บิงโกชีตาห์ทำแบนดิตตกใจ! 🐆 🤪 | ช่วงเวลาสุดฮาจากตอน Onesies 💙 | บลูอี้: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
256 คำ 160 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: ชิลลีกับแบรนดีกลับมาพบกันหลังจากห่างกันสี่ปีและนึกถึงท่าเต้นที่เคยคิดขึ้นตอนเด็ก ก่อนที่แบรนดีจะมอบชุดสัตว์ให้บลูอีและบิงโก การพบญาติกลายเป็นฉากไล่จับชวนขำ เมื่อชุดทำให้บิงโกทำตัวเหมือนสัตว์ที่เธอสวมอยู่ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. made this dance up — กริยาวลี: เข้าใจว่า make up ในที่นี้หมายถึงคิดหรือสร้างสิ่งใหม่ ไม่ใช่ประกอบสิ่งของทางกายภาพ จึงนำรูปแบบนี้ไปใช้พูดถึงการแต่งท่าเต้น เรื่องราว ข้อแก้ตัว เกม หรือกฎต่าง ๆ ได้ 2. you shouldn't have. — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: แยกแยะได้ว่านี่คือคำตอบอย่างสุภาพเมื่อได้รับของขวัญ เพื่อสื่อว่าผู้ให้มีน้ำใจมาก ไม่ใช่คำตำหนิตามตัวอักษร ช่วยให้ตอบรับของขวัญได้เป็นธรรมชาติและมองเห็นความขอบคุณที่ซ่อนอยู่ในรูปปฏิเสธ 3. sort of becomes one with the onesie. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจการพูดเกินจริงเชิงขบขันว่าบิงโกเหมือนหลอมรวมกับชุดและรับพฤติกรรมของสัตว์นั้นมา พร้อมสังเกตว่า sort of ช่วยลดความหนักแน่นของคำกล่าว ส่วน become one with สร้างภาพเปรียบเทียบที่สนุกสนาน

คำอธิบายในบทเรียนนี้

So, then your hips go around like this. วลี

0:00

แล้วก็ หมุนสะโพกไปรอบๆ แบบนี้นะ

วลี

go around like this: เคลื่อนเป็นวงกลมตามท่าที่สาธิต

ในที่นี้ go around หมายถึงสะโพกเคลื่อนเป็นวงกลม around บอกเส้นทางของการเคลื่อนไหว ไม่ได้บอกตำแหน่งว่า “อยู่ใกล้ ๆ” หรือ “ล้อมรอบบางสิ่ง” like this ชี้ถึงท่าที่กำลังสาธิตอยู่ โครงสร้าง ส่วนของร่างกายหรือสิ่งของ + go around like this ใช้อธิบายพร้อมสาธิตว่าสิ่งนั้นหมุนหรือเคลื่อนเป็นวงกลมอย่างไร

แบบฝึกหัด

ในคำสั่งท่านี้ around บอกอะไร?

  1. สะโพกอยู่ใกล้สิ่งของอีกชิ้นหนึ่ง
  2. สะโพกเคลื่อนตรงไปข้างหน้า
  3. สะโพกเคลื่อนเป็นวงกลม
ดูคำตอบ

สะโพกเคลื่อนเป็นวงกลม

Yeah, that's great.

0:03

ใช่แล้ว แบบนั้นแหละเยี่ยมมาก

Me and my sister Brandy ไวยากรณ์

0:05

แม่กับน้า Brandy ของลูก

made this dance up for our mum's birthday กริยาวลี

0:06

คิดท่าเต้นนี้ขึ้นมาสำหรับวันเกิดของยาย

ไวยากรณ์

Me and my sister Brandy ในฐานะประธานแบบไม่เป็นทางการ

ในประโยคนี้ Me and my sister Brandy เป็นประธานของ made ในภาษาพูดที่กันเองมาก โดยเฉพาะบทสนทนาในครอบครัวหรือของเด็ก บางครั้งจะใช้ me and + อีกคน เป็นประธาน แม้ปกติ me จะเป็นรูปกรรม ในภาษาอังกฤษมาตรฐานแบบเป็นทางการ ให้วางอีกคนไว้ก่อนและใช้ I: My sister Brandy and I made this dance up.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับการเขียนอย่างเป็นทางการ?

  1. My sister Brandy and I made this dance up.
  2. Me and my sister Brandy made this dance up.
  3. My sister Brandy and me made this dance up.
ดูคำตอบ

My sister Brandy and I made this dance up.

กริยาวลี

made this dance up: make up ในความหมายว่า “คิดขึ้น”

ใน made this dance up คำว่า made ... up เป็นรูปอดีตของกริยาวลี make up ที่แยกคำได้ ในที่นี้หมายถึง “คิดขึ้น” หรือ “สร้างสรรค์” คือทั้งสองคนออกแบบท่าเต้นนี้เอง ไม่ได้หมายถึง “แต่งหน้า” หรือ “ชดเชย” ถ้ากรรมเป็นคำนาม จะพูดได้ทั้ง make up a dance และ make a dance up แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง make กับ up เช่น make it up ไม่ใช่ make up it

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ make up ในความหมายว่า “คิดขึ้น”: The children ____ a new rule for their game.

ดูคำตอบ

made up

when we were kids.

0:08

ตอนที่เรายังเป็นเด็กกันน่ะ

I can't remember all the moves though. น้ำเสียง/เจตนา

0:10

แต่แม่จำท่าเต้นทั้งหมดไม่ได้แล้วล่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

though ท้ายประโยคใน can't remember all the moves though

เมื่อ though อยู่ท้ายข้อความที่สมบูรณ์ จะมีความหมายใกล้เคียงกับ “อย่างไรก็ตาม” หรือ “แต่” ในที่นี้ การจำท่าไม่ได้ทั้งหมดเป็นข้อมูลที่จำกัดหรือขัดแย้งกับความคิดที่กล่าวมาก่อน การวาง though ไว้ท้ายประโยคทำให้ความขัดแย้งฟังเหมือนความคิดเห็นที่เติมเข้ามาภายหลัง แม้ตัด though ออก ข้อความก่อนหน้าก็ยังสมบูรณ์ตามหลักไวยากรณ์

แบบฝึกหัด

though ที่อยู่ท้ายประโยคในตัวอย่างทำหน้าที่อะไร?

  1. บอกเหตุผลที่ลืมท่าต่าง ๆ
  2. เพิ่มข้อขัดแย้งหรือข้อจำกัดแบบไม่เป็นทางการให้ความคิดก่อนหน้า
  3. เปลี่ยนข้อความบอกเล่าเป็นคำถาม
  4. แสดงว่าผู้พูดจำได้ทุกท่า
ดูคำตอบ

เพิ่มข้อขัดแย้งหรือข้อจำกัดแบบไม่เป็นทางการให้ความคิดก่อนหน้า

That's her.

0:13

น้าเขามาแล้ว

Hi girls.

0:17

หวัดดีจ้ะสาวๆ

Hi.

0:18

หวัดดีค่ะ

Hey Brandy.

0:19

ว่าไง Brandy

Hi Chilli.

0:20

หวัดดี Chilli

It's good to see you. วลี

0:21

ดีใจที่ได้เจอนะ

วลี

It's good to see you: คำทักทายเมื่อพบคนรู้จักอีกครั้ง

It's good to see you เป็นคำทักทายที่อบอุ่นสำหรับคนที่รู้จักกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้เจอกันมาระยะหนึ่ง คำว่า good ในที่นี้บอกความรู้สึกดีที่ได้พบอีกฝ่าย ไม่ได้เป็นการตัดสินว่าอีกฝ่ายเป็น “คนดี”

แบบฝึกหัด

คุณพบเพื่อนอีกครั้งหลังจากไม่ได้เจอกันหลายเดือน คำทักทายใดเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. It's good to watch you.
  2. It's nice to meet you.
  3. It's good to see you.
ดูคำตอบ

It's good to see you.

Yeah, you too.

0:23

อื้อ เช่นกันจ้ะ

Kids, this is your Auntie Brandy. วัฒนธรรม

0:25

เด็กๆ นี่คือน้า Brandy ของลูกนะ

วัฒนธรรม

your Auntie Brandy: คำเรียกแบบสนิทสนม Auntie + ชื่อ

ใน your Auntie Brandy รูปแบบ Auntie + ชื่อ เป็นคำเรียกอย่างสนิทสนมที่ใช้เมื่อพูดกับเด็ก คำว่า your แสดงว่า Brandy มีความสัมพันธ์ทางครอบครัวหรือใกล้ชิดเสมือนครอบครัวกับเด็ก ๆ Auntie อาจหมายถึงพี่สาวหรือน้องสาวของพ่อแม่ ญาติที่เป็นป้าหรือน้าจากการแต่งงาน หรือในบางครอบครัวและวัฒนธรรม อาจใช้เรียกผู้หญิงวัยผู้ใหญ่ที่สนิทและไว้วางใจได้ ภาษาอังกฤษในที่นี้ไม่ได้ระบุว่าเป็นญาติฝ่ายใดหรือมีความสัมพันธ์แบบใดแน่ชัด จึงต้องดูจากบริบท

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ Auntie Brandy บอกอะไรเราได้อย่างปลอดภัยที่สุด

  1. Auntie เป็นตำแหน่งทางวิชาชีพของ Brandy
  2. Brandy มีคำเรียกแบบสนิทสนมในฐานะญาติหรือคนที่ใกล้ชิดเสมือนครอบครัวสำหรับเด็ก ๆ
  3. Brandy ต้องเป็นพี่สาวของแม่เด็ก ๆ เท่านั้น
ดูคำตอบ

Brandy มีคำเรียกแบบสนิทสนมในฐานะญาติหรือคนที่ใกล้ชิดเสมือนครอบครัวสำหรับเด็ก ๆ

You've grown so much. ไวยากรณ์

0:28

พวกหลานโตขึ้นเยอะเลยนะ

ไวยากรณ์

You've grown so much: การเปลี่ยนแปลงจากอดีตถึงปัจจุบัน

ในประโยคนี้ you've เป็นรูปย่อของ you have และ grown เป็นกริยาช่องที่สามของ grow ปัจจุบันสมบูรณ์เชื่อมช่วงเวลาก่อนหน้านี้เข้ากับตอนนี้ หมายความว่าการเติบโตเกิดขึ้นตามเวลาและผลลัพธ์ยังเห็นได้ในปัจจุบัน so much เน้นว่าการเปลี่ยนแปลงมีมาก เมื่อกลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากไม่ได้เจอกันนาน ผู้พูดกำลังพูดถึงรูปลักษณ์หรือพัฒนาการของอีกฝ่ายในตอนนี้ ไม่ได้เล่าการกระทำหนึ่งครั้งที่จบลง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต โครงสร้างนี้ใช้กับการเปลี่ยนแปลงอื่นที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันได้เช่นกัน

แบบฝึกหัด

เติมรูปปัจจุบันสมบูรณ์ของ grow ให้สมบูรณ์: Since last spring, the garden ____ so much.

ดูคำตอบ

has grown

Bluey, you look just like your father. วลี

0:29

Bluey หลานหน้าเหมือนพ่อเปี๊ยบเลย

วลี

look just like your father: รูปลักษณ์เหมือนกัน

Look just like your father หมายถึงมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนพ่อมาก look like ใช้แนะนำคนที่นำมาเปรียบเทียบ และ just ช่วยเน้นระดับความเหมือน ในที่นี้ like เป็นคำบุพบทที่ใช้แนะนำสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบ ไม่ใช่คำกริยาที่แปลว่า “ชอบ” เนื่องจากประธานคือ you จึงใช้ look แต่ถ้าประธานเป็น he, she, it หรือชื่อเอกพจน์ ให้ใช้ looks

แบบฝึกหัด

The new puppy looks just like its mother หมายความว่าอย่างไร

  1. มันอยากมองแม่ของมัน
  2. มันชอบแม่ของมันมาก
  3. มันมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนแม่ของมันมาก
  4. มันกำลังหาแม่ของมัน
ดูคำตอบ

มันมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนแม่ของมันมาก

Oh, what?

0:32

โอ้ อะไรนะคะ?

Who do I look like? ไวยากรณ์

0:33

แล้วหนูหน้าเหมือนใครคะ?

ไวยากรณ์

Who do I look like? — ถามว่าตัวเองดูเหมือนใคร

Who do I look like? ใช้ถามว่ารูปลักษณ์ของผู้พูดเหมือนใคร Who แทนคนที่ควรอยู่หลัง like ดังนั้น like จึงคงอยู่ท้ายคำถาม โครงสร้างคือ Who + do/does + ประธาน + look like? ในที่นี้ look like หมายถึง “มีรูปลักษณ์คล้าย” ส่วน like ไม่ใช่คำกริยาที่แปลว่า “ชอบ”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ถามว่าคุณมีรูปลักษณ์เหมือนบุคคลใด?

  1. Who do I like?
  2. What do I look like?
  3. Who am I like?
  4. Who do I look like?
ดูคำตอบ

Who do I look like?

You look just like you. น้ำเสียง/เจตนา

0:35

หลานก็หน้าเหมือนตัวหลานเองไงจ๊ะ

น้ำเสียง/เจตนา

You look just like you. — ปลอบใจด้วยการบอกว่าอีกฝ่ายดูเหมือนตัวเอง

การพูดซ้ำคำว่า you ใน You look just like you. เป็นความตั้งใจ หากแปลตรงตัว ประโยคนี้บอกว่าผู้ฟังดูเหมือนตัวเอง แต่ในที่นี้เป็นการปฏิเสธการเปรียบเทียบที่ผู้ฟังไม่ต้องการ และสื่อว่า “เธอดูเป็นตัวเองที่ไม่เหมือนใคร” ใน just like คำว่า just ช่วยเน้นความเหมือนและหมายถึง “อย่างตรงกัน” ในที่นี้ยังช่วยสื่อแนวคิดว่า “เป็นตัวเธอเองเท่านั้น” ประโยคนี้ใช้ปลอบใจและยืนยันคุณค่าของผู้ฟัง ไม่ใช่คำตอบเชิงข้อเท็จจริงที่ระบุชื่อคนอื่น

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกำลังทำอะไรเมื่อพูดว่า “You look just like you.”?

  1. ปลอบใจผู้ฟังโดยยืนยันว่าผู้ฟังเป็นตัวเองที่ไม่เหมือนใคร
  2. บรรยายลักษณะใบหน้าของผู้ฟังอย่างละเอียด
  3. ตำหนิผู้ฟังที่เลียนแบบคนอื่น
  4. บอกชื่ออีกคนหนึ่งที่ผู้ฟังดูเหมือน
ดูคำตอบ

ปลอบใจผู้ฟังโดยยืนยันว่าผู้ฟังเป็นตัวเองที่ไม่เหมือนใคร

I brought you some presents. วลี

0:39

น้าเอาของขวัญมาให้ด้วยนะ

วลี

brought you some presents: bring + คน + สิ่งของ

ใน brought you some presents คำว่า brought เป็นรูปอดีตของ bring โครงสร้างคือ bring + คน + สิ่งของ โดย you หมายถึงผู้รับ และ some presents หมายถึงสิ่งของที่นำมา โครงสร้างกรรมสองตัวนี้วางผู้รับไว้หลังคำกริยาโดยตรง โดยไม่ใช้ to หรือ for เป็นโครงสร้างที่เป็นธรรมชาติเมื่อนำสิ่งของมาให้อีกคนรับหรือใช้

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ bring คำสรรพนาม her และโครงสร้างกรรมสองตัวเติมประโยคให้สมบูรณ์: For Maya's birthday, I ____ a small cake.

ดูคำตอบ

brought her

Really?

0:41

จริงเหรอคะ?

Oh, Brandy, you shouldn't have. น้ำเสียง/เจตนา

0:42

โธ่ Brandy เธอไม่น่าลำบากเลย

น้ำเสียง/เจตนา

you shouldn't have: การขอบคุณอย่างสุภาพหลังได้รับของขวัญ

หลังจากมีคนให้ของขวัญหรือทำสิ่งที่มีน้ำใจเป็นพิเศษให้คุณ You shouldn't have. มักใช้เป็นคำตอบอย่างสุภาพ หมายถึง “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้” พร้อมแสดงความประหลาดใจในทางที่ดี ความขอบคุณ และความซาบซึ้ง ไม่ใช่การตำหนิจริง ๆ have เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการกระทำที่เสร็จแล้ว should not have + กริยาช่องที่สาม มีการละกริยาช่องที่สามไว้เพราะสถานการณ์ทำให้เข้าใจได้ เช่น You shouldn't have brought me anything. ในบริบทอื่นหรือเมื่อพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ shouldn't have อาจเป็นการตำหนิตามความหมายตรงได้

แบบฝึกหัด

หลังได้รับของขวัญที่ไม่คาดคิด You shouldn't have. มีแนวโน้มหมายความว่าอะไรที่สุด?

  1. แสดงความประหลาดใจและความซาบซึ้งต่อของขวัญอย่างอบอุ่น
  2. บอกว่าผู้ให้ไม่ได้รับอนุญาตให้มาเยี่ยม
  3. บอกให้ผู้ให้นำของขวัญกลับไปทันที
  4. ถามว่าของขวัญนั้นเป็นของผู้ให้หรือไม่
ดูคำตอบ

แสดงความประหลาดใจและความซาบซึ้งต่อของขวัญอย่างอบอุ่น

Onesies!

0:44

ชุดหมี!

Oh, you really shouldn't have. น้ำเสียง/เจตนา

0:45

โธ่ เธอไม่น่าซื้อมาเลยจริงๆ

น้ำเสียง/เจตนา

you really shouldn't have: คำขอบคุณที่สุภาพพร้อมความกังวลจริง ๆ

You really shouldn't have เป็นคำตอบที่พบบ่อยเมื่อได้รับของขวัญหรือความช่วยเหลือ ใช้บอกอย่างสุภาพได้ว่าอีกฝ่ายมีน้ำใจมาก แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้มากขนาดนั้น really ทำให้ประโยคมีน้ำหนักมากขึ้น แต่ไม่ได้กำหนดความหมายด้วยตัวมันเอง ในที่นี้ ผู้พูดคาดว่าของขวัญอาจทำให้เกิดปัญหา ประโยคจึงยังคงมีความหมายขอบคุณอย่างสุภาพ พร้อมกับสื่อความกังวลจริง ๆ ว่านี่อาจไม่ใช่ความคิดที่ดี บริบทและน้ำเสียงจะบอกว่าความหมายด้านใดเด่นกว่า

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความนี้: ในทุกสถานการณ์ที่มีการให้ของขวัญ You really shouldn't have เป็นเพียงคำขอบคุณที่หนักแน่นขึ้น และไม่สามารถสื่อความกังวลจริง ๆ ได้

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

Do they not like onesies?

0:47

พวกแกไม่ชอบชุดหมีเหรอ?

They do.

0:48

แกชอบจ้ะ

It's just Bingo has this thing. การใช้คำ

0:49

แค่ Bingo จะมีปัญหานิดหน่อยเวลากับมันน่ะ

การใช้คำ

It's just ... has this thing: เกริ่นคำอธิบายอย่างคลุมเครือ

It's just เป็นวิธีพูดแบบสนทนาที่ช่วยลดความตรงและเกริ่นนำคำอธิบาย โดยมักทำหน้าที่เหมือน It's just that ส่วน has this thing ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าบิงโกเป็นเจ้าของสิ่งของชิ้นหนึ่ง have this thing ใช้กล่าวอย่างคลุมเครือถึงนิสัยที่เกิดซ้ำ ปฏิกิริยา ความกังวล หรือปัญหาเล็กน้อยโดยยังไม่บอกชัดว่าเป็นอะไร ในที่นี้หมายถึงปฏิกิริยาเฉพาะของบิงโก และส่งสัญญาณว่าผู้พูดอาจอธิบายรายละเอียดต่อไป

แบบฝึกหัด

It's just Bingo has this thing ในที่นี้น่าจะหมายความว่าอย่างไร

  1. บิงโกได้อธิบายสถานการณ์ทั้งหมดอย่างครบถ้วนแล้ว
  2. บิงโกเป็นเจ้าของสิ่งของที่ผู้พูดมองเห็นได้
  3. บิงโกมีนิสัยหรือปฏิกิริยาบางอย่างที่ผู้พูดยังไม่ได้อธิบาย
ดูคำตอบ

บิงโกมีนิสัยหรือปฏิกิริยาบางอย่างที่ผู้พูดยังไม่ได้อธิบาย

Um, don't worry.

0:51

อืม ไม่ต้องห่วงหรอก

I'm sure she's grown out of it. กริยาวลี

0:53

ฉันแน่ใจว่าแกโตพอจะเลิกนิสัยนั้นแล้ว

กริยาวลี

grown out of it: โตขึ้นแล้วไม่มีปฏิกิริยานั้นอีก

ใน she's grown out of it คำว่า she's ย่อมาจาก she has และ grown เป็นรูป past participle ของ grow เมื่อใช้ grow out of กับนิสัย ความกลัว หรือปฏิกิริยา จะหมายถึงค่อย ๆ ไม่มีสิ่งนั้นอีกเมื่อโตขึ้น ในที่นี้ it หมายถึงปฏิกิริยาที่กล่าวถึงก่อนหน้า ผู้พูดจึงมั่นใจว่าปฏิกิริยานั้นหายไปแล้ว เมื่อใช้กับเสื้อผ้า grow out of จะมีความหมายที่เกี่ยวข้องแต่แตกต่างออกไป คือโตขึ้นจนเสื้อผ้าชิ้นนั้นเล็กเกินไป เช่น He grew out of his coat. บริบทจะบอกว่ากรรมเป็นพฤติกรรมหรือเสื้อผ้า

แบบฝึกหัด

ในที่นี้ She's grown out of it หมายความว่าอย่างไร

  1. ปฏิกิริยาของเธอรุนแรงขึ้นเมื่อเธอโตขึ้น
  2. เธอออกมาจากข้างในบางสิ่งจริง ๆ
  3. เธอไม่มีปฏิกิริยานั้นอีกเพราะโตขึ้นแล้ว
  4. เธอโตจนเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งเล็กเกินไป
ดูคำตอบ

เธอไม่มีปฏิกิริยานั้นอีกเพราะโตขึ้นแล้ว

I hope they fit. ไวยากรณ์

0:55

หวังว่าจะใส่ได้พอดีนะ

ไวยากรณ์

I hope they fit: หวังว่าขนาดจะพอดี

I hope ใช้นำผลลัพธ์ที่ผู้พูดต้องการให้เกิดขึ้นแต่ยังไม่รู้ผลแน่นอน อนุประโยคที่ตามมายังคงเรียงคำแบบประโยคบอกเล่าปกติ คือ they fit ไม่ใช่ do they fit ในที่นี้ they หมายถึงเสื้อผ้า และ fit เป็นคำกริยาที่แปลว่ามีขนาดพอดี ภาษาอังกฤษมักใช้ present simple หลัง hope เมื่อต้องการพูดถึงผลลัพธ์ในอนาคต เช่น I hope they fit.

แบบฝึกหัด

เติมคำกริยาที่หมายถึงมีขนาดพอดี: I ordered these shoes online. I hope they ____.

ดูคำตอบ

fit

I wasn't sure how much they've grown ไวยากรณ์

0:56

น้าไม่แน่ใจว่าพวกหลานโตขึ้นแค่ไหนแล้ว

in um, 4 years.

0:57

ในช่วง เอ่อ 4 ปีที่ผ่านมา

ไวยากรณ์

I wasn't sure how much they've...: ลำดับคำในคำถามแบบแฝง

I wasn't sure แสดงว่าไม่แน่ใจในช่วงเวลาหนึ่งในอดีต อนุประโยค how much they've grown บอกว่าสิ่งที่ไม่แน่ใจคืออะไร ซึ่งก็คือระดับที่พวกเธอเติบโตขึ้น ในที่นี้ they've ย่อมาจาก they have หลัง how much คำถามแบบแฝงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ they have grown ไม่ใช้การสลับตำแหน่งแบบคำถามตรง How much have they grown? รูปแบบนี้ใช้หลัง I don't know และ we couldn't tell ได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ลำดับคำของคำถามแบบแฝงหลัง I wasn't sure ได้ถูกต้อง

  1. I wasn't sure how much had they changed.
  2. I wasn't sure how much they had changed.
  3. I wasn't sure how much did they change.
ดูคำตอบ

I wasn't sure how much they had changed.

Hey, mine's too small. การใช้คำ

1:01

เฮ้ ของหนูเล็กเกินไป

การใช้คำ

mine's too small: สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ mine และ too + คำคุณศัพท์

Mine เป็นคำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ ในฉากนี้ใช้แทน my onesie ดังนั้น mine's จึงหมายถึง mine is หรือของที่เป็นของฉันนั้น… Mine ใช้เดี่ยว ๆ ได้และไม่ต้องมีคำนามตามหลัง ใน too small คำว่า too อยู่หน้าคำคุณศัพท์และหมายถึงเล็กเกินระดับที่เหมาะสม เสื้อผ้าชิ้นนั้นจึงใส่ไม่พอดี ซึ่งต่างจาก small too ที่ too หมายถึงด้วยหรือเช่นกัน

แบบฝึกหัด

Mine's too small ในที่นี้หมายความว่าอะไร

  1. ของที่เป็นของฉันใหญ่ไม่พอ
  2. ของที่เป็นของฉันก็เล็กเช่นกัน แต่ยังใส่พอดี
  3. ฉันก็มีของชิ้นเล็กอยู่หนึ่งชิ้น
ดูคำตอบ

ของที่เป็นของฉันใหญ่ไม่พอ

And mine's too big.

1:03

และของหนูใหญ่เกินไป

Well, then swap them around. กริยาวลี

1:05

เอาล่ะ งั้นก็สลับกันสิจ๊ะ

กริยาวลี

swap them around: สลับตำแหน่งหรือการจัดสรร

ใน swap them around คำว่า swap หมายถึงการสลับตำแหน่ง สิ่งของ หรือการจัดสรรที่เกี่ยวข้องกับคนหรือสิ่งของสองฝ่าย ในที่นี้ them หมายถึงชุดจั๊มสูทสองชุด เด็กแต่ละคนควรรับชุดที่อีกคนถืออยู่ around ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงบริเวณทางกายภาพ แต่ช่วยสื่อถึงการปรับการจัดวางเดิมใหม่ เมื่อ them เป็นกรรมที่เป็นคำสรรพนาม ลำดับคำที่เป็นธรรมชาติคือ swap them around

แบบฝึกหัด

นักเรียนสองคนนั่งสลับกันในที่นั่งที่กำหนดไว้ Swap them around สั่งให้ทำอะไร?

  1. ให้นักเรียนสองคนสลับที่นั่งกัน
  2. ให้นักเรียนทั้งสองคนเดินไปรอบห้อง
  3. ให้นักเรียนทั้งสองคนหันไปทางด้านหลัง
ดูคำตอบ

ให้นักเรียนสองคนสลับที่นั่งกัน

Can you make my cheetah onesie fit me? ไวยากรณ์

1:07

แม่ช่วยทำให้ชุดหมีเสือชีตาห์พอดีกับหนูได้ไหมคะ?

ไวยากรณ์

make my cheetah onesie fit me: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน

โครงสร้าง make + กรรม + กริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to หมายถึงทำให้กรรมทำบางอย่างหรือเกิดผลลัพธ์บางอย่าง ใน make my cheetah onesie fit me วลี my cheetah onesie เป็นกรรม และ fit เป็นกริยา ผลลัพธ์ที่ต้องการคือชุดมีขนาดพอดีกับผู้พูด หลัง make ที่ใช้เป็นกริยาเชิงสาเหตุในโครงสร้าง active ให้ใช้กริยารูปพื้นฐานโดยไม่ใส่ to คือ make the onesie fit ไม่ใช่ make the onesie to fit คำว่า fit สามารถรับคนหรือสิ่งของเป็นกรรมได้โดยตรง ดังนั้น fit me จึงหมายถึง 'มีขนาดพอดีกับฉัน'

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ fit เพื่อเติมโครงสร้างเชิงสาเหตุให้สมบูรณ์: Can you make this lid ____ the box?

ดูคำตอบ

fit

Sorry, Bluey.

1:10

เสียใจด้วยนะ Bluey

If it doesn't fit, it doesn't fit. ไวยากรณ์

1:10

ถ้ามันใส่ไม่ได้ ก็คือใส่ไม่ได้จ้ะ

ไวยากรณ์

If it doesn't fit, it doesn't fit: การยอมรับข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนไม่ได้

ในประโยคนี้ fit หมายถึง “มีขนาดพอดี” ส่วนแรกเสนอเงื่อนไข และส่วนที่สองย้ำข้อเท็จจริงเดิมแทนที่จะบอกผลลัพธ์ใหม่ การย้ำแบบตั้งใจนี้หมายความว่า “ความจริงก็เป็นเช่นนี้” แสดงถึงการยอมรับอย่างปลง ๆ หรือตามความเป็นจริง และสื่อว่าไม่มีประโยชน์ที่จะฝืนให้ผลออกมาเป็นอย่างอื่น

แบบฝึกหัด

การย้ำในประโยคนี้สื่ออะไรเป็นหลัก?

  1. ถามว่าทำไมสิ่งของจึงมีขนาดไม่พอดี
  2. ยอมรับว่าสิ่งของมีขนาดไม่พอดีและไม่สามารถฝืนให้พอดีได้
  3. สัญญาว่าจะปรับแก้สิ่งของนั้นในภายหลัง
ดูคำตอบ

ยอมรับว่าสิ่งของมีขนาดไม่พอดีและไม่สามารถฝืนให้พอดีได้

Aww, but I really want the cheetah.

1:12

โธ่ แต่หนูอยากได้เสือชีตาห์จริงๆ นี่นา

It's not meant to be, kid. สำนวน

1:14

มันไม่ได้เกิดมาเพื่อลูกจ้ะ เด็กน้อย

สำนวน

It's not meant to be: การยอมรับว่าบางสิ่งจะไม่เกิดขึ้น

It's not meant to be เป็นสำนวนที่หมายความว่าผลลัพธ์ที่หวังไว้จะไม่เกิดขึ้นหรือไม่สำเร็จ ในที่นี้ ผู้พูดกล่าวถึงความผิดหวังอย่างนุ่มนวลว่าเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ สำนวนนี้มักมีความรู้สึกของการยอมรับ การปลอบใจ หรือการปลง ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าไม่มีใครตั้งใจให้สิ่งนั้นมีอยู่

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนตายตัวที่แสดงการยอมรับว่าการเดินทางที่หวังไว้ไม่ได้เกิดขึ้น: We hoped to take the trip, but it was ____.

ดูคำตอบ

not meant to be

Okay.

1:16

โอเคค่ะ

They're beautiful.

1:18

มันสวยมากเลย

It's been too long. น้ำเสียง/เจตนา

1:20

นานมากแล้วเนอะ

น้ำเสียง/เจตนา

It's been too long: ความเสียดายที่ห่างกันนาน

ในวลีที่ใช้ตอนกลับมาเจอกันนี้ It's หมายถึง It has ไม่ใช่ It is ใจความเต็มคือ “It has been too long since we last saw or contacted each other” โดยละส่วนที่ขึ้นต้นด้วย since ไว้ให้เข้าใจจากบริบท Too long เป็นการประเมินว่าช่วงที่ห่างกันนั้นนานเกินกว่าที่ควรจะเป็น ผู้พูดไม่ได้เพียงบอกระยะเวลา แต่มักสื่อความเสียดาย ความผูกพัน หรือความอยากกลับมาติดต่อกันอีก

แบบฝึกหัด

เมื่อกลับมาเจอกัน “It's been too long.” มักสื่อความหมายอะไร

  1. เราไม่ได้เจอกันมานาน และผู้พูดรู้สึกว่าช่วงที่ห่างกันนั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ
  2. เราเพิ่งเจอกันเมื่อไม่นานนี้
  3. ผู้พูดกำลังวัดระยะเวลาที่แน่นอนอย่างเป็นกลาง
ดูคำตอบ

เราไม่ได้เจอกันมานาน และผู้พูดรู้สึกว่าช่วงที่ห่างกันนั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ

I know.

1:21

ฉันรู้

Look, Chilli.

1:23

ดูสิ Chilli

Yeah?

1:24

หืม?

Uh, Mum.

1:26

เอ่อ แม่คะ

It's happening again. ลำดับความ

1:28

มันเกิดขึ้นอีกแล้วค่ะ

ลำดับความ

It's happening again: ใช้ again เพื่อเรียกความทรงจำถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า

คำว่า is happening แสดงว่าเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็น present progressive ส่วน Again เชื่อมเหตุการณ์ตอนนี้กับเหตุการณ์คล้ายกันที่เคยเกิดขึ้น ทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าสถานการณ์เดิมกลับมาแล้ว ในเรื่องเล่า ประโยคสั้น ๆ นี้ช่วยเรียกข้อมูลเบื้องหลังที่ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้วโดยไม่ต้องเล่าใหม่ และสร้างความตื่นตัวหรือความตึงเครียดได้อย่างรวดเร็วเพราะปัญหากำลังเกิดซ้ำ

แบบฝึกหัด

“It's happening again.” ให้ข้อมูลสำคัญอะไรเกี่ยวกับเรื่องราวแก่ผู้ฟัง

  1. เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้เฉพาะในอนาคต
  2. นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น และจบไปแล้ว
  3. เหตุการณ์คล้ายกันเคยเกิดขึ้นมาก่อน และตอนนี้กำลังเกิดซ้ำ
ดูคำตอบ

เหตุการณ์คล้ายกันเคยเกิดขึ้นมาก่อน และตอนนี้กำลังเกิดซ้ำ

Oh, no.

1:30

โอ้ ไม่นะ

What's going on? น้ำเสียง/เจตนา

1:31

เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?

น้ำเสียง/เจตนา

What's going on? สำหรับสถานการณ์ที่น่าสับสน

What's going on? ใช้ขอคำอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ดูผิดปกติ น่าสับสน หรือมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ในที่นี้ go on หมายถึง “เกิดขึ้น” ไม่ใช่การเคลื่อนที่ คำถามนี้มักถามถึงสถานการณ์โดยรวม ไม่ใช่เพียงการกระทำหนึ่งอย่างที่มองเห็น ผู้พูดต้องการเข้าใจว่าทำไมจึงเกิดสภาพเช่นนี้

แบบฝึกหัด

คุณเดินเข้าไปในห้องและทุกคนก็เริ่มตะโกนขึ้นมาทันที คำถามใดใช้ขอคำอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ได้เป็นธรรมชาติที่สุด?

  1. What happened last year?
  2. What's going on?
  3. What happens here every day?
ดูคำตอบ

What's going on?

Hey, Brandy.

1:32

ว่าไง Brandy

How are you going? วัฒนธรรม

1:33

เป็นไงบ้าง?

วัฒนธรรม

How are you going? ในฐานะคำทักทายแบบออสเตรเลีย

ในภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย How are you going? เป็นคำทักทายในชีวิตประจำวันที่มีความหมายเหมือน How are you? หรือ How are you doing? โดยถามถึงความเป็นอยู่หรือชีวิตของอีกฝ่าย ไม่ได้ถามว่าเดินทางด้วยวิธีใด ในที่นี้ใช้ความหมายเฉพาะถิ่นดังกล่าว การรู้ความหมายนี้ช่วยป้องกันการตีความตรงตัวว่าเป็นคำถามเกี่ยวกับการเดินทาง

แบบฝึกหัด

ในการสนทนาแบบออสเตรเลีย มีคนทักทายคุณว่า How are you going? คำตอบใดตรงกับความหมายที่ตั้งใจ?

  1. Good, thanks. How about you?
  2. Turn left at the station.
  3. I'm taking the bus.
ดูคำตอบ

Good, thanks. How about you?

This episode of Bluey is called Onesies. วัฒนธรรม

1:36

Bluey ตอนนี้มีชื่อว่า ชุดหมี

วัฒนธรรม

This episode of Bluey is called Onesies: การบอกชื่อตอน

รูปแบบเปิดเรื่อง This episode of [ชื่อรายการ] is called [ชื่อเรื่อง] ใช้บอกชื่อของตอนนั้น ในที่นี้ is called หมายถึง “มีชื่อว่า” ดังนั้น Onesies คือชื่อตอน ส่วน called ไม่ได้หมายถึงการโทรศัพท์ติดต่อ รูปแบบ is called เดียวกันนี้ยังใช้แนะนำชื่อหนังสือ ภาพยนตร์ เพลง บท เกม หรือสิ่งอื่นที่มีชื่อได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ is called Onesies หมายความว่าอย่างไร

  1. Onesies ขอให้ฉายตอนนี้
  2. ตอนนี้กำลังโทรศัพท์หา Onesies
  3. ตอนนี้มีชื่อว่า Onesies
ดูคำตอบ

ตอนนี้มีชื่อว่า Onesies

I don't understand what’s happening! ไวยากรณ์

1:39

ฉันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น!

ไวยากรณ์

understand what’s happening: ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าใน wh-clause

ใน I don't understand what’s happening ส่วน what’s happening เป็น wh-clause ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของ understand โดยบอกสิ่งที่ผู้พูดไม่เข้าใจ wh-clause ที่ฝังอยู่ในประโยคใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า ไม่ใช้การสลับตำแหน่งแบบคำถามตรง ในที่นี้ what เป็นประธานของ is happening เอง ดังนั้นเมื่อใช้ What’s happening? เป็นคำถามเดี่ยว รูปประโยคจึงดูเหมือนกันพอดี เมื่อมีประธานแยกต่างหาก กฎจะเห็นชัดขึ้น: I don't understand what he is doing ไม่ใช่ I don't understand what is he doing.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ wh-clause เป็นกรรมของ understand ได้ถูกต้อง

  1. I don't understand what is he doing.
  2. I don't understand what he is doing.
  3. What is he doing?
ดูคำตอบ

I don't understand what he is doing.

No time to explain. ลำดับความ

1:41

ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว

ลำดับความ

No time to explain: พักคำอธิบายไว้ก่อนเพื่อรีบลงมือทำ

No time to explain เป็นรูปย่อของ There is no time to explain เมื่อตัดส่วนต้นออก ประโยคจึงสั้นและให้ความรู้สึกเร่งด่วนขึ้น ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้วลีดังกล่าวเพื่อหยุดคำถามหรือข้อมูลเบื้องหลังไว้ชั่วคราว แล้วให้ลงมือทำก่อน ความหมายคือ “ต้องลงมือเดี๋ยวนี้ แล้วค่อยอธิบายทีหลัง” ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันอธิบาย

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดตรงกับหน้าที่ของ No time to explain มากที่สุด

  1. สถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องลงมือเดี๋ยวนี้แล้วค่อยอธิบายทีหลัง
  2. ชั้นเรียนสบาย ๆ ที่มีเวลาเหลือเฟือสำหรับอธิบายรายละเอียด
  3. คำสัญญาว่าจะไม่มีวันให้คำอธิบาย
ดูคำตอบ

สถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องลงมือเดี๋ยวนี้แล้วค่อยอธิบายทีหลัง

We have to get to safety. วลี

1:42

เราต้องไปที่ที่ปลอดภัย

วลี

to get to safety: ออกจากอันตรายและไปถึงที่ปลอดภัย

ใน We have to get to safety คำว่า to ตัวแรกเป็นส่วนหนึ่งของ have to ซึ่งแสดงความจำเป็น ส่วน get to safety หมายถึงไปถึงที่ปลอดภัยหรือออกจากอันตราย safety เป็นคำนามนามธรรม แต่ในรูปแบบตายตัวนี้ทำหน้าที่เสมือนจุดหมายหลัง get to ทั้งประโยคบอกว่าจำเป็นต้องย้ายไปยังที่ปลอดภัย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนในบทเรียนที่หมายถึง “ไปถึงที่ปลอดภัย”: When the alarm sounded, everyone hurried downstairs to ____.

ดูคำตอบ

get to safety

But what about Bandit? น้ำเสียง/เจตนา

1:43

แล้ว Bandit ล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

การใช้ But what about Bandit? เพื่อยกข้อกังวลที่ถูกมองข้ามขึ้นมา

ในที่นี้ what about + คนหรือสิ่งของ ใช้ยกคนหรือเรื่องที่ถูกมองข้ามในแผนหรือการสนทนาขึ้นมาพูด ในบริบทนี้หมายถึง “แล้วจะทำอย่างไรกับ Bandit?” ไม่ใช่ “เล่าข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ Bandit ให้ฟังหน่อย” But ที่ต้นประโยคบอกว่าแผนก่อนหน้านี้ดูไม่ครบถ้วนหรือมีปัญหา ผู้พูดจึงขัดขึ้นด้วยข้อกังวลที่ยังต้องการคำตอบ

แบบฝึกหัด

Everyone has a ticket, but Mia has not been mentioned. ประโยคใดพูดถึงข้อกังวลนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ?

  1. But what is Mia like?
  2. But what about Mia?
  3. But what do you know about Mia?
ดูคำตอบ

But what about Mia?

Forget him, he's done! น้ำเสียง/เจตนา

1:44

ลืมเขาไปซะ เขาไม่รอดแล้ว!

น้ำเสียง/เจตนา

Forget him, he's done! ที่ใช้บอกให้ยอมแพ้แบบเกินจริง

ในประโยคนี้ Forget him หมายถึง “เลิกกังวลหรือเลิกพยายามช่วยเขา” ไม่ใช่ “ลบเขาออกจากความทรงจำ” ส่วน He's done ไม่ได้หมายความว่าเขาทำงานเสร็จ แต่พูดแบบเกินจริงว่าเขาแพ้ ไปต่อไม่ไหว หรือหมดทางช่วยแล้ว เมื่อรวมกัน ทั้งสองส่วนเป็นคำตอบแบบยอมแพ้ที่เกินจริง ในเหตุการณ์คับขันเชิงตลก น้ำเสียงที่แข็งกร้าวและมั่นใจนี้สร้างทั้งความตึงเครียดและอารมณ์ขัน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่าผู้พูดตั้งใจจะทอดทิ้งใครจริง ๆ

แบบฝึกหัด

การใช้นี้เหมาะสมหรือไม่? ในเหตุฉุกเฉินจริง มีคนต้องการความช่วยเหลือทันที แล้วมีคนพูดว่า “Forget him, he's done!”

  1. เหมาะสม
  2. ไม่เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

What do we do?

1:47

เราจะทำยังไงกันดี?

The car!

1:48

ไปที่รถ!

Why has Bingo gone feral? การใช้คำ

1:51

ทำไม Bingo ถึงกลายเป็นสัตว์ป่าไปแล้วล่ะ?

การใช้คำ

gone feral: กลายเป็นดุร้ายและควบคุมตัวเองไม่ได้

โครงสร้าง go + adjective ใช้บอกการเปลี่ยนเข้าสู่สภาพหนึ่งได้ has gone คือรูป present perfect ของ go ดังนั้น gone feral ในที่นี้หมายถึงบิงโกกลายเป็นดุร้ายและควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าเธอจากไปแล้ว ตามความหมายตรง feral ใช้บรรยายสัตว์ที่เคยถูกเลี้ยง แต่ตอนนี้กลับไปอยู่ในป่า เมื่อใช้กับคน จะเป็นการพูดเกินจริงที่ให้ภาพว่าทำตัวควบคุมไม่ได้และเหมือนสัตว์ ในที่นี้ใช้บรรยายบิงโกแบบขำ ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ go feral ในความหมายเชิงเปรียบเทียบได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The children went feral after the final bell, racing around and howling like wolves.
  2. The children went feral to the bus stop after the final bell.
  3. The children made feral their backpacks after the final bell.
ดูคำตอบ

The children went feral after the final bell, racing around and howling like wolves.

Onesies make Bingo crazy. ไวยากรณ์

1:53

ชุดหมีทำให้ Bingo บ้าคลั่ง

ไวยากรณ์

Onesies make Bingo crazy: make + กรรม + adjective

รูปแบบนี้คือ make + กรรม + adjective ใช้บอกว่าประธานเป็นสาเหตุที่ทำให้กรรมเข้าสู่หรือรู้สึกถึงสภาพที่ adjective ระบุ ในประโยคนี้ onesies คือสาเหตุ Bingo คือกรรม และ crazy บอกสภาพที่เกิดขึ้นกับ Bingo คำว่า crazy ในที่นี้หมายถึงตื่นเต้นมากหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่ได้หมายถึงภาวะทางการแพทย์ คำกริยา make เปลี่ยนตามประธานหรือกาล: Onesies make ... แต่ That outfit makes ... อย่าเติม to be หน้า adjective

แบบฝึกหัด

ใช้ make, the baby และ nervous ตามรูปแบบ make + กรรม + adjective เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Loud noises ____.

ดูคำตอบ

make the baby nervous

She sort of becomes one with the onesie. สำนวน

1:56

แกค่อนข้างจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับชุดหมีไปเลย

สำนวน

sort of becomes one with the onesie: อุปมาแบบไม่กล่าวอย่างเด็ดขาด

become one with something หมายถึงดูเหมือนเป็นหนึ่งเดียวหรือกลมกลืนกับบางสิ่งอย่างสมบูรณ์ ในที่นี้เป็นการพูดเกินจริงอย่างขบขัน เธอแสดงบทบาทที่ชุดหมีสื่อถึงได้เต็มที่จนดูเหมือนว่าคนใส่กับชุดแยกจากกันไม่ได้ ไม่ได้หมายถึงการรวมร่างกันจริง ๆ sort of หมายถึง “ในระดับหนึ่ง” หรือ “ประมาณว่า” คำนี้ช่วยลดความหนักแน่นของภาพเปรียบเทียบ และบอกว่าผู้พูดกำลังเปรียบเทียบแบบคร่าว ๆ และมีอารมณ์ขัน ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอย่างแม่นยำ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย sort of และ one with โดยใช้แต่ละกลุ่มคำหนึ่งครั้ง: While dancing, Leo ____ became ____ the music.

ดูคำตอบ

sort of · one with

What?

1:58

ห๊ะ?

Where'd she go? ไวยากรณ์

1:59

แกไปไหนแล้ว?

ไวยากรณ์

Where'd she go?: รูปย่อในภาษาพูดของ Where did

ในฉากนี้ Where'd she go? เป็นรูปย่อของ Where did she go? ใช้ถามว่าเธอไปที่ไหนมา เครื่องหมายอะพอสทรอฟีกับ d ใช้แทน did รูปเขียน 'd อาจแทน would หรือ had ได้ด้วย คำกริยารูปพื้นฐาน go ตัดความเป็นไปได้ของ had เพราะ had ต้องตามด้วยคำกริยาช่องสาม เช่น gone แต่โครงสร้างไวยากรณ์เพียงอย่างเดียวยังแยก did ออกจาก would ในประโยคนี้ไม่ได้ บริบทที่มีคนหายไปบอกว่าความหมายที่ตั้งใจคือ did

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกประโยคที่ได้ยิน โดยเน้นฟังเสียง /d/ ที่ย่ออยู่ใน Where'd

  1. Where does Nora go after school?
  2. Where should Nora go after school?
  3. Where'd Nora go after school?
ดูคำตอบ

Where'd Nora go after school?

I don't know.

2:00

ฉันไม่รู้