20 สัญญาณที่บอกว่าคุณมีความเป็นผู้ใหญ่ทางอารมณ์: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
1,131 คำ 161 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: สัญญาณยี่สิบประการของวุฒิภาวะทางอารมณ์ ตั้งแต่การมองผู้อื่นอย่างเมตตาไปจนถึงการยอมรับความไม่สมบูรณ์ คำวิจารณ์ มุมมองใหม่ และความเปราะบาง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. comes down to — กริยาวลี: ชี้สาเหตุพื้นฐาน ไม่ใช่การเคลื่อนลง และช่วยสรุปว่าปฏิกิริยาซับซ้อนเกิดเพราะอะไร 2. a bit of a pain — สำนวนและระดับภาษา: วิธีพูดอย่างลดความแรงว่าคนหนึ่งน่ารำคาญ โดย a bit ทำให้คำวิจารณ์ตรงแต่ไม่แข็งเกินไป 3. a predisposition to exaggerate — คำศัพท์และระดับภาษา: เรียกแนวโน้มเดิมที่จะพูดเกินจริงแบบเป็นทางการ ไม่ใช่ผลที่แน่นอน และอธิบายว่าอดีตอาจทำให้ปฏิกิริยาภายหลังเอนเอียงอย่างไร

คำอธิบายในบทเรียนนี้

20 signs that you are emotionally mature.

0:04

20 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณมีวุฒิภาวะทางอารมณ์

You realize that most of the bad behavior of other people

0:09

คุณตระหนักว่า พฤติกรรมแย่ ๆ ส่วนใหญ่ของคนอื่น

really comes down to fear and anxiety กริยาวลี

0:12

แท้จริงแล้วมีต้นตอมาจากความกลัวและความวิตกกังวล

rather than,

0:15

มากกว่าจะเป็น

as it's generally easier to presume,

0:16

อย่างที่เรามักด่วนสรุปได้ง่ายกว่าว่า

nastiness or idiocy.

0:18

ความใจร้ายหรือความโง่เขลา

กริยาวลี

comes down to: ระบุสาเหตุเบื้องหลัง

ในประโยคนี้ comes down to หมายถึงสิ่งหนึ่งสามารถอธิบายได้ในท้ายที่สุดด้วยสาเหตุพื้นฐานบางอย่าง วลีนี้ย่อรูปแบบพฤติกรรมที่ไม่ดีอันซับซ้อนให้เหลือปัจจัยเบื้องหลังคือความกลัวและความวิตกกังวล โดย down ไม่ได้บอกถึงการเคลื่อนที่ลงด้านล่าง โครงสร้าง X comes down to Y นำเสนอ Y ว่าเป็นเหตุผลสำคัญ ประเด็นแกนกลาง หรือปัจจัยตัดสิน หลังจากตัดรายละเอียดที่สำคัญน้อยกว่าออกแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้: For this team, the final choice ____ whether the plan is affordable.

ดูคำตอบ

comes down to

You loosen your hold on self-righteousness สำนวน

0:21

คุณคลายความยึดติดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้องชอบธรรม

and stop thinking of the world

0:24

และเลิกคิดว่าโลกนี้

as populated by either monsters or fools.

0:25

มีแต่คนเลวร้ายราวปีศาจหรือคนโง่เขลา

สำนวน

loosen your hold on self-righteousness: ลดความยึดติด

Loosen your hold on เปรียบเทียบทัศนคติว่าเป็นสิ่งที่ถือไว้ในมือ ในที่นี้หมายถึงการลดความยึดมั่นใน self-righteousness ซึ่งคือความแน่ใจว่าตนเองถูกต้องทางศีลธรรมและมีสิทธิ์ตัดสินผู้อื่น Loosen บอกถึงการลดระดับ ไม่จำเป็นต้องปล่อยอย่างสิ้นเชิง โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ loosen your hold on + ความเชื่อ นิสัย หรือความต้องการ ซึ่งสื่อถึงการค่อย ๆ ลดอำนาจของสิ่งนั้นที่มีต่อความคิดหรือพฤติกรรม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า Maya ยึดติดกับความเชื่อนั้นน้อยลง โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งมันอย่างสิ้นเชิง

  1. Maya loosened her hold on the belief that she must always be right.
  2. Maya lost her hold on the belief that she must always be right.
  3. Maya let go of the belief that she must always be right.
ดูคำตอบ

Maya loosened her hold on the belief that she must always be right.

It makes things less black and white at first, สำนวน

0:29

ในตอนแรก การทำเช่นนี้ทำให้สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้แบ่งเป็นขาวกับดำชัดเจนนัก

but in time a great deal more interesting.

0:32

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งต่าง ๆ กลับน่าสนใจขึ้นมาก

สำนวน

less black and white: ก้าวพ้นการตัดสินแบบสองขั้ว

“Black and white” ในที่นี้เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการตัดสินประเด็นหนึ่งราวกับว่ามีเพียงสองประเภทที่เด็ดขาด เช่น ถูกหรือผิด ดีหรือเลว โดยไม่มีพื้นที่ตรงกลาง “Less” ลดทอนการมองแบบง่ายเกินไปนี้ ผู้พูดกำลังบอกว่าการพิจารณาอย่างรอบคอบขึ้นทำให้สถานการณ์ไม่เป็นแบบสองขั้วมากนักและเปิดรับความซับซ้อนได้มากขึ้น ไม่ได้หมายถึงสี ภาพถ่าย ตัวหนังสือ หรือสีผิว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่แบ่งเป็นถูกหรือผิด”: After hearing both sides, the dispute seemed ____.

ดูคำตอบ

less black and white

You learn that what's in your head ไวยากรณ์

0:36

คุณเรียนรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในหัวของคุณ

can't automatically be understood by other people.

0:38

ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นจะเข้าใจได้เองโดยอัตโนมัติ

ไวยากรณ์

what's in your head can't automatically be understood: อนุประโยค what ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน

กลุ่มคำ “what's in your head” เป็นอนุประโยค what ที่หมายถึง “ความคิด ความรู้ หรือความรู้สึกในใจของคุณ” ในที่นี้ “what” ไม่ได้ใช้ตั้งคำถาม แต่มีความหมายโดยประมาณว่า “สิ่งที่” และอนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค ภาคแสดง “can't automatically be understood” อยู่ในรูปกรรมวาจก หมายความว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจเนื้อหาภายในนั้นเพียงเพราะคุณรู้มัน คุณต้องถ่ายทอดหรืออธิบายออกมา “Can't” ในที่นี้บอกว่าไม่มีการเข้าถึงโดยอัตโนมัติ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันเข้าใจได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนในบทเรียนที่หมายถึง “ความคิดที่คุณยังไม่ได้พูดออกมา”: ____ can't automatically be understood by your teammates.

ดูคำตอบ

What's in your head

You realize that,

0:41

คุณตระหนักว่า

unfortunately,

0:42

น่าเสียดายที่

you're going to have to articulate your intentions and feelings การใช้คำ

0:43

คุณจะต้องถ่ายทอดเจตนาและความรู้สึกของตัวเองออกมา

with the use of words

0:46

โดยใช้คำพูด

การใช้คำ

articulate your intentions and feelings: ถ่ายทอดเจตนาและความรู้สึกอย่างชัดเจน

ในที่นี้ articulate เป็นคำกริยาที่หมายถึงการถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นคำพูดอย่างชัดเจนและเป็นลำดับ กรรมของคำนี้คือ your intentions and feelings ผู้พูดกำลังขอให้บอกเจตนาและความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมาด้วยคำพูด ไม่ใช่เพียงออกเสียงคำให้ชัด โครงสร้าง articulate + ความคิด ความรู้สึก หรือข้อกังวล ใช้ได้เมื่อต้องทำให้ความคิดที่ซับซ้อนหรืออยู่ภายในใจเป็นสิ่งที่ผู้อื่นเข้าใจได้

แบบฝึกหัด

articulate your intentions and feelings ในตัวอย่างหมายความว่าอย่างไร

  1. ออกเสียงคำว่า intentions และ feelings อย่างระมัดระวังมาก
  2. เก็บเจตนาของคุณเป็นความลับขณะพูดถึงความรู้สึก
  3. ถ่ายทอดเจตนาและความรู้สึกของคุณอย่างชัดเจนและเป็นลำดับ
ดูคำตอบ

ถ่ายทอดเจตนาและความรู้สึกของคุณอย่างชัดเจนและเป็นลำดับ

and can't fairly blame other people

0:49

และคงไม่ยุติธรรมหากจะโทษคนอื่น

for not getting what you mean การใช้คำ

0:51

ที่ไม่เข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร

until you've spoken calmly and clearly.

0:53

ตราบใดที่คุณยังไม่ได้พูดอย่างใจเย็นและชัดเจน

การใช้คำ

getting what you mean: เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายตั้งใจสื่อ

ในที่นี้ getting หมายถึง “เข้าใจ” และ what you mean คือสารที่ตั้งใจสื่อซึ่งอยู่เบื้องหลังคำพูด ดังนั้น getting what you mean จึงอธิบายว่าคนอื่นเข้าใจประเด็นที่คุณตั้งใจสื่อได้สำเร็จ การใช้ในบทสนทนานี้เป็นโครงสร้าง get + ข้อความหรือเนื้อหา โดย get ใน I get the joke, Do you get my point? และ She didn't get what I meant ล้วนหมายถึง “เข้าใจ”

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: การพูดว่า I get what you mean หมายความว่าคุณเห็นด้วยกับผู้พูดเสมอ

  1. เท็จ
  2. จริง
ดูคำตอบ

เท็จ

You learn that, remarkably,

0:57

คุณได้เรียนรู้อย่างน่าประหลาดใจว่า

you do sometimes get things wrong. ไวยากรณ์

0:59

บางครั้งคุณเองก็ผิดพลาดได้เหมือนกัน

ไวยากรณ์

do ที่ใช้เน้นใน do sometimes get things wrong

ในประโยคบอกเล่านี้ do ใช้เพิ่มน้ำหนักให้ข้อความ กริยาหลักคือ get และ get things wrong หมายถึงทำผิดหรือเข้าใจผิด ส่วน do ไม่ได้หมายถึงการกระทำอีกอย่างหนึ่งและไม่ได้ใช้สร้างคำถาม การเน้นนี้ใช้ยืนยันหรือยอมรับประเด็นว่า แม้อาจมีคนคาดว่าปกติคุณจะเป็นฝ่ายถูก แต่ความจริงคือบางครั้งคุณก็ทำผิด การใช้ do เพื่อเน้นเหมาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการแก้ข้อสงสัย สร้างความขัดแย้งกับสิ่งที่คาดไว้ หรือแสดงความเห็นด้วยอย่างหนักแน่น

แบบฝึกหัด

เติมกริยาช่วยที่ใช้ยืนยันประโยคบอกเล่าอย่างหนักแน่น: I know it may be hard to believe, but I ____ remember your name.

ดูคำตอบ

do

With huge courage,

1:02

ด้วยความกล้าหาญอย่างยิ่ง

you take your first faltering steps towards, วลี

1:03

คุณจึงเริ่มก้าวแรกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะ

once in a while,

1:07

ลองทำสิ่งหนึ่งเป็นครั้งคราว นั่นคือ

apologizing.

1:08

การกล่าวคำขอโทษ

วลี

โครงสร้าง take ... steps towards ... apologizing

Take steps towards something หมายถึงเริ่มค่อย ๆ ก้าวหน้าไปในทิศทางนั้น ในที่นี้ steps เป็นคำเปรียบเทียบ ส่วน apologizing เป็น gerund ที่ตามหลังบุพบท towards โดยระบุพฤติกรรมที่กำลังพยายามเข้าใกล้ ไม่ได้หมายถึงการเดินจริง ๆ First faltering steps ทำให้การเปลี่ยนแปลงดูเป็นสิ่งใหม่ ลังเล และยังไม่มั่นคง วลีแทรก once in a while คั่นความเชื่อมโยงที่มองเห็นได้ระหว่าง towards กับ apologizing แต่ apologizing ยังคงเป็นส่วนเติมเต็มของ towards

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเสนอการจัดการเวลาให้ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติว่าเป็นเป้าหมายที่ Leo กำลังค่อย ๆ เข้าใกล้?

  1. Leo is taking small steps towards managing his time better.
  2. Leo is taking small steps towards manage his time better.
  3. Leo is taking small steps towards to manage his time better.
ดูคำตอบ

Leo is taking small steps towards managing his time better.

You learn to be confident,

1:10

คุณเรียนรู้ที่จะมั่นใจในตัวเอง

not by realizing that you're great, ไวยากรณ์

1:12

ไม่ใช่เพราะตระหนักว่าคุณยอดเยี่ยม

but by learning that everyone else is just as stupid, ไวยากรณ์

1:14

แต่เพราะได้เรียนรู้ว่าคนอื่น ๆ ก็โง่

scared, and lost as you are.

1:18

หวาดกลัว และหลงทางพอ ๆ กับคุณ

ไวยากรณ์

not by ... but by ...: เปรียบต่างสองวิธีในการเรียนรู้ที่จะมั่นใจ

ในโครงสร้าง not by X, but by Y วลีที่ขึ้นต้นด้วย by ทั้งสองส่วนบอกวิธีหรือเครื่องมือ not by X ปฏิเสธวิธีแรก ส่วน but by Y เสนอวิธีที่สองว่าเป็นวิธีสำคัญ ในประโยคนี้ ความมั่นใจไม่ได้เกิดจากการตระหนักว่าตัวเองยอดเยี่ยม แต่เกิดจากการเรียนรู้ว่าคนอื่นก็เผชิญความยากลำบากเช่นกัน โครงสร้างนี้มีประโยชน์เมื่อใช้คำอธิบายที่ดีกว่ามาแทนคำอธิบายที่เข้าใจผิด ทั้งสองส่วนต้องมีรูปแบบขนานกัน โดยหลัง by แต่ละคำควรใช้รูปที่ตรงกัน เช่น วลี gerund

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง โครงสร้าง not by ... but by ... บอกอะไรเกี่ยวกับการกระทำทั้งสองอย่าง?

  1. ประโยคปฏิเสธการเรียนรู้ว่าคนอื่นเผชิญความยากลำบาก และเสนอว่าการตระหนักว่าตัวเองยอดเยี่ยมเป็นวิธีที่ดีกว่า
  2. ประโยคปฏิเสธการตระหนักว่าตัวเองยอดเยี่ยม และเสนอว่าการเรียนรู้ว่าคนอื่นก็เผชิญความยากลำบากเป็นวิธีสร้างความมั่นใจที่ดีกว่า
  3. ประโยคเสนอว่าการกระทำทั้งสองเป็นวิธีสร้างความมั่นใจที่ได้ผลเท่ากัน
ดูคำตอบ

ประโยคปฏิเสธการตระหนักว่าตัวเองยอดเยี่ยม และเสนอว่าการเรียนรู้ว่าคนอื่นก็เผชิญความยากลำบากเป็นวิธีสร้างความมั่นใจที่ดีกว่า

ไวยากรณ์

just as stupid, scared, and lost as you are: การเปรียบเทียบความเท่ากันแบบเน้น

ในโครงสร้าง just as + คำคุณศัพท์ + as คำว่า as ตัวแรกนำเข้าสู่ระดับของคุณสมบัติ ส่วน as ตัวที่สองนำเข้าสู่คนหรือสิ่งที่ใช้เปรียบเทียบ just ช่วยเน้นความเท่ากัน กล่าวคือ คนอื่นก็โง่ กลัว และสับสนหลงทางในระดับเท่ากับคุณ คำคุณศัพท์ทั้งสามคำเชื่อมกันอยู่ภายใต้โครงสร้างเปรียบเทียบเดียวกัน ในประโยคนี้ คำที่รุนแรงเป็นการล้อเลียนตัวเอง ผู้พูดกำลังบอกว่าทุกคนต่างมีความไม่แน่ใจแบบมนุษย์ ไม่ได้โจมตีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างจริงจัง

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเปรียบเทียบความเท่ากันแบบเน้นให้สมบูรณ์: Other new volunteers are ____ patient, calm, and prepared ____ you are.

ดูคำตอบ

just as · as

We're all making it up as we go along, สำนวน

1:20

เราทุกคนต่างด้นสดกันไปตลอดทาง

and that's fine.

1:23

และนั่นก็ไม่เป็นไร

สำนวน

make it up as we go along: คิดหาทางไปพร้อมกับที่ลงมือทำ

ในประโยคนี้ making it up as we go along หมายถึงการสร้างแผน คำตอบ หรือแนวทางต่อไปในขณะที่เหตุการณ์กำลังดำเนินไป แทนที่จะทำตามแผนที่เตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ล่วงหน้า เป็นการบอกถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ กรรม it ตั้งใจใช้ในความหมายกว้าง ๆ โดยหมายถึงวิธีรับมือกับชีวิตหรือสถานการณ์ ไม่ใช่สิ่งของที่จับต้องได้ ส่วน as we go along เพิ่มความหมายของกระบวนการที่ดำเนินต่อไปทีละขั้น และทำให้ชัดว่า make it up ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแต่งหน้า คืนดีกัน หรือแต่งเรื่องโกหก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยสำนวนที่หมายถึง “แก้ปัญหาเฉพาะหน้าขณะที่สถานการณ์ดำเนินไป”: We have no script for the Q&A, so we'll ____.

ดูคำตอบ

make it up as we go along

You forgive your parents because you realize that they didn't put you on this Earth

1:25

คุณให้อภัยพ่อแม่ เพราะตระหนักว่าพวกเขาไม่ได้ให้กำเนิดคุณมาบนโลกนี้

in order to insult you.

1:29

เพื่อดูถูกเหยียดหยามคุณ

They were just painfully out of their depth สำนวน

1:31

พวกเขาเพียงแค่ต้องรับมือกับสิ่งที่เกินความสามารถของตนจนทุกข์ทรมาน

and struggling with demons of their own. สำนวน

1:34

และกำลังต่อสู้กับปีศาจในใจของตัวเอง

สำนวน

out of their depth: อยู่ในสถานการณ์ที่เกินความสามารถ

out of their depth เป็นสำนวนที่หมายความว่าคนเหล่านั้นเผชิญกับความต้องการที่เกินความสามารถ ประสบการณ์ หรือขอบเขตที่ตนควบคุมได้ ในที่นี้สำนวนแสดงว่าพวกเขาไม่สามารถรับมือได้ ไม่ใช่เพียงแค่รู้สึกว่าเรื่องนั้นยาก คำแสดงความเป็นเจ้าของเปลี่ยนตามบุคคล เช่น out of my depth, out of her depth และ out of our depth ภาพเปรียบเทียบมาจากน้ำที่ลึกเกินกว่าจะยืนถึงพื้นได้ แต่ในประโยคนี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยสำนวนที่หมายถึง “รับมือไม่ได้เพราะงานเกินประสบการณ์ของเธอ”: On her first day managing the entire department, Lina felt ____.

ดูคำตอบ

out of her depth

สำนวน

“Demons of their own” ในฐานะคำเปรียบเทียบถึงความขัดแย้งในใจ

ในประโยคนี้ demons เป็นคำเปรียบเทียบถึงปัญหาส่วนตัวที่ร้ายแรง ความทรงจำอันเจ็บปวด หรือความขัดแย้งในใจที่พ่อแม่กำลังเผชิญ ไม่ได้หมายถึงปีศาจเหนือธรรมชาติ of their own เน้นว่าภาระเหล่านี้เป็นปัญหาของพ่อแม่เอง ไม่ได้เกิดจากลูก ประโยคไม่ได้ระบุว่าปัญหาคืออะไร จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นโรค การเสพติด หรือเหตุการณ์ในอดีตเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

แบบฝึกหัด

“demons of their own” ในประโยคนี้หมายความว่าอะไร?

  1. พวกเขากำลังรับมือกับปัญหาส่วนตัวที่ร้ายแรงหรือความขัดแย้งในใจ
  2. พวกเขากำลังถูกสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติโจมตี
  3. ลูกเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งหมดของพวกเขา
ดูคำตอบ

พวกเขากำลังรับมือกับปัญหาส่วนตัวที่ร้ายแรงหรือความขัดแย้งในใจ

Anger turns, at points,

1:36

ในบางช่วง ความโกรธก็แปรเปลี่ยน

to pity and compassion.

1:39

เป็นความสงสารและความเห็นอกเห็นใจ

You learn the enormous influence of so-called small things on mood, การใช้คำ

1:41

คุณเรียนรู้ว่าเรื่องที่เรียกกันว่าเล็กน้อยส่งผลต่ออารมณ์อย่างมหาศาล

bedtimes, blood sugar,

1:46

เวลาเข้านอน ระดับน้ำตาลในเลือด

and alcohol levels,

1:48

และระดับแอลกอฮอล์

degrees of background stress,

1:49

ระดับความเครียดแฝง

and so on.

1:51

และอื่น ๆ

การใช้คำ

“So-called” กับการเว้นระยะอย่างสงสัยจากป้ายกำกับ

so-called ใช้บอกชื่อหรือคำอธิบาย พร้อมทั้งแสดงว่าผู้พูดเว้นระยะจากคำเรียกนั้นอยู่บ้าง ในที่นี้ so-called small things หมายถึงสิ่งที่ผู้คนเรียกว่าเรื่องเล็ก ๆ แต่ผู้พูดเห็นว่าป้ายกำกับนี้ประเมินอิทธิพลอันมหาศาลที่สิ่งเหล่านั้นมีต่ออารมณ์ต่ำเกินไป ท่าทีในที่นี้คือความสงสัยเล็กน้อย ไม่ใช่การประชดอย่างรุนแรง ในบริบทอื่น so-called อาจเพียงบอกชื่อที่เป็นที่ยอมรับ หรืออาจฟังดูวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนก็ได้ โดยประโยคแวดล้อมจะบอกระดับความสงสัย

แบบฝึกหัด

ใน “The so-called quick fix created three new problems.” คำว่า so-called สื่ออะไร?

  1. ผู้พูดสงสัยว่าวิธีแก้นั้นรวดเร็วหรือได้ผลจริงหรือไม่
  2. ผู้พูดไม่แน่ใจว่าจะออกเสียง quick fix อย่างไร
  3. ผู้พูดคิดว่า quick fix เป็นป้ายกำกับทางการที่ถูกต้องสมบูรณ์
ดูคำตอบ

ผู้พูดสงสัยว่าวิธีแก้นั้นรวดเร็วหรือได้ผลจริงหรือไม่

And as a result, ลำดับความ

1:52

ด้วยเหตุนี้

you learn never to bring up an important contentious issue โน้ต

1:53

คุณจึงเรียนรู้ว่าจะไม่หยิบยกประเด็นสำคัญที่อาจก่อความขัดแย้งขึ้นมาพูด

ลำดับความ

as a result: การบอกผลลัพธ์

ในประโยคนี้ as a result บอกว่าสิ่งที่ตามมาเป็นผลลัพธ์หรือข้อสรุปที่ได้จากเงื่อนไขซึ่งกล่าวไว้ก่อนหน้า โดยส่งสัญญาณให้ผู้ฟังเข้าใจ you learn never... ว่าเป็นผลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เหตุการณ์ถัดไปตามลำดับเวลา คำเชื่อมนี้จัดข้อมูลเป็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล กล่าวคือ ข้อมูลก่อนหน้าเป็นเหตุหรือพื้นฐาน ส่วนอนุประโยคหลัง as a result ระบุพฤติกรรมหรือข้อสรุปที่เกิดตามมา เมื่อได้ยินคำนี้ ผู้ฟังจึงคาดได้ว่ากำลังจะมีการบอกผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

คำเชื่อมใดเติมประโยคได้เหมาะสมที่สุดเพื่อแสดงผลที่ตามมา? All trains were canceled. _____, we arrived two hours late.

  1. As a result
  2. For example
  3. In addition
ดูคำตอบ

As a result

กริยาวลี

bring up: การยกหัวข้อขึ้นมาพูด

bring up ในที่นี้หมายถึงการยกหัวข้อขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนพูดคุยกัน กรรมของวลีนี้คือ an important contentious issue ซึ่งเป็นหัวข้อสนทนา ไม่ได้หมายถึงการยกสิ่งของขึ้นจริง ๆ ในความหมายนี้ bring up เป็นกริยาวลีชนิดสกรรมกริยาที่แยกคำได้ ทั้ง bring up the issue และ bring the issue up เป็นธรรมชาติ แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่างคำกริยากับอนุภาค โดยใช้ bring it up ไม่ใช่ bring up it

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำที่หมายถึง “ยกหัวข้อขึ้นมาเพื่อพูดคุย”: At tomorrow's meeting, I need to ____ a concern about the budget.

ดูคำตอบ

bring up

การใช้คำ

contentious issue: ประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง

ในประโยคนี้ contentious issue หมายถึงประเด็นสำคัญที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความเห็นไม่ตรงกัน การโต้เถียง หรือความขัดแย้งทางอารมณ์ โดย contentious ขยายประเด็น ไม่ได้ใช้บรรยายบุคคล วลีนี้อธิบายด้วยว่าเหตุใดจังหวะเวลาจึงสำคัญ กล่าวคือ ควรยกหัวข้อที่มีความเสี่ยงสูงต่อความขัดแย้งขึ้นมาพูดเมื่อผู้เกี่ยวข้องสงบและพร้อมรับฟัง

แบบฝึกหัด

วลีใดเติมประโยคได้เหมาะสมที่สุด หากใจความหลักคือกฎดังกล่าวทำให้ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันซ้ำ ๆ The attendance policy remains a ___ in the negotiations.

  1. sensitive issue
  2. routine issue
  3. contentious issue
ดูคำตอบ

contentious issue

with a loved one until everyone is well rested, no one is drunk,

1:57

กับคนที่คุณรัก จนกว่าทุกคนจะพักผ่อนเต็มที่และไม่มีใครเมา

you've had some food,

2:01

คุณได้กินอะไรมาบ้างแล้ว

nothing else is alarming you,

2:02

ไม่มีเรื่องอื่นกำลังทำให้คุณวิตก

and you're not rushing to catch a train.

2:04

และคุณไม่ได้กำลังรีบไปขึ้นรถไฟ

You give up sulking. กริยาวลี

2:06

คุณเลิกงอนเงียบ

กริยาวลี

give up sulking: เลิกงอน

Give up sulking หมายถึงหยุดแสดงความไม่พอใจด้วยการเงียบ เก็บตัว หรือแสดงอาการไม่มีความสุขอย่างเห็นได้ชัด แทนที่จะพูดข้อไม่พอใจออกมาตรง ๆ ในที่นี้ give up หมายถึงเลิกพฤติกรรม ไม่ได้หมายถึงส่งมอบสิ่งของ เมื่อ give up มีการกระทำเป็นกรรม ภาษาอังกฤษมักใช้รูป -ing ตามโครงสร้าง give up + doing ดังนั้น sulking จึงเป็น gerund ที่ใช้เรียกพฤติกรรมที่จะหยุด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของคำกริยาในวงเล็บ After the coach explained how much time it wasted, Leo decided to give up ____ during practice. (complain)

ดูคำตอบ

complaining

If someone hurts you,

2:08

หากใครทำร้ายคุณ

you don't store up the hatred กริยาวลี

2:09

คุณจะไม่หมักหมมความเกลียดชัง

and the hurt for days.

2:10

และความเจ็บปวดเอาไว้หลายวัน

กริยาวลี

store up: ปล่อยให้ความรู้สึกสะสม

Store up หมายถึงเก็บบางสิ่งไว้และปล่อยให้ค่อย ๆ สะสมเมื่อเวลาผ่านไป ในประโยคนี้กรรมคือ the hatred and the hurt จึงหมายถึงการเก็บอารมณ์เจ็บปวดไว้ข้างในแทนที่จะจัดการหรือแสดงออกมา คำว่า up เพิ่มนัยว่าปริมาณกำลังมากขึ้น วลีนี้ใช้กับทรัพยากรหรือปัญหาในอนาคตได้ด้วย สิ่งที่ store up ไว้ตอนนี้จะยังคงอยู่และสะสมไว้ใช้หรือส่งผลภายหลัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำจากบทเรียน: When Leo never talks about unfair comments, he may ____ resentment.

ดูคำตอบ

store up

You remember we'll all be dead soon.

2:12

คุณจำไว้ว่าอีกไม่นานเราทุกคนก็ต้องตาย

You don't expect others to know what's wrong.

2:15

คุณไม่คาดหวังให้คนอื่นรู้เองว่ามีอะไรผิดปกติ

You tell them straight, น้ำเสียง/เจตนา

2:18

คุณบอกพวกเขาไปตรง ๆ

and if they get it, you forgive them.

2:19

และถ้าพวกเขาเข้าใจ คุณก็ให้อภัย

น้ำเสียง/เจตนา

tell them straight: พูดให้ชัดเจนอย่างตรงไปตรงมา

Tell them straight หมายถึงบอกปัญหาให้อีกฝ่ายทราบอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน โดยไม่พูดเป็นนัยหรือรอให้อีกฝ่ายเดาเอง Straight ในที่นี้ทำหน้าที่เป็นคำวิเศษณ์ที่บอกลักษณะการพูด ไม่ใช่ทิศทางทางกายภาพ การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้แปลว่าหยาบคายเสมอไป คำที่เลือกใช้ น้ำเสียง และความสัมพันธ์จะเป็นตัวกำหนดว่า tell someone straight ฟังดูจริงใจและให้เกียรติ หรือฟังดูรุนแรง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยเรียง tell, me และ straight ตามลำดับที่เป็นธรรมชาติ: Please ____ if you think my plan will fail.

ดูคำตอบ

tell me straight

And if they don't,

2:21

และหากพวกเขาไม่เข้าใจ

in a different way,

2:22

แม้จะเป็นการให้อภัยในอีกแบบหนึ่ง

you forgive them too.

2:24

คุณก็ยังให้อภัยพวกเขาเช่นกัน

You cease to believe in perfection

2:26

คุณเลิกเชื่อเรื่องความสมบูรณ์แบบ

in pretty much every area. วลี

2:28

ในแทบทุกด้าน

วลี

pretty much: ลดความเด็ดขาดของข้อความที่ครอบคลุมเกือบทั้งหมด

ในประโยคนี้ pretty much หมายถึง “เกือบ” หรือ “แทบจะ” โดยขยาย every area ทำให้ข้อความครอบคลุมแทบทุกด้าน แต่ยังเผื่อไว้สำหรับข้อยกเว้นเล็กน้อย pretty much เป็นวลีบอกระดับแบบตายตัว ใช้ลดความเด็ดขาดของข้อความกว้าง ๆ เกี่ยวกับปริมาณ ความเสร็จสมบูรณ์ ความคล้ายคลึง หรือขอบเขต ในที่นี้ pretty ไม่ได้แปลว่า “สวย” แต่สองคำทำงานร่วมกันเป็นวลีเดียว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาสนทนาสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “เกือบ” The report is ____ finished, but I still need to check one chart.

ดูคำตอบ

pretty much

There aren't any perfect people,

2:30

ไม่มีคนที่สมบูรณ์แบบ

perfect jobs, or perfect lives.

2:32

งานที่สมบูรณ์แบบ หรือชีวิตที่สมบูรณ์แบบ

Instead, you pivot towards an appreciation of what is, วลี

2:35

แต่คุณหันมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เป็นอยู่

to use the psychoanalyst Donald Winnicott's วัฒนธรรม

2:38

ดังวลีอันเหมาะเจาะของนักจิตวิเคราะห์ Donald Winnicott

exemplary phrase, good enough.

2:40

ที่ว่า “ดีพอ”

วลี

pivot towards an appreciation of: เปลี่ยนทัศนคติไปสู่การเห็นคุณค่า

ในที่นี้ pivot ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการเปลี่ยนทิศทางของความคิดหรือทัศนคติ ส่วน Towards an appreciation of ระบุทิศทางใหม่ คือเริ่มเห็นคุณค่าหรือยอมรับบางสิ่ง โครงสร้างคือ pivot toward(s) + วลีคำนาม ใน pivot towards an appreciation of what is ผู้พูดเลิกไล่ตามความสมบูรณ์แบบและหันมาเห็นคุณค่าของความเป็นจริงที่มีอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เป็นทางการจากบทเรียน After years of judging every flaw, the editor began to ____ work that was clear and useful, even if it was not perfect.

ดูคำตอบ

pivot towards an appreciation of

วัฒนธรรม

แนวคิด good enough ของ Donald Winnicott

คำว่า good enough ถูกนำเสนอว่าเป็นวลีตัวอย่างของ Donald Winnicott จึงสื่อแนวคิดทางจิตวิทยาที่เฉพาะเจาะจงในที่นี้ Winnicott ใช้แนวคิดนี้อธิบายการดูแลที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ตอบสนองความต้องการจริงได้ดีเพียงพอ ในประโยคนี้ good enough เป็นทางเลือกที่มองโลกตามจริงและเป็นบวกแทนความสมบูรณ์แบบ ไม่ได้ชื่นชมคุณภาพต่ำหรือการยอมจำนนอย่างไม่เต็มใจ แต่หมายถึงการยอมรับว่าสิ่งหนึ่งเพียงพอจริง แม้ยังมีข้อบกพร่อง

แบบฝึกหัด

good enough ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. ตอบสนองความต้องการจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ
  2. มีคุณภาพแย่ แต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับ
  3. สมบูรณ์แบบและไม่มีข้อบกพร่องเลย
ดูคำตอบ

ตอบสนองความต้องการจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ

You realize that many things in your life

2:44

คุณตระหนักว่าหลายสิ่งในชีวิตของคุณ

are at once quite frustrating and yet, ไวยากรณ์

2:46

ทั้งชวนให้หงุดหงิดไม่น้อย แต่ขณะเดียวกัน

in many ways, eminently good enough. การใช้คำ

2:49

ในหลาย ๆ ด้านก็นับว่าดีพออย่างยิ่ง

ไวยากรณ์

การใช้ at once ... and yet ... แสดงข้อประเมินที่เป็นจริงพร้อมกัน

โครงสร้างคู่ at once X and yet Y นำเสนอลักษณะสองอย่างว่าเป็นจริงพร้อมกัน ในที่นี้ at once หมายถึง “พร้อมกัน” ไม่ใช่ “ทันที” and yet นำเข้าสู่ข้อประเมินที่สองว่าเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจเมื่อเทียบกับข้อแรก กล่าวคือ บางสิ่งอาจน่าหงุดหงิดแต่ก็ยัง good enough อย่างแท้จริงได้ โครงสร้างนี้ช่วยแสดงการประเมินแบบผสมโดยไม่บังคับให้เลือกเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ใช้ at once ... and yet ... เติมประโยคให้สมบูรณ์: The proposal is ____ radical ____ practical.

ดูคำตอบ

at once · and yet

การใช้คำ

eminently good enough: การเน้นอย่างเป็นทางการและมั่นใจ

ในที่นี้ eminently เป็นคำกริยาวิเศษณ์บอกระดับแบบเป็นทางการที่ขยาย good enough โดยหมายถึง “อย่างชัดเจน” หรือ “ในระดับที่โดดเด่น” ดังนั้น eminently good enough จึงเน้นเชิงบวกอย่างมั่นใจ ไม่ได้สื่อว่าแค่พอผ่านขั้นต่ำอย่างไม่เต็มใจ รูปแบบ eminently + คำคุณศัพท์ ใช้แสดงว่าคุณสมบัติหนึ่งเด่นชัดเป็นพิเศษหรือสมควรได้รับการยอมรับอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

eminently good enough ในที่นี้สื่อความหมายใด?

  1. แค่พอยอมรับได้และอาจน่าผิดหวัง
  2. ดีพออย่างชัดเจนและน่าเชื่อมั่น โดยใช้โทนเป็นทางการ
  3. มีแนวโน้มว่าจะดีพอในอีกไม่นาน
ดูคำตอบ

ดีพออย่างชัดเจนและน่าเชื่อมั่น โดยใช้โทนเป็นทางการ

You learn the virtues of being a little more pessimistic

2:53

คุณเรียนรู้ถึงข้อดีของการมองโลกในแง่ร้ายขึ้นอีกนิด

about how things will turn out กริยาวลี

2:56

เมื่อต้องคาดว่าสิ่งต่าง ๆ จะลงเอยอย่างไร

and, as a result,

2:58

และผลก็คือ

emerge as a calmer, more patient,

3:00

คุณกลายเป็นคนที่สงบและอดทนมากขึ้น

and more forgiving soul.

3:02

รวมทั้งพร้อมให้อภัยมากขึ้น

กริยาวลี

turn out: พัฒนาไปจนถึงผลลัพธ์สุดท้าย

ใน how things will turn out คำว่า turn out เป็นกริยาวลีแบบไม่ต้องมีกรรม หมายถึง “พัฒนาไปจนถึงผลลัพธ์สุดท้าย” ประเด็นคือผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่การปิดบางสิ่ง การไปเข้าร่วมงาน หรือการไล่ใครออกไป ความหมายนี้มักใช้เมื่อยังไม่รู้ผล กำลังคาดการณ์ผล หรือเปรียบเทียบผลกับความคาดหวัง เช่น how it will turn out, it turned out well หรือ it turned out to be difficult

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตที่ถูกต้องของ turn out: Despite the early problems, the event ____ better than we expected.

ดูคำตอบ

turned out

You lose some of your idealism

3:04

คุณลดความยึดมั่นในอุดมคติลงบ้าง

and become a far less maddening person. ไวยากรณ์

3:06

และกลายเป็นคนที่ชวนให้คนอื่นหัวเสียน้อยลงมาก

ไวยากรณ์

far less maddening: การเน้นการเปรียบเทียบด้วย less

ใน far less maddening คำว่า less maddening หมายถึง “ทำให้รำคาญหรือหัวเสียน้อยลง” และ far ทำให้ระดับการเปรียบเทียบหนักแน่นขึ้น กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงนั้นมาก ไม่ใช่เพียงเล็กน้อย เกณฑ์เปรียบเทียบที่ละไว้คือตัวตนของคนนั้นในอดีต ดังนั้นจึงหมายถึง “ทำให้คนอื่นหัวเสียน้อยกว่าเมื่อก่อนมาก” far ในที่นี้บอกระดับ ไม่ได้บอกระยะทาง ส่วน maddening บรรยายผลที่บุคคลนั้นมีต่อคนอื่น ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีอาการป่วยทางจิต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าบางสิ่งทำให้สับสนน้อยลงอย่างมาก

  1. The revised guide is very less confusing than the old one.
  2. The revised guide is a little less confusing than the old one.
  3. The revised guide is far less confusing than the old one.
ดูคำตอบ

The revised guide is far less confusing than the old one.

You learn to see that everyone's weaknesses of character

3:11

คุณเรียนรู้ที่จะมองเห็นว่าจุดอ่อนด้านนิสัยของทุกคน

are linked to counterbalancing strengths.

3:14

เชื่อมโยงกับจุดแข็งที่ช่วยถ่วงดุลกันอยู่

Rather than isolating their weaknesses,

3:17

แทนที่จะมองจุดอ่อนของพวกเขาแยกออกมา

you look at the whole picture. สำนวน

3:19

คุณมองภาพรวม

สำนวน

look at the whole picture: พิจารณาทุกแง่มุมที่เกี่ยวข้อง

Look at the whole picture เป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการพิจารณาข้อเท็จจริง คุณลักษณะ และความเชื่อมโยงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แทนที่จะตัดสินจากคุณลักษณะเพียงอย่างเดียวที่ถูกแยกออกมา ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวจัดระเบียบข้อมูลโดยสร้างความตรงข้ามกับ isolating their weaknesses ผู้พูดแนะนำให้ประเมินจุดอ่อนควบคู่กับจุดแข็งที่อาจช่วยถ่วงดุลกัน สำนวนเดียวกันนี้ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับบุคคล หลักฐาน หรือสถานการณ์ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแนะนำให้ผู้จัดการพิจารณาทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของพนักงานก่อนตัดสินจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว

  1. Look at the whole picture before you decide.
  2. Look at the employee's photo before you decide.
  3. Judge the mistake on its own before you decide.
ดูคำตอบ

Look at the whole picture before you decide.

Yes, someone is rather pedantic, การใช้คำ

3:21

ใช่ บางคนอาจยึดติดกับตำราและรายละเอียดไปหน่อย

but they're also beautifully precise

3:24

แต่พวกเขาก็ละเอียดแม่นยำอย่างน่าชื่นชม

and a rock at times of turmoil. สำนวน

3:26

และเป็นที่พึ่งอันมั่นคงในยามวุ่นวาย

การใช้คำ

pedantic: เคร่งรายละเอียดจนเกินไป

ในประโยคนี้ pedantic เป็นคำวิจารณ์ หมายถึงคนที่ให้ความสำคัญกับกฎเล็ก ๆ หรือรายละเอียดมากเกินไป บางครั้งจนทำให้ผู้อื่นรำคาญหรือดูเหมือนพยายามอวดความรู้ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย but นำข้อดีเรื่องความแม่นยำและความน่าเชื่อถือมาสมดุลกับข้อเสียนี้ ดังนั้น pedantic ไม่ได้หมายถึงเพียงรอบคอบ แม่นยำ หรือมีความรู้ แต่สื่อว่าความใส่ใจในรายละเอียดนั้นมากเกินพอดีแล้ว

แบบฝึกหัด

คำใดวิจารณ์อย่างชัดเจนว่าคนหนึ่งยืนกรานเรื่องกฎและรายละเอียดเล็ก ๆ มากเกินไป

  1. precise
  2. pedantic
  3. dependable
ดูคำตอบ

pedantic

สำนวน

a rock at times of turmoil: ที่พึ่งมั่นคงในยามวุ่นวาย

ในที่นี้ a rock เป็นคำเปรียบเปรยถึงคนที่ยังคงมั่นคง ไว้ใจได้ และคอยสนับสนุนผู้อื่นเมื่อชีวิตยากลำบาก ภาพเปรียบนี้เป็นเชิงบวก หมายถึงคนที่ผู้อื่นพึ่งพาได้ At times of turmoil หมายถึงในช่วงที่เกิดความสับสน ความขัดแย้ง หรือความปั่นป่วนอย่างรุนแรง วลีนี้บอกถึงสถานการณ์ยากลำบากที่ความน่าเชื่อถือของคนคนนั้นมีคุณค่าเป็นพิเศษ ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นต้องเป็นผู้นำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเปรียบเปรยเชิงบวกสำหรับคนที่ไว้ใจได้: When the whole family faced a crisis, Elena was ____ for everyone.

ดูคำตอบ

a rock

Yes, someone is a bit messy,

3:28

ใช่ บางคนอาจไม่ค่อยเป็นระเบียบ

but at the same time brilliantly creative

3:30

แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ

and very visionary.

3:33

และมีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาก

You realize, truly realize,

3:34

คุณตระหนัก และตระหนักอย่างแท้จริง

that perfect people don't exist

3:36

ว่าคนที่สมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง

and that every strength will be tagged with a weakness.

3:39

และจุดแข็งทุกอย่างย่อมมีจุดอ่อนติดมาด้วย

You fall in love a bit less easily.

3:43

คุณตกหลุมรักใครได้ยากขึ้นเล็กน้อย

It's difficult, in a way.

3:45

ในแง่หนึ่ง มันก็เป็นเรื่องยาก

When you were less mature,

3:47

เมื่อครั้งที่คุณยังมีวุฒิภาวะน้อยกว่านี้

you could develop a crush in an instant. วลี

3:49

คุณอาจปิ๊งใครได้ในชั่วพริบตา

วลี

develop a crush: เริ่มแอบชอบใครสักคน

Develop a crush หมายถึงเริ่มรู้สึกดึงดูดเชิงโรแมนติกอย่างแรงต่อใครบางคน โดยความรู้สึกนั้นมักอยู่ไม่นาน develop นำเสนอความรู้สึกนี้ว่าเป็นสิ่งที่เริ่มก่อตัวขึ้น ไม่ว่าจะค่อย ๆ เกิดหรือเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากเหมือนในประโยคนี้ รูปแบบที่ใช้ทั่วไปคือ develop a crush on + คน ในที่นี้ crush เป็นคำนามที่หมายถึงความหลงใหลหรือการแอบชอบ ไม่ใช่คำกริยาที่หมายถึงบดขยี้หรือทำให้สิ่งใดเสียหาย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำที่ใช้คู่กันเป้าหมายซึ่งมี develop: During rehearsals, Leo started to ____ on his co-star.

ดูคำตอบ

develop a crush

Now, you're poignantly aware that everyone,

3:51

ตอนนี้คุณตระหนักอย่างเจ็บปวดว่า ทุกคน

however externally charming or accomplished, ไวยากรณ์

3:54

ไม่ว่าภายนอกจะมีเสน่ห์หรือประสบความสำเร็จเพียงใด

would be a bit of a pain from close up. สำนวน

3:57

พอได้ใกล้ชิดกันจริง ๆ ก็ชวนปวดหัวอยู่บ้าง

ไวยากรณ์

however externally charming or accomplished: ไม่ว่าจะดูมีเสน่ห์หรือประสบความสำเร็จจากภายนอกเพียงใด

However + วลีคุณศัพท์หรือวลีกริยาวิเศษณ์สามารถหมายถึง “ไม่ว่า…เพียงใด” ใน however externally charming or accomplished คำว่า however นำส่วนแสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อนโต้แย้งว่า ไม่ว่าเสน่ห์ภายนอกหรือความสำเร็จจะมีมากเพียงใด ข้อความหลักก็ยังคงเป็นจริง วลีนี้เป็นส่วนแทรกแบบกระชับที่ขยาย everyone โดยมีความหมายอย่าง they may be ละไว้ Externally จำกัด charming or accomplished ให้อยู่ที่ภาพลักษณ์ซึ่งคนอื่นมองเห็นจากภายนอก เพื่อเตรียมให้เกิดความต่างกับการรู้จักคนนั้นอย่างใกล้ชิด ในที่นี้ however ไม่ได้หมายถึง “อย่างไรก็ตาม”

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The proposal, however innovative or ambitious, still needs a realistic budget,” วลี however innovative or ambitious หมายถึงอะไร

  1. อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนั้นสร้างสรรค์หรือทะเยอทะยาน
  2. วิธีที่ข้อเสนอกลายเป็นสิ่งสร้างสรรค์หรือทะเยอทะยาน
  3. ไม่ว่าข้อเสนอจะสร้างสรรค์หรือทะเยอทะยานเพียงใด
ดูคำตอบ

ไม่ว่าข้อเสนอจะสร้างสรรค์หรือทะเยอทะยานเพียงใด

สำนวน

a bit of a pain ในฐานะคำบ่นแบบนุ่มนวล

ในประโยคนี้ a bit of a pain หมายถึง “ค่อนข้างน่ารำคาญหรือรับมือยาก” คำว่า pain ใช้เชิงเปรียบเทียบเพื่อประเมินความยุ่งยากจากการอยู่ใกล้ชิดกับใครสักคน ไม่ได้หมายถึงความเจ็บปวดทางร่างกาย a bit of ช่วยลดความแรงของคำวิจารณ์ โดยนำเสนอว่าปัญหามีเพียงระดับจำกัด ทำให้คำตัดสินฟังดูยับยั้งชั่งใจแทนที่จะรุนแรง รูปแบบนี้ยังใช้กับคำบ่นเบา ๆ เกี่ยวกับคน งาน หรือสถานการณ์ได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ใน “Our new booking system is a bit of a pain” วลีที่เน้นไว้น่าจะหมายความว่าอย่างไร?

  1. มันทำให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกาย
  2. มันค่อนข้างน่ารำคาญหรือไม่สะดวก
  3. มันใช้งานไม่ได้เลย
ดูคำตอบ

มันค่อนข้างน่ารำคาญหรือไม่สะดวก

You develop loyalty to what you already have.

4:01

คุณเริ่มซื่อสัตย์มั่นคงกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

You learn that you are,

4:05

คุณเรียนรู้ว่าตัวคุณเอง—

rather surprisingly,

4:06

น่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย—

quite a difficult person to live with.

4:07

เป็นคนที่อยู่ด้วยค่อนข้างยาก

You shed some of your earlier sentimentality towards yourself. สำนวน

4:09

คุณสลัดความอ่อนไหวเข้าข้างตัวเองแบบแต่ก่อนทิ้งไปบ้าง

สำนวน

shed + คุณลักษณะนามธรรมที่ไม่ต้องการ

ในที่นี้ shed เป็นสกรรมกริยาที่ใช้เชิงเปรียบเทียบ โดยมี some of your earlier sentimentality เป็นกรรม และมองความรู้สึกนี้เหมือนชั้นที่ถอดออกหรือภาระที่ปลดทิ้งได้ วลีนี้หมายความว่าคุณสูญเสียหรือปล่อยวางแนวโน้มเดิมบางส่วนในการมองตนเองด้วยอารมณ์ที่มากเกินไป ความสงสารตัวเอง หรือการสร้างภาพตนเองให้ดีเกินจริง some มีความสำคัญเพราะทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นเพียงบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ shed + คุณลักษณะนามธรรมที่ไม่ต้องการหรือล้าสมัย เช่น นิสัย ความกลัว ความเชื่อ ภาระ หรือภาพลักษณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ shed เชิงเปรียบเทียบในความหมายว่า “กำจัดคุณลักษณะนามธรรมที่ไม่ต้องการ”?

  1. The old tree shed its leaves in October.
  2. The desk lamp shed a soft light across the room.
  3. The company hopes to shed its reputation for poor service.
ดูคำตอบ

The company hopes to shed its reputation for poor service.

You go into friendships and relationships

4:13

คุณก้าวเข้าสู่มิตรภาพและความสัมพันธ์ต่าง ๆ

offering others kindly warnings of how

4:15

พร้อมเตือนอีกฝ่ายด้วยความหวังดีว่า

and when you might prove a challenge. การใช้คำ

4:18

คุณอาจกลายเป็นคนที่รับมือยากอย่างไรและเมื่อใด

การใช้คำ

prove a challenge. — ภายหลังปรากฏว่ายาก

ในที่นี้ prove เป็นกริยาเชื่อม ไม่ได้หมายถึง “พิสูจน์ว่าบางสิ่งเป็นความจริง” แต่เชื่อม you เข้ากับ a challenge และสื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจกลายเป็นคนที่รับมือได้ยากสำหรับผู้อื่น สำนวนนี้มองว่าความยากดังกล่าวอาจค่อย ๆ ปรากฏให้เห็นจากประสบการณ์ a challenge เป็นส่วนเติมเต็มที่อธิบายผลของประธานต่อผู้อื่น ไม่ใช่กรรมที่ถูกพิสูจน์ว่าเป็นจริง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ prove หมายความว่าอะไร “The steep hike proved a challenge for the youngest scout.”

  1. จงใจให้ลูกเสือทำการทดสอบร่างกาย
  2. ภายหลังปรากฏว่ายาก
  3. พิสูจน์ว่าข้อความอื่นเป็นจริง
ดูคำตอบ

ภายหลังปรากฏว่ายาก

You learn to forgive yourself for your errors and foolishness.

4:22

คุณเรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเองสำหรับความผิดพลาดและความโง่เขลา

You realize the unfruitful self-absorption involved in simply flogging yourself สำนวน

4:25

คุณตระหนักว่าการหมกมุ่นกับตัวเองด้วยการเอาแต่โบยตีตัวเอง

for past misdeeds.

4:30

เพราะความผิดในอดีตนั้นไม่ก่อประโยชน์อะไร

สำนวน

flogging yourself for past misdeeds. — การตำหนิตัวเองอย่างรุนแรง

ในที่นี้ flogging yourself เป็นอุปมาที่รุนแรง หมายถึงการโจมตี ตำหนิ หรือลงโทษตัวเองทางจิตใจซ้ำ ๆ เพราะการกระทำผิดในอดีต ไม่ได้หมายถึงการเฆี่ยนตัวเองจริง ๆ สำนวนนี้นำเสนอการตำหนิตัวเองว่าเป็นสิ่งที่รุนแรงและมากเกินไป ส่วน for past misdeeds ระบุว่าความรู้สึกผิดเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในอดีต ในประโยคนี้ผู้พูดมองว่าการลงโทษตัวเองซ้ำ ๆ ไม่ได้ให้ผลดีอะไร

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ “flogging yourself for past misdeeds” หมายความว่าอะไร “After the failed audition, Maya kept flogging herself for missing one easy note.”

  1. ตำหนิและลงโทษตัวเองซ้ำ ๆ เพราะความผิดในอดีต
  2. พิสูจน์อย่างละเอียดว่าการกระทำในอดีตผิด
  3. ฝึกร่างกายเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอนาคต
ดูคำตอบ

ตำหนิและลงโทษตัวเองซ้ำ ๆ เพราะความผิดในอดีต

You become more of a friend to yourself.

4:32

คุณเป็นเพื่อนกับตัวเองมากขึ้น

Of course, you're an idiot,

4:35

แน่นอนว่าคุณเป็นคนโง่คนหนึ่ง

but you're still a lovable one,

4:37

แต่ก็ยังเป็นคนโง่ที่น่ารัก

as we all are.

4:39

เช่นเดียวกับพวกเราทุกคน

You learn that part of what maturity involves

4:41

คุณเรียนรู้ว่าส่วนหนึ่งของการมีวุฒิภาวะ

is making peace with the stubbornly childlike bits of you สำนวน

4:44

คือการสงบศึกกับด้านที่ยังดื้อดึงเป็นเด็กอยู่ในตัวคุณ

that will always remain.

4:48

ซึ่งจะยังคงอยู่เสมอ

สำนวน

making peace with: ยอมรับและทำใจกับบางสิ่ง

ในประโยคนี้ making peace with หมายถึงการหยุดต่อสู้ภายในใจกับส่วนหนึ่งของตัวเองที่ไม่น่าจะหายไป เป็นการยอมรับว่าด้านที่เป็นเด็กเหล่านั้นจะยังคงอยู่ แทนที่จะพยายามเอาชนะหรือลบมันออกไป โครงสร้าง make peace with + คำนามหรือคำสรรพนาม ใช้บรรยายการยอมรับข้อเท็จจริง ความทรงจำ ผลลัพธ์ ข้อจำกัด หรือส่วนหนึ่งของตัวเองในทางอารมณ์ ไม่ได้หมายความว่าคุณเห็นชอบกับทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

After years of wishing he could change the past, Leo finally made peace with it. made peace with it ในที่นี้หมายถึงอะไร

  1. เขาตัดสินว่าทุกอย่างในอดีตถูกต้อง
  2. เขาทำข้อตกลงสันติภาพอย่างเป็นทางการกับอีกคนหนึ่ง
  3. เขายอมรับอดีตและหยุดต่อสู้กับมันภายในใจ
ดูคำตอบ

เขายอมรับอดีตและหยุดต่อสู้กับมันภายในใจ

You cease trying to be a grown-up at every occasion.

4:49

คุณเลิกพยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ในทุกโอกาส

You accept that we all have our regressive moments, การใช้คำ

4:53

คุณยอมรับว่าเราทุกคนล้วนมีช่วงเวลาที่ถอยกลับไปเป็นเด็ก

การใช้คำ

Regressive moments: การกลับไปมีพฤติกรรมที่เป็นผู้ใหญ่น้อยลงชั่วคราว

ในที่นี้ regressive moments คือช่วงเวลาสั้น ๆ ที่คนคนหนึ่งกลับไปมีความรู้สึกหรือพฤติกรรมที่เป็นผู้ใหญ่น้อยลงและเหมือนเด็กมากขึ้น คำคุณศัพท์ regressive ซึ่งมีนัยทางจิตวิทยา บรรยายการย้อนกลับไปสู่รูปแบบในช่วงพัฒนาการที่ก่อนหน้านั้น คำว่า moments จำกัดขอบเขตของข้อความว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวและชั่วคราว ไม่ใช่ป้ายกำกับหรือการวินิจฉัยถาวร

แบบฝึกหัด

ใน "He had a regressive moment under stress but soon returned to his usual calm self," regressive moment หมายถึงอะไร

  1. ความก้าวหน้าทางสังคมหรือเทคโนโลยีที่ถดถอย
  2. การกลับไปมีพฤติกรรมที่เป็นผู้ใหญ่น้อยลงในช่วงสั้น ๆ
  3. การวินิจฉัยลักษณะนิสัยของบุคคลนั้นอย่างถาวร
ดูคำตอบ

การกลับไปมีพฤติกรรมที่เป็นผู้ใหญ่น้อยลงในช่วงสั้น ๆ

and when the inner 2-year-old you rears its head, สำนวน

4:56

และเมื่อเด็กวัยสองขวบในตัวคุณโผล่ออกมา

you greet them generously

4:59

คุณก็ต้อนรับเขาอย่างใจดี

and give them the attention they need.

5:01

และมอบความใส่ใจที่เขาต้องการ

สำนวน

Rears Its Head: ปัญหาที่ไม่พึงประสงค์ปรากฏขึ้น

ใน rear its head คำว่า rear หมายถึง “ผงกขึ้นหรือปรากฏขึ้น” ไม่ใช่ “เลี้ยงดูเด็ก” สำนวนนี้บอกว่าบางสิ่ง ซึ่งมักเป็นปัญหา ความกลัว ความขัดแย้ง หรือแนวโน้มเดิม ได้ปรากฏหรือเห็นได้ชัดขึ้น และมักหมายถึงการกลับมาอีกครั้ง ในที่นี้ the inner 2-year-old เป็นอุปมาถึงปฏิกิริยาที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ เมื่อส่วนนั้น rears its head ปฏิกิริยาดังกล่าวก็แสดงออกมา ถ้อยคำนี้ให้น้ำเสียงระแวดระวังและมักเป็นลบ มากกว่าการบอกเพียงว่ามันเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “กลับมาปรากฏเป็นปัญหาที่ไม่พึงประสงค์” ลงในประโยค: Whenever deadlines pile up, my old anxiety ____.

ดูคำตอบ

rears its head

You cease to put too much hope in grand plans วลี

5:04

คุณเลิกฝากความหวังมากเกินไปไว้กับแผนการใหญ่โต

for the kind of happiness you expect can last for years.

5:07

ที่จะนำมาซึ่งความสุขแบบที่คุณคาดว่าจะยืนยาวหลายปี

วลี

Put Too Much Hope In: ฝากความคาดหวังมากเกินไป

รูปแบบ put hope in someone or something หมายถึงการมองบุคคล แผนการ หรือสิ่งนั้นว่าเป็นแหล่งที่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีตามที่คาดหวัง กรรมของ in คือสิ่งที่เราฝากความหวังไว้ too much ไม่ได้ลบล้างความหวัง แต่ประเมินว่าปริมาณความหวังนั้นมากเกินไปหรือไม่สมจริง ในประโยคนี้ ผู้พูดแนะนำว่าไม่ควรคาดหวังให้แผนการใหญ่โตสร้างความสุขที่มั่นคงยาวนานหลายปี

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนห้าคำที่ขึ้นต้นด้วย put และหมายถึง “พึ่งพาบางสิ่งด้วยความคาดหวังที่มากเกินไป”: We shouldn't ____ one promising interview.

ดูคำตอบ

put too much hope in

You start to celebrate the little things that go well.

5:11

คุณเริ่มชื่นชมยินดีกับเรื่องเล็ก ๆ ที่ดำเนินไปด้วยดี

You realize that satisfaction comes in increments of minutes. วลี

5:14

คุณตระหนักว่าความพึงพอใจเกิดขึ้นทีละช่วง ช่วงละไม่กี่นาที

วลี

“comes in increments of minutes” สำหรับปริมาณเล็ก ๆ ที่แยกเป็นส่วน

ในประโยคนี้ “satisfaction comes in increments of minutes” หมายถึงความพึงพอใจเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่แยกจากกันและวัดเป็นนาที ไม่ใช่สภาวะเดียวที่ต่อเนื่องยาวนาน โครงสร้าง “X comes in increments of Y” นำเสนอว่า X มาถึง มีให้ใช้ หรือถูกรับรู้เป็นหน่วยของ Y ในที่นี้ “comes in” หมายถึง “เกิดขึ้นหรือมีให้ในรูปแบบหนึ่ง” ไม่ใช่การเคลื่อนที่เข้าไปในสถานที่จริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายสี่คำ โดยใช้รูปที่ถูกต้องของ come: Quiet time with a newborn often ____ ten minutes.

ดูคำตอบ

comes in increments of

You're delighted if one day passes by without too much bother.

5:18

คุณดีใจหากผ่านไปได้สักวันโดยไม่มีเรื่องกวนใจมากนัก

You take a greater interest in flowers

5:23

คุณสนใจดอกไม้มากขึ้น

and in the evening sky.

5:25

และสนใจท้องฟ้ายามเย็น

You develop a taste for small pleasures. วลี

5:27

คุณเริ่มรู้จักดื่มด่ำกับความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ

วลี

“develop a taste for” สำหรับความชอบที่ค่อย ๆ ก่อตัว

“Develop a taste for” หมายถึงค่อย ๆ เริ่มชอบหรือเห็นคุณค่าของบางสิ่ง “Taste” ในที่นี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบและหมายถึงความชอบ ดังนั้นกรรมอาจเป็นอาหาร ดนตรี กิจกรรม หรือรูปแบบการใช้ชีวิตก็ได้ เนื่องจาก “develop” บรรยายการเปลี่ยนแปลงตามเวลา สำนวนนี้จึงเน้นกระบวนการก่อตัวของความชอบ ไม่ใช่เพียงระบุว่าความชอบนั้นมีอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายสี่คำในรูปอดีต: At first Leo disliked hiking, but after several weekend trips, he ____ it.

ดูคำตอบ

developed a taste for

What people in general think of you

5:31

ความคิดของคนทั่วไปที่มีต่อคุณ

ceases to be such a concern.

5:34

ไม่ใช่เรื่องที่คุณกังวลมากขนาดนั้นอีกต่อไป

You realize that the minds of others are muddled places,

5:36

คุณตระหนักว่าจิตใจของคนอื่นล้วนสับสนยุ่งเหยิง

and you don't try so hard to polish your image สำนวน

5:40

และคุณก็ไม่พยายามหนักขนาดนั้นอีกแล้วที่จะขัดเกลาภาพลักษณ์ของตัวเอง

in everyone else's eyes.

5:42

ในสายตาของคนอื่นทุกคน

สำนวน

polish your image in everyone else's eyes: การจัดการภาพลักษณ์ในสายตาผู้อื่น

ในที่นี้ polish your image หมายถึงจงใจทำให้ตัวตนในแบบที่คนอื่นรับรู้ดูดีขึ้น Image หมายถึงภาพลักษณ์ต่อสาธารณะหรือชื่อเสียงทางสังคม ไม่ใช่รูปภาพ ส่วน polish เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบเหมือนการขัดเกลาบางอย่างให้ดูน่าสนใจขึ้น In everyone else's eyes หมายถึง “ในความคิดเห็นหรือการประเมินของคนอื่นทุกคน” เมื่อรวมกัน วลีนี้กล่าวถึงการพยายามอย่างหนักเพื่อควบคุมว่าทุกคนมองคุณอย่างไร และอาจแฝงว่าความพยายามนั้นมากเกินไปหรือเน้นเพียงภาพภายนอก

แบบฝึกหัด

ใน The company sponsored local schools to polish its image in the community's eyes บริษัทกำลังพยายามทำอะไร?

  1. ทำให้ชุมชนมองบริษัทในแง่ดีขึ้น
  2. ค้นหาว่าชุมชนสามารถมองเห็นอะไรได้จริงด้วยตา
  3. ทำความสะอาดรูปถ่ายที่เป็นของชุมชน
ดูคำตอบ

ทำให้ชุมชนมองบริษัทในแง่ดีขึ้น

What counts is that you and one or two others ลำดับความ

5:44

สิ่งสำคัญคือคุณกับคนอีกสักหนึ่งหรือสองคน

are okay with you being you.

5:47

ยอมรับในตัวตนที่คุณเป็นได้

ลำดับความ

What counts is that ...: การเน้นประเด็นหลัก

What counts is that ... เป็นโครงสร้างเน้นประเด็นที่หมายถึง “สิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือ...” อนุประโยคสัมพัทธ์อิสระ What counts ทำหน้าที่เป็นประธาน ส่วน is เชื่อมประธานกับประเด็นหลัก และอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ระบุประเด็นนั้น ใช้โครงสร้างนี้เพื่อวางรายละเอียดที่สำคัญน้อยกว่าไว้ข้าง ๆ แล้วนำเสนอสิ่งที่เป็นข้อพิจารณาชี้ขาด ในที่นี้ count หมายถึง “สำคัญ” หรือ “มีความหมาย” ไม่ได้หมายถึงการนับจำนวน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเน้นประเด็นสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “สิ่งที่สำคัญคือ”: ____ we keep trying.

ดูคำตอบ

What counts is that

You give up on fame กริยาวลี

5:50

คุณเลิกไขว่คว้าชื่อเสียง

and start to rely on love.

5:52

และเริ่มพึ่งพาความรัก

กริยาวลี

give up on fame: เลิกฝากความหวังไว้กับชื่อเสียง

ในประโยคนี้ give up on fame หมายถึงเลิกไล่ตามชื่อเสียงในฐานะแหล่งของความสำเร็จหรือความเติมเต็ม บุพบท on นำหน้าเป้าหมายหรือความเป็นไปได้ที่บุคคลนั้นไม่คาดหวังอีกแล้วว่าจะสำเร็จ โดยทั่วไป give up on + คำนามหรือรูป -ing มักหมายถึงเลิกหวัง เลิกเชื่อ หรือเลิกพยายามทำบางสิ่งให้สำเร็จ ไม่ได้หมายถึงเพียงหยุดกิจกรรมไว้ชั่วคราว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่หมายถึง “เลิกเชื่อว่าแผนนั้นจะสำเร็จได้”: After two failed trials, the team still refused to ____ the plan.

ดูคำตอบ

give up on

You get better at hearing feedback.

5:55

คุณรับฟังคำติชมได้ดีขึ้น

Rather than assuming that anyone who criticizes you is either trying to humiliate you ไวยากรณ์

5:58

แทนที่จะทึกทักว่าทุกคนที่วิจารณ์คุณกำลังพยายามทำให้คุณอับอาย

or is making a mistake,

6:02

หรือไม่ก็เป็นฝ่ายเข้าใจผิด

you accept that maybe it would be an idea น้ำเสียง/เจตนา

6:04

คุณยอมรับว่าบางทีอาจเป็นความคิดที่ดี

to take a few things on board. สำนวน

6:06

ถ้าจะรับบางเรื่องมาพิจารณา

ไวยากรณ์

Rather than assuming ... you accept ...: แทนที่จะด่วนสรุป คุณยอมรับอีกความเป็นไปได้

Rather than assuming ... เป็นวลีแสดงความตรงข้ามที่วางไว้ต้นประโยค Rather than + -ing ระบุปฏิกิริยาที่ถูกปฏิเสธ ส่วนประโยคหลัก you accept ... นำเสนอปฏิกิริยาทางเลือก รูปแบบนี้จัดเหตุผลในลักษณะ “ไม่ใช่การตอบสนองแบบนี้ แต่เป็นอีกแบบหนึ่ง” ประธานที่ละไว้ของ assuming คือ you ซึ่งเป็นประธานเดียวกับที่ระบุไว้ในประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Rather than + -ing ได้ถูกต้องเพื่อปฏิเสธปฏิกิริยาหนึ่งและนำเสนอทางเลือกของผู้พูด

  1. Rather than ignoring the complaint, the investigation was thorough.
  2. Rather than ignoring the complaint, we investigated it.
  3. Rather than we ignored the complaint, we investigated it.
ดูคำตอบ

Rather than ignoring the complaint, we investigated it.

น้ำเสียง/เจตนา

Maybe it would be an idea to ...: การเสนอแนะอย่างนุ่มนวล

ในประโยคนี้ maybe it would be an idea to ใช้เกริ่นข้อเสนอแนะอย่างระมัดระวังและอ้อม ๆ ผู้พูดกำลังบอกว่าการยอมรับคำวิจารณ์บางส่วนอาจเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา ไม่ได้ออกคำสั่งอย่างหนักแน่น Maybe แสดงความไม่แน่ใจ ส่วน would ทำให้ข้อเสนอมีลักษณะสมมติ เมื่อใช้ร่วมกับ it would be an idea to จึงช่วยลดแรงกดดันและเปิดโอกาสให้ผู้ฟังตัดสินใจเอง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างข้อเสนอแนะที่สุภาพและไม่ฟันธงจากบทเรียน: ____ wait until tomorrow before sending the message.

ดูคำตอบ

Maybe it would be an idea to

สำนวน

Take a few things on board: พิจารณาข้อเสนอแนะอย่างจริงจัง

Take a few things on board เป็นสำนวนที่หมายถึง “รับฟังและพิจารณาบางประเด็นอย่างจริงจัง” ในที่นี้ a few things หมายถึงบางส่วนของคำวิจารณ์ที่อาจมีประโยชน์ จึงไม่ได้ขอให้ผู้ฟังยอมรับทุกข้อกล่าวอ้าง Take feedback on board ไม่ได้หมายความในตัวเองว่าเห็นด้วยทั้งหมดหรือลงมือทำ แต่หมายถึงการเปิดรับข้อมูลให้เข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวน take something on board จากบทเรียน: The manager said she would ____ our feedback ____ before making a final decision.

ดูคำตอบ

take · on board

You start to see that you can listen to a criticism

6:09

คุณเริ่มเห็นว่าคุณสามารถรับฟังคำวิจารณ์

and survive it without having to put on your armor สำนวน

6:12

และผ่านมันไปได้โดยไม่ต้องสวมเกราะป้องกันตัว

and deny that there was ever a problem.

6:15

หรือปฏิเสธว่าไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้นเลย

สำนวน

Put on your armor ในความหมายของการปกป้องตนเองทางอารมณ์

ในที่นี้ put on your armor เป็นอุปมาถึงการตั้งรับทางอารมณ์เมื่อคำวิจารณ์ทำให้รู้สึกว่าถูกคุกคาม ไม่ได้หมายถึงเกราะจริง ๆ แต่หมายถึงการที่คนเรารีบปกป้องตนเองจากความไม่สบายใจหรือความเจ็บปวด ในประโยคนี้ ปฏิกิริยาป้องกันตัวดังกล่าวนำไปสู่การปฏิเสธว่าไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้น แนวคิดสำคัญที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ เราสามารถรับฟังคำวิจารณ์โดยไม่ต้องมองว่าเป็นการโจมตีที่ต้องสกัดกั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ put on your armor สื่อถึงอะไร

  1. ตั้งรับทางอารมณ์เมื่อถูกวิจารณ์
  2. ตอบรับคำวิจารณ์อย่างสงบและเปิดใจ
  3. เพิกเฉยต่อคำวิจารณ์เพราะไม่สำคัญ
  4. เตรียมตัวรับอันตรายทางกายจริง ๆ
ดูคำตอบ

ตั้งรับทางอารมณ์เมื่อถูกวิจารณ์

You realize the extent to which you tend to live day by day ไวยากรณ์

6:18

คุณตระหนักว่าในแต่ละวัน ตัวเองมักใช้ชีวิต

in too great a proximity to certain of your problems and issues. การใช้คำ

6:22

โดยจมอยู่กับปัญหาและเรื่องบางอย่างของตัวเองมากเกินไปเพียงใด

ไวยากรณ์

the extent to which + อนุประโยค เพื่อแสดงระดับ

The extent to which ใช้นำอนุประโยคที่บอกระดับ โดยมีความหมายว่าไกลเพียงใดหรือในระดับใด ในตัวอย่างนี้ วลีทั้งหมด the extent to which you tend to live ... ทำหน้าที่เป็นกรรมของ realize which ในที่นี้ไม่ได้ย้อนกลับไปอ้างถึงคำนามคำใดคำหนึ่ง แต่ทำงานร่วมกับ extent และ to เพื่อเชื่อมข้อความบอกระดับเข้ากับอนุประโยคสมบูรณ์ที่ตามมา โครงสร้างคือ the extent to which + ประธาน + กริยา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคทางการด้วยวลีเชื่อมระดับ: The report reveals ____ air pollution affects children's health.

ดูคำตอบ

the extent to which

การใช้คำ

ความหมายและโครงสร้างของ too great a proximity to

“Proximity to” เป็นวลีนามแบบเป็นทางการ หมายถึงความใกล้ชิดกับบางสิ่ง ในที่นี้ “too great a proximity to” ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ คือการอยู่ใกล้ปัญหาบางอย่างทางความคิดมากเกินไปอาจทำให้ตัดสินอย่างสงบและเป็นกลางได้ยาก โครงสร้างคือ “too + คำคุณศัพท์ + a + คำนามเอกพจน์” โดย “too great a proximity” หมายถึง “ระดับความใกล้ชิดที่มากเกินกว่าจะเป็นประโยชน์” โครงสร้างนี้เป็นทางการกว่า “too close to” ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีทางการจากบทเรียนที่ตรงกับความหมายว่า “ใกล้เกินกว่าจะเป็นประโยชน์”: Being in ____ the dispute made it hard for the mediator to remain objective.

ดูคำตอบ

too great a proximity to

You remember more and more that you need to get out

6:26

คุณยิ่งจำได้บ่อยขึ้นว่าตัวเองต้องออกไปข้างนอก

and get a perspective on the things that pain you. วลี

6:29

และถอยออกมามองสิ่งที่ทำให้คุณเจ็บปวดในมุมที่กว้างขึ้น

วลี

get a perspective on: เปลี่ยนมุมมองที่ใช้มองสิ่งต่าง ๆ

“Get a perspective on” หมายถึงการพัฒนาวิธีมองและทำความเข้าใจบางสิ่ง มักเกิดขึ้นหลังจากถอยออกมาหรือได้รับข้อมูลใหม่ ในประโยคนี้ การเว้นระยะจากเรื่องที่ทำให้เจ็บปวดช่วยให้ตัดสินได้กว้างขึ้นและสงบขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนคือวิธีที่คุณมองสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวสถานการณ์เอง ความหมายจึงมากกว่า “think about” เพราะสื่อว่ามุมมองเกิดการเปลี่ยนแปลง

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ “get a perspective on the problem” หมายความว่าอย่างไร?

  1. พัฒนาวิธีทำความเข้าใจปัญหาที่กว้างขึ้นหรือมีระยะห่างมากขึ้น
  2. ทำให้ปัญหาหายไป
  3. คิดถึงปัญหาโดยไม่ได้สื่อว่ามุมมองเปลี่ยนไป
ดูคำตอบ

พัฒนาวิธีทำความเข้าใจปัญหาที่กว้างขึ้นหรือมีระยะห่างมากขึ้น

You take more walks in nature.

6:32

คุณออกไปเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติมากขึ้น

You might get a pet.

6:34

คุณอาจเลี้ยงสัตว์สักตัว

They don't fret like we do.

6:36

พวกมันไม่คอยกลัดกลุ้มแบบเรา

And you appreciate the distant galaxies above us in the night sky.

6:38

และคุณชื่นชมกาแล็กซีอันไกลโพ้นเหนือเราบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

You recognize how your distinctive past colors your response to events สำนวน

6:43

คุณตระหนักว่าอดีตอันเฉพาะตัวของคุณกำหนดวิธีตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างไร

and learn to compensate for the distortions that can result. วลี

6:48

และเรียนรู้ที่จะชดเชยความบิดเบือนที่อาจตามมา

สำนวน

ความหมายเชิงเปรียบเทียบของ color ใน colors your response

ในที่นี้ colors เป็นคำกริยา หมายความว่าอดีตส่วนตัวของคุณมีอิทธิพลต่อวิธีตีความและตอบสนองต่อเหตุการณ์ ทำให้การตอบสนองมีแนวโน้มทางอารมณ์หรือความคิดบางอย่าง อุปมานี้สื่อถึงตัวกรองหรือเฉดสี ไม่ใช่การควบคุมทั้งหมด ประสบการณ์อาจหล่อหลอมการตอบสนองได้โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดทุกอย่าง ไม่ได้หมายถึงการลงสีจริง ๆ หรือการจงใจหลอกลวง

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Her childhood memories color her view of the town," คำว่า color หมายถึงอะไร

  1. ความทรงจำกำหนดทุกความคิดเห็นของเธออย่างสมบูรณ์
  2. ความทรงจำพิสูจน์ว่ามุมมองของเธอไม่ซื่อสัตย์โดยเจตนา
  3. ความทรงจำทำให้เธอมองเห็นอาคารเป็นสีจริงที่แตกต่างกัน
  4. ความทรงจำมีอิทธิพลต่อมุมมองของเธอและทำให้มีแนวโน้มบางอย่าง
ดูคำตอบ

ความทรงจำมีอิทธิพลต่อมุมมองของเธอและทำให้มีแนวโน้มบางอย่าง

วลี

การใช้ compensate for เพื่อชดเชยข้อเสีย

ใน compensate for คำว่า for นำหน้าจุดอ่อน ความสูญเสีย หรือผลที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งการกระทำหนึ่งช่วยชดเชย ในที่นี้ การปรับตัวมีไว้เพื่อลดความบิดเบือนที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีต วลีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การชดเชยด้วยเงิน ทักษะ คุณสมบัติในการออกแบบ หรือการปรับอย่างตั้งใจสามารถชดเชยข้อเสียด้วยการถ่วงดุลผลกระทบได้ แม้จะขจัดสาเหตุไม่ได้ก็ตาม

แบบฝึกหัด

ใช้ compensate กับคำบุพบทที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The larger battery helps ____ the device's high power consumption.

ดูคำตอบ

compensate for

You accept that because of how your childhood went, การใช้คำ

6:52

คุณยอมรับว่า จากประสบการณ์ในวัยเด็กของคุณ

you have a predisposition to exaggerate in certain areas. การใช้คำ

6:55

คุณจึงมีแนวโน้มจะมองบางเรื่องเกินจริง

การใช้คำ

ความหมายของ how your childhood went

ในประโยคนี้ how your childhood went เป็นอนุประโยค how แบบฝังที่อยู่หลัง because of อนุประโยคทั้งหมดนำเสนอว่าวัยเด็กของบุคคลนั้นดำเนินมาอย่างไรในฐานะสาเหตุของแนวโน้มที่เกิดขึ้นภายหลัง ตรงนี้ went หมายถึง “ดำเนินหรือคลี่คลายไป” ไม่ใช่ “เดินทางไป” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ how + เหตุการณ์หรือช่วงเวลา + went ซึ่งใช้ถามหรือกล่าวถึงกระบวนการและผลโดยรวมของประสบการณ์นั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่ใช้ถามถึงกระบวนการและผลของการสัมภาษณ์: Tell me ____.

ดูคำตอบ

how the interview went

การใช้คำ

a predisposition to exaggerate: แนวโน้ม ไม่ใช่ความแน่นอน

a predisposition to exaggerate หมายถึงแนวโน้มที่มีอยู่แล้วซึ่งทำให้คนคนหนึ่งมีโอกาสพูดเกินจริงมากกว่าค่าเฉลี่ย ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นพูดเกินจริงเสมอ หรือพฤติกรรมนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ รูปแบบคือ a predisposition to + กริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ infinitive to exaggerate ระบุพฤติกรรมที่บุคคลนั้นมีแนวโน้มจะทำ และ in certain areas ในประโยคยังจำกัดขอบเขตของแนวโน้มนี้ให้อยู่ในบางเรื่อง

แบบฝึกหัด

a predisposition to exaggerate ในที่นี้หมายถึงอะไร?

  1. การวินิจฉัยที่ยืนยันแล้วว่าบุคคลนั้นไม่สามารถพูดความจริงได้
  2. แนวโน้มที่มีอยู่แล้วซึ่งทำให้การพูดเกินจริงมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้น แต่ไม่แน่นอน
  3. การตัดสินใจว่าจะพูดเกินจริงทุกครั้ง
ดูคำตอบ

แนวโน้มที่มีอยู่แล้วซึ่งทำให้การพูดเกินจริงมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้น แต่ไม่แน่นอน

You become suspicious of your own first impulses around particular topics.

6:59

คุณเริ่มไม่ไว้วางใจแรงกระตุ้นแรกของตัวเองในบางเรื่อง

You realize, sometimes,

7:04

บางครั้งคุณก็ตระหนักว่า

not to go with your first feelings. วลี

7:06

ไม่ควรทำตามความรู้สึกแรกของตัวเอง

วลี

go with your first feelings: ทำตามปฏิกิริยาแรก

ในที่นี้ go with หมายถึง “ทำตาม ยอมรับ หรือปฏิบัติตาม” ไม่ได้หมายถึง “ไปด้วยกัน” ส่วน your first feelings คือปฏิกิริยาทางอารมณ์ในตอนแรก ดังนั้น not to go with them จึงหมายถึงการไม่ลงมือทำตามปฏิกิริยาเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ คำว่า sometimes จำกัดขอบเขตของคำแนะนำนี้ ผู้พูดกำลังบอกว่าบางหัวข้ออาจทำให้เราต้องตั้งคำถามกับแรงกระตุ้นแรก ไม่ได้หมายความว่าเราควรละเลยสัญชาตญาณเสมอไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “เลือกหรือยอมรับ”: After comparing both proposals, we decided to ____ the safer plan.

ดูคำตอบ

go with

When you start a friendship,

7:10

เมื่อคุณเริ่มผูกมิตรกับใคร

you realize that other people don't principally want to know your good news ไวยากรณ์

7:11

คุณตระหนักว่าสิ่งหลักที่อีกฝ่ายอยากรู้ไม่ใช่ข่าวดีของคุณ

so much as gain an insight into what troubles and worries you วลี

7:15

แต่คือการได้เข้าใจว่าอะไรทำให้คุณทุกข์ใจและกังวล

วลี

gain an insight into: เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น

ในประโยคนี้ gain an insight into หมายถึงการเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้อีกคนทุกข์ใจและกังวล สำนวนนี้สื่อถึงการค้นพบสิ่งที่อยู่ลึกกว่าข้อเท็จจริงบนผิวหน้าผ่านการสนทนาอย่างเปิดใจ ไม่ใช่เพียงการรับฟังข่าวดีของคนนั้น รูปแบบคือ gain an insight into + คำนามหรืออนุประโยค wh- ในที่นี้ what troubles and worries you เป็นกรรมของ into ส่วน an insight หมายถึงความเข้าใจเฉพาะเรื่องหนึ่งที่มีความหมาย ขณะที่ insight แบบนามนับไม่ได้หมายถึงความเข้าใจลึกซึ้งโดยทั่วไปได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกลุ่มคำสี่คำจากบทเรียนนี้: The interviews helped us ____ why new employees leave.

ดูคำตอบ

gain an insight into

so that they can, in turn, ลำดับความ

7:20

เพื่อที่ในทางกลับกัน พวกเขาจะได้

feel less lonely with the pains of their own hearts.

7:22

รู้สึกเดียวดายน้อยลงกับความเจ็บปวดในหัวใจของตน

ไวยากรณ์

don't ... so much as ...: แก้ไขจุดเน้นหลัก

โครงสร้าง don't ... so much as ... ใช้แก้ไขจุดเน้นหลัก ไม่ใช่เพียงปฏิเสธความคิดแรก แรงจูงใจข้อแรกอาจเป็นจริงอยู่ แต่ข้อที่สองถูกเสนอว่าเป็นคำอธิบายที่สำคัญหรือแม่นยำกว่า ในประโยคนี้ คนอื่นอาจสนใจข่าวดีของคุณด้วย แต่ความสนใจหลักของพวกเขาถูกอธิบายว่าเป็นการเข้าใจปัญหาและความกังวลของคุณ ส่วนเติมเต็มทั้งสองมีโครงสร้างขนานกัน ได้แก่ want to know ... และ (want to) gain ... ในภาษาอังกฤษสามารถละ to ตัวที่สองไว้ให้เข้าใจจากบริบทได้ โดยทั่วไป not so much A as B ช่วยให้ผู้พูดแก้ไขคำอธิบายแรกจาก A ไปเน้น B

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร? Maya doesn't want a quick apology so much as a clear explanation.

  1. มายาต้องการเพียงคำขอโทษสั้น ๆ และไม่ต้องการคำอธิบาย
  2. สิ่งที่มายาต้องการเป็นหลักคือคำอธิบายที่ชัดเจน แม้ว่าคำขอโทษอาจยังมีความสำคัญอยู่
  3. มายาต้องการคำขอโทษและคำอธิบายในระดับเท่ากัน
ดูคำตอบ

สิ่งที่มายาต้องการเป็นหลักคือคำอธิบายที่ชัดเจน แม้ว่าคำขอโทษอาจยังมีความสำคัญอยู่

ลำดับความ

in turn: แสดงขั้นที่เกิดขึ้นเป็นผลตามมา

ในประโยคนี้ in turn เชื่อมสองขั้นในสายโซ่เหตุและผลเข้าด้วยกัน หลังจากคนอื่นเข้าใจความกังวลของคุณแล้ว ประสบการณ์นั้นก็ช่วยให้พวกเขารู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงเมื่อเผชิญกับความเจ็บปวดของตนเอง ในที่นี้จึงหมายถึง “เป็นผลที่ตามมา” หรือ “และสิ่งนั้นก็ส่งผลต่อไป” ไม่ใช่เพียง “ภายหลัง” ในฐานะเครื่องหมายเชื่อมโยงความคิด สำนวนนี้บอกผู้ฟังให้ตีความอนุประโยคถัดไปว่าเป็นผลที่เกิดจากขั้นก่อนหน้า เครื่องหมายจุลภาคแยกสำนวนนี้ไว้เสมือนข้อความแทรก แต่หน้าที่สำคัญคือแสดงความเชื่อมโยงเชิงเหตุผลหรือความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

แบบฝึกหัด

in turn แสดงความสัมพันธ์แบบใดในประโยคนี้? Clear instructions reduce mistakes, which in turn saves time.

  1. การลดข้อผิดพลาดนำไปสู่การประหยัดเวลา
  2. มีการประหยัดเวลาก่อนที่คำแนะนำจะชัดเจน
  3. ผู้คนประหยัดเวลาทีละคนตามลำดับ
ดูคำตอบ

การลดข้อผิดพลาดนำไปสู่การประหยัดเวลา

You become a better friend because you see that what friendship is really about ไวยากรณ์

7:26

คุณเป็นเพื่อนที่ดีขึ้น เพราะเห็นว่าแท้จริงแล้วมิตรภาพ

is a sharing of vulnerability.

7:31

คือการแบ่งปันความเปราะบางของกันและกัน

ไวยากรณ์

โครงสร้าง What friendship is really about is ...

ประธานคืออนุประโยค what ที่ซ้อนอยู่ คือ what friendship is really about ภายในอนุประโยคนี้ is เชื่อม friendship กับ about ตามรูปแบบ friendship is about something ทั้งอนุประโยคจึงหมายถึงสิ่งที่มิตรภาพเกี่ยวข้องอย่างแท้จริง is ตัวที่สองเป็นกริยาเชื่อมหลัก โดยเชื่อมอนุประโยคที่เป็นประธานเข้ากับ a sharing of vulnerability และเสนอว่าการเปิดเผยความกลัว ความเจ็บปวด หรือความไม่มั่นคงต่อกันคือแก่นสำคัญของมิตรภาพ รูปแบบ What X is really about is Y สามารถนำไปใช้เพื่อเน้นจุดประสงค์หรือแก่นแท้ที่ลึกกว่า และมักใช้แก้ไขมุมมองที่ผิวเผินกว่า

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบาย 'is' สองตัวในโครงสร้างที่เน้นไว้ได้ถูกต้อง

  1. 'is' ทั้งสองตัวรวมกันเป็นกริยาวลีเดียวกัน
  2. 'is' ตัวแรกเชื่อมทั้งประโยคกับคำจำกัดความ ส่วน 'is' ตัวที่สองเป็นส่วนหนึ่งของคำถาม
  3. 'is' ตัวแรกอยู่ในอนุประโยค what ส่วน 'is' ตัวที่สองเชื่อมอนุประโยคนั้นกับคำจำกัดความ
ดูคำตอบ

'is' ตัวแรกอยู่ในอนุประโยค what ส่วน 'is' ตัวที่สองเชื่อมอนุประโยคนั้นกับคำจำกัดความ

Our emotional barometer is a tool สำนวน

7:37

มาตรวัดอารมณ์ของเราเป็นเครื่องมือ

that can help us to more clearly explain our moods.

7:39

ที่ช่วยให้เราอธิบายสภาวะอารมณ์ของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สำนวน

emotional barometer ในฐานะคำเปรียบเปรยถึงอารมณ์

ตามความหมายตรงตัว barometer คือเครื่องมือที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศ แต่ emotional barometer ในที่นี้เป็นคำเปรียบเปรยถึงเครื่องมือหรือตัวบ่งชี้ที่ช่วยให้คนสังเกต ตีความ และสื่อสารการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ คำเปรียบเปรยนี้สื่อถึงความไวต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การวัดที่เที่ยงตรงและเป็นกลาง ในประโยคนี้ คำดังกล่าวหมายถึงวิธีที่ทำให้อธิบายอารมณ์ได้ง่ายขึ้น ไม่ได้หมายถึงเครื่องมือทางอุตุนิยมวิทยาจริงหรือมาตรวัดอารมณ์ที่แม่นยำทางวิทยาศาสตร์

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ emotional barometer น่าจะหมายถึงอะไร

  1. เครื่องมือหรือตัวบ่งชี้ที่ช่วยให้คนสังเกตและอธิบายสภาวะทางอารมณ์
  2. กฎที่ทำให้อารมณ์ทุกแบบวัดได้อย่างเป็นกลาง
  3. เครื่องมือทางอุตุนิยมวิทยาที่วัดอารมณ์ในรูปความกดอากาศ
ดูคำตอบ

เครื่องมือหรือตัวบ่งชี้ที่ช่วยให้คนสังเกตและอธิบายสภาวะทางอารมณ์

Click the link on screen now to find out more.

7:42

คลิกลิงก์บนหน้าจอตอนนี้เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม