ฉันชอบกลิ่นเหม็น | ตั้งแคมป์ | บลูอี้: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
181 คำ 165 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บลูอี้พบฌอง-ลุคซึ่งพูดภาษาฝรั่งเศส ระหว่างเล่นสมมติว่าตนถูกไล่ออกและต้องมาอยู่ในป่า แม้ทั้งคู่จะใช้คนละภาษา แต่ก็ช่วยกันสร้างบ้านจากกิ่งไม้ คิดหาวิธีหาอาหาร ซ่อนตัวจากหมูป่า และยืนยันว่าต่างหวังจะได้พบกันอีกในวันถัดไป ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. kicked us out. — กริยาวลี: เข้าใจว่า kick someone out หมายถึงการบังคับให้ใครออกไป ไม่ใช่การใช้เท้าเตะตามความหมายตรงตัว สามารถนำไปใช้พูดถึงการถูกไล่ออกจากบ้าน โรงเรียน ทีม กลุ่ม หรือสถานที่อื่นได้ 2. I'm not really sure — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เรียนรู้วิธีบอกอย่างสุภาพว่าตนไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย หรือยังไม่มั่นใจ คำว่า not really sure ช่วยลดความตรงของคำตอบ ทำให้ฟังนุ่มนวลกว่าการพูด I don’t understand ออกไปตรง ๆ 3. I'll see you tomorrow? — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: สังเกตว่าคำบอกลาที่คุ้นเคยสามารถกลายเป็นคำถามเชิงขอคำยืนยันได้ด้วยน้ำเสียง ประโยคนี้แสดงความหวังว่าจะได้พบกันอีก พร้อมทั้งถามอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวลว่าแผนสำหรับวันพรุ่งนี้ยังเป็นไปตามนั้นหรือไม่

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Bluey!

0:02

บลูอี้!

Can you believe it? น้ำเสียง/เจตนา

0:05

เธอเชื่อไหมล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Can you believe it? ในฐานะปฏิกิริยาแสดงความประหลาดใจ

ในที่นี้ Can you believe it? เป็นปฏิกิริยาต่อเรื่องที่น่าประหลาดใจ มีความหมายใกล้เคียงกับ “ไม่น่าเหลือเชื่อเลยใช่ไหม?” หรือ “น่าตกใจใช่ไหม?” ไม่ใช่คำถามจริงจังว่าผู้ฟังมีความสามารถที่จะเชื่อหรือไม่ คำถามนี้ยังชวนให้ผู้ฟังมีปฏิกิริยาร่วมกับผู้พูดด้วย โดยอาจสื่อถึงความดีใจ ความตกใจ หรือความไม่พอใจ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และน้ำเสียง

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “I won two concert tickets!” คำตอบใดแสดงความประหลาดใจได้ดีที่สุดและชวนให้เพื่อนมีปฏิกิริยาร่วมกัน?

  1. Can you believe it?
  2. Do you believe the ticket seller?
  3. Is believing difficult for you?
ดูคำตอบ

Can you believe it?

The butler kicked us out. กริยาวลี

0:06

พ่อบ้านไล่พวกเราออกมา

กริยาวลี

kicked us out: ใช้ kick someone out เพื่อไล่ใครออกไป

Kick someone out เป็นกริยาวลีแบบแยกได้ หมายถึงบังคับให้ใครบางคนออกจากสถานที่ งาน หรือกลุ่ม ในที่นี้ kicked us out หมายถึงพ่อบ้านทำให้พวกเราต้องออกไป โดยปกติไม่ได้หมายถึงการใช้เท้าเตะจริง ๆ เมื่อกรรมเป็นคำสรรพนาม ให้ใส่คำที่แทนบุคคลไว้ระหว่าง kick กับ out เช่น kick us out, kick him out หรือ kick them out ห้ามพูดว่า kick out us

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ kick ... out และแทน Leo ด้วยคำสรรพนามเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Leo broke the club rules, so the manager ____.

ดูคำตอบ

kicked him out

Oh, we'll have to live in the forest. ไวยากรณ์

0:08

โอ้ เราคงต้องอาศัยอยู่ในป่าแล้วล่ะ

ไวยากรณ์

we'll have to + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อบอกความจำเป็นในอนาคต

we'll เป็นรูปย่อของ we will ใน we'll have to คำว่า will ชี้ว่าความจำเป็นนั้นอยู่ในอนาคต ส่วน have to บอกว่าสถานการณ์ทำให้จำเป็นต้องทำสิ่งนั้น ในประโยคนี้ การอยู่ในป่าจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และ have ไม่ได้หมายถึงการมีหรือครอบครอง โครงสร้างคือ ประธาน + will + have to + กริยารูปพื้นฐาน หลัง have to ใช้กริยารูปพื้นฐาน เช่นใน we'll have to live, wait หรือ leave

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปย่อของ we will ตามด้วย have to: The road closes at six, so ____ leave before then.

ดูคำตอบ

we'll have to

Not this one.

0:11

ไม่ใช่คนนี้

She hasn't had a bath in 3 days. ไวยากรณ์

0:11

เธอไม่ได้อาบน้ำมา 3 วันแล้ว

ไวยากรณ์

hasn't had ... in 3 days: ไม่ได้เกิดขึ้นเลยจนถึงตอนนี้

hasn't had คือ has not + กริยาช่อง past participle คือ had ดังนั้นอนุประโยคนี้จึงเป็น present perfect รูปปฏิเสธ รูปนี้มองย้อนจากปัจจุบันและบอกว่าการอาบน้ำไม่ได้เกิดขึ้นเลยในช่วงเวลาล่าสุด การไม่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตอนนี้ ในโครงสร้าง present perfect รูปปฏิเสธนี้ in 3 days หมายถึงตลอดสามวันที่ผ่านมาเรื่อยมาจนถึงตอนนี้ ไม่ได้หมายถึงอีกสามวันนับจากนี้ การอาบน้ำครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อประมาณสามวันก่อนหรือก่อนหน้านั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าผู้พูดไม่ได้โทรหา Sam เลยตลอดสองสัปดาห์ล่าสุดจนถึงตอนนี้

  1. I didn't call Sam two weeks ago.
  2. I haven't called Sam in two weeks.
  3. I won't call Sam for two weeks.
ดูคำตอบ

I haven't called Sam in two weeks.

I like stinking.

0:14

ฉันชอบตัวเหม็น

Goodbye, sweet stinky cook.

0:16

ลาก่อน คุณพ่อครัวตัวเหม็นที่รัก

Oh, I'll have to make a house out of sticks. วลี

0:21

โอ้ ฉันต้องสร้างบ้านจากกิ่งไม้แล้ว

วลี

make a house out of sticks: ใช้ B ทำเป็น A

make A out of B หมายถึงสร้าง A โดยใช้ B เป็นวัสดุ ในประโยคนี้ a house คือสิ่งที่ทำเสร็จ และ sticks คือวัสดุ ตรงนี้ out of เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบอกวัสดุ make + สิ่งที่ทำเสร็จ + out of + วัสดุ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนออกมาจากข้างในสิ่งใด

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ make A out of B เพื่อบอกว่าพวกเขาใช้ขวดรีไซเคิลทำเรือจำลอง: For the science fair, they ____ recycled bottles.

ดูคำตอบ

made a model boat out of

Bonjour.

0:25

สวัสดี

Hi.

0:27

หวัดดี

Tu veux jouer avec moi?

0:28

เธออยากเล่นกับฉันไหม?

Hein?

0:30

หืม?

Est-ce qu'on joue ensemble?

0:31

เรามาเล่นด้วยกันไหม?

I'm not really sure what you're talking about. โน้ต

0:33

ฉันไม่ค่อยแน่ใจว่าเธอพูดเรื่องอะไร

น้ำเสียง/เจตนา

I'm not really sure: พูดถึงความไม่แน่ใจหรือความไม่เข้าใจให้นุ่มนวล

ในประโยคนี้ I'm not really sure เป็นคำขึ้นต้นที่นุ่มนวลเพื่อบอกว่าผู้พูดไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร not really ทำให้คำตอบฟังดูตรงน้อยกว่าการพูดว่า I don't understand ทันที วลีนี้ยังใช้แสดงความไม่แน่ใจจริง ๆ ได้ด้วย โดยตามด้วยอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย what, why หรือ whether เพื่อระบุว่าไม่แน่ใจเรื่องใด เนื่องจากเป็นคำถามแฝง จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ what you're talking about ไม่ใช่ what are you talking about

แบบฝึกหัด

คำอธิบายของเพื่อนร่วมงานไม่ชัดเจน คำตอบใดเป็นวิธีขอคำอธิบายที่สุภาพและเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. I know exactly what you mean.
  2. That makes no sense.
  3. I'm not really sure what you mean. Could you explain it again?
ดูคำตอบ

I'm not really sure what you mean. Could you explain it again?

ไวยากรณ์

what you're talking about: ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าในคำถามทางอ้อม

อนุประโยค what you're talking about เป็นคำถามทางอ้อมที่อยู่ต่อจาก I'm not really sure โดยระบุสิ่งที่ผู้พูดไม่แน่ใจ และไม่ได้เป็นคำถามที่ใช้แยกเดี่ยว ภายในคำถามทางอ้อมให้ใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ คำแสดงคำถาม + ประธาน + กริยา ตรงนี้ you're ย่อมาจาก you are ดังนั้นต้องเรียงเป็น what you are talking about ไม่ใช่ what are you talking about

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ลำดับคำของคำถามทางอ้อมได้ถูกต้อง

  1. I'm not sure what does he talk about.
  2. I'm not sure what he is talking about.
  3. I'm not sure what is he talking about.
ดูคำตอบ

I'm not sure what he is talking about.

Oh, thanks.

0:37

โอ้ ขอบใจนะ

These are for my house.

0:38

พวกนี้สำหรับบ้านของฉัน

My butler kicked me out.

0:40

พ่อบ้านของฉันไล่ฉันออกมา

Oh! Une maison. C'est super!

0:44

โอ้! บ้านหลังหนึ่ง เยี่ยมเลย!

On pourrait prendre les plantes pour faire les murs.

0:46

เราเอาต้นไม้มาทำกำแพงได้นะ

Oh, yeah.

0:49

โอ้ ใช่เลย

Those can be the walls. ไวยากรณ์

0:50

พวกนั้นใช้ทำกำแพงได้

ไวยากรณ์

Those can be the walls: การใช้ can be เพื่อกำหนดบทบาท

ในที่นี้ can be หมายถึง “ใช้เป็น” หรือ “ทำหน้าที่เป็น” Those หมายถึงสิ่งของที่มีอยู่แล้ว ส่วน the walls คือบทบาทที่กำหนดให้สิ่งของเหล่านั้น ประโยคนี้กำลังเลือกการใช้งานที่เป็นไปได้ ไม่ได้บอกว่าสิ่งของเหล่านั้นมีความสามารถทำการกระทำบางอย่าง ใช้โครงสร้าง X can be Y เมื่อ X สามารถทำหน้าที่เป็น Y ในแผน เกม การออกแบบ หรือการจัดวางชั่วคราว

แบบฝึกหัด

ใช้ can be เติมประโยคให้สมบูรณ์เพื่อกำหนดบทบาทชั่วคราวให้กล่อง: These sturdy boxes ____ our tables for the picnic.

ดูคำตอบ

can be

Oh, c'est très beau.

0:58

โอ้ มันสวยมากเลย

Now, we need food to eat.

0:59

ตอนนี้ เราต้องหาอาหารกินแล้ว

On pourrait planter cette graine pour faire pousser des fruits.

1:02

เราสามารถปลูกเมล็ดนี้ให้มันออกผลได้นะ

Oh, yeah.

1:06

โอ้ ใช่

We can plant this seed, like farmers. การใช้คำ

1:06

เราปลูกเมล็ดนี้ได้ เหมือนชาวนา

การใช้คำ

like farmers: like ที่หมายถึง “ด้วยวิธีเดียวกับ”

ใน like farmers คำว่า like เป็นคำบุพบทที่หมายถึง “ด้วยวิธีเดียวกับ” วลีนี้อธิบายว่าผู้พูดจะปลูกเมล็ดอย่างไร คือปลูกแบบที่ชาวนาทำ ในที่นี้ like ตามด้วยนามวลี farmers ไม่ใช่กริยาหลัก like ที่หมายถึง “ชอบ” หรือ “รู้สึกดีกับ”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่า Leo ทำอาหารด้วยวิธีเดียวกับเชฟ

  1. Leo likes the chef.
  2. Leo works as a chef.
  3. Leo cooks like a chef.
ดูคำตอบ

Leo cooks like a chef.

This will grow into a big tree with fruit on it. กริยาวลี

1:10

นี่จะโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ออกผลเต็มไปหมด

กริยาวลี

grow into a big tree: ค่อย ๆ เปลี่ยนจนเป็นผลลัพธ์ใหม่

grow into + คำนาม หมายถึงค่อย ๆ เปลี่ยนจนกลายเป็นสิ่งนั้น ในประโยคนี้ เมล็ดเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและสุดท้ายกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ดังนั้น a big tree จึงเป็นผลลัพธ์ของการเติบโต into ในที่นี้ไม่ได้บอกสถานที่ โครงสร้างนี้ยังใช้บอกการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปของคน กลุ่มคน ความคิด หรือโครงการได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ grow into เติมประโยคให้สมบูรณ์: Over ten years, the small local club ____ a national organization.

ดูคำตอบ

grew into

Ça va prendre beaucoup de temps pour grandir.

1:12

มันคงต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะโต

There.

1:15

เอาล่ะ

Might take a while. วลี

1:17

อาจจะต้องใช้เวลาหน่อยนะ

วลี

Might take a while: การประเมินเวลาแบบไม่เป็นทางการ

take a while หมายถึงต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะเสร็จหรือเกิดขึ้น ส่วน might ทำให้การประเมินเวลานี้ไม่แน่นอน ผู้พูดจึงกำลังบอกว่าผลลัพธ์อาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที คำตอบสั้น ๆ ในภาษาพูดนี้ละประธาน it ไว้ ประโยคเต็มคือ It might take a while. การละเช่นนี้เป็นธรรมชาติเมื่อบริบทบอกชัดเจนอยู่แล้วว่ากำลังพูดถึงกระบวนการหรืองานใด

แบบฝึกหัด

ร้านซ่อมไม่สามารถรับปากว่าจะซ่อมเสร็จเร็วได้ เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมาย: The repair ____.

ดูคำตอบ

might take a while

We need something to eat now. ไวยากรณ์

1:19

เราต้องหาอะไรกินเดี๋ยวนี้เลย

ไวยากรณ์

something to eat: to-infinitive หลัง something

something to eat หมายถึงสิ่งที่ไม่ได้ระบุชัดเจนแต่กินได้ เช่น อาหารหรือของที่รับประทานได้ to-infinitive อย่าง to eat วางหลัง something เพื่อบอกว่าต้องการสิ่งของประเภทใด ไม่ใช่วลีบอกจุดประสงค์ที่แยกไปขยาย need ภาษาอังกฤษมักวาง to-infinitive หลังคำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ เช่น something, anything และ nothing ตัวอย่างเช่น something to read, anything to drink และ nothing to do

แบบฝึกหัด

คุณกำลังหิว ใช้ to-infinitive ของ eat เติมประโยคให้สมบูรณ์: I'm hungry. I need something ____.

ดูคำตอบ

to eat

Hide!

1:22

ซ่อนเร็ว!

It's a wild pig.

1:27

นั่นมันหมูป่านี่นา

Sanglier.

1:29

หมูป่า

Bluey,

1:35

บลูอี้

Dinner!

1:36

มื้อเย็น!

Jean-Luc, c'est le dîner.

1:37

ฌองลุค ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว

I'll see you tomorrow? น้ำเสียง/เจตนา

1:39

พรุ่งนี้เจอกันไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

I'll see you tomorrow? เพื่อถามยืนยันอย่างไม่แน่ใจนัก

ในประโยคนี้ I'll see you tomorrow? ยังคงลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า แต่ทำหน้าที่เป็นคำถาม ผู้พูดหวังหรือคาดว่าจะได้พบกันอีก แต่ขอคำยืนยันแทนที่จะถือว่าการพบกันในวันพรุ่งนี้แน่นอนแล้ว ถ้าใช้จุดและน้ำเสียงที่มั่นใจ I'll see you tomorrow. สามารถเป็นคำกล่าวลาที่แสดงความแน่นอนได้ เครื่องหมายคำถามในที่นี้บอกว่าควรเข้าใจประโยคนี้ว่าเป็นการถามยืนยันอย่างไม่แน่ใจนัก

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแล้วเลือกสิ่งที่ได้ยิน สังเกตว่าคำต่าง ๆ ยังคงเรียงแบบประโยคบอกเล่าหรือไม่ และตอนท้ายฟังดูเหมือนการถามยืนยันอย่างไม่แน่ใจนักหรือไม่

  1. I'll see you tomorrow.
  2. I'll see you tomorrow?
  3. Will I see you tomorrow?
ดูคำตอบ

I'll see you tomorrow?

À demain.

1:41

แล้วเจอกันพรุ่งนี้

Oh, my name's Bluey. วลี

1:42

โอ้ ฉันชื่อบลูอี้นะ

วลี

my name's Bluey: name's เป็นรูปย่อของ name is

My name's ... เป็นรูปแบบที่ใช้กันทั่วไปเพื่อบอกชื่อของตนเองให้อีกฝ่ายรู้ ในประโยคนี้ name's สามารถเขียนเต็มเป็น name is และ Bluey ระบุว่าชื่อนั้นคืออะไร รูปแบบเดียวกันนี้ใช้ได้ทั้งตอนเริ่มแนะนำตัวและในภายหลัง เมื่อเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้บอกชื่อ ในที่นี้เครื่องหมายอะพอสทรอฟีกับ s เป็นรูปย่อ ไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของ

แบบฝึกหัด

แนะนำตัวโดยใช้รูปย่อของ my name is: Hi, ____ Maya.

ดูคำตอบ

my name's

Salut, Bluey.

1:44

หวัดดี บลูอี้

Moi, c'est Jean-Luc.

1:46

ฉันชื่อ ฌองลุค

See you tomorrow, Jean-Luc.

1:47

แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ ฌองลุค