จัดเต็มกับ Bluey มินิโซดตอนยาว! - พาร์ท 1 💙 | โพชั่นจอมพลัง, โกลดิล็อคส์ และ บิงโกอยู่ไหน? | Bluey: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
864 คำ 190 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: พ่อออกตามหาบิงโก เล่านิทานโกลดิล็อกส์ใหม่ให้กลายเป็นแอ็กชันคอเมดีครอบครัวสุดวุ่นวาย แล้วไปพบร้านขายยาวิเศษสมมติที่มอบพละกำลังอันน่าประหลาดใจ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. have you seen Bingo? — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจการใช้ present perfect เพื่อถามว่าอีกฝ่ายเคยเห็นคนที่กำลังตามหาในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และตอนนี้ให้เบาะแสได้หรือเปล่า โดยไม่ได้ถามถึงเหตุการณ์ในอดีต ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง นำไปใช้เมื่อตามหาคนหรือสิ่งของได้ 2. you know what she does? / I'll tell you what she does. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตวิธีที่ผู้เล่าตั้งคำถามเชิงวาทศิลป์ก่อน แล้วบอกว่าจะเฉลย เพื่อชะลอการเปิดเผย สร้างความลุ้น และควบคุมจังหวะเรื่อง ใช้กลวิธีคู่นี้เพื่อทำให้การกระทำที่คาดไม่ถึงดูน่าตื่นเต้นขึ้น 3. Can I interest you in a potion? — วัจนปฏิบัติศาสตร์ในการสนทนาและท่าที: เรียนรู้สำนวนสุภาพในงานบริการหรือการขาย สำหรับเสนอของพร้อมหยั่งความสนใจของคู่สนทนา ฟังดูนุ่มนวลและเหมาะกับบทบาทผู้ขายมากกว่าการถามตรง ๆ ว่าต้องการสินค้านั้นไหม

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Bingo!

0:04

บิงโก!

Bingo,

0:07

บิงโก

where are you?

0:08

ลูกอยู่ไหนน่ะ?

Uh,

0:11

เอ่อ

I can't find Bingo anywhere.

0:12

หาบิงโกไม่เจอเลย

Maybe she's under the table.

0:14

บางทีอาจจะอยู่ใต้โต๊ะก็ได้

Nope,

0:16

ไม่

she's not under there.

0:17

เธอไม่ได้อยู่ใต้โต๊ะ

Bingo!

0:18

บิงโก!

Hey Bluey,

0:21

นี่บลูอี้

have you seen Bingo? ไวยากรณ์

0:21

เห็นบิงโกไหม?

ไวยากรณ์

Have you seen Bingo?: present perfect เมื่อตามหาอยู่ในตอนนี้

Have you seen Bingo? ใช้ present perfect ซึ่งมีโครงสร้าง have + ประธาน + กริยาช่อง 3 โดย seen เป็นกริยาช่อง 3 ของ see คำถามนี้ถามว่า Bluey ได้เห็น Bingo ในช่วงใดช่วงหนึ่งจนถึงตอนนี้หรือไม่ และตอนนี้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ไหม ผู้พูดไม่ได้ถามถึงเหตุการณ์ในอดีตครั้งหนึ่งที่ระบุชัดและจบไปแล้ว เมื่อตอนนี้กำลังตามหาคนหรือสิ่งของ มักใช้รูป Have you seen + คนหรือสิ่งของ?

แบบฝึกหัด

ตอนนี้คุณกำลังหากุญแจและอยากรู้ว่ามีใครเห็นบ้าง คำถามใดเหมาะที่สุด?

  1. Did you see my keys at breakfast?
  2. Do you see my keys every morning?
  3. Have you seen my keys?
ดูคำตอบ

Have you seen my keys?

No.

0:23

ไม่ค่ะ

Are you sure?

0:24

แน่ใจนะ?

Yes.

0:26

ค่ะ

Why are you acting all shifty? วลี

0:27

แล้วทำไมทำตัวมีพิรุธล่ะ?

วลี

acting all shifty: ทำตัวมีพิรุธในขณะนั้น

act + คำคุณศัพท์ ใช้บอกว่าคนหนึ่งแสดงพฤติกรรมหรือดูเป็นอย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง acting shifty หมายถึงทำตัวน่าสงสัยหรือดูไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนกำลังปิดบังอะไรอยู่ เป็นการบรรยายพฤติกรรมที่สังเกตเห็นในตอนนั้น ไม่จำเป็นต้องหมายความว่านั่นเป็นนิสัยถาวรของคนนั้น all ในที่นี้เป็นคำเน้นแบบไม่เป็นทางการ ให้ความรู้สึกคล้าย “ขนาดนั้น” หรือ “ทำท่าแบบนั้น” ไม่ได้หมายถึงทุกคนหรือทั้งหมด

แบบฝึกหัด

คนหนึ่งซ่อนโทรศัพท์ หลบสายตา และตอบอย่างคลุมเครือ ประโยคใดบรรยายพฤติกรรมนี้ได้ดีที่สุด?

  1. They're calmly explaining everything.
  2. They're acting all shifty.
  3. They're moving the furniture.
ดูคำตอบ

They're acting all shifty.

I'm not.

0:29

หนูเปล่า

Yeah, you are.

0:30

ใช่ ลูกทำ

You're acting a bit shifty.

0:31

ลูกทำตัวมีพิรุธหน่อยๆ นะ

Do you know something that I don't? น้ำเสียง/เจตนา

0:33

ลูกรู้เรื่องอะไรที่พ่อไม่รู้หรือเปล่า?

น้ำเสียง/เจตนา

Do you know something that I don't? ในฐานะคำถามหยั่งเชิงด้วยความสงสัย

เมื่อดูตามรูปประโยค Do you know something that I don't? เป็นการถามว่าอีกฝ่ายมีข้อมูลที่ผู้พูดไม่รู้หรือไม่ แต่ในบริบทนี้ คำถามนี้ใช้หยั่งเชิง ผู้พูดสังเกตเห็นสิ่งที่น่าสงสัยและสื่อเป็นนัยว่า “ฉันคิดว่าคุณอาจรู้มากกว่าที่คุณบอกฉัน” ใน that I don't มีการละกริยา know เพราะเข้าใจความหมายได้ชัดเจนอยู่แล้ว โดยความหมายเต็มคือ something that I don't know การละคำแบบนี้ช่วยเลี่ยงการพูดซ้ำและเป็นธรรมชาติในการเปรียบเทียบ เช่น something you have that I don't

แบบฝึกหัด

ในฉากที่ใครบางคนมีท่าทีน่าสงสัย Do you know something that I don't? น่าจะสื่อความหมายใดมากที่สุด

  1. ผู้พูดจำไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
  2. ผู้พูดคิดว่าอีกฝ่ายอาจกำลังปิดบังข้อมูล
  3. ผู้พูดต้องการอธิบายข้อเท็จจริงให้อีกฝ่ายฟัง
ดูคำตอบ

ผู้พูดคิดว่าอีกฝ่ายอาจกำลังปิดบังข้อมูล

No.

0:35

ไม่ค่ะ

Hmm, okay.

0:36

อืม โอเค

I'll go and ask your mum.

0:37

พ่อจะไปถามแม่ลูกละกัน

I've got my eye on you. สำนวน

0:39

พ่อจับตาดูอยู่นะ

สำนวน

I've got my eye on you ในฐานะคำเตือนว่าจะจับตาดู

I've got my eye on you เป็นสำนวนที่หมายถึง “ฉันกำลังจับตาดูคุณอย่างใกล้ชิด” ในบริบทนี้ ผู้พูดสงสัยว่าอีกฝ่ายอาจทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ประโยคนี้จึงทำหน้าที่เป็นคำเตือน แม้น้ำเสียงจะเป็นการหยอกล้อก็ตาม ในที่นี้ I've got มีความหมายเท่ากับ I have ส่วน my eye on you หมายถึงการจดจ่อความสนใจไปที่อีกฝ่าย ไม่ใช่ตำแหน่งของดวงตาตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

เติมคำเตือนแบบหยอกล้อด้วยสำนวนจากบทเรียน: No peeking at my cards—____.

ดูคำตอบ

I've got my eye on you

Nothing gets past me, kid. สำนวน

0:40

ไม่มีอะไรหลุดรอดสายตาพ่อไปได้หรอก เจ้าหนู

สำนวน

Nothing gets past me: สังเกตเห็นทุกรายละเอียด

Nothing gets past me หมายถึง “ฉันสังเกตเห็นทุกอย่าง ไม่มีรายละเอียด กลอุบาย หรือการกระทำผิดปกติใดรอดพ้นสายตาฉันไปได้” ในที่นี้ get past someone หมายถึงไม่ถูกคนนั้นสังเกตเห็นหรือตรวจพบ ไม่ได้หมายถึงเคลื่อนผ่านตัวคนนั้นไปจริง ๆ โครงสร้าง Nothing gets past + บุคคล ใช้บอกว่าคนนั้นช่างสังเกตมาก เช่น Nothing gets past Ana หมายความว่า Ana สังเกตเห็นรายละเอียดสำคัญทุกอย่าง

แบบฝึกหัด

นักสืบคนหนึ่งพูดว่า “Nothing gets past me.” เขาหมายความว่าอย่างไร?

  1. ฉันไม่สนใจสัญญาณเล็ก ๆ
  2. ฉันห้ามทุกคนเดินอยู่ข้างฉัน
  3. ฉันสังเกตเห็นรายละเอียดสำคัญทุกอย่าง
ดูคำตอบ

ฉันสังเกตเห็นรายละเอียดสำคัญทุกอย่าง

Hey Mom,

0:43

นี่คุณแม่

have you seen Bingo?

0:44

เห็นบิงโกไหม

I can't find her anywhere.

0:45

ผมหาเธอไม่เจอเลย

Oh,

0:48

โอ้

no, sorry.

0:49

ไม่นะ โทษที

I haven't seen Bingo,

0:51

ฉันไม่เห็นบิงโก

I promise.

0:52

สัญญาเลย

Now you're acting shifty.

0:54

ตอนนี้คุณกลับทำตัวมีพิรุธซะเอง

What is going on around here? กริยาวลี

0:56

ที่นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?

กริยาวลี

What is going on around...?: ขอคำอธิบาย

What is going on...? ใช้ถามว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น หรือเหตุใดสถานการณ์จึงดูผิดปกติ going on ทำหน้าที่เป็นสำนวนที่หมายถึง “กำลังเกิดขึ้น” หรือ “กำลังดำเนินอยู่” ไม่ได้บรรยายการเคลื่อนไปข้างหน้า ใน What is going on around here? คำว่า around here หมายถึง “ในสถานที่นี้หรือบริเวณใกล้เคียง” คำถามทั้งประโยคมักแสดงว่าผู้พูดสังเกตเห็นบางอย่างที่น่าสับสน น่าประหลาดใจ หรือไม่ถูกต้อง และต้องการคำอธิบาย

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยรูป present continuous ของ go on ที่หมายถึง “เกิดขึ้น”: What ____ around here?

ดูคำตอบ

is going on

Why is everyone acting shifty?

0:57

ทำไมทุกคนถึงทำตัวมีพิรุธกันไปหมด?

Bingo!

1:00

บิงโก!

Bingo!

1:01

บิงโก!

This is ridiculous.

1:02

มันบ้าชัดๆ

All I want to do is find ไวยากรณ์

1:04

สิ่งที่ฉันต้องการคือการหา

Bingo!

1:08

บิงโกให้เจอ!

ไวยากรณ์

All I want to do is + กริยารูปพื้นฐาน: เน้นเป้าหมายเดียว

All I want to do is + กริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าการกระทำหนึ่งอย่างคือเป้าหมายเดียวหรือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของผู้พูดในขณะนั้น ตรงนี้ all หมายถึง “สิ่งเดียว” ไม่ใช่สิ่งของทั้งหมด ในตัวอย่างใช้กริยารูปพื้นฐาน find หลัง is โครงสร้างนี้เหมาะสำหรับเน้นเป้าหมายง่าย ๆ เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อมีบางอย่างขัดขวางหรือทำให้ผู้พูดหงุดหงิด

แบบฝึกหัด

เติมคำขึ้นต้นที่เรียนมาเพื่อสื่อว่า “เป้าหมายเดียวของฉันคือทำงานนี้ให้เสร็จ”: ____ finish this task.

ดูคำตอบ

All I want to do is

Again!

1:09

อีกรอบ!

Can we have a story,

1:15

พ่อเล่านิทานให้ฟังหน่อยได้ไหม

Dad?

1:16

พ่อ?

Okay.

1:16

โอเค

How about Goldilocks? น้ำเสียง/เจตนา

1:17

เอาเรื่องโกลดี้ล็อคส์ไหมล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

How about Goldilocks? เพื่อเสนอทางเลือก

How about + คำนามหรือวลีนาม? ใช้เสนอทางเลือกหรือคำแนะนำได้ ในประโยคนี้ Goldilocks เป็นชื่อเรื่องที่ถูกเสนอให้เป็นเรื่องถัดไป จึงเข้าใจความหมายที่ละไว้ว่า “How about telling or reading Goldilocks?” ไม่ได้ถามว่าตัวละครรู้สึกอย่างไร การกระทำที่ละไว้ต้องเข้าใจจากบทสนทนาขณะนั้น หากใช้กริยาเพื่อเสนอกิจกรรม ให้ใช้รูป -ing เช่น How about going outside?

แบบฝึกหัด

ครอบครัวหนึ่งกำลังเลือกกิจกรรมสำหรับช่วงบ่ายที่ฝนตก ประโยคใดเสนอให้เล่นเกมกระดานได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. How about a board game?
  2. What is a board game?
  3. How is a board game?
ดูคำตอบ

How about a board game?

Yeah!

1:19

เย้!

Can you make it funny? ไวยากรณ์

1:21

พ่อเล่าให้มันตลกๆ ได้ไหมคะ?

ไวยากรณ์

make it funny: โครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์

ใน Can you make it funny? คำว่า make หมายถึง “ทำให้กลายเป็น” ไม่ใช่ “สร้าง” หลัง make คือกรรม it และคำคุณศัพท์ funny ซึ่งบอกสภาพผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดกับกรรมนั้น เมื่อต้องการขอให้ใครเปลี่ยนสิ่งของหรือสถานการณ์ สามารถใช้โครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ เช่น make it clear, make the room safe หรือ make the task easier

แบบฝึกหัด

คำแนะนำนี้เข้าใจยาก ประโยคใดขอให้ใครสักคนแก้ไขคำแนะนำเดิมให้เข้าใจง่ายขึ้น

  1. Please make the instructions clearly.
  2. Please make the instructions clear.
  3. Please make a clear instruction sheet.
ดูคำตอบ

Please make the instructions clear.

Yeah, right-o. การใช้คำ

1:22

ได้เลย ไม่มีปัญหา

การใช้คำ

right-o: คำตอบแบบกันเองในภาษาอังกฤษแบบอังกฤษและออสเตรเลีย

Right-o เป็นคำตอบแบบกันเองที่มีความหมายว่า “ตกลง” “ได้เลย” หรือ “เห็นด้วย” ใน Yeah, right-o. ผู้พูดยอมรับคำขอและแสดงว่าพร้อมทำต่อไป โดย right ในที่นี้ไม่ได้ใช้บอกว่าสิ่งใด “ถูกต้อง”

แบบฝึกหัด

คุณกำลังเขียนอีเมลทางการถึงลูกค้า ให้ตัดสินว่าคำตอบนี้เหมาะสมหรือไม่: “Right-o, I'll send the contract today.”

  1. ไม่เหมาะสม เพราะเป็นกันเองเกินไปและมีสีสันเฉพาะภูมิภาคมากเกินไปสำหรับบริบทนี้
  2. เหมาะสม สามารถใช้ในอีเมลทางการถึงลูกค้าได้
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม เพราะเป็นกันเองเกินไปและมีสีสันเฉพาะภูมิภาคมากเกินไปสำหรับบริบทนี้

Okay.

1:24

โอเค

Once upon a time, ลำดับความ

1:25

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

ลำดับความ

Once upon a time ในฐานะวลีเปิดนิทาน

Once upon a time เป็นวลีตายตัวสำหรับเปิดนิทานและเรื่องเล่าแบบดั้งเดิม วลีนี้บอกเพียงว่าเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต โดยหน้าที่หลักในประโยคนี้คือส่งสัญญาณว่าโลกของเรื่องเล่ากำลังเริ่มขึ้น โดยทั่วไปวลีนี้จะอยู่ต้นเรื่อง แล้วตามด้วยตัวละคร สถานที่ หรือสถานการณ์แรก การจำวลีนี้ได้ช่วยให้สังเกตว่าบทสนทนาธรรมดาเปลี่ยนเข้าสู่การเล่าเรื่องเมื่อใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเปิดนิทานภาษาอังกฤษสี่คำที่เรียนในบทนี้ให้ตรงตามต้นฉบับ: ____, a silver bird guarded the mountain.

ดูคำตอบ

Once upon a time

there were three bears.

1:26

มีหมีอยู่สามตัว

Daddy Bear,

1:27

พ่อหมี

Momma Bear,

1:28

แม่หมี

and Baby Bear.

1:28

และลูกหมี

Momma Bear made some porridge,

1:29

แม่หมีทำข้าวต้ม

and in a really clear voice,

1:31

และด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนมาก

she said,

1:32

เธอพูดว่า

"Look, everyone,

1:33

"ฟังนะทุกคน

it's hot, okay?

1:34

มันร้อน เข้าใจไหม?

Wait 'til it's cooled down." กริยาวลี

1:35

รอให้มันเย็นลงก่อน"

กริยาวลี

it's cooled down: การเย็นลงเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ในประโยคนี้ cool down หมายถึงอุณหภูมิลดลงหรือร้อนน้อยลง คำสั่งนี้ให้รอจนกว่าอาหารจะมีอุณหภูมิต่ำลง ไม่ได้หมายถึงรอให้อาหารสงบลงทางอารมณ์ ในที่นี้ it's เข้าใจว่าเป็น it has และ cooled เป็นกริยาช่อง past participle รูป present perfect หลัง till แสดงว่ากระบวนการเย็นลงต้องเสร็จก่อนที่การรอจะสิ้นสุด: Wait till it has cooled down.

แบบฝึกหัด

เมื่อพูดถึงอาหาร Wait until it's cooled down หมายความว่าอะไร?

  1. รอจนกว่าจะร้อนน้อยลง
  2. รอจนกว่าจะสงบลงทางอารมณ์
  3. รอจนกว่าจะร้อนมากขึ้น
ดูคำตอบ

รอจนกว่าจะร้อนน้อยลง

But no one was listening.

1:37

แต่ไม่มีใครฟังเลย

Baby Bear was on a screen

1:38

ลูกหมีมัวแต่ดูหน้าจอ

watch or something,

1:40

นาฬิกาหรืออะไรสักอย่าง

and Daddy Bear was readin' about the footy. วัฒนธรรม

1:41

ส่วนพ่อหมีก็กำลังอ่านข่าวฟุตตี้

วัฒนธรรม

about the footy: คำเรียกกีฬาแบบไม่เป็นทางการตามภูมิภาค

footy เป็นคำไม่เป็นทางการที่มีลักษณะเฉพาะตามภูมิภาค ใช้เรียกกีฬากลุ่มที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า football ในภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย กีฬาที่หมายถึงอาจต่างกันไปตามพื้นที่และชุมชน ส่วนในภาษาอังกฤษแบบบริติชมักหมายถึงฟุตบอลทั่วไป ในประโยคนี้ about the footy หมายความว่าพ่อหมีกำลังอ่านเรื่องกีฬาประเภท football การแข่งขัน หรือข่าวที่เกี่ยวข้อง คำว่า footy เพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าเป็นกีฬาชนิดใดแน่ชัด และไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวกับเท้าในฐานะอวัยวะ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ about the footy น่าจะหมายถึงอะไรมากที่สุด

  1. กีฬาประเภท football การแข่งขัน หรือข่าวที่เกี่ยวข้อง
  2. รูปร่างเท้าของใครบางคน
  3. การตรวจสุขภาพอย่างเป็นทางการ
ดูคำตอบ

กีฬาประเภท football การแข่งขัน หรือข่าวที่เกี่ยวข้อง

So next minute, ลำดับความ

1:43

นาทีต่อมา

ลำดับความ

So next minute: การพาเรื่องเล่าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

So next minute เป็นตัวเชื่อมการเล่าเรื่องด้วยภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการ So เชื่อมกับสิ่งที่เพิ่งพูดไป ส่วน next minute พาเรื่องข้ามไปยังเหตุการณ์ถัดไปทันที และมักทำให้เหตุการณ์นั้นดูเกิดขึ้นกะทันหันหรือน่าประหลาดใจ minute ในที่นี้ไม่ได้วัดเวลาหกสิบวินาทีอย่างแม่นยำ วลีนี้ใช้จัดลำดับเรื่องคล้าย so then, all of a sudden... ไม่ได้ใช้บอกเวลาที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรด้วย So next minute

  1. ผู้พูดส่งสัญญาณว่าเรื่องจบแล้ว
  2. ผู้พูดพาเรื่องไปยังเหตุการณ์ถัดไปซึ่งมักน่าประหลาดใจอย่างรวดเร็ว
  3. ผู้พูดระบุว่าผ่านไปหกสิบวินาทีพอดี
ดูคำตอบ

ผู้พูดพาเรื่องไปยังเหตุการณ์ถัดไปซึ่งมักน่าประหลาดใจอย่างรวดเร็ว

Baby Bear eats some porridge,

1:44

ลูกหมีก็กินข้าวต้ม

and he's like, ลำดับความ

1:45

และร้องว่า

ลำดับความ

he's like สำหรับนำเข้าสู่คำพูดหรือปฏิกิริยาในเรื่องเล่า

ในการเล่าเรื่องแบบไม่เป็นทางการ he's like ใช้เพื่อถ่ายทอดสิ่งที่ใครบางคนพูดหรือปฏิกิริยาของเขาอย่างมีชีวิตชีวา หลังคำนี้อาจตามด้วยคำพูดที่ยกมา เสียง สีหน้า หรือการกระทำ ในที่นี้มีหน้าที่คล้าย “แล้วเขาก็พูดหรือมีปฏิกิริยาแบบนี้” ไม่ได้หมายความว่า “เขาคล้ายใครบางคน” ปฏิกิริยาที่ถ่ายทอดอาจเก็บเพียงใจความหรือโทนเสียง จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคำพูดเดิมทุกคำ ผู้เล่าเรื่องมักใช้รูปปัจจุบัน he's like ขณะเล่าเหตุการณ์ในอดีตเพื่อให้ฉากดูเหมือนเกิดขึ้นตรงหน้า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ be like เพื่อนำเข้าสู่ปฏิกิริยาของบุคคลที่ถ่ายทอดอยู่ในเรื่องเล่า?

  1. He was like his uncle in many ways.
  2. He looked like his uncle in the photo.
  3. He opened the gift and was like, "This is perfect!"
ดูคำตอบ

He opened the gift and was like, "This is perfect!"

"Ow, it's too hot.

1:47

"โอ๊ย มันร้อนเกินไป

Ow, my tongue."

1:49

โอ๊ย ลิ้นหนู"

And Momma Bear's all like,

1:51

แม่หมีก็เลยบ่นว่า

"What did I just say? น้ำเสียง/เจตนา

1:52

"ฉันเพิ่งพูดอะไรไปหยกๆ?

น้ำเสียง/เจตนา

What did I just say? ในฐานะคำเตือนเชิงตำหนิ

ในที่นี้ What did I just say? เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ที่มีน้ำเสียงตำหนิ ไม่ใช่การถามข้อมูลอย่างเป็นกลาง ผู้พูดจำคำพูดของตัวเองได้ และต้องการให้ผู้ฟังนึกถึงคำเตือนก่อนหน้านี้และยอมรับว่าตนไม่ได้ทำตาม Just หมายถึง “เมื่อกี้” และทำให้ความไม่พอใจหนักขึ้น เพราะเพิ่งให้คำสั่งไปไม่นาน แต่กลับไม่มีใครทำตาม

แบบฝึกหัด

ผู้ปกครองเพิ่งเตือนเด็กไม่ให้แตะถาดร้อน แต่เด็กยังคงเอื้อมมือไปแตะ ในที่นี้ What did I just say? หมายความว่าอะไร?

  1. ผู้ปกครองกำลังเตือนและตำหนิเด็กที่เพิกเฉยต่อคำเตือน
  2. ผู้ปกครองกำลังถามว่าเด็กอยากได้ยินอะไร
  3. ผู้ปกครองลืมคำพูดของตนเองและต้องการข้อมูล
ดูคำตอบ

ผู้ปกครองกำลังเตือนและตำหนิเด็กที่เพิกเฉยต่อคำเตือน

I told you,

1:54

บอกแล้วใช่ไหม

wait 'til it's cooled down."

1:54

ว่าให้รอให้มันเย็นก่อน"

"You didn't say that."

1:56

"แม่ไม่ได้พูดซะหน่อย"

I did.

1:58

ฉันพูด

You weren't listening.

1:59

ลูกนั่นแหละไม่ฟัง

You're on that watch again.

2:00

มัวแต่ดูนาฬิกานั่นอีกแล้ว

"No, I wasn't."

2:01

"เปล่านะ หนูไม่ได้ดู"

No one ever listens to me around here. น้ำเสียง/เจตนา

2:02

บ้านนี้ไม่เคยมีใครฟังฉันเลย

น้ำเสียง/เจตนา

No one ever listens to me around here ในฐานะคำบ่นที่เต็มไปด้วยอารมณ์

ในประโยคนี้ No one ever listens to me เป็นการเหมารวมที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ผู้พูดรู้สึกว่าคำพูดของตนถูกละเลยซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อ ever ใช้ร่วมกับประธานปฏิเสธ no one จะช่วยเน้นความหมายว่า “ไม่ว่าเวลาใดก็ไม่มี” จนมีน้ำหนักเท่ากับ “ไม่เคยเลย” ไม่ได้ชี้ถึงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ around here หมายถึงผู้คนในบ้าน ที่ทำงาน หรือกลุ่มที่ผู้พูดอยู่ในขณะนั้น และเพิ่มความรู้สึกหงุดหงิดว่า “ที่นี่ก็เป็นแบบนี้เสมอ” ดังนั้นทั้งประโยคจึงมักเป็นคำบ่น ไม่ใช่การรายงานข้อเท็จจริงอย่างแม่นยำ

แบบฝึกหัด

การตีความใดตรงกับประโยคในบริบทนี้มากที่สุด

  1. ผู้พูดรู้สึกว่าคนในสภาพแวดล้อมนี้เพิกเฉยต่อสิ่งที่เธอพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก
  2. ผู้พูดกำลังรายงานอย่างใจเย็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ตัวเธอ
  3. ผู้พูดกำลังเล่าถึงครั้งหนึ่งที่มีคนทำตามคำแนะนำของเธอ
ดูคำตอบ

ผู้พูดรู้สึกว่าคนในสภาพแวดล้อมนี้เพิกเฉยต่อสิ่งที่เธอพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก

Then Daddy Bear eats some porridge,

2:04

จากนั้นพ่อหมีก็กินข้าวต้มบ้าง

and he's like,

2:06

และเขาก็ร้องว่า

"GAAAAH! It's hot!"

2:07

"อ๊าก! มันร้อน!"

And Momma Bear's like,

2:08

และแม่หมีก็บอกว่า

"Are you kidding me? สำนวน

2:09

"นี่ล้อฉันเล่นใช่ไหม?

สำนวน

Are you kidding me? ในฐานะปฏิกิริยาที่แสดงความไม่เชื่อ

Are you kidding me? มักเป็นคำพูดตอบสนองแบบตายตัวที่หมายถึง “ฉันไม่อยากเชื่อเลย” หรือ “นี่มันไร้สาระมาก” ในที่นี้ผู้พูดกำลังตอบสนองอย่างรุนแรงต่อเรื่องไม่คาดคิดที่น่าหงุดหงิด โดยปกติไม่ได้ถามจริง ๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังล้อเล่นหรือไม่และไม่ได้ต้องการคำตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ท่าทีที่แน่นอนขึ้นอยู่กับบริบทและน้ำเสียง น้ำเสียงเบา ๆ อาจแสดงความประหลาดใจแบบขบขัน ส่วนน้ำเสียงที่คมหรือหนักแน่นกว่าสามารถแสดงความไม่พอใจ ความไม่เชื่อ หรือความโกรธได้

แบบฝึกหัด

ของที่ซ่อมแล้วกลับเสียอีกในวันถัดมา ในสถานการณ์นี้ Are you kidding me? สื่อความหมายใดได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว
  2. ช่วยเล่าเรื่องตลกให้ฉันฟังหน่อย
  3. คุณกำลังถามให้ฉันซ่อมมันหรือเปล่า
ดูคำตอบ

ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว

Are you kidding me?"

2:10

นี่ล้อฉันเล่นใช่ไหมเนี่ย?"

"Ow," says Daddy Bear,

2:13

"โอ๊ย" พ่อหมีร้อง

and he's running his tongue under the tap. วลี

2:14

พลางวิ่งไปเปิดน้ำก๊อกใส่ลิ้น

วลี

run something under the tap: เอาสิ่งของรองน้ำจากก๊อก

ใน run something under the tap คำว่า run เป็นคำกริยาที่มีกรรม หมายถึงคนถือสิ่งของไว้ใต้น้ำก๊อกที่กำลังไหลเพื่อให้น้ำไหลผ่านสิ่งนั้น ในประโยคนี้ his tongue เป็นกรรม เขาจึงกำลังใช้น้ำล้างหรือทำให้ลิ้นเย็นลง ไม่ได้ทำให้ลิ้น “วิ่ง” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ run + กรรม + under the tap ซึ่งมักใช้บอกการล้างหรือทำให้สิ่งของเย็นลงอย่างรวดเร็ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมาย โดยใช้ it แทน spoon: To rinse the spoon, ____ for a few seconds.

ดูคำตอบ

run it under the tap

Momma Bear's gettin' stuck into him, สำนวน

2:15

แม่หมีเลยสวดยับใส่เขา

สำนวน

gettin' stuck into someone: ต่อว่าใครอย่างรุนแรง

ในที่นี้ get stuck into someone หมายถึงวิจารณ์หรือดุด่าคนคนหนึ่งอย่างรุนแรง แม่หมีกำลังตำหนิเขาอย่างหนัก ไม่ได้มีใครติดค้างอยู่จริง ๆ คนที่อยู่หลัง into คือเป้าหมายของการกระทำ ในบริบทของความขัดแย้งหรือการตำหนิ สำนวนที่มีลักษณะเฉพาะถิ่นนี้หมายถึงการโจมตีด้วยคำพูดอย่างรุนแรง ไม่ใช่การเคลื่อนไหวตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ในบทสนทนาภาษาอังกฤษแบบบริติชที่ไม่เป็นทางการ “The boss got stuck into him for being late” หมายความว่าอย่างไร?

  1. หัวหน้าเริ่มทำงานกับเขาอย่างกระตือรือร้น
  2. หัวหน้าติดอยู่ข้างตัวเขาจริง ๆ
  3. หัวหน้าวิจารณ์เขาอย่างรุนแรง
ดูคำตอบ

หัวหน้าวิจารณ์เขาอย่างรุนแรง

and Daddy Bear's like,

2:17

และพ่อหมีก็พูดว่า

"Calm down, Danielle." น้ำเสียง/เจตนา

2:18

"ใจเย็นๆ แดเนียล"

น้ำเสียง/เจตนา

Calm down: คำสั่งตรง ๆ ให้ใครบางคนใจเย็นลง

Calm down เป็นประโยคคำสั่งที่มาจากกริยาวลี calm down ใช้บอกให้อีกฝ่ายลดความโกรธ ความตื่นเต้น หรือความตื่นตระหนกลงโดยตรง ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ “พูดเบาลง” ในประโยคนี้ ผู้พูดพยายามหยุดความโกรธของ Danielle เนื่องจากเป็นคำสั่งตรง ๆ จึงอาจฟังเหมือนกำลังควบคุมปฏิกิริยาของเธอมากกว่าปลอบโยนอย่างอ่อนโยน

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานกำลังอธิบายปัญหาด้วยความโกรธ คุณพูด Calm down ด้วยน้ำเสียงไม่อดทน โดยทั่วไปนี่เป็นวิธีช่วยอย่างอ่อนโยนหรือไม่?

  1. ใช่ เพราะ Calm down เป็นคำพูดที่อ่อนโยนและทำให้สบายใจเสมอเมื่อโต้เถียงกัน
  2. ไม่ใช่ เพราะอาจฟังเหมือนไม่ใส่ใจความรู้สึกและทำให้เพื่อนร่วมงานโกรธมากขึ้น
ดูคำตอบ

ไม่ใช่ เพราะอาจฟังเหมือนไม่ใส่ใจความรู้สึกและทำให้เพื่อนร่วมงานโกรธมากขึ้น

And Baby Bear's like,

2:19

และลูกหมีก็พูดว่า

"Stop it.

2:20

"หยุดเถอะ

Stop fighting."

2:21

เลิกทะเลาะกันได้แล้ว"

Anyway, this went on all morning กริยาวลี

2:23

ก็อย่างที่ว่า พวกเขาทะเลาะกันทั้งเช้า

กริยาวลี

this went on all morning: go on ในความหมายว่า “ดำเนินต่อไป”

ในที่นี้ this หมายถึงสถานการณ์ที่เพิ่งกล่าวถึง และ went on เป็นรูปอดีตของ go on ที่แปลว่า “ดำเนินต่อไป” ส่วน all morning บอกระยะเวลา ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายความว่าสถานการณ์เดิมเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งเช้า ในโครงสร้างนี้ go on ใช้บอกว่าเหตุการณ์หรือสถานการณ์ดำเนินต่อไปตามเวลา ไม่ได้ใช้ go ในความหมายเกี่ยวกับการเคลื่อนที่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ go on ที่หมายถึง “ดำเนินต่อไป”: The construction noise ____ all night.

ดูคำตอบ

went on

until Mum stormed out, กริยาวลี

2:25

จนกระทั่งแม่หมีเดินปึงปังออกไป

กริยาวลี

stormed out: ออกไปอย่างกะทันหันด้วยความโกรธ

storm out หมายถึงออกจากสถานที่อย่างกะทันหันเพราะโกรธ ในประโยคนี้ stormed เป็นรูปอดีต และ out แสดงการเคลื่อนออกจากสถานที่ที่แม่อยู่ นี่เป็นกริยาวลี โดย storm ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “พายุ” ในความหมายเกี่ยวกับสภาพอากาศ หากระบุสถานที่ที่ออกมา ให้ใช้ storm out of + สถานที่ เช่น She stormed out of the office.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ storm out: Furious about the decision, Maya ____ of the meeting without saying goodbye.

ดูคำตอบ

stormed out

and Dad ran after her going, กริยาวลี

2:26

และพ่อหมีก็วิ่งตามไปง้อ

กริยาวลี

ran after her: วิ่งตามเธอเพื่อให้ทัน

run after + คนหรือสิ่งของ หมายถึงวิ่งตามหลังเป้าหมายนั้น โดยทั่วไปเพื่อให้ทันหรือจับให้ได้ ในประโยคนี้ ran เป็นรูปอดีตแบบไม่ปกติของ run และ her คือคนที่พ่อวิ่งตาม วลีนี้ไม่ได้บอกว่าพ่อตามทันหรือไม่ after ในที่นี้ใช้บอกเป้าหมายที่ถูกไล่ตาม ไม่ได้หมายถึงลำดับเวลาว่า “หลังจาก”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ run after: When the puppy escaped, Leo ____ it down the street.

ดูคำตอบ

ran after

"I'm sorry, baby.

2:27

"ผมขอโทษที่รัก

Come back."

2:28

กลับมาเถอะนะ"

And Baby Bear went as well.

2:29

และลูกหมีก็ไปด้วย

So they're all gone for a walk, วลี

2:30

ทุกคนเลยออกไปเดินเล่นกันหมด

วลี

gone for a walk: ตอนนี้ออกไปเดินเล่น

go for a walk เป็นวลีตายตัวที่หมายถึงการออกจากสถานที่ที่อยู่เพื่อไปเดินเล่น โดยปกติเป็นการพักผ่อนหรือออกกำลังกาย ในวลีนี้ for a walk บอกกิจกรรมหรือจุดประสงค์ของการออกไป ไม่ได้หมายถึง “เพื่อประโยชน์ของการเดิน” แบบแปลแยกคำ ในที่นี้ they're ย่อมาจาก they are ส่วน They're all gone for a walk บอกผลที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือทุกคนออกไปแล้วและกำลังทำกิจกรรมเดินเล่น หากต้องการพูดถึงการออกไปเดินเล่น ภาษาอังกฤษมักใช้ go for a walk ส่วน walk outside บอกเพียงว่าเดินอยู่กลางแจ้ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีตายตัว go for a walk: The family left after dinner to take a short walk. They've gone ____.

ดูคำตอบ

for a walk

and then Goldilocks walks up

2:32

แล้วโกลดี้ล็อคส์ก็เดินมา

because she heard the racket a mile away. สำนวน

2:33

เพราะได้ยินเสียงเอะอะดังไปไกลตั้งไมล์นึง

สำนวน

heard the racket a mile away: เสียงดังและการกล่าวเกินจริง

ในประโยคนี้ racket เป็นคำนามแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึงเสียงเอะอะซึ่งดัง วุ่นวาย และไม่น่าฟัง โดยหมายถึงเสียงอึกทึกที่โกลดิล็อกส์ได้ยิน ไม่ใช่อุปกรณ์กีฬา ในที่นี้ a mile away เป็นการกล่าวเกินจริง ผู้พูดขยายระยะทางเพื่อเน้นว่าเสียงเอะอะดังมากเพียงใด หากไม่ได้ตั้งใจบอกระยะที่วัดอย่างแม่นยำ รูปแบบ hear something a mile away มักหมายถึง “ได้ยินบางสิ่งจากที่ไกลมาก”

แบบฝึกหัด

“she heard the racket a mile away” ในที่นี้น่าจะหมายความว่าอย่างไร?

  1. เธอได้ยินคนกำลังใช้แร็กเกตตีลูกบอล
  2. เธอวัดระยะหนึ่งไมล์อย่างแม่นยำก่อนเริ่มฟัง
  3. เสียงเอะอะดังมากจนเธอได้ยินจากที่ไกลมาก
ดูคำตอบ

เสียงเอะอะดังมากจนเธอได้ยินจากที่ไกลมาก

She looks in the window

2:35

เธอมองลอดหน้าต่าง

and sees the porridge,

2:36

เห็นข้าวต้มตั้งอยู่

and she's like,

2:37

เลยพูดว่า

"Ooh, that looks good."

2:38

"โอ้ ท่าทางน่าอร่อยจัง"

And then,

2:39

แล้วจากนั้น

instead of going and getting a job ไวยากรณ์

2:40

แทนที่จะไปหางานทำ

and working hard and saving up some money กริยาวลี

2:42

ตั้งใจทำงานเก็บเงิน

กริยาวลี

saving up some money: ค่อย ๆ เก็บสะสมเงิน

save up หมายถึงการค่อย ๆ สะสมเงินในช่วงเวลาหนึ่ง โดยมักเก็บจนมีพอสำหรับซื้อสิ่งของหรือบรรลุเป้าหมายอื่น ใน saving up some money คำว่า up เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีและไม่ได้บอกทิศทางขึ้นด้านบนจริง ๆ จำนวนเงินสามารถตามหลังกริยาได้โดยตรง: save up some money ส่วนเป้าหมายมักใช้ for นำหน้า: save up for a bicycle

แบบฝึกหัด

ใช้กริยาวลี save up ในรูปที่ถูกต้อง: Priya is ____ for a bicycle.

ดูคำตอบ

saving up

and buying some oats and making her own porridge,

2:44

และซื้อข้าวโอ๊ตมาทำข้าวต้มกินเอง

ไวยากรณ์

instead of going and getting a job: โครงสร้าง instead of + -ing

instead of ใช้นำหน้าการกระทำหรือตัวเลือกที่ไม่ได้เลือก เพราะมีอีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น เนื่องจาก of เป็นคำบุพบท กริยาที่ตามหลัง instead of จึงมักใช้รูป -ing: ใช้ instead of going ไม่ใช่ instead of go ในที่นี้ going และ getting อยู่ในโครงสร้าง instead of เดียวกัน จากนั้นประโยคยังเชื่อมรูป -ing อื่น ๆ ได้แก่ working, saving, buying และ making เพื่อไล่รายการสิ่งที่ผู้พูดคิดว่าควรเกิดขึ้น และทำให้น้ำเสียงวิจารณ์แรงขึ้น

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ take: Instead of ____ the bus, Mia walked home.

ดูคำตอบ

taking

you know what she does? ลำดับความ

2:46

รู้ไหมว่าเธอทำอะไร?

Yes.

2:47

ค่ะ

I'll tell you what she does.

2:48

พ่อจะบอกให้ว่าเธอทำอะไร

ลำดับความ

you know what she does? ... I'll tell you what she does: สร้างความสงสัยก่อนเฉลย

you know what she does? ชะลอการบอกเหตุการณ์ถัดไปไว้ชั่วครู่และชวนให้ผู้ฟังคาดเดา หลังผู้ฟังตอบ Yes ผู้พูดใช้ I'll tell you what she does เพื่อกลับมาเป็นฝ่ายเล่าต่อและส่งสัญญาณว่ากำลังจะเฉลย การพูด what she does ซ้ำช่วยจัดลำดับการให้ข้อมูล คำถามแรกสร้างจุดค้างให้สงสัย ส่วนประโยคที่สองหน่วงเนื้อหาจริงออกไปอีกหนึ่งจังหวะ ตรงนี้จุดประสงค์หลักไม่ใช่การถามเพื่อขอข้อมูลที่ผู้พูดไม่รู้จริง ๆ

แบบฝึกหัด

“you know what she does? ... I'll tell you what she does” มีหน้าที่หลักอย่างไรในการเล่าเรื่องตรงนี้

  1. ยืนยันว่าเรื่องจบแล้วและจะไม่มีการให้คำตอบ
  2. ขอให้ผู้ฟังอธิบายข้อเท็จจริงอย่างละเอียด
  3. หน่วงเหตุการณ์ถัดไปไว้ชั่วครู่เพื่อให้ผู้พูดสร้างความคาดหวัง
ดูคำตอบ

หน่วงเหตุการณ์ถัดไปไว้ชั่วครู่เพื่อให้ผู้พูดสร้างความคาดหวัง

She breaks and enters into the Three Bears' house วัฒนธรรม

2:49

เธอพังประตูเข้าไปในบ้านของหมีสามตัว

วัฒนธรรม

breaks and enters into: เล่าการกระทำในนิทานให้เหมือนคดีอาชญากรรม

ตรงนี้ breaks and enters into ใช้เป็นภาษาด้านอาชญากรรม หมายถึงเธอเข้าไปในบ้านของหมีสามตัวอย่างผิดกฎหมาย ไม่ใช่การทำสองอย่างที่ไม่เกี่ยวกัน คือทำของบางอย่างแตกแล้วจึงเข้าไป คำพูดนี้ชวนให้นึกถึงสำนวนกฎหมายอย่าง break and enter หรือ breaking and entering ผู้พูดใช้ถ้อยคำจริงจังแบบกฎหมายหรือตำรวจกับการกระทำในนิทานที่คุ้นเคย ความไม่เข้ากันนี้ทำให้โกลดิล็อกส์ฟังดูเหมือนผู้ต้องสงสัยในคดีอาญาและสร้างอารมณ์ขันแบบเกินจริง

แบบฝึกหัด

ทำไมผู้พูดจึงบรรยายโกลดิล็อกส์ด้วย breaks and enters into

  1. เพื่อทำให้การเข้าไปในบ้านตามเนื้อเรื่องนิทานฟังเหมือนอาชญากรรมร้ายแรงและสร้างอารมณ์ขัน
  2. เพื่อแสดงว่าหมีเชิญเธอเข้าไปอย่างเป็นทางการ
  3. เพื่อบอกว่าเธอซ่อมบ้านก่อนเข้าไปข้างใน
ดูคำตอบ

เพื่อทำให้การเข้าไปในบ้านตามเนื้อเรื่องนิทานฟังเหมือนอาชญากรรมร้ายแรงและสร้างอารมณ์ขัน

and starts stealing their porridge.

2:52

และเริ่มขโมยข้าวต้มของพวกเขากิน

So?

2:56

แล้วไง?

She's a dirty porridge thief. การใช้คำ

2:57

เธอเป็นหัวขโมยข้าวต้มที่นิสัยเสียไง

การใช้คำ

a dirty porridge thief: dirty ในความหมายประณามด้านศีลธรรม

ตรงนี้ dirty ไม่ได้หมายถึงความสกปรกทางกายภาพ เมื่อวางไว้หน้า thief คำนี้จะเพิ่มการตัดสินด้านศีลธรรม โดยผู้พูดกำลังเรียกคนคนนั้นว่าไร้เกียรติหรือน่ารังเกียจ ทั้งวลีเป็นคำด่าที่มีอารมณ์รุนแรง ไม่ใช่คำบรรยายที่เป็นกลาง การตั้งฉายาแบบเกินจริงนี้ทำให้เห็นความโกรธและการตำหนิของผู้พูดอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

dirty ในวลี a dirty porridge thief หมายความว่าอย่างไร

  1. คำนี้บอกว่ามีโจ๊กติดอยู่บนเสื้อผ้าของหัวขโมย
  2. คำนี้ประณามว่าหัวขโมยเป็นคนเลวทางศีลธรรม
  3. คำนี้บอกว่าตัวโจ๊กเองสกปรก
ดูคำตอบ

คำนี้ประณามว่าหัวขโมยเป็นคนเลวทางศีลธรรม

And we're

3:00

แล้วพวกเรา

all just meant to be okay with this. ไวยากรณ์

3:00

ก็ต้องยอมรับเรื่องนี้เนี่ยนะ

ไวยากรณ์

all just meant to be okay with this: การโต้แย้งความคาดหวัง

Be meant to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกสิ่งที่คนถูกคาดหวังหรือถูกมองว่าควรทำได้ ตรงนี้ be okay with this หมายถึงยอมรับเรื่องนี้หรือมองว่าไม่ใช่ปัญหา ไม่ได้หมายถึงรู้สึกมีความสุข ในประโยคนี้ all และ just ช่วยทำให้ข้อความกลายเป็นการโต้แย้งความคาดหวังนั้น ผู้พูดไม่อยากเชื่อว่าทุกคนดูเหมือนถูกคาดหวังให้ยอมรับสถานการณ์โดยไม่คัดค้าน แม้รูปไวยากรณ์จะเป็นประโยคบอกเล่า แต่ทำหน้าที่คล้ายคำถามเชิงวาทศิลป์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยรูปของ mean ที่แสดงความคาดหวังจากภายนอก: Under the school rules, visitors ____ sign in at reception.

ดูคำตอบ

are meant to

Fine, Dad.

3:01

โอเคค่ะพ่อ

Fine.

3:02

โอเค

So,

3:03

ดังนั้น

this criminal Goldilocks is munching away กริยาวลี

3:04

โจรโกลดี้ล็อคส์ก็กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ

กริยาวลี

is munching away: การกระทำที่ดำเนินต่อไป

ใน is munching away คำว่า munch หมายถึงกินหรือเคี้ยวอย่างต่อเนื่อง โดยมักเห็นจังหวะการกัดหรือได้ยินเสียงเคี้ยวชัดเจน รูป present continuous อย่าง is munching แสดงว่าการกระทำนั้นกำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น away ตรงนี้ไม่ได้แปลว่า “ออกไป” หรือบอกทิศทาง เมื่ออยู่หลังคำกริยาที่เป็นกิจกรรม คำนี้ช่วยเน้นว่าการกระทำนั้นดำเนินต่อไป วลีนี้ทำให้เห็นภาพว่าโกลดิล็อกส์ยังคงกินต่ออย่างไม่ใส่ใจ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ munch away: During the picnic, Leo sat under a tree, ____ on an apple.

ดูคำตอบ

munching away

when the door bursts open, วลี

3:07

ตอนที่ประตูเปิดผลางออก

วลี

the door bursts open: ประตูเปิดผางออกอย่างกะทันหัน

Bursts open หมายถึง “เปิดออกอย่างฉับพลันและแรง” burst เพิ่มความรู้สึกของการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและมีพลัง ส่วน open บอกสภาพผลลัพธ์ว่าประตูเปิดแล้ว โดยทั่วไปไม่ได้หมายความว่าประตูระเบิดหรือแตกเป็นชิ้น ๆ รูปปัจจุบัน bursts ยังทำให้การเล่าเรื่องมีชีวิตชีวา เพราะนำเสนอเหตุการณ์ราวกับกำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ทำให้การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันดูน่าตื่นเต้นขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ burst open: A powerful gust struck the back door, and it ____.

ดูคำตอบ

burst open

and it's Momma Bear.

3:08

และนั่นคือแม่หมี

She's shouting,

3:09

เธอตะโกนว่า

"I'm going to stay at my sister's." ไวยากรณ์

3:10

"ฉันจะไปอยู่บ้านพี่สาวฉัน"

ไวยากรณ์

stay at my sister's: ใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของเพื่อหมายถึงบ้านของใครบางคน

ใน at my sister's รูปแสดงความเป็นเจ้าของ my sister's ใช้ได้ตามลำพัง เพราะเข้าใจได้ว่าละคำนามบอกสถานที่อย่าง house หรือ home ไว้ วลีนี้หมายถึง “ที่บ้านของพี่สาวหรือน้องสาวของฉัน” การละคำนามเป็นการใช้ตามธรรมชาติ ไม่ใช่ข้อผิดพลาด โครงสร้างคือ at + รูปแสดงความเป็นเจ้าของของบุคคล เมื่อใช้กับ stay วลี stay at my sister's หมายถึงพักหรืออยู่ที่บ้านของเธอช่วงหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้หมายถึง “ที่บ้านของ Emma” โดยใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของและละคำนามบอกสถานที่: We're meeting at ____ after school.

ดูคำตอบ

Emma's

And Daddy Bear's all like,

3:12

และพ่อหมีก็บอกว่า

"Look, Danielle,

3:13

"ฟังนะแดเนียล

we can figure this out." กริยาวลี

3:14

เราแก้ปัญหานี้ได้นะ"

กริยาวลี

figure this out: ความหมายและลำดับคำของกริยาวลีที่แยกคำได้

figure out หมายถึงเข้าใจบางสิ่งด้วยการคิด หรือหาวิธีแก้ปัญหา ในที่นี้ this หมายถึงปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ดังนั้น figure this out จึงหมายถึง “หาวิธีแก้ปัญหานี้” figure out เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ กรรมที่เป็นคำสรรพนามอย่าง this หรือ it ต้องอยู่ระหว่าง figure กับ out เช่น figure this out และ figure it out ส่วนกรรมที่เป็นคำนามวางได้ทั้งสองตำแหน่ง เช่น figure the problem out หรือ figure out the problem

แบบฝึกหัด

ใช้ figure out โดยวางคำสรรพนาม it ในตำแหน่งที่ถูกต้อง: We don't know the solution yet, but we'll ____.

ดูคำตอบ

figure it out

And Baby Bear's all like,

3:15

และลูกหมีก็พูดว่า

"Stop fighting."

3:16

"เลิกทะเลาะกันเถอะ"

And then suddenly,

3:18

แล้วจู่ๆ

boom,

3:19

ตู้ม!

they clock Goldilocks at the kitchen table การใช้คำ

3:19

พวกเขาก็เห็นโกลดี้ล็อคส์อยู่ที่โต๊ะในครัว

การใช้คำ

clock Goldilocks: ภาษาอังกฤษแบบบริติชที่ไม่เป็นทางการ หมายถึง “สังเกตเห็นใครบางคน”

ในประโยคนี้ clock เป็นคำกริยา หมายถึงสังเกตเห็น มองเห็น หรือจำได้ว่าเป็นใคร they clock Goldilocks หมายความว่าพวกเขาเห็น Goldilocks นั่งอยู่ที่โต๊ะในครัว คนที่อยู่ถัดจาก clock คือคนที่ถูกสังเกตเห็น ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับนาฬิกา การจับเวลา หรือการตอกบัตรเข้างาน

แบบฝึกหัด

clock Goldilocks ในตัวอย่างหมายความว่าอะไร

  1. พวกเขาจับเวลาว่า Goldilocks อยู่ที่โต๊ะนานเท่าใด
  2. พวกเขาสังเกตเห็น Goldilocks ที่โต๊ะในครัว
  3. พวกเขาให้นาฬิกาแก่ Goldilocks
ดูคำตอบ

พวกเขาสังเกตเห็น Goldilocks ที่โต๊ะในครัว

eating their porridge.

3:21

กำลังกินข้าวต้มของพวกเขาอยู่

Well,

3:23

เอาล่ะสิ

Momma Bear hits the roof. สำนวน

3:23

แม่หมีโกรธจัดจนควันออกหู

สำนวน

hits the roof: โกรธจัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน

Hit the roof เป็นสำนวนที่หมายถึงโกรธจัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความโกรธของ Momma Bear ระเบิดออกมาเมื่อเธอเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพนี้เป็นการพูดเกินจริง เธอไม่ได้ตีหรือขึ้นไปถึงหลังคาจริง ๆ สำนวนนี้เน้นว่าปฏิกิริยาโกรธนั้นรุนแรงและเกิดขึ้นฉับพลัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “โกรธจัดขึ้นมา”: When Ava saw the broken window, she ____.

ดูคำตอบ

hit the roof

She's like,

3:25

เธอพูดว่า

"Gerald,

3:25

"เจอรัลด์

be a man for once in your life. น้ำเสียง/เจตนา

3:26

ทำตัวให้สมเป็นผู้ชายสักครั้งในชีวิตสิ

น้ำเสียง/เจตนา

be a man for once in your life: คำสั่งที่ทำให้อีกฝ่ายอับอาย

Be a man ในที่นี้เป็นคำสั่ง ไม่ได้เพียงบอกว่าผู้ฟังเป็นผู้ชาย แต่ใช้ภาพเหมารวมทางเพศแบบดั้งเดิมเพื่อบังคับให้อีกฝ่ายกล้าหาญ เข้มแข็ง และลงมือทำ For once in your life หมายถึง “ทำให้ได้สักครั้งเถอะ” พร้อมกับสื่อว่าอีกฝ่ายไม่เคยทำได้มาก่อน เมื่อนำมารวมกัน ประโยคนี้จึงทำให้อีกฝ่ายอับอายและกดดันให้ลงมือ เป็นการตำหนิมากกว่าการให้กำลังใจ

แบบฝึกหัด

เพื่อนร่วมงานชายทำผิดพลาดเล็กน้อย การใช้ Be a man for once in your life เพื่อให้กำลังใจเขาเป็นวิธีที่เป็นกลางและเหมาะสมหรือไม่

  1. ใช่ เป็นคำให้กำลังใจที่เป็นกลางและเหมาะกับที่ทำงาน
  2. ไม่ใช่ ประโยคนี้ใช้การตำหนิและภาพเหมารวมทางเพศเพื่อทำให้อีกฝ่ายอับอาย
ดูคำตอบ

ไม่ใช่ ประโยคนี้ใช้การตำหนิและภาพเหมารวมทางเพศเพื่อทำให้อีกฝ่ายอับอาย

Do something."

3:28

ทำอะไรสักอย่างเข้า"

And Gerald's all like,

3:29

และเจอรัลด์ก็ทำหน้างง

"What's going on here?

3:30

"นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?

Who are you?"

3:31

เธอเป็นใคร?"

And Goldilocks does this sort of like karate

3:32

และโกลดี้ล็อคส์ก็ทำท่าเหมือน

move, "Yeah,"

3:33

คาราเต้ "ย่าห์!"

and goes,

3:34

แล้วพูดว่า

"I'm your worst nightmare." สำนวน

3:35

"ฉันคือฝันร้ายที่สุดของพวกแก"

สำนวน

I'm your worst nightmare: คำขู่แบบละคร

Your worst nightmare ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงคู่ต่อสู้หรือปัญหาที่น่ากลัวที่สุดที่คนคนหนึ่งอาจต้องเผชิญ เมื่อพูดว่า I'm your worst nightmare ผู้พูดกำลังบอกว่าตนเองคือภัยคุกคามนั้น ประโยคนี้เป็นคำท้าทายแบบละครที่ใช้ข่มขู่คู่ต่อสู้ ไม่ได้พูดถึงความฝันจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในฉากเผชิญหน้า I'm your worst nightmare มักหมายความว่าอะไร

  1. ผู้พูดต้องการเล่าความฝันที่ผู้ฟังเคยฝัน
  2. ผู้พูดอ้างว่าตนจะเป็นคู่ต่อสู้หรือปัญหาที่น่ากลัวที่สุดของผู้ฟัง
  3. ผู้พูดกำลังขอให้ผู้ฟังไปนอน
ดูคำตอบ

ผู้พูดอ้างว่าตนจะเป็นคู่ต่อสู้หรือปัญหาที่น่ากลัวที่สุดของผู้ฟัง

Daddy Bear backs down, กริยาวลี

3:37

พ่อหมีถอยหนี

but Momma Bear steps up

3:38

แต่แม่หมีก้าวออกมาข้างหน้า

กริยาวลี

back down ... step up: ถอยหรือออกมาลงมือทำ

back down หมายถึงหยุดต่อต้านหรือยอมถอยจากจุดยืนเพราะแรงกดดัน ความกลัว หรือการคัดค้าน ส่วน step up หมายถึงออกมาลงมือทำหรือรับผิดชอบเมื่อจำเป็น ในที่นี้ down และ up เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลี ไม่ได้บอกทิศทางตามตัวอักษร คำเชื่อม but นำปฏิกิริยาที่ตรงข้ามกันมาเปรียบเทียบ พ่อหมีถอย ส่วนแม่หมีรับคำท้า โครงสร้างนี้ใช้บรรยายการตอบสนองต่อแรงกดดันที่แตกต่างกันในสถานการณ์อื่นได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเปรียบต่างด้วยกริยาวลีเป้าหมายสองคำ: When the others began to ____ under pressure, Maya chose to ____ and lead the team.

ดูคำตอบ

back down · step up

and cracks her neck and is like,

3:39

หักคอตัวเองกร๊อบแล้วพูดว่า

"Bring it on, Blondie." สำนวน

3:40

"เข้ามาเลย ยัยผมทอง"

สำนวน

Bring it on: รับคำท้าอย่างมั่นใจ

Bring it on เป็นสำนวนตายตัวแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง “ฉันรับคำท้า เอาให้เต็มที่เลย” คำว่า it หมายถึงความท้าทาย การโจมตี หรือการแข่งขันโดยรวม ไม่ได้หมายถึงสิ่งของที่ต้องให้ใครนำมา ในประโยคนี้เป็นคำตอบเชิงท้าทาย น้ำเสียงและความสัมพันธ์อาจทำให้ฟังเหมือนการแข่งขันแบบสนุก ๆ ความมั่นใจอย่างมาก หรือการยั่วยุอย่างเปิดเผย

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบด้วยสำนวนตายตัวที่เรียนมา: "The final round is much harder." "____!"

ดูคำตอบ

Bring it on

So this huge karate fight starts.

3:41

แล้วการต่อสู้คาราเต้ครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้น

Everyone's kung fuing and karateing,

3:44

ทุกคนต่างใช้กังฟูและคาราเต้

and Baby Bear's at the back

3:46

ส่วนลูกหมีอยู่ข้างหลัง

just lobbing in ninja stars. กริยาวลี

3:47

คอยปาดาวกระจายใส่อย่างเดียว

กริยาวลี

lobbing in ninja stars: โยนดาวกระจายเข้าไปในวงต่อสู้

ในส่วนประโยคนี้ lobbing หมายถึงการโยนดาวกระจายจากด้านนอกเข้าไปในบริเวณที่กำลังต่อสู้ คำว่า lob มักสื่อถึงการโยนให้สูงหรือเป็นแนวโค้ง และในที่นี้ยังทำให้การกระทำดูสบาย ๆ ราวกับผู้โยนเพียงแค่เพิ่มอาวุธเข้าไปในการต่อสู้ คำว่า in บอกทิศทางของการโยน กล่าวคือดาวกระจายเคลื่อนเข้าไปในพื้นที่ที่กำลังเกิดเหตุการณ์ ไม่ได้หมายความว่าผู้โยนเป็นคนเข้าไปที่ใดสักแห่ง ส่วน lobbing คือรูป -ing ของ lob

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงว่าคนหนึ่งโยนสิ่งของเข้าไปในพื้นที่ด้วยลักษณะการเคลื่อนไหวที่คำว่า lob สื่อถึง

  1. Sam was lobbing beanbags into the target zone.
  2. Sam was taking beanbags out of the target zone.
  3. Sam was carrying beanbags into the target zone.
ดูคำตอบ

Sam was lobbing beanbags into the target zone.

Momma Bear's ninja kicks are too high,

3:49

ท่าเตะนินจาของแม่หมีสูงเกินไป

and Daddy Bear's ninja kicks are too low.

3:51

และท่าเตะนินจาของพ่อหมีก็ต่ำเกินไป

So Goldilocks is winning,

3:52

โกลดี้ล็อคส์เลยเป็นฝ่ายชนะ

you know?

3:54

รู้ไหม?

She's a bit of a hard nut. สำนวน

3:54

เธอนี่มันตัวตึงเลยล่ะ

สำนวน

a bit of a hard nut: คนที่รับมือได้ยาก

ในฉากต่อสู้นี้ a hard nut เป็นสำนวนเปรียบเทียบแบบไม่เป็นทางการ หมายถึงคนที่แข็งแกร่งและเอาชนะหรือรับมือได้ยาก เป็นการประเมินความแกร่งของเธอ ไม่ได้กล่าวถึงอาหาร โครงสร้าง a bit of a + กลุ่มคำนามช่วยลดความตรงของคำเรียกนี้ให้นุ่มนวลลง แต่ไม่ได้ลบการประเมินนั้น ผู้พูดยังคงมองว่าเธอเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวและรับมือยาก

แบบฝึกหัด

ในฉากต่อสู้นี้ She's a bit of a hard nut. น่าจะหมายความว่าอย่างไร

  1. เธอกำลังถือถั่วที่มีเปลือกแข็ง
  2. เธอไม่ใช่คนที่จะเอาชนะได้ง่าย ๆ
  3. เธอไม่ชอบกินถั่ว
ดูคำตอบ

เธอไม่ใช่คนที่จะเอาชนะได้ง่าย ๆ

She's got the bear family on the ropes, สำนวน

3:55

เธอต้อนครอบครัวหมีซะจนมุม

สำนวน

have someone on the ropes: ไล่ต้อนอีกฝ่ายจนเกือบแพ้

ในโครงสร้าง have someone on the ropes คนที่อยู่หลัง have กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากมากและใกล้จะแพ้ ภาพเปรียบเทียบนี้มาจากการชกมวย ซึ่งนักมวยที่ถูกกดดันอย่างหนักอาจถูกไล่ต้อนจนถอยไปชิดเชือกเวที ในที่นี้ She's got หมายถึง She has got เธอทำให้ครอบครัวหมีเสียเปรียบอย่างมากและดูเหมือนใกล้จะชนะ ไม่ได้หมายความว่ามีใครถูกมัดด้วยเชือกจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าทีมของเราไล่ต้อนคู่แข่งจนใกล้จะแพ้?

  1. By halftime, our team stood beside the ropes.
  2. By halftime, our team had the other side on the ropes.
  3. By halftime, our team was on the ropes.
ดูคำตอบ

By halftime, our team had the other side on the ropes.

but Baby Bear's like,

3:57

แต่ลูกหมีก็พูดขึ้นว่า

"Hang on, น้ำเสียง/เจตนา

3:58

"เดี๋ยวก่อนนะ

why are we doing karate and stuff?

3:58

ทำไมเราต้องใช้คาราเต้หรืออะไรพวกนี้ด้วย?

น้ำเสียง/เจตนา

Hang on: หยุดสักครู่เพื่อแสดงข้อสงสัย

เมื่ออยู่ต้นช่วงที่เริ่มพูด Hang on เป็นการบอกให้คนอื่นหยุดสักครู่ ผู้พูดอาจเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่าง ต้องการตั้งคำถาม หรือจำเป็นต้องขัดจังหวะความคิดที่กำลังดำเนินอยู่ ในประโยคนี้ Hang on อยู่ก่อนคำถามที่ขึ้นต้นด้วย why และแสดงว่าผู้พูดเกิดข้อสงสัยขึ้นมาทันที จึงหมายถึง เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่ จับไว้ให้แน่น หรือ แขวนอยู่

แบบฝึกหัด

ในการสนทนาแบบไม่เป็นทางการ คุณสังเกตเห็นข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ประโยคใดใช้ Hang on เพื่อหยุดและตั้งคำถามกับสิ่งนั้น?

  1. Hang on, this number doesn't match the receipt.
  2. Hang on to this receipt until Friday.
  3. Hang your coat beside the door.
ดูคำตอบ

Hang on, this number doesn't match the receipt.

We're bears.

4:00

พวกเราเป็นหมีนะ

We got claws." การใช้คำ

4:00

เรามีกรงเล็บ"

การใช้คำ

We got claws: got แบบไม่เป็นทางการที่หมายถึงมี

ในที่นี้ We got claws แสดงการมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ในปัจจุบัน โดยมีความหมายเท่ากับ We have claws หรือ We've got claws ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้พูดได้กรงเล็บมาในอดีต ในรูปแบบภาษาพูดที่เป็นกันเองมากนี้ got ทำหน้าที่เหมือน have got ต้องดูบริบทว่า got ที่ไม่มี have หมายถึงการมีอยู่ หรือเป็นรูปอดีตของ get

แบบฝึกหัด

ประโยคภาษาอังกฤษมาตรฐานข้อใดตรงกับ We got claws ในบริบทนี้มากที่สุด

  1. We have claws.
  2. We found claws yesterday.
  3. We will grow claws tomorrow.
ดูคำตอบ

We have claws.

And Momma Bear's like,

4:02

และแม่หมีก็บอกว่า

"Oh yeah,

4:02

"โอ้ ใช่สิ

good one, Baby Bear." น้ำเสียง/เจตนา

4:03

คิดได้เยี่ยมมากลูก"

น้ำเสียง/เจตนา

good one: คำชมสั้น ๆ สำหรับความคิดหรือการกระทำ

Good one เป็นคำชมสั้น ๆ แบบไม่เป็นทางการ ใช้ชมสิ่งที่อีกฝ่ายเพิ่งพูดหรือทำ เช่น ความคิดที่มีประโยชน์ คำตอบที่ถูกต้อง มุกตลก หรือการกระทำที่ทำได้ดี ในที่นี้เป็นการชมข้อเสนอที่มีประโยชน์ของ Baby Bear คำว่า one ย้อนกลับไปหมายถึงความคิดหรือการกระทำนั้น ไม่ได้หมายถึงเลขหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เพื่อนเสนอวิธีแก้ปัญหาที่จะช่วยประหยัดเวลา คุณพูดว่า Good one! ด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและเห็นด้วย นี่เป็นคำชมจริงใจที่ฟังเป็นธรรมชาติหรือไม่

  1. ไม่ใช่ Good one! ใช้ประชดได้เท่านั้น
  2. ใช่ ในที่นี้ Good one! เป็นคำชมจริงใจที่ฟังเป็นธรรมชาติ
ดูคำตอบ

ใช่ ในที่นี้ Good one! เป็นคำชมจริงใจที่ฟังเป็นธรรมชาติ

So they start going

4:04

แล้วพวกเขาก็เริ่มลุย

old-school, claws out, การใช้คำ

4:05

แบบดั้งเดิม กางกรงเล็บ

bear style.

4:06

สไตล์หมี

การใช้คำ

go old-school ... claws out ... bear style: การเรียงวิธี สภาพ และลีลาเข้าด้วยกัน

go old-school หมายถึงเปลี่ยนไปใช้วิธีทำสิ่งต่าง ๆ แบบดั้งเดิมหรือแบบที่เคยใช้ในอดีต ในประโยคนี้ going old-school บอกถึงการเปลี่ยนวิธี ไม่ได้หมายถึงการไปโรงเรียนเก่า claws out เป็นวลีสั้น ๆ ที่บอกสภาพว่ากรงเล็บกางออกและพร้อมลงมือ ส่วน bear style เป็นคำเรียกแบบขำ ๆ ในรูป “คำนาม + style” หมายถึง “ในแบบของหมี” การวางส่วนสั้น ๆ เหล่านี้ต่อกันทำให้การเล่าการกระทำรวดเร็วและมีอารมณ์ขัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ old-school เพื่อบอกวิธีแบบดั้งเดิม และใช้ “คำนาม + style” เป็นคำเรียกวิธีทำแบบขำ ๆ

  1. We visited an old school after the power came back.
  2. We bought modern lamps in a store with campfire decorations.
  3. With the power out, we went old-school: candles lit, campfire style.
ดูคำตอบ

With the power out, we went old-school: candles lit, campfire style.

And Goldilocks is like,

4:07

และโกลดี้ล็อคส์ก็พูดว่า

"I'm out of here." สำนวน

4:08

"ฉันไปล่ะ"

สำนวน

I'm out of here: ประกาศว่าจะออกไปทันที

I'm out of here เป็นสำนวนตายตัวแบบไม่เป็นทางการที่ใช้ประกาศว่าตัดสินใจจะออกไปทันที แม้รูปประโยคจะดูเหมือนกำลังบอกตำแหน่ง แต่ปกติหมายถึง “ฉันจะไปเดี๋ยวนี้” ไม่ใช่ “ตอนนี้ฉันอยู่นอกสถานที่นี้แล้ว” สำนวนนี้ยังบอกได้ว่าผู้พูดไม่ยอมอยู่ร่วมในสถานการณ์ที่ไม่ต้องการต่อไป จึงมักฟังเร่งด่วนหรือมีอารมณ์แบบละครมากกว่า I'm leaving ที่มีน้ำเสียงเป็นกลาง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนไม่เป็นทางการจากบทเรียนนี้: The kitchen filled with smoke, and Maya grabbed her coat and said, “____.”

ดูคำตอบ

I'm out of here

And she's like,

4:08

แล้วเธอก็ทำเสียง

"Shh,"

4:10

"ฟิ้ว"

through the window,

4:10

ทะลุหน้าต่าง

hits the floor,

4:11

ตกกระแทกพื้น

and starts running, "Ah!"

4:11

แล้วก็เริ่มวิ่งหนี "อ๊าก!"

The bears cheer,

4:14

เหล่าหมีส่งเสียงเฮ

and they're all high-fiving and going,

4:15

และแท็กมือกันอย่างดีใจพลางพูดว่า

"Yeah,

4:16

"เย้

good one, Baby Bear."

4:17

ทำได้ดีมาก ลูกหมี"

And Momma Bear's all over Daddy Bear goin' การใช้คำ

4:18

แล้วแม่หมีก็กระโดดกอดพ่อหมีพร้อมกับบอกว่า

การใช้คำ

all over Daddy: ความสนใจอย่างมากและเปี่ยมด้วยความรัก

ในที่นี้ Momma Bear's all over Daddy Bear หมายถึงแม่หมีให้ความสนใจพ่อหมีอย่างมากและกระตือรือร้น ทั้งเอาอกเอาใจและชื่นชมเขา เป็นการใช้ be all over someone ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าแม่หมีเอาตัวไปคลุมพ่อหมีจริง ๆ ส่วน goin' ที่ตามมาใช้เกริ่นคำพูดของแม่หมี และช่วยแสดงว่าความสนใจนี้ถ่ายทอดผ่านคำพูดที่ตื่นเต้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ be all over someone ในความหมายว่าให้ความสนใจอย่างอบอุ่นและกระตือรือร้น?

  1. Maya looked all over the park for her bag.
  2. Paint was all over Maya's shoes after the race.
  3. After Maya won the race, her family was all over her with hugs and praise.
ดูคำตอบ

After Maya won the race, her family was all over her with hugs and praise.

"Oh, you're awesome, Gerald.

4:20

"โอ้ คุณยอดเยี่ยมมากเลยเจอรัลด์

Like really manly and heroic."

4:21

ดูแมนและเป็นฮีโร่สุดๆ"

And he's like,

4:23

และเขาก็ตอบว่า

"Oh yeah,

4:24

"โอ้ แน่นอน

thanks, babe.

4:24

ขอบใจที่รัก

You were good too."

4:25

คุณก็เก่งเหมือนกันนะ"

And you know

4:26

แล้วรู้

what? They decided

4:26

ไหมว่าไง? พวกเขาตัดสินใจ

that houses

4:27

ว่าบ้าน

and porridge

4:28

และข้าวต้ม

and clothes

4:29

และเสื้อผ้า

and the ways of man really การใช้คำ

4:29

และวิถีของมนุษย์มัน

wasn't for them anymore.

4:31

ไม่เหมาะกับพวกเขาอีกต่อไป

การใช้คำ

the ways of man ... wasn't for them anymore: วิถีชีวิตมนุษย์ไม่เหมาะกับพวกเขาอีกต่อไป

The ways of man เป็นสำนวนเชิงวรรณกรรมที่ให้บรรยากาศแบบนิทาน หมายถึงขนบและวิถีชีวิตของมนุษย์ ในที่นี้ man หมายถึงมนุษยชาติ ไม่ใช่ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่ง Something isn't for someone หมายถึงสิ่งหนึ่งไม่เหมาะกับรสนิยม ความต้องการ หรือวิถีชีวิตที่บุคคลนั้นเลือก Wasn't for them anymore บอกว่าครอบครัวหมีไม่ต้องการบ้าน อาหาร เสื้อผ้า และนิสัยแบบมนุษย์อีกต่อไป ส่วน for them ไม่ได้หมายถึง ‘เพื่อประโยชน์ของพวกเขา’

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ the ways of ... เป็นสำนวนเชิงวรรณกรรมที่หมายถึงขนบของกลุ่มหนึ่ง และใช้ not for her ในความหมายว่าไม่เหมาะกับเธอ?

  1. The court's new rules were not written for her.
  2. The guide showed her two ways to reach the royal court.
  3. The ways of the royal court were not for her.
ดูคำตอบ

The ways of the royal court were not for her.

So they sold the house

4:32

พวกเขาเลยขายบ้าน

and moved into the forest

4:33

ย้ายเข้าไปอยู่ในป่า

and ate berries and salmon

4:34

กินแต่เบอร์รี่กับปลาแซลมอน

for the rest of their lives ลำดับความ

4:35

ไปตลอดชีวิตที่เหลือ

and lived happily ever after.

4:36

และอยู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป

ลำดับความ

for the rest of their lives ... lived happily ever after ในฐานะสำนวนปิดเรื่อง

ในตอนจบนี้ for the rest of their lives หมายถึงตั้งแต่ช่วงเวลานั้นไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ส่วน lived happily ever after เป็นสำนวนปิดท้ายเทพนิยายแบบดั้งเดิม หมายถึงตัวละครใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนับจากนั้น ไม่ใช่เพียงคำบอกเวลาที่เป็นกลางและแปลแยกทีละคำ เมื่อใช้ร่วมกัน สองสำนวนนี้พาเรื่องจากเหตุการณ์สุดท้ายไปสู่อนาคตตลอดชีวิตของตัวละครอย่างรวดเร็ว เป็นสัญญาณว่าเหตุการณ์หลักจบลงแล้วและเรื่องราวกำลังปิดฉากอย่างเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดส่งสัญญาณถึงตอนจบแบบดั้งเดิมของเทพนิยายได้ชัดเจนที่สุด

  1. The dragon left the village, but a new danger appeared the next morning.
  2. The dragon asked where the next adventure would begin.
  3. The dragon left the village, and everyone lived happily ever after.
ดูคำตอบ

The dragon left the village, and everyone lived happily ever after.

The end.

4:38

จบ

Again!

4:39

อีกรอบ!

No!

4:40

ไม่!

Hello.

4:48

สวัสดี

This is a potion

4:49

ที่นี่คือร้านขาย

shop.

4:50

น้ำยาเวทมนตร์

Can I interest you in a potion? น้ำเสียง/เจตนา

4:50

รับน้ำยาสักขวดไหมคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Can I interest you in ...? สำหรับการแนะนำอย่างสุภาพ

Can I interest you in + คำนามหรือรูป -ing? เป็นวิธีเสนอหรือแนะนำบางอย่างอย่างสุภาพ interest ในที่นี้เป็นคำกริยา โดย interest someone in something หมายถึงทำให้คนนั้นพิจารณาหรืออยากได้สิ่งนั้น ผู้พูดไม่ได้เพียงถามเกี่ยวกับความสนใจที่ผู้ฟังมีอยู่แล้ว แต่กำลังพยายามดึงความสนใจของผู้ฟังไปยังสินค้า บริการ อาหาร หรือกิจกรรมอย่าง主动

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำของพนักงานด้วยรูปแบบงานบริการที่สุภาพและตรงตามบทเรียน: ____ our soup of the day?

ดูคำตอบ

Can I interest you in

No, thanks. น้ำเสียง/เจตนา

4:52

ไม่ละ ขอบใจ

น้ำเสียง/เจตนา

No, thanks. สำหรับการปฏิเสธอย่างสุภาพ

No, thanks. เป็นประโยคสั้นที่สมบูรณ์และใช้ปฏิเสธข้อเสนออย่างสุภาพ โดย No แสดงการปฏิเสธอย่างชัดเจน ส่วน thanks แสดงความขอบคุณต่อข้อเสนอและช่วยให้น้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น ในที่นี้ thanks ไม่ได้หมายถึงการตอบรับ ให้ใช้ทั้งวลีเป็นคำปฏิเสธ ส่วนคำตอบรับอาจเป็น Yes, please.

แบบฝึกหัด

มีคนถามว่า “Would you like another drink?” คุณต้องการปฏิเสธอย่างสุภาพ คำตอบใดเหมาะสมที่สุด

  1. Yes, please.
  2. No, thanks.
  3. Thanks, I'd love one.
ดูคำตอบ

No, thanks.

I just want to go into

4:53

ฉันแค่จะเข้าไปใน

Mom and Dad's room.

4:54

ห้องของพ่อกับแม่น่ะ

Okay,

4:55

โอเคค่ะ

goodbye.

4:55

ลาก่อน

Bye.

4:56

บาย

Hey,

5:00

นี่

you. Out.

5:00

เธอน่ะ ออกไป

This is private property. วัฒนธรรม

5:01

นี่เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล

วัฒนธรรม

private property: ความเป็นเจ้าของและขอบเขตการเข้า

private property หมายถึงที่ดิน อาคาร สถานที่อื่น หรือทรัพย์สินที่บุคคลหรือองค์กรเอกชนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่สาธารณะ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวกำหนดให้ห้องนั้นเป็นพื้นที่ที่ผู้อื่นไม่สามารถเข้าได้อย่างอิสระ property ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่มีเจ้าของ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์หรือสถานที่ ไม่ได้หมายถึงคุณสมบัติหรือลักษณะ การเรียกห้องธรรมดาว่า private property เป็นการยืมภาษาทางการจากป้ายและคำเตือน จึงอาจฟังดูจริงจังหรือจงใจพูดเกินจริงอย่างขบขัน

แบบฝึกหัด

ป้ายเขียนว่า “Private Property.” ข้อความนี้น่าจะบอกอะไรแก่ผู้มาเยือนมากที่สุด

  1. สถานที่นั้นเป็นของเอกชนและอาจจำกัดการเข้า
  2. สถานที่นั้นมีลักษณะทางกายภาพที่ไม่ปกติ
  3. สถานที่นั้นเปิดให้ทุกคนใช้งานได้
ดูคำตอบ

สถานที่นั้นเป็นของเอกชนและอาจจำกัดการเข้า

You have to be at least ไวยากรณ์

5:02

เธอต้องสูงอย่างน้อย

this tall to enter.

5:03

เท่านี้ถึงจะเข้าไปได้

ไวยากรณ์

have to be at least this tall to enter: การกำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำ

have to แสดงข้อกำหนดที่ต้องทำตาม ส่วน at least กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ ในโครงสร้าง have to be at least X to do Y นั้น X คือเงื่อนไขที่ต้องผ่านก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้ทำ Y ในประโยคนี้ ผู้เข้าต้องสูงถึงระดับที่แสดงไว้ก่อนจึงจะเข้าได้ this tall เป็นคำที่ชี้ไปยังสิ่งในบริบท โดยหมายถึงความสูงที่แสดงด้วยท่าทาง ป้าย หรือเส้นวัด แทนการระบุตัวเลข โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บอกอายุ ส่วนสูง คะแนน หรือคุณสมบัติขั้นต่ำได้

แบบฝึกหัด

เรียงคำภาษาอังกฤษ have, to, be, at และ least ให้ถูกต้องเพื่อเติมกฎนี้ให้สมบูรณ์: Visitors ____ eighteen to enter.

ดูคำตอบ

have to be at least

Out.

5:08

ออกไปเลย

Oh,

5:13

โอ้

hello. You're back.

5:13

สวัสดี กลับมาแล้วเหรอ

Maybe you'd like to น้ำเสียง/เจตนา

5:15

บางทีคราวนี้คุณอาจอยาก

buy a potion now?

5:15

ซื้อน้ำยาสักขวดแล้วใช่ไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

Maybe you'd like to ...: การเสนอแนะอย่างหยั่งเชิง

Maybe you'd like to + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นวิธีเสนอแนะหรือเสนอทางเลือกอย่างนุ่มนวลและไม่ตรงเกินไป you'd ในที่นี้ย่อมาจาก you would และ would like to ฟังดูอ้อมกว่าการบอกให้อีกฝ่ายทำบางอย่างโดยตรง ในประโยคนี้ maybe ใช้ลดความตรงของข้อเสนอ ไม่ได้แสดงความไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ส่วน now สื่อว่าสถานการณ์อาจเปลี่ยนไปแล้ว และการซื้ออาจดูน่าสนใจขึ้นในตอนนี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเสนอให้แขกลองนั่งข้างหน้าต่างอย่างสุภาพและไม่ตรงเกินไป

  1. Maybe you'd like to try the window seat?
  2. Why didn't you choose the window seat?
  3. You must take the window seat now.
ดูคำตอบ

Maybe you'd like to try the window seat?

Yes, please.

5:17

ใช่ ขอขวดนึง

Can I interest you in

5:18

สนใจรับ

a strong potion?

5:19

น้ำยาเพิ่มพลังไหมคะ?

Yes.

5:21

เอาสิ

Hey,

5:24

นี่

what are you doing back here?

5:24

กลับมาทำไมเนี่ย?

I told you this

5:25

ฉันบอกเธอแล้วไงว่านี่

is private property.

5:26

เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล

Get out.

5:27

ออกไปเลย

No.

5:28

ไม่

What?

5:29

อะไรนะ?

That is it. สำนวน

5:30

หมดความอดทนแล้วนะ

สำนวน

That is it. ในความหมายว่า “พอแล้ว—หยุดเดี๋ยวนี้”

ในฉากนี้ That is it. หมายถึง “พอแล้ว” หรือ “หยุดเดี๋ยวนี้” ผู้พูดหมดความอดทนแล้ว ดังนั้นประโยคนี้จึงสื่อว่าผู้พูดตัดสินใจจะหยุดพฤติกรรมนั้นหรือลงมือทำอะไรบางอย่าง คำชุดเดียวกันนี้อาจใช้ชี้ว่าสิ่งไหนคือสิ่งที่หมายถึง เช่น That is it—the key I lost หรือใช้บอกว่าจบแล้ว เช่น That is it for today น้ำเสียงและสิ่งที่พูดตามมาช่วยให้รู้ว่าในที่นี้เป็นการพูดว่า “พอแล้ว” ด้วยความไม่พอใจ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ That's it ในความหมายว่า “พอแล้ว—ฉันจะไม่ยอมให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไป”?

  1. That's it! If you shout again, I'm ending the call.
  2. That's it—the red folder I was looking for.
  3. That's it for today's meeting.
ดูคำตอบ

That's it! If you shout again, I'm ending the call.

What's going on?

5:37

นี่มันอะไรกันเนี่ย?

How'd you get so ไวยากรณ์

5:38

ทำไมถึงได้

strong?

5:38

แข็งแรงจัง?

ไวยากรณ์

How'd you get so strong?: get so + adjective เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลง

ในที่นี้ get หมายถึง “กลายเป็น” ในวลี get so strong คำว่า get ตามด้วยคำคุณศัพท์ strong และ so ช่วยเน้นระดับของคำคุณศัพท์นั้น กล่าวคือ บุคคลนั้นเปลี่ยนไปจนอยู่ในสภาพที่แข็งแรงอย่างน่าประหลาดใจ How'd เป็นรูปย่อของ How did โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ How did + subject + get + so + adjective? ใช้ถามว่ากระบวนการหรือสาเหตุใดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพที่เห็นได้ชัด

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้าง get so + adjective เพื่อสื่อว่า “เงียบลงขนาดนี้”: How did the room ____?

ดูคำตอบ

get so quiet

Can I interest

5:47

สนใจรับ

you in a potion?

5:48

น้ำยาสักขวดไหมคะ?