วิธีจำกริยาวลี (Phrasal Verbs) - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
402 คำ 139 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: เรื่องเล่าการเดินทางแสดงให้เห็นว่า การผูก phrasal verb หนึ่งคำเข้ากับเหตุการณ์สำคัญแต่ละช่วงช่วยให้จำสำนวนที่มีหลายความหมายได้ง่ายขึ้น จากนั้นบทเรียนอธิบายความหมาย ผลต่อการเล่าเรื่อง และไวยากรณ์ของตัวอย่าง ก่อนชวนผู้เรียนสร้างเรื่องของตนเองด้วยวิธีเดียวกัน ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. touched down — กริยาวลี: เข้าใจว่านี่เป็นวิธีพูดอย่างเป็นธรรมชาติว่าเครื่องบินลงจอด และเรียนรู้ว่าเมื่อต้องเล่าเหตุการณ์ในอดีต คำกริยาหลักจะเปลี่ยนรูป แต่คำอนุภาคยังคงเดิม จึงบรรยายจุดเริ่มต้นของการเดินทางได้โดยไม่แปล touch กับ down แยกจากกัน 2. took me aback. — กริยาวลี: ระบุได้ว่าสำนวนนี้หมายถึงบางสิ่งทำให้ผู้พูดประหลาดใจหรือตกใจ อีกทั้งยังมองเห็นโครงสร้างที่แยกได้ ซึ่งวางกรรมไว้ระหว่าง took กับ aback ทำให้ยังจำแนกทั้งสองส่วนเป็นสำนวนเดียวกันได้แม้จะไม่ได้อยู่ติดกัน 3. towered over us. — กริยาวลี: ใช้บรรยายภูเขา อาคาร หรือบุคคลที่สูงตระหง่านเหนือผู้อื่นได้ สำนวนนี้สื่อทั้งความสูงใหญ่และความรู้สึกว่าผู้มองตัวเล็กหรือถูกความยิ่งใหญ่ครอบงำ ทำให้ฉากมีพลังมากกว่าการบอกเพียงว่าสิ่งนั้นสูง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

And the mountain towered over us.

0:00

และภูเขาก็ตระหง่านอยู่เหนือเรา

Phrasal verbs.

0:02

กริยาวลี (Phrasal verbs)

Today, we're talking about phrasal verbs. การใช้คำ

0:08

วันนี้เราจะมาพูดถึงกริยาวลีกัน

การใช้คำ

phrasal verbs: การรวมคำกริยากับ particle

phrasal verb คือการนำคำกริยามารวมกับคำสั้น ๆ หนึ่งคำหรือมากกว่าที่ทำหน้าที่เป็น particle เช่น down, off หรือ through คำเหล่านี้ทำงานร่วมกันเป็นสำนวนกริยาหนึ่งหน่วย และความหมายรวมอาจต่างจากความหมายของแต่ละคำเมื่อแยกกัน ให้เรียนรู้คำทั้งชุดเป็นหน่วยเดียวในประโยค คำกริยาหลักยังคงเปลี่ยนรูปได้ เช่น touch down และ touched down

แบบฝึกหัด

ประโยคใดมี phrasal verb ที่มีความหมายรวมว่า “ลงจอด”

  1. The plane touched down safely.
  2. She sat on the chair.
  3. We opened the window.
ดูคำตอบ

The plane touched down safely.

They have so many uses,

0:11

พวกมันมีการใช้งานเยอะมาก

but the problem is that one phrasal verb การใช้คำ

0:13

แต่ปัญหาคือ กริยาวลีคำเดียว

can have about six different meanings.

0:16

อาจมีความหมายแตกต่างกันถึงหกความหมาย

การใช้คำ

phrasal verb หนึ่งคำอาจมีหลายความหมาย: ใช้บริบท

ประโยคนี้เตือนว่า phrasal verb เดียวกันอาจมีหลายความหมายในบริบทที่ต่างกัน อย่าผูกไว้กับคำแปลเดียวตลอดไป ให้ดูกรรม สถานการณ์ และประโยครอบข้างเพื่อพิจารณาว่ากำลังใช้ความหมายใด about six เป็นจำนวนโดยประมาณที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่กฎว่า phrasal verb ทุกคำต้องมีหกความหมายพอดี ประเด็นสำคัญคือรูปคำเดียวกันอาจมีหลายความหมายที่ขึ้นอยู่กับบริบท

แบบฝึกหัด

วิธีใดดีที่สุดในการหาความหมายของ phrasal verb ที่มีหลายความหมาย

  1. ดูเฉพาะ particle และไม่สนใจส่วนที่เหลือของประโยค
  2. ใช้คำแปลแรกที่เรียนมาเสมอ
  3. ใช้เบาะแส เช่น กรรม สถานการณ์ และบริบทรอบข้าง
ดูคำตอบ

ใช้เบาะแส เช่น กรรม สถานการณ์ และบริบทรอบข้าง

How do you remember all of that?

0:20

แล้วคุณจะจำทั้งหมดนั้นได้ยังไง?

I've got a technique that will help you. วลี

0:23

ฉันมีเทคนิคที่จะช่วยคุณได้

วลี

I've got ที่ใช้บอกว่ามีบางอย่างอยู่ในตอนนี้

I've got เป็นรูปย่อของ I have got ในที่นี้หมายถึง “ฉันมี” โดยผู้พูดกำลังแนะนำเทคนิคที่ตนมีอยู่ตอนนี้ ให้เข้าใจ have got เป็นโครงสร้างเดียวที่มีความหมายเป็นปัจจุบัน ในประโยคนี้ got ไม่ได้หมายถึง “ได้รับมา” ในอดีต

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกสิ่งที่ได้ยิน โดยสังเกตว่าหลัง I มีเสียง /v/ สั้น ๆ หรือไม่

  1. I've got a new idea for the game.
  2. I got a new idea for the game.
ดูคำตอบ

I've got a new idea for the game.

Tell a story using the phrasal verbs.

0:25

นั่นคือการเล่าเรื่องโดยใช้กริยาวลี

One phrasal verb for each key event. ลำดับความ

0:28

ใช้กริยาวลีหนึ่งคำสำหรับเหตุการณ์สำคัญแต่ละเหตุการณ์

ลำดับความ

ใช้ for each key event เพื่อจัดข้อมูลแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

for each key event บอกว่าสิ่งต่าง ๆ จับคู่กันอย่างไร โดยเหตุการณ์สำคัญแต่ละเหตุการณ์จะได้กริยาวลีหนึ่งคำ each มองเหตุการณ์ทีละเหตุการณ์ จึงทำให้เกิดแผนการจับคู่แบบหนึ่งต่อหนึ่งที่ชัดเจน ในที่นี้ หลัง each ใช้คำนามนับได้รูปเอกพจน์ จึงเป็น each key event คำว่า key หมายถึง “สำคัญ” ไม่ได้เกี่ยวกับกุญแจ

แบบฝึกหัด

เติมแผนให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างการจับคู่แบบหนึ่งต่อหนึ่งจากบทเรียน: Write one sentence ____ key point.

ดูคำตอบ

for each

We're going to listen to a story

0:32

เรากำลังจะได้ฟังเรื่องราวหนึ่ง

that has four phrasal verbs.

0:34

ที่มีกริยาวลีอยู่สี่คำ

As you listen,

0:36

ขณะที่คุณฟัง

see if you can hear them. น้ำเสียง/เจตนา

0:38

ลองดูสิว่าคุณจะได้ยินพวกมันไหม

น้ำเสียง/เจตนา

see if you can: คำชวนให้ลองอย่างนุ่มนวล

ในประโยคนี้ see if you can หมายถึง “ลองดูว่าทำได้ไหม” คำว่า see ไม่ได้หมายถึงการมองด้วยตา การกระทำที่ให้ลองคือ hear โครงสร้าง see if you can + คำกริยารูปพื้นฐาน ทำให้งานหนึ่งกลายเป็นคำชวนให้ลองอย่างนุ่มนวล ฟังดูตรงน้อยกว่าคำสั่ง และเปิดโอกาสให้งานนั้นอาจเป็นเรื่องยากได้

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งในชั้นเรียนที่นุ่มนวลให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างสี่คำจากบทเรียน: As you listen, ____ hear the two sounds.

ดูคำตอบ

see if you can

Let's go.

0:39

ไปกันเลย

The plane touched down at midday. กริยาวลี

0:40

เครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ตอนเที่ยงวัน

กริยาวลี

touched down: อากาศยานลงจอดแล้ว

ในที่นี้ touched down หมายถึง “ลงจอดแล้ว” คือเครื่องบินมาถึงพื้น touch down เป็นกริยาวลีที่ใช้กับอากาศยานหรือยานอวกาศ จึงต้องเข้าใจเป็นสำนวนเดียว ไม่ใช่แยก touch กับ down Touched down เป็นรูปอดีต มีเพียงคำกริยา touch ที่เปลี่ยนเป็น touched ส่วน down คงเดิม

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ touch down เติมประโยคให้สมบูรณ์: The helicopter ____ safely near the hospital.

ดูคำตอบ

touched down

As soon as we left the plane, ไวยากรณ์

0:42

ทันทีที่เราออกจากเครื่องบิน

the heat hit us. สำนวน

0:44

ความร้อนก็ปะทะเข้ากับเรา

ไวยากรณ์

As soon as: เหตุการณ์หนึ่งเกิดตามอีกเหตุการณ์ทันที

As soon as เป็นวลีเชื่อมเวลาแบบครบชุด หมายถึง “ทันทีที่” หรือ “หลังจากนั้นทันที” ในประโยคนี้ การออกจากเครื่องบินเกิดก่อน แล้วความร้อนก็ถูกสัมผัสแทบจะทันที วลีนี้นำหน้าอนุประโยคบอกเวลา และเชื่อมได้ทั้งเหตุการณ์ในอดีตอย่างในประโยคนี้และเหตุการณ์ในอนาคต เมื่อพูดถึงอนาคต ปกติภาษาอังกฤษใช้รูปปัจจุบันหลัง as soon as เช่น As soon as the rain stops, we'll go outside.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย as soon as: ____ the bell rings, we'll go inside.

ดูคำตอบ

As soon as

สำนวน

the heat hit us: ความร้อนรุนแรงที่ปะทะมาอย่างฉับพลัน

ใน the heat hit us คำว่า hit ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ความร้อนไม่ได้ตีหรือชนใครจริง ๆ แต่หมายถึงการรู้สึกร้อนขึ้นมาอย่างฉับพลันและรุนแรง ราวกับมีแรงบางอย่างพุ่งมาปะทะ โครงสร้างนี้ใช้ความรู้สึกหรือการตระหนักรู้อย่างฉับพลันเป็นประธานของ hit และใช้ผู้ที่ได้รับผลเป็นกรรมได้ เช่น The smell hit me; The truth hit him. เป็นการบรรยายที่เห็นภาพกว่าการพูดเพียงว่า it was hot

แบบฝึกหัด

ใน The heat hit us. คำว่า hit หมายถึงอะไร

  1. มีคนทำร้ายร่างกายเราจริง ๆ
  2. เรารู้สึกถึงความร้อนอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที
  3. เราเปิดเครื่องทำความร้อน
ดูคำตอบ

เรารู้สึกถึงความร้อนอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที

We pushed through the airport กริยาวลี

0:45

เราเบียดเสียดฝ่าฝูงชนในสถานบิน

and we were sweating and exhausted.

0:48

และเราก็เหงื่อท่วมตัวและเหนื่อยล้ามาก

กริยาวลี

pushed through: ผ่านสถานที่ไปอย่างยากลำบาก

ในที่นี้ pushed through หมายถึงพวกเขาฝ่าผ่านสนามบินที่แออัดไปอย่างยากลำบาก คำว่า push ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาผลักสนามบินจริง ๆ แต่เพิ่มความหมายว่ามีแรงต้าน ส่วน through แสดงการเคลื่อนจากด้านหนึ่งของสถานที่ไปอีกด้านหนึ่ง ใช้ push through + สถานที่ ฝูงชน หรือสิ่งกีดขวาง เมื่อการผ่านไปนั้นยาก ส่วน walk through บอกเพียงเส้นทางที่เดินผ่าน และไม่ได้สื่อถึงความลำบากในตัวเอง

แบบฝึกหัด

ทางเข้าสถานีเต็มไปด้วยผู้คน ประโยคใดสื่อได้ดีที่สุดว่ามีอาฝ่าฝูงชนไปอย่างยากลำบาก

  1. Mia walked through the quiet hall to reach the platform.
  2. Mia pushed through the crowd to reach the platform.
  3. Mia squeezed through a narrow gap in the fence.
ดูคำตอบ

Mia pushed through the crowd to reach the platform.

And then my friend wandered off กริยาวลี

0:50

แล้วเพื่อนของฉันก็เดินเตร่หายไป

and I looked everywhere for him.

0:53

และฉันก็มองหาเขาทุกที่

กริยาวลี

wandered off: เดินแยกจากกลุ่มโดยไม่มีแผนชัดเจน

wandered off เป็นรูปอดีตของ wander off หมายถึงเพื่อนค่อย ๆ เดินออกจากสถานที่เดิมหรือกลุ่มโดยไม่มีแผนที่ชัดเจน หรืออาจไม่ทันสังเกตว่าตนเองไปไกลแค่ไหนแล้ว จึงทำให้ผู้พูดต้องออกตามหาเขา wander เพิ่มความหมายว่าขยับไปโดยไม่มีทิศทางแน่นอน ส่วน off แสดงการแยกออกจากจุดเริ่มต้นหรือกลุ่ม วลีนี้มักใช้กับเด็ก สัตว์เลี้ยง หรือสมาชิกที่แยกออกจากกลุ่ม แต่ก็ใช้กับผู้ใหญ่ได้เช่นกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ wander off: During the museum visit, one child ____ from the group, so the guide had to look for him.

ดูคำตอบ

wandered off

but I couldn't find him.

0:55

แต่ฉันหาเขาไม่พบ

I decided to get some fresh air. วลี

0:57

ฉันตัดสินใจไปสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อย

วลี

get some fresh air: ออกไปสูดอากาศและพักสั้น ๆ

Get some fresh air เป็นสำนวนตายตัวที่ใช้กันทั่วไป หมายถึงออกไปข้างนอกหรือไปยังที่ที่อากาศถ่ายเทดีกว่าเพื่อสูดอากาศที่สดชื่นขึ้น ในประโยคนี้ get ไม่ได้หมายถึงการรับหรือได้สิ่งของมา ผู้คนยังใช้สำนวนนี้เมื่อต้องการพักสั้น ๆ เดินเล่นเล็กน้อย หรือออกจากห้องที่อับ ควรจำ get some fresh air เป็นวลีเดียวทั้งชุด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสี่คำที่หมายถึง “ออกไปข้างนอกสั้น ๆ เพื่อสูดอากาศที่สดชื่นขึ้น”: The room is stuffy, so let's ____.

ดูคำตอบ

get some fresh air

What happened next took me aback. กริยาวลี

0:59

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปทำเอาฉันผงะเลย

กริยาวลี

took me aback: take + คน + aback

Took me aback เป็นรูปอดีตของ take someone aback หมายถึงมีบางสิ่งทำให้ฉันประหลาดใจหรือตกใจอย่างฉับพลัน จนชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร ในที่นี้ aback ไม่ได้บอกทิศทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนตายตัว โครงสร้างคือ take + คน + aback คนที่รู้สึกประหลาดใจจะอยู่ระหว่าง take กับ aback เช่น took me aback และ took us aback ส่วนประธานระบุสิ่งที่ทำให้เกิดความประหลาดใจ

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกข้อความที่ได้ยินให้ตรงที่สุด สังเกตว่ามีพยางค์เบาอยู่ก่อน back หรือไม่

  1. Her answer took me back.
  2. Her answer took me aback.
ดูคำตอบ

Her answer took me aback.

Right in front of the airport,

1:02

ตรงหน้าสนามบินพอดี

there was a huge mountain

1:04

มีภูเขาขนาดใหญ่มหึมาลูกหนึ่ง

and it towered over us. กริยาวลี

1:07

และมันตระหง่านอยู่เหนือเรา

กริยาวลี

towered over us: สูงตระหง่านเหนือใครบางคนมาก

ใน towered over us คำว่า tower เป็นคำกริยา หมายถึงสิ่งหนึ่งตั้งอยู่สูงกว่าเรามาก โดยมีเราอยู่ข้างล่าง Tower over บอกว่าใครหรืออะไรอยู่ด้านล่างและดูเล็กกว่า คำนี้ทำให้เห็นภาพความใหญ่โตชัดกว่าการบอกเพียงว่าสิ่งนั้น was tall และบางครั้งยังให้ความรู้สึกน่าเกรงขามหรือกดดันด้วย Towered เป็นรูปอดีต

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ tower over เติมประโยคให้สมบูรณ์: The ancient castle ____ the small village.

ดูคำตอบ

towered over

And there was my friend,

1:09

และเพื่อนของฉันก็อยู่ที่นั่น

stood just gazing. ไวยากรณ์

1:11

ยืนจ้องมองอยู่เฉยๆ

ไวยากรณ์

stood just gazing: ท่ายืนพร้อมกับการกระทำรูป -ing ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

ใน stood just gazing คำว่า stood บอกท่าหรือตำแหน่งที่บุคคลนั้นยืนอยู่ ส่วน gazing เป็นรูป -ing ที่บอกว่าบุคคลนั้นกำลังทำอะไรในเวลาเดียวกัน Gazing ไม่ใช่กริยารูปอดีตตัวที่สองที่เชื่อมคู่กับ stood คำว่า just ในที่นี้หมายถึงเพื่อนเพียงยืนอยู่ตรงนั้นและจ้องมองสิ่งที่เห็นอย่างตั้งใจ ไม่ได้หมายถึง “เมื่อสักครู่” รูปแบบนี้ใช้บรรยายท่าทางและการกระทำที่ดำเนินอยู่พร้อมกันได้: ประธาน + stood + -ing

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูป -ing อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อบอกว่า Lina กำลังทำอะไรขณะที่ยืนอยู่?

  1. Lina stood by the gate, waited for the bus.
  2. Lina stood by the gate, waiting for the bus.
  3. Lina standing by the gate, wait for the bus.
ดูคำตอบ

Lina stood by the gate, waiting for the bus.

So, did you hear the phrasal verbs?

1:13

เอาล่ะ คุณได้ยินกริยาวลีบ้างไหม?

Let's go through them one by one. กริยาวลี

1:15

เรามาดูไปทีละคำกันเลย

กริยาวลี

go through them one by one: ตรวจดูแต่ละรายการตามลำดับ

ในประโยคนี้ go through them หมายถึงตรวจดูหรืออธิบายสิ่งที่กล่าวถึงไปแล้ว โดย them แทนหลายรายการ และ go through ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเดินผ่านสถานที่จริง ๆ one by one หมายถึงจัดการทีละรายการ โดยปกติจะทำตามลำดับ เมื่อรวมกันแล้ว วลีนี้บอกว่าผู้พูดจะจัดการแต่ละรายการแยกกันอย่างเป็นระบบ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้อย่างเป็นธรรมชาติว่ากลุ่มจะตรวจสอบระเบียบวาระแต่ละข้อแยกกันตามลำดับ

  1. We'll go across the agenda items one by one.
  2. We'll go through the agenda items one by one.
  3. We'll go the agenda items through one by one.
ดูคำตอบ

We'll go through the agenda items one by one.

First,

1:18

อย่างแรก

the plane touched down.

1:19

เครื่องบินแตะพื้น (touched down)

It landed.

1:21

มันลงจอดแล้ว

Notice that the verb is in the past simple. ไวยากรณ์

1:22

สังเกตว่ากริยาอยู่ในรูป past simple (อดีตกาล)

It changes its form.

1:25

มันเปลี่ยนรูปไป

ไวยากรณ์

the verb is in the past simple: การเปลี่ยนรูปคำกริยาใน phrasal verb

ในที่นี้ the verb is in the past simple หมายความว่ารูปของคำกริยาบอกว่าการกระทำหรือสถานการณ์อยู่ในอดีต ใน phrasal verb touch down คำว่า touch เปลี่ยนเป็น touched ส่วน down คงเดิม phrasal verb มีความหมายเป็นหน่วยเดียวกัน แต่ส่วนที่เป็นคำกริยายังต้องเปลี่ยนให้เข้ากับ tense และประธาน เช่น touch down สามารถเปลี่ยนเป็น touches down, touched down หรือ is touching down ได้ กฎเดียวกันนี้ใช้กับกริยาไม่ปกติด้วย โดย take off เปลี่ยนเป็น took off ใน past simple

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป past simple ของ take off: Yesterday, the plane ____ at noon.

ดูคำตอบ

took off

What happened next?

1:26

เกิดอะไรขึ้นต่อไป?

We went into the airport.

1:28

เราเดินเข้าไปในสนามบิน

Was it crowded

1:30

คนแน่นไหม

or was it empty?

1:31

หรือว่าโล่ง?

It was crowded.

1:33

มันแน่นมาก

So, we couldn't walk through the airport like this.

1:34

ดังนั้น เราจะเดินผ่านสนามบินไปเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้

No, no, no.

1:39

ไม่ ไม่ ไม่

We had to push through the airport.

1:40

เราต้องเบียดเสียดฝ่าไป (push through) ในสนามบิน

And then,

1:44

แล้วจากนั้น

did my friend stay with me

1:46

เพื่อนของฉันอยู่กับฉันไหม

or did he leave?

1:48

หรือเขาจากไป?

He left.

1:50

เขาจากไป

He wandered off.

1:51

เขาเดินเตร่หายไป (wandered off)

We often use this phrasal verb

1:52

เรามักจะใช้กริยาวลีนี้

in the context of parents and children.

1:54

ในบริบทของพ่อแม่และลูก

The child is supposed to stay with their parent, ไวยากรณ์

1:57

เด็กควรจะอยู่กับพ่อแม่

ไวยากรณ์

is supposed to: ความคาดหวังจากกฎหรือแผน

be supposed to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกว่ากฎ แผน หรือความคาดหวังจากผู้อื่นกำหนดให้ควรทำสิ่งใด ในประโยคนี้ is supposed to stay หมายถึงทุกคนคาดว่าเด็กควรอยู่กับผู้ปกครอง รูปของ be เปลี่ยนตามประธานและเวลา เช่น is supposed to, are supposed to และ was supposed to สำนวนนี้อาจใช้เพียงเพื่อบอกความคาดหวัง แต่ถ้าความจริงไม่เป็นเช่นนั้น ก็มักสื่อว่าสิ่งที่ควรเกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง

แบบฝึกหัด

ใช้ be supposed to เติมประโยคเกี่ยวกับแผนที่ตกลงกันไว้ให้สมบูรณ์: According to our schedule, we ____ meet outside the museum at ten.

ดูคำตอบ

are supposed to

but they decide no,

2:01

แต่พวกเขาตัดสินใจว่า ไม่ล่ะ

I want to go and do something different.

2:03

ฉันอยากไปทำอย่างอื่นที่ต่างออกไป

What happened after that?

2:06

เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น?

Something surprised me.

2:08

บางสิ่งทำให้ฉันประหลาดใจ

Something shocked me.

2:10

บางสิ่งทำให้ฉันตกใจ

It took me aback.

2:11

มันทำเอาฉันผงะ (took me aback)

But hm, hang on. น้ำเสียง/เจตนา

2:13

แต่ อืม เดี๋ยวก่อนนะ

น้ำเสียง/เจตนา

hang on: หยุดชั่วคราวเพื่อตรวจสอบหรือแก้ไข

Hang on เป็นคำพูดแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง “รอสักครู่” ในที่นี้ผู้พูดหยุดคำอธิบายของตนเอง เพราะเพิ่งสังเกตเห็นจุดที่ต้องตรวจสอบ สำนวนนี้ใช้ขอให้อีกฝ่ายรอได้ หรือใช้หยุดความคิดของตนเองชั่วคราวก่อนตั้งคำถาม แก้ไข หรือเพิ่มรายละเอียดใหม่ ในความหมายนี้ไม่ได้หมายถึงการห้อยหรือจับสิ่งใดตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

คุณเพิ่งสังเกตว่าตนเองใส่ตัวเลขผิด ประโยคใดใช้หยุดบทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อให้คุณแก้ไขได้

  1. Carry on—I think I entered the wrong number.
  2. Hang it up—I think I entered the wrong number.
  3. Hang on—I think I entered the wrong number.
ดูคำตอบ

Hang on—I think I entered the wrong number.

This phrasal verb has a different structure

2:14

กริยาวลีนี้มีโครงสร้างที่แตกต่าง

to the others.

2:17

จากอันอื่นๆ

What do you notice about the object?

2:18

คุณสังเกตเห็นอะไรเกี่ยวกับกรรมของประโยคไหม?

It's between the verb and the preposition ไวยากรณ์

2:22

มันอยู่ระหว่างคำกริยากับคำบุพบท

because this phrasal verb is separable.

2:25

เพราะกริยาวลีนี้สามารถแยกกันได้

ไวยากรณ์

between the verb and the preposition ... this phrasal verb is separable: ตำแหน่งของกรรม

ในที่นี้ between the verb and the preposition บอกตำแหน่งของกรรมใน took me aback โดย me อยู่หลัง took และอยู่หน้า aback ส่วน this phrasal verb is separable อธิบายเหตุผลว่า คำกริยากับส่วนที่ตามมาสามารถถูกแยกด้วยกรรมได้ สำหรับสำนวนนี้ ให้จำโครงสร้าง take + someone + aback คำบรรยายเรียกคำหลังคำกริยาแบบง่าย ๆ ว่า preposition แต่ถ้าอธิบายให้แม่นยำขึ้น aback มักจัดเป็นคำวิเศษณ์หรือคำอนุภาค

แบบฝึกหัด

ใช้คำในวงเล็บในรูปและลำดับที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยค: The sudden result ____. (take / us / aback; past)

ดูคำตอบ

took us aback

Finally,

2:28

ในที่สุด

the mountain, it towered over us.

2:29

ภูเขา มันตระหง่านอยู่เหนือเรา (towered over us)

It was huge.

2:32

มันใหญ่โตมาก

It made us feel small. ไวยากรณ์

2:34

มันทำให้เรารู้สึกตัวเล็กไปเลย

ไวยากรณ์

made us feel small: make + กรรม + feel + คำคุณศัพท์

made us feel small ใช้โครงสร้าง make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน: made + us + feel ในประโยค active คำว่า feel ที่ตามหลังกรรมของ make ไม่ต้องมี to ส่วนคำคุณศัพท์ small อยู่หลัง feel และบอกว่ารู้สึกอย่างไร ในที่นี้ small หมายถึงคนเหล่านั้นรู้สึกว่าตัวเองเล็กมากหรือไม่สำคัญเมื่อเทียบกับสิ่งที่ใหญ่โต ไม่ได้หมายความว่าร่างกายเล็กลงจริง ๆ เราสามารถใช้โครงสร้าง make + someone + feel + คำคุณศัพท์กับความรู้สึกอื่น ๆ ได้อีกมาก

แบบฝึกหัด

ใช้คำในวงเล็บในรูปและลำดับที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยค: The friendly coach ____. (make / us / feel / confident; past)

ดูคำตอบ

made us feel confident

So, the mountain towered over us.

2:37

ดังนั้น ภูเขาจึงตระหง่านอยู่เหนือเรา

Over to you. น้ำเสียง/เจตนา

2:39

ตาคุณบ้างแล้ว

น้ำเสียง/เจตนา

Over to you: ส่งต่อรอบหรืองานให้อีกฝ่าย

Over to you หมายถึงผู้พูดพูดหรือทำส่วนของตนเสร็จแล้ว และส่งต่อรอบถัดไปหรืองานถัดไปให้ผู้ฟัง คำว่า over ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ในพื้นที่ ประโยคนี้ใช้เดี่ยว ๆ เป็นคำส่งต่อสั้น ๆ ได้ บริบทจะบอกว่าผู้ฟังต้องพูด ลองทำกิจกรรม หรือดำเนินการนำเสนอต่อ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดส่งต่อรอบถัดไปให้ผู้ฟังหลังจากการสาธิต?

  1. I've shown you an example. Now it's over to you.
  2. I've shown you an example. Now walk over to me.
  3. I've shown you an example. Now it's up to you whether we continue.
ดูคำตอบ

I've shown you an example. Now it's over to you.

Choose four phrasal verbs

2:40

เลือกกริยาวลีมาสี่คำ

that you want to learn.

2:42

ที่คุณต้องการเรียนรู้

And take one.

2:43

แล้วหยิบมาหนึ่งคำ

Write your opening line.

2:45

เขียนประโยคเปิดเรื่องของคุณ

Make it exciting.

2:46

ทำให้มันน่าตื่นเต้น

And then, everything else follows. ลำดับความ

2:48

แล้วเดี๋ยวอย่างอื่นก็จะตามมาเอง

ลำดับความ

everything else follows: ทำขั้นตอนสำคัญก่อน

Everything else หมายถึงส่วนอื่นทั้งหมดที่ตามมาภายหลัง ส่วน follows ในที่นี้หมายถึง “เกิดขึ้นต่อมา” หรือ “พัฒนาต่อจากผลของสิ่งแรก” ไม่ได้หมายถึงการเดินตามหลังคน สำนวนนี้จัดข้อมูลเป็นลำดับว่า “ขั้นตอนสำคัญก่อน แล้วจึงเป็นขั้นตอนที่เหลือ” โดยบอกว่าเมื่อขั้นตอนสำคัญพร้อมแล้ว ผู้พูดคาดว่าส่วนที่เหลือจะง่ายขึ้นหรือดำเนินต่อได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ everything else follows เพื่อแสดงตรรกะว่า “ทำขั้นตอนสำคัญก่อน แล้วส่วนที่เหลือจึงตามมา”?

  1. Please follow the arrows to the library.
  2. The other children follow Maya into the room.
  3. Choose the main color first, and everything else follows.
ดูคำตอบ

Choose the main color first, and everything else follows.

One phrasal verb for each key event.

2:51

ใช้กริยาวลีหนึ่งคำสำหรับเหตุการณ์สำคัญแต่ละเหตุการณ์

And please,

2:54

และขอร้องล่ะ

please share what you come up with กริยาวลี

2:55

ช่วยแชร์สิ่งที่คุณคิดออก

in the comments.

2:58

ในคอมเมนต์ด้วยนะ

กริยาวลี

come up with: คิดหรือสร้างบางสิ่งขึ้นมา

come up with หมายถึง คิด เสนอ หรือสร้างไอเดีย คำตอบ แผน หรือผลลัพธ์อื่นขึ้นมา ในประโยคนี้ what you come up with หมายถึงเนื้อหาที่ผู้ฟังคิดขึ้นเอง โครงสร้างคือ come up with + สิ่งที่คิดขึ้นมา เช่น come up with an idea ให้มองทั้งวลีนี้เป็นกริยาวลีชุดเดียว โดยสิ่งที่สร้างขึ้นจะตามหลัง with และไม่ได้บอกทิศทางการเคลื่อนที่

แบบฝึกหัด

เติมกริยาวลีสามคำที่มีความหมายว่า “คิดหรือสร้างขึ้นมา” ลงในประโยค: We need to ____ a name for our team by Friday.

ดูคำตอบ

come up with

We really want to see.

2:59

เราอยากเห็นจริงๆ

Happy storytelling.

3:01

ขอให้สนุกกับการเล่าเรื่องนะ