เพิ่มคลังคำศัพท์ของคุณแบบทวีคูณด้วยคำอุปสรรค - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
242 คำ 147 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: บทเรียนสั้นนี้อธิบายว่าคำนำหน้าที่เติมไว้ต้นคำเปลี่ยนความหมายและช่วยให้เข้าใจคำศัพท์ได้มากขึ้นอย่างไร โดยใช้ตัวอย่างเกี่ยวกับการปฏิเสธ ความหมายตรงข้าม หน่วยวัด ระดับ และจำนวน เพื่อให้เห็นวิธีวิเคราะห์คำที่ไม่คุ้นเคยจากส่วนประกอบของคำ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. One great way to increase your vocabulary, — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เรียนรู้การใช้วลีเปิดเรื่องที่เป็นธรรมชาตินี้เพื่อนำเสนอวิธีการหรือคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงในบทเรียน วิดีโอสอน การนำเสนอ หรือบทความอธิบาย โดยไม่เริ่มต้นอย่างห้วนด้วยคำสั่งโดยตรง 2. Im, begins with an m or a p, impossible, immeasurable. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: สังเกตว่า im- เป็นคำนำหน้าแสดงความหมายเชิงปฏิเสธที่ใช้หน้าคำบางคำซึ่งขึ้นต้นด้วย m หรือ p และใช้รูปแบบการสะกดนี้อธิบายได้ว่าเหตุใดจึงพบ impossible และ immeasurable แทนรูปที่คาดว่าจะสร้างด้วย un- 3. Bi, bilingual, trilingual. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: เข้าใจว่า bi- หมายถึงสอง ส่วน tri- หมายถึงสาม แล้วใช้คำนำหน้าบอกจำนวนเหล่านี้ตีความคำเกี่ยวกับความสามารถทางภาษา รวมถึงแยกความแตกต่างระหว่างการพูดได้สองภาษากับการพูดได้สามภาษา

คำอธิบายในบทเรียนนี้

This dress is really uncomfortable. วลี

0:00

ชุดนี้ใส่ไม่สบายเลยจริงๆ

วลี

really uncomfortable: ใช้ really เพื่อเน้นระดับของคำคุณศัพท์

ในที่นี้ really วางหน้าคำคุณศัพท์ uncomfortable เพื่อเน้นความหมายให้แรงขึ้น กล่าวคือ ชุดนี้ใส่ไม่สบายมาก ในประโยคนี้ really ไม่ได้หมายถึง “ในแบบที่เป็นของจริง” รูป really + คำคุณศัพท์ พบได้บ่อยในภาษาพูดประจำวัน เมื่อต้องการเน้นคำบรรยายหรือความคิดเห็นให้ชัดขึ้น

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ “The chair is really uncomfortable.” คำว่า really ทำหน้าที่อะไร?

  1. เน้นระดับความหมายของ uncomfortable ให้แรงขึ้น
  2. เปลี่ยน uncomfortable ให้เป็นคำนาม
  3. บอกว่าเก้าอี้ไม่ใช่ของปลอม
ดูคำตอบ

เน้นระดับความหมายของ uncomfortable ให้แรงขึ้น

One great way to increase your vocabulary, วลี

0:07

วิธีที่ดีเยี่ยมวิธีหนึ่งในการเพิ่มคำศัพท์ของคุณ

particularly if you're talking about negatives or opposites, ลำดับความ

0:10

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณกำลังพูดถึงรูปปฏิเสธหรือคำตรงข้าม

ลำดับความ

particularly if: เน้นเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเป็นพิเศษ

particularly if ใช้บอกเงื่อนไขที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวทำให้คำแนะนำที่กว้างกว่ามาเจาะจงที่กรณีการพูดถึงความหมายเชิงปฏิเสธหรือความหมายตรงข้าม ใจความหลักยังอาจใช้ได้ในสถานการณ์อื่น วลีนี้เพียงบอกว่าใจความนั้นเกี่ยวข้องเป็นพิเศษเมื่อเงื่อนไขในอนุประโยค if เป็นจริง จึงช่วยจัดข้อมูลจากประเด็นทั่วไปไปสู่กรณีพิเศษที่สำคัญกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมาย particularly if: The checklist is helpful, ____ you're packing for a long trip.

ดูคำตอบ

particularly if

is to use a prefix. การใช้คำ

0:14

ก็คือการใช้คำอุปสรรค

วลี

One great way to increase your vocabulary: แนะนำวิธีหนึ่ง

One great way to increase your vocabulary ใช้เกริ่นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งในการไปถึงเป้าหมาย โครงสร้างคือ one great way to + คำกริยารูปพื้นฐาน โดย to increase ระบุเป้าหมาย One บอกว่านี่เป็นเพียงหนึ่งในหลายวิธีที่ดี ไม่ใช่วิธีเดียว ประโยคเต็มมักต่อด้วย is to + คำกริยารูปพื้นฐานเพื่อบอกวิธีที่ใช้: One great way to do X is to do Y.

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง One great way to + คำกริยารูปพื้นฐาน: One great way ____ your spelling is to check your work.

ดูคำตอบ

to improve

การใช้คำ

prefix: ส่วนที่มีความหมายและอยู่หน้าคำหรือรากคำ

prefix หรือคำอุปสรรค คือส่วนประกอบคำที่มีความหมายและเติมไว้หน้าคำหรือรากคำ ส่วนนี้อาจเปลี่ยนความหมายหรือช่วยสร้างคำใหม่ได้ เช่น un- รวมกับ happy เป็น unhappy กลุ่มตัวอักษรทุกกลุ่มที่อยู่ต้นคำไม่ได้เป็น prefix เสมอไป ตัวอักษรเหล่านั้นต้องทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบคำที่แยกได้ และมีความหมายหรือหน้าที่ทางไวยากรณ์

แบบฝึกหัด

เติมศัพท์เฉพาะที่หมายถึงส่วนที่เติมไว้หน้าคำหรือรากคำ: In unhappy, un- is a ____.

ดูคำตอบ

prefix

This is when you take your stem การใช้คำ

0:15

มันคือการที่คุณนำรากศัพท์ของคุณมา

การใช้คำ

stem: รูปคำฐานที่ใช้สร้างคำ

ในที่นี้ stem เป็นคำที่ใช้ในการสร้างคำ หมายถึงรูปคำที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นก่อนเติมคำนำหน้าหรือคำต่อท้าย ในคำว่า uncomfortable เรามอง comfortable เป็น stem ก่อนเติม un- ได้ ในบริบทอื่น stem อาจหมายถึงลำต้นหลักของพืช แต่ตรงนี้กำลังพูดถึงตัวอักษรและคำนำหน้า จึงเป็นความหมายด้านการสร้างคำ

แบบฝึกหัด

ในคำว่า replay ถ้า re- เป็นคำนำหน้า ส่วนใดคือ stem?

  1. replay
  2. play
  3. re-
ดูคำตอบ

play

and then you add a group of small letters to the beginning of the word. วลี

0:17

แล้วเติมกลุ่มตัวอักษรเล็กๆ ไว้ที่จุดเริ่มต้นของคำ

วลี

add ... to the beginning of the word: เติมอะไรและเติมไว้ที่ไหน

ในโครงสร้าง add A to B นั้น A คือสิ่งที่เติม ส่วน B คือสถานที่หรือสิ่งที่รับสิ่งนั้น ในประโยคนี้ a group of small letters คือ A และ the beginning of the word คือ B the beginning of the word หมายถึงตำแหน่งแรกของคำนั้น ไม่ใช่ต้นประโยค ตัวอักษรเหล่านี้จะอยู่หน้าส่วนที่เหลือของคำ ซึ่งเป็นตำแหน่งของคำนำหน้า

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่ถูกต้องในคำสั่งสร้างคำนี้: Add un- ____ the beginning of happy to make unhappy.

ดูคำตอบ

to

Some of these you will already be familiar with, วลี

0:22

บางคำคุณอาจจะคุ้นเคยอยู่แล้ว

วลี

be familiar with: รู้จักสิ่งหนึ่งอยู่แล้ว

be familiar with + คำนามหรือคำสรรพนาม หมายถึงรู้จักสิ่งหนึ่งเพราะเคยเห็น เคยใช้ หรือเคยเรียนมาก่อน ในที่นี้ these หมายถึงคำอุปสรรคที่จะกล่าวถึงต่อไป ผู้พูดคิดว่าผู้ฟังน่าจะรู้จักบางคำอยู่แล้ว ลำดับคำที่พบได้ทั่วไปกว่าคือ You will already be familiar with some of these. ประโยคเดิมนำ some of these มาวางต้นประโยคเป็นหัวเรื่อง จึงเหลือ with ไว้ท้ายประโยค แต่ with ก็ยังเป็นส่วนที่จำเป็นของรูปแบบนี้

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่จำเป็นในประโยค: Maya has used the app many times, so she is familiar ____ it.

ดูคำตอบ

with

like pre and post. การใช้คำ

0:24

เช่น pre และ post

การใช้คำ

pre- และ post-: ก่อนและหลัง

เมื่อเป็นคำอุปสรรค pre- หมายถึงก่อน และ post- หมายถึงหลัง ทั้งสองคำเติมหน้าคำหลักเพื่อบอกว่าสิ่งหนึ่งอยู่ก่อนหรือหลังเหตุการณ์หรือช่วงที่คำนั้นกล่าวถึง เช่น pre-match talk คือการพูดคุยก่อนการแข่งขัน ส่วน post-match interview คือการสัมภาษณ์หลังการแข่งขัน ในคำบรรยาย pre และ post ถูกกล่าวถึงในฐานะชื่อคำอุปสรรค การเขียนเป็น pre- และ post- พร้อมยัติภังค์แสดงว่าโดยปกติจะมีคำหรือส่วนของคำอื่นตามหลัง

แบบฝึกหัด

วลีใดหมายถึงแบบสำรวจที่ทำหลังจากหลักสูตรจบลง

  1. a post-course survey
  2. a pre-course survey
  3. a course survey
ดูคำตอบ

a post-course survey

Make sure you do your pre-lesson activities before the class การใช้คำ

0:27

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณทำกิจกรรม pre-lesson ก่อนเริ่มเรียน

and your post-lesson activities after the class.

0:30

และกิจกรรม post-lesson ของคุณหลังเลิกเรียน

การใช้คำ

pre-lesson activities ... post-lesson activities: ก่อนและหลังบทเรียน

ในประโยคนี้ pre-lesson และ post-lesson เป็นคำขยายแบบประสมที่วางหน้า activities โดย pre- หมายถึง “ก่อน” ดังนั้น pre-lesson activities คือกิจกรรมก่อนบทเรียน ส่วน post- หมายถึง “หลัง” ดังนั้น post-lesson activities คือกิจกรรมหลังบทเรียน เครื่องหมายยัติภังค์เชื่อมคำนำหน้าแต่ละคำเข้ากับ lesson และทั้งกลุ่มใช้บอกช่วงเวลาของ activities คำเหล่านี้ไม่ใช่ชื่อบทเรียนสองประเภทที่ต่างกัน

แบบฝึกหัด

เติมคำด้วยคำกำกับงานแบบมีเครื่องหมายยัติภังค์ pre-lesson และ post-lesson: Before class, complete the ____ worksheet; after class, finish the ____ reflection.

ดูคำตอบ

pre-lesson · post-lesson

Another common one that you may have heard in your English practice is -ir, น้ำเสียง/เจตนา

0:33

อีกคำหนึ่งที่พบบ่อยที่คุณอาจเคยได้ยินจากการฝึกภาษาอังกฤษคือ ir

น้ำเสียง/เจตนา

you may have heard: การคาดเดาอย่างนุ่มนวลเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ผ่านมา

You may have heard หมายความว่า เป็นไปได้ว่าคุณเคยได้ยินหรือพบสิ่งนั้นมาก่อน may แสดงความไม่แน่ใจ ส่วน have heard มองย้อนถึงประสบการณ์ที่อาจเกิดขึ้นก่อนเวลาปัจจุบัน ผู้พูดไม่ได้ยืนยันว่าผู้ฟังรู้เรื่องนั้นอย่างแน่นอน นี่เป็นวิธีพูดอย่างนุ่มนวลเพื่อเชื่อมข้อมูลใหม่กับสิ่งที่ผู้ฟังอาจคุ้นเคยอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

คุณไม่แน่ใจว่าผู้ฟังรู้จักคำศัพท์คำหนึ่งหรือไม่ ประโยคใดเป็นการคาดเดาที่นุ่มนวลและไม่แน่ใจมากที่สุด

  1. You have heard this term before.
  2. You may have heard this term before.
  3. You must have heard this term before.
ดูคำตอบ

You may have heard this term before.

like regular and irregular verbs, การใช้คำ

0:37

เช่น กริยา regular (ปกติ) และ irregular (อปกติ)

verbs that are not regular.

0:40

คำกริยาที่ไม่ปกติ

การใช้คำ

regular and irregular verbs: คำเติมหน้าปฏิเสธ ir-

คำกริยาปกติสร้างรูปต่าง ๆ เช่น รูปอดีตตามแบบแผนทั่วไป ซึ่งมักเป็นการเติม -ed ส่วนคำกริยาไม่ปกติไม่ได้ทำตามแบบแผนนั้นทั้งหมด ในประโยคนี้ verbs that are not regular เป็นเพียงคำอธิบายของ irregular verbs ในคำว่า irregular นั้น ir- เป็นคำเติมหน้าที่ให้ความหมายปฏิเสธว่า “ไม่” โดยเป็นรูปของ in- ที่ใช้หน้า r ดังนั้น regular จึงกลายเป็น irregular และเขียนด้วย rr

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วย regular หรือ irregular: The past tense of go is went, so go is an ____ verb.

ดูคำตอบ

irregular

We all know them,

0:42

เราทุกคนรู้จักมันดี

we all don't like them. น้ำเสียง/เจตนา

0:43

แต่เราทุกคนต่างก็ไม่ชอบมัน

น้ำเสียง/เจตนา

we all don't like them: มุกเกี่ยวกับกลุ่มและขอบเขตคำปฏิเสธที่ไม่ชัดเจน

คำสรรพนาม them ย้อนกลับไปหมายถึงคำกริยาไม่ปกติ ในที่นี้ we all don't like them เป็นมุกเบา ๆ ในชั้นเรียน ผู้พูดนำเสนอความไม่ชอบคำกริยาไม่ปกติว่าเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนในกลุ่มมีร่วมกัน ลำดับ all don't อาจทำให้ไม่ชัดว่า not ปฏิเสธส่วนใด ความหมายที่ต้องการในที่นี้คือ “พวกเราทุกคนไม่ชอบพวกมัน” แต่เมื่อต้องการความแม่นยำ ควรใช้ถ้อยคำที่แยก “ไม่มีใครชอบ” ออกจาก “ไม่ใช่ทุกคนที่ชอบ” อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: ในแบบสำรวจของโรงเรียน We all don't support the plan เป็นวิธีที่ชัดเจนที่สุดในการบอกว่าไม่มีใครสนับสนุนแผนนี้

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

Another one would be un, วลี

0:44

อีกคำก็คือ un

วลี

ใช้ Another one would be ... เพื่อเพิ่มอีกหนึ่งตัวอย่าง

Another one would be ... ใช้เพิ่มอีกหนึ่งรายการจากหมวดหรือรายการที่ผู้ฟังรู้อยู่แล้ว ในที่นี้ one หมายถึงคำนำหน้าอีกคำหนึ่ง และ un คือสิ่งที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ในโครงสร้างการไล่รายการนี้ would be ไม่ได้บอกผลลัพธ์ที่สมมติขึ้น แต่ช่วยให้การยกตัวอย่างถัดไปฟังดูเหมือนการเสนออย่างนุ่มนวล ไม่ใช่การประกาศแบบแข็ง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ Another one would be + คำนามหรือกลุ่มคำนาม

แบบฝึกหัด

คุณกำลังไล่รายการวิธีทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง ประโยคใดเพิ่มอีกหนึ่งกิจกรรมได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Another would one be riding a bike.
  2. Another one would be riding a bike.
  3. Another one would riding a bike.
ดูคำตอบ

Another one would be riding a bike.

comfortable, การใช้คำ

0:46

comfortable (สบาย)

uncomfortable.

0:48

uncomfortable (ไม่สบาย)

การใช้คำ

comfortable ... uncomfortable: การเติมคำนำหน้า un-

Uncomfortable เกิดจากการเติมคำนำหน้า un- หน้า comfortable ในที่นี้ un- เพิ่มความหมายเชิงปฏิเสธหรือตรงกันข้ามให้คำคุณศัพท์ โดย comfortable หมายถึงสิ่งที่ให้ความรู้สึกสบายหรือไม่ทำให้ไม่สบายกาย ส่วน uncomfortable หมายถึงไม่สบาย รูปแบบนี้ช่วยให้เข้าใจคำอย่าง unhappy หรือ unknown ได้ แต่ไม่สามารถเติม un- หน้าคำคุณศัพท์ทุกคำได้ตามใจ ต้องเรียนรู้คำที่เกิดขึ้นแต่ละคำในฐานะคำภาษาอังกฤษที่มีใช้จริง

แบบฝึกหัด

เติมคำนำหน้า un- หน้า comfortable เพื่อทำให้ประโยคสมบูรณ์: This hard chair is ____.

ดูคำตอบ

uncomfortable

This dress is really uncomfortable.

0:49

ชุดนี้ใส่ไม่สบายเลยจริงๆ

Some last common prefixes that you might not have heard of, วลี

0:51

คำอุปสรรคที่พบบ่อยตัวสุดท้ายที่คุณอาจจะไม่เคยได้ยิน

but are useful,

0:55

แต่มันมีประโยชน์มาก

วลี

might not have heard of: อาจไม่รู้ว่ามีอยู่

ในประโยคนี้ might not have heard of หมายถึง “อาจไม่รู้ว่าคำนำหน้าเหล่านี้มีอยู่ หรืออาจไม่คุ้นกับชื่อของมัน” hear of เน้นการรู้ว่าบางคนหรือบางสิ่งมีอยู่ ไม่ใช่การได้ยินเสียงจริง ๆ โครงสร้าง might not have + กริยาช่อง 3 ใช้คาดเดาอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ผ่านมา ในที่นี้ heard เป็นกริยาช่อง 3 ของ hear และ might ช่วยให้ผู้พูดไม่ฟันธงว่าผู้ฟังไม่รู้จักคำนำหน้าเหล่านี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “รู้ว่ามีอยู่”: You might not have ____ this small island.

ดูคำตอบ

heard of

are mis,

0:57

คือ mis

so to misplace something or misspell something, การใช้คำ

0:58

เช่น misplace (วางผิดที่) หรือ misspell (สะกดผิด)

to do it incorrectly.

1:03

ซึ่งหมายถึงการทำอย่างไม่ถูกต้อง

การใช้คำ

misplace something ... misspell something: mis- หมายถึงทำอย่างไม่ถูกต้อง

คำนำหน้า mis- มักเพิ่มความหมายว่าทำการกระทำนั้นผิด misplace something หมายถึงวางสิ่งของไว้ผิดที่ ซึ่งมักทำให้หาไม่เจอ ส่วน misspell something หมายถึงเขียนคำหรือชื่อด้วยตัวอักษรที่ผิด something คือตำแหน่งของกรรม ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำกริยาทั้งสอง เมื่อนำไปใช้ให้แทนด้วยสิ่งจริง เช่น misplace my keys หรือ misspell a name ในคำว่า misspell นั้น mis- เป็นคำนำหน้าที่เติมหน้า spell ไม่ใช่คำกริยา miss ที่แยกออกมาต่างหาก

แบบฝึกหัด

ใช้คำกริยาที่ขึ้นต้นด้วย mis- สองคำจากบทเรียน If you put your keys somewhere and cannot find them, you ____ them; if you write a word with the wrong letters, you ____ it.

ดูคำตอบ

misplace · misspell

Dis, to disengage. การใช้คำ

1:04

Dis เช่น disengage (แยกออก)

การใช้คำ

dis- ใน disengage: ถอนตัวจากการมีส่วนร่วม

คำนำหน้า dis- อาจสื่อถึงการแยก การย้อนกลับ หรือความหมายเชิงปฏิเสธ ใน disengage มันช่วยสร้างความหมายว่า “ออกจากการสัมผัสหรือการมีส่วนร่วม” คือ คนอาจหยุดเข้าร่วม และชิ้นส่วนที่เชื่อมกันอาจแยกออกได้ หน้าที่ที่แน่นอนของ dis- เปลี่ยนไปตามแต่ละคำ จึงควรเรียนรู้ความหมายของทั้งคำแทนที่จะมองว่า dis- มีความหมายตายตัวเพียงอย่างเดียว เช่น disagree, disconnect และ dislike ไม่ได้ใช้ dis- ในลักษณะเดียวกันทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย: When the debate became personal, Lena chose to ____ the discussion and take a break.

ดูคำตอบ

disengage from

Don't disengage with my mini English lesson.

1:07

อย่าเพิ่ง disengage ไปจากบทเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ ของฉันนะ

Pay attention, น้ำเสียง/เจตนา

1:10

ตั้งใจฟัง

น้ำเสียง/เจตนา

Pay attention: บอกให้ตั้งใจโดยตรง

Pay attention เป็นประโยคคำสั่งที่บอกให้อีกฝ่ายตั้งใจหรือมีสมาธิโดยตรง ในที่นี้ pay ไม่ได้เกี่ยวกับการจ่ายเงิน Pay attention เป็นสำนวนตายตัว และ attention ไม่ใช้คำนำหน้านามในสำนวนนี้ เมื่อต้องการระบุสิ่งที่ควรสนใจ ให้ใช้ pay attention to + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing เช่น Pay attention to the instructions.

แบบฝึกหัด

เติมคำเตือนด้วยสำนวนเป้าหมาย: During the experiment, please ____ to the colour change.

ดูคำตอบ

pay attention

it will be over soon, วลี

1:11

มันใกล้จะจบแล้ว

วลี

will be over soon: จะสิ้นสุดลงในไม่ช้า

ใน will be over soon คำว่า be over หมายถึง “สิ้นสุดแล้ว” หรือ “เสร็จแล้ว” ในที่นี้ over บอกสภาพหลังจากเหตุการณ์หนึ่งจบลง ไม่ได้หมายถึง “อยู่ข้างบน” will ทำให้สภาพที่จบแล้วนั้นอยู่ในอนาคต ส่วน soon บอกว่าเวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว ทั้งวลีมักใช้เพื่อปลอบใจว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นหรือประสบการณ์ที่ลำบากจะไม่ดำเนินต่อไปอีกนาน

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายเพื่อให้ประโยคปลอบใจว่าการทดสอบใกล้จะจบแล้วสมบูรณ์: Keep going—the test ____.

ดูคำตอบ

will be over soon

and it's really useful.

1:12

และมันก็มีประโยชน์จริงๆ

Im, we add this to a word การใช้คำ

1:14

Im เราเติมคำนี้ลงในคำ

that begins with an m or a p,

1:15

ที่ขึ้นต้นด้วย m หรือ p

like impossible, immeasurable.

1:19

เช่น impossible (เป็นไปไม่ได้), immeasurable (นับไม่ถ้วน)

การใช้คำ

im- หน้า m หรือ p: impossible และ immeasurable

im- ในที่นี้เป็นคำนำหน้าที่แสดงความหมายปฏิเสธ ไม่ใช่รูปย่อ I'm โดยจะเติมไว้หน้าคำฐานและรวมกันเป็นคำเดียว การสะกด im- เป็นรูปหนึ่งของคำนำหน้าปฏิเสธ in- ในคำมาตรฐานที่มีคำฐานขึ้นต้นด้วย m หรือ p จะพบรูปอย่าง possible → impossible และ measurable → immeasurable คำว่า impossible หมายถึง “เป็นไปไม่ได้” ส่วน immeasurable หมายถึง “ไม่สามารถวัดได้” หรือ “มากจนวัดไม่ได้”

แบบฝึกหัด

คำใดเป็นรูปปฏิเสธมาตรฐานของ possible?

  1. inpossible
  2. impossible
  3. unpossible
ดูคำตอบ

impossible

And we are changing our words from a positive meaning ไวยากรณ์

1:22

และเรากำลังเปลี่ยนคำจากความหมายเชิงบวก

to a negative meaning.

1:25

ไปสู่ความหมายเชิงลบ

ไวยากรณ์

from a positive meaning to a negative meaning: โครงสร้าง from A to B

from A to B บอกจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการเปลี่ยนแปลง ในที่นี้ positive meaning คือประเภทของความหมายตอนเริ่มต้น และ negative meaning คือผลหลังการเปลี่ยนแปลง ในประโยคนี้ positive และ negative บอกทิศทางการเปลี่ยนแปลงของความหมายคำ โดยความหมายเดิมหรือความหมายที่ไม่เป็นเชิงลบเปลี่ยนเป็นความหมายเชิงลบ ทั้งสองคำไม่ได้หมายถึงแค่อารมณ์สุขและเศร้า โครงสร้างเดียวกันนี้ยังใช้บอกการเปลี่ยนแปลงของสภาพ จำนวน สถานที่ หรือความคิดเห็นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง from ... to ...: The screen changed ____ blue ____ black.

ดูคำตอบ

from · to

These are prefixes,

1:26

สิ่งเหล่านี้คือคำอุปสรรค

and there are so many more. ลำดับความ

1:28

และยังมีอีกมากมาย

ลำดับความ

there are so many more: ขยายรายการที่ยังไม่ครบ

หลังจากยกตัวอย่างเป็นรายการสั้น ๆ วลี there are so many more บอกผู้ฟังว่าสิ่งที่เอ่ยถึงไปแล้วเป็นเพียงตัวอย่าง และรายการยังสามารถมีต่อได้ วลีนี้ขยายข้อมูลจากตัวอย่างที่รู้แล้วไปยังกลุ่มที่ใหญ่กว่า ในที่นี้ more ใช้แทน more prefixes จึงไม่ต้องพูด prefixes ซ้ำ คำกริยาพหูพจน์ are และคำบอกปริมาณ many ยังคงสอดคล้องกับคำนามพหูพจน์ที่นับได้ซึ่งเข้าใจได้จากบริบท

แบบฝึกหัด

ผู้พูดเอ่ยชื่อเกมสามเกมและต้องการบอกว่ายังมีเกมอื่นอีกมากที่ไม่ได้อยู่ในรายการ ประโยคใดต่อความคิดนี้ได้ดีที่สุด

  1. Those are all the games.
  2. There are so many more.
  3. There is only one more game.
ดูคำตอบ

There are so many more.

Over, under, การใช้คำ

1:30

Over, under

like overachiever, underachiever.

1:30

เช่น overachiever (ผู้ที่ทำผลงานได้เกินคาด), underachiever (ผู้ที่ทำผลงานได้ต่ำกว่าเกณฑ์)

การใช้คำ

over- และ under- ใน overachiever และ underachiever

ในที่นี้ over- และ under- เป็นคำอุปสรรคที่ใช้สร้างคำ ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งจริงว่า “อยู่ด้านบน” หรือ “อยู่ด้านล่าง” over- ชี้ไปทางระดับที่เกินกว่าปกติหรือที่คาดไว้ ส่วน under- ชี้ไปทางระดับที่ต่ำกว่านั้น overachiever คือคนที่ทำผลงานหรือประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย ส่วน underachiever คือคนที่มีความสามารถจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ผลงานจริงต่ำกว่าที่คนคาดไว้ แนวคิดเรื่องทิศทางแบบเดียวกันนี้พบได้ในคำอย่าง overwork และ underestimate

แบบฝึกหัด

นักเรียนคนหนึ่งมีความสามารถมาก แต่ผลงานของเขาต่ำกว่าที่ครูคาดหวังอยู่เสมอ คำใดสื่อความหมายนี้ได้ดีที่สุด

  1. underachiever
  2. achiever
  3. overachiever
ดูคำตอบ

underachiever

Kilo, if we want to talk about kilogram, kilometer. การใช้คำ

1:33

Kilo ถ้าเราต้องการจะพูดถึง kilogram (กิโลกรัม), kilometer (กิโลเมตร)

การใช้คำ

kilo- ใน kilogram และ kilometer

kilo- เป็นคำอุปสรรคในระบบเมตริกที่หมายถึงหนึ่งพัน โดยเขียนติดกับชื่อหน่วยโดยตรง เช่น หนึ่ง kilogram เท่ากับ 1,000 grams และหนึ่ง kilometer เท่ากับ 1,000 meters ให้ดูหน่วยพื้นฐานที่อยู่หลัง kilo- เพื่อรู้ว่ากำลังวัดอะไร gram เป็นหน่วยมวล ส่วน meter เป็นหน่วยความยาว ในที่นี้กำลังสอน kilo ในฐานะคำอุปสรรค แม้ว่าในภาษาพูดทั่วไปจะใช้ kilo เดี่ยว ๆ ได้ด้วย

แบบฝึกหัด

หน่วยใดเท่ากับ 1,000 meters

  1. one kilometer
  2. one gram
  3. one kilogram
ดูคำตอบ

one kilometer

Bi, I am bilingual, การใช้คำ

1:37

Bi ฉันเป็น bilingual (พูดสองภาษา)

you could be trilingual.

1:39

คุณอาจจะเป็น trilingual (พูดสามภาษา) ก็ได้

การใช้คำ

bi- และ tri- ใน bilingual และ trilingual

ในตัวอย่างนี้ Bi เป็นชื่อเรียกคำนำหน้า bi- ซึ่งหมายถึง “สอง” ส่วน -lingual เกี่ยวข้องกับภาษา ดังนั้น bilingual จึงหมายถึงสามารถใช้ได้สองภาษา คำนำหน้า tri- หมายถึง “สาม” ดังนั้น trilingual จึงหมายถึงสามารถใช้ได้สามภาษา คำนำหน้าเหล่านี้ยังช่วยให้เดาจำนวนในคำอื่น ๆ ได้ด้วย

แบบฝึกหัด

Maya ใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาสเปน และภาษาเวลส์เป็นประจำ ประโยคใดอธิบายเธอได้ตรงที่สุด

  1. Maya speaks one language.
  2. Maya is trilingual.
  3. Maya is bilingual.
ดูคำตอบ

Maya is trilingual.

There are so many prefixes

1:40

มีคำอุปสรรคมากมาย

that can help you to increase your vocabulary.

1:43

ที่สามารถช่วยคุณในการเพิ่มพูนคำศัพท์ได้

Try them out. กริยาวลี

1:46

ลองนำไปใช้ดูนะ

กริยาวลี

Try them out: ความหมายและตำแหน่งของคำสรรพนาม

Try them out หมายถึงให้นำสิ่งเหล่านั้นไปใช้หรือทดสอบจริง เพื่อดูว่าทำงานอย่างไรหรือมีประโยชน์ไหม ในที่นี้ประโยคคำสั่งใช้ชวนผู้ฟังให้ลองแนวคิดหรือวิธีที่กล่าวถึงก่อนหน้า ใน try out คำว่า out ช่วยสร้างความหมายของกริยาวลีว่า “ทดสอบด้วยการใช้งานจริง”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคคำสั่งด้วยคำภาษาอังกฤษสามคำพอดี โดยใช้ try out และคำสรรพนาม them: These headphones look comfortable. ____ before you buy them.

ดูคำตอบ

Try them out

I'm out. น้ำเสียง/เจตนา

1:46

ฉันไปล่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

I'm out. — สำนวนกันเองสำหรับการขอตัวหรือจบคำพูด

ในที่นี้ I'm out. เป็นคำพูดสั้น ๆ แบบกันเองที่บอกว่าผู้พูดกำลังจะไปหรือพูดส่วนของตัวเองจบแล้ว มีความหมายประมาณว่า “ฉันไปก่อนนะ” หรือ “ฉันจบแค่นี้” ไม่ได้บอกว่าผู้พูดอยู่ข้างนอก ความหมายที่แน่นอนขึ้นอยู่กับบริบท และยังใช้บอกได้ว่า “ฉันไม่ร่วม” หรือ “ฉันขอถอนตัวจากกิจกรรมนี้” ในคลิปนี้ใช้เพื่อปิดท้ายคำพูด และการพูดคำว่า out ซ้ำจากประโยคก่อนหน้าก็ทำให้ตอนจบสั้น กระชับ และขี้เล่นเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

เพื่อนกำลังจบบทสนทนาแบบกันเองและเตรียมตัวไป ประโยคใดมีความหมายตามธรรมชาติว่า “ฉันไปแล้วนะ”

  1. I'm outside. See you tomorrow.
  2. I'm in. See you tomorrow.
  3. I'm out. See you tomorrow.
ดูคำตอบ

I'm out. See you tomorrow.