วิธีเพิ่มความสุขให้ตัวคุณ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
787 คำ 139 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บราเดอร์เดวิดอธิบายว่าความสุขเกิดจากความสำนึกขอบคุณได้ ประเด็นไม่ใช่การขอบคุณทุกเหตุการณ์ แต่คือการมองเห็นโอกาสในแต่ละขณะ หยุดเพื่อรับรู้สิ่งนั้น และตอบสนองด้วยการกระทำที่สร้างสรรค์ ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. every moment is a given moment, — สำนวนและภาษาภาพพจน์ เข้าใจอุปมาหลักของปาฐกถาที่มองทุกขณะว่าเป็นทั้งสิ่งที่เราได้รับและของขวัญ แล้วนำภาพนี้ไปใช้อธิบายเวลาในฐานะโอกาสที่ไม่มีใครรับประกันว่าจะมีต่อไป ไม่ใช่สิ่งที่เราครอบครอง 2. Stop, look, go. — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์ สังเกตว่าคำสั่งสั้นสามคำเปลี่ยนแนวคิดนามธรรมให้เป็นลำดับที่จดจำง่ายได้อย่างไร ได้แก่ หยุด เปิดประสาทสัมผัสเพื่อสังเกต และลงมือทำตามโอกาสที่มีอยู่ในปัจจุบัน 3. you act out of a sense of enough, and not out of a sense of scarcity, — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน เรียนรู้ว่า act out of a sense of ... ใช้ระบุสภาวะภายในที่ผลักดันพฤติกรรม และใช้ความต่างระหว่างความรู้สึกว่ามีเพียงพอกับความขาดแคลนเพื่ออธิบายว่าเหตุใดความขอบคุณจึงนำไปสู่การแบ่งปันแทนการกระทำจากความกลัว

คำอธิบายในบทเรียนนี้

What would make you happy? ไวยากรณ์

0:07

อะไรที่จะทำให้คุณมีความสุข?

ไวยากรณ์

What would make you happy?: คำถามสมมติที่ใช้ would

What would make you happy? ชวนผู้ฟังให้จินตนาการถึงเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นและผลลัพธ์ของมันว่า ถ้ามีบางอย่างเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนไป อะไรจะทำให้มีความสุข ที่นี่ would ใช้แสดงสถานการณ์สมมติ ไม่ได้กล่าวถึงอดีต โครงสร้างคือ What would make + บุคคล + คำคุณศัพท์? ใช้ถามถึงผลลัพธ์ที่จินตนาการไว้ โดยเฉพาะเมื่อเริ่มพูดคุยเรื่องความปรารถนา ทางเลือก หรือความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมคำถามให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบสมมติสองคำจากบทเรียน: What ____ you happy if you could choose any job?

ดูคำตอบ

would make

Can you imagine a milestone, a win,

0:08

คุณลองจินตนาการถึงความสำเร็จ ชัยชนะ

or even a material possession that would unlock this feeling? สำนวน

0:10

หรือแม้แต่สิ่งของนอกกายที่จะปลดล็อกความรู้สึกนี้ได้ไหม?

สำนวน

would unlock this feeling: ความหมายเชิงเปรียบเทียบของ unlock

ใน would unlock this feeling คำว่า unlock ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ โดยมองความรู้สึกราวกับเป็นสิ่งที่ถูกล็อกไว้ ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง “ทำให้ความรู้สึกนี้ปรากฏขึ้น” หรือ “ทำให้สามารถสัมผัสความรู้สึกนี้ได้” ไม่ใช่การเปิดกุญแจจริง this feeling ย้อนกลับไปหมายถึงความสุข คำถามนี้ถามว่าความสำเร็จ ชัยชนะ หรือสิ่งของบางอย่างจะกระตุ้นความสุขนั้นได้หรือไม่ แนวคิดเชิงเปรียบเทียบแบบเดียวกันพบได้เมื่อใช้ unlock กับคำอย่าง memories, emotions หรือ potential

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ unlock ในเชิงเปรียบเทียบเพื่อหมายถึง “ทำให้สิ่งที่เข้าถึงได้ยากปรากฏออกมา”?

  1. The code unlocked the office door.
  2. The old photograph unlocked memories she had not thought about for years.
  3. The mechanic unlocked the car after the keys were left inside.
ดูคำตอบ

The old photograph unlocked memories she had not thought about for years.

In this animated version of David Steindl-Rast's popular TED talk, วัฒนธรรม

0:14

ในแอนิเมชันจาก TED Talk ยอดนิยมของ David Steindl-Rast เรื่องนี้

วัฒนธรรม

TED talk: การนำเสนอต่อสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับ TED

ในประโยคนี้ TED talk หมายถึงการนำเสนอต่อสาธารณะที่เตรียมมาและเกี่ยวข้องกับ TED คำว่า talk ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการคุยเล่นแบบสบาย ๆ วลีนี้บอกว่าเนื้อหาต้นฉบับคือการนำเสนอแนวคิดต่อสาธารณะในแบบที่เข้าใจง่าย ส่วนวิดีโอนี้เป็นฉบับแอนิเมชันของการนำเสนอนั้น

แบบฝึกหัด

TED talk ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. ชื่อเรียกรวมของการสอบทุกชนิดในโรงเรียน
  2. การสนทนาส่วนตัวระหว่างเพื่อน
  3. การนำเสนอต่อสาธารณะที่เตรียมมาและเกี่ยวข้องกับ TED
ดูคำตอบ

การนำเสนอต่อสาธารณะที่เตรียมมาและเกี่ยวข้องกับ TED

Brother David explains how a simple adjustment in how you move through the world โน้ต

0:18

ภราดาเดวิดอธิบายว่าการปรับเปลี่ยนง่ายๆ ในวิธีที่คุณใช้ชีวิตบนโลกนี้

วัฒนธรรม

Brother David: Brother ในฐานะคำนำหน้าทางศาสนา

ใน Brother David คำว่า Brother เป็นคำนำหน้าทางศาสนาของเดวิด ซึ่งเป็นสมาชิกชายของชุมชนศาสนา ไม่ได้หมายความว่าเดวิดเป็นพี่ชายหรือน้องชายแท้ ๆ ของใคร เมื่อคำนำหน้าปรากฏก่อนชื่อ คำนั้นอาจบอกบทบาทหรือสถานะของบุคคลได้ ในที่นี้ บริบททางศาสนาช่วยให้เข้าใจความหมายของ Brother ได้ถูกต้อง

แบบฝึกหัด

Brother ใน Brother David ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. เป็นคำนำหน้าทางศาสนาที่วางไว้หน้าชื่อ David
  2. หมายความว่า David เป็นพี่ชายหรือน้องชายแท้ ๆ ของผู้พูด
  3. เป็นคำนำหน้าทั่วไปที่ใช้ได้กับผู้พูดชายทุกคน
ดูคำตอบ

เป็นคำนำหน้าทางศาสนาที่วางไว้หน้าชื่อ David

สำนวน

move through the world: คำเปรียบเทียบถึงวิธีใช้ชีวิต

ในที่นี้ move through the world เป็นคำเปรียบเทียบถึงวิธีที่คนคนหนึ่งใช้ชีวิต สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้น ตัดสินใจ และปฏิบัติต่อผู้อื่น ไม่ได้หมายถึงการเดินทางข้ามโลกจริง ๆ ใน how you move through the world คำว่า how ถามถึงวิธีโดยรวมที่คุณเผชิญและสัมผัสชีวิต คำกริยา move ทำให้ชีวิตดูเหมือนการเดินทาง ดังนั้นวลีนี้จึงกว้างและชวนคิดมากกว่าการบรรยายว่ากำลังเดิน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ move through the world เพื่อบรรยายวิธีใช้ชีวิตโดยรวมของคนคนหนึ่ง?

  1. She moves through the world with curiosity and kindness.
  2. The train moves through the tunnel every morning.
  3. The box moves through the warehouse on a belt.
ดูคำตอบ

She moves through the world with curiosity and kindness.

might just change what you see,

0:22

อาจเปลี่ยนสิ่งที่คุณเห็น

how you feel,

0:24

สิ่งที่คุณรู้สึก

and how you act.

0:25

และสิ่งที่คุณทำ

Now, my topic is gratefulness. ลำดับความ

0:31

ตอนนี้ หัวข้อของผมคือความกตัญญูรู้คุณ

ลำดับความ

my topic is gratefulness: การบอกหัวข้อการนำเสนอโดยตรง

My topic is gratefulness บอกโดยตรงว่าผู้พูดกำลังจะพูดเรื่องอะไร รูปแบบ My topic is + คำนามหรือนามวลีช่วยให้ผู้ฟังรู้หัวข้ออย่างชัดเจน โดย gratefulness คือหัวข้อในประโยคนี้ ในฐานะประโยคที่ช่วยจัดลำดับข้อมูล ประโยคนี้บอกว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากบทนำเข้าสู่เนื้อหาหลัก topic คือขอบเขตเรื่องที่จะพูดถึง ไม่จำเป็นต้องเป็นข้ออ้างหรือความคิดเห็นเฉพาะของผู้พูดเกี่ยวกับเรื่องนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคบอกหัวข้อโดยตรงด้วยรูปแบบสามคำที่ใช้ระบุหัวข้อการนำเสนอของตนเอง: ____ renewable energy.

ดูคำตอบ

My topic is

What is the connection between happiness and gratefulness? วลี

0:35

ความสัมพันธ์ระหว่างความสุขกับความกตัญญูคืออะไร?

วลี

the connection between X and Y: การถามความเชื่อมโยงระหว่างสองสิ่ง

“The connection between X and Y” หมายถึงความเชื่อมโยงหรือความสัมพันธ์ระหว่างสองสิ่ง ในที่นี้ X คือ happiness และ Y คือ gratefulness คำถามนี้ถามว่าทั้งสองเกี่ยวข้องกันอย่างไร โดยยังไม่ได้ระบุว่าความสัมพันธ์นั้นเป็นแบบใด โครงสร้างคือ “the connection between X and Y” หลัง between ต้องเชื่อมสิ่งสองอย่างที่อยู่ในระดับเดียวกันด้วย and ไม่ใช่ to: “between happiness and gratefulness”

แบบฝึกหัด

เติมคำถามให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง the connection between X and Y: What is ____ sleep ____ memory?

ดูคำตอบ

the connection between · and

Many people would say, "Well, that's very easy. ลำดับความ

0:40

หลายคนคงพูดว่า "นั่นง่ายมากเลย

When you are happy, you are grateful." ไวยากรณ์

0:43

เมื่อคุณมีความสุข คุณก็จะรู้สึกขอบคุณ"

ลำดับความ

Many people would say: การเกริ่นความคิดเห็นทั่วไปที่คาดว่าจะได้ยิน

“Many people would say...” ใช้เกริ่นคำตอบที่ผู้พูดคาดว่าเป็นคำตอบทั่วไปหรือคำตอบที่พบได้บ่อย ในที่นี้ would say หมายถึง “คงจะตอบแบบนี้” ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่มองจากอดีตว่าจะเกิดขึ้นในภายหลัง ในแง่การจัดลำดับข้อมูล ผู้พูดเสนอความคิดเห็นที่คุ้นเคยก่อน เพื่อจะตรวจสอบ แก้ไข หรือโต้แย้งต่อไป วลีนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าทุกคนเห็นด้วยหรือว่าผู้พูดได้รวบรวมหลักฐานมาแล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Many people would say เพื่อเสนอความคิดเห็นทั่วไปก่อนจะโต้แย้งความคิดเห็นนั้น

  1. Many people would say that talent matters most, but steady practice often matters more.
  2. Many people whispered because the library was quiet.
  3. Many people said those exact words at yesterday's meeting.
ดูคำตอบ

Many people would say that talent matters most, but steady practice often matters more.

ไวยากรณ์

When you are happy, you are grateful:when ที่แสดงเงื่อนไขทั่วไป

ในประโยคนี้ when ใช้นำเงื่อนไขทั่วไป ไม่ได้หมายถึงช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ ประโยคนี้นำเสนอว่าความสุขและความรู้สึกขอบคุณเป็นความสัมพันธ์ที่มักเกิดขึ้นทุกครั้งที่เงื่อนไขนั้นเป็นจริง โครงสร้าง when + present tense ใช้อธิบายความสัมพันธ์ทั่วไปหรือสิ่งที่เกิดซ้ำได้ ในช่วงนี้ของการพูด ผู้พูดกำลังเสนอความคิดที่คนทั่วไปมักเชื่อและกำลังจะตั้งคำถามต่อความคิดนั้น รูปประโยคที่สรุปเป็นทั่วไปไม่ได้แปลว่าผู้พูดเห็นด้วยกับความคิดนั้น

แบบฝึกหัด

when ในประโยคนี้ทำหน้าที่อะไร

  1. หมายถึงช่วงเวลาที่มีความสุขเพียงครั้งเดียวในอดีต
  2. ทำให้ความสุขกลายเป็นเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้
  3. แสดงว่าความสุขโดยทั่วไปเชื่อมโยงกับความรู้สึกขอบคุณ
ดูคำตอบ

แสดงว่าความสุขโดยทั่วไปเชื่อมโยงกับความรู้สึกขอบคุณ

But think again. น้ำเสียง/เจตนา

0:46

แต่ลองคิดดูอีกที

น้ำเสียง/เจตนา

But think again:การท้าทายคำตอบที่ดูชัดเจนโดยตรง

ในประโยคนี้ But ส่งสัญญาณว่าความคิดกำลังเปลี่ยนไปจากคำตอบที่คาดไว้ ส่วน think again เป็นประโยคคำสั่งที่ชวนผู้ฟังให้ทบทวนสิ่งที่เพิ่งยอมรับไป และบอกเป็นนัยว่าคำตอบที่ดูชัดเจนอาจผิดหรือยังไม่ครบถ้วน สำนวนนี้เป็นวิธีสั้น ๆ ในการเริ่มท้าทายความคิดในสุนทรพจน์หรือการอภิปราย ไม่ได้ขอให้คิดซ้ำอีกครั้งเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณว่ามุมมองที่แตกต่างกำลังจะตามมา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ think again เพื่อท้าทายข้อสมมติฐาน

  1. If you think the fastest route is always the safest, think again.
  2. She will think about the schedule again tonight.
  3. He thought again about the book before bed.
ดูคำตอบ

If you think the fastest route is always the safest, think again.

Is it really ไวยากรณ์

0:48

มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ

the happy people that are grateful?

0:50

ที่มีแต่คนมีความสุขเท่านั้นที่รู้สึกขอบคุณ?

ไวยากรณ์

Is it ... that ...?:คำถามแบบเน้นเพื่อทดสอบจุดสนใจที่แท้จริง

นี่คือรูปคำถามของโครงสร้างเน้นด้วย it: Is it + ส่วนที่ต้องการเน้น + that + ส่วนที่เหลือของอนุประโยค? ส่วนที่ถูกเน้นคือ the happy people ผู้พูดกำลังตั้งคำถามว่าคนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ควรถูกมองว่าเป็นผู้รู้สึกขอบคุณจริงหรือไม่ really เพิ่มน้ำเสียงสงสัยหรือท้าทาย ในโครงสร้างนี้ that are grateful เป็นอนุประโยคที่ทำให้รูปเน้นสมบูรณ์ หากอ่านเพียงว่าเป็นคำขยายธรรมดาของ people ก็จะพลาดจุดเน้นเชิงเปรียบต่าง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำถามแบบ it-cleft เพื่อเน้น Nina ว่าเป็นคนที่อาจส่งข้อความ?

  1. Did Nina send the message?
  2. Is it Nina that sent the message?
  3. Is Nina the person who sent the message?
ดูคำตอบ

Is it Nina that sent the message?

We all know quite a number of people วลี

0:53

เราทุกคนรู้จักคนจำนวนไม่น้อย

who have everything that it would take to be happy, วลี

0:56

ที่มีทุกอย่างที่จำเป็นต่อการมีความสุข

วลี

quite a number of people:คนจำนวนค่อนข้างมาก

Quite a number of + คำนามนับได้รูปพหูพจน์ หมายถึง “จำนวนค่อนข้างมาก” หรือ “หลาย” ในตัวอย่าง quite a number of people หมายความว่าผู้พูดรู้จักคนแบบนั้นอยู่หลายคน quite ในที่นี้ช่วยเน้นว่าจำนวนมีมากอย่างเห็นได้ชัด ไม่ได้หมายถึง “อย่างสมบูรณ์” โครงสร้างนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้รูปพหูพจน์ เช่น people, visitors หรือ questions

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ quite a number of เพื่อหมายถึง “หลาย” ได้ถูกต้อง?

  1. Quite a number of visitors have asked the same question.
  2. Quite a number of advice was helpful.
  3. The number of visitors have asked the same question.
ดูคำตอบ

Quite a number of visitors have asked the same question.

วลี

everything that it would take to be happy: ทุกอย่างที่จำเป็นต่อการมีความสุข

ในที่นี้ everything that it would take to be happy หมายถึงเงื่อนไข คุณสมบัติ หรือทรัพยากรทั้งหมดที่คาดว่าจำเป็นต่อการมีความสุข take หมายถึง “ต้องใช้” หรือ “จำเป็นต้องมี” ไม่ใช่ “ถือไป” หรือ “เอาออก” ในโครงสร้าง it takes X to do something คำว่า it เป็นประธานสมมติ X ระบุสิ่งที่จำเป็น และกริยารูป to-infinitive ระบุผลที่ต้องการ ที่นี่ that นำอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย everything ส่วน would แสดงว่าเป็นการประเมินแบบสมมติ ในรูปที่ใช้กันทั่วไปคือ everything it takes to do something จะละ that และอาจไม่ใช้ would เมื่อกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง everything ... takes: Maya has ____ to lead the expedition.

ดูคำตอบ

everything it takes

and they are not happy

1:00

แต่พวกเขาไม่มีความสุข

because they want something else,

1:02

เพราะพวกเขาต้องการสิ่งอื่น

or they want more of the same. สำนวน

1:03

หรือพวกเขาต้องการสิ่งที่เหมือนเดิมในปริมาณที่มากขึ้น

สำนวน

more of the same: สิ่งหรือรูปแบบเดิมที่เกิดขึ้นอีก

More of the same หมายถึงการมีสิ่ง เหตุการณ์ หรือประสบการณ์แบบเดิมเพิ่มขึ้น โดยชนิดหรือรูปแบบไม่ได้เปลี่ยนไป ในที่นี้ same ทำหน้าที่คล้ายวลีคำนามที่หมายถึง “สิ่งหรือรูปแบบเดิม” จึงไม่ควรแปลสำนวนนี้แยกทีละคำ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวหมายถึงการยังอยากได้สิ่งชนิดเดียวกับที่มีอยู่แล้วเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งสื่อถึงความต้องการที่ดำเนินต่อไปและความไม่พอใจ สำนวนนี้อาจมีน้ำเสียงเป็นกลางหรือเชิงวิจารณ์ก็ได้ โดยต้องดูจากบริบท

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสี่คำที่ขึ้นต้นด้วย more และหมายถึง “การทำซ้ำโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง”: The campaign promised new ideas, but its latest speech was just ____.

ดูคำตอบ

more of the same

And we all know people who have lots of misfortune,

1:06

และเราทุกคนต่างก็รู้จักคนที่เผชิญกับโชคร้ายมากมาย

misfortune that we ourselves would not want to have,

1:11

โชคร้ายที่เราเองก็คงไม่อยากเจอ

and they are deeply happy. วลี

1:14

แต่พวกเขากลับมีความสุขอย่างลึกซึ้ง

วลี

deeply happy: ความลึกซึ้งทางอารมณ์ที่เข้มข้น

ใน deeply happy คำว่า deeply เป็นคำกริยาวิเศษณ์ที่ขยายคำคุณศัพท์ happy หมายความว่าความสุขนั้นถูกรับรู้อย่างลึกซึ้งทางอารมณ์ ไม่ได้หมายถึงความลึกทางกายภาพ deeply มักใช้เน้นอารมณ์ ความเชื่อ หรือทัศนคติ เช่น deeply grateful หรือ deeply concerned เมื่อเทียบกับ very happy แล้ว deeply happy จะเน้นความลึกซึ้งของความรู้สึกมากกว่า และฟังดูครุ่นคิดหรือเป็นทางการกว่าเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ deeply อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อบอกระดับความเข้มข้นของความรู้สึกภายใน?

  1. The shelf was deeply high.
  2. She was deeply grateful for the help.
  3. The train arrived deeply early.
ดูคำตอบ

She was deeply grateful for the help.

They radiate happiness. สำนวน

1:17

พวกเขาเปล่งประกายความสุขออกมา

สำนวน

radiate happiness: ทำให้ความสุขปรากฏชัด

ในที่นี้ radiate ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ เช่นเดียวกับแสงหรือความร้อนที่แผ่ออกจากแหล่งกำเนิด ความสุขของคนคนหนึ่งก็อาจปรากฏชัดผ่านสีหน้า น้ำเสียง และพฤติกรรมจนคนอื่นรับรู้ได้ โครงสร้าง radiate + คุณลักษณะที่เป็นนามธรรม พบได้บ่อยในการบรรยายที่เห็นภาพ เช่น radiate confidence, radiate warmth, radiate joy หรือ radiate calm โดยหมายถึงคุณลักษณะที่ดูเหมือนแผ่ออกจากตัวบุคคล ไม่ใช่แสงจริงหรือรังสีอันตราย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ radiate ในความหมายเชิงเปรียบเทียบเพื่อแสดงว่าคุณลักษณะหนึ่งเห็นได้ชัดสำหรับคนอื่น?

  1. The heater radiated heat into the room.
  2. She kept her confidence private and showed no sign of it.
  3. Her calm voice radiated confidence.
ดูคำตอบ

Her calm voice radiated confidence.

We are surprised.

1:19

เราก็แปลกใจ

Why?

1:20

ทำไมล่ะ?

Because they are grateful.

1:21

เพราะพวกเขารู้จักขอบคุณ

Now, we can ask

1:24

ตอนนี้ เราสามารถถามได้ว่า

what really do we mean by gratefulness? วลี

1:26

สิ่งที่เราเรียกว่าความกตัญญูนั้น แท้จริงแล้วหมายถึงอะไร?

วลี

ใช้ What do we really mean by gratefulness? เพื่อเริ่มนิยามความหมาย

รูปแบบ “What do we mean by X?” ใช้ขอให้คนในกลุ่มช่วยทำให้ความหมายที่ตั้งใจของ X ชัดเจนขึ้น ในที่นี้ X คือ “gratefulness” และ “really” เพิ่มนัยว่า “อย่างแท้จริง” หรือ “ในระดับที่ลึกขึ้น” ในรูปแบบนี้ “mean by” ตามด้วยคำ วลี หรือแนวคิดที่ต้องการอธิบาย คำถามนี้มักพาการสนทนาจากการใช้คำหนึ่งไปสู่การนิยามคำนั้นอย่างรอบคอบมากขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยวลีตายตัวที่ใช้ขอให้กลุ่มช่วยให้คำจำกัดความ: What do we ____ fairness?

ดูคำตอบ

mean by

And how does it work? วลี

1:30

และมันทำงานอย่างไร?

วลี

ใช้ How does it work? เพื่อถามถึงกลไกการทำงาน

“How does it work?” ใช้ขอคำอธิบายว่าบางสิ่งทำงานหรือก่อให้เกิดผลอย่างไร ในที่นี้ “it” หมายถึง gratefulness ดังนั้นผู้พูดจึงถามถึงกลไกของความรู้สึกขอบคุณ ไม่ได้ถามถึงเครื่องจักร ในคำถามนี้ “work” หมายถึง “ทำงาน” หรือ “ส่งผล” ไม่ได้หมายถึง “ไปทำงาน” รูปแบบเดียวกันนี้ใช้ถามเกี่ยวกับวิธีการ กฎ ระบบ กระบวนการ หรือแนวคิดได้ เมื่อผู้ฟังรู้ว่า “it” หมายถึงอะไร

แบบฝึกหัด

คุณต้องการคำอธิบายขั้นตอนของระบบตั๋วใหม่ ไม่ได้ต้องการถามว่าระบบใช้ได้หรือไม่ หรือมีจุดประสงค์ทั่วไปอะไร ควรเลือกคำถามใด?

  1. Does this ticketing system work?
  2. How does this ticketing system work?
  3. What does this ticketing system do?
ดูคำตอบ

How does this ticketing system work?

Something's given to us that's valuable to us,

1:32

บางสิ่งที่มีค่าถูกมอบให้กับเรา

and it's really given. การใช้คำ

1:36

และมันถูกมอบให้จริงๆ

การใช้คำ

it's really given: ได้รับมาในฐานะของขวัญอย่างแท้จริง

it's เป็นรูปย่อของ it is ดังนั้น it's really given จึงมีวลีกริยารูปถูกกระทำ is given หมายถึงบางสิ่งมาถึงเราโดยมีการมอบให้ really เน้นว่าในที่นี้เป็นการมอบให้อย่างแท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากการซื้อ การแลกเปลี่ยน การบังคับ หรือการอ้างว่าเป็นสิ่งที่ตนควรได้รับ ในบริบทนี้ given ไม่ได้หมายถึง “เป็นที่รู้กัน” หรือ “ถูกกำหนดไว้แล้ว” แนวคิดโดยรวมคือ การมองเห็นว่าสิ่งที่มีคุณค่าเป็นของขวัญที่แท้จริง เป็นเงื่อนไขหนึ่งของความรู้สึกขอบคุณ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ it's really given หมายความว่าอย่างไร

  1. สิ่งนั้นถูกขายในราคาที่ต่ำลง
  2. สิ่งนั้นได้รับการยอมรับแล้วว่าเป็นข้อเท็จจริงที่แน่นอน
  3. สิ่งนั้นถูกรับมาในฐานะของขวัญที่แท้จริง ไม่ใช่ซื้อ แลกเปลี่ยน หรือเรียกร้องมา
ดูคำตอบ

สิ่งนั้นถูกรับมาในฐานะของขวัญที่แท้จริง ไม่ใช่ซื้อ แลกเปลี่ยน หรือเรียกร้องมา

These two things have to come together. วลี

1:38

สองสิ่งนี้ต้องมาคู่กัน

วลี

have to come together: เงื่อนไขต้องมารวมกัน

have to แสดงถึงความจำเป็น ส่วน come together ในที่นี้ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงเงื่อนไขทั้งสองต้องมีอยู่พร้อมกันและทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่ได้หมายถึงผู้คนมาพบกันในสถานที่เดียวกัน รูปแบบนี้ใช้ได้เมื่อผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการประสานกันของปัจจัยต่าง ๆ เช่น การวางแผน ทักษะ จังหวะเวลา หรือทรัพยากร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึงเงื่อนไขทั้งสองต้องมารวมกัน: Clear rules and fair judging ____ for the contest to succeed.

ดูคำตอบ

have to come together

It has to be something valuable,

1:40

มันต้องเป็นสิ่งที่มีค่า

and it's a real gift.

1:42

และเป็นของขวัญที่แท้จริง

And when these two things come together, ไวยากรณ์

1:44

และเมื่อสองสิ่งนี้มารวมกัน

then gratefulness spontaneously rises in my heart, สำนวน

1:47

ความกตัญญูก็จะเกิดขึ้นในใจผมโดยอัตโนมัติ

ไวยากรณ์

when these two things come together, then: เชื่อมเงื่อนไขกับผลลัพธ์

รูปแบบ “when X, then Y” ใช้ X เพื่อนำเสนอสถานการณ์หรือเงื่อนไข และใช้ then เพื่อชี้ไปยัง Y ซึ่งเป็นผลลัพธ์ ในที่นี้ “when these two things come together” ระบุเงื่อนไข ส่วน “then” นำเข้าสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ในประโยคนี้ “then” หมายถึง “ในกรณีนั้น” หรือ “ผลก็คือ” ไม่ได้หมายถึงเพียง “จากนั้น” ตามลำดับเวลา จึงช่วยให้ติดตามเหตุผลของผู้พูดได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมรูปแบบเงื่อนไขและผลลัพธ์ด้วย when ... then ...: ____ the timer reaches zero, ____ the game is over.

ดูคำตอบ

When · then

สำนวน

spontaneously rises in my heart: ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

“Spontaneously rises in my heart” เปรียบความรู้สึกขอบคุณเป็นสิ่งที่สามารถผุดขึ้นภายในตัวคนได้ หมายความว่าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นหรือเพิ่มขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยไม่ได้ถูกบังคับหรือจงใจสร้างขึ้น “Rises” ในที่นี้เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้บอกว่ามีสิ่งใดเคลื่อนที่ขึ้นจริง ๆ ภายในหัวใจ ภาษาอังกฤษสามารถใช้ rise กับความรู้สึกที่เป็นนามธรรม เช่น hope, joy หรือ fear เพื่อทำให้การเกิดขึ้นของความรู้สึกนั้นเห็นภาพชัดเจน

แบบฝึกหัด

ใน “A sense of hope spontaneously rose in her heart” เกิดอะไรขึ้น?

  1. มีบางสิ่งเคลื่อนที่ขึ้นจริง ๆ ภายในร่างกายของเธอ
  2. เธอบังคับตัวเองให้แสร้งทำเป็นมีความหวัง
  3. เธอเริ่มรู้สึกมีความหวังขึ้นเองตามธรรมชาติ
ดูคำตอบ

เธอเริ่มรู้สึกมีความหวังขึ้นเองตามธรรมชาติ

happiness spontaneously rises in my heart.

1:51

ความสุขก็จะเกิดขึ้นในใจผมโดยอัตโนมัติ

That's how gratefulness happens. ลำดับความ

1:55

นั่นคือวิธีที่ความกตัญญูเกิดขึ้น

ลำดับความ

That's how ... happens: การสรุปกระบวนการ

ในรูปแบบนี้ that ย้อนกลับไปหมายถึงกระบวนการหรือเหตุผลที่เพิ่งอธิบายไป ส่วน how หมายถึง “ด้วยวิธีนั้น” ประโยคนี้บอกว่าความรู้สึกขอบคุณเกิดขึ้นผ่านกระบวนการดังกล่าว ไม่ได้เป็นคำถามว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร เมื่ออยู่ท้ายคำอธิบาย That's how + result + happens จะปิดคำอธิบายและแสดงว่าผลลัพธ์เกิดจากขั้นตอนก่อนหน้า รูปแบบนี้ช่วยให้ผู้พูดจบคำอธิบายหนึ่งส่วนก่อนเข้าสู่ส่วนถัดไป

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หมายถึง “ด้วยวิธีนั้น” เพื่อสรุปกระบวนการให้สมบูรณ์: You listen, repeat, and correct your mistakes. That's ____ your speaking improves.

ดูคำตอบ

how

Now, the key to all this is ลำดับความ

1:57

ทีนี้ กุญแจสำคัญของทั้งหมดนี้ก็คือ

ลำดับความ

the key to all this is: การเน้นประเด็นสำคัญ

The key to all this is ... รวบรวมแนวคิดที่เพิ่งพูดถึงให้มาอยู่ที่ประเด็นสำคัญเพียงจุดเดียว key ไม่ได้หมายถึงกุญแจจริง แต่หมายถึงปัจจัยหรือหลักการที่สำคัญที่สุด ส่วน all this ย้อนกลับไปหมายถึงเรื่องที่พูดมาก่อนหน้านี้ วลีนี้ส่งสัญญาณว่าคำตอบสำคัญจะตามหลัง is โครงสร้างคือ the key to + คำนามหรือรูป -ing + is ... ในที่นี้ to เป็นคำบุพบท เช่นใน the key to success และ the key to solving the problem

แบบฝึกหัด

หลังจากทบทวนประเด็นที่เกี่ยวข้องกันหลายเรื่อง ผู้พูดกล่าวว่า The key to all this is clear communication. วลีนี้ทำหน้าที่อะไร?

  1. ประกาศว่าจะเปลี่ยนไปพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง
  2. ขอให้ผู้ฟังระบุกุญแจที่เป็นสิ่งของจริง
  3. ระบุปัจจัยหลักของประเด็นที่เพิ่งพูดถึง
ดูคำตอบ

ระบุปัจจัยหลักของประเด็นที่เพิ่งพูดถึง

that we cannot only experience this once in a while, วลี

2:02

เราไม่เพียงแค่สามารถสัมผัสสิ่งนี้ได้นานๆ ครั้ง

we can be people who live gratefully. วลี

2:07

แต่เราสามารถเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ด้วยความกตัญญูได้

วลี

once in a while: ความถี่ต่ำหรือ “นาน ๆ ครั้ง”

once in a while เป็นวลีบอกความถี่แบบตายตัว หมายถึง “นาน ๆ ครั้ง” หรือ “เป็นครั้งคราว” วลีนี้บอกว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และไม่ควรแปลแต่ละคำแยกกันตามตัวอักษร ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเปรียบเทียบประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวกับวิถีชีวิตที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง

แบบฝึกหัด

ใช้วลีสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “นาน ๆ ครั้ง” เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: I don't go to the movies often, but I go ____.

ดูคำตอบ

once in a while

วลี

live gratefully: ใช้ชีวิตด้วยความสำนึกขอบคุณอย่างต่อเนื่อง

ใน live gratefully คำว่า gratefully เป็นคำวิเศษณ์ที่ขยาย live โดยตอบว่าใครคนหนึ่งใช้ชีวิต “อย่างไร” คือใช้ชีวิตพร้อมการมองเห็นและซาบซึ้งในสิ่งดี ๆ อย่างต่อเนื่อง ในที่นี้ live กล่าวถึงวิถีชีวิตที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่การพูด thank you เพียงครั้งเดียว รูปแบบที่กว้างกว่าคือ คำกริยา + คำวิเศษณ์บอกลักษณะ ซึ่งใช้บอกว่าคนหนึ่งใช้ชีวิตหรือกระทำสิ่งต่าง ๆ เป็นประจำอย่างไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายความสำนึกขอบคุณว่าเป็นวิถีชีวิตที่ต่อเนื่องได้ชัดเจนที่สุด

  1. Lena was grateful for one gift yesterday.
  2. Lena thanked the bus driver once.
  3. After a hard year, Lena chose to live gratefully and notice each day's good moments.
ดูคำตอบ

After a hard year, Lena chose to live gratefully and notice each day's good moments.

And how can we live gratefully?

2:11

แล้วเราจะใช้ชีวิตอย่างกตัญญูได้อย่างไร?

By experiencing,

2:14

ด้วยการรับรู้

by becoming aware that every moment is a given moment, โน้ต

2:16

ด้วยการตระหนักว่าทุกวินาทีคือช่วงเวลาที่ถูกมอบให้

วลี

by becoming aware that: วิธีการที่เกิดจากการตระหนักรู้สิ่งใหม่

ใน by becoming aware that ... โครงสร้าง by + -ing ใช้บอกวิธีการหรือหนทาง หมายถึง ‘ด้วยการทำสิ่งนี้’ เนื่องจาก by เป็นคำบุพบทในที่นี้ become จึงต้องอยู่ในรูป -ing คือ becoming become aware that ... หมายถึง ‘เริ่มสังเกตหรือตระหนักว่า...’ become เน้นการเปลี่ยนจากไม่ทันสังเกตมาเป็นสังเกตเห็น และ that นำอนุประโยคสมบูรณ์ที่บอกข้อเท็จจริงซึ่งเพิ่งตระหนัก ในที่นี้ every moment is a given moment คืออนุประโยคนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ by becoming aware that ได้ถูกต้องเพื่อบอกวิธีการที่เกิดจากการตระหนักรู้สิ่งใหม่

  1. We made safer choices by becoming aware to online ads can influence us.
  2. We made safer choices by becoming aware that online ads can influence us.
  3. We made safer choices by become aware that online ads can influence us.
ดูคำตอบ

We made safer choices by becoming aware that online ads can influence us.

สำนวน

every moment is a given moment: อุปมาที่มองทุกขณะเป็นของขวัญ

ในประโยคนี้ every moment is a given moment มองทุกขณะว่าเป็นสิ่งที่ถูกมอบให้เรา given ยังคงความหมายแบบถูกกระทำของ give จึงทำให้ขณะปัจจุบันกลายเป็นเหมือนของขวัญ ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันว่าจะมีอยู่เสมอ นี่เป็นอุปมาที่ต้องอาศัยบริบท ไม่ใช่ความหมายทั่วไปของ given ที่แปลว่า ‘เฉพาะเจาะจง’ การเชื่อมโยงระหว่าง given กับ gift สนับสนุนแนวคิดของผู้พูดว่า การได้รับแต่ละขณะมาอาจเป็นเหตุผลให้เรารู้สึกขอบคุณ

แบบฝึกหัด

ในข้อความนี้ every moment is a given moment หมายความว่าอย่างไร

  1. ทุกขณะมีระยะเวลายาวเท่ากัน
  2. แต่ละขณะถูกกำหนดเวลาไว้ล่วงหน้า
  3. เราได้รับแต่ละขณะมาเหมือนของขวัญ
ดูคำตอบ

เราได้รับแต่ละขณะมาเหมือนของขวัญ

as we say.

2:22

อย่างที่เรามักพูดกัน

It's a gift.

2:22

มันคือของขวัญ

You have no way of assuring that there will be another moment given to you. วลี

2:24

คุณไม่มีทางรับประกันได้ว่าจะมีช่วงเวลาต่อไปมอบให้คุณอีก

วลี

have no way of assuring that: ไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ได้

โครงสร้าง have no way of + คำกริยารูป -ing หมายถึงไม่มีวิธีหรือความสามารถที่จะทำสิ่งนั้น ในที่นี้ no way ตามด้วย of แล้วจึงตามด้วย assuring ซึ่งเป็นรูป -ing assuring that นำเข้าสู่ผลลัพธ์ที่ไม่อาจทำให้แน่นอนได้ นั่นคือจะมีช่วงเวลาถัดไป ประโยคนี้สื่อถึงการไม่มีอำนาจรับประกันอนาคต ไม่ใช่เพียงแค่ไม่มีข้อมูล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: We cannot predict the exact arrival time, so we ____ knowing when the bus will come.

ดูคำตอบ

have no way of

And yet, that's the most valuable thing that can ever be given to us. โน้ต

2:29

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็คือสิ่งที่มีค่าที่สุดที่เคยถูกมอบให้กับเรา

ลำดับความ

And yet: การนำเสนอความขัดแย้งที่ไม่คาดคิด

And yet ที่ต้นประโยคเชื่อมข้อความใหม่เข้ากับแนวคิดก่อนหน้า พร้อมทั้งบอกว่ามีความขัดแย้งที่ไม่คาดคิด ความหมายใกล้เคียงกับ “ถึงอย่างนั้น” หรือ “อย่างไรก็ตาม” ผู้ฟังจึงยังคงนึกถึงข้อเท็จจริงก่อนหน้า แล้วสังเกตว่าข้อความถัดไปก็ยังเป็นจริง ในที่นี้ yet ทำหน้าที่จัดลำดับเหตุผล ไม่ได้หมายถึง “จนถึงตอนนี้” เหมือนใน not yet

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ And yet เพื่อนำเข้าสู่ผลลัพธ์ที่ตรงข้ามกับความคาดหวังจากประโยคแรก

  1. The forecast warned of heavy rain. And yet, the sky stayed clear all afternoon.
  2. The forecast warned of heavy rain. And then, the sky stayed clear all afternoon.
  3. The forecast warned of heavy rain. As a result, the sky stayed clear all afternoon.
ดูคำตอบ

The forecast warned of heavy rain. And yet, the sky stayed clear all afternoon.

ไวยากรณ์

สิ่งที่มีค่าที่สุดเท่าที่จะมอบให้เราได้

วลีนี้กล่าวถึงบางสิ่งว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงที่สุดในบรรดาทุกสิ่งที่อาจมอบให้เราได้ ใจกลางของวลีคือกลุ่มคำนามขั้นสูงสุด the most valuable thing และ that can ever be given to us คืออนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยายความ thing ในบริบทนี้ thing หมายถึงช่วงเวลาที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ can แสดงความเป็นไปได้ be given เป็นรูปถูกกระทำ และ ever ขยายขอบเขตการเปรียบเทียบให้ครอบคลุมทุกกรณีที่เป็นไปได้ ดังนั้นโครงสร้างทั้งหมดจึงหมายถึง “สิ่งที่มีค่าที่สุดเท่าที่ใครก็ตามจะมอบให้เราได้” ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เคยมอบให้ในอดีตครั้งหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ขั้นสูงสุด ever และอนุประโยคสัมพันธ์รูปถูกกระทำได้ถูกต้อง

  1. It is most useful advice that can ever giving to a new teacher.
  2. It is the most useful advice that can ever be given to a new teacher.
  3. It is the most useful advice that ever can gave to a new teacher.
ดูคำตอบ

It is the most useful advice that can ever be given to a new teacher.

This moment with all the opportunity that it contains.

2:34

ช่วงเวลานี้พร้อมกับโอกาสทั้งหมดที่มันมีอยู่

Does that mean วลี

2:40

นั่นหมายความว่า

that we can be grateful for everything?

2:41

เราสามารถรู้สึกขอบคุณได้กับทุกสิ่งใช่ไหม?

วลี

นั่นหมายความว่า…หรือ

Does that mean that ...? เป็นคำถามที่ใช้ตรวจสอบว่าข้อความก่อนหน้านี้นำไปสู่ข้อสรุปใหม่หรือไม่ that ตัวแรกย้อนกลับไปยังแนวคิดก่อนหน้า ส่วน that ตัวที่สองนำเข้าสู่ข้อสรุปที่กำลังตรวจสอบ ในที่นี้ ผู้พูดถามว่าแนวคิดที่ว่าทุกช่วงเวลาเป็นของขวัญนั้นสนับสนุนข้อสรุปว่าเรารู้สึกขอบคุณสำหรับทุกสิ่งได้หรือไม่ คำถามนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์หลักเพื่อขอคำนิยาม แต่เป็นการเสนอข้ออนุมานที่เป็นไปได้ เพื่อให้อีกฝ่ายยืนยัน ปฏิเสธ หรือจำกัดความหมายให้ชัดเจน

แบบฝึกหัด

รถเที่ยวสุดท้ายออกตอนหกโมง เลือกคำถามที่ตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงนี้หมายความว่าเราต้องนั่งแท็กซี่หรือไม่

  1. Does that mean that we need to take a taxi?
  2. Does that means that we need to take a taxi?
  3. What does that mean that we need to take a taxi?
ดูคำตอบ

Does that mean that we need to take a taxi?

Certainly not. น้ำเสียง/เจตนา

2:44

แน่นอนว่าไม่

น้ำเสียง/เจตนา

Certainly not.:คำปฏิเสธที่หนักแน่นและชัดเจน

Certainly not. เป็นวิธีพูดว่าไม่แบบสั้นและชัดเจน Certainly แสดงว่าผู้พูดไม่สงสัยเลย คำตอบนี้จึงไม่ได้สื่อถึงความลังเลหรือความไม่แน่ใจ เมื่อใช้เป็นคำตอบเดี่ยว ๆ สำนวนนี้จะปฏิเสธคำถาม ข้อเสนอ หรือข้อสรุปก่อนหน้าอย่างหนักแน่น ในการพูดหรือการอภิปราย ผู้พูดสามารถใช้เพื่อขจัดความเข้าใจผิดอย่างรวดเร็วก่อนอธิบายประเด็นที่แท้จริง

แบบฝึกหัด

เพื่อนถามว่า “Does one mistake mean our whole project has failed?” คำตอบใดปฏิเสธข้อสรุปนี้อย่างสมบูรณ์และมั่นใจ?

  1. Certainly not.
  2. Probably not.
  3. Not necessarily.
ดูคำตอบ

Certainly not.

We cannot be grateful for violence, วลี

2:46

เราไม่สามารถรู้สึกขอบคุณความรุนแรง

วลี

be grateful for: ระบุเหตุผลที่ทำให้รู้สึกขอบคุณ

ใช้ be grateful for + คำนามหรือกลุ่มคำนาม เพื่อบอกว่าอะไรทำให้คนรู้สึกขอบคุณ คำบุพบท for ใช้นำหน้าสิ่ง การกระทำ หรือเหตุผลที่ผู้พูดรู้สึกขอบคุณ ใน We cannot be grateful for violence คำว่า violence อยู่หลัง for ในฐานะสิ่งที่ถูกเสนอให้เป็นเป้าหมายของความขอบคุณ และ cannot ปฏิเสธแนวคิดนั้น โครงสร้างนี้เองไม่ได้หมายถึงการเห็นชอบหรือยอมรับสิ่งใด ต้องดูทั้งประโยคที่เป็นบอกเล่าหรือปฏิเสธว่าสิ่งนั้นถูกมองเป็นเหตุผลให้รู้สึกขอบคุณหรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่ใช้บอกเหตุผลของความขอบคุณให้ประโยคสมบูรณ์: I am grateful ____ your patience.

ดูคำตอบ

for

for war,

2:49

สงคราม

for oppression,

2:51

การกดขี่

for exploitation.

2:51

การแสวงหาผลประโยชน์ได้

On the personal level, ลำดับความ

2:53

ในระดับส่วนตัว

we cannot be grateful for the loss of a friend,

2:54

เราไม่สามารถรู้สึกขอบคุณการสูญเสียเพื่อน

for unfaithfulness,

2:58

การนอกใจ

for bereavement.

2:59

หรือความสูญเสียได้

ลำดับความ

On the personal level เพื่อเปลี่ยนขอบเขตไปสู่ระดับส่วนบุคคล

On the personal level กำหนดขอบเขตของเนื้อหาที่จะตามมา โดยผู้พูดกำลังพิจารณาความทุกข์ในชีวิตส่วนตัวของผู้คน ในที่นี้ level หมายถึงหมวดหมู่หรือมุมมองในการอภิปราย ไม่ใช่ความสูงทางกายภาพ วลีนี้ยังทำหน้าที่เป็นคำเปลี่ยนประเด็นด้วย หลังจากยกตัวอย่างปัญหาสาธารณะที่กว้างกว่า เช่น ความรุนแรงและสงคราม วลีนี้ส่งสัญญาณว่าจะเปลี่ยนไปพูดถึงประสบการณ์ส่วนบุคคล ทำให้ผู้ฟังติดตามโครงสร้างของเหตุผลได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

ผู้พูดเพิ่งอธิบายผลของนโยบายที่มีต่อทั้งประเทศ ประโยคใดเปลี่ยนไปพูดถึงผลต่อชีวิตของแต่ละคนอย่างชัดเจน

  1. On the national level, the policy changed government spending.
  2. On the personal level, the policy changed how many families plan their day.
  3. Historically, similar policies have been tried before.
ดูคำตอบ

On the personal level, the policy changed how many families plan their day.

But I didn't say we can be grateful for everything. ลำดับความ

3:01

แต่ผมไม่ได้บอกว่าเราสามารถขอบคุณได้ทุกสิ่ง

I said we can be grateful in every given moment การใช้คำ

3:05

ผมบอกว่าเราสามารถขอบคุณในทุกช่วงเวลาที่ได้รับ

for the opportunity.

3:09

สำหรับโอกาสนั้น

ลำดับความ

I didn't say ... I said ... เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด

I didn't say X. I said Y. เป็นกรอบประโยคสำหรับแก้ไขความเข้าใจผิด ส่วนแรกปฏิเสธคำกล่าวที่ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าผู้พูดเคยพูด ส่วนที่สองระบุสิ่งที่ผู้พูดพูดจริง ในประโยคนี้ การเปรียบต่างเปลี่ยนจุดเน้นทางเหตุผล คือไม่ใช่รู้สึกขอบคุณต่อทุกสิ่ง แต่เป็นรู้สึกขอบคุณในทุกช่วงเวลาต่อโอกาสที่มีอยู่ในขณะนั้น การพูด I said ซ้ำเป็นสิ่งที่ตั้งใจทำ เพราะช่วยให้ผู้ฟังติดตามการแก้ไขได้ง่าย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยกรอบแก้ไขที่ตรงตามรูปแบบ I didn't say X; I said Y: I ____ the meeting was canceled; I ____ it was moved online.

ดูคำตอบ

didn't say · said

การใช้คำ

be grateful in every given moment: in บอกสถานการณ์ ส่วน for บอกสิ่งที่ขอบคุณ

ใน be grateful in every given moment คำว่า in บอกเวลาหรือสถานการณ์ที่ความรู้สึกขอบคุณเกิดขึ้นได้ หมายความว่าเราสามารถรู้สึกขอบคุณขณะผ่านแต่ละช่วงเวลา ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นควรได้รับความขอบคุณ วลีที่ตามมาคือ for the opportunity จึงเป็นส่วนที่บอกสิ่งหรือเหตุผลที่รู้สึกขอบคุณจริง ๆ วิธีนี้แยกสถานการณ์ยากลำบากออกจากสิ่งที่มีคุณค่าภายในสถานการณ์นั้น เราอาจขอบคุณสำหรับโอกาสได้โดยไม่จำเป็นต้องขอบคุณต่ออันตรายหรือความยากลำบากนั้นเอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าช่วงเวลาที่ยากลำบากเป็นเพียงสถานการณ์ ส่วนการสนับสนุนจากเพื่อนคือเหตุผลที่รู้สึกขอบคุณ

  1. I was grateful after that difficult moment for my friend's support.
  2. I was grateful in that difficult moment for my friend's support.
  3. I was grateful for that difficult moment and for my friend's support.
ดูคำตอบ

I was grateful in that difficult moment for my friend's support.

And even when we are confronted with something that is terribly difficult, วลี

3:11

และแม้ในยามที่เราเผชิญกับสิ่งที่ยากลำบากแสนสาหัส

วลี

we are confronted with: เผชิญปัญหาหรือสถานการณ์ที่ยากลำบาก

Be confronted with + คำนาม หมายถึงเผชิญหรือพบกับสิ่งที่ต้องให้ความสนใจ เช่น ปัญหา ทางเลือก ข้อเท็จจริง หรือสถานการณ์ที่ยากลำบาก ในประโยคนี้ something terribly difficult คือสถานการณ์ที่ผู้พูดต้องเผชิญ วลีนี้อยู่ในรูปประโยคถูกกระทำ และมักไม่บอกว่าใครหรืออะไรทำให้เกิดปัญหา ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเผชิญหน้ากับบุคคลอื่นโดยตรง หลัง with อาจเป็นความท้าทาย ข้อเท็จจริง หรือสถานการณ์ก็ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีถูกกระทำจากบทเรียนนี้: During the expedition, the hikers were ____ a sudden storm that blocked the trail.

ดูคำตอบ

confronted with

we can rise to this occasion สำนวน

3:18

เราก็สามารถลุกขึ้นสู้กับสถานการณ์นั้นได้

สำนวน

can rise to this occasion: รับมือกับความท้าทายตรงหน้าอย่างเต็มความสามารถ

can rise to this occasion หมายถึง “สามารถแสดงความสามารถ ความกล้า หรือความพยายามที่จำเป็นเพื่อรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ได้” rise ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการลุกขึ้นยืน และ occasion หมายถึงสถานการณ์หรือช่วงเวลาที่ต้องรับมือ ไม่ใช่พิธีการ สำนวนรูปมาตรฐานคือ rise to the occasion ส่วน this occasion ชี้ถึงช่วงเวลายากลำบากที่กำลังพูดถึงโดยเฉพาะ และ can แสดงความมั่นใจว่ากลุ่มนี้สามารถรับมือได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ rise to the occasion ในความหมายว่ารับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบากด้วยผลงานที่ดี?

  1. At the ceremony, Sam rose from his seat when his name was called.
  2. Sam planned the special occasion for Friday evening.
  3. When the lead actor became ill, Sam rose to the occasion and performed the role confidently.
ดูคำตอบ

When the lead actor became ill, Sam rose to the occasion and performed the role confidently.

and respond to the opportunity วลี

3:20

และตอบสนองต่อโอกาส

วลี

respond to the opportunity: ตอบสนองต่อโอกาสด้วยการลงมือทำ

respond to the opportunity หมายถึงการตอบสนองต่อโอกาสหรือช่องทางที่เปิดขึ้น โดยมักแสดงออกผ่านการตัดสินใจหรือลงมือทำ respond ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตอบด้วยคำพูด แต่ยังบอกได้ว่าคนคนหนึ่งทำอะไรเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เป็นนามธรรม ในที่นี้ opportunity คือความเป็นไปได้ที่จะลงมือทำภายในช่วงเวลาที่ยากลำบาก respond ต้องตามด้วย to ก่อนสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง: respond to + คำนาม หากต้องการบอกว่าตอบสนองด้วยการกระทำใด ให้ใช้ respond to ... by + รูป -ing เช่น respond to the opportunity by applying

แบบฝึกหัด

เติมคำบุพบทที่ต้องใช้หลัง respond: When the library invited volunteers, Amir responded ____ the opportunity by signing up.

ดูคำตอบ

to

that is given to us.

3:23

ที่ถูกมอบให้กับเรา

So, how can each one of us find a method for living gratefully? วลี

3:25

แล้วเราแต่ละคนจะหาวิธีที่จะใช้ชีวิตอย่างขอบคุณได้อย่างไร?

วลี

each one of us: สมาชิกทุกคนเป็นรายบุคคล

each one of us หมายถึงทุกคนในกลุ่มโดยมองแยกเป็นรายบุคคล แม้ one จะเป็นเอกพจน์ แต่ each ทำให้วลีนี้ครอบคลุมสมาชิกทุกคน ไม่ใช่เพียงคนเดียว เมื่อใช้ในคำถามที่พูดกับผู้ฟัง วลีนี้ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวและครอบคลุมมากกว่า we เพราะเชิญชวนให้ผู้ฟังแต่ละคนคิดถึงส่วนที่ตนเองทำได้

แบบฝึกหัด

ในประโยค "Each one of us has a role," วลี each one of us เน้นอะไร

  1. สมาชิกทุกคนในกลุ่ม โดยมองแยกเป็นรายบุคคล
  2. ทุกคนที่อยู่นอกกลุ่มของผู้พูด
  3. สมาชิกเพียงคนเดียวในกลุ่ม
ดูคำตอบ

สมาชิกทุกคนในกลุ่ม โดยมองแยกเป็นรายบุคคล

Not just once in a while being grateful, ไวยากรณ์

3:31

ไม่ใช่แค่ขอบคุณเป็นครั้งคราว

but moment by moment to be grateful. วลี

3:32

แต่ขอบคุณแบบนาทีต่อนาที

ไวยากรณ์

Not just A, but B: جعل B النقطة الرئيسية

โครงสร้าง not just A, but B บอกว่า A เพียงอย่างเดียวยังจำกัดเกินไป แล้วจึงเพิ่มหรือยกระดับไปสู่ B โดยปกติจุดเน้นหลักจะอยู่ที่ B ในประโยคนี้ การรู้สึกขอบคุณเป็นครั้งคราวคือแนวคิดที่จำกัด ส่วนการรู้สึกขอบคุณในทุกขณะคือเป้าหมายที่เข้มข้นกว่า not ไม่ได้ปฏิเสธข้อความทั้งหมด แต่หมายความว่า A เพียงอย่างเดียวยังไม่พอ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมาย not just ... but ...: Good teamwork means ____ sharing ideas, ____ listening to others.

ดูคำตอบ

not just · but

วลี

moment by moment: ทีละขณะอย่างต่อเนื่อง

moment by moment หมายถึง “อย่างต่อเนื่อง ทีละขณะ” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวแสดงว่าการรู้สึกขอบคุณเป็นสิ่งที่ฝึกทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเพียงครั้งเดียว รูปแบบนี้ใช้คำนามบอกเวลาเดียวกันซ้ำไว้หน้าและหลัง by ในสำนวนที่ใช้กันเป็นปกติ เช่น moment by moment และ day by day รูปแบบนี้ทำให้เห็นว่าการกระทำหรือการเปลี่ยนแปลงดำเนินไปทีละหน่วยอย่างต่อเนื่อง

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่สร้างจาก moment และหมายถึง “อย่างต่อเนื่อง ทีละขณะ” ให้ประโยคสมบูรณ์: She learned to stay calm ____.

ดูคำตอบ

moment by moment

How can we do it?

3:35

เราจะทำได้อย่างไร?

It's a very simple method.

3:36

มันเป็นวิธีที่ง่ายมาก

Stop, ลำดับความ

3:39

หยุด

look,

3:40

มอง

go.

3:41

ไป

ลำดับความ

Stop, look, go: ลำดับคำสั่งสามขั้น

Stop, look, go. เปลี่ยนวิธีหนึ่งให้เป็นคำสั่งสั้น ๆ ที่มีรูปแบบขนานกันสามขั้น ได้แก่ หยุดก่อน จากนั้นสังเกต และสุดท้ายลงมือทำ การใช้รูปแบบไวยากรณ์เดียวกันทำให้ลำดับเข้าใจง่ายและจำง่าย ในลำดับนี้ go หมายถึงการเดินหน้าต่อและลงมือทำหลังจากสังเกตแล้ว ไม่ได้หมายถึงเพียงการออกจากสถานที่หนึ่ง

แบบฝึกหัด

ข้อใดใช้คำสั่งสามคำที่มีรูปแบบขนานกัน เพื่อนำเสนอกระบวนการที่ชัดเจนและจำง่าย

  1. You should pause because checking is important before a decision.
  2. Pause, check, decide.
  3. A pause, a careful check, and a decision were made.
ดูคำตอบ

Pause, check, decide.

That's all.

3:43

แค่นั้นเอง

But how often do we stop? น้ำเสียง/เจตนา

3:44

แต่เราหยุดบ่อยแค่ไหน?

น้ำเสียง/เจตนา

But how often do we stop? ในฐานะคำถามเชิงวาทศิลป์

ในแง่รูปประโยค How often do we stop? เป็นคำถามเกี่ยวกับความถี่ แต่ในที่นี้ผู้พูดใช้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ จึงไม่ได้ต้องการจำนวนครั้งที่แน่นอน คำตอบที่แฝงอยู่คือ “ไม่บ่อย” ทำให้ผู้ฟังตระหนักว่าเราแทบไม่หยุดพักเลย ในสุนทรพจน์ คำถามเชิงวาทศิลป์ช่วยให้ผู้ฟังทบทวนนิสัยของตนเองและปูทางไปสู่ประเด็นถัดไปของผู้พูด ส่วน But แสดงความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเรื่องการหยุดกับสิ่งที่ผู้คนมักทำจริง ๆ

แบบฝึกหัด

คำถามเชิงวาทศิลป์ “But how often do we stop?” สื่อความหมายหลักว่าอะไร?

  1. ผู้คนต้องบอกจำนวนครั้งที่หยุดอย่างแน่นอน
  2. ผู้คนควรเลือกสถานที่จริงสำหรับหยุด
  3. ผู้คนแทบไม่หยุดพักในชีวิตที่วุ่นวาย
ดูคำตอบ

ผู้คนแทบไม่หยุดพักในชีวิตที่วุ่นวาย

We rush through life. สำนวน

3:47

เราใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ

สำนวน

rush through life: ใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งเกินไป

rush through + กิจกรรมหรือกระบวนการ หมายถึงทำหรือผ่านสิ่งนั้นเร็วเกินไปโดยไม่ได้ให้เวลาและความใส่ใจมากพอ ในที่นี้ life ถูกมองว่าเป็นกระบวนการ ดังนั้น We rush through life จึงหมายถึงเราใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบอยู่เสมอและอาจพลาดประสบการณ์สำคัญ การใช้แบบนี้มักมีนัยวิจารณ์หรือเสียดาย สิ่งที่ตามหลัง through อาจเป็นกระบวนการอื่น เช่น มื้ออาหาร หนังสือ หรือการประชุม แนวคิดหลักยังคงเป็นการผ่านสิ่งนั้นเร็วเกินไป ไม่ใช่การวิ่งผ่านสถานที่จริง ๆ

แบบฝึกหัด

อ่านประโยค “Maya rushed through her homework and made several careless mistakes.” rushed through หมายความว่าอย่างไร?

  1. เธอถือการบ้านไปด้วยขณะวิ่ง
  2. เธอทำการบ้านเสร็จเร็วเกินไปและไม่รอบคอบพอ
  3. เธอรอเป็นเวลานานก่อนเริ่มทำการบ้าน
ดูคำตอบ

เธอทำการบ้านเสร็จเร็วเกินไปและไม่รอบคอบพอ

We don't stop.

3:49

เราไม่ยอมหยุด

We miss the opportunity because we don't stop. วลี

3:50

เราพลาดโอกาสไปเพราะเราไม่หยุด

วลี

miss the opportunity: การไม่ได้ใช้โอกาส

ใน We miss the opportunity คำว่า miss หมายถึง “พลาดที่จะคว้าหรือใช้” ไม่ใช่ “คิดถึงใครเพราะคนนั้นไม่อยู่” โอกาสมีอยู่ แต่ไม่ได้ใช้ให้ทันเวลา รูปแบบที่พบบ่อยคือ miss an/the opportunity to + คำกริยารูปพื้นฐาน: She missed the opportunity to ask a question. ใช้ an เมื่อกล่าวถึงโอกาสใด ๆ แบบไม่เฉพาะเจาะจง และใช้ the เมื่อชัดเจนแล้วว่าเป็นโอกาสใด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ miss ในความหมายว่า “ไม่ได้ใช้โอกาส”?

  1. Maya missed the bus and had to walk.
  2. Maya missed the opportunity to join the science club.
  3. Maya misses her cousin who lives far away.
ดูคำตอบ

Maya missed the opportunity to join the science club.

We have to stop,

3:54

เราต้องหยุด

we have to get quiet, วลี

3:56

เราต้องสงบนิ่ง

วลี

get quiet: เปลี่ยนเข้าสู่สภาพเงียบ

Get quiet หมายถึง “เงียบลง” คือเปลี่ยนจากการพูด เสียงดัง หรือความวุ่นวายไปสู่สภาพที่เงียบ ไม่ได้หมายถึงการได้รับ quiet มาเป็นสิ่งของ ในที่นี้ get เป็นกริยาเชื่อม ตามด้วยคำคุณศัพท์ quiet รูปแบบ get + คำคุณศัพท์ มักแสดงการเปลี่ยนสภาพ เช่น get tired หรือ get cold

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงการเปลี่ยนจากเสียงดังเป็นเงียบได้ชัดเจนที่สุด?

  1. The class got quiet when the teacher raised her hand.
  2. The class stayed quiet until lunch.
  3. The class was quiet during the test.
ดูคำตอบ

The class got quiet when the teacher raised her hand.

and we have to build stop signs into our lives. สำนวน

3:58

และเราต้องสร้างป้ายหยุดไว้ในชีวิตของเรา

สำนวน

build stop signs into our lives: ทำให้การหยุดพักเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ในที่นี้ stop signs เป็นอุปมาถึงเครื่องเตือนใจหรือนิสัยที่ทำให้เราหยุดก่อนลงมือทำ ผู้พูดไม่ได้หมายถึงการนำป้ายหยุดบนถนนจริง ๆ มาไว้ในชีวิตประจำวัน รูปแบบ build X into Y หมายถึงการตั้งใจทำให้ X เป็นส่วนหนึ่งของระบบ กิจวัตร หรือแผนที่ใหญ่กว่า ดังนั้น build stop signs into our lives จึงหมายถึงการสร้างวิธีที่ทำให้เราหยุด สังเกต และคิดได้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ build X into Y ในความหมายว่า “ทำให้ X เป็นส่วนหนึ่งของ Y ตามที่วางแผนไว้”

  1. We built a road sign beside the school.
  2. We built short breaks into our daily schedule.
  3. We took short breaks out of our daily schedule.
ดูคำตอบ

We built short breaks into our daily schedule.

And when you stop,

4:04

และเมื่อคุณหยุด

then the next thing is to look. ลำดับความ

4:05

สิ่งต่อไปคือการมอง

ลำดับความ

then the next thing is to look: การนำเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

Then ทำให้คำอธิบายดำเนินต่อไปตามลำดับเวลา ส่วน the next thing ชี้ไปยังการกระทำที่ตามมาหลังจากหยุด ในที่นี้ thing หมายถึง “งานหรือการกระทำ” ไม่ใช่สิ่งของ รูปแบบ the next thing is to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกขั้นตอนถัดไปของกระบวนการ โดย the next thing is to look หมายถึง “ขั้นตอนถัดไปคือการมองดู”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ the next thing is to + คำกริยา เพื่อนำเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

  1. First, turn off the power, because the machine is heavy.
  2. The next thing is a small machine on the table.
  3. First, turn off the power. Then the next thing is to unplug the machine.
ดูคำตอบ

First, turn off the power. Then the next thing is to unplug the machine.

You look,

4:07

คุณมอง

you open your eyes,

4:08

คุณเปิดตาของคุณ

you open your ears,

4:09

คุณเปิดหูของคุณ

you open your nose,

4:11

คุณเปิดจมูกของคุณ

you open all your senses for this wonderful richness that is given to us. สำนวน

4:12

คุณเปิดประสาทสัมผัสทั้งหมดของคุณเพื่อรับความอุดมสมบูรณ์อันวิเศษที่ถูกมอบให้กับเรา

สำนวน

open all your senses: ใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด

ในที่นี้ open all your senses เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงการใช้การมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การรับรส และการสัมผัสอย่างเต็มที่และตั้งใจที่สุด ประสาทสัมผัสไม่ใช่ประตูจริง ๆ ที่เปิดออกได้ ในความหมายที่กว้างขึ้น รูปแบบ open + ส่วนที่เกี่ยวกับการรับรู้ หมายถึงการเตรียมพร้อมที่จะสังเกตหรือทำความเข้าใจ เช่น open your eyes หรือ open your mind ส่วน all เน้นว่าให้ใช้มากกว่าประสาทสัมผัสเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ open all your senses หมายความว่าอย่างไร

  1. ใช้กุญแจเปิดอวัยวะรับสัมผัสทางกายภาพ
  2. ใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างเพื่อสังเกตสิ่งรอบตัว
  3. ไม่สนใจทุกอย่างนอกจากสิ่งที่มองเห็น
ดูคำตอบ

ใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างเพื่อสังเกตสิ่งรอบตัว

There's no end to it. สำนวน

4:18

มันไม่มีที่สิ้นสุด

สำนวน

There's no end to it: ดูเหมือนไม่มีขีดจำกัด

There's no end to it หมายถึงบางสิ่งดูเหมือนไม่มีขีดจำกัดในด้านจำนวน ความหลากหลาย หรือระยะเวลา คำว่า end ในที่นี้หมายถึงขีดจำกัดในเชิงนามธรรม ไม่ใช่จุดหมายปลายทางจริง สรรพนาม it ย้อนกลับไปถึงสิ่งที่พูดถึงก่อนหน้านี้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ There is no end to + คำนามหรือสรรพนาม เช่น There's no end to the possibilities

แบบฝึกหัด

รายการไอเดียยังคงยาวขึ้นเรื่อย ๆ ประโยคใดตรงกับสถานการณ์นี้มากที่สุด

  1. There's no end to it.
  2. It came to an end.
  3. Let's put an end to it.
ดูคำตอบ

There's no end to it.

That is what life is all about, สำนวน

4:19

นั่นคือความหมายของชีวิต

to enjoy,

4:21

ที่จะเพลิดเพลิน

to enjoy what is given to us.

4:23

เพลิดเพลินไปกับสิ่งที่ถูกมอบให้กับเรา

สำนวน

what life is all about: การระบุจุดมุ่งหมายหลักของชีวิต

ในประโยคนี้ what life is all about หมายถึง “แก่นสำคัญหรือจุดมุ่งหมายของชีวิต” ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย what ทำหน้าที่เหมือนนามวลีหลัง is และวลี to enjoy ที่ตามมาอธิบายว่าสิ่งใดคือแก่นสำคัญนั้นในมุมมองของผู้พูด โครงสร้าง what X is all about สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นเพื่อบอกว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดใน X หรือ X มีจุดมุ่งหมายพื้นฐานเพื่ออะไร ในที่นี้ all about ไม่ได้เพียงแค่เกริ่นหัวข้อเรื่องชีวิต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง what ... is all about โดยใช้คำว่า this community project: Helping neighbors is ____.

ดูคำตอบ

what this community project is all about

And then we can also open our hearts, สำนวน

4:25

และจากนั้นเรายังสามารถเปิดใจของเราได้ด้วย

our hearts for the opportunity.

4:28

เปิดใจให้กว้างสำหรับโอกาส

สำนวน

open our hearts: การเปิดรับทางอารมณ์

Open our hearts เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงการพร้อมที่จะรู้สึก ใส่ใจ เชื่อใจ หรือยอมรับ ไม่ใช่การเปิดอวัยวะในร่างกายจริง ๆ ในประโยคนี้ our hearts แทนการเปิดกว้างทางอารมณ์และความปรารถนาดี โครงสร้างทั่วไปที่นำไปใช้ได้คือ open one's heart to + บุคคล ความรู้สึก ความคิด หรือความเป็นไปได้ เช่น open your heart to new friendships คำแสดงความเป็นเจ้าของต้องเปลี่ยนให้ตรงกับประธาน

แบบฝึกหัด

open her heart ในประโยคนี้หมายถึงอะไร? After hearing his honest apology, Lena opened her heart to him again.

  1. เธอทำหัตถการทางการแพทย์ให้เขา
  2. เธอกลับมาพร้อมที่จะไว้วางใจและยอมรับเขาทางอารมณ์อีกครั้ง
  3. เธอพิจารณาคำขอโทษของเขาเพียงในฐานะข้อโต้แย้งเชิงตรรกะ
ดูคำตอบ

เธอกลับมาพร้อมที่จะไว้วางใจและยอมรับเขาทางอารมณ์อีกครั้ง

For the opportunity is also to help others,

4:31

เพราะโอกาสก็คือการได้ช่วยเหลือผู้อื่น

to make others happy because nothing makes us more happy than when all of us are happy. ไวยากรณ์

4:34

ทำให้ผู้อื่นมีความสุข เพราะไม่มีอะไรทำให้เรามีความสุขมากไปกว่าการที่เราทุกคนมีความสุข

ไวยากรณ์

nothing makes us more happy than ...: ใช้คำขั้นกว่าเพื่อสื่อถึงระดับสูงสุด

Nothing makes us more happy than ... ใช้ nothing ร่วมกับคำคุณศัพท์ขั้นกว่า more happy และ than เพื่อสื่อถึงระดับสูงสุด หมายความว่าไม่มีสถานการณ์อื่นใดทำให้เรามีความสุขมากกว่านี้ Nothing ไม่ได้ทำให้แนวคิดทั้งหมดเป็นเชิงลบ แต่ตัดความเป็นไปได้อื่นที่มีผลมากกว่าออกไปทั้งหมด ในประโยคนี้ when all of us are happy ระบุสถานการณ์ที่นำความสุขมาให้มากที่สุด โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ Nothing makes + บุคคล + คำคุณศัพท์ขั้นกว่า + than + คำนาม วลี -ing หรืออนุประโยค

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่า การช่วยงานที่ศูนย์พักพิงสัตว์เป็นสิ่งที่ทำให้ Omar มีความสุขที่สุด

  1. Nothing makes Omar happier than helping at the animal shelter.
  2. Helping at the animal shelter never makes Omar happy.
  3. Nothing makes Omar happy when he helps at the animal shelter.
ดูคำตอบ

Nothing makes Omar happier than helping at the animal shelter.

And when we open our hearts to the opportunities,

4:39

และเมื่อเราเปิดใจรับโอกาส

the opportunities invite us to do something. สำนวน

4:43

โอกาสนั้นก็เชิญชวนให้เราทำบางสิ่งบางอย่าง

สำนวน

the opportunities invite us to do something: ทำให้แนวคิดนามธรรมมีลักษณะเหมือนบุคคล

The opportunities invite us to do something ทำให้คำนามนามธรรม opportunities แสดงบทบาทเหมือนคนที่สามารถเชิญผู้อื่นได้ นี่คือบุคลาธิษฐาน จึงไม่ได้มีการพูดหรือส่งคำเชิญจริง ๆ ในที่นี้ invite us to do something หมายถึงโอกาสเหล่านั้นกระตุ้นหรือเรียกร้องให้เราลงมือทำ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ สิ่งของหรือสถานการณ์ + invites + บุคคล + to-infinitive ซึ่งนำเสนอการกระทำว่าเป็นการตอบสนองที่เป็นธรรมชาติและน่าดึงดูด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ invite เป็นบุคลาธิษฐานแบบเดียวกับตัวอย่าง

  1. The quiet path invited us to explore the woods.
  2. Our guide invited us to join the afternoon walk.
  3. Mina printed invitations for the school concert.
ดูคำตอบ

The quiet path invited us to explore the woods.

And that is the third.

4:47

และนั่นคือสิ่งสุดท้าย

Stop,

4:48

หยุด

look,

4:49

มอง

and then go,

4:50

แล้วก้าวไป

and really do something.

4:51

และลงมือทำอะไรบางอย่างจริงๆ

And what we can do

4:53

และสิ่งที่เราทำได้

is whatever life offers to you in that present moment. ไวยากรณ์

4:54

ก็คือสิ่งที่ชีวิตมอบให้คุณในชั่วขณะปัจจุบันนั้น

ไวยากรณ์

whatever life offers to you: อนุประโยค whatever ที่เปิดกว้างโดยไม่จำกัดขอบเขต

whatever life offers to you เป็นอนุประโยคสัมพัทธ์อิสระที่หมายถึงสิ่งใดก็ตามที่ชีวิตมอบให้คุณ whatever ทำให้ขอบเขตเปิดกว้าง โดยไม่ได้ระบุล่วงหน้าว่าจะเป็นสิ่งของ ประสบการณ์ หรือโอกาสใด whatever ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดไม่ใส่ใจ แต่หมายความว่ารวมทุกสิ่งที่ชีวิตอาจมอบให้ อนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่เหมือนนามวลีหลัง is และมีความหมายเท่ากับ anything that life offers to you

แบบฝึกหัด

คุณยินดีอ่านหนังสือเล่มใดก็ได้ที่เพื่อนเลือก ประโยคใดแสดงตัวเลือกแบบเปิดนี้

  1. I'll read whatever you choose for me.
  2. I'll read the book you chose for me.
  3. I'll ask what you chose for me.
ดูคำตอบ

I'll read whatever you choose for me.

There is a wave of gratefulness because people are becoming aware โน้ต

4:59

มีคลื่นแห่งความกตัญญูกำลังเกิดขึ้น เพราะผู้คนเริ่มตระหนักว่า

สำนวน

a wave of gratefulness: ความขอบคุณที่แผ่กระจายเหมือนคลื่น

ใน a wave of gratefulness คำว่า wave ใช้เป็นคำเปรียบเทียบ โดยนำ gratefulness หรือความรู้สึกขอบคุณไปเปรียบกับกระแสที่ก่อตัว มาถึง หรือแผ่กระจาย รูปแบบ a wave of + คำนาม มักนำเสนออารมณ์ ปฏิกิริยา หรือเหตุการณ์ต่อเนื่องว่าเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและทรงพลัง ในที่นี้หมายถึงความรู้สึกขอบคุณที่กำลังเพิ่มขึ้นในหมู่คนจำนวนมาก ไม่ใช่คลื่นทะเลจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ a wave of เพื่อบรรยายอารมณ์ที่แพร่ไปทั่วกลุ่มคนอย่างฉับพลัน

  1. A feeling of excitement stayed with Mia all week.
  2. A wave of excitement swept through the crowd.
  3. The crowd watched a wave break near the shore.
ดูคำตอบ

A wave of excitement swept through the crowd.

how important this is,

5:04

สิ่งนี้สำคัญเพียงใด

and how this can change our world.

5:05

และสิ่งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงโลกของเราได้อย่างไร

ไวยากรณ์

are becoming aware how ...: การค่อย ๆ ตระหนักและอนุประโยค how ที่อยู่ภายในประโยค

Are becoming aware แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงด้านความเข้าใจ กล่าวคือ ผู้คนกำลังค่อย ๆ เริ่มตระหนักถึงบางสิ่ง ไม่ใช่เพียงอยู่ในภาวะที่รู้อยู่แล้ว โครงสร้างอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย how ทั้งสองส่วนบอกว่าผู้คนกำลังตระหนักถึงอะไร เนื่องจากเป็นอนุประโยคเนื้อหาที่อยู่ภายในประโยค ไม่ใช่คำถามตรง ๆ จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ how important this is ไม่ใช่ how important is this ในข้อความที่ให้มา โครงสร้างส่วนที่สองหยุดหลังคำว่า our จึงยังไม่สมบูรณ์ เพราะ our ยังต้องมีคำนามตามหลัง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่าความตระหนักกำลังก่อตัวขึ้น และใช้ลำดับคำแบบบอกเล่าในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย how?

  1. People are becoming aware how much water they waste.
  2. People are becoming aware how do they waste water.
  3. People are becoming aware how much water do they waste?
ดูคำตอบ

People are becoming aware how much water they waste.

Because if you're grateful, ไวยากรณ์

5:08

เพราะถ้าคุณรู้สึกขอบคุณ

you're not fearful.

5:10

คุณก็จะไม่กลัว

And if you're not fearful,

5:12

และถ้าคุณไม่กลัว

you are not violent.

5:14

คุณก็จะไม่ใช้ความรุนแรง

ไวยากรณ์

Because if ..., ... And if ..., ...: การสร้างสายโซ่ A → B → C

ประโยค if สองประโยคนี้สร้างเป็นสายโซ่เดียวกัน ไม่ใช่เงื่อนไขสองข้อที่แยกจากกัน ขั้นแรก ผู้พูดเสนอว่าการรู้สึกขอบคุณนำไปสู่การไม่หวาดกลัว จากนั้นผลลัพธ์แรกคือ not being fearful ถูกนำมากล่าวซ้ำเป็นเงื่อนไขของผลลัพธ์ถัดไปคือ not being violent รูปแบบ A → B, B → C นี้ทำให้ติดตามเหตุผลได้ง่าย Because เชื่อมสายโซ่ทั้งหมดกับข้อกล่าวก่อนหน้า และแสดงว่านี่คือเหตุผลที่ผู้พูดกำลังให้

แบบฝึกหัด

ประโยคคู่ใดสร้างสายโซ่ A → B → C ที่ชัดเจน โดยนำผลลัพธ์แรกมาเป็นเงื่อนไขถัดไป?

  1. If I leave late, I hit traffic. And if it rains, I take an umbrella.
  2. If I leave late, I hit traffic. And if I hit traffic, I miss the meeting.
  3. If I miss the bus, I call a taxi. And if I wake up early, I make breakfast.
ดูคำตอบ

If I leave late, I hit traffic. And if I hit traffic, I miss the meeting.

If you're grateful,

5:15

ถ้าคุณรู้สึกขอบคุณ

you act out of a sense of enough, วลี

5:17

คุณจะลงมือทำด้วยความรู้สึกที่เพียงพอ

and not out of a sense of scarcity,

5:19

ไม่ใช่ความรู้สึกที่ขาดแคลน

วลี

act out of a sense of enough, not scarcity: ลงมือทำจากความรู้สึกว่าเพียงพอ ไม่ใช่ขาดแคลน

ในที่นี้ act out of a sense of ... หมายถึงการปล่อยให้ความรู้สึกหรือกรอบความคิดเป็นตัวนำการกระทำของคุณ คำว่า out of บอกแรงจูงใจของการกระทำ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนออกมาจากข้างในสถานที่หนึ่ง A sense of enough คือความรู้สึกว่าสิ่งที่ตนมีนั้นเพียงพอ ส่วน a sense of scarcity คือความรู้สึกว่ามีไม่เพียงพอ รูปแบบ A, and not B ชี้ว่ากรอบความคิดแรก ไม่ใช่กรอบที่สอง เป็นที่มาของการกระทำ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ act out of เพื่อบอกแรงจูงใจเบื้องหลังการกระทำ

  1. She acted out of a sense of responsibility by returning the lost wallet.
  2. The class acted out a scene from the book.
  3. The child acted out because he was frustrated.
ดูคำตอบ

She acted out of a sense of responsibility by returning the lost wallet.

and you are willing to share. วลี

5:22

และคุณก็จะยินดีที่จะแบ่งปัน

วลี

are willing to share: เต็มใจแบ่งปัน ไม่ใช่เพียงมีความสามารถ

be willing to ตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงเลือกหรือตกลงที่จะทำสิ่งหนึ่ง ใน are willing to share คำว่า are สอดคล้องกับประธาน you และ share ยังคงเป็นกริยารูปพื้นฐานหลัง to วลีนี้บอกความเต็มใจ ไม่ใช่ความสามารถ คนหนึ่งอาจเต็มใจแบ่งปันแต่ทำไม่ได้ หรืออาจแบ่งปันได้แต่ไม่เต็มใจทำก็ได้

แบบฝึกหัด

Leo มีปากกาเมจิกเหลือและตัดสินใจให้เพื่อนร่วมชั้นใช้ ประโยคใดเน้นการเลือกที่จะแบ่งปันของเขา

  1. Leo is willing to share his markers.
  2. Leo is required to share his markers.
  3. Leo is able to share his markers.
ดูคำตอบ

Leo is willing to share his markers.

If you're grateful,

5:23

ถ้าคุณรู้สึกขอบคุณ

you are enjoying the differences between people,

5:25

คุณจะชื่นชมความแตกต่างระหว่างผู้คน

and you are respectful to everybody. วลี

5:28

และคุณจะเคารพทุกคน

วลี

you are respectful to everybody: โครงสร้างคำคุณศัพท์ที่ใช้แสดงความเคารพ

ในที่นี้ respectful เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้บอกว่าคุณปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร ใน you are respectful to everybody คำว่า are เชื่อมประธาน you เข้ากับคุณลักษณะนี้ ส่วน to everybody บอกผู้ที่ได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ ประโยคนี้หมายความว่าคุณปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความเคารพ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ be respectful to หรือ be respectful toward + บุคคลหรือกลุ่ม respectful เป็นคำคุณศัพท์ จึงไม่สามารถใช้เป็นกริยาโดยลำพังได้ หากต้องการใช้กริยาให้พูดว่า respect everybody

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่มีโครงสร้างถูกต้องสำหรับการบอกให้ปฏิบัติต่อกลุ่มหนึ่งอย่างสุภาพ

  1. Please respectful everyone in the group.
  2. Please be respectful to everyone in the group.
  3. Please be respect to everyone in the group.
ดูคำตอบ

Please be respectful to everyone in the group.

And that changes this power pyramid under which we live. โน้ต

5:30

และนั่นจะเปลี่ยนพีระมิดแห่งอำนาจที่เราอาศัยอยู่ภายใต้มาโดยตลอด

สำนวน

power pyramid: อุปลักษณ์ของโครงสร้างอำนาจแบบลำดับชั้น

Power pyramid เป็นอุปลักษณ์ที่ใช้แทนลำดับชั้นซึ่งอำนาจถูกจัดวางเป็นชั้น ๆ โดยมองสังคมหรือกลุ่มคนเหมือนพีระมิด กล่าวคือ โดยทั่วไปจะมีคนจำนวนน้อยกว่าอยู่ด้านบนและมีอำนาจควบคุมมากกว่า ขณะที่มีคนจำนวนมากกว่าอยู่ด้านล่างและมีอำนาจน้อยกว่า แต่รายละเอียดของการจัดวางขึ้นอยู่กับบริบท ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวไม่ได้หมายถึงพีระมิดจริง แต่หมายถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมซึ่งครอบงำชีวิตของผู้คน ดังนั้น change this power pyramid จึงหมายถึงการเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมหรือสถาบันนั้น

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ power pyramid เป็นอุปลักษณ์ของโครงสร้างอำนาจแบบแบ่งเป็นชั้น

  1. The reform gave local workers a voice and began to reshape the company's power pyramid.
  2. The museum displayed a stone pyramid that was built by an ancient civilization.
  3. The engineer calculated the height of the pyramid before construction began.
ดูคำตอบ

The reform gave local workers a voice and began to reshape the company's power pyramid.

ไวยากรณ์

under which we live: อนุประโยคสัมพันธ์ที่ย้ายคำบุพบทมาไว้ข้างหน้า

under which we live ขยาย this power pyramid โดย which ย้อนกลับไปแทน power pyramid ส่วน under เชื่อมการใช้ชีวิตเข้ากับโครงสร้างนั้น หมายถึงผู้คนอยู่ภายใต้อำนาจหรืออยู่ในระบบนั้น ไม่ได้หมายถึงอยู่ใต้สิ่งของจริง ๆ คำบุพบท under วางไว้หน้า which นี่คือรูปแบบทางการ ‘คำบุพบท + สรรพนามสัมพันธ์’ ถ้าพูดแบบสนทนามากขึ้น สามารถใช้ the power pyramid which we live under หรือ the power pyramid that we live under ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบอนุประโยคสัมพันธ์ทางการ ‘คำบุพบท + which’ ได้ถูกต้อง

  1. The rules under that the club operates are clear.
  2. The rules under which the club operates are clear.
  3. The rules which under the club operates are clear.
ดูคำตอบ

The rules under which the club operates are clear.

What we need is a networking of smaller groups, ไวยากรณ์

5:34

สิ่งที่เราต้องการคือเครือข่ายของกลุ่มที่เล็กลง

ไวยากรณ์

What we need is ...: เน้นคำตอบที่ตามมา

What we need เป็นอนุประโยคที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม หมายถึง ‘สิ่งที่เราต้องการ’ โดย What we need ทั้งส่วนทำหน้าที่เป็นประธาน จึงเป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม What do we need? รูปแบบ What we need is X จะกล่าวถึงสิ่งที่ต้องการก่อน แล้ววางคำตอบสำคัญ X ไว้หลัง is มักมีความหมายว่า ‘สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ คือ X’ และช่วยเน้นทางแก้หรือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเน้นจากบทเรียน เพื่อสื่อว่า ‘สิ่งที่เราต้องการคือเวลามากขึ้น’: ____ more time.

ดูคำตอบ

What we need is

smaller and smaller groups who know one another, วลี

5:39

กลุ่มที่เล็กลงเรื่อยๆ ที่รู้จักมักจี่กัน

who interact with one another,

5:42

ที่โต้ตอบซึ่งกันและกัน

วลี

one another: ความสัมพันธ์แบบต่างฝ่ายต่างทำต่อกันในกลุ่ม

one another เป็นคำสรรพนามที่แสดงความสัมพันธ์แบบต่างฝ่ายต่างทำต่อกัน กล่าวคือ คนในกลุ่มทำสิ่งเดียวกันต่อกัน ในประโยคนี้ สมาชิกในกลุ่มรู้จักและมีปฏิสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงทิศทางเดียว คำนี้เชื่อมกับคำกริยาแต่ละคำต่างกัน โดย know ตามด้วย one another ได้โดยตรง ส่วน interact ใช้รูปแบบ interact with someone จึงเป็น interact with one another

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าสมาชิกทุกคนในกลุ่มเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับความช่วยเหลือ?

  1. The club members help another person during busy events.
  2. The club members help one another during busy events.
  3. One club member helps the others during busy events.
ดูคำตอบ

The club members help one another during busy events.

and that is a grateful world.

5:44

และนั่นก็คือโลกแห่งความกตัญญู

Experiencing gratitude is closely tied to our ability to express generosity, วลี

5:48

การสัมผัสถึงความกตัญญูมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับความสามารถในการแสดงความเอื้อเฟื้อของเรา

วลี

is closely tied to: การบอกความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้น

is closely tied to หมายถึง “มีความเชื่อมโยงอย่างมากกับ” โดย tied ในที่นี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ ความรู้สึกขอบคุณกับความสามารถในการแสดงความเอื้อเฟื้อไม่ได้ถูกมัดเข้าด้วยกันจริง ๆ แต่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือ A + be + closely tied to + B โดย to ในที่นี้เป็นคำบุพบท ดังนั้น B จึงอาจเป็นคำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing ก็ได้ วลีนี้ระบุว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิด แต่ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่า A เป็นสาเหตุของ B

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปปัจจุบันของ be closely tied to: Good sleep ____ better concentration in class.

ดูคำตอบ

is closely tied to

a trait at the heart of what it means to be human. สำนวน

5:54

ซึ่งเป็นคุณลักษณะอันเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นมนุษย์

สำนวน

at the heart of what it means to be human: อยู่ ณ แก่นของความหมายของการเป็นมนุษย์

at the heart of X เป็นการเปรียบเปรย หมายถึง “อยู่ตรงแก่นของ X” หรือ “สำคัญอย่างยิ่งต่อ X” คำว่า heart ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอวัยวะในร่างกาย what it means to be human หมายถึงคุณลักษณะและค่านิยมที่นิยามชีวิตมนุษย์ เมื่อรวมกันแล้ว วลีนี้บอกว่าคุณลักษณะดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญของการเป็นมนุษย์

แบบฝึกหัด

at the heart of what it means to be human ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. เป็นรายละเอียดเล็กน้อยที่ไม่สำคัญเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์
  2. อยู่ภายในหัวใจของมนุษย์จริง ๆ
  3. เป็นส่วนที่เป็นแก่นและจำเป็นของการเป็นมนุษย์
ดูคำตอบ

เป็นส่วนที่เป็นแก่นและจำเป็นของการเป็นมนุษย์

Explore the potential of small acts of generosity to ripple out and change the world โน้ต

5:57

สำรวจศักยภาพของการกระทำที่เอื้อเฟื้อเพียงเล็กน้อยที่จะส่งผลกระทบและเปลี่ยนแปลงโลก

วลี

small acts of generosity: act of + คำนามนามธรรม

โครงสร้าง an act of + คำนามนามธรรม เปลี่ยนคุณลักษณะหรือแนวคิดให้เป็นการกระทำที่เฉพาะเจาะจงและนับได้หนึ่งครั้ง an act of generosity คือการกระทำหนึ่งอย่างที่แสดงความเอื้อเฟื้อ ส่วนรูปพหูพจน์ acts หมายถึงการกระทำแบบนี้หลายครั้ง small ขยายคำว่า acts ดังนั้นแม้การกระทำจะมีขนาดเล็ก แต่ก็ยังแสดงความเอื้อเฟื้อได้ ในที่นี้ acts หมายถึง “การกระทำ” ไม่ใช่ “องก์” ของละคร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย act of + คำนาม generosity: Paying for a stranger's meal was an ____.

ดูคำตอบ

act of generosity

สำนวน

ripple out and change the world: อิทธิพลที่ค่อย ๆ แผ่ออกไป

ในประโยคนี้ ripple out เป็นการเปรียบเทียบ เหมือนวงคลื่นที่แผ่ออกจากจุดที่มีสิ่งมากระทบน้ำ ผลของการแสดงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจแพร่จากคนหรือสถานการณ์หนึ่งไปสู่อีกหลายคนหรือหลายสถานการณ์ได้ and change the world แสดงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นในระดับใหญ่มาก ทำให้ประโยคมีความหมายที่สร้างแรงบันดาลใจว่า การกระทำเล็ก ๆ อาจเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่แผ่กว้างขึ้น ไม่ได้หมายถึงคลื่นน้ำจริง ๆ และไม่ได้รับประกันว่าโลกจะเปลี่ยนทันที

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'A small act of kindness can ripple out across a community,' คำว่า ripple out หมายความว่าอย่างไร

  1. การกระทำนั้นสามารถทำให้เกิดคลื่นน้ำจริง ๆ ได้
  2. อิทธิพลของการกระทำนั้นสามารถค่อย ๆ แพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้
  3. การกระทำนั้นต้องเปลี่ยนทุกคนทันที
ดูคำตอบ

อิทธิพลของการกระทำนั้นสามารถค่อย ๆ แพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้

with Chris Anderson's book Infectious Generosity.

6:02

ด้วยหนังสือ Infectious Generosity ของ Chris Anderson

Grab a copy here.

6:06

หยิบหนังสือมาอ่านได้ที่นี่