้พูดเน้น และ B เป็นทางเลือกที่ถูกตัดออก ในประโยคนี้เป็นการแก้ความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการบอกความชอบเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดยอมรับอย่างชัดเจนว่าการยืมคือคำอธิบาย และปฏิเสธว่ามาจากการสืบทอดจากแหล่งร่วมกัน

  1. The records were copied and inherited from a shared source.
  2. The records could have either history, and the speaker does not choose between them.
  3. The records were copied rather than inherited from a shared source.
ดูคำตอบ

The records were copied rather than inherited from a shared source.

วลี

derived from a common root: สืบย้อนที่มาร่วมกัน

be derived from หมายถึง “มีที่มาจาก” หรือ “พัฒนามาจาก” ใน a common root คำว่า root หมายถึงแหล่งที่มาทางประวัติศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะรูปเก่าที่คำซึ่งเกี่ยวข้องกันพัฒนามาจาก ไม่ใช่รากของพืช Derived เป็นกริยาช่องสาม ในประโยคเต็ม คำนี้ใช้ be ร่วมกับ could be จึงเกิดโครงสร้างกรรมวาจก could be derived from วลีนี้ระบุคำอธิบายเรื่องที่มาร่วมกัน ซึ่งผู้พูดนำไปเปรียบต่างกับการยืมคำหรือความคล้ายกันโดยบังเอิญ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีกรรมวาจกสองคำที่หมายถึง “มีที่มาจาก”: These family names are ____ a common root.

ดูคำตอบ

derived from

Grammar and syntax are a more reliable guide,

1:32

ไวยากรณ์และวากยสัมพันธ์เป็นตัวนำทางที่เชื่อถือได้มากกว่า

as well as basic vocabulary วลี

1:34

เช่นเดียวกับคำศัพท์พื้นฐาน

such as pronouns, วลี

1:36

เช่น คำสรรพนาม

numbers,

1:37

ตัวเลข

or kinship terms

1:38

หรือคำเรียกเครือญาติ

วลี

such as pronouns, numbers, or kinship terms: การยกตัวอย่าง

such as ใช้ยกตัวอย่างจากหมวดหมู่ที่กว้างกว่า ในที่นี้ basic vocabulary คือหมวดหมู่ ส่วน pronouns, numbers และ kinship terms คือตัวอย่างที่อยู่ในหมวดหมู่นั้น ตัวอย่างเหล่านี้ช่วยอธิบายหมวดหมู่ แต่โดยทั่วไปไม่ได้เป็นรายการทั้งหมด คำศัพท์พื้นฐานประเภทอื่นก็อาจอยู่ในหมวดหมู่นี้ได้เช่นกัน

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่ใช้ยกตัวอย่างให้ประโยคสมบูรณ์: The museum displays ancient tools ____ hammers and axes.

ดูคำตอบ

such as

that's less likely to be borrowed. ไวยากรณ์

1:39

ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะถูกยืมมา

วลี

as well as: เพิ่มแหล่งหลักฐานอีกอย่าง

ในประโยคนี้ as well as หมายถึง “นอกเหนือจากนั้นยังมี” หรือ “และ...ด้วย” โดยเพิ่ม basic vocabulary ต่อจาก grammar and syntax ให้เป็นแนวทางที่น่าเชื่อถืออีกอย่าง ข้อมูลที่เพิ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐาน ไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม โครงสร้างนี้เสนอ A ก่อนแล้วจึงเพิ่ม B: A, as well as B เป็นวิธีที่มีประโยชน์ในการจัดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะในการอธิบาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as well as เพื่อเพิ่มแหล่งหลักฐานอีกอย่าง

  1. The survey, as well as the interviews, provides useful evidence.
  2. The survey provides useful evidence, but the interviews do not.
  3. The survey provides useful evidence because the interviews were recorded.
ดูคำตอบ

The survey, as well as the interviews, provides useful evidence.

ไวยากรณ์

less likely to be borrowed: การเปรียบเทียบโอกาสในโครงสร้างถูกกระทำ

โครงสร้าง subject + be + less likely + to-infinitive ใช้เปรียบเทียบความน่าจะเป็น likely เป็นคำคุณศัพท์ และ less บอกว่าเหตุการณ์นั้นมีโอกาสเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ที่นำมาเปรียบเทียบ ในที่นี้ that's less likely หมายถึง การที่คำประเภทนี้จะถูกยืมไปใช้มีโอกาสน้อยกว่า ไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้ รูป infinitive แบบถูกกระทำ to be borrowed แสดงว่าสิ่งที่กล่าวถึงเป็นฝ่ายรับการกระทำ เมื่อต้องการเปรียบเทียบโอกาสที่บางสิ่งจะเกิดขึ้นกับประธาน สามารถใช้โครงสร้าง subject + be + less likely + to be + past participle ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายสี่คำที่หมายถึง “มีโอกาสถูก...น้อยกว่า”: A phone in a strong case is ____ damaged.

ดูคำตอบ

less likely to be

By systematically comparing these features and looking for regular patterns of sound changes and correspondences between languages, โน้ต

1:41

โดยการเปรียบเทียบลักษณะเหล่านี้อย่างเป็นระบบ และมองหารูปแบบการเปลี่ยนแปลงของเสียงที่สม่ำเสมอและความสอดคล้องกันระหว่างภาษา

การใช้คำ

รูปแบบที่สม่ำเสมอของการเปลี่ยนแปลงทางเสียงและความสอดคล้องระหว่างภาษา

ในภาษาศาสตร์เชิงประวัติ การเปลี่ยนแปลงทางเสียงคือการที่เสียงพูดเปลี่ยนไปตามกาลเวลาในลักษณะที่เกิดซ้ำ ไม่ใช่การเปลี่ยนความดัง ส่วนความสอดคล้องระหว่างภาษาคือความสัมพันธ์ที่คงเส้นคงวาระหว่างเสียงหรือรูปคำในชุดคำที่เกี่ยวข้องกัน คำว่า regular เน้นว่าความสัมพันธ์แบบเดียวกันปรากฏซ้ำในตัวอย่างจำนวนมาก นักภาษาศาสตร์จึงอาศัยรูปแบบที่เป็นระบบเหล่านี้ แทนที่จะถือว่าคำเพียงคู่เดียวที่บังเอิญฟังคล้ายกันเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์

แบบฝึกหัด

ข้อค้นพบใดแสดง regular sound correspondences between languages ได้ดีที่สุด

  1. ผู้พูดของทั้งสองภาษาใช้ความดังของเสียงเท่ากัน
  2. การจับคู่เสียงแบบเดียวกันปรากฏในคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกันจำนวนมาก
  3. คำหนึ่งคำในแต่ละภาษาบังเอิญฟังคล้ายกัน
ดูคำตอบ

การจับคู่เสียงแบบเดียวกันปรากฏในคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องกันจำนวนมาก

linguists can determine relationships,

1:48

นักภาษาศาสตร์สามารถระบุความสัมพันธ์

trace specific steps in their evolution, วลี

1:50

ติดตามขั้นตอนที่เจาะจงในวิวัฒนาการของพวกมัน

and even reconstruct earlier languages with no written records. วลี

1:52

และแม้กระทั่งสร้างภาษาในยุคก่อนที่ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมาใหม่ได้

ไวยากรณ์

By systematically comparing... and looking for...: การบอกวิธีการ

วลีเปิดประโยค By + รูป -ing บอกว่าผลลัพธ์เกิดขึ้นด้วยวิธีใด By ครอบคลุมการกระทำสองอย่างที่มีโครงสร้างขนานกันและเชื่อมด้วย and ได้แก่ systematically comparing these features และ looking for regular patterns เครื่องหมายจุลภาคแยกส่วนที่บอกวิธีออกจากอนุประโยคผลลัพธ์ ซึ่งมี linguists can determine, trace และ reconstruct สามารถนำแบบแผน By doing X and doing Y, someone can achieve Z ไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้ ในที่นี้ by หมายถึง “ด้วยวิธีการ” ไม่ได้หมายถึงสถานที่หรือผู้กระทำในประโยคถูกกระทำ

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ compare หลัง by: By ____ the two reports, the editor found three differences.

ดูคำตอบ

comparing

วลี

ติดตามขั้นตอนเฉพาะในการวิวัฒนาการของภาษาเหล่านั้น

ในที่นี้ trace หมายถึงการใช้หลักฐานเพื่อติดตามและสร้างภาพขึ้นใหม่ว่าสิ่งหนึ่งพัฒนามาอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไป specific steps คือขั้นหรือการเปลี่ยนแปลงที่ระบุได้ และ their หมายถึง languages ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ โครงสร้าง trace steps in the evolution of X นำเสนอพัฒนาการเป็นเส้นทางที่ตรวจสอบได้ทีละขั้น โครงสร้างนี้พบได้บ่อยในคำอธิบายทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และไม่ได้หมายถึงการวาดหรือลอกเส้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ trace ในความหมายเดียวกับในคำบรรยาย

  1. The child traces the bridge with a pencil.
  2. The report lists the bridge's current measurements only.
  3. The report traces each stage in the bridge's development.
ดูคำตอบ

The report traces each stage in the bridge's development.

วลี

with no written records: บอกลักษณะที่ไม่มีอยู่

ในที่นี้ with no written records เป็นโครงสร้าง with + นามวลี ซึ่งเพิ่มข้อมูลพื้นหลังเกี่ยวกับ earlier languages ว่าไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรของภาษาเหล่านั้น เนื่องจากวลีนี้ตามหลัง earlier languages จึงขยายภาษาเหล่านั้น ไม่ได้บอกวิธีการสร้างภาษาขึ้นใหม่ with ไม่ได้หมายถึง “พร้อมกับ” เท่านั้น ในโครงสร้าง with no + คำนาม คำนี้สามารถบอกลักษณะที่ไม่มีอยู่หรือเงื่อนไขที่เป็นข้อจำกัดได้ โดยมักมีความหมายว่า “ที่ไม่มี...” หรือ “เมื่อไม่มี...” ตามสิ่งที่วลีขยาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าวัฒนธรรมนั้นไม่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร?

  1. The team studied a culture with detailed written records.
  2. The team studied a culture with no written records.
  3. The team studied a culture by reading its written records.
ดูคำตอบ

The team studied a culture with no written records.

Linguistics can even reveal other important historical clues,

1:57

ภาษาศาสตร์ยังสามารถเปิดเผยเบาะแสทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอื่นๆ ได้อีกด้วย

such as determining the geographic origins and lifestyles of ancient peoples ไวยากรณ์

2:00

เช่น การระบุต้นกำเนิดทางภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยโบราณ

based on which of their words were native โน้ต

2:04

โดยพิจารณาจากว่าคำใดเป็นคำพื้นเมือง

and which were borrowed.

2:06

และคำใดเป็นคำที่ยืมมา

ไวยากรณ์

such as determining: ยกตัวอย่างการกระทำด้วย such as + -ing

such as ใช้เกริ่นนำตัวอย่าง ในที่นี้ determining the geographic origins and lifestyles ถูกยกเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนของการใช้ภาษาศาสตร์เพื่อค้นหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เมื่อตัวอย่างเป็นการกระทำ คำกริยาสามารถใช้รูป -ing เพื่อให้ทั้งวลีทำหน้าที่คล้ายนามวลีหลัง such as ได้ เช่น such as determining ในโครงสร้างนี้ไม่ใช้ such as to determine

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย such as และรูป -ing ของ answer: The job includes many tasks, ____ customer questions.

ดูคำตอบ

such as answering

ไวยากรณ์

based on which ... were native and which were borrowed: บอกหลักในการตัดสิน

based on หมายถึง “ใช้บางสิ่งเป็นหลักฐานหรือเหตุผลในการตัดสิน” ในที่นี้วลีนี้นำเข้าสู่ข้อมูลที่ใช้ระบุถิ่นกำเนิดและวิถีชีวิตของชนโบราณ หลัง on มีอนุประโยค wh แบบฝังที่เชื่อมคู่กันสองส่วน คือ which of their words were native และ which were borrowed ทั้งสองส่วนไม่ได้เป็นคำถามที่ถามผู้ฟัง และส่วนที่สองละ of their words ที่ซ้ำกันไว้ ปกติอนุประโยค wh แบบฝังใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า แต่ในที่นี้วลี wh ทำหน้าที่เป็นประธาน ลำดับคำจึงบังเอิญดูเหมือนคำถามโดยตรงด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ based on + อนุประโยค wh แบบฝังได้ถูกต้องเพื่อบอกหลักที่ใช้ตัดสินใจ

  1. We chose the novel based on which title the class preferred.
  2. We chose the novel based which title the class preferred.
  3. We chose the novel based on which title did the class prefer.
ดูคำตอบ

We chose the novel based on which title the class preferred.

การใช้คำ

native words และ borrowed words: คำดั้งเดิมและคำยืม

ในประโยคนี้ native และ borrowed ใช้จำแนกคำตามนิรุกติศาสตร์ หรือแหล่งที่มาทางประวัติศาสตร์ของคำ native words เป็นคำศัพท์ที่ภาษานั้นสืบทอดมาหรือสร้างขึ้นภายในภาษาเอง ส่วน borrowed words เป็นคำที่รับมาจากภาษาอื่นผ่านการติดต่อระหว่างภาษา คำเหล่านี้บอกประวัติของคำ ไม่ได้บอกชาติพันธุ์หรือสถานที่เกิดของผู้ใช้คำ borrowed เป็นคำศัพท์เฉพาะทาง ไม่ได้หมายความว่าคำนั้นถูกยืมมาใช้ชั่วคราวและต้องนำไปคืน

แบบฝึกหัด

ในบริบททางภาษาศาสตร์นี้ borrowed word หมายถึงอะไร

  1. คำที่ให้ผู้พูดยืมใช้ชั่วคราว
  2. คำที่ใช้เฉพาะคนที่เกิดในประเทศนั้น
  3. คำที่รับมาจากภาษาอื่น
ดูคำตอบ

คำที่รับมาจากภาษาอื่น

There are two main problems linguists face when constructing these language family trees. โน้ต

2:08

มีปัญหาสองประการหลักที่นักภาษาศาสตร์ต้องเผชิญเมื่อสร้างแผนผังตระกูลภาษาเหล่านี้

ลำดับความ

There are two main problems...: คำบอกโครงสร้างที่เกริ่นว่าจะมีสองประเด็น

“There are two main problems linguists face” ไม่ได้เพียงบอกว่ามีปัญหาอยู่เท่านั้น การระบุจำนวนว่า two และเรียกปัญหาเหล่านั้นว่า main problems ช่วยบอกผู้ฟังว่าส่วนต่อไปจะจัดอย่างไร นั่นคือจะมีการอธิบายปัญหาสำคัญสองข้อไปตามลำดับ นี่คือการส่งสัญญาณโครงสร้างของเนื้อหา ผู้พูดสามารถบอกจำนวนและหัวข้อก่อนลงรายละเอียด เพื่อช่วยให้ผู้ฟังคาดเดาโครงสร้างและแยกแยะแต่ละประเด็นที่จะตามมาได้

แบบฝึกหัด

ข้อความที่เน้นช่วยให้ผู้ฟังคาดเดาอะไรได้?

  1. ปัญหาที่เป็นไปได้ทั้งหมดถูกกล่าวถึงครบแล้ว
  2. ผู้พูดกำลังจะพูดประเด็นเดิมซ้ำสองครั้ง
  3. ต่อไปจะมีการอธิบายประเด็นหลักสองข้อ
ดูคำตอบ

ต่อไปจะมีการอธิบายประเด็นหลักสองข้อ

ไวยากรณ์

when constructing...: อนุประโยคย่อแบบ when + -ing

“when constructing these language family trees” หมายถึง “when linguists are constructing these language family trees” นี่คืออนุประโยคบอกเวลารูปย่อ โดยละประธาน linguists ที่ซ้ำและรูปของ be เหลือเพียง when + -ing ผู้ทำกริยา constructing ที่เข้าใจกันโดยนัยคือ linguists ซึ่งเป็นประธานของอนุประโยค linguists face ใช้รูปย่อนี้เมื่อสามารถระบุผู้ทำกริยาได้ชัดเจนจากอนุประโยคที่มันขยาย รูปนี้ทำให้ประโยคกระชับขึ้นโดยไม่เปลี่ยนความสัมพันธ์ด้านเวลา

แบบฝึกหัด

แทนที่ “when you are reviewing” ด้วยรูปย่อ: ____ an online article, check the date and source.

ดูคำตอบ

When reviewing

One is that there is no clear way of deciding where the branches at the bottom should end, ไวยากรณ์

2:13

ข้อแรกคือไม่มีวิธีที่ชัดเจนในการตัดสินใจว่าสาขาที่อยู่ล่างสุดควรไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

ไวยากรณ์

there is no clear way of deciding: ไม่มีวิธีหรือเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตัดสินใจ

โครงสร้าง there is no clear way of deciding หมายถึง ไม่มีวิธีหรือเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการตัดสินใจเรื่องหนึ่ง ในรูปแบบ way of + คำกริยา คำกริยาจะอยู่ในรูป -ing จึงใช้ deciding ในที่นี้ อนุประโยคหลัง deciding ระบุว่าจะต้องตัดสินใจเรื่องใด ในประโยคนี้ where the branches at the bottom should end เป็นส่วนที่ให้ข้อมูลนั้น หากจำเป็นต้องบอกเรื่องที่จะตัดสินใจ ก็ไม่ควรจบเพียง deciding

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่เน้นไว้เพื่อสื่อว่า “ไม่มีวิธีที่ชัดเจน”: There ____ where the boundary should be.

ดูคำตอบ

is no clear way of deciding

that is, ลำดับความ

2:18

นั่นคือ

which dialects should be considered separate languages or vice versa. วลี

2:18

ภาษาถิ่นใดที่ควรถือว่าเป็นภาษาที่แยกจากกัน หรือในทางกลับกัน

ลำดับความ

that is: กล่าวซ้ำแนวคิดให้ชัดเจนขึ้น

ในที่นี้ that is หมายถึง “กล่าวอีกนัยหนึ่ง” หรือ “ถ้าจะพูดให้ชัดเจนขึ้น” เป็นคำแทรกเพื่ออธิบายที่เปลี่ยนแนวคิดเชิงนามธรรมเรื่องการตัดสินว่ากิ่งสิ้นสุดตรงไหน ให้เป็นคำถามที่เจาะจงว่าภาษาถิ่นใดนับเป็นภาษาที่แยกจากกัน ในฐานะสัญญาณจัดระเบียบข้อมูล that is บอกผู้ฟังว่าสิ่งที่จะตามมาเป็นการกล่าวซ้ำหรือชี้แจงสิ่งที่พูดไปก่อนหน้า ในที่นี้ไม่ใช่โครงสร้างทั่วไปที่ใช้ that เป็นประธานแล้วตามด้วยกริยา is

แบบฝึกหัด

เลือกคำเชื่อมที่แสดงว่าอนุประโยคที่สองกล่าวซ้ำความหมายของอนุประโยคแรก: The rule applies to everyone; ___, nobody is exempt.

  1. that is
  2. for example
  3. however
ดูคำตอบ

that is

วลี

or vice versa: การสลับทิศทางของความสัมพันธ์

Or vice versa หมายถึง “หรือเมื่อสลับสองฝ่ายหรือสองทิศทางกัน” สำนวนนี้ใช้แทนข้อความในทิศทางตรงข้ามที่ไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำ เมื่อผู้ฟังอนุมานได้จากสิ่งที่กล่าวมาก่อน ในประโยคนี้ ความเป็นไปได้แรกคือการมองภาษาถิ่นว่าเป็นภาษาแยกต่างหาก ส่วนกรณีกลับกันคือการมองสิ่งที่เรียกว่าภาษาแยกต่างหากว่าเป็นภาษาถิ่น ใช้สำนวนนี้เฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายและความสัมพันธ์ที่สลับกันชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย or ตามด้วยสำนวนตายตัวสองคำจากบทเรียนนี้: A manager can learn from a new employee, ____.

ดูคำตอบ

or vice versa

Chinese is classified as a single language, วลี

2:22

ภาษาจีนจัดเป็นภาษาเดี่ยว

วลี

is classified as: การจัดสิ่งหนึ่งเข้าหมวดหมู่

Is classified as เป็นโครงสร้างกรรมวาจก be classified as + หมวดหมู่ หมายความว่าระบบ หน่วยงาน หรือวิธีการที่เป็นที่ยอมรับจัดประธานของประโยคไว้ในหมวดหมู่หนึ่ง การใช้กรรมวาจกเน้นที่ประธานและหมวดหมู่ของประธาน ไม่ได้เน้นผู้ที่เป็นคนจัดประเภท ในที่นี้ Chinese ถูกจัดไว้ในหมวดหมู่ a single language คำว่า classified ในโครงสร้างนี้หมายถึงการจัดประเภท ไม่ได้หมายถึงเป็นความลับหรือถูกจำกัดการเข้าถึง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างกรรมวาจกสามคำจากบทเรียนนี้: In this field guide, a whale ____ a mammal.

ดูคำตอบ

is classified as

but its dialects vary to the point of being mutually unintelligible, โน้ต

2:25

แต่ภาษาถิ่นมีความหลากหลายมากจนถึงจุดที่ไม่สามารถเข้าใจกันได้

วลี

vary to the point of being ...: ไปถึงผลลัพธ์ขั้นรุนแรง

ในประโยคนี้ vary to the point of being ... หมายถึงภาษาถิ่นแตกต่างกันมากจนถึงขีดสุด ผลคือผู้พูดต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน ในที่นี้ point หมายถึงขีดจำกัดของระดับ ไม่ใช่สถานที่ โครงสร้าง คำกริยา + to the point of + คำนามหรือรูป -ing ใช้แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงหรือกระบวนการไปถึงผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด ในที่นี้ vary เป็นคำกริยา และ being mutually unintelligible เป็นวลี -ing ที่บอกผลลัพธ์ โครงสร้างนี้มักใช้กล่าวถึงผลที่ร้ายแรงหรือเด่นชัด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย to the point of และรูป -ing ของ be: The path had become muddy ____ dangerous.

ดูคำตอบ

to the point of being

การใช้คำ

mutually unintelligible: ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถเข้าใจกันได้

Mutually unintelligible เป็นคำศัพท์ทางการที่ใช้กับภาษาแบบย่อยสองแบบซึ่งผู้พูดโดยทั่วไปไม่สามารถเข้าใจกันได้ หากไม่ได้เรียนรู้ภาษาแบบของอีกฝ่ายหรือใช้การแปล คำว่า mutually เน้นว่าปัญหานี้เกิดขึ้นทั้งสองทิศทาง คือผู้พูดของแต่ละฝ่ายต่างก็เข้าใจอีกฝ่ายได้ยาก คำนี้ไม่ได้หมายความเพียงว่าประโยคหนึ่งยากหรือผู้พูดคนหนึ่งใช้คำศัพท์ซับซ้อน ปัญหาอยู่ที่ระบบภาษาหรือกลุ่มทั้งสองไม่มีพื้นฐานร่วมกันมากพอที่จะเข้าใจกัน

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเหมาะที่จะอธิบายว่า mutually unintelligible มากที่สุด

  1. ชุมชนสองกลุ่มโดยทั่วไปไม่สามารถเข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายได้
  2. ผู้พูดทั้งสองเข้าใจกันแต่มีความเห็นไม่ตรงกัน
  3. ผู้ฟังคนหนึ่งไม่เข้าใจคำที่ไม่คุ้นเคยเพียงคำเดียว
ดูคำตอบ

ชุมชนสองกลุ่มโดยทั่วไปไม่สามารถเข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายได้

while speakers of Spanish and Portuguese can often understand each other. ลำดับความ

2:29

ในขณะที่ผู้ที่พูดภาษาสเปนและโปรตุเกสมักจะเข้าใจซึ่งกันและกัน

ลำดับความ

while ... can often understand each other: แสดงความแตกต่าง

while ในที่นี้หมายถึง “ในขณะที่” ในเชิงเปรียบต่าง หรือ “ในทางตรงกันข้าม” ไม่ได้ระบุเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ใช้เสนอข้อเท็จจริงที่กลับรูปแบบจากส่วนแรก กล่าวคือ รูปแบบภาษาที่ถูกจัดเป็นภาษาเดียวกันอาจไม่สามารถเข้าใจกันได้ ขณะที่ผู้พูดภาษาสองภาษาที่มีชื่อต่างกันอาจเข้าใจกันได้ while ที่ใช้แสดงความแตกต่างนี้วางข้อเท็จจริงสองอย่างไว้คู่กัน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่าการจัดประเภทภาษากับระดับความเข้าใจกันจริง ๆ อาจไม่สอดคล้องกัน

แบบฝึกหัด

while ในตัวอย่างแสดงความสัมพันธ์แบบใด?

  1. เปรียบเทียบข้อเท็จจริงสองอย่างเกี่ยวกับชื่อภาษาและความเข้าใจกัน
  2. แสดงว่าทั้งสองสถานการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน
  3. บอกเหตุผลที่ผู้พูดเข้าใจกันได้
ดูคำตอบ

เปรียบเทียบข้อเท็จจริงสองอย่างเกี่ยวกับชื่อภาษาและความเข้าใจกัน

Languages actually spoken by living people do not exist in neatly divided categories, ลำดับความ

2:33

ภาษาที่ผู้คนในปัจจุบันใช้พูดจริงๆ นั้นไม่ได้จัดอยู่ในหมวดหมู่ที่ถูกแบ่งอย่างชัดเจน

but tend to transition gradually,

2:38

แต่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนผ่านทีละน้อย

crossing borders and classifications. สำนวน

2:39

ก้าวข้ามพรมแดนและการแบ่งประเภท

ลำดับความ

do not ... but tend to ...: ปฏิเสธแล้วแก้ไขแนวคิด

รูปแบบ do not + วลีกริยา, but tend to + วลีกริยา เริ่มจากปฏิเสธภาพหนึ่ง แล้วแทนที่ด้วยภาพที่แม่นยำกว่า ประธานเดียวกันคือ Languages actually spoken by living people ใช้ร่วมกับทั้ง do not exist และ tend to transition ในที่นี้ สิ่งที่ถูกปฏิเสธคือแนวคิดที่ว่าภาษาที่มีผู้ใช้อยู่สามารถจัดลงในหมวดหมู่ที่แบ่งไว้อย่างชัดเจนได้ ส่วนข้อเสนอหลักหลัง but คือภาษาเหล่านั้นค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านข้ามขอบเขตเหล่านี้ Tend to แสดงแนวโน้มทั่วไป ไม่ใช่กฎที่ไม่มีข้อยกเว้น จึงเป็นการแก้ความคิดอย่างระมัดระวังและไม่กล่าวแรงเกินไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบการจัดข้อมูลเดียวกัน คือปฏิเสธการแบ่งที่ชัดเจน แล้วบอกแนวโน้มที่ค่อยเป็นค่อยไป?

  1. Regional accents do not change gradually, but their names are different.
  2. Regional accents do not stop at state lines but tend to change gradually from place to place.
  3. Regional accents stop exactly at state lines because every region is separate.
ดูคำตอบ

Regional accents do not stop at state lines but tend to change gradually from place to place.

สำนวน

crossing borders and classifications ในฐานะภาพเปรียบเทียบของขอบเขตเชิงนามธรรม

วลี -ing crossing borders and classifications บอกว่าเกิดอะไรขึ้นขณะที่ภาษาค่อย ๆ เปลี่ยนผ่าน ในทางไวยากรณ์ crossing เชื่อมกับอนุประโยคก่อนหน้า ไม่ได้เริ่มการกระทำหลักใหม่ และนำเสนอการเปลี่ยนผ่านนี้เหมือนการเคลื่อนข้ามเส้นแบ่งที่ตายตัว borders ในที่นี้อาจหมายถึงพรมแดนทางภูมิศาสตร์ แต่ภาพเปรียบเทียบนี้ยังรวมถึงขอบเขตเชิงนามธรรมระหว่างกลุ่มภาษาและหมวดหมู่ด้วย ส่วน classifications คือระบบที่มนุษย์ใช้จัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ เมื่อรวมกันแล้ว วลีนี้สื่อว่าภาษาที่ใช้จริงอาจทับซ้อนกันและไม่ได้เข้ากับป้ายกำกับที่ชัดเจนเสมอไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ borders หมายถึงขอบเขตเชิงนามธรรมระหว่างสาขาเหมือนในตัวอย่าง

  1. The wall follows the border of the garden.
  2. The hikers cross the national border at dawn.
  3. The course crosses traditional borders between art and science.
ดูคำตอบ

The course crosses traditional borders between art and science.

Often the difference between languages and dialects is a matter of changing political and national considerations, โน้ต

2:42

บ่อยครั้งที่ความแตกต่างระหว่างภาษาและภาษาถิ่น เป็นเรื่องของการพิจารณาทางการเมืองและระดับชาติที่เปลี่ยนแปลงไป

rather than any linguistic features. ลำดับความ

2:48

มากกว่าที่จะเป็นลักษณะทางภาษาศาสตร์ใดๆ

วลี

is a matter of: การระบุปัจจัยตัดสิน

โครงสร้าง be a matter of + นามวลี ใช้ชี้ให้เห็นพื้นฐานที่แท้จริงหรือปัจจัยที่เป็นตัวตัดสินของบางสิ่ง ในประโยคนี้ การแบ่งว่าอะไรเป็นภาษาหรือภาษาถิ่นมักขึ้นอยู่กับข้อพิจารณาทางการเมืองและระดับชาติที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ลักษณะทางภาษา matter ในที่นี้หมายถึงประเด็นหรือปัจจัย ไม่ได้หมายถึงสสารทางกายภาพ ส่วน rather than ใช้เปรียบต่างพื้นฐานที่ผู้พูดระบุกับพื้นฐานอีกอย่างที่ผู้อ่านอาจคาดไว้

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง be a matter of เติมประโยคให้สมบูรณ์: Choosing the safest exit ____ good judgment, not speed.

ดูคำตอบ

is a matter of

วัฒนธรรม

ข้อพิจารณาทางการเมืองและระดับชาติที่เปลี่ยนแปลงไป

ข้อพิจารณาทางการเมืองและระดับชาติ ได้แก่ ปัจจัยอย่างสถานะทางการ นโยบายรัฐบาล พรมแดนของประเทศ และอัตลักษณ์ของกลุ่มหรือชาติ คำว่า changing แสดงว่าปัจจัยเหล่านี้เปลี่ยนไปตามประวัติศาสตร์และสภาพสังคมได้ ในที่นี้ วลีนี้อธิบายว่าเหตุใดการเรียกรูปแบบภาษาหนึ่งว่า “ภาษา” หรือ “ภาษาถิ่น” จึงไม่ได้อิงเพียงการออกเสียง คำศัพท์ หรือไวยากรณ์เสมอไป คำว่า Often จำกัดขอบเขตของข้อกล่าวนี้ กล่าวคือ ประโยคไม่ได้บอกว่าลักษณะทางภาษาศาสตร์ไม่มีความสำคัญเลย

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดแสดงได้ดีที่สุดว่าปัจจัยทางการเมืองหรือระดับชาติส่งผลต่อการเรียกรูปแบบภาษาหนึ่งว่าเป็นภาษาหรือภาษาถิ่น?

  1. รัฐบาลให้สถานะทางการแก่รูปแบบภาษาหนึ่ง ทำให้ผู้คนจัดประเภทมันต่างไปจากเดิม
  2. รูปแบบภาษาสองแบบใช้คำลงท้ายแสดงอดีตกาลต่างกัน
  3. ผู้พูดคนหนึ่งฝึกการออกเสียงแบบใหม่
ดูคำตอบ

รัฐบาลให้สถานะทางการแก่รูปแบบภาษาหนึ่ง ทำให้ผู้คนจัดประเภทมันต่างไปจากเดิม

ลำดับความ

ไม่ใช่ลักษณะทางภาษาศาสตร์ใด ๆ

rather than นำวลีที่สองมาเป็นคำอธิบายอีกทางหนึ่งที่ผู้เขียนตัดออก โดยนำ changing political and national considerations มาเทียบตรงข้ามกับ any linguistic features และบอกว่า ในกรณีที่กำลังกล่าวถึง คำอธิบายแรกต่างหาก ไม่ใช่คำอธิบายที่สอง ที่อธิบายความแตกต่างนี้ Often จำกัดขอบเขตของข้อความ ประโยคนี้เน้นว่าคำอธิบายใดสำคัญกว่าในหลายกรณี ไม่ได้อ้างว่าลักษณะทางภาษาศาสตร์ไม่เกี่ยวข้องเลย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ rather than เพื่อตัดคำอธิบายที่สองออก?

  1. The delay continued while the team discussed its planning.
  2. The delay was caused by both bad weather and poor planning.
  3. The delay was caused by bad weather rather than poor planning.
ดูคำตอบ

The delay was caused by bad weather rather than poor planning.

This is why the answer to how many languages are there can be anywhere between 3,000 and 8,000, โน้ต

2:50

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคำตอบสำหรับคำถามที่ว่ามีภาษาอยู่กี่ภาษานั้นจึงมีได้ตั้งแต่ 3,000 ถึง 8,000 ภาษา

depending on who's counting. วลี

2:55

ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนนับ

ลำดับความ

This is why: เชื่อมเหตุผลที่กล่าวไว้ก่อนหน้ากับผลลัพธ์

ในประโยคนี้ This is why ย้อนกลับไปอ้างถึงคำอธิบายก่อนหน้าว่าเส้นแบ่งระหว่างภาษากับภาษาถิ่นไม่ได้ตายตัว แล้วจึงนำเข้าสู่ผลลัพธ์ว่า ตัวเลขประมาณการจำนวนภาษาจึงแตกต่างกันมาก This ชี้กลับไปยังข้อมูลก่อนหน้า ไม่ได้ชี้ไปยังคำที่ตามมา ใช้โครงสร้างนี้หลังจากบอกเหตุผลแล้ว: เหตุผล. This is why + ผลลัพธ์ ในการบรรยายหรือบทความ โครงสร้างนี้เป็นสัญญาณว่าข้อสรุปหรือผลที่ตามมากำลังจะถูกกล่าวถึง

แบบฝึกหัด

ประโยคคู่ใดใช้ This is why เพื่อย้อนกลับไปอ้างถึงเหตุผลและนำเสนอผลลัพธ์?

  1. The road is flooded. This is why the school bus is late.
  2. The school bus is late. This is because the road is flooded.
  3. This is why the road is flooded. The school bus is late.
ดูคำตอบ

The road is flooded. This is why the school bus is late.

วลี

anywhere between 3,000 and 8,000: ช่วงตัวเลขที่ไม่แน่นอน

ในที่นี้ anywhere between 3,000 and 8,000 หมายความว่าค่าประมาณอาจเป็นตัวเลขใดก็ได้ภายในจุดปลายทั้งสอง Anywhere บอกตำแหน่งในช่วงตัวเลข ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริง รูปแบบ anywhere between A and B มีประโยชน์เมื่อไม่มีตัวเลขที่แน่นอนเพียงค่าเดียว มักใช้กับค่าประมาณที่ไม่แน่นอนของจำนวน เวลา ราคา ระยะทาง หรือค่าอื่นที่วัดได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติว่าค่าซ่อมอาจเป็นจำนวนเท่าใดก็ได้ระหว่าง 200 ถึง 500 ดอลลาร์?

  1. The repair could cost anywhere from $200 and $500.
  2. The repair could cost anywhere between $200 and $500.
  3. The repair could cost anywhere between $200 to $500.
ดูคำตอบ

The repair could cost anywhere between $200 and $500.

วลี

depending on who's counting: วิธีนับต่างกัน ยอดรวมก็ต่างกัน

“Depending on who's counting” หมายความว่าคำตอบอาจเปลี่ยนไปตามบุคคลหรือกลุ่มที่เป็นผู้รวบรวมจำนวน และที่สำคัญกว่านั้นคือตามคำนิยามหรือกฎที่พวกเขาใช้ จุดเน้นในที่นี้ไม่ใช่การนับทีละจำนวนจริง ๆ วลี -ing นี้เพิ่มเงื่อนไขให้กับช่วงตัวเลขที่กล่าวไว้ก่อนหน้า วลีนี้ใช้ได้ดีเมื่อจำนวน อันดับ หรือหมวดหมู่ไม่มีคำตอบเดียว เพราะแต่ละคนกำหนดเส้นแบ่งไม่เหมือนกัน

แบบฝึกหัด

ใน “The number of local dialects varies depending on who's counting,” วลีที่เน้นไว้หมายความว่าอย่างไร?

  1. ยอดรวมอาจต่างกันเพราะผู้คนใช้คำนิยามต่างกัน
  2. มีคนหนึ่งยังนับไม่เสร็จ
  3. เฉพาะคนที่นับเร็วที่สุดเท่านั้นที่จะรู้ยอดรวม
ดูคำตอบ

ยอดรวมอาจต่างกันเพราะผู้คนใช้คำนิยามต่างกัน

The other problem is that the farther we move back in time towards the top of the tree, ไวยากรณ์

2:58

ปัญหาอีกประการหนึ่งคือยิ่งเราย้อนเวลากลับไปสู่ยอดของแผนผังตระกูลมากเท่าใด

the less evidence we have about the languages there.

3:02

เราก็ยิ่งมีหลักฐานเกี่ยวกับภาษาที่นั่นน้อยลงเท่านั้น

ไวยากรณ์

the farther ... the less ...: การเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่เชื่อมโยงกัน

“The farther ..., the less ...” เป็นโครงสร้างเปรียบเทียบแบบคู่ หมายความว่าเมื่อสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไปในทิศทางหนึ่งมากขึ้น อีกสิ่งหนึ่งก็เปลี่ยนตามไปด้วย ในประโยคนี้ การย้อนกลับไปในอดีตไกลขึ้นเชื่อมโยงกับการมีหลักฐานน้อยลง รูปแบบคือ the + ขั้นกว่า + อนุประโยค, the + ขั้นกว่า + อนุประโยค การใช้ the ทั้งสองตำแหน่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง ไม่ใช่คำนำหน้านามชี้เฉพาะตามปกติ และ less ขยายคำนามนับไม่ได้ evidence

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หายไปให้โครงสร้างเปรียบเทียบแบบคู่สมบูรณ์: ____ farther we drive into the desert, ____ weaker the phone signal becomes.

ดูคำตอบ

The · the

The current division of major language families represents the limit at which relationships can be established with reasonable certainty, ไวยากรณ์

3:05

การแบ่งแยกตระกูลภาษาหลักในปัจจุบัน ถือเป็นขีดจำกัดที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาได้ด้วยความแน่นอนที่สมเหตุสมผล

ไวยากรณ์

the limit at which ...: อนุประโยคสัมพันธ์แบบเป็นทางการที่ใช้บุพบท + which

อนุประโยคหลักคือ The current division of major language families represents the limit ส่วนอนุประโยคสัมพันธ์ at which relationships can be established ขยายคำว่า limit และหมายถึง “ณ ขีดจำกัดนั้น” การวาง at ไว้หน้า which เป็นวิธีแบบเป็นทางการในการเชื่อมจุดหรือขีดจำกัดเชิงนามธรรมกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ จุดนั้น ในที่นี้ establish relationships หมายถึงยืนยันด้วยหลักฐานว่าความสัมพันธ์นั้นมีอยู่ ส่วนรูปถูกกระทำ can be established เน้นว่าสิ่งใดสามารถยืนยันได้ ไม่ได้เน้นว่าใครเป็นผู้ยืนยัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสัมพันธ์แบบเป็นทางการสองคำที่เชื่อมอุณหภูมิกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ อุณหภูมินั้น: This is the temperature ____ the liquid freezes.

ดูคำตอบ

at which

meaning that languages of different families are presumed not to be related on any level. โน้ต

3:12

ซึ่งหมายความว่าภาษาต่างตระกูลกัน จะถูกสันนิษฐานว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันในระดับใดๆ เลย

ลำดับความ

meaning that: อธิบายผลหรือความหมายที่ตามมาจากข้อความก่อนหน้า

meaning that เป็นอนุประโยคเสริมรูป -ing ที่ย้อนอ้างถึงข้อความทั้งหมดก่อนหน้า ใช้นำเสนอว่าข้อความนั้นหมายความว่าอย่างไรหรือมีข้อสรุปใดตามมา ในที่นี้ใช้ขยายผลที่ตามมาจากการถึงขีดจำกัดซึ่งเราสามารถยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างภาษาได้อย่างน่าเชื่อถือ meaning that ไม่ได้เริ่มประโยคอิสระใหม่ เมื่อได้ยินหรืออ่าน meaning that ให้คาดว่าอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ต่อจากนั้นจะเปลี่ยนข้อความก่อนหน้าที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมให้เป็นผลลัพธ์หรือคำอธิบายที่ชัดเจนขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมรูป -ing สองคำที่ใช้บอกผลตามมา: The road is flooded, ____ the bus cannot get through.

ดูคำตอบ

meaning that

ไวยากรณ์

are presumed not to be related: การสันนิษฐานอย่างเป็นทางการและระมัดระวัง

ใน are presumed not to be related โครงสร้างกรรมวาจก be presumed + not to be นำเสนอว่า “ไม่เกี่ยวข้องกัน” เป็นข้อสรุปเบื้องต้นที่ยอมรับใช้ในขณะนั้น โดยไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้ตัดสิน จึงเน้นที่ข้อสรุปมากกว่าผู้ที่ให้ข้อสรุปนั้น presumed บอกว่าข้อสรุปนี้อิงหลักฐานที่มีอยู่หรือเกณฑ์ที่ยอมรับกัน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แน่ชัดแล้ว การใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังเช่นนี้พบได้บ่อยในคำอธิบายที่เป็นทางการและเชิงวิชาการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีกรรมวาจกแบบเป็นทางการที่แสดงข้อสรุปเบื้องต้นอย่างระมัดระวัง Based on current evidence, the two events ____, though the investigation continues.

ดูคำตอบ

are presumed not to be related

But this may change. ลำดับความ

3:17

แต่นี่ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้

ลำดับความ

But this may change.: จุดเปลี่ยนไปสู่ความเป็นไปได้ในอนาคต

But แสดงความขัดแย้งกับข้อสรุปก่อนหน้า ส่วน this ใช้ชี้กลับไปยังข้อสรุปหรือสถานการณ์ทั้งหมดนั้นอย่างสั้น ๆ เมื่อแยก But this may change. เป็นประโยคต่างหาก ประโยคนี้จะทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยน โดยปิดการกล่าวถึงจุดยืนปัจจุบันและเปิดทิศทางใหม่เกี่ยวกับอนาคต may แสดงความเป็นไปได้ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเสร็จแล้ว ประโยคนี้เตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับหลักฐานใหม่ ข้อจำกัดเพิ่มเติม หรือพัฒนาการอื่น โดยไม่ได้บอกว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว

แบบฝึกหัด

หลังจากผู้พูดบอกข้อสรุปในปัจจุบันแล้ว But this may change. ทำหน้าที่อะไร

  1. เปลี่ยนจากข้อสรุปปัจจุบันไปสู่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
  2. บอกว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว
  3. นำเสนอเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาก่อนหน้า
ดูคำตอบ

เปลี่ยนจากข้อสรุปปัจจุบันไปสู่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

While many proposals for higher-level relationships or superfamilies are speculative, โน้ต

3:18

แม้ว่าข้อเสนอหลายประการสำหรับความสัมพันธ์ระดับที่สูงกว่าหรือตระกูลภาษามหภาคจะเป็นเพียงการคาดเดา

การใช้คำ

higher-level relationships หรือ superfamilies ในการจำแนกภาษา

ในการจำแนกภาษา higher-level relationships หมายถึงความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ที่เสนอขึ้นระหว่างกลุ่มที่ถือว่าเป็นคนละตระกูลภาษาอยู่แล้ว ส่วน superfamily คือกลุ่มขนาดใหญ่กว่าที่อาจรวมหลายตระกูลภาษาไว้ภายใต้บรรพบุรุษร่วมที่เก่าแก่กว่ามาก คำเหล่านี้เป็นศัพท์เฉพาะที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาษา ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างคนหรือครอบครัวทั่วไป คำนำหน้า super- บอกเพียงว่าระดับการจำแนกกว้างขึ้น ไม่ได้พิสูจน์ว่าข้อเสนอนั้นถูกต้องหรือได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

แบบฝึกหัด

ในภาษาศาสตร์เชิงประวัติ superfamily หมายถึงอะไร

  1. ครอบครัวที่สมาชิกทุกคนพูดได้หลายภาษา
  2. กลุ่มขนาดใหญ่ที่มีผู้เสนอและอาจเชื่อมหลายตระกูลภาษาเข้าด้วยกัน
  3. ภาษาเดียวที่มีสำเนียงประจำภูมิภาคจำนวนมาก
ดูคำตอบ

กลุ่มขนาดใหญ่ที่มีผู้เสนอและอาจเชื่อมหลายตระกูลภาษาเข้าด้วยกัน

some have been widely accepted and others are being considered,

3:23

แต่บางข้อเสนอก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และบางส่วนก็กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ไวยากรณ์

While many ... some ... and others ...: การเปรียบต่างแบบยอมรับก่อนหักมุม

ในประโยคนี้ while หมายถึง “แม้ว่า” ไม่ใช่ “ในช่วงเวลาที่” ผู้พูดยอมรับก่อนว่าข้อเสนอจำนวนมากยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน แล้วจึงจำกัดขอบเขตของข้อความนั้นด้วยการบอกว่าบางข้อได้รับการยอมรับแล้ว ส่วนบางข้อยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โครงสร้าง While A, B ใช้วางข้อเท็จจริงสองด้านที่ไปคนละทิศทางให้สมดุลกัน ในที่นี้ some ... and others ... ยังแบ่งข้อเสนอออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ทำให้เป็นการประเมินอย่างรอบคอบแทนที่จะระบุว่าข้อเสนอทั้งหมดมีสถานะเหมือนกัน

แบบฝึกหัด

while แสดงความสัมพันธ์แบบใดในประโยคนี้

  1. การยอมรับก่อนหักมุม: ยอมรับข้อจำกัดก่อนเพิ่มหลักฐานที่ตัดกัน
  2. เวลา: บอกว่าการยอมรับเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง
  3. สาเหตุ: บอกว่าความเป็นข้อสันนิษฐานทำให้ไม่มีข้อเสนอใดได้รับการพิจารณา
ดูคำตอบ

การยอมรับก่อนหักมุม: ยอมรับข้อจำกัดก่อนเพิ่มหลักฐานที่ตัดกัน

especially for native languages with small speaker populations that have not been extensively studied. โน้ต

3:26

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภาษาพื้นเมืองที่มีประชากรผู้พูดจำนวนน้อยที่ยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง

วัฒนธรรม

native languages with small speaker populations: ภาษาที่หยั่งรากในสถานที่หนึ่งและมีผู้พูดค่อนข้างน้อย

ในที่นี้ native languages หมายถึงภาษาที่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์อยู่ในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งหรือในชุมชนชนพื้นเมือง ไม่ได้หมายถึงเพียงภาษาแรกของแต่ละคน ส่วน with small speaker populations บอกว่ามีผู้พูดภาษาเหล่านี้ค่อนข้างน้อย รายละเอียดนี้สำคัญ เพราะภาษาที่มีผู้พูดน้อยมักได้รับการบันทึกและวิจัยน้อยกว่า จึงมีหลักฐานสำหรับศึกษาประวัติและความสัมพันธ์ของภาษาอย่างจำกัด ไม่ได้หมายความว่าภาษาเหล่านี้เรียบง่ายหรือไม่สำคัญ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ native languages with small speaker populations หมายถึงอะไร

  1. ภาษาที่หยั่งรากในภูมิภาคหรือชุมชนชนพื้นเมืองและมีผู้พูดค่อนข้างน้อย
  2. ภาษาแรกของทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีประชากรน้อย
  3. ภาษาที่เรียบง่ายเพราะมีคำศัพท์น้อย
ดูคำตอบ

ภาษาที่หยั่งรากในภูมิภาคหรือชุมชนชนพื้นเมืองและมีผู้พูดค่อนข้างน้อย

ไวยากรณ์

have not been extensively studied: present perfect รูปถูกกระทำ

have not been extensively studied เป็น present perfect รูปถูกกระทำ โดยมีโครงสร้าง have + not + been + กริยาช่องที่สาม ประธานพหูพจน์ languages เป็นสิ่งที่ได้รับการกระทำ จึงต้องใช้รูปถูกกระทำ been studied present perfect เชื่อมช่วงเวลาก่อนหน้านี้กับปัจจุบัน กล่าวคือ จนถึงตอนนี้ขอบเขตหรือความลึกของการศึกษายังไม่เพียงพอ not extensively ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยมีการศึกษาเลย และรูปนี้ไม่ได้บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปปฏิเสธของ present perfect แบบถูกกระทำของ study และใส่ extensively ด้วย: Researchers still know very little about the plant because its long-term effects ____.

ดูคำตอบ

have not been extensively studied

We may never be able to determine how language came about ไวยากรณ์

3:32

เราอาจไม่มีวันสามารถระบุได้เลยว่าภาษาเกิดขึ้นได้อย่างไร

or whether all human languages did in fact have a common ancestor, ไวยากรณ์

3:35

หรือความจริงแล้วภาษามนุษย์ทั้งหมดมีบรรพบุรุษร่วมกันหรือไม่

ไวยากรณ์

We may never be able to determine: การแสดงข้อจำกัดของความแน่นอนอย่างระมัดระวัง

may never be able to determine หมายถึง “เราอาจไม่มีวันระบุได้” May ทำให้ประโยคยังคงเป็นเพียงความเป็นไปได้ ส่วน never แสดงว่าข้อจำกัดนี้อาจดำเนินต่อไปตลอดกาล และ be able to ต้องตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน determine สำนวนนี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน แต่กล่าวอย่างระมัดระวังว่าหลักฐาน ความรู้ หรือวิธีการวิจัยอาจไม่เพียงพอที่จะได้คำตอบ เหมาะกับบริบททางวิชาการหรือการอธิบายวิทยาศาสตร์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้โครงสร้างเป้าหมาย: Because the original records were destroyed, we ____ exactly what happened.

ดูคำตอบ

may never be able to determine

ไวยากรณ์

did in fact have: การย้ำข้อเท็จจริงในอดีตภายใน whether

ในวลี did in fact have, did เป็นกริยาช่วยที่ใช้เน้นย้ำ ดังนั้น have จึงยังคงอยู่ในรูปพื้นฐาน In fact เพิ่มการเน้นว่าข้อเท็จจริงในอดีตนั้นเป็นจริง วลีนี้อยู่ในอนุประโยค whether ที่พูดถึงการที่ภาษามนุษย์ทุกภาษามีบรรพบุรุษร่วมกัน จึงทำให้ข้อเท็จจริงในอดีตที่อาจเป็นไปได้นี้ฟังดูหนักแน่นหรือชัดเจนขึ้น แต่ whether ยังคงทำให้เป็นคำถามที่ยังเปิดอยู่ ไม่ได้ยืนยันว่าภาษามนุษย์ทุกภาษามีบรรพบุรุษร่วมกันจริง

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ did in fact เพื่อเน้นข้อเท็จจริงในอดีตได้ถูกต้อง

  1. The old map did in fact showed the correct route.
  2. The old map does in fact show the correct route.
  3. The old map did in fact show the correct route.
ดูคำตอบ

The old map did in fact show the correct route.

scattered through the Babel of migration. สำนวน

3:38

ซึ่งกระจัดกระจายไปทั่วผ่านการอพยพดั่งหอคอยบาเบล

สำนวน

Babel of migration: อุปลักษณ์ของการกระจัดกระจายทางภาษา

ในที่นี้ Babel พาดพิงถึงเรื่องหอคอยบาเบล ซึ่งผู้คนไม่ได้ใช้ภาษาเดียวกันอีกต่อไป ต่อมาคำนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของภาษาหลายภาษาที่ปะปนกันและความยากลำบากในการเข้าใจกัน ไม่ใช่ชื่อสถานที่บนเส้นทางอพยพ เมื่อเชื่อม Babel เข้ากับ migration วลีนี้จึงนำเสนอว่าการอพยพทำให้ชุมชนกระจายออกไป และทำให้ภาษาแยกตัวและหลากหลายขึ้นตามกาลเวลา ภาพเปรียบเทียบเชิงวรรณศิลป์นี้เชื่อมเรื่องการกระจัดกระจายทางภาษากลับมาที่แนวคิดเรื่อง Babel

แบบฝึกหัด

Babel of migration ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. เมืองจริงชื่อ Babel ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางอพยพ
  2. อุปลักษณ์ของการกระจัดกระจายและความสับสนทางภาษาที่เกิดจากการอพยพ
  3. ภาษาเดียวที่ผู้อพยพทุกคนใช้ร่วมกัน
ดูคำตอบ

อุปลักษณ์ของการกระจัดกระจายและความสับสนทางภาษาที่เกิดจากการอพยพ

But the next time you hear a foreign language, ไวยากรณ์

3:41

แต่ในครั้งต่อไปที่คุณได้ยินภาษาต่างประเทศ

pay attention. น้ำเสียง/เจตนา

3:43

ลองตั้งใจฟังดู

ไวยากรณ์

the next time you hear: การนำอนุประโยคบอกเวลาในอนาคต

the next time + ประธาน + simple present ใช้นำอนุประโยคบอกเวลาโดยตรง หมายถึง “เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นครั้งถัดไป” ในที่นี้ the next time you hear กำหนดสถานการณ์ในอนาคตที่ผู้ฟังควรใส่ใจ แม้สถานการณ์จะอยู่ในอนาคต ภาษาอังกฤษมักใช้ simple present ในอนุประโยคบอกเวลานี้ โดยใช้ you hear ไม่ใช่ you will hear และเนื่องจาก the next time เชื่อมอนุประโยคเข้ากับการกระทำหลักอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเติม when

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย the next time + you + hear: ____ this song, listen for the bass line.

ดูคำตอบ

The next time you hear

น้ำเสียง/เจตนา

pay attention: คำชวนโดยตรงให้สังเกต

pay attention เป็นประโยคคำสั่ง โดยละประธาน you ไว้แต่ยังเข้าใจได้ ผู้พูดจึงกำลังสั่งหรือขอให้ผู้ฟังสังเกตบางอย่างอย่างตั้งใจโดยตรง ในที่นี้ วลีนี้ทำหน้าที่เป็นคำชวนให้ลงมือทำในช่วงสรุป ไม่ใช่เพียงคำสั่งในห้องเรียน วลีบอกเวลาระบุว่าควรทำเมื่อใด หากต้องการระบุสิ่งที่ให้สังเกต ให้ใช้ pay attention to + คำนามหรือรูป -ing เช่น pay attention to the pronunciation

แบบฝึกหัด

pay attention ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้? The next time you look at the night sky, pay attention to how the stars form patterns.

  1. เป็นการบอกว่าผู้ฟังสังเกตเห็นรูปแบบเหล่านั้นแล้ว
  2. เป็นการเตือนว่าผู้ฟังทำผิดกฎแล้ว
  3. เป็นการเรียกให้ผู้ฟังสังเกตบางอย่างอย่างตั้งใจโดยตรง
ดูคำตอบ

เป็นการเรียกให้ผู้ฟังสังเกตบางอย่างอย่างตั้งใจโดยตรง

It may not be as foreign as you think. ไวยากรณ์

3:44

มันอาจจะไม่ใช่ภาษาที่แปลกหูอย่างที่คุณคิดก็ได้

ไวยากรณ์

not be as foreign as you think: ระดับที่ต่ำกว่าที่คาด

โครงสร้าง not be as + adjective + as ใช้เปรียบเทียบระดับที่เป็นจริงกับระดับที่คาดไว้ not be as foreign as you think หมายถึง บางสิ่งอาจให้ความรู้สึกไม่แปลกหรือไม่ห่างไกลเท่าที่ผู้ฟังคาด และต้องมี as ทั้งสองตำแหน่ง ใน as you think มีการละคำที่ซ้ำแต่ยังเข้าใจได้ รูปเปรียบเทียบเต็มคือ as foreign as you think it is ส่วน May ทำให้ข้อความเป็นการคาดอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่การยืนยันอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้มีความหมายว่าโจทย์ปริศนาอาจง่ายกว่าที่คาด โดยใช้ not as ... as: The puzzle may ____ difficult ____ you think.

ดูคำตอบ

not be as · as