ว่าด้วยความรู้สึกติดหล่ม: บทเรียนภาษาอังกฤษ

The School of Life

ความยากในการเรียน
958 คำ 160 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: กฎจากวัยเด็กอาจยังควบคุมการตัดสินใจเมื่อโตขึ้น และอิสรภาพเริ่มจากการมองเห็นพร้อมตั้งคำถามต่อกฎนั้น ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. “feeling stuck.” — สำนวนและภาษาภาพพจน์: ใช้ stuck บรรยายการก้าวต่อไปไม่ได้ในงาน ความสัมพันธ์ หรือการตัดสินใจ ไม่ใช่การติดค้างทางกายภาพ 2. “draw any connection between” — วลีสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: ใช้ draw a connection between A and B เชื่อมปัญหาปัจจุบันกับสาเหตุในอดีต พร้อม any ในบริบทที่ยาก 3. “The specifics will differ, but the principle” — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: ยอมรับว่าแต่ละกรณีต่างกัน ก่อนเปลี่ยนจากตัวอย่างไปสู่หลักการทั่วไปอย่างระมัดระวัง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Many of us spend a large part of our lives in one way วลี

0:04

พวกเราหลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตในทางใด

or another feeling stuck. สำนวน

0:08

ทางหนึ่งไปกับความรู้สึกติดแหง็ก

วลี

in one way or another: ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“In one way or another” หมายถึง “ด้วยวิธีบางอย่างที่ไม่ได้ระบุชัด” หรือ “ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจากหลายแบบที่เป็นไปได้” ในประโยคนี้ใช้รวมรูปแบบต่าง ๆ ที่ผู้คนอาจรู้สึกว่าชีวิตติดขัด โดยไม่แจกแจงทีละแบบ ทั้งวลีทำหน้าที่เป็นส่วนขยายกริยา Another ไม่ได้ชี้ถึง “อีกสิ่งหนึ่ง” ที่เฉพาะเจาะจง แต่โครงสร้าง one ... another เปิดไว้ว่าเป็นรูปแบบใดกันแน่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนห้าคำที่หมายถึง “ด้วยวิธีบางอย่างที่ไม่ได้ระบุชัด”: Although their situations were different, everyone was affected ____.

ดูคำตอบ

in one way or another

สำนวน

feeling stuck: รู้สึกว่าติดอยู่กับที่

ในที่นี้ stuck ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ feeling stuck หมายถึงรู้สึกว่าไม่สามารถก้าวหน้า เปลี่ยนทิศทาง หรือออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ ไม่ได้หมายความว่าร่างกายติดอยู่จริง ๆ โครงสร้าง feel + คำคุณศัพท์ ใช้บอกสภาวะที่บุคคลนั้นรับรู้ สามารถใช้กับเรื่องงาน การตัดสินใจ ความสัมพันธ์ หรือชีวิตโดยรวม และมีความหมายหนักกว่าการไม่รู้คำตอบเพียงข้อเดียวชั่วคราว

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'After trying three different plans, Maya still feels stuck,' คำว่า feels stuck หมายถึงอะไร

  1. เธอไม่สามารถก้าวหน้าได้
  2. เธอขาดข้อมูลอยู่หนึ่งอย่าง
  3. ร่างกายของเธอถูกกาวติดอยู่กับที่
ดูคำตอบ

เธอไม่สามารถก้าวหน้าได้

That is, in a state where a strong desire to move forward on an issue กริยาวลี

0:11

นั่นคือสภาวะที่ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

meets with an equally strong compulsion to stay fixed where one is.

0:15

ขัดแย้งกับแรงผลักดันที่รุนแรงพอๆ กันให้อยู่กับที่

กริยาวลี

move forward on an issue: ทำให้ประเด็นคืบหน้า

ในประโยคนี้ move forward on an issue หมายถึงการมีความคืบหน้าในการจัดการหัวข้อหรือปัญหา การเคลื่อนไหวในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่การขยับร่างกาย และ on ใช้นำเรื่องที่กำลังดำเนินการอยู่ วลีนี้เน้นความคืบหน้าไปสู่การตัดสินใจหรือทางออก แม้ว่าปัญหานั้นจะยังไม่ได้รับการแก้ไขทั้งหมดก็ตาม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “มีความคืบหน้าในการจัดการบางสิ่ง”: We need to ____ the safety issue before Friday.

ดูคำตอบ

move forward on

For example, we might at one level powerfully want to leave a job in finance ลำดับความ

0:20

ตัวอย่างเช่น ในระดับหนึ่งเราอาจอยากลาออกจากงานสายการเงินมากๆ

in order to retrain in architecture, ไวยากรณ์

0:25

เพื่อไปเรียนต่อด้านสถาปัตยกรรม

ไวยากรณ์

in order to + กริยารูปพื้นฐานเพื่อบอกจุดประสงค์

in order to ใช้บอกจุดประสงค์ของการกระทำ ในประโยคนี้ บุคคลต้องการลาออกจากงานด้านการเงินโดยมีเป้าหมายว่าจะกลับไปฝึกฝนใหม่ในสาขาสถาปัตยกรรม โครงสร้างคือ in order to + กริยารูปพื้นฐาน เช่น in order to retrain โครงสร้างนี้ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำกับเป้าหมายชัดเจนกว่าการใช้ to เพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

วลีใดเติมประโยคได้ถูกต้องและบอกจุดประสงค์อย่างชัดเจนหน้ากริยารูปพื้นฐาน? Maya saved money ____ study architecture abroad.

  1. in order to
  2. so that
  3. because
ดูคำตอบ

in order to

but at the same time remain blocked by a range of doubts, วลี

0:27

แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกขวางกั้นด้วยความสงสัยมากมาย

ลำดับความ

at one level ... but at the same time: ในด้านหนึ่ง...แต่ในขณะเดียวกัน

At one level กำหนดให้ข้อความแรกเป็นมุมมองหนึ่งที่ใช้พิจารณาบุคคลหรือสถานการณ์เดียวกัน ในที่นี้ใช้เกริ่นถึงความต้องการลาออกจากงาน พร้อมบอกเป็นนัยว่ายังมีอีกชั้นหนึ่งทางจิตใจ But at the same time เพิ่มข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกันแต่เป็นจริงพร้อมกัน นั่นคือข้อสงสัยยังคงขัดขวางบุคคลนั้นอยู่ เมื่อใช้ร่วมกัน ตัวบ่งชี้ทั้งสองช่วยจัดระเบียบความขัดแย้งที่ซับซ้อนได้ชัดเจนกว่าการใช้ but เพียงอย่างเดียว โดย level หมายถึงมุมมองหรือชั้น ไม่ใช่ความสูงจริงหรือระดับที่ต่ำกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยตัวบ่งชี้เป้าหมายทั้งสอง เพื่อแสดงมุมมองที่ขัดแย้งกันสองอย่างซึ่งเป็นจริงพร้อมกัน: ____, I want to accept the offer, ____, I worry about the long commute.

ดูคำตอบ

At one level · but at the same time

hesitations,

0:30

ความลังเล

counterarguments,

0:31

ข้อโต้แย้ง

and guilty feelings.

0:32

และความรู้สึกผิด

วลี

remain blocked by a range of ...: อุปสรรคหลายแบบที่ยังคงขัดขวาง

remain blocked by หมายถึงคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งยังคงไม่สามารถเดินหน้าต่อได้เพราะมีอุปสรรค ในที่นี้ blocked ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือความสงสัยทำให้คนลงมือทำหรือตัดสินใจไม่ได้ ไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นเส้นทางจริง ๆ a range of ใช้นำสิ่งหลายชนิดที่แตกต่างกันภายในกลุ่มเดียวกัน เมื่อรวมกัน วลีนี้สื่อว่าอุปสรรคยังคงอยู่และประกอบด้วยความสงสัย ความลังเล ข้อโต้แย้ง และความรู้สึกผิดหลายรูปแบบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึงยังคงเดินหน้าต่อไม่ได้เพราะมีปัญหาหลายประเภท: After three meetings, the project ____ concerns about cost, safety, and timing.

ดูคำตอบ

remains blocked by a range of

Or we might be impelled to leave our marriage

0:34

หรือเราอาจถูกผลักดันให้ต้องจบชีวิตแต่งงาน

while simultaneously unable to imagine any realistic life outside of it. ไวยากรณ์

0:37

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตจริงนอกเหนือจากนั้นได้เลย

ไวยากรณ์

while simultaneously unable to imagine: อนุประโยค while แบบลดรูป

ในที่นี้ while นำเข้าสภาวะที่เกิดขึ้นพร้อมกับแรงผลักดันให้ออกจากชีวิตสมรส และยังขัดแย้งกับแรงผลักดันนั้นด้วย คือเราอาจรู้สึกว่าต้องจากไป แต่กลับนึกภาพชีวิตที่เป็นจริงได้นอกการแต่งงานไม่ออก วลี while simultaneously unable to imagine เป็นอนุประโยคแบบลดรูป ประธานที่เข้าใจได้คือ we และกริยาที่ละไว้คือรูปหนึ่งของ be โดยรูปเต็มคือ while we are simultaneously unable to imagine ส่วน might ครอบคลุมสถานการณ์ทั้งหมดว่าเป็นความเป็นไปได้ โครงสร้างนี้ทำให้ประธานเดียวมีสองสภาวะที่เกิดพร้อมกันแต่ขัดแย้งกันได้โดยไม่ต้องกล่าวประธานซ้ำ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ while ในโครงสร้างลดรูปแบบเดียวกันเพื่อแสดงสองสภาวะที่เกิดพร้อมกันแต่ขัดแย้งกัน

  1. While Maya accepted the offer, her brother declined it.
  2. Maya accepted the offer while still uncertain whether it was right for her.
  3. Maya accepted the offer when the office opened.
ดูคำตอบ

Maya accepted the offer while still uncertain whether it was right for her.

To act feels horrific,

0:43

การลงมือทำรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องน่ากลัว

but doing nothing is killing us as well. สำนวน

0:45

แต่การไม่ทำอะไรเลยก็กำลังฆ่าเราอยู่เหมือนกัน

สำนวน

doing nothing is killing us as well: killing ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ

is killing us ในที่นี้เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายความว่าการไม่ทำอะไรเลยกำลังก่อให้เกิดความทุกข์ทางอารมณ์หรือความกดดันที่รุนแรงและต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่ามีใครกำลังจะเสียชีวิตจริง ๆ Doing nothing เป็นประธาน และรูปกำลังกระทำ is killing แสดงว่าผลร้ายนั้นกำลังดำเนินต่อไป ส่วน as well หมายถึง “ด้วย” คือการลงมือทำรู้สึกน่ากลัว แต่การไม่ลงมือทำก็มีผลเสียร้ายแรงเช่นกัน

แบบฝึกหัด

ใน “Waiting for the result is killing me,” คำว่า “is killing me” มีความหมายตามธรรมชาติที่สุดว่าอะไร

  1. มันจะทำให้ฉันเสียชีวิตจริง ๆ
  2. มันกำลังทำให้ฉันต้องรอคนอื่น
  3. มันกำลังทำให้ฉันทุกข์ใจอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
ดูคำตอบ

มันกำลังทำให้ฉันทุกข์ใจอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง

Every avenue appears shut off, สำนวน

0:48

ทุกหนทางดูเหมือนจะถูกปิดตาย

สำนวน

ทุกทางดูเหมือนถูกปิดกั้น

ในที่นี้ avenue ไม่ได้หมายถึงถนน แต่หมายถึงแนวทางที่เป็นไปได้ในการไปสู่ทางแก้ โอกาส หรือเป้าหมาย Every ทำให้ความหมายครอบคลุมทุกทาง ส่วน shut off ทำให้แนวทางเหล่านั้นดูเหมือนถูกปิดกั้นและเข้าถึงไม่ได้ และ appears บอกว่านี่เป็นมุมมองของผู้พูด ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว ประโยคนี้ใช้คำเปรียบเทียบสั้น ๆ เพื่อสื่อความรู้สึกว่าไม่เห็นทางออกเลย และนำไปใช้กับการพูดถึงตัวเลือก แผนงาน หรือการแก้ปัญหาได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ Every avenue appears shut off หมายความว่าอย่างไร

  1. ถนนทุกสายถูกปิดไม่ให้รถสัญจร
  2. ทุกแนวทางที่อาจนำไปสู่ทางแก้ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้
  3. ผู้พูดค้นพบทางเลือกใหม่มากมาย
ดูคำตอบ

ทุกแนวทางที่อาจนำไปสู่ทางแก้ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้

and so one ruminates,

0:50

คนเราจึงมักครุ่นคิด

turns over the question late at night, กริยาวลี

0:51

พลิกปัญหาไปมาในตอนดึก

กริยาวลี

ครุ่นคิดทบทวนคำถามนั้น

ในที่นี้ turns over the question หมายถึงคิดทบทวนคำถามนั้นซ้ำ ๆ อย่างรอบคอบ และพิจารณาจากหลายมุมมอง turn over เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ คำถามไม่ได้ถูกพลิกหรือเคลื่อนย้ายจริง ๆ บริบทของ late at night เพิ่มบรรยากาศของการครุ่นคิดและอาจมีความกังวลอยู่ด้วย คนคนนั้นย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องนี้เรื่อย ๆ แทนที่จะหาข้อยุติทันที ดังนั้นสำนวนนี้เน้นการคิดทบทวนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การถามคำถามนั้นซ้ำอีกครั้ง

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ turns over the question หมายความว่าอย่างไร

  1. คิดทบทวนคำถามนั้นซ้ำ ๆ อย่างรอบคอบ
  2. ถามคำถามนั้นซ้ำออกเสียงเพื่อให้ได้คำตอบ
  3. ส่งคำถามนั้นให้คณะกรรมการ
ดูคำตอบ

คิดทบทวนคำถามนั้นซ้ำ ๆ อย่างรอบคอบ

tries the patience of therapists, วลี

0:54

ทดสอบความอดทนของนักบำบัด

วลี

tries the patience of therapists: ทำให้ใครบางคนต้องอดทนอย่างหนัก

try the patience of someone หรือรูปที่พบบ่อยกว่าอย่าง try someone’s patience หมายถึงการทำให้ใครบางคนอดทนต่อไปได้ยาก มักเกิดจากพฤติกรรมที่เกิดซ้ำ รับมือยาก หรือน่ารำคาญ ในประโยคนี้ tries ไม่ได้แปลว่า “พยายาม” และ therapists คือคนที่กำลังถูกทดสอบความอดทน สำนวนนี้เจาะจงกว่า annoy เพราะเน้นแรงกดดันต่อความสามารถในการสงบสติอารมณ์ของใครบางคน ในที่นี้มีการกล่าวเกินจริงเล็กน้อย ซึ่งสื่อว่าพฤติกรรมเดิมเกิดซ้ำมาเป็นเวลานานแล้ว

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The child’s endless questions tried his father’s patience.” สำนวนนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. คำถามเหล่านั้นทำให้พ่อของเด็กอดทนต่อไปได้ยาก
  2. คำถามเหล่านั้นแสดงว่าพ่อของเด็กกำลังลองทักษะใหม่
  3. คำถามเหล่านั้นสนับสนุนให้พ่อของเด็กเป็นนักบำบัด
ดูคำตอบ

คำถามเหล่านั้นทำให้พ่อของเด็กอดทนต่อไปได้ยาก

and watches life go by with mounting anxiety and self-disgust. สำนวน

0:56

และเฝ้าดูชีวิตผ่านไปพร้อมกับความวิตกกังวลและความเกลียดชังตัวเองที่เพิ่มพูนขึ้น

สำนวน

watches life go by: นิ่งเฉยในขณะที่เวลาผ่านไป

watch life go by เป็นสำนวนเปรียบเทียบที่หมายถึงการที่ใครบางคนยังคงนิ่งเฉย ขณะที่เวลา เหตุการณ์ และโอกาสต่าง ๆ ผ่านไป ในที่นี้ go by หมายถึง “ผ่านไปตามเวลา” ไม่ใช่ “เคลื่อนผ่านสถานที่แห่งหนึ่ง” สำนวนนี้มักสื่อถึงความเสียใจที่ไม่ได้มีส่วนร่วมหรือลงมือทำ ในประโยคนี้ mounting anxiety and self-disgust แสดงว่าบุคคลนั้นรู้ว่าความนิ่งเฉยของตนกำลังสร้างความเจ็บปวดมากขึ้น

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดตรงกับความหมายเชิงเปรียบเทียบของ watching life go by มากที่สุด?

  1. ใครบางคนศึกษาวิธีที่พืชเติบโตอย่างละเอียด
  2. ใครบางคนเลื่อนเป้าหมายของตนออกไปเรื่อย ๆ และรู้สึกว่าโอกาสกำลังหลุดลอยไป
  3. ใครบางคนมองผู้คนผ่านหน้าต่างร้านกาแฟอยู่สองสามนาที
ดูคำตอบ

ใครบางคนเลื่อนเป้าหมายของตนออกไปเรื่อย ๆ และรู้สึกว่าโอกาสกำลังหลุดลอยไป

As an outsider,

1:02

ในฐานะคนนอก

one might be tempted to ask questions to move things on. กริยาวลี

1:03

เราอาจอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามเพื่อให้สิ่งต่างๆ ก้าวเดินต่อไป

กริยาวลี

move things on เพื่อผลักดันสถานการณ์ให้คืบหน้า

ในประโยคนี้ move things on หมายถึงช่วยให้สถานการณ์หรือกระบวนการปัจจุบันคืบหน้าและไปสู่ขั้นต่อไป คำถามมีไว้เพื่อคลี่คลายภาวะชะงักงัน ไม่ใช่เพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งของจริง ๆ คำว่า things ในที่นี้กล่าวรวม ๆ ถึงการพูดคุยหรือสถานการณ์ โครงสร้างคือ move + กรรม + on กล่าวคือ คนหรือการกระทำบางอย่างทำให้สถานการณ์นั้นคืบหน้า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “ช่วยให้โครงการคืบหน้าไปสู่ขั้นต่อไป”: One clear decision could ____.

ดูคำตอบ

move things on

Why don't you try to enroll in a course น้ำเสียง/เจตนา

1:06

ทำไมคุณไม่ลองลงเรียนคอร์สสักคอร์ส

to see if you might like a new area of work?

1:08

เพื่อดูว่าคุณอาจจะชอบสายงานใหม่ๆ ไหม

น้ำเสียง/เจตนา

Why don't you ...? ในความหมายเสนอแนะ

Why don't you...? มีรูปเป็นคำถามปฏิเสธ แต่ในที่นี้ทำหน้าที่เป็นคำแนะนำ ผู้พูดกำลังเสนอการกระทำให้ผู้ฟังลองทำ ไม่ได้ขอให้ผู้ฟังอธิบายเหตุผล โครงสร้างคือ Why don't you + กริยารูปพื้นฐาน โดยทั่วไปเป็นคำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ทำได้ในปัจจุบันหรืออนาคต

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบการเสนอแนะจากบทเรียนเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ ask the teacher after class?

ดูคำตอบ

Why don't you

Why don't you discuss your dissatisfactions with your partner?

1:11

ทำไมคุณไม่คุยเรื่องความไม่พอใจกับคู่ของคุณล่ะ

Why don't you go to counseling?

1:14

ทำไมคุณไม่ไปรับคำปรึกษาดู

What about splitting up? โน้ต

1:16

แล้วเรื่องแยกทางกันล่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

การใช้ What about + -ing เพื่อเสนอทางเลือก

What about + รูป -ing ใช้เสนอการกระทำหนึ่งให้เป็นตัวเลือกที่อีกฝ่ายนำไปพิจารณาได้ หลัง about ใช้นามวลีหรือรูป -ing ในที่นี้ splitting คือรูป -ing ของ split ในประโยคนี้ ผู้พูดเสนอ splitting up เป็นอีกหนึ่งทางเลือก รูปคำถามทำให้เป็นการเสนอแนะมากกว่าคำสั่ง แต่เนื้อหายังคงจริงจัง

แบบฝึกหัด

ใช้ What about + -ing เพื่อเสนอให้นัดเจอกันหลังเลิกเรียน: ____ after school?

ดูคำตอบ

What about meeting

กริยาวลี

split up: ยุติความสัมพันธ์แบบคู่รัก

ในบริบทของความสัมพันธ์แบบคู่รัก split up หมายถึงการเลิกเป็นคู่กันหรือยุติชีวิตสมรส ในที่นี้หมายถึงคู่รักยุติความสัมพันธ์ ไม่ใช่การแบ่งสิ่งของ เมื่อใช้ในความหมายนี้ split up มักไม่ต้องมีกรรม: They split up. หากต้องการระบุอีกฝ่าย ให้ใช้ split up with someone: Maya split up with Alex.

แบบฝึกหัด

ในประโยค "After ten years together, they decided to split up," split up หมายความว่าอะไร?

  1. พวกเขาแบ่งสิ่งของเป็นชิ้นเล็กลง
  2. พวกเขาย้ายไปนั่งคนละที่เป็นเวลาสองสามนาที
  3. พวกเขายุติความสัมพันธ์แบบคู่รัก
ดูคำตอบ

พวกเขายุติความสัมพันธ์แบบคู่รัก

But we're likely to find that our friend can't make any progress,

1:18

แต่เรามีแนวโน้มที่จะพบว่าเพื่อนของเราไม่สามารถก้าวหน้าอะไรได้เลย

whatever we say. ไวยากรณ์

1:22

ไม่ว่าเราจะพูดอะไรก็ตาม

ไวยากรณ์

whatever we say ในอนุประโยคที่หมายถึง “ไม่ว่าเราจะพูดอะไร”

ในประโยคนี้ whatever we say หมายถึง “ไม่ว่าเราจะพูดอะไร” Whatever นำหน้าอนุประโยคแสดงการยอมรับเงื่อนไข กล่าวคือ สิ่งที่อาจพูดมีได้ทุกแบบ แต่ไม่มีแบบใดเปลี่ยนผลในประโยคหลัก รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ whatever + ประธาน + กริยา โดยอีกอนุประโยคหนึ่งบอกผลที่ยังคงเป็นจริงเสมอ ในที่นี้ผลที่ไม่เปลี่ยนคือเพื่อนคนนั้นไม่สามารถก้าวหน้าได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคต้นฉบับ whatever we say แสดงความหมายใด?

  1. หมายความว่าผู้พูดสามารถพูดคำแบบสุ่มเพื่อความสนุกได้
  2. หมายความว่าผลยังคงเดิม ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ตาม
  3. เป็นการขอให้ผู้ฟังเลือกข้อความใดข้อความหนึ่งโดยเฉพาะ
ดูคำตอบ

หมายความว่าผลยังคงเดิม ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ตาม

It seems as if they are subject to a kind of law วลี

1:23

ดูเหมือนว่าพวกเขาจะตกอยู่ภายใต้กฎหมายประเภทหนึ่ง

disbarring them from progressing.

1:26

ที่ห้ามไม่ให้พวกเขาก้าวไปข้างหน้า

วลี

be subject to a kind of law: อยู่ภายใต้กฎบางอย่าง

ในที่นี้ are subject to หมายถึง “ถูกควบคุมหรือจำกัดโดย” Subject เป็นคำคุณศัพท์ และ to นำหน้ากฎหรือพลังที่ทำให้เกิดข้อจำกัดนั้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ be subject to + คำนามหรือนามวลี รูปแบบนี้บอกว่าบุคคล การกระทำ หรือผลลัพธ์ต้องเป็นไปตาม อาจได้รับผลกระทบจาก หรือขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่หลัง to

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ be subject to ได้ถูกต้องเพื่อกล่าวถึงเงื่อนไขที่อาจส่งผลต่อบางสิ่ง?

  1. The schedule subjects to change.
  2. The schedule is subject to change.
  3. The schedule is the subject to change.
ดูคำตอบ

The schedule is subject to change.

Not the sort of law you'd find in the statutes of the country they live in,

1:29

ไม่ใช่กฎหมายแบบที่คุณจะพบในกฎหมายของประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่

but some sort of personal law, สำนวน

1:32

แต่เป็นกฎส่วนบุคคลบางประเภท

สำนวน

some sort of personal law ในฐานะอุปลักษณ์

ในประโยคนี้ some sort of personal law เป็นอุปลักษณ์ที่หมายถึงกฎที่มองไม่เห็นซึ่งคนคนหนึ่งซึมซับและปลูกฝังไว้ในใจจากประสบการณ์ในครอบครัว ไม่ใช่กฎหมายลายลักษณ์อักษรหรือกฎหมายจริงที่ประเทศบัญญัติขึ้น การเรียกสิ่งนี้ว่า law เน้นว่ากฎดังกล่าวสามารถควบคุมอย่างมากว่าคนนั้นรู้สึกว่าตนได้รับอนุญาตให้ทำอะไร แม้จะไม่มีบทลงโทษอย่างเป็นทางการหรือข้อความที่เขียนไว้ก็ตาม ส่วน some sort of แสดงว่า personal law เป็นเพียงคำเรียกโดยประมาณ ไม่ใช่หมวดหมู่อย่างเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ some sort of personal law หมายถึงอะไร

  1. กฎที่ไม่ได้เขียนไว้ซึ่งคนคนหนึ่งซึมซับจากประสบการณ์ในครอบครัว
  2. กฎหมายอย่างเป็นทางการที่เลือกตามสัญชาติของบุคคล
  3. สัญญาลายลักษณ์อักษรที่ทุกครอบครัวต้องลงนาม
  4. บทบัญญัติที่ควบคุมทรัพย์สินส่วนบุคคล
ดูคำตอบ

กฎที่ไม่ได้เขียนไว้ซึ่งคนคนหนึ่งซึมซับจากประสบการณ์ในครอบครัว

a law that might go like this: ลำดับความ

1:34

กฎที่อาจเป็นแบบนี้:

ลำดับความ

might go like this สำหรับเกริ่นถ้อยคำที่เป็นไปได้

Might go like this ใช้เปลี่ยนจากการพูดถึงกฎแบบกว้าง ๆ ไปสู่การยกตัวอย่างถ้อยคำที่เป็นไปได้ของกฎนั้น ในที่นี้ go หมายถึง “ถูกถ่ายทอดออกมา” หรือ “ดำเนินไป” ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ และเครื่องหมายทวิภาคบอกว่าถ้อยคำตัวอย่างจะตามมา might ทำให้ถ้อยคำนั้นไม่ตายตัว ผู้พูดกำลังแสดงให้เห็นว่ากฎอาจกล่าวออกมาอย่างไร ไม่ได้ยืนยันว่ากำลังอ้างคำพูดทุกคำอย่างแม่นยำ โครงสร้างนี้ใช้เกริ่นตัวอย่างของข้อความ กฎ เรื่องราว หรือลำดับขั้นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “อาจเรียบเรียงได้ดังนี้”: The unwritten rule ____: 'Never ask for help.'

ดูคำตอบ

might go like this

Make sure you don't achieve satisfaction in your career. น้ำเสียง/เจตนา

1:37

ทำให้แน่ใจว่าคุณจะไม่พบความพึงพอใจในอาชีพการงาน

น้ำเสียง/เจตนา

Make sure you don't ... ในฐานะคำสั่งเชิงประชด

โดยปกติ Make sure + อนุประโยคใช้เป็นคำสั่งหนักแน่นเพื่อให้แน่ใจว่าบางสิ่งจะเกิดขึ้น ในที่นี้ don't ปฏิเสธ achieve satisfaction ดังนั้นคำสั่งตามตัวอักษรคือให้ขัดขวางไม่ให้ตัวเองรู้สึกพึงพอใจในอาชีพ คำสั่งนี้จงใจให้ไร้เหตุผล ไม่ใช่คำแนะนำจริง ผู้พูดนำเสนอ “กฎ” ที่เป็นอันตรายและฝังอยู่ในใจราวกับเป็นคำสั่งที่มีอำนาจ จึงทำให้เกิดการประชด

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง Make sure you don't ทำหน้าที่อย่างไร

  1. นำเสนอกฎที่จงใจให้เป็นอันตรายในรูปของคำสั่งหนักแน่น
  2. กล่าวว่าความพึงพอใจในอาชีพเป็นไปไม่ได้ โดยไม่ได้สั่งให้ใครทำอะไร
  3. ให้คำแนะนำอย่างจริงใจเกี่ยวกับการสร้างอาชีพที่น่าพึงพอใจ
ดูคำตอบ

นำเสนอกฎที่จงใจให้เป็นอันตรายในรูปของคำสั่งหนักแน่น

Make sure your relationship has no life in it, สำนวน

1:40

ทำให้แน่ใจว่าความสัมพันธ์ของคุณไม่มีชีวิตชีวา

but cannot be abandoned.

1:44

แต่ก็ไม่สามารถทิ้งมันไปได้

สำนวน

has no life in it สำหรับความสัมพันธ์ที่ไร้ชีวิตชีวา

ใน has no life in it คำว่า life ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ความสัมพันธ์ยังคงมีอยู่ แต่ขาดพลัง ความอบอุ่น ความใกล้ชิด หรือการเติบโต จึงให้ความรู้สึกว่าตายด้านหรือหยุดนิ่งทางอารมณ์ คำสรรพนาม it หมายถึงความสัมพันธ์ วลีนี้ไม่ได้บอกตามตัวอักษรว่าความสัมพันธ์เป็นสิ่งมีชีวิต และสื่อมากกว่าเพียง “คู่รักไม่มีความสุข” เพราะวาดภาพว่าตัวความสัมพันธ์เองสูญเสียชีวิตชีวาไปแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ขาดพลัง ความอบอุ่น หรือการเติบโต”: Their friendship still exists, but it feels cold and never develops. It ____.

ดูคำตอบ

has no life in it

Make sure you aren't happy in the place you live in.

1:46

ทำให้แน่ใจว่าคุณไม่มีความสุขในสถานที่ที่คุณอยู่

In order to understand the origins of these laws,

1:50

เพื่อทำความเข้าใจต้นกำเนิดของกฎเหล่านี้

we have to look backwards. สำนวน

1:54

เราต้องมองย้อนกลับไป

สำนวน

ความหมายเชิงเปรียบเทียบของ look backwards

ในที่นี้ look backwards หมายถึงการพิจารณาอดีตเพื่อทำความเข้าใจว่าสถานการณ์ปัจจุบันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทิศทางในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่คำขอให้หันร่างกายไปด้านหลังจริง ๆ วลีนี้จัดลำดับคำอธิบายให้เป็นการค้นหาสาเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้า รูปแบบที่เห็นอยู่ในปัจจุบันจะชัดเจนขึ้นเมื่อเราย้อนดูว่ามันเริ่มต้นจากที่ใด

แบบฝึกหัด

ในประโยค “To understand why the town has this tradition, we need to look backwards,” คำว่า look backwards หมายถึงอะไร

  1. พิจารณาเหตุการณ์ในอดีต
  2. หันตัวไปมองด้านหลัง
  3. เลิกถามเกี่ยวกับธรรมเนียมนั้น
ดูคำตอบ

พิจารณาเหตุการณ์ในอดีต

Difficult childhoods and the complicated families they are unfolding

1:55

วัยเด็กที่ยากลำบากและครอบครัวที่ซับซ้อนที่หล่อหลอมมา

might be the originators of a lot of these restrictive unspoken laws

2:00

อาจเป็นต้นกำเนิดของกฎที่ไม่ได้พูดออกมาแต่มีข้อจำกัดเหล่านี้มากมาย

whose impact echoes across our lives.

2:05

ซึ่งผลกระทบของมันก้องกังวานไปตลอดชีวิตของเรา

Some of these laws might go like this:

2:09

กฎบางข้ออาจเป็นแบบนี้:

Make sure you never shine. สำนวน

2:11

ทำให้แน่ใจว่าคุณจะไม่มีวันโดดเด่น

It would upset your little sister.

2:13

มันจะทำให้น้องสาวของคุณเสียใจ

สำนวน

ความหมายเชิงเปรียบเทียบของ never shine

ในที่นี้ shine เป็นคำเปรียบเทียบที่หมายถึงการทำได้ดีมาก แสดงความสามารถ และได้รับความสนใจในทางบวก ไม่ได้หมายถึงการเปล่งแสง never ทำให้ความคิดนี้กลายเป็นคำสั่งเด็ดขาด บุคคลนั้นถูกสั่งให้กดความสำเร็จหรือการเป็นที่มองเห็นของตนไว้ เพื่อไม่ให้อีกคนรู้สึกไม่ดี โดยทั่วไป shine ยังใช้บรรยายการที่คนคนหนึ่งมีโอกาสแสดงคุณสมบัติที่ดีที่สุดของตนได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ shine ในความหมายว่า “แสดงความสามารถและทำได้ดีมาก”

  1. With enough support, every young musician can shine.
  2. The polished mirror can shine in direct sunlight.
  3. He used a flashlight to shine a beam under the bed.
ดูคำตอบ

With enough support, every young musician can shine.

Or you have to be cheerful,

2:15

หรือคุณต้องร่าเริงอยู่เสมอ

not to let my depression break through. กริยาวลี

2:17

เพื่อไม่ให้ความซึมเศร้าของฉันปะทุออกมา

กริยาวลี

break through: อารมณ์ที่ซ่อนอยู่เผยออกมา

ในประโยคนี้ break through หมายถึง “หลุดพ้นจากความพยายามที่จะซ่อนบางอย่างไว้จนเริ่มสังเกตเห็นได้” ผู้พูดนึกภาพว่าภาวะซึมเศร้ากำลังดันผ่านภาพลักษณ์ที่ร่าเริง ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึงอารมณ์ที่เผยออกมา ไม่ใช่การค้นพบที่ประสบความสำเร็จหรือการบุกรุกทางกายภาพ การใช้นี้เป็นการเปรียบเทียบสิ่งที่ซ่อนอยู่กับแรงที่เคลื่อนผ่านสิ่งกีดขวาง ความรู้สึก แสง เสียง หรือความจริงสามารถ break through ได้เมื่อการควบคุมหรือสิ่งกีดขวางไม่อาจกักไว้ได้อีก

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ “I tried to sound confident, but my fear began to break through,” คำว่า break through หมายถึงอะไร

  1. เริ่มสังเกตเห็นได้แม้พยายามซ่อนไว้
  2. ใช้กำลังเข้าไปในอาคาร
  3. บรรลุความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญ
ดูคำตอบ

เริ่มสังเกตเห็นได้แม้พยายามซ่อนไว้

Or never be creatively fulfilled วลี

2:20

หรืออย่าได้รับการเติมเต็มทางความคิดสร้างสรรค์เด็ดขาด

because it would remind me of my envy.

2:22

เพราะมันจะเตือนฉันให้ระลึกถึงความอิจฉาของตัวเอง

วลี

creatively fulfilled: รู้สึกเติมเต็มผ่านการแสดงความคิดสร้างสรรค์

Creatively fulfilled หมายถึงรู้สึกพึงพอใจและเติมเต็มเพราะสามารถใช้และแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนได้ creatively บอกว่าความรู้สึกเติมเต็มนั้นมาจากด้านใด ส่วน fulfilled อธิบายความรู้สึกถึงคุณค่าและความพึงพอใจภายในของบุคคล ในที่นี้ fulfilled เป็นคำคุณศัพท์ที่พูดถึงความพึงพอใจทางอารมณ์ ไม่ได้หมายความว่าหน้าที่หรือคำสัญญาได้ถูกทำให้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึง “รู้สึกพึงพอใจเพราะความคิดสร้างสรรค์มีพื้นที่ให้เติบโต”: After joining the community theater, Lena finally felt ____.

ดูคำตอบ

creatively fulfilled

Or reassure us that we are clever

2:24

หรือทำให้เรามั่นใจว่าเราฉลาด

by winning all the prizes at school.

2:26

ด้วยการคว้ารางวัลทั้งหมดที่โรงเรียน

Or we need you to achieve

2:28

หรือเราต้องการให้คุณประสบความสำเร็จ

to make us feel okay about ourselves.

2:30

เพื่อทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง

Or you would disappoint me if you became boisterous

2:33

หรือคุณจะทำให้ฉันผิดหวังถ้าคุณกลายเป็นคนเอะอะโวยวาย

and one day sexual.

2:36

และมีเรื่องทางเพศในสักวันหนึ่ง

Of course, no one ever directly says such things in a family.

2:38

แน่นอนว่าไม่มีใครพูดเรื่องแบบนี้ในครอบครัวตรงๆ

Laws couldn't operate if they could so easily be seen. ไวยากรณ์

2:42

กฎจะใช้ไม่ได้ผลถ้าถูกมองเห็นได้ง่ายขนาดนั้น

ไวยากรณ์

ใช้ couldn't ... if they could ... เพื่อแสดงเงื่อนไขสมมติ

ประโยคนี้ตั้งเงื่อนไขสมมติ ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ในอดีต ส่วน Laws couldn't operate เป็นผลลัพธ์เชิงลบที่สมมติขึ้น หมายความว่ากฎเหล่านั้นจะไม่สามารถทำงานได้ ใน if they could so easily be seen คำว่า could แสดงความเป็นไปได้ในเงื่อนไขสมมติ คือผู้คนอาจมองเห็นกฎเหล่านั้นได้ could ทั้งสองตำแหน่งใช้เพื่อคิดว่าหากกฎถูกสังเกตเห็นได้ง่ายจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้บอกความสามารถในอดีต

แบบฝึกหัด

could สองตำแหน่งใน “Laws couldn't operate if they could so easily be seen.” แสดงความหมายอะไร?

  1. ทั้งสองคำแสดงผลลัพธ์เชิงลบที่สมมติขึ้นและความเป็นไปได้ภายในเงื่อนไขสมมติ
  2. ทั้งสองคำรายงานความสามารถสองอย่างที่มีอยู่ในอดีต
  3. ทั้งสองคำแสดงว่ากฎถูกมองเห็นจริงและหยุดทำงานแล้ว
ดูคำตอบ

ทั้งสองคำแสดงผลลัพธ์เชิงลบที่สมมติขึ้นและความเป็นไปได้ภายในเงื่อนไขสมมติ

But the laws are there nevertheless,

2:46

แต่ถึงกระนั้นกฎก็ยังมีอยู่

holding us into a particular position as we grow up,

2:49

ตรึงเราให้อยู่ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเมื่อเราโตขึ้น

and then, once we've left home,

2:52

และเมื่อเราออกจากบ้านมาแล้ว

continuing to surreptitiously distort our personalities

2:54

ก็ยังคงแอบบิดเบือนบุคลิกภาพของเราต่อไป

away from the path of their legitimate growth.

2:58

ให้ออกห่างจากเส้นทางการเติบโตที่แท้จริง

It can be hard to draw any connection วลี

3:02

อาจเป็นเรื่องยากที่จะหาความเชื่อมโยง

between adult stuck situations and any childhood laws.

3:04

ระหว่างสถานการณ์ติดขัดในวัยผู้ใหญ่กับกฎเกณฑ์ใดๆ ในวัยเด็ก

วลี

ใช้ draw any connection between A and B เพื่อเชื่อมโยงสองสิ่ง

draw a connection between A and B หมายถึงการมองเห็นหรืออธิบายว่า A กับ B เกี่ยวข้องกันอย่างไร ในประโยคนี้ สองด้านคือสถานการณ์ติดขัดในวัยผู้ใหญ่กับกฎจากวัยเด็ก คำว่า draw ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการวาดภาพ เนื่องจากประโยคบอกว่าการหาความเชื่อมโยงอาจเป็นเรื่องยาก จึงไม่แน่ใจว่าความเชื่อมโยงนั้นมีอยู่หรือไม่ ทำให้ any connection ฟังเป็นธรรมชาติ เมื่อต้องระบุทั้งสองด้านของความสัมพันธ์ ให้คงโครงสร้างเต็ม between A and B

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ draw any connection between ได้ถูกต้องเพื่อระบุความสัมพันธ์ที่อาจมีอยู่?

  1. The analysts could not draw any connection from rising prices and lower sales.
  2. The analysts could not draw any connection between rising prices and lower sales.
  3. The analysts could not draw any connection between rising prices with lower sales.
ดูคำตอบ

The analysts could not draw any connection between rising prices and lower sales.

We may miss the link between our reluctance to act at work

3:09

เราอาจมองข้ามความเชื่อมโยงระหว่างความไม่เต็มใจที่จะลงมือทำในที่ทำงาน

and a situation with dad at home 30 years before.

3:13

กับสถานการณ์กับพ่อที่บ้านเมื่อ 30 ปีก่อน

But we can hazard a principle nevertheless. การใช้คำ

3:17

แต่เราก็ยังสามารถตั้งข้อสันนิษฐานที่เป็นหลักการได้

การใช้คำ

hazard a principle: เสนอความคิดชั่วคราวอย่างระมัดระวัง

ในที่นี้ hazard เป็นคำกริยาแบบเป็นทางการที่หมายถึง “เสนอ” ความคิดแม้จะมีหลักฐานจำกัด a principle คือความคิดที่ถูกเสนอ ดังนั้น hazard a principle จึงหมายถึงการเสนอหลักทั่วไปอย่างระมัดระวัง คำกริยานี้ยังแสดงท่าทีของผู้พูดด้วยว่า ข้อกล่าวอ้างนี้เป็นเพียงข้อเสนอชั่วคราว ไม่ใช่การยืนยันอย่างมั่นใจ และไม่ได้หมายถึงการทำให้หลักการนั้นตกอยู่ในอันตราย

แบบฝึกหัด

ใน “I would hazard the opinion that the delay was avoidable,” คำว่า hazard หมายถึงอะไร?

  1. กล่าวความเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
  2. ทำให้ความเห็นตกอยู่ในอันตรายทางกายภาพ
  3. เสนอความเห็นแบบยังไม่ฟันธง
ดูคำตอบ

เสนอความเห็นแบบยังไม่ฟันธง

Any long-term stuckness is likely to be the result การใช้คำ

3:20

อาการติดขัดที่ยาวนานมีแนวโน้มที่จะเป็นผลมาจาก

การใช้คำ

long-term stuckness: ภาวะไม่มีความคืบหน้าที่ดำเนินอยู่นาน

Stuckness สร้างจากคำคุณศัพท์ stuck กับปัจจัย -ness ที่ใช้สร้างคำนาม คำนี้เปลี่ยนความหมายของ “การติดอยู่” ให้เป็นสภาวะเชิงนามธรรม คือไม่สามารถก้าวต่อไป แก้ปัญหา หรือเปลี่ยนรูปแบบเดิมได้ Long-term ขยายสภาวะทั้งหมดและแสดงว่าสภาวะนี้เกิดอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การหยุดชั่วครู่ คำนามนี้ช่วยให้ผู้พูดมองการไม่มีความคืบหน้าซ้ำ ๆ เป็นสภาวะทั่วไปหนึ่งอย่าง

แบบฝึกหัด

ในวลี “long-term stuckness” คำว่า stuckness บรรยายถึงอะไร?

  1. ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ตัดสินใจระหว่างสองตัวเลือกที่เท่าเทียมกัน
  2. วัตถุที่ออกแบบมาเพื่อยึดสิ่งของให้อยู่กับที่
  3. สภาวะต่อเนื่องที่ไม่สามารถก้าวต่อไปได้
ดูคำตอบ

สภาวะต่อเนื่องที่ไม่สามารถก้าวต่อไปได้

of butting into some sort of law inherited unknowingly from childhood. กริยาวลี

3:23

การไปชนกับกฎบางอย่างที่สืบทอดมาจากวัยเด็กโดยไม่รู้ตัว

กริยาวลี

butting into กฎที่ซ่อนอยู่

ในที่นี้ butting into ใช้ภาพของการพุ่งชนสิ่งกีดขวางทางกายภาพ หมายถึงความพยายามของคนคนหนึ่งที่ชนเข้ากับข้อจำกัดภายในที่มองไม่เห็นซ้ำ ๆ ไม่ได้หมายถึงการพูดแทรกผู้อื่น กรรม some sort of law หมายถึงกฎทางจิตใจที่เรียนรู้มาโดยไม่รู้ตัวตั้งแต่วัยเด็ก โครงสร้าง butt into + สิ่งกีดขวาง ทำให้กฎนั้นดูเป็นสิ่งที่ขวางการก้าวไปข้างหน้า และช่วยอธิบายภาวะติดขัดระยะยาว

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่างนี้ butting into หมายถึงอะไร

  1. พูดแทรกขณะที่อีกคนกำลังพูด
  2. เข้าร่วมกลุ่มโดยไม่ได้รับอนุญาต
  3. ชนเข้ากับข้อจำกัดภายในที่มองไม่เห็น
ดูคำตอบ

ชนเข้ากับข้อจำกัดภายในที่มองไม่เห็น

We are stuck because we are being overly loyal วลี

3:30

เราติดแหง็กเพราะเราซื่อสัตย์เกินไป

to an idea of something being impossible

3:33

ต่อแนวคิดที่ว่าบางสิ่งเป็นไปไม่ได้

generated in the distant past.

3:37

ซึ่งเกิดขึ้นในอดีตอันไกลโพ้น

วลี

overly loyal to an idea: ภักดีต่อแนวคิดมากเกินไป

ในที่นี้ loyal to ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความภักดีต่อคนหรือกลุ่ม คนเราสามารถ loyal to an idea ได้ด้วยการยังคงทำตาม ปกป้อง หรือจัดชีวิตโดยยึดแนวคิดนั้นเป็นหลัก แม้แนวคิดนั้นจะไม่เป็นประโยชน์อีกแล้ว Overly ทำให้การประเมินเป็นลบ เพราะความผูกพันนั้นมากเกินไป ในประโยคนี้ แนวคิดเก่าคือบางสิ่งเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึงการเชื่อฟังความเชื่อที่จำกัดตนเองโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่คุณสมบัติที่น่าชื่นชม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้ซึ่งหมายถึง "ยึดติดกับความเชื่อมากเกินไป": Even after the evidence changed, Mara stayed ____ that success required constant sacrifice.

ดูคำตอบ

overly loyal to an idea

Impossible because it was threatening

3:39

เป็นไปไม่ได้เพราะมันเคยเป็นภัยคุกคาม

to someone we cared for or depended on

3:42

ต่อคนที่เราห่วงใยหรือพึ่งพา

a long time ago.

3:45

เมื่อนานมาแล้ว

Therefore, one of the main paths to liberation lies ไวยากรณ์

3:47

ดังนั้น หนึ่งในเส้นทางหลักสู่การปลดแอกก็คือ

in coming to see that the law exists

3:50

การมองเห็นว่ากฎนั้นมีอยู่จริง

and then unpicking its warped and unnecessary logic. สำนวน

3:53

แล้วค่อยๆ คลี่ปมตรรกะที่บิดเบี้ยวและไม่จำเป็นของมันออก

ไวยากรณ์

หนึ่งในหนทางหลักสู่การหลุดพ้นอยู่ที่การค่อย ๆ ตระหนัก...

นามวลี one of the main paths to liberation เลือกหนทางหนึ่งจากหลายหนทางที่เป็นไปได้ คำหลักทางไวยากรณ์คือ one จึงต้องใช้กริยาเอกพจน์ lies รูปแบบ one of the paths to X lies in doing Y หมายถึง วิธีสำคัญวิธีหนึ่งในการบรรลุ X อยู่ที่การทำ Y ในที่นี้ coming to see หมายถึงค่อย ๆ ตระหนักหรือมองเห็นความจริง ไม่ได้หมายถึงการเดินทางมาที่ใดที่หนึ่งเพื่อดูจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบทางการ lie in + -ing ให้สมบูรณ์: One of the best ways to build trust ____ listening before responding.

ดูคำตอบ

lies in

สำนวน

ค่อย ๆ แกะตรรกะที่บิดเบี้ยวและไม่จำเป็นออกเป็นส่วน ๆ

ความหมายตรงตัวของ Unpick คือเลาะฝีเย็บออกจากวัสดุที่เย็บไว้ แต่ในที่นี้ใช้เป็นอุปมา หมายถึงการแยกระบบการให้เหตุผลออกเป็นส่วน ๆ และไล่ดูว่าสมมติฐานกับความเชื่อมโยงต่าง ๆ ประกอบเข้าด้วยกันอย่างไร การเรียกตรรกะนั้นว่า warped บอกว่ามันถูกบิดเบือน ส่วน unnecessary บอกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรือจำเป็น ดังนั้น วลีนี้จึงสื่อถึงการตรวจสอบและแยกส่วนอย่างละเอียด ไม่ใช่เพียงลบแนวคิดทิ้งไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ unpick ในเชิงอุปมาเพื่อหมายถึงการตรวจสอบเหตุผลที่มีข้อบกพร่องทีละส่วน

  1. She unpicked the loose stitches in the sleeve.
  2. Let me unpack my suitcase after the trip.
  3. We need to unpick the reasoning behind this unfair rule.
  4. We need to undo the rule before Friday.
ดูคำตอบ

We need to unpick the reasoning behind this unfair rule.

We can start by asking whether, beneath our practical dilemma,

3:58

เราสามารถเริ่มต้นด้วยการถามว่า ภายใต้ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในทางปฏิบัติของเรา

there may be a childhood law at work วลี

4:02

อาจมีกฎวัยเด็กทำงานอยู่

encouraging us to stay where we are.

4:04

ซึ่งคอยยุให้เราอยู่กับที่หรือไม่

วลี

childhood law at work: at work ในความหมายว่ากำลังทำงานอยู่

ในที่นี้ at work หมายถึง “กำลังทำงานหรือส่งอิทธิพลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่” วลีนี้มอง childhood law หรือกฎภายในที่เรียนรู้มาตั้งแต่วัยเด็กว่าเป็นพลังที่มองไม่เห็นและกำลังกำหนดการเลือกของบุคคลนั้น การใช้แบบนี้ไม่ได้หมายถึงอาชีพหรือสถานที่ทำงาน โครงสร้าง “อิทธิพล กฎ หรือกระบวนการ + at work” ช่วยอธิบายสาเหตุที่มองไม่เห็นเบื้องหลังผลลัพธ์ที่มองเห็นได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “กำลังส่งอิทธิพลต่อสถานการณ์อยู่”: A hidden fear may be ____ when we avoid a useful change.

ดูคำตอบ

at work

We can dig beneath the surface problem สำนวน

4:08

เราสามารถขุดลึกลงไปใต้ปัญหาที่อยู่บนพื้นผิว

in search of the emotional structure that might be being engaged. ไวยากรณ์

4:10

เพื่อค้นหาโครงสร้างทางอารมณ์ที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้อง

สำนวน

dig beneath the surface problem ในฐานะภาพเปรียบเทียบเรื่องความลึก

dig beneath the surface problem ใช้ภาพเปรียบเทียบของการขุดลงไปใต้พื้นผิว เพื่อหมายถึงการมองข้ามปัญหาที่เห็นได้ชัดและสืบหาสาเหตุที่ลึกกว่า คำว่า dig สื่อถึงความพยายามและการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ส่วน beneath the surface เปรียบสิ่งที่มองเห็นกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ ในประโยคนี้ เป้าหมายคือการค้นหาโครงสร้างทางอารมณ์ที่ปัญหาในทางปฏิบัติอาจกำลังกระตุ้น โดยทั่วไปสามารถใช้ภาพนี้เมื่อปัญหาที่เห็นอาจเป็นเพียงอาการของสิ่งที่ลึกกว่านั้น

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Before blaming anyone, let's dig beneath the surface problem," ผู้พูดเสนอให้ทำอะไร?

  1. ขุดลงไปใต้สถานที่ที่เกิดปัญหาจริง ๆ
  2. ค้นหาสาเหตุที่ลึกกว่าซึ่งอยู่เบื้องหลังปัญหาที่เห็นชัด
  3. เพิกเฉยต่อปัญหาจนกว่ามันจะหายไป
ดูคำตอบ

ค้นหาสาเหตุที่ลึกกว่าซึ่งอยู่เบื้องหลังปัญหาที่เห็นชัด

ไวยากรณ์

might be being engaged: modal + passive แบบกำลังดำเนินอยู่

ใน might be being engaged คำว่า might แสดงความเป็นไปได้ be ตัวแรกเป็นกริยาช่วยรูปพื้นฐานที่ตามหลัง might เพื่อสร้างความหมายแบบกำลังดำเนินอยู่ ส่วน being เป็นรูป -ing ของ be ที่ใช้สร้าง passive และ engaged เป็น past participle ทั้งวลีจึงหมายความว่าโครงสร้างทางอารมณ์หนึ่งอาจกำลังถูกกระตุ้นอยู่ในขณะนั้น be ทั้งสองรูปทำหน้าที่ต่างกัน be being + past participle สร้าง progressive passive โดยบอกว่าการกระทำกำลังดำเนินอยู่ และประธานเป็นฝ่ายรับการกระทำ ไม่ใช่ฝ่ายกระทำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ might, progressive passive และกริยา test: The safety system ____ by the technician right now.

ดูคำตอบ

might be being tested

So, for example, in the unconscious การใช้คำ

4:14

ตัวอย่างเช่น ในจิตใต้สำนึก

architecture equals the creativity dad never enjoyed,

4:16

สถาปัตยกรรมเท่ากับความสร้างสรรค์ที่พ่อไม่เคยได้สัมผัส

or sexual fulfillment equals what hurt my lovable mum.

4:20

หรือการเติมเต็มทางเพศเท่ากับสิ่งที่ทำให้แม่ที่น่ารักของฉันต้องเจ็บปวด

การใช้คำ

in the unconscious: การใช้ the unconscious เป็นคำนาม

ในที่นี้ the unconscious เป็นนามวลีที่เรียกขอบเขตของจิตใจซึ่งมีความคิด ความปรารถนา และความเชื่อมโยงที่อยู่นอกการรับรู้โดยมีสติ ดังนั้น in the unconscious จึงหมายถึงภายในขอบเขตทางจิตที่ซ่อนอยู่นั้น ไม่ได้หมายถึงขณะที่ใครคนหนึ่งหมดสติทางร่างกาย คำนำหน้านามชี้เฉพาะ the ช่วยทำให้ unconscious กลายเป็นชื่อของขอบเขตทางจิตวิทยาที่เป็นนามธรรม การใช้นี้พบได้บ่อยในการอภิปรายด้านจิตวิเคราะห์หรือจิตวิทยา

แบบฝึกหัด

ข้อใดเป็นนามวลีทางจิตวิทยาที่หมายถึงขอบเขตของกิจกรรมทางจิตซึ่งอยู่นอกการรับรู้โดยมีสติ?

  1. unconscious
  2. the unconscious
  3. an unconscious person
ดูคำตอบ

the unconscious

We may discover that some of the reason we can't give up on finance กริยาวลี

4:24

เราอาจค้นพบว่าเหตุผลส่วนหนึ่งที่เราไม่สามารถยอมแพ้เรื่องการเงิน

and take up a more imaginative role กริยาวลี

4:28

และหันไปรับบทบาทที่ใช้จินตนาการมากขึ้นได้

กริยาวลี

give up on + เส้นทางอาชีพ

ในประโยคนี้ give up on finance หมายถึงเลิกมองสายงานการเงินว่าเป็นเส้นทางอาชีพที่ควรเดินต่อไป finance ในที่นี้หมายถึงสาขาอาชีพ ไม่ใช่ตัวเงิน โครงสร้างคือ give up on + คน แผน เป้าหมาย สาขา หรือความเป็นไปได้ คำว่า on ชี้ไปยังสิ่งที่เราเคยทุ่มเทความหวัง ความพยายาม หรือความผูกพันให้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย phrasal verb ที่หมายถึง “หยุดทุ่มเทความหวังหรือความพยายามให้กับสิ่งหนึ่ง”: One bad result is not a reason to ____ the whole project.

ดูคำตอบ

give up on

กริยาวลี

take up a more imaginative role: เริ่มรับบทบาทที่สร้างสรรค์มากขึ้น

ในที่นี้ take up a more imaginative role หมายถึงเริ่มทำหรือย้ายไปทำหน้าที่การงานที่เปิดโอกาสให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น สิ่งที่เริ่มรับคือ role และ take up ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “กินพื้นที่หรือเวลา” เมื่อใช้คู่กับ give up on finance คำว่า take up จะนำเสนอทิศทางใหม่ที่มาแทนทิศทางเดิม โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ take up + บทบาท ตำแหน่ง หน้าที่ หรือกิจกรรม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ take up a role ในความหมายว่าเริ่มดำรงตำแหน่งใหม่?

  1. Jordan took on an extra task for the coach.
  2. Jordan took up a role as assistant coach.
  3. The equipment took up half the storage room.
ดูคำตอบ

Jordan took up a role as assistant coach.

is because throughout childhood we had to accept a law

4:30

ก็เพราะตลอดช่วงวัยเด็กเราต้องยอมรับกฎ

that we couldn't be both creatively fulfilled and make money

4:33

ที่ว่าเราไม่สามารถเติมเต็มทางความคิดสร้างสรรค์และหาเงินได้ในเวลาเดียวกัน

in order to protect our volatile father

4:37

เพื่อปกป้องพ่อที่อารมณ์แปรปรวน

from his own envy and inadequacy.

4:39

จากความอิจฉาและความรู้สึกไร้ความสามารถของเขาเอง

Or we can't leave our marriage because unconsciously

4:41

หรือเราไม่สามารถหย่าร้างได้เพราะลึกๆ แล้ว

we're coming up against a law from childhood กริยาวลี

4:44

เรากำลังเผชิญกับกฎจากวัยเด็ก

กริยาวลี

coming up against: เผชิญแรงต้าน

ในประโยคนี้ coming up against หมายถึงการเผชิญแรงต้านจากสิ่งที่ก้าวข้ามได้ยาก “กฎจากวัยเด็ก” คือกฎภายในที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก ไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ โครงสร้างคือ come up against + คำนาม เมื่อเทียบกับ meet เฉย ๆ สำนวนนี้มองบุคคล กฎ ข้อจำกัด หรือปัญหาว่าเป็นอุปสรรคหรือแรงที่ขัดขวาง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ come up against: When Maya tried to change the policy, she ____ strong resistance.

ดูคำตอบ

came up against

that tells us that being a good boy means renouncing

4:47

ที่บอกเราว่าการเป็นเด็กดีหมายถึงการละทิ้ง

one's more bodily and visceral sides. การใช้คำ

4:50

ด้านที่ตอบสนองต่อร่างกายและสัญชาตญาณของตัวเองไป

การใช้คำ

one's more bodily and visceral sides: แง่มุมทางกายและสัญชาตญาณ

ในวลี one's more bodily and visceral sides คำว่า sides หมายถึงแง่มุมต่าง ๆ ของธรรมชาติของคน ไม่ใช่ด้านซ้ายและด้านขวาของร่างกาย ส่วน one's เป็นรูปแสดงความเป็นเจ้าของแบบกล่าวรวม ๆ ที่ค่อนข้างเป็นทางการ หมายถึง “ของบุคคลนั้นเอง” Bodily ชี้ถึงแรงกระตุ้นและความรู้สึกทางกาย ส่วน visceral เพิ่มความหมายของปฏิกิริยาที่ลึก เป็นไปตามสัญชาตญาณ และรู้สึกได้จากภายใน ซึ่งเกิดก่อนการใช้เหตุผลอย่างสงบ เมื่อรวมกัน วลีนี้หมายถึงส่วนทางกายและสัญชาตญาณของตัวตนที่ควบคุมได้น้อยกว่า

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ one's more bodily and visceral sides หมายถึงอะไร

  1. ด้านซ้ายและด้านขวาของร่างกายคน
  2. ส่วนทางกายและสัญชาตญาณในธรรมชาติของคน
  3. ส่วนของข้อโต้แย้งที่ผ่านการใช้เหตุผลอย่างรอบคอบ
ดูคำตอบ

ส่วนทางกายและสัญชาตญาณในธรรมชาติของคน

The specifics will differ, ลำดับความ

4:53

รายละเอียดจะแตกต่างกันไป

but the principle of a hidden law from childhood

4:54

แต่หลักการของกฎที่ซ่อนเร้นจากวัยเด็ก

can explain a huge number of adult stucknesses.

4:57

สามารถอธิบายอาการติดขัดของผู้ใหญ่ได้มากมายมหาศาล

ลำดับความ

The specifics will differ, but the principle: จากความแตกต่างไปสู่ข้อสรุปทั่วไป

อนุประโยค The specifics will differ ยอมรับว่าแต่ละกรณีไม่ได้มีรายละเอียดเหมือนกัน จากนั้น but จะเปลี่ยนทิศทางของข้อโต้แย้งจากความแตกต่างเหล่านั้นไปสู่ข้อสรุปที่กว้างขึ้นซึ่งเริ่มด้วย the principle กรอบการยอมรับข้อจำกัดแล้วหันกลับมาสู่ประเด็นหลักนี้ทำให้การสรุปฟังดูรอบคอบ ไม่ใช่ข้อสรุปแบบเด็ดขาด รายละเอียดอาจต่างกัน แต่หลักการร่วมยังอธิบายกรณีเหล่านั้นได้ ในที่นี้ but ไม่ได้ปฏิเสธความแตกต่าง แต่บอกว่าความแตกต่างนั้นไม่ได้ล้มล้างประเด็นใหญ่

แบบฝึกหัด

ข้อความที่เน้นไว้ทำหน้าที่อะไรในการให้เหตุผลนี้

  1. ยอมรับความแตกต่างในรายละเอียด แล้วเปลี่ยนไปสู่หลักการทั่วไปร่วมกัน
  2. ละทิ้งหลักการทั่วไปเพราะรายละเอียดแตกต่างกัน
  3. กล่าวว่าทุกกรณีมีรายละเอียดเหมือนกันทุกประการ
ดูคำตอบ

ยอมรับความแตกต่างในรายละเอียด แล้วเปลี่ยนไปสู่หลักการทั่วไปร่วมกัน

The way forward is first and foremost hence วลี

5:01

หนทางข้างหน้าคือประการแรกและสำคัญที่สุด

to realize that there might be a law in operation when we get stuck,

5:04

การตระหนักว่าอาจมีกฎเกณฑ์บางอย่างทำงานอยู่เมื่อเราติดแหง็ก

วลี

First and foremost: การระบุสิ่งสำคัญสูงสุด

first and foremost เป็นวลีเน้นความหมายแบบตายตัว หมายถึงก่อนสิ่งอื่นใดและที่สำคัญที่สุด ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวจัดให้การตระหนักว่าอาจมีกฎบางอย่างกำลังทำงานอยู่เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการก้าวต่อไป คำในวลีนี้ไม่ได้หมายถึงสองขั้นตอนแยกกัน first ให้ความหมายเรื่องลำดับ ส่วน foremost เน้นเรื่องความสำคัญ ดังนั้นทั้งวลีจึงเน้นหนักกว่าใช้ first เพียงคำเดียว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสามคำจากบทเรียนนี้ที่ใช้ระบุสิ่งสำคัญสูงสุด: ____, we need to make sure everyone is safe.

ดูคำตอบ

First and foremost

that we aren't merely being cowardly or slow in not progressing,

5:08

การที่เราไม่ก้าวหน้าไม่ได้เป็นเพราะเราแค่ขี้ขลาดหรือเชื่องช้า

and that we feel trapped because we are in our faulty minds

5:12

และการที่เรารู้สึกติดกับดักก็เพราะในความคิดที่ผิดพลาดของเรา

back in a cage formed in childhood, สำนวน

5:15

เราได้กลับไปอยู่ในกรงที่สร้างขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก

which we have to be able to see, think about,

5:19

ซึ่งเราต้องสามารถมองเห็น คิดใคร่ครวญ

and then patiently dismantle.

5:22

และค่อยๆ รื้อถอนมันอย่างอดทน

สำนวน

กลับไปอยู่ในกรงที่ก่อตัวขึ้นในวัยเด็ก

ในที่นี้ a cage formed in childhood เป็นอุปมาถึงความเชื่อที่จำกัดตนเอง ความกลัว และรูปแบบพฤติกรรมที่เกิดจากชีวิตครอบครัวในช่วงต้น ผู้พูดไม่ได้หมายถึงกรงจริง ๆ back in แสดงว่าจิตใจของผู้ใหญ่สามารถย้อนกลับไปอยู่ในสภาวะทางใจแบบเดิมได้ ภาพนี้เชื่อม trapped, see และ dismantle เข้าด้วยกัน คือเริ่มจากมองเห็นข้อจำกัดเดิม พิจารณามัน แล้วค่อย ๆ ปลดมันออก

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ back in a cage formed in childhood หมายความว่าอย่างไร?

  1. เลือกเพิกเฉยต่อความทรงจำในวัยเด็กทั้งหมด
  2. เข้าไปในกรงใบเดียวกับที่เคยมีอยู่ในวัยเด็กจริง ๆ
  3. ย้อนกลับไปสู่ข้อจำกัดและรูปแบบที่เกิดขึ้นในวัยเด็กในทางจิตใจ
ดูคำตอบ

ย้อนกลับไปสู่ข้อจำกัดและรูปแบบที่เกิดขึ้นในวัยเด็กในทางจิตใจ

We can along the way accept that we are now adults,

5:24

ในระหว่างทางเราสามารถยอมรับได้ว่าตอนนี้เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว

which means that the original family drama no longer has to apply. ไวยากรณ์

5:28

ซึ่งหมายความว่าเรื่องราวครอบครัวในอดีตไม่จำเป็นต้องถูกนำมาใช้อีกต่อไป

ไวยากรณ์

no longer has to apply: ไม่จำเป็นต้องใช้ต่อไปอีก

no longer หมายความว่าบางสิ่งเคยเป็นจริงหรือเคยมีผลมาก่อน แต่ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ส่วน apply ในที่นี้หมายถึง “เกี่ยวข้องกับหรือกำหนดสถานการณ์” ไม่ใช่ “ยื่นใบสมัคร” เมื่อใช้ร่วมกับ has to วลีนี้บอกว่ารูปแบบเดิมในครอบครัวไม่จำเป็นต้องกำหนดชีวิตเมื่อเป็นผู้ใหญ่ต่อไป ไม่ได้หมายความว่าอดีตหายไป แต่เป็นการยกเลิกความจำเป็นที่กฎเดิมต้องดำเนินต่อ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่ตรงความหมายว่าไม่จำเป็นต้องให้กฎเดิมยังคงเกี่ยวข้องต่อไป: This childhood rule ____.

ดูคำตอบ

no longer has to apply

We don't have to worry about upsetting parental figures.

5:33

เราไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ผู้ปกครองอารมณ์เสีย

Their taboos were set up to protect them, กริยาวลี

5:36

ข้อห้ามของพวกเขาถูกตั้งขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง

but they're making us ill.

5:39

แต่มันกำลังทำให้เราป่วย

กริยาวลี

set up to protect: การจัดตั้งและจุดประสงค์

were set up เป็นรูปกรรมวาจกของ set up หมายถึง “ถูกจัดตั้ง” หรือ “ถูกสร้างขึ้น” ประธานคือ their taboos จึงไม่ได้หมายถึงการจัดฉากใส่ร้ายหรือทำให้ใครเดือดร้อน to protect them เป็น infinitive ที่บอกจุดประสงค์ จึงอธิบายว่าเหตุใดข้อห้ามเหล่านั้นจึงถูกตั้งขึ้น โครงสร้าง be set up to + คำกริยา ใช้อธิบายจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ของกฎ ระบบ หรือองค์กรได้ แม้ภายหลังจะก่อผลเสีย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปกรรมวาจกของ set up และ infinitive ที่บอกจุดประสงค์: The safety program ____ workers from preventable injuries.

ดูคำตอบ

was set up to protect

We can feel sad for the laws that these damaged figures

5:41

เราอาจรู้สึกเศร้ากับกฎเกณฑ์ที่บุคคลที่บอบช้ำเหล่านี้

from the past imposed on us,

5:44

จากอดีตได้ยัดเยียดให้เรา

often with no active malevolence,

5:46

ซึ่งมักจะไม่มีเจตนาร้ายอย่างจริงจัง

but we can recognize that our imperative is to move them aside โน้ต

5:48

แต่เราสามารถรับรู้ได้ว่าสิ่งที่เราต้องทำก็คือการปัดมันทิ้งไป

การใช้คำ

our imperative is to: การบอกหน้าที่เร่งด่วน

ในที่นี้ imperative เป็นคำนาม หมายถึงหน้าที่หรือการกระทำเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญก่อน our imperative is to move them aside หมายความว่า การนำสิ่งเหล่านั้นออกไปไว้ข้าง ๆ คือสิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้ รูปแบบ someone's imperative is to + คำกริยา ใช้ระบุแนวทางการกระทำที่จำเป็น แล้วบอกการกระทำนั้นด้วย infinitive ในการใช้นี้ imperative ไม่ได้หมายถึงรูปคำสั่งทางไวยากรณ์ที่ใช้สั่งผู้อื่น

แบบฝึกหัด

ใน “Our imperative is to reduce the risk,” คำว่า imperative หมายถึงอะไร?

  1. ข้อเสนอแนะที่สุภาพและรอได้
  2. รูปกริยาที่ใช้เพื่อออกคำสั่ง
  3. หน้าที่ที่เร่งด่วนและจำเป็น
ดูคำตอบ

หน้าที่ที่เร่งด่วนและจำเป็น

กริยาวลี

Move them aside: ไม่ปล่อยให้กฎเก่าขัดขวางการกระทำ

ในที่นี้ them หมายถึงกฎที่สืบทอดมาจากอดีต move them aside หมายถึงการไม่ปล่อยให้กฎเหล่านั้นควบคุมสิ่งที่ผู้คนทำอีกต่อไป วลีนี้เปรียบกฎเป็นสิ่งกีดขวางที่เลื่อนออกจากทางได้ ไม่ได้หมายถึงการลบอดีตทิ้ง โดยทั่วไป move someone or something aside สามารถใช้บรรยายการย้ายคนหรือสิ่งของจริง ๆ ได้ เมื่อใช้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ จะหมายถึงการนำคน ความคิด กฎ หรือความรู้สึกออกจากตำแหน่งที่ขัดขวางการกระทำหรือการตัดสินใจ

แบบฝึกหัด

ในประโยค "We respect the old rules, but we must move them aside to make a fair decision," move them aside หมายความว่าอย่างไร

  1. ไม่ปล่อยให้กฎเก่าควบคุมการตัดสินใจอีกต่อไป
  2. ขนกฎไปยังอีกห้องหนึ่งจริง ๆ
  3. ลบบันทึกทั้งหมดเกี่ยวกับกฎเก่า
ดูคำตอบ

ไม่ปล่อยให้กฎเก่าควบคุมการตัดสินใจอีกต่อไป

and act with the emotional freedom that's always been our birthright. การใช้คำ

5:53

และทำสิ่งต่างๆ ด้วยอิสระทางอารมณ์ซึ่งเป็นสิทธิโดยกำเนิดของเราเสมอมา

การใช้คำ

our birthright: สิทธิที่ติดตัวมาแต่กำเนิดซึ่งถูกยืนยันอย่างหนักแน่น

ตามความหมายตรงตัว birthright คือสิทธิ สถานะ หรือทรัพย์สินที่เป็นของคนคนหนึ่งเพราะการเกิด มักเกี่ยวข้องกับครอบครัวหรือการสืบทอด ในที่นี้ our birthright ใช้เชิงเปรียบเทียบ โดยนำเสนออิสรภาพทางอารมณ์ว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนสมควรได้รับโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้รับมรดกตามกฎหมาย การเรียกบางสิ่งว่า birthright มีน้ำหนักมากกว่าการบอกเพียงว่าสิ่งนั้นดีหรือน่าปรารถนา คำนี้เป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการและมีค่านิยมชัดเจนว่าสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิพื้นฐานและไม่ควรต้องขออนุญาตจากผู้อื่น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ birthright เชิงเปรียบเทียบเพื่อยืนยันอย่างหนักแน่นถึงสิ่งที่ทุกคนสมควรได้รับโดยธรรมชาติ

  1. Freedom of thought should be every person's birthright.
  2. Under the old rules, the eldest child received the title as a birthright.
  3. She saved enough money to buy a new birthright.
ดูคำตอบ

Freedom of thought should be every person's birthright.

We may need to be disloyal to a way of being การใช้คำ

5:57

เราอาจจำเป็นต้องไม่ซื่อสัตย์ต่อวิถีชีวิต

that protected someone we cared about or depended on

6:00

ที่คอยปกป้องคนที่เราห่วงใยหรือต้องพึ่งพา

in order to start to be loyal to a more important person still, ลำดับความ

6:03

เพื่อที่จะเริ่มซื่อสัตย์ต่อคนที่มีความสำคัญยิ่งกว่านั้น

ourselves.

6:08

นั่นคือตัวเราเอง

การใช้คำ

“be disloyal to a way of being” ในฐานะอุปมาที่มีน้ำหนักทางอารมณ์

ในที่นี้ “be disloyal to” ซึ่งปกติเกี่ยวกับความภักดีต่อคนหรือกลุ่ม ถูกนำมาใช้กับ “a way of being” หมายถึงการปฏิเสธที่จะทำตามรูปแบบการคิด ความรู้สึก หรือพฤติกรรมแบบเดิมต่อไป อุปมาเรื่องความภักดีที่มีน้ำหนักมากทำให้การเปลี่ยนแปลงดูเป็นความขัดแย้งทางอารมณ์ รูปแบบเดิมเคยปกป้องความสัมพันธ์ที่สำคัญ แต่การยึดรูปแบบนั้นต่อไปในตอนนี้จะเท่ากับละเลยตัวเอง ประโยคนี้ไม่ได้สนับสนุนให้ทรยศคนอื่น

แบบฝึกหัด

ข้อใดตีความ “be disloyal to a way of being” ในประโยคนี้ได้ตรงที่สุด

  1. ทำตามรูปแบบเดิมต่อไปเพื่อพิสูจน์ความภักดี
  2. ซ่อนบุคลิกตามปกติของตนจากคนอื่น
  3. ทรยศคนที่เคยให้การปกป้อง
  4. เลิกทำตามรูปแบบเดิม แม้ว่าการทิ้งมันอาจรู้สึกเหมือนทรยศต่อความภักดีในอดีต
ดูคำตอบ

เลิกทำตามรูปแบบเดิม แม้ว่าการทิ้งมันอาจรู้สึกเหมือนทรยศต่อความภักดีในอดีต

ลำดับความ

“a more important person still, ourselves” กับการเน้นด้วยการเปิดเผยที่ถูกเลื่อนออกไป

วลีนี้เริ่มจากการกล่าวถึง “คนที่สำคัญกว่า” โดยยังไม่บอกว่าเป็นใคร แล้วจึงวาง “ourselves” ไว้ท้ายประโยคเป็นส่วนขยายที่เปิดเผยตัวตนของคนนั้น การเลื่อนชื่อออกไปทำให้จุดสนใจในตอนท้ายเปลี่ยนจากความภักดีต่อผู้อื่นมาสู่ความภักดีต่อตนเอง ใน “a more important person still” คำว่า still ที่วางไว้ข้างหลังช่วยเน้นการเปรียบเทียบ หมายถึง “คนที่สำคัญยิ่งกว่า” ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นยังคงสำคัญต่อเนื่องตามเวลา

แบบฝึกหัด

การจบวลีด้วย “still, ourselves” ให้ผลอย่างไร

  1. ใช้ “still” เพื่อแสดงว่าไม่มีการกระทำหรือการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น
  2. ทำให้ “more important” หมายถึง “สำคัญยิ่งกว่า” และเลื่อนการเปิดเผยตัวตนไปจนถึง “ourselves”
  3. ทำให้ “ourselves” เป็นสิ่งที่คนอื่นต้องปกป้อง
  4. บอกว่าเรายังคงซื่อสัตย์ต่อคนเดิมเหมือนก่อนหน้านี้
ดูคำตอบ

ทำให้ “more important” หมายถึง “สำคัญยิ่งกว่า” และเลื่อนการเปิดเผยตัวตนไปจนถึง “ourselves”

Our decision dice are a tool to help you make wiser decisions

6:12

ลูกเต๋าตัดสินใจของเราเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ฉลาดขึ้น

in work,

6:16

ในเรื่องงาน

love,

6:17

ความรัก

and the rest of your life.

6:18

และชีวิตส่วนที่เหลือของคุณ