สิ่งนี้จะสะกดจิตคุณหรือไม่?: บทเรียนภาษาอังกฤษ

AsapSCIENCE

ความยากในการเรียน
646 คำ 182 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: วิดีโอตรวจสอบการสะกดจิตด้วยการจินตนาการถึงมะนาว ปรากฏการณ์สตรูป สแกนสมอง และงานวิจัยความเจ็บปวด พร้อมแยกภาวะจดจ่อทางวิทยาศาสตร์จากภาพมายาเรื่องควบคุมจิตใจในสื่อ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. “presented in the media as” (วลีสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน): เข้าใจว่าโครงสร้างนี้สร้างกรอบภาพต่อสาธารณะ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว และใช้เปรียบเทียบภาพจำกับหลักฐานได้ 2. “trips us up” (กริยาวลี): เข้าใจความหมายเชิงเปรียบเทียบว่า “ทำให้เราลังเลหรือทำผิด” ในภารกิจบอกชื่อสี แล้วใช้กับอุปสรรคทางความคิดหรือการปฏิบัติอื่นได้ 3. “as if hypnotized” (ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค): อ่าน as if กับรูปถูกกระทำแบบย่อว่าเป็นสภาพที่ดูเหมือนจริงแต่ยังไม่พิสูจน์ เพื่อเปรียบเทียบการแสร้งทำกับความจริง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

For centuries, hypnotism has been explored as a therapeutic or entertaining tool, ไวยากรณ์

0:00

ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา มีการศึกษาเรื่องการสะกดจิตเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบำบัดหรือความบันเทิง

ไวยากรณ์

For centuries ... has been explored: Present Perfect รูปถูกกระทำ

ในประโยคนี้ For centuries บอกช่วงเวลาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนจนถึงปัจจุบัน จึงเชื่อมอดีตกับปัจจุบันไว้ในกรอบเวลาที่ยาวนานช่วงเดียวกัน has been explored เป็น present perfect รูปถูกกระทำ มีโครงสร้าง has + been + กริยาช่องที่ 3 คำว่า Hypnotism เป็นสิ่งที่ได้รับการสำรวจ หมายถึงผู้คนได้ศึกษามันตลอดช่วงเวลานั้น โครงสร้างนี้ไม่ใช่ present perfect continuous เพราะรูปนั้นจะใช้ been exploring และต้องมีประธานที่เป็นผู้ทำการสำรวจ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปแบบ For centuries + has been + กริยาช่องที่ 3: ____, this plant ____ as medicine. (centuries; use)

ดูคำตอบ

For centuries · has been used

but it has a reputation of being fake and shrouded in mysticism. สำนวน

0:04

แต่ผู้คนกลับมองว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวงและถูกปกคลุมด้วยความลึกลับ

สำนวน

shrouded in mysticism: ถูกห้อมล้อมด้วยความเชื่อลึกลับ

shrouded in mysticism ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ shrouded หมายถึงถูกปกคลุมหรือซ่อนไว้ราวกับมีผ้าคลุม ส่วน mysticism หมายถึงความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ลึกลับ เมื่อนำมารวมกันจึงหมายความว่าการสะกดจิตถูกห้อมล้อมด้วยความเชื่อเหล่านั้นและดูเหมือนเข้าใจได้ยาก รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ be shrouded in + คำนาม ใช้บอกว่าสิ่งหนึ่งดูเหมือนถูกซ่อนหรือบดบังด้วยสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น mystery, secrecy หรือ controversy ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงผ้าจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The practice is shrouded in mysticism,” วลี shrouded in mysticism สื่อความหมายว่าอะไร

  1. มันได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างไร้ข้อสงสัยแล้ว
  2. มันถูกห้อมล้อมด้วยความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ลึกลับและเข้าใจได้ยาก
  3. มันถูกห่อด้วยผ้าจริง ๆ
ดูคำตอบ

มันถูกห้อมล้อมด้วยความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ลึกลับและเข้าใจได้ยาก

So, what does science say? ลำดับความ

0:08

แล้ววิทยาศาสตร์ว่าอย่างไร?

ลำดับความ

ใช้ what does science say? เพื่อเปลี่ยนไปสู่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ในคำถามที่ใช้วางกรอบประเด็นนี้ what does science say? พาผู้ฟังออกจากข่าวลือ ข้อสันนิษฐาน หรือความคิดเห็นส่วนตัว แล้วหันไปหาข้อค้นพบจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ คำว่า science ในที่นี้หมายถึงองค์รวมของงานศึกษาและหลักฐาน ไม่ใช่บุคคลที่กำลังพูด ในฐานะเครื่องมือจัดระเบียบเนื้อหา คำถามนี้บอกว่าช่วงถัดไปจะตอบประเด็นใด ผู้พูดหรือผู้เขียนสามารถใช้หลังจากนำเสนอข้อกล่าวอ้างที่ยังเป็นที่ถกเถียง เพื่อส่งสัญญาณว่ากำลังจะเข้าสู่การอภิปรายที่อิงหลักฐาน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะที่สุดสำหรับเปลี่ยนจากความเชื่อทั่วไปไปสู่การทบทวนหลักฐานจากงานวิจัย?

  1. Science has already proved every part of the claim.
  2. Which scientist said those exact words?
  3. Many people believe the claim, so what does science say?
ดูคำตอบ

Many people believe the claim, so what does science say?

Is hypnosis a real thing?

0:10

การสะกดจิตเป็นเรื่องจริงหรือไม่?

Take a second to close your eyes and imagine a lemon. วลี

0:12

ลองหลับตาสักครู่แล้วจินตนาการถึงเลมอนหนึ่งลูก

วลี

ใช้ Take a second to เพื่อขอให้หยุดสักครู่

Take a second to + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นคำสั่งที่นุ่มนวลเพื่อขอให้อีกฝ่ายหยุดสักครู่แล้วทำสิ่งง่าย ๆ ในที่นี้ second หมายถึงช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ใช่หนึ่งวินาทีที่จับเวลาอย่างแม่นยำ วลีนี้ช่วยให้ผู้ฟังชะลอลงและเตรียมจดจ่อกับสิ่งที่จะทำต่อไป เหมาะกับการสาธิต กิจกรรมที่มีการแนะนำ บทเรียน และคำแนะนำในชีวิตประจำวัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นไว้โดยใช้ second: Before you submit the form, ____ check your name.

ดูคำตอบ

take a second to

Imagine the smells of that lemon,

0:15

ลองจินตนาการถึงกลิ่นของเลมอนลูกนั้น

its color, its shape.

0:17

ทั้งสีและรูปทรงของมัน

Picture the texture and feel of the lemon on your skin.

0:20

ลองนึกถึงเนื้อสัมผัสและความรู้สึกยามเลมอนสัมผัสผิวคุณ

Now, take a knife and slowly cut into it,

0:23

ทีนี้ หยิบมีดขึ้นมาแล้วค่อย ๆ ผ่าเลมอน

releasing all the juices. ไวยากรณ์

0:26

ปล่อยให้น้ำทั้งหมดไหลออกมา

ไวยากรณ์

releasing all the juices: วลี -ing ที่แสดงผลลัพธ์

ในประโยคนี้ releasing all the juices บอกผลที่เกิดจากการกรีดเลมอน หมายความว่าน้ำข้างในไหลออกมาขณะที่กำลังกรีด วลี -ing หลังเครื่องหมายจุลภาคไม่ใช่คำสั่งใหม่ แต่เป็นการเพิ่มผลโดยตรงของการกระทำหลัก ทำให้ประโยคเดียวบอกได้ทั้งการกระทำและผลที่เกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป -ing ของ spill เพื่อแสดงผลโดยตรง: Leo knocked over the glass, ____ water onto the table.

ดูคำตอบ

spilling

Take the slice you just cut and squeeze the lemon into your mouth. ไวยากรณ์

0:28

หยิบชิ้นที่เพิ่งตัดแล้วบีบน้ำเลมอนเข้าปาก

ไวยากรณ์

slice you just cut: การละคำสรรพนามเชื่อมที่เป็นกรรม

ใน slice you just cut คำว่า you just cut ใช้ระบุว่าหมายถึงชิ้นไหน รูปเต็มคือ slice that you just cut หรือ slice which you just cut สามารถละ that หรือ which ได้ เพราะคำนี้เป็นกรรมของ cut ดังที่เห็นจาก you cut the slice จึงเกิดรูปแบบที่พบบ่อยในภาษาพูด คือ คำนาม + ประธาน + กริยา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดละคำสรรพนามเชื่อมที่เป็นกรรมได้อย่างถูกต้อง?

  1. The book I borrowed is on the desk.
  2. The girl won the race is my cousin.
  3. The dog barked all night needs a walk.
ดูคำตอบ

The book I borrowed is on the desk.

Now, open your eyes.

0:32

ตอนนี้ ลืมตาได้

Is your mouth watering at all? วลี

0:34

น้ำลายไหลบ้างไหม?

วลี

at all? สำหรับถามว่ามีอยู่ในระดับใดบ้างหรือไม่

at all ที่อยู่ท้ายคำถามแบบตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ จะขยายช่วงระดับลงไปจนถึงศูนย์ กล่าวคือ ผู้พูดกำลังถามว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นในระดับใดก็ตามหรือไม่ แม้เพียงเล็กน้อยมาก ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังตรวจสอบว่ามีปฏิกิริยาทางร่างกายแม้เพียงเล็กน้อยที่สุดหรือไม่ วลีนี้มีประโยชน์เมื่อความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ไม่มีเลยกับมีบ้าง ไม่ใช่มีน้อยกับมีมาก

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยวลีที่ใช้ถามว่ามีผลแม้เพียงเล็กน้อยที่สุดหรือไม่: Did the medicine help ____?

ดูคำตอบ

at all

You see, despite being presented in the media as a form of mind control, โน้ต

0:36

จะเห็นว่า แม้สื่อจะนำเสนอการสะกดจิตว่าเป็นการควบคุมจิตใจรูปแบบหนึ่ง

ไวยากรณ์

despite being presented: คำบุพบท + รูป -ing กรรมวาจก

despite ในที่นี้เป็นคำบุพบท ดังนั้นส่วนเติมเต็มจึงเป็นอนุประโยค -ing คือ being presented ไม่ใช่อนุประโยคที่มีประธานและกริยาผันครบ being presented เป็นรูปกรรมวาจก โดยหัวข้อที่เข้าใจจากบริบทคือ hypnotism เป็นสิ่งที่ถูกนำเสนอหรืออธิบายต่อสาธารณะ วลีทั้งหมดสร้างความหมายเชิงยอมรับข้อเท็จจริงก่อนแสดงความขัดแย้ง โดยวางภาพที่สื่อนำเสนอไว้เป็นข้อมูลพื้นหลัง และส่งสัญญาณว่าจะมีข้อมูลที่ต่างออกไปตามมา กล่าวคือ แม้การสะกดจิตจะถูกนำเสนอว่าเป็นการควบคุมจิตใจ แต่นักวิจัยอธิบายเรื่องนี้ต่างออกไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย despite และรูป -ing กรรมวาจกของ present: The device sold well ____ as outdated by several reviewers.

ดูคำตอบ

despite being presented

วลี

be presented in the media as: ถูกนำเสนอในสื่อว่าเป็น…

ในโครงสร้างกรรมวาจกนี้ X is presented in the media as Y หมายความว่า หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เว็บไซต์ หรือสื่ออื่น ๆ นำเสนอ X ว่ามีสถานะหรือคุณลักษณะแบบ Y ในที่นี้ การสะกดจิตถูกนำเสนอว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการควบคุมจิตใจ คำกริยานี้บอกว่าสิ่งนั้นถูกสร้างภาพต่อผู้ชมอย่างไร ไม่ได้พิสูจน์ว่าคำอธิบายนั้นเป็นความจริง การใช้ถ้อยคำแบบนี้ช่วยให้ผู้พูดแยกภาพที่สาธารณชนได้รับออกจากคำอธิบายหรือหลักฐานที่จะตามมา

แบบฝึกหัด

วลีที่เน้นในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. สื่อนำเสนอการสะกดจิตว่าเป็นการควบคุมจิตใจ แต่ภาพที่นำเสนอนั้นไม่ได้กลายเป็นข้อเท็จจริงโดยอัตโนมัติ
  2. สื่อได้พิสูจน์แล้วว่าการสะกดจิตควบคุมจิตใจของผู้คนได้
  3. การสะกดจิตกำลังถูกมอบเป็นของขวัญให้แก่องค์กรสื่อ
ดูคำตอบ

สื่อนำเสนอการสะกดจิตว่าเป็นการควบคุมจิตใจ แต่ภาพที่นำเสนอนั้นไม่ได้กลายเป็นข้อเท็จจริงโดยอัตโนมัติ

scientific researchers describe hypnotism differently.

0:40

แต่นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์อธิบายการสะกดจิตไว้ต่างออกไป

Hypnotism is a state of consciousness involving highly focused attention, โน้ต

0:43

การสะกดจิตคือสภาวะจิตสำนึกที่มีการจดจ่ออย่างสูง

การใช้คำ

state of consciousness: ภาวะจิตสำนึก

State of consciousness เป็นนามวลีเชิงวิชาการที่หมายถึงรูปแบบเฉพาะของการจัดระบบการรับรู้ ความสนใจ และการตอบสนอง ในคำนิยามนี้ การสะกดจิตถูกจัดเป็นสภาวะทางจิตแบบหนึ่ง Consciousness ในที่นี้เกี่ยวกับการรับรู้และประสบการณ์ทางจิต ไม่ได้หมายถึง conscience ซึ่งเป็นความรู้สึกภายในเกี่ยวกับสิ่งที่ถูกและผิดหรือมโนธรรม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยวลีเชิงวิชาการที่เน้นไว้: A neurologist may describe deep sleep as a different ____ from alert wakefulness.

ดูคำตอบ

state of consciousness

minimizing competing thoughts,

0:47

ลดความคิดอื่นที่เข้ามารบกวนให้เหลือน้อยที่สุด

and allowing an enhanced ability to respond to suggestions. การใช้คำ

0:48

และเพิ่มความสามารถในการตอบสนองต่อคำชี้นำ

ไวยากรณ์

ส่วนขยายรูป -ing แบบขนาน: involving ..., minimizing ... และ allowing ...

วลีรูป -ing ทั้งสาม ได้แก่ involving highly focused attention, minimizing competing thoughts และ allowing an enhanced ability เป็นส่วนขยายแบบขนานของ a state of consciousness แต่ละวลีเพิ่มลักษณะหนึ่งอย่างให้กับคำนิยามของภาวะนั้น และทั้งสามอยู่ในระดับไวยากรณ์เดียวกัน วลีเหล่านี้ไม่ได้บอกลำดับเหตุการณ์ minimizing และ allowing ไม่ใช่กริยาหลักที่แยกเป็นอิสระหลัง Hypnotism is โดยกริยาที่แสดงกาลเพียงคำเดียวในอนุประโยคหลักคือ is รูปแบบ “คำนามตามด้วยส่วนขยาย -ing แบบขนานหลายชุด” ใช้สร้างคำนิยามที่กระชับได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลีรูป -ing แบบขนานสามชุดอย่างถูกต้องเพื่อให้นิยามกระบวนการหนึ่ง?

  1. Effective coaching is a process encouraging reflection, building trust, and helping people make decisions.
  2. Effective coaching is a process encouraging reflection, built trust, and helps people make decisions.
  3. Effective coaching is a process encourages reflection, builds trust, and helping people make decisions.
ดูคำตอบ

Effective coaching is a process encouraging reflection, building trust, and helping people make decisions.

การใช้คำ

respond to suggestions ในบริบทของการสะกดจิต

ในบริบทของการสะกดจิต suggestions หมายถึงคำชี้นำหรือข้อความที่มีจุดประสงค์เพื่อกำกับประสบการณ์หรือการตอบสนองของบุคคล เช่น การเคลื่อนไหว ความรู้สึก ความทรงจำ หรือการรับรู้ ดังนั้น respond to suggestions จึงหมายถึงการแสดงปฏิกิริยาต่อคำชี้นำเหล่านั้น โดย suggestion ใช้ในความหมายเชิงวิชาการ ไม่ได้หมายถึงเพียงคำแนะนำในชีวิตประจำวัน respond to ไม่ได้รับประกันว่าจะทำตามทั้งหมด วลีนี้เพียงบอกว่าปฏิกิริยามีโอกาสเกิดขึ้นหรือสังเกตเห็นได้มากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นต้องเชื่อฟังคำสั่งหรือสูญเสียการควบคุม

แบบฝึกหัด

ในการศึกษาการสะกดจิต นักวิจัยบอกว่าแขนของผู้เข้าร่วมอาจรู้สึกเบาขึ้น แล้วผู้เข้าร่วมก็เริ่มยกแขน คำอธิบายใดตรงกับความหมายเชิงวิชาการที่เรียนในที่นี้มากที่สุด?

  1. The participant obeyed a command.
  2. The participant took some advice.
  3. The participant responded to a suggestion.
ดูคำตอบ

The participant responded to a suggestion.

Hypnosis from a scientific perspective, then, วลี

0:51

ดังนั้น ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ การสะกดจิต

is similar to the kind of focus your brain feels when reading a book

0:54

จึงคล้ายกับภาวะจดจ่อที่สมองรู้สึกเมื่อคุณอ่านหนังสือ

or watching a television show

0:58

หรือดูรายการโทรทัศน์

where the rest of the world seems to slip away. กริยาวลี

0:59

จนดูเหมือนว่าโลกรอบตัวค่อย ๆ เลือนหายไป

วลี

from a scientific perspective: ระบุกรอบของข้อสรุป

from a scientific perspective ทำหน้าที่กำหนดกรอบให้ข้อความที่ตามมาว่าเป็นคำอธิบายที่อิงวิธีศึกษาการสะกดจิตแบบวิทยาศาสตร์ ในที่นี้ perspective หมายถึงวิธีทำความเข้าใจหรือประเมินเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ทัศนมิติทางสายตา รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ from a/an + adjective + perspective ซึ่งใช้ระบุกรอบที่อยู่เบื้องหลังการตัดสิน ข้อความจึงถูกจำกัดให้อยู่ในมุมมองนั้น ไม่ได้ถูกนำเสนอว่าเป็นจริงจากทุกมุมมอง

แบบฝึกหัด

เติมวลีสี่คำที่ขึ้นต้นด้วย from และใช้ระบุมุมมองทางวิทยาศาสตร์ให้สมบูรณ์: ____, a single result is not enough to establish a pattern.

ดูคำตอบ

From a scientific perspective

กริยาวลี

slip away: ค่อย ๆ เลือนหายจากความสนใจ

ในประโยคนี้ slip away หมายถึงโลกภายนอกค่อย ๆ หายไปจากการรับรู้ของคนหนึ่งเมื่อความสนใจของเขาจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่น ไม่มีสิ่งใดลื่นไถลหรือเคลื่อนห่างออกไปจริง ๆ โดยทั่วไป สามารถใช้ slip away เมื่อบางสิ่งสูญหาย ผ่านไป หรือไม่อาจคว้าไว้ได้อย่างเงียบ ๆ และแทบไม่ทันสังเกต เช่น เวลา โอกาส ความทรงจำ หรือความสนใจ

แบบฝึกหัด

เลือก phrasal verb ที่เหมาะที่สุดเพื่อเติมประโยค: While I was drawing, the whole afternoon seemed to _____ unnoticed.

  1. slip into
  2. slip up
  3. slip away
ดูคำตอบ

slip away

And research has shown that it's actually capable of shutting down our automatic responses, โน้ต

1:02

และงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การสะกดจิตสามารถหยุดการตอบสนองอัตโนมัติของเราได้จริง

วลี

research has shown that: การเกริ่นหลักฐานจากงานวิจัยที่สะสมมา

“Research has shown that” ใช้เกริ่นข้อความหนึ่งในฐานะข้อสรุปที่มีงานวิจัยสนับสนุน ไม่ใช่เพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้พูด ในที่นี้ “research” เป็นคำนามมวลที่นับไม่ได้ หมายถึงงานวิจัยหรือหลักฐานจากการวิจัยโดยทั่วไป present perfect ใน “has shown” นำเสนอผลการค้นพบว่าเป็นหลักฐานที่สะสมมาในอดีตและยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน วลีนี้ช่วยให้ผู้พูดหรือผู้เขียนเปลี่ยนจากหัวข้อไปสู่ข้อกล่าวอ้างที่อิงงานวิจัย ซึ่งหลังจากนั้นควรมีงานศึกษาหรือหลักฐานจริงมาสนับสนุน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเกริ่นหลักฐานสี่คำที่ใช้ present perfect ของ show: ____ regular exercise can improve sleep.

ดูคำตอบ

Research has shown that

ไวยากรณ์

capable of shutting down: รูปแบบ capable of + -ing

“Capable of shutting down” หมายถึงการมีความสามารถหรือศักยภาพที่จะหยุดหรือยับยั้งบางสิ่งอย่างมาก ในที่นี้ “shutting down” ไม่ได้หมายถึงการปิดเครื่องจักรตามตัวอักษร แต่หมายถึงการยับยั้งการตอบสนองอัตโนมัติ รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ capable of + คำนามหรือรูป -ing เช่น capable of change และ capable of learning บุพบท “of” เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบนี้เมื่ออยู่หน้ากิจกรรม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่สร้างจาก capable: The backup battery is ____ powering the lights for six hours.

ดูคำตอบ

capable of

กริยาวลี

การใช้ shutting down เพื่อยับยั้งการตอบสนอง

ในประโยคนี้ shutting down หมายถึงการยับยั้งหรือหยุดการทำงานของการตอบสนองอัตโนมัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงการปิดเครื่องจักรจริง ๆ และไม่ได้หมายความว่ากระบวนการทางความคิดทุกอย่างหยุดลง กริยาวลี shut down ใช้บอกว่าระบบ กระบวนการ องค์กร หรือการตอบสนองของร่างกายหยุดทำงานหรือถูกทำให้หยุดทำงานได้ ในที่นี้ capable of shutting down แสดงว่า automatic responses คือสิ่งที่ถูกยับยั้งโดยเฉพาะ

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ 'The filter can shut down the harmful chemical reaction,' shut down หมายความว่าอะไร

  1. ทำให้ปฏิกิริยาเกิดเร็วขึ้น
  2. ย้ายปฏิกิริยาไปยังที่อื่น
  3. ยับยั้งหรือหยุดการทำงานของปฏิกิริยา
ดูคำตอบ

ยับยั้งหรือหยุดการทำงานของปฏิกิริยา

like reading words right in front of us.

1:06

เช่น การอ่านคำที่อยู่ตรงหน้าเรา

In this test, try to say the name of the color,

1:09

ในการทดสอบนี้ ลองพูดชื่อของสี

not what's written on the screen.

1:12

ไม่ใช่คำที่เขียนอยู่บนหน้าจอ

So, in this case, you'd say blue as fast as possible. ไวยากรณ์

1:13

ดังนั้น ในกรณีนี้ คุณต้องพูดว่า “สีน้ำเงิน” ให้เร็วที่สุด

ไวยากรณ์

ให้เร็วที่สุด: as fast as possible

โครงสร้าง as + คำกริยาวิเศษณ์ + as possible หมายถึงในระดับสูงสุดเท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย ใน as fast as possible คำว่า fast อธิบายว่าควรทำการกระทำด้วยวิธีใด ดังนั้นคำสั่งนี้จึงหมายถึงให้ตอบด้วยความเร็วสูงสุดที่ทำได้ โครงสร้างนี้ไม่ได้เปรียบเทียบคนหรือสิ่งของสองอย่าง ส่วน as possible ชุดที่สองกำหนดขีดจำกัดที่ทำได้จริง และสามารถเปลี่ยนคำกริยาวิเศษณ์ตรงกลางได้ เช่น as clearly as possible หรือ as often as possible

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งภาษาอังกฤษด้วยวลีเป้าหมายสี่คำที่ใช้ fast: Run ____.

ดูคำตอบ

as fast as possible

Try it on your own. วลี

1:17

ลองทำด้วยตัวเอง

วลี

on your own: ทำด้วยตัวเองโดยไม่รับความช่วยเหลือ

ในประโยคนี้ on your own หมายถึง “โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น” ผู้พูดบอกให้ผู้ฟังลองทำภารกิจด้วยตัวเองหลังจากดูการสาธิตแล้ว รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ do something on your own คำแสดงความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนตามบุคคล เช่น on my own, on her own, on our own เป็นต้น

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งด้วยสำนวนที่หมายถึง “โดยไม่มีคนช่วย”: The teacher has shown you the steps. Now try it ____.

ดูคำตอบ

on your own

It's kind of tricky, right? น้ำเสียง/เจตนา

1:25

ค่อนข้างยากใช่ไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

kind of ... right?: ลดความหนักแน่นของความเห็นและขอการเห็นด้วย

ในที่นี้ kind of หมายถึง “ค่อนข้าง” หรือ “นิดหน่อย” โดยช่วยลดความหนักแน่นของ tricky ทำให้การประเมินฟังดูไม่เด็ดขาดและไม่ตรงเกินไป right? ที่ท้ายประโยคขอให้ผู้ฟังยืนยันปฏิกิริยาที่ผู้พูดคาดว่าทั้งสองฝ่ายมีร่วมกัน เมื่อรวมกันแล้ว kind of tricky, right? จึงนำเสนอความยากในฐานะความรู้สึกร่วมที่เป็นกันเอง แทนที่จะประกาศอย่างหนักแน่น

แบบฝึกหัด

ใช้สองสำนวนจากบทเรียนเพื่อทำให้การประเมินนุ่มนวลลงและชวนให้อีกฝ่ายเห็นด้วย: This room is ____ noisy, ____?

ดูคำตอบ

kind of · right

This is known as the Stroop effect. วัฒนธรรม

1:26

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าปรากฏการณ์สตรูป (Stroop effect)

วัฒนธรรม

ปรากฏการณ์สตรูป: ความขัดแย้งระหว่างการอ่านกับการบอกชื่อสี

ปรากฏการณ์สตรูปคือการรบกวนที่เกิดขึ้นเมื่อความหมายของคำขัดกับสีหมึกที่เราต้องบอก การอ่านคำเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติมากจนแข่งกับการตอบชื่อสี ทำให้ตอบช้าลงหรือผิดพลาดได้มากขึ้น effect หมายถึงความขัดแย้งและการตอบที่ช้าลงซึ่งสังเกตพบ ไม่ใช่ตัวกิจกรรม กิจกรรมหรือขั้นตอนนี้มักเรียกว่า Stroop test

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ the Stroop effect?

  1. ชุดคำสั่งที่ใช้ทำกิจกรรมบอกชื่อสีชนิดใดก็ได้
  2. การรบกวนที่เกิดเมื่อการตอบสนองอัตโนมัติในการอ่านคำแข่งกับการบอกสีหมึก
  3. บริเวณสมองที่เก็บความหมายของคำเรียกสี
ดูคำตอบ

การรบกวนที่เกิดเมื่อการตอบสนองอัตโนมัติในการอ่านคำแข่งกับการบอกสีหมึก

It's difficult because our automatic process of wanting to read the word

1:29

ที่ยากก็เพราะกระบวนการอัตโนมัติที่ทำให้เราอยากอ่านคำนั้น

trips us up in our ability to name the color quickly. กริยาวลี

1:32

รบกวนความสามารถในการบอกชื่อสีอย่างรวดเร็ว

กริยาวลี

trips us up: ทำให้เราสับสนหรือทำผิดพลาด

ในที่นี้ trips us up หมายถึงทำให้เราลังเล สับสน หรือทำผิดพลาด กระบวนการอ่านโดยอัตโนมัติรบกวนการบอกชื่อสี ไม่ได้หมายถึงการสะดุดล้มจริง ๆ Trip someone up เป็น phrasal verb ที่แยกคำได้ เมื่อกรรมเป็นสรรพนาม ต้องวางไว้ระหว่าง trip กับ up เช่น trip us up

แบบฝึกหัด

เติม phrasal verb ที่หมายถึงทำให้เราสับสนหรือทำผิดพลาดลงในประโยคภาษาอังกฤษนี้: The extra exception always ____ when we do the calculation too quickly.

ดูคำตอบ

trips us up

However, if the words were in another language like Dutch,

1:35

แต่ถ้าคำเหล่านั้นเป็นภาษาอื่น เช่น ภาษาดัตช์

then you would have no problem naming the colors วลี

1:38

คุณก็จะบอกชื่อสีได้โดยไม่มีปัญหา

วลี

have no problem naming: โครงสร้าง have no problem + -ing

ในประโยคนี้ have no problem naming หมายถึง “รู้สึกว่าการบอกชื่อนั้นง่าย” หรือ “บอกชื่อได้โดยไม่ลำบาก” รูปสมมุติ would have no problem บอกผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่จินตนาการไว้ โครงสร้างคือ have no problem + กริยารูป -ing เช่น have no problem naming, finding หรือ remembering ในที่นี้ problem ตามด้วย naming โดยตรง ส่วน have no problem to name ไม่ใช่โครงสร้างมาตรฐาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป -ing ของ remember: I have no problem ____ faces, but names are harder.

ดูคำตอบ

remembering

as the words don't have meaning to you, ลำดับความ

1:40

เพราะคำเหล่านั้นไม่มีความหมายสำหรับคุณ

unless you speak Dutch. ไวยากรณ์

1:43

เว้นแต่คุณจะพูดภาษาดัตช์ได้

ลำดับความ

as ที่บอกเหตุผล: การนำเสนอเหตุผล

as ที่ต้นประโยคนี้ใช้บอกเหตุผลว่าทำไมคำเหล่านั้นจึงไม่รบกวนการตอบ เพราะคำเหล่านั้นไม่มีความหมายต่อผู้ฟัง โดยเชื่อมเหตุผลประกอบนี้เข้ากับผลที่กล่าวไว้ก่อนหน้า นี่คือ as ที่ใช้บอกเหตุผล มีความหมายว่า because หรือ since สาเหตุถูกนำเสนอเป็นข้อมูลพื้นหลัง ไม่ใช่ความสัมพันธ์ด้านเวลาแบบ while หรือ when และไม่ใช่การเปรียบเทียบวิธีในความหมายว่า in the way that

แบบฝึกหัด

as ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?: As the museum is closed today, we'll visit the park.

  1. ใช้บอกเหตุผลที่ไปสวนสาธารณะ
  2. แสดงว่าพิพิธภัณฑ์ปิดในขณะที่พวกเขาไปสวนสาธารณะ
  3. เปรียบเทียบพิพิธภัณฑ์กับสวนสาธารณะ
ดูคำตอบ

ใช้บอกเหตุผลที่ไปสวนสาธารณะ

ไวยากรณ์

unless you speak Dutch: เงื่อนไขยกเว้นที่หมายถึง “เว้นแต่”

unless ใช้เปิดเงื่อนไขยกเว้นที่อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ ในประโยคนี้ คำเหล่านั้นไม่มีความหมายต่อผู้ฟัง ยกเว้นในกรณีที่ผู้ฟังพูดภาษาดัตช์ได้ เรามักเข้าใจ unless ได้ว่า if ... not: unless you speak Dutch มีความหมายเท่ากับ if you do not speak Dutch เพราะ unless มีความหมายเชิงปฏิเสธอยู่แล้ว อนุประโยคหลังมันจึงมักใช้รูปบอกเล่า คือ you speak ไม่ใช่ you don't speak

แบบฝึกหัด

เติมคำหนึ่งคำที่มีความหมายว่า “เว้นแต่” ลงในประโยค: The words will have no meaning to you ____ you speak Dutch.

ดูคำตอบ

unless

In one study, hypnotized participants were given the Stroop test ไวยากรณ์

1:44

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ผู้เข้าร่วมที่ถูกสะกดจิตได้รับการทดสอบสตรูป

after being told that they would see words as gibberish and meaningless. ไวยากรณ์

1:48

หลังจากมีคนบอกว่า พวกเขาจะเห็นคำเหล่านั้นเป็นคำมั่ว ๆ ที่ไร้ความหมาย

ไวยากรณ์

were given ... after being told: การกระทำรูปถูกกระทำสองอย่างที่เชื่อมกัน

were given เป็นรูปถูกกระทำในอดีต หมายความว่าผู้เข้าร่วมได้รับการทดสอบ ประโยคเน้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา จึงไม่จำเป็นต้องบอกว่าใครเป็นผู้ให้การทดสอบ after being told เป็นอนุประโยคบอกเวลารูปถูกกระทำที่ย่อให้สั้น ประธานที่ไม่ได้กล่าวออกมาตรงกับประธานของประโยคหลัก คือ participants โดยเข้าใจเต็ม ๆ ว่า after the participants were told.... after แสดงลำดับเหตุการณ์ ผู้เข้าร่วมได้รับแจ้งก่อนว่าจะพบอะไร แล้วจึงได้รับการทดสอบ

แบบฝึกหัด

ในประโยค "After being told the rules, the participants were given the test," ใครเป็นผู้ได้รับแจ้งกฎ?

  1. การทดสอบ
  2. นักวิจัย
  3. ผู้เข้าร่วม
ดูคำตอบ

ผู้เข้าร่วม

ไวยากรณ์

โครงสร้าง see A as B ใน “see words as gibberish and meaningless”

ในประโยคนี้ see ไม่ได้หมายถึงเพียงการมองเห็นด้วยตาเท่านั้น see words as gibberish and meaningless หมายถึงการรับรู้หรือตีความคำเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ จึงไม่สามารถใช้ความหมายของคำได้ คำชี้นำเปลี่ยนประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมมีต่อคำ ไม่ได้เปลี่ยนตัวคำเอง โครงสร้างคือ see + A + as + B โดย A คือบุคคลหรือสิ่งที่ถูกตีความ ส่วน B คือป้ายกำกับ บทบาท หรือคุณสมบัติที่มองว่า A มี ในที่นี้ as นำส่วนที่ใช้อธิบาย words และไม่ได้แปลว่า “เมื่อ”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้โครงสร้าง see A as B: Many children ____ the library ____ a safe place to study.

ดูคำตอบ

see · as

As a result, the Stroop effect was temporarily eliminated, ลำดับความ

1:51

ผลก็คือ ปรากฏการณ์สตรูปหายไปชั่วคราว

and the participants could name the color without error or delay. วลี

1:54

และผู้เข้าร่วมสามารถบอกชื่อสีได้โดยไม่ผิดพลาดหรือล่าช้า

ลำดับความ

ใช้ “As a result,” เพื่อแสดงผลที่ตามมา

As a result ที่อยู่ต้นประโยคนี้ย้อนกลับไปถึงคำชี้นำที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และบอกผู้อ่านว่าการหายไปของปรากฏการณ์สตรูปกับผลการทำงานที่ดีขึ้นของผู้เข้าร่วมเกิดจากคำชี้นำนั้น As a result เป็นคำเชื่อมข้อความที่จัดข้อมูลตามลำดับจากเหตุไปสู่ผล และเตรียมให้ผู้อ่านรับรู้ว่าสิ่งต่อไปคือผลที่ตามมา ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อเพิ่มข้อเท็จจริงอีกข้อหรือสรุปเรื่องทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมบอกผลจากบทเรียนนี้: The pipe burst overnight. ____, the office was closed this morning.

ดูคำตอบ

As a result

วลี

without error or delay: ไม่มีทั้งข้อผิดพลาดและความล่าช้า

ในประโยคนี้ without error or delay หมายความว่าผู้เข้าร่วมบอกชื่อสีได้ทั้งอย่างถูกต้องและทันที กล่าวคือ ไม่มีคำตอบที่ผิดและไม่มีการลังเล without ครอบคลุมคำนามทั้งสองคำ ในโครงสร้างปฏิเสธนี้ or เชื่อมปัญหาสองอย่างที่ถูกตัดออก จึงหมายถึง 'ไม่มีทั้ง error และ delay' ไม่ใช่การให้เลือกระหว่างสองอย่าง

แบบฝึกหัด

เติมรายงานด้วยสำนวนเป้าหมาย: The automated check finished ____.

ดูคำตอบ

without error or delay

When this test was run in an fMRI,

1:58

เมื่อทำการทดสอบนี้ระหว่างการสแกน fMRI

participants showed lower activation in the anterior cingulate cortex,

2:00

ผู้เข้าร่วมมีการทำงานของคอร์เทกซ์ซิงกูเลตส่วนหน้าลดลง

an area in the brain involved in resolving conflict and competing demands, ไวยากรณ์

2:04

ซึ่งเป็นบริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขความขัดแย้งและข้อเรียกร้องที่ขัดกัน

ไวยากรณ์

involved in resolving ... ในฐานะอนุประโยคสัมพันธ์แบบย่อ

ในที่นี้ involved in resolving conflict and competing demands เป็นวลี past participle ที่วางไว้หลัง an area โดยเป็นอนุประโยคสัมพันธ์แบบย่อ กล่าวคือ an area involved in ... มีความหมายเท่ากับ an area that is involved in ... involved in หมายถึงการมีบทบาทในกิจกรรมหนึ่ง บุพบท in ตามด้วย resolving ซึ่งเป็นรูป -ing และ resolving มีกรรมที่เชื่อมแบบขนานกันสองส่วน ได้แก่ conflict และ competing demands

แบบฝึกหัด

แทนอนุประโยคสัมพันธ์ด้วยวลีที่กระชับ: The students who are involved in organizing the fair will meet today. The students ____ will meet today.

ดูคำตอบ

involved in organizing the fair

as well as a reduction in the visual cortex, which is crucial for recognizing words. วลี

2:08

รวมทั้งมีการทำงานของคอร์เทกซ์การมองเห็นลดลง ซึ่งส่วนนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการจดจำคำ

วลี

การใช้ as well as เพื่อเพิ่มข้อมูลประเด็นที่สอง

ในประโยคนี้ as well as เพิ่มข้อค้นพบที่สอง คือการลดลงของคอร์เทกซ์การมองเห็น ต่อจากการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวไว้ก่อนหน้า มีหน้าที่คล้าย “นอกเหนือจาก” และทำให้รายการใหม่มีบทบาทเป็นข้อมูลสนับสนุนหรือข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อย รูปแบบคือ A, as well as B ซึ่งต่างจากโครงสร้างเปรียบเทียบ as + คำคุณศัพท์/คำวิเศษณ์ + as เพราะคำเชื่อมสามคำนี้ไม่ได้หมายความว่า “ดีเท่ากัน”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมเป้าหมายที่เพิ่มผลข้อที่สอง: “The garden project brought neighbors together, ____ making the street look brighter.”

ดูคำตอบ

as well as

วลี

crucial for recognizing และรูปแบบ crucial for + -ing

crucial for recognizing เชื่อมสิ่งที่จำเป็นเข้ากับกิจกรรมหนึ่ง ในที่นี้ which หมายถึง visual cortex และวลีนี้บอกว่าบริเวณสมองดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการจดจำคำ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ be crucial for + คำนามหรือรูป -ing เนื่องจาก for เป็นคำบุพบท recognizing จึงเป็นรูป -ing ที่ใช้เรียกกิจกรรมนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสองคำ: “Regular feedback is ____ improving your writing.”

ดูคำตอบ

crucial for

The Harvard Group Scale of Hypnotic Susceptibility shows that hypnotizability follows a normal bell curve distribution. การใช้คำ

2:12

มาตรวัดความไวต่อการสะกดจิตแบบกลุ่มของ Harvard แสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการถูกสะกดจิตมีการกระจายตัวแบบโค้งระฆังปกติ

การใช้คำ

การแจกแจงแบบปกติเป็นเส้นโค้งรูประฆัง

การแจกแจงแบบปกติเป็นเส้นโค้งรูประฆังคือรูปแบบทางสถิติที่ค่าจากการสังเกตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใกล้ค่าเฉลี่ยหรือช่วงกลาง และมีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเข้าใกล้ปลายด้านต่ำและด้านสูง ในประโยคนี้ คะแนนความสามารถในการถูกสะกดจิตของคนกลุ่มหนึ่งมีรูปร่างโดยรวมเช่นนั้น เส้นโค้งนี้อธิบายความแตกต่างระหว่างผู้คน ไม่ได้หมายความว่าประสบการณ์การถูกสะกดจิตของคนคนหนึ่งเปลี่ยนไปตามเส้นโค้ง

แบบฝึกหัด

normal bell curve distribution ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. วัดได้เฉพาะคนที่อยู่ตรงปลายสูงสุดเท่านั้น
  2. คะแนนของแต่ละคนเปลี่ยนไปตามเส้นโค้งที่ราบเรียบเมื่อเวลาผ่านไป
  3. คนส่วนใหญ่ได้คะแนนใกล้ช่วงกลาง ส่วนคนที่ได้คะแนนต่ำมากหรือสูงมากมีค่อนข้างน้อย
  4. คะแนนต่ำ คะแนนกลาง และคะแนนสูงเกิดขึ้นบ่อยเท่ากัน
ดูคำตอบ

คนส่วนใหญ่ได้คะแนนใกล้ช่วงกลาง ส่วนคนที่ได้คะแนนต่ำมากหรือสูงมากมีค่อนข้างน้อย

Very few people experience no sensation during hypnotism.

2:19

มีคนน้อยมากที่ไม่รู้สึกอะไรเลยระหว่างการสะกดจิต

Many people respond to ideomotor ideosensory direct suggestions,

2:22

หลายคนตอบสนองต่อคำชี้นำโดยตรงด้านการเคลื่อนไหวและการรับรู้ที่เกิดจากความคิด

such as lifting your arm involuntarily,

2:26

เช่น ยกแขนขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

and a small group of people respond to cognitive suggestions,

2:29

และมีคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ตอบสนองต่อคำชี้นำด้านการรู้คิด

which impact memory and perception,

2:32

ซึ่งส่งผลต่อความทรงจำและการรับรู้

and can create hallucinations and selective amnesia.

2:34

และอาจทำให้เกิดภาพหลอนและภาวะสูญเสียความทรงจำแบบเลือกสรร

It can even be used to modulate pain. โน้ต

2:37

การสะกดจิตยังใช้ปรับระดับความเจ็บปวดได้อีกด้วย

ไวยากรณ์

be used to + คำกริยารูปพื้นฐานเพื่อบอกวัตถุประสงค์

Be used to + คำกริยารูปพื้นฐานใช้แสดงวัตถุประสงค์ในรูปกรรมวาจก หมายถึงสิ่งหนึ่งถูกนำมาใช้เพื่อทำการกระทำบางอย่าง ในที่นี้บอกว่าการสะกดจิตสามารถใช้เป็นวิธีปรับระดับความเจ็บปวดได้ to เป็นส่วนหนึ่งของ infinitive ดังนั้น modulate จึงอยู่ในรูปพื้นฐาน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ X + be + used to + คำกริยารูปพื้นฐาน และอาจมี modal verb อยู่หน้า be เช่น can be used to

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยสำนวนกรรมวาจกที่บอกวัตถุประสงค์จากบทเรียน: This filter can ____ remove dust from the air.

ดูคำตอบ

be used to

การใช้คำ

modulate pain ในภาษาการวิจัย

ในบริบทการวิจัยนี้ modulate pain หมายถึงการเปลี่ยนแปลงหรือควบคุมระดับความเจ็บปวด ความไวต่อความเจ็บปวด หรือวิธีที่ร่างกายและสมองประมวลผลความเจ็บปวด คำนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าความเจ็บปวดจะหายไป คำกริยานี้จงใจใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง การปรับอาจทำให้ความเจ็บปวดลดลง เพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนการตอบสนองในลักษณะอื่นก็ได้ จึงต้องดูหลักฐานแวดล้อมเพื่อทราบทิศทางของการเปลี่ยนแปลง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The treatment may modulate pain,” คำว่า modulate มีความหมายที่แม่นยำที่สุดว่าอะไร

  1. พิสูจน์ว่าความเจ็บปวดเป็นเพียงจินตนาการ
  2. เปลี่ยนแปลงหรือควบคุมประสบการณ์ความเจ็บปวด
  3. กำจัดความเจ็บปวดทั้งหมดให้หมดไป
ดูคำตอบ

เปลี่ยนแปลงหรือควบคุมประสบการณ์ความเจ็บปวด

In one study, while hypnotized, ไวยากรณ์

2:40

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ขณะที่ถูกสะกดจิต

participants were given a painful heat stimulus on their right hand

2:41

ผู้เข้าร่วมได้รับสิ่งเร้าจากความร้อนที่ทำให้เจ็บปวดที่มือขวา

ไวยากรณ์

while hypnotized ในฐานะอนุประโยคบอกเวลารูปย่อ

While hypnotized เป็นอนุประโยคบอกเวลารูปย่อ ประธานที่เข้าใจโดยนัยคือ participants ซึ่งเป็นประธานเดียวกับประโยคหลัก และรูปเต็มคือ while they were hypnotized ในที่นี้ hypnotized เป็นคำกริยาช่องที่สามที่บอกสภาวะของผู้เข้าร่วมขณะได้รับสิ่งเร้า โครงสร้าง while + คำกริยาช่องที่สามหรือคำคุณศัพท์ช่วยให้การบรรยายแบบเป็นทางการระบุสภาวะที่เกิดพร้อมกับการกระทำหลักได้อย่างกระชับ

แบบฝึกหัด

ย่ออนุประโยคบอกเวลา “While she was blindfolded” ในประโยคนี้: ____, she identified the objects by touch.

ดูคำตอบ

While blindfolded

and rated their level of pain. วลี

2:45

แล้วให้คะแนนระดับความเจ็บปวดของตน

วลี

rated their level of pain: ให้คะแนนระดับความเจ็บปวด

ในที่นี้ rated เป็นคำกริยา หมายถึง “ประเมินโดยให้คะแนนหรือจัดระดับ” ผู้เข้าร่วมประเมินว่าความเจ็บปวดที่ตนรู้สึกรุนแรงเพียงใด โดย rate ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเร็ว อัตราส่วน หรือราคา รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ rate + คำแสดงความเป็นเจ้าของ + level of + คำนาม เช่น rate your level of stress โดยอาจระบุตัวเลขของมาตรวัดไว้อย่างชัดเจนหรือให้เข้าใจจากบริบทก็ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “ให้คะแนนว่าความเจ็บปวดรุนแรงเพียงใด”: After the test, the children ____ on a scale from zero to ten.

ดูคำตอบ

rated their level of pain

They were told that they would be given the same heat stimulus ไวยากรณ์

2:47

พวกเขาได้รับแจ้งว่าจะได้รับสิ่งเร้าจากความร้อนแบบเดิม

when it was actually a non-painful temperature,

2:49

ทั้งที่จริงแล้วเป็นอุณหภูมิที่ไม่ทำให้เจ็บ

and they rated their level of pain the same.

2:52

แต่พวกเขากลับให้คะแนนความเจ็บปวดเท่าเดิม

ไวยากรณ์

would be given: รูปถูกกระทำของอนาคตเมื่อมองจากอดีต

Were told กำหนดมุมมองให้อยู่ในอดีต จากช่วงเวลาในอดีตนั้น สิ่งกระตุ้นด้วยความร้อนยังเป็นเรื่องในอนาคต ดังนั้น would จึงแสดง “อนาคตเมื่อมองจากอดีต” Be given ทำให้อนุประโยคเป็นรูปถูกกระทำ โดย they เป็นผู้รับสิ่งกระตุ้น ส่วนผู้ที่ให้สิ่งกระตุ้นไม่ได้ถูกระบุ เมื่อรวมกัน would be given หมายถึงมีคนบอกพวกเขาในตอนนั้นว่าพวกเขาจะได้รับสิ่งนั้นในภายหลัง โดย would ในที่นี้ไม่ได้แสดงความเต็มใจ

แบบฝึกหัด

ใช้รูปถูกกระทำของ give ที่เป็นอนาคตเมื่อมองจากอดีตเพื่อเติมประโยค: The patients were told that they ____ the results the next day.

ดูคำตอบ

would be given

In fact, their brain showed the same level of activation in the anterior cingulate cortex.

2:54

ที่จริง สมองของพวกเขาแสดงการทำงานในคอร์เทกซ์ซิงกูเลตส่วนหน้าในระดับเดียวกัน

Scientists have also scanned the brains of people faking leg paralysis as if hypnotized ไวยากรณ์

2:59

นักวิทยาศาสตร์ยังสแกนสมองของคนที่แกล้งทำเป็นขาเป็นอัมพาตราวกับถูกสะกดจิต

ไวยากรณ์

as if hypnotized: เป็นเพียงลักษณะที่เห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

ในที่นี้ as if hypnotized มีความหมายเต็มว่า as if they were hypnotized โดยละประธาน they และกริยา were ไว้ จึงเหลือรูป as if + กริยาช่อง 3 ประธานที่เข้าใจได้จากบริบทคือคนที่กำลังได้รับการสแกนสมอง as if ใช้เปรียบเทียบจากลักษณะภายนอกหรือพฤติกรรม ประโยคนี้บอกว่าพวกเขาทำท่าทางเหมือนถูกสะกดจิต ไม่ได้บอกว่าพวกเขาถูกสะกดจิตจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปย่อที่ใช้ as if และมีความหมายว่า “ราวกับว่าเขาถูกสะกดจิตมาแล้ว”: Leo closed his eyes and sat very still, ____, although nobody had hypnotized him.

ดูคำตอบ

as if hypnotized

and then done it again later when they were actually hypnotized

3:04

แล้วสแกนอีกครั้งในภายหลัง เมื่อพวกเขาถูกสะกดจิตจริง ๆ

and saw increased brain activation in the right orbitofrontal cortex,

3:07

และพบการทำงานของสมองเพิ่มขึ้นในคอร์เทกซ์ออร์บิโทฟรอนทัลด้านขวา

right cerebellum, left thalamus, and putamen.

3:11

รวมถึงสมองน้อยด้านขวา ทาลามัสด้านซ้าย และพูทาเมน

Meanwhile, when faking it,

3:13

ในทางกลับกัน ตอนที่พวกเขาแกล้งทำ

they showed no such changes, ไวยากรณ์

3:15

กลับไม่พบการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

ไวยากรณ์

no such changes: ย้อนกลับไปอ้างถึงประเภทที่กล่าวไว้ก่อนหน้า

ใน no such changes คำว่า such ย้อนกลับไปหมายถึงประเภทของการเปลี่ยนแปลงในสมองที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ วลีนี้หมายถึง “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบที่อธิบายไว้ก่อนหน้านั้น” ไม่ได้หมายถึง “การเปลี่ยนแปลงบางอย่าง” โครงสร้าง no such + คำนามพหูพจน์ใช้ปฏิเสธประเภทที่รู้อยู่แล้วโดยไม่ต้องพูดคำอธิบายทั้งหมดซ้ำ ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แต่หมายความว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงประเภทนั้นเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เลือกคำเติมที่หมายถึง “ไม่มีสิ่งใดในประเภทที่อธิบายไว้ก่อนหน้า” แต่ยังเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงประเภทอื่น: The first scan showed increased activity in two areas. The second scan showed ____.

  1. no changes
  2. no similar changes
  3. no such changes
ดูคำตอบ

no such changes

which suggests hypnosis has a different neural basis than those imitating it. โน้ต

3:17

ซึ่งบ่งชี้ว่าการสะกดจิตมีพื้นฐานทางระบบประสาทต่างจากการแกล้งเลียนแบบ

ลำดับความ

which suggests: เปลี่ยนหลักฐานเป็นข้อสรุปอย่างระมัดระวัง

อนุประโยคสัมพันธ์ which suggests ย้อนกลับไปอ้างถึงข้อค้นพบก่อนหน้าทั้งหมด ไม่ได้อ้างถึงเพียงคำนามที่อยู่ใกล้ ๆ อนุประโยคนี้นำเสนอข้อค้นพบนั้นเป็นหลักฐาน แล้วเชื่อมไปยังข้อสรุปที่ได้จากหลักฐานนั้น suggests แสดงว่าข้อสรุปมีหลักฐานสนับสนุนและมีความเป็นไปได้ แต่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างเด็ดขาด นี่เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในการเปลี่ยนจากข้อสังเกตไปสู่ข้อกล่าวอ้างที่มีขอบเขตจำกัดในงานเขียนเชิงวิทยาศาสตร์หรือเชิงวิเคราะห์

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบายหน้าที่ของ which suggests ในประโยคได้ดีที่สุด

  1. ระบุว่าข้อค้นพบก่อนหน้าเป็นหลักฐานเด็ดขาด
  2. เปลี่ยนข้อค้นพบก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุปอย่างระมัดระวัง
  3. รายงานคำแนะนำที่ให้แก่บุคคลอื่น
ดูคำตอบ

เปลี่ยนข้อค้นพบก่อนหน้าให้เป็นข้อสรุปอย่างระมัดระวัง

การใช้คำ

neural basis: กลไกของสมองที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์

neural basis เป็นกลุ่มคำทางวิทยาศาสตร์แบบเป็นทางการที่หมายถึงกระบวนการของระบบประสาทซึ่งอยู่เบื้องหลังพฤติกรรม ประสบการณ์ หรือภาวะหนึ่ง neural จำกัดความหมายให้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของสมองหรือระบบประสาท ส่วน basis หมายถึงกลไกหรือรากฐานที่อยู่เบื้องหลัง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกว่าการสะกดจิตและการเลียนแบบการสะกดจิตอาศัยรูปแบบหรือกลไกในสมองที่ต่างกัน ตัววลีนี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ระบุบริเวณสมองที่แน่นอนหรือพิสูจน์ว่าเราเข้าใจกลไกนั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยศัพท์วิทยาศาสตร์สองคำที่หมายถึง “กลไกของสมองที่อยู่เบื้องหลัง”: Scientists are investigating the ____ of conscious awareness.

ดูคำตอบ

neural basis

ไวยากรณ์

those imitating it: those + ส่วนขยาย -ing

ใน those imitating it คำว่า those เป็นคำสรรพนามพหูพจน์ที่หมายถึง “คนเหล่านั้น” และช่วยไม่ให้ต้องกล่าวคำนามที่เข้าใจได้จากบริบทซ้ำอีก ในที่นี้ those หมายถึงคนที่แกล้งทำเป็นถูกสะกดจิต ส่วนคำสรรพนามกรรม it หมายถึง hypnosis วลี -ing คือ imitating it วางไว้หลัง those เพื่อระบุว่าหมายถึงคนกลุ่มใด รูปนี้เป็นอนุประโยคสัมพันธ์แบบย่อ: those who are imitating it → those imitating it ประโยคนี้ย่อโครงสร้างการเปรียบเทียบไว้ โดยตามหลักเหตุผลแล้ว พื้นฐานทางประสาทของการสะกดจิตจริงถูกนำไปเปรียบเทียบกับรูปแบบที่พบในผู้เลียนแบบ ไม่ได้เปรียบเทียบกับตัวบุคคลโดยตรง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย those + วลี -ing เพื่อสื่อความหมายว่า “คนที่กำลังรออยู่ข้างนอก”: The seats are reserved for ____.

ดูคำตอบ

those waiting outside

So, while many hypnotists or subjects could seemingly fake hypnosis, โน้ต

3:21

ดังนั้น แม้นักสะกดจิตหรือผู้ถูกทดลองหลายคนอาจดูเหมือนแกล้งทำเป็นถูกสะกดจิตได้

การใช้คำ

seemingly: สิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว

ในที่นี้ seemingly ขยายใจความ could fake hypnosis หมายความว่า จากสิ่งที่ผู้สังเกตมองเห็น คนเหล่านั้นดูเหมือนจะสามารถแกล้งทำเป็นสะกดจิตได้ แต่ผู้พูดไม่ได้ยืนยันว่าภาพที่เห็นนั้นตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คำนี้แยกหลักฐานที่เห็นเพียงผิวเผินออกจากข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน และเปิดโอกาสให้มีหลักฐานภายหลังมาหักล้างความประทับใจแรกได้

แบบฝึกหัด

เลือกคำที่เหมาะสมที่สุดเพื่อเติมประโยคและแสดงว่าพัสดุเพียงแค่ดูเหมือนสมบูรณ์: The package was ... intact, but the contents were broken.

  1. seemingly
  2. simply
  3. certainly
ดูคำตอบ

seemingly

and I'm sure it happens, น้ำเสียง/เจตนา

3:25

และแน่นอนว่าเรื่องแบบนั้นคงเกิดขึ้นจริง

น้ำเสียง/เจตนา

I'm sure it happens: การยอมรับเชิงผ่อนข้อ

วลี I'm sure it happens เป็นการยอมรับเชิงผ่อนข้อสั้น ๆ โดย it ย้อนกลับไปถึงความเป็นไปได้ที่บางคนอาจแกล้งทำเป็นถูกสะกดจิต และผู้พูดยอมรับอย่างมั่นใจว่ากรณีเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง การยอมรับข้อยกเว้นที่สมเหตุสมผลนี้ก่อนพูดต่อช่วยให้ผู้พูดหลีกเลี่ยงการกล่าวอย่างเหมารวมเด็ดขาด การผ่อนข้อนี้ไม่ได้ล้มล้างข้อโต้แย้งหลัก แต่เปิดพื้นที่ให้ข้อยกเว้นและช่วยให้ผู้พูดนำไปสู่ข้อสรุปที่แม่นยำยิ่งขึ้น

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ I'm sure it happens ทำหน้าที่อะไร? Some applicants may exaggerate their experience, and I'm sure it happens, but one doubtful detail is not proof of dishonesty.

  1. กล่าวว่าผู้สมัครทุกคนพูดเกินจริง
  2. ยอมรับว่ามีการพูดเกินจริงเกิดขึ้นบ้าง ก่อนที่ผู้พูดจะจำกัดขอบเขตของข้อกล่าวอ้าง
  3. ถอนข้อโต้แย้งทั้งหมดของผู้พูด
ดูคำตอบ

ยอมรับว่ามีการพูดเกินจริงเกิดขึ้นบ้าง ก่อนที่ผู้พูดจะจำกัดขอบเขตของข้อกล่าวอ้าง

under a brain scan, it becomes clear who's lying and who is actually hypnotized. ไวยากรณ์

3:26

แต่เมื่อสแกนสมอง ก็เห็นได้ชัดว่าใครโกหกและใครถูกสะกดจิตจริง

ไวยากรณ์

while ในฐานะคำเชื่อมแสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อนโต้แย้ง

ในที่นี้ while หมายถึง “แม้ว่า” ไม่ใช่ “ในช่วงเวลาที่” อนุประโยคของ while ยอมรับก่อนว่านักสะกดจิตหรือผู้เข้าร่วมทดลองหลายคนอาจดูเหมือนสามารถแกล้งทำเป็นถูกสะกดจิตได้ แล้วประโยคหลักจึงให้ข้อสรุปที่จำกัดแนวคิดนั้นว่า การสแกนสมองเผยให้เห็นได้ว่าใครกำลังโกหก รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ While + ข้อความที่ยอมรับก่อน, ข้อสรุปหลัก อนุประโยคแรกสร้างความคาดหมาย แล้วประโยคหลักจึงแสดงความขัดแย้งหรือจำกัดความคาดหมายนั้น ข้อความแทรกยาว ๆ อาจทำให้ประโยคหลักมาช้า จึงควรติดตามความขัดแย้งทางตรรกะ แทนที่จะตีความ while เป็นสัญญาณบอกเวลาโดยอัตโนมัติ

แบบฝึกหัด

while แสดงความสัมพันธ์แบบใดในประโยคนี้? “While the plan looks simple, it will take weeks to finish.”

  1. การยอมรับข้อหนึ่งก่อนโต้แย้ง: อนุประโยคที่สองจำกัดความคาดหมายที่เกิดจากอนุประโยคแรก
  2. ความสัมพันธ์แบบเหตุและผล
  3. เหตุการณ์สองอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
ดูคำตอบ

การยอมรับข้อหนึ่งก่อนโต้แย้ง: อนุประโยคที่สองจำกัดความคาดหมายที่เกิดจากอนุประโยคแรก

ไวยากรณ์

It becomes clear + อนุประโยค who แบบฝังคู่ขนาน

ในประโยคนี้ it เป็นประธานสมมติ ส่วนอนุประโยค wh แบบฝังที่ขนานกันสองส่วนหลัง clear คือ who's lying และ who is actually hypnotized บอกว่าสิ่งใดชัดเจนขึ้น โครงสร้าง it becomes clear + อนุประโยค wh หมายถึงหลักฐานทำให้สามารถระบุคำตอบได้ Who's เป็นรูปย่อของ who is เนื่องจากอนุประโยค wh เหล่านี้ฝังอยู่ในประโยคบอกเล่า จึงไม่เรียงแบบคำถามตรงสองคำถามแยกกัน แต่ใช้ลำดับคำปกติของอนุประโยค ในตัวอย่างนี้ who เป็นประธานของทั้งสองส่วนอยู่แล้ว ดังนั้น who is lying และ who is ... hypnotized จึงเป็นลำดับที่ถูกต้อง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค wh แบบฝังหลัง it becomes clear ได้ถูกต้อง

  1. After the review, it becomes clear who did the manager blame and why did the alarm sound.
  2. After the review, it becomes clear who the manager blamed and why the alarm sounded.
ดูคำตอบ

After the review, it becomes clear who the manager blamed and why the alarm sounded.

If you want to see us get hypnotized by a professional

3:31

ถ้าคุณอยากดูพวกเราถูกผู้เชี่ยวชาญสะกดจิต

for the first time ever in our lives,

3:33

เป็นครั้งแรกในชีวิต

check out our video on AsapTHOUGHT where we do exactly that. กริยาวลี

3:35

ไปดูวิดีโอของเราบน AsapTHOUGHT ที่พวกเราทำแบบนั้นจริง ๆ

กริยาวลี

Check out + เนื้อหา เพื่อแนะนำอย่างเป็นกันเอง

ในที่นี้ check out หมายถึงไปดูหรือลองดู กรรม our video ทำให้รู้ว่าต้องใช้ความหมายนี้ ผู้พูดกำลังชี้นำผู้ชมไปยังเนื้อหาอีกชิ้นหนึ่ง รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ check out + สิ่งของ สถานที่ หรือเนื้อหา มักทำหน้าที่เป็นคำแนะนำอย่างเป็นกันเองหรือคำเชิญชวนให้ลงมือทำ ไม่ใช่คำสั่งตามตัวอักษรให้ตรวจทุกรายละเอียด

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำอย่างเป็นกันเองด้วยกริยาวลีสองคำที่หมายถึง “ลองดู”:If you enjoy space stories, ____ this new podcast.

ดูคำตอบ

check out

It was an interesting experience.

3:39

มันเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ

Click on the screen or use the link in the description

3:41

คลิกที่หน้าจอหรือใช้ลิงก์ในคำอธิบาย

to see that video and subscribe for more weekly science videos.

3:43

เพื่อดูวิดีโอนั้น และกดติดตามเพื่อรับชมวิดีโอวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ทุกสัปดาห์