วิธีออกเสียงภาษาอังกฤษให้เป๊ะทุกครั้ง - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
147 คำ 143 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: ผู้สอนอธิบายว่าการจับคู่คำที่มักออกเสียงสับสนกับคำที่คล้องจองกันช่วยสร้างแบบแผนเสียงที่จำง่าย แล้วแนะนำว่าเมื่อมีปัญหาเรื่องการออกเสียง ให้รวบรวมคำคล้องจองและนำมาแต่งเป็นบทกลอนสั้น ๆ เพื่อฝึกฝน ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. myself included, — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: เรียนรู้วิธีรวมตัวผู้พูดเองเข้าไว้ในกลุ่มที่เพิ่งกล่าวถึงอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะเมื่อต้องการยอมรับว่าตนก็มีปัญหาหรือประสบการณ์เดียวกัน โดยช่วยให้น้ำเสียงดูถ่อมตัวและไม่ตรงจนเกินไป 2. rhyme it with — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: ใช้กลุ่มคำหลักสำหรับการฝึกออกเสียงนี้เพื่อบอกว่านำคำหนึ่งไปจับคู่กับคำอื่นที่มีเสียงท้ายคล้องจองกัน พร้อมสังเกตว่า object วางหลัง rhyme และใช้ with เชื่อมไปยังคำที่นำมาเปรียบเทียบ 3. Next time you have a problem with how to pronounce a word, find words that rhyme with it and create a little poem. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจและใช้รูปแบบการให้คำแนะนำที่ Next time เปิดสถานการณ์ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต แล้วตามด้วยประโยคคำสั่งเพื่อบอกขั้นตอนที่ควรทำเมื่อพบสถานการณ์นั้น

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Ooh, I'm cold.

0:00

อู้ย ฉันหนาวจัง

So you've guessed it. วลี

0:10

คุณเดาถูกแล้วล่ะ

วลี

You've guessed it: ยืนยันว่าเดาคำตอบถูกแล้ว

“You've guessed it” ใช้ยืนยันหรือพูดเชิงหยอก ๆ ว่าผู้ฟังหาคำตอบได้จากคำใบ้แล้ว รูป present perfect ใน you've guessed เน้นผลที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือได้คำตอบแล้ว สำนวนนี้มักใช้ก่อนเฉลยคำตอบหรือเปิดเผยหัวข้อ คำว่า it หมายถึงคำตอบหรือหัวข้อที่กำลังทาย ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ผู้ดำเนินรายการให้คำใบ้มาหลายข้อและกำลังจะเฉลย ประโยคใดยืนยันได้อย่างเป็นธรรมชาติว่าผู้ชมเดาคำตอบได้แล้ว

  1. You've guessed it.
  2. You have to guess it.
  3. You're still guessing.
ดูคำตอบ

You've guessed it.

We're talking about pronunciation. ลำดับความ

0:11

เรากำลังพูดถึงเรื่องการออกเสียงกันอยู่

ลำดับความ

We're talking about ...: ประกาศหัวข้อ

“We're talking about + หัวข้อ” ใช้บอกผู้ฟังว่าส่วนนี้กำลังกล่าวถึงเรื่องอะไร ในประโยคนี้ about นำหน้า pronunciation เพื่อระบุหัวข้อที่กำลังพูดถึง ส่วน talking ไม่ได้หมายถึงการคุยเล่น ๆ เท่านั้น เมื่อใช้ตอนเปิดเรื่องหรือหลังบทนำ ประโยคนี้จะพาเนื้อหาจากการเกริ่นเข้าสู่หัวข้อหลัก และชี้ให้ผู้ฟังสนใจสิ่งที่จะตามมา

แบบฝึกหัด

“We're talking about pronunciation” ทำหน้าที่อะไรเมื่อใช้ตอนเปิดเรื่อง

  1. บอกว่าการสนทนาจบลงแล้ว
  2. ประกาศหัวข้อที่จะกล่าวถึง
  3. ขอให้ผู้ฟังออกเสียงคำหนึ่งคำ
ดูคำตอบ

ประกาศหัวข้อที่จะกล่าวถึง

A lot of my students, and myself included, วลี

0:13

นักเรียนของฉันหลายคน รวมถึงตัวฉันเองด้วย

have problems with pronunciation. วลี

0:16

มีปัญหาเรื่องการออกเสียง

วลี

myself included: การรวมตัวเองไว้ในกลุ่มด้วย

Myself included เป็นข้อความแทรกที่หมายถึง “รวมฉันด้วย” หรือ “ฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้น” ในประโยคนี้ ผู้พูดรวมตัวเองเข้าไปในกลุ่มนักเรียนที่กล่าวถึงแล้ว ไม่ใช่ประโยคกรรมวาจกที่แยกต่างหาก ข้อความแทรกนี้ยังทำให้คำพูดดูห่างเหินน้อยลง ผู้พูดยอมรับว่าตนเองมีความยากลำบากแบบเดียวกัน แทนที่จะชี้เฉพาะปัญหาของนักเรียน จึงสามารถนำรูปแบบนี้ไปใช้หลังจากกล่าวถึงกลุ่มที่รวมตัวผู้พูดเองไว้ด้วยได้

แบบฝึกหัด

ผู้พูดเป็นหนึ่งในผู้ปกครองเหล่านั้น จงเติมข้อความแทรกสองคำที่ขึ้นต้นด้วย myself และหมายถึง “รวมฉันด้วย”: Several parents, ____, forgot the date.

ดูคำตอบ

myself included

วลี

have problems with pronunciation: การระบุด้านที่รู้สึกว่ายาก

Have problems with + คำนาม หมายถึง “มีความยากลำบากกับ” ด้านหรืองานใดงานหนึ่ง ในประโยคนี้ pronunciation เป็นคำนามที่ระบุด้านที่รู้สึกว่ายาก หลัง with สามารถใช้รูป -ing เพื่อระบุการกระทำที่ทำได้ยาก เช่น have problems with remembering names รูปแบบนี้ใช้ with ไม่ใช่ about

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ have problems with: Leo often asks for help because he ____ reading long instructions.

ดูคำตอบ

has problems with

For example,

0:18

ตัวอย่างเช่น

the difference between cold and called, ไวยากรณ์

0:19

ความแตกต่างระหว่าง 'cold' กับ 'called'

or warm and worm.

0:22

หรือ 'warm' กับ 'worm'

ไวยากรณ์

the difference between A and B ... or C and D: รูปแบบเปรียบเทียบสองคู่

รูปแบบ “the difference between A and B” ใช้เปรียบเทียบสองสิ่ง โดย “between” ระบุคู่ที่จะเปรียบเทียบ และ “and” เชื่อมสองสิ่งในคู่นั้น: the difference between cold and called. ในที่นี้ “or” เพิ่มคู่ที่สองคือ warm and worm แม้จะไม่กล่าว “the difference between” ซ้ำ แต่ยังเข้าใจว่าใช้รูปแบบการเปรียบเทียบเดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบ the difference between A and B ให้สมบูรณ์: Can you hear the difference ____ ship ____ sheep?

ดูคำตอบ

between · and

So how are we going to remember the difference? ลำดับความ

0:24

แล้วเราจะจำความแตกต่างพวกนี้ได้ยังไงล่ะ?

ลำดับความ

So how are we going to ...?: คำถามเพื่อเข้าสู่วิธีการ

“So” เชื่อมคำถามนี้เข้ากับความแตกต่างที่เพิ่งอธิบายไป ส่วน “How are we going to remember ...?” เปลี่ยนจุดเน้นจากการระบุความแตกต่างไปสู่การแนะนำวิธีจดจำ ผู้นำเสนอถามคำถามที่ตนเองจะตอบเพื่อจัดลำดับคำอธิบายและดึงความสนใจไปยังขั้นต่อไป ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ตอบเสมอไป

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง So how are we going to remember the difference? ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบาย?

  1. ขอให้ผู้ฟังนิยามคำสองคำนั้นอีกครั้ง
  2. ประกาศว่าคำอธิบายจบแล้ว
  3. เปลี่ยนจากการระบุความแตกต่างไปสู่การแนะนำวิธีจดจำ
ดูคำตอบ

เปลี่ยนจากการระบุความแตกต่างไปสู่การแนะนำวิธีจดจำ

Well, the brain thinks in patterns.

0:26

เอาล่ะ สมองของเราคิดเป็นแบบแผน

So if we give the brain a pattern, ไวยากรณ์

0:29

ดังนั้นถ้าเราให้แบบแผนกับสมอง

it is easier to recall the sound.

0:31

มันก็จะจำเสียงได้ง่ายขึ้น

ไวยากรณ์

if ..., it is easier to ...: การบอกเงื่อนไขและผลลัพธ์

อนุประโยคที่มี if บอกเงื่อนไขหรือวิธี นั่นคือการสร้างแบบแผนให้สมอง ส่วนประโยคหลักบอกผลว่า การนึกถึงเสียงนั้นทำได้ง่ายขึ้น ทั้งสองส่วนใช้รูปปัจจุบัน จึงเป็นการอธิบายความสัมพันธ์ทั่วไปของเงื่อนไขกับผล ไม่ใช่เหตุการณ์ในอนาคตเพียงครั้งเดียว ใน it is easier to recall the sound คำว่า it เป็นประธานที่ใช้แทนตำแหน่ง ส่วนการกระทำที่ถูกบอกว่าง่ายขึ้นจริง ๆ คือ to recall the sound วลี Give the brain a pattern เป็นคำพูดเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการจัดข้อมูลเสียงให้เป็นแบบแผนที่จำแนกได้และช่วยให้จำได้ดีขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกวิธีที่มักเป็นประโยชน์โดยทั่วไปและผลที่มักตามมา

  1. If you sort your cards by colour, it is easier to find the one you need.
  2. You sorted the cards yesterday, so the red one was easy to find.
  3. If you sort these cards now, you will find the red one quickly.
ดูคำตอบ

If you sort your cards by colour, it is easier to find the one you need.

So for example,

0:34

ตัวอย่างเช่น

for the word cold,

0:35

สำหรับคำว่า 'cold'

I can rhyme it with old, hold, told. วลี

0:37

ฉันสามารถให้มันคล้องจองกับ 'old', 'hold', 'told'

วลี

rhyme it with: การใช้โครงสร้าง rhyme A with B

Rhyme A with B หมายถึงจับคู่ A กับ B เพราะมีเสียงท้ายเหมือนหรือคล้ายกัน ในประโยคนี้ it หมายถึง cold ส่วน old, hold และ told คือคำในตำแหน่ง B ที่อยู่หลัง with รักษาลำดับกรรมเป็น rhyme + A + with + B ใช้โครงสร้างนี้เมื่อออกคำสั่งหรืออธิบายการเลือกคำหนึ่งมาเป็นคู่สัมผัสของอีกคำหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งให้สมบูรณ์ด้วย rhyme A with B: To practise the long i sound, ____ light ____ night.

ดูคำตอบ

rhyme · with

And for the word called,

0:41

และสำหรับคำว่า 'called'

with recalled, installed, appalled.

0:44

คล้องจองกับ 'recalled', 'installed', 'appalled'

Next,

0:47

ต่อไป

let's look at worm. วลี

0:48

เรามาดูคำว่า 'worm' กันบ้าง

วลี

ใช้ Let's look at ... เป็นวลีเปลี่ยนเรื่องในการพูด

Let's look at ... เป็นวลีเปลี่ยนเรื่องที่ใช้บ่อยในการพูด โดยชวนผู้ฟังให้ไปดูตัวอย่างหรือหัวข้อถัดไปพร้อมกับผู้พูด Let's ย่อมาจาก let us จึงให้ความรู้สึกร่วมมือกันมากกว่าการออกคำสั่ง ในการอธิบาย look at อาจหมายถึง “มุ่งความสนใจและพิจารณา” ไม่ได้หมายถึง “มองด้วยตา” เท่านั้น ที่นี่วลีนี้ย้ายความสนใจไปที่คำว่า worm เพื่อพูดถึงคำนั้นต่อ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเปลี่ยนเรื่องจากบทเรียนที่ใช้ชวนผู้ฟังให้พิจารณาแผนภูมิ: ____ the first chart.

ดูคำตอบ

Let's look at

It rhymes with firm and squirm.

0:49

มันคล้องจองกับ 'firm' และ 'squirm'

And how about looking at warm? น้ำเสียง/เจตนา

0:52

แล้วถ้าเป็นคำว่า 'warm' ล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ How about looking at ...? เพื่อย้ายจุดสนใจอย่างนุ่มนวล

How about + รูป -ing ใช้เสนอความคิดหรือขั้นตอนถัดไปที่เป็นไปได้ เนื่องจาก about เป็นคำบุพบท กริยาที่ตามมาจึงต้องอยู่ในรูป -ing โดยใช้ How about looking ... ไม่ใช่ How about look ... ในการอธิบายนี้ ผู้พูดไม่ได้ต้องการถามความคิดเห็นจริง ๆ เป็นหลัก รูปคำถามช่วยย้ายความสนใจอย่างนุ่มนวลไปที่คำว่า warm ซึ่งเป็นคำถัดไปที่จะพิจารณา และผู้พูดสามารถอธิบายต่อได้โดยไม่ต้องรอคำตอบ

แบบฝึกหัด

เปลี่ยน look at ให้เป็นรูปที่ถูกต้องหลัง How about: ____ the timetable?

ดูคำตอบ

How about looking at

It rhymes with dorm and norm.

0:54

มันคล้องจองกับ 'dorm' และ 'norm'

When we link those rhyming words together, โน้ต

0:57

เมื่อเราเชื่อมคำที่คล้องจองเหล่านั้นเข้าด้วยกัน

the brain creates a pattern and it's easy to recall the sound.

1:00

สมองจะสร้างแบบแผนขึ้นมา และทำให้จำเสียงนั้นได้ง่าย

ไวยากรณ์

When we ..., ... สำหรับการกระทำที่คาดไว้และผลลัพธ์

อนุประโยค When we link those rhyming words together บอกการกระทำที่นำไปสู่ผลลัพธ์ในประโยคหลัก ในที่นี้ when หมายถึง “ทุกครั้งที่เราทำแบบนี้” ไม่ใช่ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งในอดีต เมื่อต้องการอธิบายวิธีที่ทำเป็นประจำหรือผลลัพธ์ที่เกิดซ้ำ สามารถใช้ When + present simple แล้วตามด้วยประโยคหลักที่บอกว่าปกติจะเกิดอะไรขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเสนอว่าการแยกตามสีเป็นขั้นตอนที่คาดว่าจะทำและบอกผลลัพธ์ตามปกติ?

  1. When we sort the blocks by color, they are easier to find.
  2. When we will sort the blocks by color, they are easier to find.
  3. If we ever sort the blocks by color, they might be easier to find.
ดูคำตอบ

When we sort the blocks by color, they are easier to find.

วลี

link ... together เพื่อเชื่อมหลายสิ่งให้เป็นกลุ่มเดียว

Link + สิ่งของหลายอย่าง + together หมายถึงการเชื่อมสิ่งที่แยกจากกันหลายอย่างให้เป็นกลุ่มหรือเกิดความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ในประโยคนี้ สิ่งที่นำมาเชื่อมคือคำคล้องจอง Together เน้นผลหลังจากเชื่อมแล้ว กล่าวคือไม่ได้มองคำทีละคำ แต่มองเป็นชุดที่เชื่อมโยงกัน รูปแบบเดียวกันนี้ใช้กับสิ่งของ แนวคิด เบาะแส หรือเหตุการณ์ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสองส่วนของ link ... together: Use a line to ____ the matching pictures ____.

ดูคำตอบ

link · together

Next time you have a problem with how to pronounce a word, ไวยากรณ์

1:05

ครั้งหน้าที่คุณมีปัญหาเรื่องการออกเสียงคำไหน

find words that rhyme with it and create a little poem.

1:09

ให้หาคำที่คล้องจองกับคำนั้น แล้วแต่งเป็นบทกวีเล็กๆ ดูนะ

ไวยากรณ์

Next time + อนุประโยค present simple แล้วตามด้วยประโยคคำสั่ง

Next time you have a problem ... หมายถึง “เมื่อสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้ง” Next time ใช้เปิดสถานการณ์ในอนาคตที่ควรทำตามคำแนะนำ ไม่ได้เพียงระบุจุดเวลาในอนาคตเท่านั้น จากนั้นประโยคใช้คำสั่งสองอย่างคือ find ... และ create ... เพื่อบอกว่าควรทำอะไร โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ Next time + ประธาน + กริยารูป present simple แล้วตามด้วยประโยคคำสั่ง แม้จะกล่าวถึงอนาคต ก็ใช้ Next time you have ... ไม่ใช่ Next time you will have ....

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างนี้เพื่อแนะนำว่าครั้งหน้าที่เกิดสถานการณ์นั้นควรทำอะไร

  1. Next time you will lose your place, use a bookmark.
  2. In next time you lose your place, use a bookmark.
  3. Next time you lose your place, use a bookmark.
ดูคำตอบ

Next time you lose your place, use a bookmark.