คุณรู้ใช่มั้ยว่า Question Tags ใช้ยังไง... ใช่ไหม? บทเรียนภาษาอังกฤษมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
377 คำ 217 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนนี้อธิบายการใช้ question tag เพื่อเปลี่ยนประโยคบอกเล่าให้เป็นคำถามที่ขอความเห็นพ้องหรือการยืนยัน โดยครอบคลุมกฎรูปบวก–ลบ ตัวเลือกแบบไม่เป็นทางการ right? และการใช้น้ำเสียงเพื่อสื่อระดับความมั่นใจ ประเด็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษหลัก: 1. when a statement is positive, the tag will be negative. / when a statement is negative, the tag will be positive. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้กฎหลักเรื่องขั้วของ question tag มาตรฐาน คุณจะระบุได้ว่าประโยคหลักเป็นรูปบวกหรือรูปปฏิเสธ แล้วเลือกรูปของ tag ที่ตรงข้ามได้อย่างถูกต้อง แทนการเดาจากคำกริยาตัวสุดท้ายเพียงอย่างเดียว 2. right? — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เข้าใจว่านี่คือวิธีพูดแบบไม่เป็นทางการที่พบบ่อยสำหรับตรวจสอบข้อมูลหรือชวนให้อีกฝ่ายเห็นด้วย โดยไม่ต้องจับคู่กริยาช่วยกับคำสรรพนาม คุณจะใช้เป็น tag ยืนยันแบบง่ายได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะหลังประโยคบอกเล่ารูปบวก 3. a rising intonation, / a lower level of certainty / need more clarification. — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เข้าใจว่าน้ำเสียงสูงขึ้นสื่อว่าผู้พูดมั่นใจน้อยกว่าและต้องการคำตอบจริงหรือคำอธิบายเพิ่มเติม คุณจะแยกจากน้ำเสียงต่ำลงที่ใช้เพื่อขอการยืนยันเป็นหลัก และเลือกน้ำเสียงให้ตรงกับท่าทีที่ต้องการสื่อได้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

You know what a question tag is,

0:00

คุณรู้ใช่ไหมว่า question tag คืออะไร,

don't you? ไวยากรณ์

0:01

ใช่ไหมล่ะ?

ไวยากรณ์

don't you? หลังประโยคบอกเล่าแบบยืนยัน

don't you? เป็นคำถามท้ายประโยคแบบปฏิเสธที่ต่อท้ายประโยคบอกเล่าแบบยืนยัน You know... เพราะ know อยู่ใน present simple และมีประธานเป็น you ส่วนท้ายจึงใช้ don't + you เมื่อรวมประโยคบอกเล่ากับคำถามท้ายประโยค ผู้พูดกำลังขอให้อีกฝ่ายยืนยัน โดยมองว่า You know... น่าจะเป็นจริงและชวนให้อีกฝ่ายเห็นด้วย

แบบฝึกหัด

เติมคำถามท้ายประโยคแบบปฏิเสธรูปย่อที่ใช้ทั่วไปให้ตรงกับประโยคบอกเล่าแบบยืนยันที่มีประธานเป็น you: You enjoy drawing, ____?

ดูคำตอบ

don't you

There are a lot of ways to ask questions in English,

0:02

มีหลายวิธีมากในการตั้งคำถามในภาษาอังกฤษ,

but how often do you use question tags?

0:04

แต่คุณใช้ question tag บ่อยแค่ไหน?

Question tags are just short phrases

0:10

Question tag เป็นแค่วลีสั้นๆ

or clauses that we add to the end of a statement ไวยากรณ์

0:12

หรืออนุประโยคที่เราเติมต่อท้ายประโยคบอกเล่า

to make it into a question. วลี

0:14

เพื่อทำให้มันกลายเป็นคำถาม

ไวยากรณ์

to the end of a statement: ตำแหน่งของ question tag

วลี to the end of a statement บอกตำแหน่งของ question tag โดยต้องมีประโยคบอกเล่าที่สมบูรณ์ก่อน แล้วจึงเติมส่วนคำถามสั้น ๆ ไว้ข้างหลัง รูปแบบคือ ประโยคบอกเล่า + question tag ในการเขียนมักใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นส่วนท้ายออกจากประโยคบอกเล่า แต่ทั้งสองส่วนยังอยู่ในประโยคเดียวกัน

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายตำแหน่งของ isn't she? ใน Maya is ready, isn't she? ได้ถูกต้อง?

  1. ที่ท้ายประโยคบอกเล่าที่สมบูรณ์
  2. ที่ต้นประโยค ก่อนประโยคบอกเล่า
  3. ภายในประโยคบอกเล่า ระหว่าง Maya กับ is ready
ดูคำตอบ

ที่ท้ายประโยคบอกเล่าที่สมบูรณ์

วลี

make A into B: เปลี่ยนให้เป็นคำถาม

make A into B หมายถึงเปลี่ยน A ให้กลายเป็น B โครงสร้างคือ make + A + into + B โดย A คือสิ่งที่ถูกเปลี่ยน และ B คือผลลัพธ์ ในประโยคนี้ it หมายถึง a statement และ a question คือผลลัพธ์ วลีทั้งหมดที่ขึ้นต้นด้วย to make... บอกจุดประสงค์ของการเติม question tag

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง make A into B: We can ____ this cardboard box ____ a toy car.

ดูคำตอบ

make · into

And they're very useful if you want to invite agreement น้ำเสียง/เจตนา

0:16

และมันมีประโยชน์มากหากคุณต้องการขอความเห็นชอบ

or check information.

0:18

หรือตรวจสอบข้อมูล

น้ำเสียง/เจตนา

การชวนให้เห็นด้วยและตรวจสอบข้อมูลด้วย question tag

question tag มักทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งจากสองอย่างในการสนทนา to invite agreement หมายถึงผู้พูดมีความคิดเห็นอยู่แล้วและชวนให้ผู้ฟังเห็นด้วย ส่วน to check information หมายถึงผู้พูดคิดว่าบางอย่างน่าจะจริงแต่ต้องการคำยืนยัน ดังนั้น question tag จึงไม่ได้ใช้ถามข้อมูลใหม่ทั้งหมดเสมอไป หน้าที่ของมันขึ้นอยู่กับว่าผู้พูดเชื่ออะไรอยู่แล้วและต้องการคำตอบแบบใด

แบบฝึกหัด

เลือกคำอธิบาย question tag ในสองประโยคนี้ที่ถูกต้องที่สุด: “This cake is delicious, isn't it?” และ “The bus leaves at six, doesn't it?”

  1. ทั้งสองประโยคถามข้อมูลใหม่ทั้งหมด
  2. ประโยคแรกออกคำสั่ง ส่วนประโยคที่สองเปลี่ยนหัวข้อ
  3. ประโยคแรกชวนให้เห็นด้วย ส่วนประโยคที่สองตรวจสอบข้อมูล
ดูคำตอบ

ประโยคแรกชวนให้เห็นด้วย ส่วนประโยคที่สองตรวจสอบข้อมูล

We just take the auxiliary verb ไวยากรณ์

0:19

เราแค่หยิบเอากริยาช่วย

and the pronoun and invert them both.

0:20

กับสรรพนามมา แล้วสลับตำแหน่งกัน

ไวยากรณ์

ลำดับกริยาช่วย + สรรพนามประธานใน question tag

ใน question tag ให้เลือกกริยาช่วยที่ตรงกับประโยคหลัก แล้วใช้คำสรรพนามแทนประธาน กริยาช่วยอาจเป็นรูปของ be, do หรือ have หรือเป็นกริยาช่วยบอกลักษณะอย่าง can “Invert them both” หมายถึงเปลี่ยนลำดับปกติของประโยคจาก ประธาน + กริยาช่วย เป็น กริยาช่วย + สรรพนาม ใน question tag เช่น she is เปลี่ยนเป็น is she และ Maya can เปลี่ยนเป็น can she ถ้า tag เป็นปฏิเสธ not จะอยู่กับกริยาช่วย เช่น isn't she หรือ can't she อย่าใช้ประธานที่เป็นคำนามเต็ม ๆ หรือกริยาหลักทั้งคำซ้ำใน tag

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดแสดงลำดับคำที่ถูกต้องใน question tag เช่น isn't she?

  1. กริยาช่วย + สรรพนามประธาน
  2. กริยาหลัก + ประธานที่เป็นคำนามเต็ม
  3. สรรพนามประธาน + กริยาช่วย
ดูคำตอบ

กริยาช่วย + สรรพนามประธาน

That's easy, isn't it?

0:23

ง่ายนิดเดียว ใช่ไหมล่ะ?

Isn't it?

0:24

จริงไหม?

So let's look at how we do this.

0:25

เอาล่ะ มาดูกันว่าเราจะทำแบบนี้ได้ยังไง

So when a statement is positive, ไวยากรณ์

0:28

เมื่อประโยคบอกเล่าเป็นประโยคบอกเล่าเชิงบวก

the tag will be negative.

0:29

ส่วน tag จะเป็นเชิงลบ

And when a statement is negative,

0:31

และเมื่อประโยคเป็นประโยคเชิงลบ

the tag will be positive.

0:32

ส่วน tag จะเป็นเชิงบวก

ไวยากรณ์

ประโยคบอกเล่า + tag ปฏิเสธ; ประโยคปฏิเสธ + tag บอกเล่า

question tag แบบมาตรฐานมักใช้รูปบอกเล่าและปฏิเสธตรงข้ามกับประโยคหลัก: ประโยคหลักแบบบอกเล่าใช้ tag ปฏิเสธ ส่วนประโยคหลักแบบปฏิเสธใช้ tag บอกเล่า ก่อนอื่นให้ดูว่าประโยคหลักมี not หรือ n't หรือไม่ Emma is here เป็นบอกเล่า จึงเป็น Emma is here, isn't she? ส่วน Emma isn't here เป็นปฏิเสธ จึงเป็น Emma isn't here, is she?

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูป question tag แบบมาตรฐานที่ประโยคหลักและ tag ตรงข้ามกัน?

  1. They didn't call, did they?
  2. They didn't call, didn't they?
  3. They called, did they?
ดูคำตอบ

They didn't call, did they?

Et voilà. การใช้คำ

0:33

เท่านี้ก็เรียบร้อย

การใช้คำ

Et voilà: วิธีพูดว่า “นี่ไง เรียบร้อยแล้ว” แบบสบาย ๆ

“Et voilà” เป็นสำนวนภาษาฝรั่งเศสที่ยืมมาใช้ในภาษาอังกฤษ ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวอยู่หลังจากอธิบายกฎเสร็จแล้ว และมีความหมายประมาณว่า “นี่ไง” “เสร็จแล้ว” หรือ “เท่านี้แหละ” ผู้พูดภาษาอังกฤษมักใช้ทั้งวลีเป็นคำอุทานแบบตายตัว เพื่อปิดคำอธิบายอย่างสบาย ๆ หรือชี้ให้ดูผลลัพธ์ที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงไม่ควรแปลแยกทีละคำ

แบบฝึกหัด

หลังจากสาธิตง่าย ๆ เสร็จ ผู้พูดพูดว่า “Et voilà!” ผู้พูดหมายความว่าอย่างไร?

  1. ผู้พูดต้องการให้ทุกคนออกไปทันที
  2. ผู้พูดหาวัสดุไม่พบ
  3. ผลลัพธ์พร้อมแล้วหรือเพิ่งถูกนำมาแสดง
ดูคำตอบ

ผลลัพธ์พร้อมแล้วหรือเพิ่งถูกนำมาแสดง

For example,

0:34

ตัวอย่างเช่น,

your dog doesn't bite,

0:35

หมาของคุณไม่กัด,

does he? ไวยากรณ์

0:37

ใช่ไหม?

ไวยากรณ์

does he? หลังประโยค present simple รูปปฏิเสธ

ประโยคหลัก your dog doesn't bite เป็น present simple รูปปฏิเสธ เมื่อประโยคหลักเป็นรูปปฏิเสธ question tag จึงใช้รูปบอกเล่าว่า does he? เมื่อใช้กริยาทั่วไปใน present simple เช่น bite ต้องสร้าง question tag ด้วย do หรือ does และไม่ใช้ bite ซ้ำ ส่วน he ใช้แทน your dog เพราะกล่าวถึงสุนัขตัวนี้ว่าเป็นเพศผู้

แบบฝึกหัด

เติม question tag ให้สมบูรณ์: Your brother doesn't drive, ____?

ดูคำตอบ

does he

You're going to help me make lasagna later,

0:38

เดี๋ยวคุณจะมาช่วยฉันทำลาซานญ่า,

aren't you? ไวยากรณ์

0:39

ใช่ไหมล่ะ?

ไวยากรณ์

aren't you? หลัง be going แบบบอกเล่า

You're going to... เป็นรูปย่อของ You are going to... ดังนั้นกริยาช่วยในประโยคหลักคือ are โครงสร้างนี้ใช้พูดถึงแผนหรือการกระทำที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ในที่นี้ผู้พูดกำลังยืนยันว่าเธอจะช่วยภายหลัง เนื่องจากประโยคหลักเป็นประโยคบอกเล่า ส่วน question tag จึงเป็นรูปปฏิเสธ: aren't you? โดยใช้ are ซ้ำ และใช้สรรพนามประธาน you อย่าเลือก tag จากกริยาหลัก help ให้เลือกจากโครงสร้างกริยาช่วยของประโยค

แบบฝึกหัด

เติม question tag ให้สมบูรณ์: They are going to visit Grandma tomorrow, ____?

ดูคำตอบ

aren't they

You didn't eat the whole pizza,

0:40

คุณไม่ได้กินพิซซ่าหมดทั้งถาด,

did you? ไวยากรณ์

0:41

ใช่ไหม?

ไวยากรณ์

did you? หลัง didn't + กริยารูปพื้นฐาน

You didn't eat... ใช้โครงสร้างปฏิเสธของ simple past คือ did not หรือ didn't + กริยารูปพื้นฐาน Did เป็นตัวที่บอกเวลาในอดีตและทำหน้าที่เป็นกริยาช่วย ส่วน eat ยังคงเป็นรูปพื้นฐาน เนื่องจากประโยคหลักเป็นประโยคปฏิเสธ question tag จึงเป็นรูปบอกเล่า: did you? ให้คง did ไว้ใน tag อย่าใช้ eat ซ้ำหรือเปลี่ยนเป็น ate tag นี้ใช้ตรวจสอบว่าอีกฝ่ายกินพิซซ่าทั้งหมดหรือไม่

แบบฝึกหัด

เติม question tag ให้สมบูรณ์: You didn't finish your homework, ____?

ดูคำตอบ

did you

That shark isn't coming towards us,

0:42

ฉลามตัวนั้นไม่ได้กำลังว่ายมาทางเรา,

is it?

0:44

ใช่ไหมเนี่ย?

If you don't want to think too much about which verb to use,

0:45

ถ้าคุณไม่อยากคิดมากว่าต้องใช้กริยาตัวไหนดี,

you can cheat and use the word right.

0:48

คุณสามารถโกงได้ด้วยการใช้คำว่า right

For example,

0:50

ตัวอย่างเช่น,

you're the one who ate all the cookies,

0:51

คุณเป็นคนกินคุกกี้ไปหมดเลย,

right? น้ำเสียง/เจตนา

0:52

ถูกไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

การใช้ right? เพื่อขอคำยืนยันแบบไม่เป็นทางการ

เมื่อวาง right? ไว้ท้ายประโยคบอกเล่า ผู้พูดกำลังขอให้ผู้ฟังยืนยันใจความทั้งหมดว่าสิ่งที่พูดมาถูกต้องหรือไม่ ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังเช็กว่าผู้ฟังกินคุกกี้ทั้งหมดจริงหรือไม่ right? ต่างจาก question tag แบบมาตรฐานตรงที่รูปไม่เปลี่ยน ไม่ต้องเปลี่ยนตามประธาน กาล หรือกริยาช่วย

แบบฝึกหัด

เติมคำยืนยันแบบไม่เป็นทางการที่มีรูปตายตัวลงในประโยค: The bus leaves at six, ____?

ดูคำตอบ

right

You're not really going to shave your head,

0:53

คุณไม่ได้กำลังจะโกนหัวจริงๆ หรอก,

right?

0:55

ใช่ไหม?

It's usually better to use right น้ำเสียง/เจตนา

0:55

โดยปกติแล้ว การใช้คำว่า right จะดีกว่า

when the statement is positive,

0:57

เมื่อประโยคเป็นเชิงบวก,

but we can sometimes get away with it กริยาวลี

0:58

แต่บางครั้งเราก็แอบใช้มันได้

even when the statement is negative.

1:00

แม้ว่าประโยคจะเป็นเชิงลบก็ตาม

น้ำเสียง/เจตนา

การใช้ right? หลังประโยคบอกเล่าเชิงบวกและประโยคปฏิเสธ

เมื่อใช้เป็นคำขอคำยืนยัน right? มักเข้าใจง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุดหลังประโยคบอกเล่าเชิงบวก: You brought your ticket, right? right? สามารถตามหลังประโยคปฏิเสธได้เช่นกัน: You didn't lose it, right? การใช้นี้พบได้ในการพูดแบบไม่เป็นทางการ แต่บริบทและน้ำเสียงต้องทำให้ชัดว่ากำลังยืนยันข้อมูลปฏิเสธข้อใด ความยืดหยุ่นนี้ไม่เหมือนกฎการสลับรูปบอกเล่าและปฏิเสธของ question tag แบบมาตรฐาน

แบบฝึกหัด

พิจารณาข้อความ: ในการสนทนาแบบไม่เป็นทางการ right? มักฟังเป็นธรรมชาติกว่าหลังประโยคบอกเล่าเชิงบวก แต่บางครั้งสามารถตามหลังประโยคปฏิเสธได้เมื่อบริบทชัดเจน

  1. ถูก
  2. ผิด
ดูคำตอบ

ถูก

กริยาวลี

get away with it: ไม่ต้องเจอผลร้ายแรง

ในที่นี้ get away with it หมายถึง “ใช้ตัวเลือกที่ไม่ค่อยเหมาะนี้โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาร้ายแรง” คำว่า it หมายถึงการใช้ right หลังข้อความเชิงปฏิเสธ รูปแบบ get away with something มักหมายถึงการทำสิ่งที่น่าสงสัยหรือไม่ค่อยถูกต้อง แต่ไม่ถูกลงโทษหรือไม่เจอผลเสีย ในคำแนะนำเรื่องการใช้ภาษา รูปแบบนี้อาจมีความหมายที่เบาลงว่า “แบบนี้อาจยังพอรับได้”

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายถึง “หลีกเลี่ยงปัญหาร้ายแรงแม้จะฝ่าฝืนกฎปกติ” ลงในประโยค: This shortcut breaks the usual rule, but we may ____ just this once.

ดูคำตอบ

get away with it

And with question tags,

1:01

และสำหรับ question tag,

we can even use our intonation น้ำเสียง/เจตนา

1:02

เราสามารถใช้เสียงสูงต่ำของเราได้ด้วย

to show how certain we are

1:04

เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามั่นใจแค่ไหน

about what we said.

1:05

เกี่ยวกับสิ่งที่เราเพิ่งพูดไป

น้ำเสียง/เจตนา

ใช้ทำนองเสียงเพื่อแสดงระดับความมั่นใจ

ในที่นี้ can even use our intonation to show how certain we are หมายความว่า การเคลื่อนไหวของระดับเสียงช่วยเพิ่มข้อมูลว่าผู้พูดมั่นใจเพียงใด ในประโยคคำถามท้ายประโยค เสียงอาจสูงขึ้นหรือต่ำลงตอนจบ แม้คำที่เขียนจะเหมือนเดิม ดังนั้น ถ้อยคำเดียวกันอาจใช้ขอการยืนยันหรือใช้ถามหาข้อมูลจริง ๆ ก็ได้ หากต้องการเข้าใจระดับความมั่นใจของผู้พูด ให้ฟังทิศทางระดับเสียงของส่วนคำถามท้ายประโยค แทนที่จะดูเพียงคำบรรยาย

แบบฝึกหัด

ผู้พูดกล่าวว่า 'You finished the project, didn't you?' ผู้พูดไม่แน่ใจจริง ๆ และต้องการคำตอบ โดยทั่วไปควรใช้ทำนองเสียงแบบใดกับส่วนคำถามท้ายประโยค

  1. ใช้เสียงต่ำลงกับ didn't you?
  2. ไม่เปลี่ยนระดับเสียงที่ส่วนใดของประโยคเลย
  3. ใช้เสียงสูงขึ้นกับ didn't you?
ดูคำตอบ

ใช้เสียงสูงขึ้นกับ didn't you?

Listen to the difference between these two intonations.

1:06

ลองฟังความแตกต่างระหว่างเสียงสูงต่ำสองแบบนี้ดูนะคะ

There's no one here.

1:09

ไม่มีใครอยู่ที่นี่เลย

You told everyone about the party,

1:10

คุณบอกเรื่องปาร์ตี้กับทุกคนแล้ว,

didn't you?

1:12

ใช่ไหม?

Or

1:13

หรือ

there's no one here.

1:13

ไม่มีใครอยู่ที่นี่เลย

You told everyone about the party,

1:14

คุณบอกเรื่องปาร์ตี้กับทุกคนแล้ว,

didn't you?

1:16

ใช่ไหม?

Which one sounded certain

1:17

แบบไหนที่ฟังดูมั่นใจ

and which one sounded a bit unsure? วลี

1:19

และแบบไหนที่ฟังดูไม่ค่อยแน่ใจนิดหน่อย?

วลี

a bit unsure: แสดงความไม่แน่ใจเพียงเล็กน้อย

ใน a bit unsure คำว่า a bit หมายถึง “เล็กน้อย” หรือ “นิดหน่อย” โดยวางไว้หน้าคำคุณศัพท์ unsure ดังนั้นวลีนี้จึงสื่อว่าไม่แน่ใจในระดับเล็กน้อย ไม่ใช่ไม่แน่ใจอย่างสิ้นเชิง ในที่นี้ a bit ช่วยลดความหนักของคำบรรยาย ทำให้การเปรียบเทียบฟังดูนุ่มนวลและไม่ตายตัวเท่าการใช้ unsure เพียงคำเดียว

แบบฝึกหัด

ใช้ a bit + unsure เติมประโยคให้สมบูรณ์: I'm ____ about my answer.

ดูคำตอบ

a bit unsure

Did you catch it? วลี

1:20

คุณสังเกตเห็นไหม?

วลี

Did you catch it?: ถามว่าอีกฝ่ายได้ยินหรือสังเกตหรือไม่

ใน Did you catch it? คำว่า catch หมายถึงได้ยิน สังเกต หรือเข้าใจสิ่งหนึ่งได้สำเร็จ ไม่ได้หมายถึงใช้มือจับสิ่งของ คำสรรพนาม it ชี้กลับไปยังข้อมูลหรือความแตกต่างที่เพิ่งนำเสนอ คำถามนี้ใช้ตรวจว่าผู้ฟังสังเกตจุดนั้นหรือไม่ และในประโยคนี้ it หมายถึงความต่างของทำนองเสียง

แบบฝึกหัด

โค้ชอธิบายกฎข้อหนึ่งอย่างรวดเร็วแล้วถามว่า “Did you catch it?” คำถามนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. คุณเขียนกฎนั้นไว้หรือไม่?
  2. คุณได้ยินหรือเข้าใจกฎนั้นไหม?
  3. คุณเห็นด้วยไหมว่ากฎนั้นยุติธรรม?
ดูคำตอบ

คุณได้ยินหรือเข้าใจกฎนั้นไหม?

Let's do one more example.

1:21

มาลองดูอีกตัวอย่างกัน

Santa Claus doesn't really exist,

1:23

ซานตาคลอสไม่มีอยู่จริงหรอก,

does he?

1:25

ใช่ไหม?

Or

1:26

หรือ

Santa Claus doesn't really exist,

1:26

ซานตาคลอสไม่มีอยู่จริงหรอก,

does he?

1:28

ใช่ไหม?

Did you catch it that time?

1:29

ครั้งนี้คุณสังเกตเห็นไหม?

Check out the scale. กริยาวลี

1:30

ลองดูที่มาตรวัดนี้นะคะ

กริยาวลี

Check out: ดึงความสนใจไปยังบางสิ่ง

ในที่นี้ Check out หมายถึง “ลองดู” หรือ “สังเกตดู” โดยใช้เพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังไปยังมาตราส่วน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้พูดต้องการให้ดู

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย phrasal verb แบบไม่เป็นทางการที่หมายถึง “ดูด้วยความสนใจ”: ____ this photo of Saturn.

ดูคำตอบ

Check out

So when we use a falling intonation, น้ำเสียง/เจตนา

1:31

ดังนั้นเมื่อเราใช้เสียงต่ำลงท้าย,

we show a high level of certainty

1:33

เราแสดงให้เห็นถึงระดับความมั่นใจที่สูง

and we're just inviting confirmation

1:35

และเราเพียงแค่ต้องการให้มีการยืนยัน

or agreement.

1:36

หรือเห็นด้วยเท่านั้น

น้ำเสียง/เจตนา

Falling intonation: ความมั่นใจสูงและการขอคำยืนยัน

ใน question tag ทำนองเสียงตกหมายถึงเสียงลดระดับลงในตอนท้าย โดยปกติจะแสดงว่าผู้พูดเชื่อข้อความนั้นอยู่แล้วและมั่นใจมาก question tag นี้มีหน้าที่หลักเพื่อชวนให้ผู้ฟังยืนยันหรือเห็นด้วย ไม่ใช่คำถามปลายเปิดที่ใช้ถามข้อมูลซึ่งผู้พูดยังไม่รู้

แบบฝึกหัด

ผู้พูดพูดว่า "This is the right platform, isn't it?" โดยใช้ทำนองเสียงตก ผู้พูดน่าจะต้องการสื่ออะไรมากที่สุด

  1. ผู้พูดกำลังออกคำสั่งให้เปลี่ยนชานชาลา
  2. ผู้พูดไม่รู้อะไรเลยและกำลังถามคำถามปลายเปิด
  3. ผู้พูดค่อนข้างมั่นใจและต้องการคำยืนยัน
ดูคำตอบ

ผู้พูดค่อนข้างมั่นใจและต้องการคำยืนยัน

You told everyone about the party,

1:37

คุณบอกเรื่องปาร์ตี้กับทุกคนแล้ว,

didn't you?

1:39

ใช่ไหม?

But when we use a rising intonation, น้ำเสียง/เจตนา

1:39

แต่เมื่อเราใช้เสียงสูงขึ้นท้าย,

we show a lower level of certainty

1:42

เราแสดงให้เห็นถึงระดับความมั่นใจที่ต่ำกว่า

and we need more clarification.

1:44

และเราต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม

น้ำเสียง/เจตนา

a rising intonation ... a lower level of certainty ... need more clarification: ความมั่นใจต่ำลงและต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม

ในคำถามหางเสียง การใช้ทำนองเสียงสูงขึ้นมักแสดงว่าผู้พูดไม่ค่อยมั่นใจในข้อความนั้น ผู้พูดกำลังขอให้อีกฝ่ายยืนยันข้อมูล ไม่ใช่เพียงชวนให้อีกฝ่ายเห็นด้วยเท่านั้น ในประโยคนี้ น้ำเสียงที่สูงขึ้นยังสื่อว่าต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมด้วย แม้ใช้คำถามหางเสียงชุดเดิม แต่เมื่อยกเสียงขึ้นก็จะฟังเหมือนคำถามจริงมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรตัดสินระดับความมั่นใจของผู้พูดจากคำพูดเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

โดยทั่วไป ทำนองเสียงสูงขึ้นในประโยคนี้สื่ออะไร

  1. ผู้พูดไม่ค่อยมั่นใจและต้องการการยืนยันหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
  2. ผู้พูดมั่นใจเต็มที่และต้องการเพียงให้อีกฝ่ายเห็นด้วย
  3. ผู้พูดไม่ได้ขอคำตอบ
ดูคำตอบ

ผู้พูดไม่ค่อยมั่นใจและต้องการการยืนยันหรือคำอธิบายเพิ่มเติม

Santa doesn't really exist,

1:45

ซานตาคลอสไม่มีอยู่จริงหรอก,

does he?

1:46

ใช่ไหม?

Okay,

1:48

เอาล่ะ,

so now that you know how question tags work, ไวยากรณ์

1:48

ตอนนี้คุณรู้แล้วว่า question tag ทำงานยังไง,

ไวยากรณ์

now that + อนุประโยคสมบูรณ์: นำเสนอเงื่อนไขที่เป็นจริงแล้ว

คำเชื่อม now that ใช้เกริ่นสถานการณ์ที่เป็นจริงอยู่แล้วในตอนนี้ และบ่อยครั้งเป็นสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นจริง ความหมายใกล้เคียงกับ “ในเมื่อปัจจุบันเป็นเช่นนี้” และเชื่อมสถานการณ์นั้นกับการกระทำหรือผลลัพธ์ถัดไป ใน now that you know how question tags work ความรู้ใหม่ของผู้ฟังถูกนำเสนอเป็นเหตุผลที่จะไปสู่ขั้นตอนถัดไป Now that เป็นคำเชื่อมหนึ่งชุด และตามด้วยอนุประโยคที่สมบูรณ์: now that + ประธาน + กริยา

แบบฝึกหัด

ฝนหยุดแล้ว และขั้นตอนถัดไปคือการออกไปเล่นข้างนอก เลือกคำเชื่อมที่เน้นข้อเท็จจริงใหม่นี้: ___ the rain has stopped, we can play outside

  1. Now that
  2. If
  3. Until
ดูคำตอบ

Now that

you're going to use them all the time, วลี

1:50

คุณจะใช้มันตลอดเวลาเลย,

right?

1:51

ใช่ไหมล่ะ?

วลี

them all the time: ใช้สิ่งเหล่านั้นบ่อยมาก

ในที่นี้ them หมายถึงสิ่งของหลายอย่างที่พูดถึงไปแล้ว และวางหลัง use เพื่อทำหน้าที่เป็นกรรม ส่วน all the time เป็นวลีบอกความถี่แบบตายตัวที่หมายถึง “บ่อยมาก” หรือ “ซ้ำแล้วซ้ำอีก” ดังนั้น use them all the time จึงหมายถึงการใช้สิ่งเหล่านั้นบ่อยมาก all the time มักเป็นการพูดกว้าง ๆ เพื่อเน้นว่ามีความถี่สูง โดยทั่วไปไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าทำทุกวินาทีโดยไม่หยุดเลย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีบอกความถี่ภาษาอังกฤษสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “บ่อยมาก”: I use this pencil ____.

ดูคำตอบ

all the time

Right?

1:52

ใช่ไหม?

Right?

1:53

ถูกไหมคะ?