คุณเชื่อหูตัวเองได้ไหม? (ภาพลวงตาทางเสียง): บทเรียนภาษาอังกฤษ
AsapSCIENCE
ภาพรวม: การทดลองสามแบบแสดงว่า ภาพที่เห็น ประสบการณ์ช่วงต้น และความถี่เสียงซ้อน เปลี่ยนสิ่งที่เราคิดว่าได้ยินได้ ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. “Strange as it may seem,” (ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค) เป็นโครงสร้างกลับคำเชิงยอมรับ หมายถึง “แม้จะดูแปลก” ใช้เปิดข้อเท็จจริงที่คาดไม่ถึง โดยไม่เข้าใจ as ว่าเป็นเหตุผล 2. “play a role in deciding” (วลีสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน) ใช้ play a role in + คำนามหรือกริยา -ing เพื่อบอกว่า ภาษา สิ่งแวดล้อม หรือประสบการณ์มีอิทธิพลต่อการตัดสินอย่างไร 3. “Shepard tone” (วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง) คือภาพลวงทางเสียงที่คลื่นไซน์ซ้อนกันและลดหนึ่งคู่แปด แต่ฟังเหมือนสูงขึ้นไม่สิ้นสุด ช่วยให้เข้าใจกลไกได้แม่นยำ
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Many of us have become quick to catch illusions that trick our eyes,
0:00พวกเราหลายคนมองภาพลวงตาที่หลอกตาออกได้อย่างรวดเร็ว
Are you really able to trust your ears and the things they hear?
0:06คุณเชื่อหูตัวเองและสิ่งที่ได้ยินได้จริง ๆ หรือ?
If you heard ... you'd be right: การประเมินแบบสมมติ
โครงสร้าง If + past simple, would + กริยารูปพื้นฐาน ใช้เสนอเงื่อนไขสมมติและผลลัพธ์หรือการประเมิน ในที่นี้ If you heard ... กล่าวถึงสิ่งที่ผู้ฟังอาจได้ยิน ส่วน you'd be right หมายความว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นจะถือว่าถูกต้อง you'd ในที่นี้ย่อมาจาก you would ไม่ใช่ you had เพราะตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน be โครงสร้างนี้จึงใช้ประเมินข้อสรุปได้โดยไม่ยืนยันล่วงหน้าว่าเงื่อนไขนั้นเป็นจริง
แบบฝึกหัด
ใช้คำย่อของ you would เติมการประเมินแบบสมมติให้สมบูรณ์: If you identified the speaker correctly, ____ be right.
ดูคำตอบ
you'd
Chances are you heard far far far this time with an F, วลี
0:29คราวนี้คุณน่าจะได้ยินว่า “far far far” ที่ขึ้นต้นด้วย F
Chances are + อนุประโยค: การคาดการณ์ที่มีแนวโน้มสูง
Chances are + อนุประโยค เป็นกรอบภาษาพูดแบบตายตัวที่หมายถึง It is likely that ... หรือ Probably ... โดยอนุประโยคด้านหลังบอกสถานการณ์ที่คาดการณ์ และมักละ that ในที่นี้ผู้พูดกำลังคาดเดาสิ่งที่ผู้ฟังได้ยินด้วยความมั่นใจพอสมควรแต่ไม่ถึงกับแน่นอน ไม่ควรแปลคำนามพหูพจน์ chances แยกตามตัวอักษร เพราะวลีเปิดทั้งหมดร่วมกันบอกความน่าจะเป็น
แบบฝึกหัด
เติมคำทำนายด้วยวลีตายตัวที่หมายถึง It is likely: ____ the bus will be late in this traffic.
ดูคำตอบ
Chances are
except you didn't เพื่อแก้ไขและพลิกความคาดหมาย
except you didn't พลิกความคาดหมายที่ส่วนแรกสร้างไว้ ผู้พูดทำให้ผู้ฟังยอมรับข้อสรุปที่ดูสมเหตุสมผลก่อนว่าตนได้ยิน far แล้วจึงใช้ except + อนุประโยคเพื่อเฉลยว่าข้อสรุปนั้นไม่เป็นจริงตามตัวอักษรสำหรับเสียงที่ไม่ได้เปลี่ยนไป Didn't เป็นการละคำ โดยมีความหมายเต็มว่า didn't hear far การใช้ except แบบนี้ไม่ได้เพียงตัดสิ่งหนึ่งออกจากรายการ แต่เป็นการนำคำแก้ไขเข้ามาเพื่อเปลี่ยนวิธีทำความเข้าใจข้อความก่อนหน้า
แบบฝึกหัด
except you didn't ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?
- หมายความว่าผู้ฟังทุกคนยกเว้นหนึ่งคนได้ยิน far
- เป็นการเพิ่มเสียงอีกเสียงหนึ่งที่ผู้ฟังได้ยินหลังจาก far
- เป็นการแก้ไขข้อความก่อนหน้า โดยบอกว่าผู้ฟังไม่ได้ยิน far จริง ๆ ในเสียงที่ไม่เปลี่ยนแปลง
ดูคำตอบ
เป็นการแก้ไขข้อความก่อนหน้า โดยบอกว่าผู้ฟังไม่ได้ยิน far จริง ๆ ในเสียงที่ไม่เปลี่ยนแปลง
In fact, the audio didn't even change between the two videos. ไวยากรณ์
0:34ที่จริง เสียงในวิดีโอทั้งสองไม่ได้เปลี่ยนไปเลย
didn't even change: not even + กริยา
ใน didn't even change คำว่า even เป็นกริยาวิเศษณ์เน้นจุดสำคัญที่อยู่ในอนุประโยคปฏิเสธ คำนี้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นเหตุการณ์พื้นฐานหรือเป็นสิ่งที่คาดไว้อย่างมาก แล้วจึงบอกว่าเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้น รูปนี้มีน้ำหนักมากกว่าการพูดเพียงว่า the audio didn't change เพราะเน้นว่าการไม่เปลี่ยนเลยนั้นน่าประหลาดใจเพียงใด รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ ประธาน + didn't/doesn't + even + กริยารูปพื้นฐาน เมื่อใช้กริยาช่วยอื่น even ก็มักอยู่หลังกริยาช่วยในอนุประโยคปฏิเสธ เช่น hasn't even started และ can't even see it
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบเป้าหมายและใช้ change เพื่อเน้นว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น: I refreshed the page, but it ____ the picture.
ดูคำตอบ
didn't even change
Strange as it may seem, what you hear depends on which video you're looking at. ไวยากรณ์
0:40แม้จะฟังดูแปลก แต่สิ่งที่คุณได้ยินขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังดูวิดีโอไหน
Strange as it may seem: การกลับโครงสร้างเพื่อแสดงการยอมรับข้อขัดแย้งแบบเป็นทางการ
Strange as it may seem หมายถึง “แม้อาจดูแปลก” ผู้พูดยอมรับก่อนว่าข้อความนี้ฟังดูน่าประหลาดใจ แล้วจึงเสนอว่าเป็นความจริง รูปแบบคือ adjective + as + subject + may + verb ในที่นี้ as แสดงการยอมรับข้อขัดแย้ง ไม่ได้แสดงเหตุผล ประโยคจึงไม่ได้หมายถึง “เพราะมันอาจดูแปลก”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้โครงสร้างยอมรับข้อขัดแย้งแบบเป็นทางการของ “Although it may sound risky”: ____, the plan is worth trying.
ดูคำตอบ
Risky as it may sound
depends on which video you're looking at: ลำดับคำของคำถามแฝง
Depends on ใช้เกริ่นปัจจัยที่ควบคุมผลลัพธ์ ในที่นี้ส่วนเติมเต็มคือคำถามแฝง which video you're looking at ดังนั้นวิดีโอเฉพาะที่กำลังดูอยู่จึงเป็นตัวกำหนดว่าสิ่งใดจะถูกได้ยิน ภายในคำถามแฝง ภาษาอังกฤษใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: which video + you're looking at ส่วนลำดับคำแบบคำถามตรง Which video are you looking at? ใช้เมื่อคำถามนั้นอยู่เป็นประโยคอิสระ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้คำถามแฝงหลัง depends on ได้ถูกต้อง
- The final price depends on which plan do you choose.
- The final price depends on which plan you choose.
ดูคำตอบ
The final price depends on which plan you choose.
Go ahead, take turns watching each video and see how the sound morphs. โน้ต
0:44เอาล่ะ ลองสลับกันดูวิดีโอแต่ละอัน แล้วสังเกตว่าเสียงเปลี่ยนไปอย่างไร
Go ahead ที่ใช้เพื่ออนุญาตหรือกระตุ้น
ในประโยคนี้ Go ahead เป็นการอนุญาตและกระตุ้นให้ผู้ฟังเริ่มทำขั้นตอนถัดไป คือสลับดูวิดีโอ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนไปข้างหน้า ใช้ Go ahead ไว้หน้าคำสั่ง หรือใช้ตอบคำขอ เมื่อต้องการสื่อว่า “ทำได้เลย” หรือ “เริ่มได้ตอนนี้”
แบบฝึกหัด
เด็กคนหนึ่งถามว่า “Can I press the button?” คำตอบใดเป็นการอนุญาตอย่างเป็นมิตร?
- Go forward.
- Go away.
- Go ahead.
ดูคำตอบ
Go ahead.
take turns watching: ผลัดกันด้วย take turns + -ing
โครงสร้าง take turns + คำกริยา -ing โดยทั่วไปหมายถึงหลายคนผลัดกันทำกิจกรรมเดียวกัน โดยแต่ละคนมีรอบของตนเอง Turns ในที่นี้หมายถึงรอบหรือโอกาสที่แยกกัน ไม่ใช่การหันตัวหรือเปลี่ยนทิศทาง ในคำสั่งนี้ โครงสร้างดังกล่าวขยายมาใช้กับผู้ชมคนเดียวที่สลับความสนใจระหว่างวิดีโอ คือดูคลิปหนึ่งแล้วดูอีกคลิป รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ take turns doing something เช่น take turns reading หรือ take turns speaking
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียน: We have one controller, so let's ____ playing.
ดูคำตอบ
take turns
This is a perfect example of something called the McGurk effect, วัฒนธรรม
0:50นี่คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า McGurk effect
ปรากฏการณ์แมกเกิร์ก: เมื่อการเคลื่อนไหวของปากเปลี่ยนเสียงพูดที่รับรู้
ปรากฏการณ์แมกเกิร์กเป็นภาพลวงด้านการรับรู้ที่ข้อมูลภาพจากปากของผู้พูดเปลี่ยนว่าผู้ฟังคิดว่าตนได้ยินเสียงพูดใด ตัวเสียงที่บันทึกไว้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน สมองผสานการมองเห็นกับการได้ยิน ดังนั้นการเคลื่อนไหวของปากที่ไม่ตรงกับเสียงจึงทำให้คนตัดสินเสียงเดียวกันแตกต่างออกไปได้
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างของปรากฏการณ์แมกเกิร์กที่ชัดเจนที่สุด
- คนคนหนึ่งลดระดับเสียงเพราะเสียงดังเกินไป
- การรับรู้เสียงพูดของคนคนหนึ่งเปลี่ยนไปหลังจากเห็นการขยับปากที่ไม่ตรงกับเสียง
- มีการตัดต่อไฟล์เสียงให้เล่นคำอีกคำหนึ่ง
ดูคำตอบ
การรับรู้เสียงพูดของคนคนหนึ่งเปลี่ยนไปหลังจากเห็นการขยับปากที่ไม่ตรงกับเสียง
which shows how our visuals can alter what we believe we're hearing. ไวยากรณ์
0:53ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาพที่เราเห็นสามารถเปลี่ยนสิ่งที่เราคิดว่าเราได้ยินได้อย่างไร
what we believe we're hearing: อนุประโยคนามที่ซ้อนอยู่
ในประโยคนี้ what we believe we're hearing เป็นอนุประโยคนาม โดย what หมายถึงสิ่งหรือเนื้อหาที่ ดังนั้นอนุประโยคทั้งหมดจึงเป็นกรรมของ alter กล่าวคือ ข้อมูลภาพสามารถเปลี่ยนเนื้อหาที่เราคิดว่าเราได้ยิน ภายในอนุประโยค what คำว่า believe รับอนุประโยคอีกชั้นหนึ่ง คือ we believe (that) we're hearing it โดยมักละ that หลัง believe เนื่องจากอนุประโยค what ทั้งหมดซ้อนอยู่ในประโยคบอกเล่าและไม่ใช่คำถามโดยตรง จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ what we believe... ไม่ใช่ what do we believe...?
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้อนุประโยค what ที่ซ้อนอยู่เป็นกรรมของ change ได้ถูกต้อง
- The misleading subtitles can change that we believe we're hearing.
- The misleading subtitles can change what we believe we're hearing.
- The misleading subtitles can change what do we believe we're hearing?
ดูคำตอบ
The misleading subtitles can change what we believe we're hearing.
Now I want you to count how many times you see a circle flash on screen. ไวยากรณ์
0:57ตอนนี้ ลองนับดูว่าคุณเห็นวงกลมกะพริบบนหน้าจอกี่ครั้ง
want you to count: want + คน + to + คำกริยา
ใน want you to count คำว่า you ระบุคนที่จะเป็นผู้ทำการนับ ส่วน to count ระบุการกระทำ โครงสร้างคือ want + คน + to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้โครงสร้างนี้เพื่อบอกว่าคนหนึ่งต้องการให้อีกคนทำบางอย่าง หากไม่มี you ประโยค I want to count หมายถึงผู้พูดต้องการนับเอง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้าง want + คน + to + คำกริยา โดยใช้ you และ choose: I ____ the blue card first.
ดูคำตอบ
want you to choose
yet without the sound it becomes clear that the circle is only flashing once. ไวยากรณ์
1:07แต่พอไม่มีเสียง ก็เห็นได้ชัดว่าวงกลมกะพริบแค่ครั้งเดียว
it becomes clear that: ข้อสรุปที่ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
ใน it becomes clear that คำว่า it เป็นประธานสมมติและไม่ได้อ้างถึง sound ข้อสรุปที่แท้จริงอยู่ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ซึ่งในที่นี้คือวงกลมกะพริบเพียงครั้งเดียว Becomes แสดงว่าความเข้าใจมีการเปลี่ยนแปลง ใช้ it becomes clear that + อนุประโยค เมื่อหลักฐานหรือการสังเกตทำให้ข้อสรุปค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมคำภาษาอังกฤษสี่คำที่หมายถึงหลักฐานใหม่ค่อย ๆ เปิดเผยข้อสรุป: After we compare the two photos, ____ the door was painted later.
ดูคำตอบ
it becomes clear that
In this case, the sound has altered your perceived vision.
1:12ในกรณีนี้ เสียงได้เปลี่ยนการรับรู้ทางสายตาของคุณ
The next one works best with other people around. ไวยากรณ์
1:15การทดลองข้อต่อไปจะได้ผลดีที่สุดเมื่อมีคนอื่นอยู่รอบ ๆ
with other people around: อยู่ใกล้หรืออยู่ในที่นั้น
ใน with other people around คำว่า with ใช้นำเสนอสถานการณ์ประกอบ คือมีคนอื่นอยู่ใกล้ ๆ หรืออยู่ในที่นั้นขณะทำกิจกรรม ส่วน around เป็นคำวิเศษณ์ในที่นี้ และทั้งวลีขยาย works best รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ with + noun + around ซึ่งหมายถึง “ในขณะที่บุคคลหรือสิ่งนั้นอยู่ใกล้ ๆ หรือพร้อมใช้งาน” ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นกำลังถูกล้อมรอบ
แบบฝึกหัด
ใช้รูปแบบ with + noun + around เติมประโยคภาษาอังกฤษให้สมบูรณ์: Maya feels safer ____. Her parents are nearby.
ดูคำตอบ
with her parents around
I'll play two tones and you tell me if they're ascending or descending. การใช้คำ
1:17ผมจะเปิดเสียงสองเสียง แล้วให้คุณบอกว่าเสียงสูงขึ้นหรือต่ำลง
ascending or descending: ทิศทางของระดับเสียงสูงต่ำ
ในที่นี้ ascending และ descending อธิบายทิศทางของระดับเสียงสูงต่ำระหว่างเสียงสองเสียง Ascending หมายถึงเสียงที่สองมีระดับสูงกว่าเสียงแรก ส่วน descending หมายถึงเสียงที่สองมีระดับต่ำกว่า คำเหล่านี้อธิบายระดับเสียงสูงต่ำ ไม่ใช่ความดัง เสียงหนึ่งอาจสูงขึ้นโดยไม่ดังขึ้นก็ได้
แบบฝึกหัด
คุณได้ยินเสียงสองเสียง และเสียงที่สองมีระดับสูงกว่าเสียงแรก คำอธิบายใดถูกต้อง?
- The tones are getting louder. (เสียงกำลังดังขึ้น)
- The tones are ascending. (ระดับเสียงกำลังไล่สูงขึ้น)
- The tones are descending. (ระดับเสียงกำลังไล่ต่ำลง)
ดูคำตอบ
The tones are ascending. (ระดับเสียงกำลังไล่สูงขึ้น)
In other words, are the notes played from low to high or high to low? โน้ต
1:21พูดอีกอย่างคือ โน้ตเล่นจากต่ำไปสูง หรือจากสูงไปต่ำ?
In other words ในฐานะสัญญาณของการกล่าวใหม่
In other words ใช้นำการกล่าวใหม่ โดยผู้พูดบอกความคิดเดิมอีกครั้งด้วยคำที่ชัดเจนหรือคุ้นเคยกว่า ในประโยคนี้ ผู้พูดเปลี่ยนคำว่า ascending และ descending เป็นทิศทางที่เข้าใจง่ายกว่า คือ low to high และ high to low สำนวนนี้บอกว่าสิ่งที่ตามมาเป็นการอธิบายความคิดก่อนหน้า ไม่ใช่การเพิ่มข้อเท็จจริงใหม่ที่แยกออกมา
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ in other words เพื่อกล่าวความคิดเดิมใหม่ให้ชัดเจนขึ้น?
- The route is circular. For example, it ends where it begins.
- The route is circular. In other words, it ends where it begins.
- The route is circular. On the other hand, it ends where it begins.
ดูคำตอบ
The route is circular. In other words, it ends where it begins.
from low to high or high to low: การสลับทิศทาง
From X to Y ระบุจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด เมื่อเติม or Y to X ตำแหน่งปลายทั้งสองเดิมจะถูกสลับลำดับ ดังนั้น from low to high or high to low จึงนำเสนอทิศทางตรงข้ามสองทางด้วยโครงสร้างที่สมดุลและขนานกัน ในที่นี้ low และ high บอกระดับเสียงสูงต่ำ คือโน้ตเสียงต่ำและโน้ตเสียงสูง ไม่ได้หมายถึง quiet และ loud ซึ่งบอกความดังของเสียง
แบบฝึกหัด
คำถามใดถามอย่างชัดเจนถึงทิศทางตรงข้ามสองทางของระดับเสียงสูงต่ำ?
- Does the melody change from quiet to loud or loud to quiet?
- Does the melody move from low to high or high to low?
- Does the melody move from low to high or from quiet to loud?
ดูคำตอบ
Does the melody move from low to high or high to low?
Write down what you heard for each number and let us know in the comments. โน้ต
1:32เขียนสิ่งที่คุณได้ยินในแต่ละหมายเลข แล้วบอกเราในความคิดเห็น
Write down: การบันทึกข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร
Write down เป็นกริยาวลี หมายถึง “บันทึกบางสิ่งเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเก็บหรือใช้ข้อมูลนั้นในภายหลัง” ในประโยคนี้ ผู้ชมต้องเปลี่ยนสิ่งที่ได้ยินในแต่ละหมายเลขให้เป็นคำตอบที่เขียนไว้ ในที่นี้ down เป็นคำอนุภาคของกริยาวลี ไม่ได้บอกทิศทาง คำนามสามารถอยู่หลังวลีหรืออยู่ระหว่างกริยากับคำอนุภาคได้: write down the answer / write the answer down ส่วนคำสรรพนามต้องอยู่ตรงกลาง: write it down ไม่ใช่ write down it
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำจากบทเรียน: ____ the gate code so you do not forget it.
ดูคำตอบ
Write down
Let us know: การขอข้อมูลอย่างเป็นมิตร
Let us know เป็นคำขอแบบสำนวนที่หมายถึง “บอกเรา” หรือ “ให้ข้อมูลแก่เรา” โดยปกติไม่ได้ขอให้อีกฝ่ายอนุญาตให้เรารู้อะไรบางอย่าง ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังเชิญให้ผู้ชมแบ่งปันคำตอบในช่องความคิดเห็น รูปแบบคือ let + คน + know และเปลี่ยนคนตามผู้รับข้อมูล: let me know, let him know หรือ let us know รูปแบบนี้มีประโยชน์มากเมื่อต้องการถามถึงการตัดสินใจ ความคืบหน้า ผลลัพธ์ หรือความคิดเห็น
แบบฝึกหัด
เติมคำขอที่เป็นมิตรด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียน: If your address changes, please ____.
ดูคำตอบ
let us know
if + present simple, ... will สำหรับผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มจะเกิด
นี่คือประโยคเงื่อนไขแบบจริงและเปิดกว้าง อนุประโยค if ใช้ present simple คือ compare เพื่อบอกเงื่อนไขที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ส่วนประโยคหลักใช้ you'll ซึ่งหมายถึง you will เพื่อคาดการณ์ผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มจะเกิด ในรูปแบบนี้ ปกติจะไม่ใส่ will ในอนุประโยค if ควรพูดว่า If you compare ..., you'll ... ไม่ใช่ If you will compare ... และนี่ไม่ใช่เงื่อนไขสมมุติที่ตรงข้ามกับความจริงในอดีต
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเงื่อนไขแบบจริงด้วยรูปกริยาและรูปย่อที่โครงสร้างกำหนด: If you ____ with enough people, you____ all have different answers.
ดูคำตอบ
compare · 'll
How is it possible that you're hearing something different from others? ไวยากรณ์
1:47เป็นไปได้อย่างไรที่คุณได้ยินต่างจากคนอื่น?
How is it possible that + ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า
How is it possible that ... ใช้ขอคำอธิบายเมื่อข้อเท็จจริงดูน่าประหลาดใจหรือเข้ากับสิ่งที่คาดไว้ได้ยาก ในที่นี้ผู้พูดกำลังถามว่าคนต่างกันได้ยินเสียงเดียวกันต่างกันได้อย่างไร ไม่ได้เพียงถามว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้หรือไม่ หลัง that ให้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ you're hearing ... ไม่ใช่ are you hearing ... การสลับตำแหน่งแบบคำถามปรากฏเฉพาะในคำถามหลัก How is it possible ... เท่านั้น
แบบฝึกหัด
เติมคำถามด้วยสำนวนเป้าหมายที่ใช้ถามว่าข้อเท็จจริงอันน่าประหลาดใจอธิบายได้อย่างไร: ____ you're hearing something different from others?
ดูคำตอบ
How is it possible that
It's an auditory illusion called the tritone paradox. วัฒนธรรม
1:49นี่คือเสียงลวงหูที่เรียกว่า tritone paradox
ปฏิทรรศน์ไตรโทน
the tritone paradox หรือปฏิทรรศน์ไตรโทน คือภาพลวงในการรับรู้ระดับเสียง เมื่อฟังคู่เสียงกำกวมคู่เดียวกัน ผู้ฟังบางคนได้ยินว่าเสียงสูงขึ้น ขณะที่บางคนได้ยินว่าเสียงต่ำลง คำว่า paradox ในที่นี้หมายถึงความขัดแย้งที่น่าประหลาดใจระหว่างการรับรู้ที่ตรงข้ามกันจากสิ่งเร้าเดียวกัน ไม่ใช่ข้อขัดแย้งในตรรกศาสตร์แบบแผน
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับ the tritone paradox ในประโยคนี้มากที่สุด
- เสียงหนึ่งเสียงดังขึ้นจริงทุกครั้งที่เปิด
- ผู้ฟังสองคนกำลังพิสูจน์ข้อความที่ตรงข้ามกันด้วยตรรกศาสตร์แบบแผน
- คู่เสียงกำกวมคู่เดียวกันอาจฟังเหมือนสูงขึ้นสำหรับผู้ฟังบางคน และเหมือนต่ำลงสำหรับผู้ฟังคนอื่น
ดูคำตอบ
คู่เสียงกำกวมคู่เดียวกันอาจฟังเหมือนสูงขึ้นสำหรับผู้ฟังบางคน และเหมือนต่ำลงสำหรับผู้ฟังคนอื่น
that the tones contain both a higher and lower frequency in them,
1:53เสียงแต่ละเสียงมีทั้งความถี่ที่สูงกว่าและต่ำกว่าอยู่พร้อมกัน
but our brains have a preference of which to listen to.
1:57แต่สมองของเราจะเลือกว่าอยากฟังความถี่ไหนมากกว่า
in such a way that: เชื่อมวิธีกับผลลัพธ์
สำนวน in such a way that ใช้นำเสนอผลลัพธ์ที่เกิดจากวิธี การจัดวาง หรือการออกแบบแบบใดแบบหนึ่ง โครงสร้างคือ การกระทำหรือสภาวะ + in such a way that + อนุประโยคผลลัพธ์ ในประโยคนี้ is created บอกกระบวนการออกแบบ ส่วนอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกผลลัพธ์ว่าเสียงมีทั้งความถี่ที่สูงกว่าและต่ำกว่า That ทำหน้าที่นำอนุประโยคผลลัพธ์ ไม่ใช่สรรพนามเชื่อมทั่วไปที่ขยาย way
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนที่ตรงกับบทเรียน: The lid is shaped ____ rainwater runs off.
ดูคำตอบ
in such a way that
found that your geography and language from infancy
2:01พบว่าภูมิภาคที่คุณเติบโตมาและภาษาที่ได้ยินมาตั้งแต่วัยทารก
the creator of this illusion ในฐานะวลีซ้อนขยายนาม
วลี the creator of this illusion เป็นการเรียก Diana Deutsch อีกแบบหนึ่ง โดยนามวลีทั้งสองหมายถึงคนคนเดียวกัน วลีชนิดนี้เรียกว่า appositive หรือวลีซ้อนขยายนาม วลีนี้เพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคล ไม่ใช่ประธานใหม่ เนื่องจากวลีซ้อนนี้เป็นข้อมูลเสริมที่ตัดออกได้ จึงมีเครื่องหมายจุลภาคทั้งก่อนและหลัง เมื่อตัดทั้งวลีออก ประธานของประโยคหลักยังคงเป็น Diana Deutsch และกริยายังคงเป็น found
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้เครื่องหมายจุลภาคหนึ่งคู่เพื่อแสดงวลีซ้อนขยายนามได้ถูกต้อง
- Ms. Patel, our new coach starts practice today.
- Ms. Patel, our new coach, starts practice today.
- Ms. Patel our new coach, starts practice today.
ดูคำตอบ
Ms. Patel, our new coach, starts practice today.
play a role in deciding เพื่อบอกอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
play a role in deciding หมายถึงมีส่วนช่วยหรือมีอิทธิพลต่อการเลือก ในที่นี้ สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และประสบการณ์ด้านภาษาในวัยเด็กเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความชอบ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นสาเหตุทั้งหมด รูปแบบคือ play a role in + คำนามหรือรูป -ing โดย in เป็นคำบุพบท ดังนั้น decide จึงเปลี่ยนเป็น deciding
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “มีส่วนช่วยให้เกิดการเลือก”: Cost may ____ which laptop we buy.
ดูคำตอบ
play a role in deciding
Finally, listen to this audio clip of a gradually climbing tune. ลำดับความ
2:06สุดท้าย ลองฟังคลิปเสียงทำนองที่ค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นนี้
Finally, สำหรับบอกถึงรายการสุดท้าย
Finally ในที่นี้เป็นคำบอกลำดับ โดยบอกผู้ฟังว่าคลิปเสียงนี้เป็นตัวอย่างสุดท้ายในชุด และผู้พูดกำลังเข้าสู่การสาธิตสุดท้าย ใช้ finally ในความหมายนี้เพื่อเกริ่นถึงรายการหรือขั้นตอนสุดท้ายของคำอธิบาย รายการ หรือชุดคำสั่ง คำนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่ากำลังจะเริ่มบทสรุป
แบบฝึกหัด
การสาธิตสองรายการจบแล้ว และเหลือการสาธิตสุดท้ายอีกหนึ่งรายการ คำขึ้นต้นใดเกริ่นถึงรายการสุดท้ายนั้นได้ชัดเจน?
- In conclusion,
- Finally,
- Eventually,
ดูคำตอบ
Finally,
And yet, if I play the exact same clip back to you, โน้ต
2:21แต่ถ้าผมเปิดคลิปเดิมทุกประการให้คุณฟังอีกครั้ง
play ... back ในฐานะกริยาวลีแบบแยกได้
play ... back เป็นกริยาวลีแบบแยกได้ หมายถึงเปิดเสียงหรือวิดีโอที่บันทึกไว้ซ้ำอีกครั้ง ในประโยคนี้ the exact same clip เป็นกรรม จึงวางอยู่ระหว่าง play กับ back ส่วน to you บอกว่าเปิดให้ใครฟัง และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกริยาวลี ถ้ากรรมเป็นคำนาม ใช้ได้ทั้ง play the clip back และ play back the clip แต่ถ้าเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลาง: play it back ไม่ใช้ play back it
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย play ... back: I did not hear the recorded announcement. Please ____ it ____.
ดูคำตอบ
play · back
it will sound like it's only continuing to climb higher and higher. ไวยากรณ์
2:24มันจะฟังดูเหมือนไต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
And yet, สำหรับความขัดแย้งที่น่าประหลาดใจ
And yet เชื่อมข้อเท็จจริงก่อนหน้ากับผลที่น่าประหลาดใจ เพราะผลนั้นดูเหมือนขัดกับข้อเท็จจริงดังกล่าว ในที่นี้ เมื่อเปิดคลิปเดิมที่เหมือนกันทุกอย่างอีกครั้ง ทำนองจะฟังเหมือนไม่ได้เริ่มใหม่และยังคงสูงขึ้นต่อไป เมื่ออยู่ต้นประโยค And yet หมายถึง “ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ไม่คาดคิดนี้ก็ยังเป็นจริง” yet ในที่นี้ทำหน้าที่แสดงความขัดแย้ง ไม่ใช่ความหมายเกี่ยวกับเวลาแบบใน not yet
แบบฝึกหัด
เสื้อแจ็กเก็ตตัวหนึ่งโฆษณาว่ากันน้ำได้ แต่ฝนกลับซึมผ่าน คำเชื่อมใดเน้นความขัดแย้งที่น่าประหลาดใจนี้ได้ดีที่สุด?
- And then,
- For example,
- And yet,
ดูคำตอบ
And yet,
higher and higher เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
การใช้คำขั้นกว่าเดิมซ้ำโดยเชื่อมด้วย and แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงยังดำเนินต่อไป higher and higher หมายถึงสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลา ไม่ใช่จุดสูงสองจุดที่แยกจากกัน ในประโยคนี้หมายถึงระดับเสียงสูงต่ำดูเหมือนจะสูงขึ้นต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่าเสียงดังขึ้น โครงสร้างคือ “คำขั้นกว่า + and + คำขั้นกว่าเดิม” และใช้ได้ในรูปอย่าง colder and colder และ more and more difficult
แบบฝึกหัด
ใช้รูปขั้นกว่าของ high แบบซ้ำเพื่อแสดงการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง: The kite flew ____ as the wind grew stronger.
ดูคำตอบ
higher and higher
I swear this is the exact same clip I just played. น้ำเสียง/เจตนา
2:29ขอยืนยันว่านี่คือคลิปเดียวกับที่เพิ่งเปิดไปทุกประการ
I swear ในความหมายของการยืนยันอย่างหนักแน่นในการพูด
ในประโยคนี้ I swear ใช้นำหน้าข้อความที่ผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังเชื่อว่าเป็นความจริงอย่างแน่นอน เป็นการรับรองอย่างหนักแน่นว่าคลิปนี้เป็นคลิปเดียวกันจริง ๆ swear ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการสาบานอย่างเป็นทางการในศาล ในบทสนทนาทั่วไป I swear มักหมายถึง “ฉันพูดความจริง” หรือ “เชื่อฉันเถอะ” โดยเฉพาะเมื่อผู้พูดคาดว่าอีกฝ่ายอาจสงสัย
แบบฝึกหัด
ข้อใดอธิบาย I swear ในประโยคนี้ได้ตรงที่สุด: “I swear this is the exact same clip I just played.”?
- ผู้พูดยืนยันอย่างหนักแน่นกับผู้ฟังว่าข้อความนั้นเป็นความจริง
- ผู้พูดกำลังขออนุญาตเปิดคลิปอื่น
- ผู้พูดกำลังบอกว่าคลิปจบแล้ว
ดูคำตอบ
ผู้พูดยืนยันอย่างหนักแน่นกับผู้ฟังว่าข้อความนั้นเป็นความจริง
over and over สำหรับการกระทำที่เกิดซ้ำ
Over and over เป็นวลีวิเศษณ์ตายตัวที่หมายถึง “ซ้ำ ๆ” หรือ “ครั้งแล้วครั้งเล่า” วลีนี้บอกว่าการกระทำเดิมเกิดขึ้นหลายครั้ง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวขยาย rewind หมายความว่าผู้ชมสามารถย้อนส่วนเดิมซ้ำหลายครั้งเพื่อตรวจสอบได้ over ในวลีนี้ไม่ได้คงความหมายเกี่ยวกับตำแหน่งตามปกติไว้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ over and over เพื่อบอกว่าการกระทำเดิมเกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง?
- The game is over, so we can go home.
- I held the umbrella over my head during the rain.
- I read the instructions over and over until they made sense.
ดูคำตอบ
I read the instructions over and over until they made sense.
check for yourself: ตรวจสอบด้วยตัวเอง
ในประโยคนี้ check for yourself หมายถึง “ตรวจสอบคำกล่าวนั้นด้วยตัวเอง แทนที่จะเชื่อเพียงสิ่งที่ฉันพูด” คำว่า for yourself เน้นการยืนยันอย่างเป็นอิสระ ไม่ได้หมายความว่าการตรวจสอบนั้นทำเพื่อประโยชน์ของคุณ เมื่อผู้พูดบอกว่าผู้ชมสามารถย้อนวิดีโอได้ คำกล่าวนั้นจึงตรวจสอบได้ คำเชิญนี้ฟังดูมั่นใจและอาจมีน้ำเสียงท้าทายเล็กน้อย เพราะมีหลักฐานให้ดูและผู้ฟังสามารถตัดสินได้เอง
แบบฝึกหัด
ใน “You can check for yourself” ผู้พูดกำลังชวนให้ผู้ฟังทำอะไร?
- ทำบางอย่างเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น
- ตรวจสอบคำกล่าวนั้นอย่างเป็นอิสระ
- ยอมรับคำกล่าวนั้นโดยไม่มีหลักฐาน
ดูคำตอบ
ตรวจสอบคำกล่าวนั้นอย่างเป็นอิสระ
start it over: ตำแหน่งของคำสรรพนาม it
start over หมายถึง “เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น” ในที่นี้ it หมายถึงช่วงเสียงนั้น ดังนั้น start it over จึงหมายถึงเล่นช่วงนั้นใหม่ตั้งแต่ต้น เมื่อกริยาวลีนี้มีกรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางคำสรรพนามไว้ระหว่าง start กับ over เช่น start it over หรือ start them over ส่วน Start over it ไม่ได้สื่อความหมายนี้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดวางคำสรรพนาม it ถูกต้อง เมื่อ start over หมายถึง “เริ่มเล่นไฟล์บันทึกเสียงใหม่ตั้งแต่ต้น”?
- Please start over it.
- Please start it over.
- Please it start over.
ดูคำตอบ
Please start it over.
Shepard tone: ภาพลวงของระดับเสียงที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
Shepard tone เป็นภาพลวงทางการได้ยินที่สร้างจากการซ้อนเสียงหลายเสียงซึ่งห่างกันหนึ่งคู่แปด เมื่อชั้นเสียงเปลี่ยนและวนซ้ำ เสียงโดยรวมอาจฟังเหมือนสูงขึ้นหรือต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ระดับเสียงไม่ได้เคลื่อนไปในทิศทางเดียวอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจริง ๆ ใน It's called the Shepard tone illusion คำว่า Shepard tone เป็นชื่อที่ใช้เรียกภาพลวงนี้โดยเฉพาะ คำนี้เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าว ไม่ได้หมายถึงเสียงบันทึกที่ยาวต่อไปตลอดกาลจริง ๆ
แบบฝึกหัด
Shepard tone ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?
- เสียงบันทึกที่ยาวขึ้นทุกครั้งที่เปิด
- ภาพลวงทางการได้ยินที่อาจฟังเหมือนระดับเสียงสูงขึ้นหรือต่ำลงต่อเนื่อง
- เครื่องดนตรีที่เล่นได้เพียงโน้ตเดียว
ดูคำตอบ
ภาพลวงทางการได้ยินที่อาจฟังเหมือนระดับเสียงสูงขึ้นหรือต่ำลงต่อเนื่อง
of which ใน 'of which there are many variations'
ในที่นี้ which ย้อนกลับไปหมายถึง the Shepard tone illusion ส่วน of เชื่อมกับ variations เป็น variations of the illusion การย้าย of มาไว้หน้า which ทำให้เกิดวลีสัมพันธ์แบบเป็นทางการ of which เครื่องหมายจุลภาคแสดงว่าเป็นอนุประโยคสัมพันธ์แบบไม่จำกัดความ ดังนั้นอนุประโยคนี้จึงเพิ่มข้อมูล ไม่ได้ใช้ระบุว่าหมายถึงภาพลวงชนิดใด หากเขียนแบบยาวขึ้นจะเป็น There are many variations of the Shepard tone illusion.
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสัมพันธ์แบบเป็นทางการที่หมายถึง of the game: The game, ____ there are several versions, was updated last year.
ดูคำตอบ
of which
In it, multiple sine waves are played on top of one another, โน้ต
2:44ในปรากฏการณ์นี้ คลื่นไซน์หลายคลื่นจะถูกเล่นซ้อนกัน
Sine waves: ส่วนประกอบเรียบที่มีความถี่เดียว
คลื่นไซน์คือรูปคลื่นที่เรียบ เป็นระเบียบ และเกิดซ้ำ โดยแทนความถี่หนึ่งค่า ในงานเสียง เราสามารถมองว่ามันเป็นส่วนประกอบพื้นฐานแบบง่ายของเสียงที่ซับซ้อนกว่าได้ ในที่นี้ วลี sine waves หมายถึงส่วนประกอบของเสียงเช่นนี้หลายส่วน คำว่า waves กล่าวถึงสัญญาณเสียงที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่คลื่นน้ำ และคลื่นไซน์แต่ละคลื่นก็ไม่ใช่ทำนองเพลงที่สมบูรณ์
แบบฝึกหัด
ในบทเรียนเรื่องเสียง sine waves มีความหมายที่แม่นยำที่สุดว่าอะไร
- ส่วนประกอบของสัญญาณที่เรียบและเกิดซ้ำ โดยแต่ละส่วนมีหนึ่งความถี่
- ทำนองเพลงที่สมบูรณ์ซึ่งเล่นด้วยเครื่องดนตรีหลายชนิด
- คลื่นทะเลที่บันทึกด้วยไมโครโฟน
ดูคำตอบ
ส่วนประกอบของสัญญาณที่เรียบและเกิดซ้ำ โดยแต่ละส่วนมีหนึ่งความถี่
On top of one another: วางเป็นชั้นหรือซ้อนทับกัน
on top of one another ไม่ได้ใช้บรรยายเพียงการวางสิ่งของซ้อนกันจริง ๆ เท่านั้น ในประโยคนี้หมายถึงคลื่นไซน์หลายคลื่นถูกจัดเป็นชั้นซ้อนกัน เพื่อให้เล่นพร้อมกันและรวมผลของเสียงเข้าด้วยกัน วลีนี้นำเสนอสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะชั้นที่ซ้อนทับกัน ส่วน one another หมายถึงสิ่งหลายชิ้นในกลุ่ม ไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นกำลังทำกริยาต่อกัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้: The two images overlap completely; they are displayed ____.
ดูคำตอบ
on top of one another
while one quickly drops down an octave as the others continue rising. การใช้คำ
2:48ขณะที่คลื่นหนึ่งลดลงหนึ่งอ็อกเทฟอย่างรวดเร็ว ส่วนคลื่นอื่น ๆ ยังคงสูงขึ้นต่อไป
drops down an octave: ระดับเสียงต่ำลงหนึ่งอ็อกเทฟ
ในบริบททางดนตรีนี้ drops down an octave หมายถึงองค์ประกอบเสียงหนึ่งเคลื่อนไปยังระดับเสียงคู่กันที่ต่ำกว่าหนึ่งอ็อกเทฟอย่างรวดเร็ว เมื่อลดลงหนึ่งอ็อกเทฟ ความถี่จะเหลือครึ่งหนึ่งของเดิม คำว่า drop ในที่นี้กล่าวถึงระดับเสียงที่ต่ำลง ไม่ใช่ความดังที่ลดลงหรือเสียงที่หายไป รูปแบบนี้ใช้บรรยายแนวทำนอง โน้ต และโทนเสียงได้: X drops (down) an octave
แบบฝึกหัด
ในประโยค 'The bass line drops down an octave,' สิ่งใดเปลี่ยนแปลง?
- เสียงหยุดไปโดยสิ้นเชิง
- ระดับเสียงต่ำลงหนึ่งอ็อกเทฟ
- ความดังของเสียงลดลง
ดูคำตอบ
ระดับเสียงต่ำลงหนึ่งอ็อกเทฟ
and so the clips sound like they're rising forever. โน้ต
2:54เสียงในคลิปจึงฟังดูเหมือนสูงขึ้นไปตลอดกาล
and so: นำเสนอผลลัพธ์
and so ในที่นี้เชื่อมอนุประโยคก่อนหน้ากับผลที่ตามมา คือสมองไม่สังเกตว่าระดับเสียงลดลง คลิปจึงดูเหมือนสูงขึ้นไปตลอดกาล สำนวนนี้บอกผู้ฟังให้เข้าใจแนวคิดที่สองว่าเป็นผล ไม่ใช่เพียงข้อเท็จจริงอีกข้อหนึ่ง and ช่วยให้คำอธิบายแบบพูดดำเนินต่ออย่างลื่นไหล ส่วน so สื่อความหมายจากเหตุไปสู่ผล รูปแบบนี้มีประโยชน์ในการอธิบายเป็นขั้นตอน: เหตุ and so ผล
แบบฝึกหัด
เลือกคำเชื่อมที่เหมาะที่สุดสำหรับช่องว่างในคำอธิบายเหตุและผลนี้: The path was flooded, _____ we turned back.
- and then
- and so
- because
ดูคำตอบ
and so
sound like + อนุประโยค: sound like they're rising forever
sound like + อนุประโยคสมบูรณ์ (ประธาน + กริยา) ใช้บอกความรู้สึกที่เกิดจากเสียงที่ได้ยิน โดยไม่ได้ยืนยันว่าเนื้อหาในอนุประโยคนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่แน่นอน ในประโยคนี้ they're rising forever คือความรู้สึกที่ผู้ฟังได้รับ คำว่า forever สรุปความรู้สึกว่าการสูงขึ้นดำเนินต่อเนื่อง ไม่ได้หมายความว่าเสียงนั้นไม่มีวันจบจริง ๆ
แบบฝึกหัด
เติมวลีภาษาอังกฤษสองคำที่ใช้บอกความรู้สึกจากเสียงให้สมบูรณ์: From the hallway, the children ____ they're singing together.
ดูคำตอบ
sound like
how something like music can have such a profound yet varying effect on our minds, วลี
2:58ทำไมสิ่งอย่างเช่นดนตรีจึงส่งผลต่อจิตใจของเราได้อย่างลึกซึ้ง แต่แตกต่างกันไปในแต่ละคน
may help to explain how: ข้อกล่าวอ้างเรื่องกลไกอย่างระมัดระวัง
may ลดระดับความแน่นอนของข้อกล่าวอ้าง ผู้พูดกำลังเสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อสรุปที่พิสูจน์แล้ว ส่วน help to explain หมายถึงสิ่งหนึ่งมีส่วนช่วยในการอธิบาย ไม่จำเป็นต้องให้คำตอบครบทั้งหมด how นำหน้าอนุประโยคที่บรรยายกลไกหรือกระบวนการ เมื่อนำมารวมกัน may help to explain how จะเชื่อมหลักฐานกับกลไกที่อาจเป็นไปได้โดยไม่กล่าวเกินจริงเรื่องเหตุและผล ในที่นี้ภาพลวงเป็นเบาะแสสำหรับทำความเข้าใจผลของดนตรี ไม่ใช่ข้อพิสูจน์
แบบฝึกหัด
เติมข้อกล่าวอ้างเชิงวิจัยที่ระมัดระวังด้วยวลีห้าคำที่แสดงว่าสิ่งหนึ่งอาจช่วยอธิบายกลไกได้: These sleep records ____ stress affects memory.
ดูคำตอบ
may help to explain how
ความหมายและโครงสร้างของ have such a profound yet varying effect on
โครงสร้างคำนามพื้นฐานคือ have an effect on someone or something โดย effect เป็นคำนามที่หมายถึงผลลัพธ์หรืออิทธิพล และ on ใช้นำหน้าคนหรือสิ่งที่ได้รับอิทธิพลนั้น ในที่นี้ such เน้นระดับที่รุนแรงเป็นพิเศษซึ่งบรรยายด้วย profound Yet เชื่อม profound กับ varying ให้เป็นคู่ความหมายที่ดูขัดกันอย่างน่าสนใจ ผลกระทบอาจลึกซึ้งและในขณะเดียวกันก็แตกต่างกันไปในแต่ละคนได้ varying ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผลกระทบหนึ่งอย่างเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
แบบฝึกหัด
เติมกลุ่มคำคำนามในประโยคภาษาอังกฤษให้สมบูรณ์: Music can have a different ____ each listener.
ดูคำตอบ
effect on
which we discuss in our new AsapTHOUGHT episode here,
3:02ซึ่งเป็นเรื่องที่เราพูดถึงใน AsapTHOUGHT ตอนใหม่ของเราที่นี่
along with the question of whether or not music can save your life. โน้ต
3:05พร้อมกับคำถามที่ว่าดนตรีช่วยชีวิตคุณได้หรือไม่
along with ในความหมายของการเพิ่มข้อมูล
Along with ใช้เพิ่มอีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กล่าวถึงไปแล้ว ในที่นี้วลีนี้เพิ่มคำถามว่าดนตรีช่วยชีวิตคุณได้หรือไม่เข้าไปในหัวข้อที่พูดถึงในตอน จึงมีความหมายว่า นอกจาก หรือ พร้อมกับ โดยทั่วไป วลีนี้นำเสนอสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในฐานะข้อมูลเสริม แทนที่จะทำให้สองสิ่งเป็นส่วนที่เชื่อมกันอย่างเท่าเทียม ประโยคนี้ไม่ได้สื่อถึงการเคลื่อนที่จริง แต่สื่อถึงการเพิ่มข้อมูล
แบบฝึกหัด
เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่ใช้เพิ่มอีกสิ่งหนึ่ง: The welcome pack includes a key card, ____ a map of the building.
ดูคำตอบ
along with
whether or not หลัง the question of
whether or not ใช้นำคำถามแบบตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ที่อยู่ภายในประโยค ในที่นี้วลีนี้บอกว่า “คำถาม” นั้นถามเรื่องอะไร คือดนตรีช่วยชีวิตคุณได้หรือไม่ได้ อนุประโยคนี้ตามหลังคำบุพบท of จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: whether or not music can save your life ส่วน or not ไม่ได้เพิ่มคำถามที่สอง แต่ทำให้เห็นชัดว่ากำลังพิจารณาคำตอบทั้งสองแบบ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ทั้งใช่และไม่ใช่อย่างชัดเจน: The trip depends on ____ the road is open.
ดูคำตอบ
whether or not
แล้วคุณยังเชื่อหูตัวเองอยู่ไหม
So เชื่อมคำถามสุดท้ายนี้กับเนื้อหาทั้งหมดที่นำเสนอก่อนหน้า still ใช้ถามว่าหลังจากเห็นหลักฐานใหม่แล้ว ผู้ฟังยังคงมั่นใจเหมือนเดิมหรือไม่ trust your ears หมายถึงพึ่งพาการได้ยินของตนเองเพื่อตัดสินว่าอะไรเป็นจริง ผู้พูดไม่ได้เพียงขอข้อมูล แต่ใช้คำถามเชิงวาทศิลป์นี้ปิดหัวข้อและชวนผู้ชมทบทวนความคิดเห็นของตน
แบบฝึกหัด
หลังจากแสดงให้เห็นว่าเสียงอาจทำให้เข้าใจผิด ผู้บรรยายถามว่า “So, do you still trust your ears?” คำถามนี้ทำหน้าที่อะไร
- ถามว่าผู้ฟังดูแลสุขภาพทางกายของหูอย่างดีหรือไม่
- ชวนผู้ฟังทบทวนความมั่นใจที่เคยมีต่อการได้ยินของตนเอง
- เริ่มหัวข้อใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลก่อนหน้าเลย
ดูคำตอบ
ชวนผู้ฟังทบทวนความมั่นใจที่เคยมีต่อการได้ยินของตนเอง
burning question: คำถามที่อยากรู้คำตอบอย่างมาก
ในประโยคนี้ burning question หมายถึงคำถามที่ใครสักคนอยากได้คำตอบอย่างเร่งด่วนหรืออย่างมาก คำว่า burning ใช้เชิงเปรียบเทียบเพื่อเพิ่มความรู้สึกเร่งด่วนทางอารมณ์หรือความอยากรู้อย่างแรงกล้า ไม่ได้หมายความว่าคำถามกำลังติดไฟจริง ๆ และไม่ได้หมายความว่าคำถามนั้นต้องอันตรายหรือเป็นประเด็นขัดแย้งเสมอไป สำนวนนี้ทำหน้าที่เป็นนามวลี เช่น a burning question หรือ your burning questions เมื่อเทียบกับ important question สำนวนนี้เน้นว่าผู้ถามอยากได้คำตอบมากเพียงใด ไม่ใช่เพียงความสำคัญของคำถามในเชิง客观
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนภาษาอังกฤษสองคำที่หมายถึงคำถามที่คุณอยากรู้คำตอบอย่างมาก: Do you have a ____ you've always wanted an expert to answer?
ดูคำตอบ
burning question
Ask it in the comments or on Facebook and Twitter.
3:16ถามไว้ในความคิดเห็น หรือทาง Facebook และ Twitter
And if you want the inside scoop on upcoming episode ideas สำนวน
3:18และถ้าคุณอยากรู้ข้อมูลวงในเกี่ยวกับไอเดียของตอนต่อ ๆ ไป
the inside scoop on something: ข้อมูลล่วงหน้าหรือข้อมูลเฉพาะวงใน
ในประโยคนี้ the inside scoop หมายถึงข้อมูลพิเศษหรือข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับไอเดียตอนต่อ ๆ ไปที่คนทั่วไปยังไม่รู้ เป็นสำนวนไม่เป็นทางการที่สื่อถึงการเข้าถึงเบื้องหลังหรือคนที่รู้ข้อมูลดี รูปแบบที่ใช้บ่อยคือ the inside scoop on + หัวข้อ คำว่า scoop ในที่นี้หมายถึงข้อมูลเฉพาะ ไม่ใช่หนึ่งช้อนหรืออุปกรณ์สำหรับตัก
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนไม่เป็นทางการสองคำที่หมายถึงข้อมูลพิเศษซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง: Rina works with the festival team, so ask her for the ____ on next week's lineup.
ดูคำตอบ
inside scoop
Behind the scenes: งานและเนื้อหาเบื้องหลังที่คนทั่วไปไม่เห็น
ในวลีนี้ behind the scenes หมายถึงเนื้อหาหรือข้อมูลเกี่ยวกับงานที่คนทั่วไปมักไม่ได้เห็น เนื่องจากวลีนี้อยู่คู่กับ upcoming episode ideas จึงเข้าใจได้ว่ามีการละคำนามอย่าง content หรือ information ไว้ ความหมายของสำนวนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกองถ่ายภาพยนตร์ แต่ยังใช้บอกถึงการเตรียมงาน การตัดสินใจ หรืองานประจำที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังผลงานที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นโดยทั่วไปจึงไม่ได้หมายถึงตำแหน่งที่อยู่หลังฉากจริง ๆ
แบบฝึกหัด
behind the scenes หมายถึงอะไรในบริบทนี้?
- ที่นั่งซึ่งอยู่ด้านหลังฉากละครจริง ๆ
- รายชื่อชื่อตอนในอนาคต
- เนื้อหาเกี่ยวกับงานที่คนทั่วไปมักไม่ได้เห็น
ดูคำตอบ
เนื้อหาเกี่ยวกับงานที่คนทั่วไปมักไม่ได้เห็น
check out our personal Instagram and Twitter handles. โน้ต
3:22ลองดูบัญชี Instagram และ Twitter ส่วนตัวของเรา
Check out: การชวนให้ไปดูหรือสำรวจแบบไม่เป็นทางการ
ในที่นี้ check out เป็นกริยาวลีแบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง ไปดู เปิดดู หรือสำรวจ ผู้พูดกำลังชวนผู้ชมให้เปิดและเข้าไปดูบัญชี Instagram และ Twitter ของผู้สร้าง ความหมายขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตามหลัง Check out + บัญชี หน้าเว็บ วิดีโอ หรือสถานที่ โดยทั่วไปหมายถึงลองเข้าไปดู ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงการออกจากโรงแรม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ check out เพื่อแนะนำแบบไม่เป็นทางการ?
- Check out this science channel after school.
- We checked out of the hotel at noon.
- Check the answer before you submit it.
ดูคำตอบ
Check out this science channel after school.
handles บนโซเชียลมีเดีย
ในประโยคนี้ handles หมายถึงชื่อสาธารณะหรือชื่อผู้ใช้ที่ระบุบัญชี Instagram และ Twitter ของผู้พูด ไม่ได้หมายถึง “ที่จับ” ที่ใช้มือจับ handle บนโซเชียลมีเดียช่วยให้ผู้คนค้นหา กล่าวถึง หรือแท็กบัญชีได้ ชื่อนี้อาจคล้ายชื่อจริง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นชื่อตามกฎหมายของบุคคลนั้นหรือที่อยู่เว็บไซต์แบบเต็มของบัญชี
แบบฝึกหัด
ในประโยค “Please send me your social media handle so I can tag you,” คำว่า handle หมายถึงอะไร
- ที่อยู่เว็บไซต์แบบเต็มของโปรไฟล์
- ส่วนของกระเป๋าที่ใช้มือจับ
- ชื่อตามกฎหมายของบุคคล
- ชื่อสาธารณะหรือชื่อผู้ใช้ที่ระบุบัญชี
ดูคำตอบ
ชื่อสาธารณะหรือชื่อผู้ใช้ที่ระบุบัญชี
And subscribe for more weekly science videos.
3:25และกดติดตามเพื่อชมวิดีโอวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ทุกสัปดาห์