ภาพลวงตานาฬิกาหยุดเดิน: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Vsauce

ความยากในการเรียน
528 คำ 193 คำ/นาที

แนะนำวิดีโอ: Michael อธิบายว่าสมองเติมช่องว่างขณะดวงตากระตุกอย่างไร จึงทำให้วินาทีแรกบนนาฬิกาดูยาวขึ้น ประเด็นภาษาอังกฤษหลัก: 1. ใช้กลุ่มคำและคำที่ใช้ร่วมกัน what is known as เพื่อแนะนำศัพท์เทคนิคที่เป็นที่ยอมรับ และแยกอนุประโยค what ออกจากคำถาม 2. ใช้ไวยากรณ์และรูปประโยค what our visual system does is erase เพื่อเน้นการกระทำของบุคคล กระบวนการ หรือระบบ และวิเคราะห์ประโยควิทยาศาสตร์ยาว ๆ 3. เข้าใจกริยาวลี can add up to เมื่อปริมาณเล็ก ๆ รวมกันถึงยอดที่ระบุ เพื่ออธิบายเวลา ค่าใช้จ่าย ปริมาณ หรือผลกระทบสะสมโดยไม่สลับผลลัพธ์

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Hey, Vsauce, Michael here

0:00

เฮ้ Vsauce ไมเคิลเองครับ

and today I've got a brand new episode of Vsauce Lean Back. วลี

0:01

และวันนี้ผมมี Vsauce Lean Back ตอนใหม่ล่าสุดมาฝาก

วลี

I've got สำหรับสิ่งที่มีอยู่พร้อมแล้วในตอนนี้

I've got เป็นรูปย่อของ I have got ในที่นี้ใช้บอกว่าผู้พูดมีตอนใหม่ที่พร้อมจะนำเสนอ ในภาษาพูดทั่วไป ให้เข้าใจ I've got เป็นวลีทั้งชุดที่หมายถึง “I have” หรือ “I have something ready” จุดเน้นอยู่ที่สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ใช่กระบวนการที่ได้สิ่งนั้นมา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาพูดที่หมายถึง “ฉันมีบางสิ่งเตรียมไว้พร้อมแล้วตอนนี้”: ____ a fun game for us to play.

ดูคำตอบ

I've got

You can click this annotation

0:05

คุณคลิกคำอธิบายประกอบนี้

or the link at the top of the description

0:07

หรือลิงก์ที่อยู่บนสุดของคำอธิบายวิดีโอ

to start it

0:09

เพื่อเริ่มดูได้เลย

and then you can just lean back กริยาวลี

0:10

จากนั้นก็เอนหลังสบาย ๆ

กริยาวลี

lean back: ขยับร่างกายส่วนบนไปด้านหลัง

Lean back หมายถึงขยับร่างกายส่วนบนไปด้านหลัง โดยทั่วไปทำขณะนั่งและมีเก้าอี้หรือพื้นผิวอื่นรองรับ back ในที่นี้บอกทิศทาง ไม่ได้หมายถึง “กลับไป” ในคำสั่งที่เป็นกันเอง just lean back ยังสื่อให้เอนตัวสบาย ๆ และผ่อนคลายได้ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งด้วยวลีสองคำที่หมายถึง “ขยับร่างกายส่วนบนไปด้านหลัง”: Please ____ in the chair and relax.

ดูคำตอบ

lean back

and let the autoplay playlist bring the knowledge right to your brain. ไวยากรณ์

0:11

แล้วปล่อยให้เพลย์ลิสต์เล่นอัตโนมัติส่งความรู้ตรงเข้าสู่สมองของคุณ

ไวยากรณ์

let the autoplay playlist bring: let + กรรม + กริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to

let ใช้โครงสร้าง let + กรรม + กริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to: let the autoplay playlist bring กรรม the autoplay playlist ยังเป็นประธานโดยนัยของ bring ด้วย ดังนั้นเพลย์ลิสต์จึงเป็นสิ่งที่นำความรู้มาให้ อย่าเติม to หน้ากริยาตัวที่สอง โครงสร้างนี้ใช้แสดงการอนุญาตหรือทำให้การกระทำเกิดขึ้นได้ โดยมีความหมายว่าให้คนหรือสิ่งหนึ่งทำบางอย่าง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาในวงเล็บ โดยใช้ let + กรรม + กริยารูปพื้นฐานที่ไม่มี to: The museum lets visitors ____ the exhibits. (touch)

ดูคำตอบ

touch

As you already know, ลำดับความ

0:15

อย่างที่คุณรู้อยู่แล้วว่า

ลำดับความ

As you already know: การบอกว่าเป็นข้อมูลที่รู้ร่วมกัน

As you already know เป็นคำเกริ่นที่บอกว่าข้อมูลถัดไปเป็นสิ่งที่ทั้งผู้พูดและผู้ฟังรู้อยู่แล้วหรือคุ้นเคยร่วมกัน เป็นการกล่าวถึงความรู้ร่วมกัน ไม่ใช่คำถามว่าผู้ฟังรู้หรือไม่ เมื่อเสนอข้อมูลว่าเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ผู้พูดจะเตือนผู้ฟังสั้น ๆ แล้วเชื่อมไปยังประเด็นถัดไปได้อย่างลื่นไหล

แบบฝึกหัด

As you already know ทำหน้าที่ด้านการเรียบเรียงข้อความอย่างไรก่อนประโยคบอกเล่า?

  1. ถามว่าผู้ฟังรู้ข้อมูลนั้นหรือไม่
  2. นำเสนอข้อมูลที่ใหม่สำหรับทุกคนอย่างแน่นอน
  3. ถือว่าข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้ว
ดูคำตอบ

ถือว่าข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้ว

it doesn't really work on mobile phones yet,

0:16

ตอนนี้มันยังทำงานบนโทรศัพท์มือถือได้ไม่ดีนัก

so wait until you're in a better position to lean back. สำนวน

0:18

ดังนั้น รอจนกว่าคุณจะอยู่ในที่ที่เหมาะกับการเอนหลังมากกว่านี้นะครับ

สำนวน

in a better position to: เงื่อนไขที่เหมาะสมและตำแหน่งร่างกาย

In a better position to + คำกริยา หมายถึงสถานการณ์หรือเงื่อนไขของคนคนนั้นเหมาะกับการทำสิ่งนั้นมากขึ้น ในที่นี้ wait until you're in a better position to lean back บอกผู้ฟังว่าอย่าเพิ่งใช้ฟังก์ชันดังกล่าวจนกว่าเงื่อนไขจะเหมาะสมกว่านี้ ถ้อยคำนี้ยังเล่นกับความหมายตรงตัวของ position ด้วย เพราะการเอนหลังต้องอาศัยสถานที่หรือท่าทางที่เหมาะสม ดังนั้นประโยคนี้จึงสื่อทั้งเงื่อนไขในการใช้งานที่ดีขึ้นและตำแหน่งร่างกายที่เหมาะแก่การเอนหลังจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ in a better position to lean back สื่อถึงอะไร

  1. ผู้ฟังเพียงต้องย้ายไปนั่งเก้าอี้ที่สบายกว่า
  2. ผู้ฟังควรรอจนกว่าทั้งสถานการณ์และสภาพแวดล้อมทางกายภาพจะเหมาะสมขึ้น
  3. ผู้ฟังควรใช้ฟังก์ชันนั้นทันทีโดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขปัจจุบัน
ดูคำตอบ

ผู้ฟังควรรอจนกว่าทั้งสถานการณ์และสภาพแวดล้อมทางกายภาพจะเหมาะสมขึ้น

In the meantime, ลำดับความ

0:21

ระหว่างนี้

ลำดับความ

In the meantime: ใช้ช่วงเวลารอให้เกิดประโยชน์

In the meantime ใช้บอกช่วงเวลาก่อนที่เหตุการณ์ที่คาดไว้จะเกิดขึ้นหรือก่อนที่เงื่อนไขบางอย่างจะพร้อม โดยบอกผู้ฟังว่าการกระทำหรือหัวข้อถัดไปอยู่ภายในช่วงเวลาที่กำลังรอนั้น เมื่อใช้เป็นคำเชื่อมเปลี่ยนเรื่อง วลีนี้จะเชื่อมสองช่วงเข้าด้วยกัน คือช่วงแรกให้รอเงื่อนไขที่ดีกว่า และในระหว่างนั้นก็หันความสนใจไปยังสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ วลีนี้ไม่ได้หมายถึงเวลาใดเวลาหนึ่งที่ไม่แน่นอนในอนาคต

แบบฝึกหัด

คำเชื่อมใดสื่อได้ดีที่สุดว่าการกระทำหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างช่วงที่กำลังรออีกเหตุการณ์หนึ่ง

  1. Eventually,
  2. From then on,
  3. In the meantime,
ดูคำตอบ

In the meantime,

let's get saccadic. สำนวน

0:22

มาเข้าโหมดแซ็กแคดกันเถอะ

No, not psychotic,

0:24

ไม่ใช่ไซโคติกนะ

saccadic,

0:26

แซ็กแคดต่างหาก

referring to what is known as a saccade, โน้ต

0:27

หมายถึงสิ่งที่เรียกว่าแซ็กแคด

สำนวน

saccadic. No, not psychotic, saccadic: การแก้คำพูดด้วยเสียงที่คล้ายกัน

ผู้พูดพูดว่า “saccadic” แล้วรีบปฏิเสธคำที่เสียงคล้ายกันอย่าง “psychotic” ก่อนจะพูด “saccadic” ซ้ำ นี่คือการแก้คำพูดของตนเองแบบขำ ๆ โดยผู้พูดคาดว่าคนอาจได้ยินผิด และใช้ความคล้ายของเสียงสร้างมุกก่อนแนะนำศัพท์เฉพาะ “saccade” ในที่นี้ “saccadic” หมายถึงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวแบบแซ็กแคด ซึ่งเป็นการกระโดดอย่างรวดเร็วของดวงตาระหว่างจุดเพ่งต่าง ๆ ส่วน “psychotic” เกี่ยวข้องกับภาวะโรคจิตและไม่ใช่คำพ้องความหมาย รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ “X—no, not Y, X” ซึ่งใช้เมื่อ Y ฟังคล้าย X แต่ทำให้ความหมายเปลี่ยนไปมาก

แบบฝึกหัด

ข้อใดอธิบายสิ่งที่ผู้พูดทำใน “saccadic. No, not psychotic, saccadic” ได้ดีที่สุด

  1. ผู้พูดแก้คำที่คนอาจได้ยินผิดเพราะเสียงคล้ายกัน และเล่นมุกด้วยคำสองคำที่มีความหมายไม่เกี่ยวข้องกัน
  2. ผู้พูดบอกว่า saccadic และ psychotic เป็นคำพ้องความหมายทางวิทยาศาสตร์
  3. ผู้พูดเลิกใช้คำว่า saccadic แล้วเปลี่ยนเป็น psychotic
ดูคำตอบ

ผู้พูดแก้คำที่คนอาจได้ยินผิดเพราะเสียงคล้ายกัน และเล่นมุกด้วยคำสองคำที่มีความหมายไม่เกี่ยวข้องกัน

วลี

what is known as: การแนะนำชื่อที่เป็นที่ยอมรับ

ใน “what is known as a saccade” วลี what is known as สร้างโครงสร้างอนุประโยคสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่คล้ายคำนาม และหมายถึง “สิ่งที่ถูกเรียกด้วยชื่อนั้น” โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้พูดกล่าวถึงปรากฏการณ์ด้วยชื่อที่เป็นที่ยอมรับ ในที่นี้ what ไม่ได้ใช้ตั้งคำถาม รูปแบบคือ กริยาหรือคำบุพบท + what is known as + นามวลี เช่น refer to what is known as .... รูปแบบนี้มีประโยชน์เมื่อชื่อนั้นอาจใหม่สำหรับผู้ฟัง หรือเมื่อต้องการให้นิยามด้วยน้ำเสียงเป็นทางการและอธิบายความรู้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสี่คำที่หมายถึง “สิ่งที่ถูกเรียกด้วยชื่อนั้น”: The sensor recorded ____ a microsaccade.

ดูคำตอบ

what is known as

the quick movements that our eyeballs make

0:30

ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของลูกตาเรา

when we move from one object to the other. ไวยากรณ์

0:32

เวลาเราเปลี่ยนสายตาจากวัตถุหนึ่งไปยังอีกวัตถุหนึ่ง

การใช้คำ

saccade: การกระโดดอย่างรวดเร็วของดวงตา

saccade คือการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วคล้ายการกระโดดของดวงตาจากจุดเพ่งหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ในประโยคนี้ นามวลีหลังเครื่องหมายจุลภาคคือ the quick movements that our eyeballs make ซึ่งให้คำจำกัดความของ saccade ทันที งานเขียนเชิงวิทยาศาสตร์มักใช้วิธีนี้เพื่อแนะนำและอธิบายศัพท์เฉพาะไปพร้อมกัน

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ saccade มากที่สุด

  1. การติดตามที่ช้าและต่อเนื่อง
  2. การกะพริบตาที่ทำให้เปลือกตาปิด
  3. การที่ดวงตากระโดดอย่างรวดเร็วระหว่างจุดเพ่ง
ดูคำตอบ

การที่ดวงตากระโดดอย่างรวดเร็วระหว่างจุดเพ่ง

ไวยากรณ์

from one X to the other: เปลี่ยนระหว่างสองสิ่งที่เป็นคู่กัน

โครงสร้าง from one X to the other แสดงสมาชิกสองอย่างที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่าเป็นคู่เดียวกัน โดย one X คือสมาชิกที่เป็นจุดเริ่มต้น และ the other หมายถึงสมาชิกอีกหนึ่งอย่างที่เหลืออยู่ ในคำบรรยาย คู่นี้คือวัตถุสองชิ้นที่กำลังได้รับความสนใจ ดังนั้นวลีนี้จึงจัดข้อมูลเป็นการเปลี่ยนจากวัตถุชิ้นแรกไปยังชิ้นที่สอง

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างเป้าหมายสำหรับโต๊ะสองตัวพอดีเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Mia moved her books ____.

ดูคำตอบ

from one desk to the other

As you may remember from a previous Lean Back,

0:35

อย่างที่คุณอาจจำได้จาก Lean Back ตอนก่อน

some animals like most birds การใช้คำ

0:37

สัตว์บางชนิด เช่น นกส่วนใหญ่

การใช้คำ

like สำหรับการยกตัวอย่าง

ในที่นี้ like เป็นคำบุพบทที่หมายถึง “ตัวอย่างเช่น” หรือ “เช่น” โดยนำ most birds มาเป็นตัวอย่างหนึ่งในกลุ่มที่กว้างกว่าคือ some animals เนื่องจากหลัง like เป็นวลีนามและบริบทรอบ ๆ กำลังจัดประเภทสัตว์ like จึงไม่ได้หมายถึง “ชอบ” ให้อ่านวลีนี้ในความหมายว่า “สัตว์บางชนิด—เช่น นกส่วนใหญ่”

แบบฝึกหัด

ในวลีจากคำบรรยาย like แสดงความหมายใด?

  1. most birds เป็นตัวอย่างหนึ่งของ some animals
  2. สัตว์บางชนิดชอบนกส่วนใหญ่
  3. สัตว์บางชนิดคล้ายกับนกส่วนใหญ่
ดูคำตอบ

most birds เป็นตัวอย่างหนึ่งของ some animals

cannot move their eyeballs.

0:39

ขยับลูกตาไม่ได้

And so to look from one thing to another,

0:41

ดังนั้น หากต้องการมองจากสิ่งหนึ่งไปยังอีกสิ่งหนึ่ง

they have to move their head really, really fast.

0:43

พวกมันต้องขยับหัวเร็วมาก ๆ

And to keep the world from being blurry ไวยากรณ์

0:45

และเพื่อไม่ให้โลกดูพร่ามัว

when their bodies move,

0:46

เวลาที่ร่างกายของพวกมันเคลื่อนไหว

ไวยากรณ์

keep the world from being blurry: keep + object + from + -ing

keep + object + from + -ing หมายถึงป้องกันไม่ให้กรรมทำบางสิ่งหรือเข้าสู่สภาพที่ไม่ต้องการ เนื่องจาก from เป็นคำบุพบท คำกริยาที่ตามหลังจึงต้องอยู่ในรูป -ing ในวลีนี้ the world หมายถึงภาพที่สัตว์มองเห็น และ being blurry คือสภาพที่ต้องการหลีกเลี่ยง ส่วน to ที่ขึ้นต้นแสดงว่านี่คือจุดประสงค์ของการกระทำของสัตว์ กล่าวคือมันทำเช่นนั้นเพื่อไม่ให้ภาพที่เห็นพร่ามัว

แบบฝึกหัด

เขียนความหมายในวงเล็บใหม่โดยใช้ keep + object + from + -ing: We covered the bowl to ____. (ป้องกันไม่ให้แมลงวันเข้าไป)

ดูคำตอบ

keep flies from getting in

they have to keep their heads completely stationary. ไวยากรณ์

0:47

พวกมันต้องตรึงหัวให้อยู่นิ่งสนิท

ไวยากรณ์

keep their heads completely stationary: keep + กรรม + คำคุณศัพท์

โครงสร้าง keep + กรรม + คำคุณศัพท์ หมายถึงการทำให้หรือกำหนดให้กรรมคงอยู่ในสภาพที่คำคุณศัพท์บอกไว้ ในที่นี้ their heads เป็นกรรม และ completely stationary เป็นส่วนเติมเต็มกรรมที่ระบุสภาพซึ่งต้องรักษาไว้ วลีทั้งหมดหมายความว่าศีรษะของพวกเขาต้องไม่ขยับ stationary ในที่นี้หมายถึง “ไม่เคลื่อนไหว” โครงสร้างนี้นำไปใช้ได้เมื่อคนหรือสิ่งของต้องคงอยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ใช้คำในวงเล็บเติมคำสั่งให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง keep + กรรม + คำคุณศัพท์: For the photo, ____. (keep / your hands / completely still)

ดูคำตอบ

keep your hands completely still

But here's the neat thing about saccades. ลำดับความ

0:50

แต่การเคลื่อนไหวแบบแซ็กแคดมีเรื่องน่าสนใจอยู่

ลำดับความ

here's the neat thing about: การเกริ่นประเด็นสำคัญ

กรอบ here's the neat thing about + หัวข้อ ใช้ประกาศประเด็นที่ผู้พูดมองว่าน่าสนใจหรือชาญฉลาดเป็นพิเศษ neat ในที่นี้หมายถึง “น่าสนใจและน่าประทับใจ” ไม่ใช่ “เรียบร้อย” เมื่อใช้ร่วมกับ But กรอบนี้จะเปลี่ยนจากข้อมูลพื้นหลังไปสู่ประเด็นสำคัญที่สุด ช่วยชี้ให้ผู้ฟังมองสิ่งที่จะพูดต่อไปว่าเป็นข้อค้นพบหลักและสร้างความคาดหวังเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ใช้คำในวงเล็บเติมช่วงเปลี่ยนประเด็นของผู้พูดให้สมบูรณ์: We know the battery is small. But ____ this watch: it lasts for a full week. (here's / the neat thing / about)

ดูคำตอบ

here's the neat thing about

When our eyes move,

0:53

เมื่อดวงตาของเราเคลื่อนไหว

there's a quick blur between one destination and the other.

0:55

ภาพจะพร่าชั่วขณะระหว่างจุดมองหนึ่งกับอีกจุดมองหนึ่ง

And that blur is completely incomprehensible to our brain. วลี

1:01

และสมองของเราไม่สามารถทำความเข้าใจภาพพร่านั้นได้เลย

วลี

incomprehensible to + ผู้ที่พยายามทำความเข้าใจ

incomprehensible มักใช้กับ to ก่อนบุคคล กลุ่ม หรือระบบที่ไม่สามารถเข้าใจบางสิ่งได้ ในที่นี้ to our brain ระบุว่าสมองของเราเป็นผู้รับรู้ที่ไม่สามารถตีความภาพพร่านั้นได้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ something is incomprehensible to someone คำคุณศัพท์นี้สื่อถึงอุปสรรคในการทำความเข้าใจ ไม่ได้หมายถึงเพียงว่าสิ่งนั้นน่าประหลาดใจหรือยังไม่เป็นที่รู้จัก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบคำคุณศัพท์กับคำบุพบทมาตรฐานเพื่อระบุผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจบางสิ่งได้

  1. The technical note was incomprehensible to most readers.
  2. Most readers were incomprehensible to the technical note.
  3. The technical note was incomprehensible for most readers.
ดูคำตอบ

The technical note was incomprehensible to most readers.

So what our visual system does ไวยากรณ์

1:04

สิ่งที่ระบบการมองเห็นของเราทำก็คือ

is erase it from our memory

1:06

ลบมันออกจากความทรงจำ

ไวยากรณ์

what + ประธาน + does + is + กริยารูปพื้นฐาน

What our visual system does เป็นอนุประโยค what ที่ทำหน้าที่เหมือนคำนาม แล้วตามด้วยการกระทำ erase ที่ถูกเน้น อนุประโยค what our visual system does ทั้งหมดทำหน้าที่เป็นประธาน และ is เชื่อมประธานนี้กับการกระทำที่ผู้พูดต้องการเน้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ What + ประธาน + do/does + is + กริยารูปพื้นฐาน รูปแบบนี้ตอบ “What does it do?” ภายในประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถามโดยตรง ในโครงสร้างนี้ให้ใช้กริยารูปพื้นฐานหลัง is เช่น is erase ไม่ใช่ is erased

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเน้นการกระทำด้วยรูปที่ถูกต้องของ do: What the filter ____ is remove dust from the air.

ดูคำตอบ

does

and instead replace that little fraction of a second วลี

1:08

แล้วแทนที่ช่วงเวลาเสี้ยววินาทีนั้น

that our eye moved during ไวยากรณ์

1:11

ซึ่งเป็นตอนที่ตาของเราเคลื่อนไหว

ไวยากรณ์

that ... during: อนุประโยคขยายคำนามที่มีคำบุพบทอยู่ท้าย

That our eye moved during เป็นอนุประโยคขยายคำนามที่ขยาย that little fraction of a second โดย that แทนช่วงเวลาดังกล่าวและเข้าใจได้ว่าเป็นกรรมของ during กล่าวคือ our eye moved during that fraction of a second ภาษาอังกฤษมักวางคำบุพบทไว้ท้ายอนุประโยคขยายคำนาม โดยเฉพาะในบทสนทนาและงานเขียนที่เป็นกลาง ดังนั้น during จึงมีกรรมผ่าน that อยู่แล้วและไม่ได้ขาดส่วนประกอบ รูปที่เป็นทางการกว่าคือ during which our eye moved

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยคขยายคำนามที่ลงท้ายด้วย during ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The meeting that I took notes during it lasted two hours.
  2. The meeting that I took notes during lasted two hours.
  3. The meeting during that I took notes lasted two hours.
ดูคำตอบ

The meeting that I took notes during lasted two hours.

with the very next thing we see.

1:12

ด้วยสิ่งถัดไปที่เราเห็น

วลี

replace A with B: ของเดิมมาก่อน ของใหม่มาทีหลัง

Replace A with B หมายถึงนำ A ออกหรือเขียนทับ A แล้วใส่ B ลงไปแทน สิ่งที่อยู่หน้า with คือของเดิม ส่วนสิ่งที่อยู่หลัง with คือของใหม่ ในประโยคนี้ A คือช่วงเวลาสั้นมาก และ B คือข้อมูลภาพถัดไป โครงสร้างนี้จึงทำให้ทิศทางของการแทนที่ชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หายไปในประโยค: The filter is dirty, so replace it ____ a clean one.

ดูคำตอบ

with

This leads to a really amazing illusion วลี

1:14

นี่ทำให้เกิดภาพลวงตาที่น่าทึ่งมาก

called the stopped clock illusion. วัฒนธรรม

1:16

เรียกว่า ‘ภาพลวงตานาฬิกาหยุดเดิน’

วลี

This leads to: เชื่อมสาเหตุกับผลลัพธ์

ในประโยคนี้ This ย้อนกลับไปกล่าวถึงกลไกที่อธิบายไว้ก่อนหน้า และ leads to ใช้เกริ่นผลที่เกิดขึ้น ซึ่งก็คือภาพลวงตานี้ วลีดังกล่าวจัดลำดับคำอธิบายเป็น “เหตุ → ผล” ไม่ได้หมายถึงการนำใครไปยังสถานที่หนึ่งจริง ๆ ใช้โครงสร้าง cause or situation + lead(s) to + result โดยผลลัพธ์มักเป็นคำนามหรือกลุ่มคำนาม เช่น lead to confusion หากผลลัพธ์เป็นการกระทำ ให้ใช้รูป -ing เช่น lead to making mistakes

แบบฝึกหัด

ใช้ lead to ในรูปที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Heavy rain can ____ flooding.

ดูคำตอบ

lead to

วัฒนธรรม

stopped clock illusion หรือภาพลวงตานาฬิกาหยุด

stopped clock illusion เป็นปรากฏการณ์ด้านการรับรู้เวลา ทันทีหลังจากเลื่อนสายตาไปมองนาฬิกาที่เข็มวินาทีกำลังเดิน ช่วงเวลาแรกอาจดูยาวกว่าช่วงเวลาหลังจากนั้น stopped บรรยายลักษณะที่นาฬิกาดูเหมือนเป็นอยู่ชั่วขณะ ไม่ใช่สภาพจริง เพราะนาฬิกายังคงทำงานอยู่ การรู้จักชื่อนี้ช่วยให้เข้าใจคำบรรยายต่อมาที่ว่าเข็มวินาทีดูเหมือน “ค้าง” ชั่วครู่ว่าเป็นผลจากการรับรู้

แบบฝึกหัด

stopped clock illusion ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. วิธีหยุดนาฬิกาไว้ที่หนึ่งวินาทีพอดี
  2. นาฬิกาที่พลังงานหมดและเดินไม่ได้
  3. ปรากฏการณ์ด้านการรับรู้เวลาที่ช่วงแรกหลังจากมองนาฬิกาดูยาวผิดปกติ
ดูคำตอบ

ปรากฏการณ์ด้านการรับรู้เวลาที่ช่วงแรกหลังจากมองนาฬิกาดูยาวผิดปกติ

You may have noticed this before ไวยากรณ์

1:19

คุณอาจเคยสังเกตเห็นปรากฏการณ์นี้

if you've ever been in a room with a clock ไวยากรณ์

1:20

หากเคยอยู่ในห้องที่มีนาฬิกา

ไวยากรณ์

may have noticed: การคาดเดาอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีต

ในประโยคนี้ may have noticed หมายถึง “คุณอาจเคยสังเกตเห็น” ผู้พูดกำลังคาดเดาประสบการณ์ในอดีตของผู้ฟังอย่างระมัดระวัง ไม่ได้กล่าวว่าเป็นข้อเท็จจริง โครงสร้าง may have + กริยาช่องที่สาม วางความเป็นไปได้ที่ไม่แน่นอนไว้ก่อนเวลาปัจจุบัน ดังใน may have noticed โดย may ตรงนี้แสดงความเป็นไปได้ ไม่ได้แสดงการอนุญาต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย may have และกริยาช่องที่สามของ overlook: The team ____ one small detail.

ดูคำตอบ

may have overlooked

ไวยากรณ์

if you've ever been: เงื่อนไขที่อิงกับประสบการณ์จนถึงปัจจุบัน

ในประโยคนี้ if you've ever been นำเสนอเงื่อนไขที่อิงกับประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ณ เวลาใดก็ตามจนถึงปัจจุบัน You've been เป็น present perfect และ ever ขยายช่วงเวลาเป็น “เวลาใดก็ตามในชีวิตก่อนถึงตอนนี้” อนุประโยคนี้ไม่ได้จินตนาการถึงสถานการณ์ที่ไม่เป็นจริง แต่เชื่อมประสบการณ์ในอดีตที่อาจเคยเกิดขึ้นเข้ากับเหตุผลที่ข้อสังเกตในปัจจุบันอาจรู้สึกคุ้นเคย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย you've, ever และกริยาช่องที่สามของ be: If ____ to Kyoto, you may recognize this style.

ดูคำตอบ

you've ever been

with a second hand, การใช้คำ

1:22

ซึ่งมีเข็มวินาที

like in a classroom,

1:23

อย่างเช่นในห้องเรียน

การใช้คำ

second hand ในความหมายของชิ้นส่วนนาฬิกา

ในประโยคนี้ second hand หมายถึงเข็มนาฬิกาที่บอกวินาที คำว่า hand ใช้เรียกชิ้นส่วนของนาฬิกาที่เคลื่อนไหว ไม่ได้หมายถึงมือของคน บริบทก่อนหน้าที่กล่าวถึงนาฬิกาและสถานการณ์ในห้องเรียนทำให้เลือกความหมายนี้ ในบริบทอื่น คำเดียวกันอาจมีความหมายต่างออกไป จึงควรดูคำนามรอบข้างและสถานการณ์เพื่อแยกความหมาย

แบบฝึกหัด

เติมชื่อภาษาอังกฤษสองคำของเข็มนาฬิกาที่บอกวินาทีให้สมบูรณ์: The red ____ moves around the clock face once a minute.

ดูคำตอบ

second hand

darting your eyes back and forth วลี

1:24

แล้วกวาดสายตาไปมาอย่างรวดเร็ว

waiting for class to be out.

1:26

ระหว่างรอให้เลิกเรียน

วลี

darting your eyes back and forth: ขยับสายตาไปมาอย่างรวดเร็ว

ในที่นี้ darting your eyes หมายถึงการขยับสายตาอย่างรวดเร็วมาก ส่วน back and forth เพิ่มความหมายว่าขยับซ้ำไปมาในทิศทางสลับกันหรือระหว่างสองจุด เมื่อนำมารวมกัน วลีนี้ทำให้เห็นภาพการมองตรวจซ้ำ ๆ อย่างกระสับกระส่าย ไม่อดทน หรือประหม่า แทนที่จะมองอย่างสงบเพียงครั้งเดียว รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ dart one's eyes back and forth between A and B และยังใช้ eyes เป็นประธานได้ เช่น Her eyes darted back and forth.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบที่เน้นไว้ และเปลี่ยนคำแสดงความเป็นเจ้าของให้เข้ากับ Maya: Maya kept ____ between the departure board and her phone.

ดูคำตอบ

darting her eyes back and forth

Now here is what happens. ลำดับความ

1:28

ทีนี้ มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

ลำดับความ

Now here is what happens: การเกริ่นเข้าสู่คำอธิบายถัดไป

Now ทำหน้าที่เปลี่ยนจากการปูเรื่องไปสู่คำอธิบาย Here is what happens เป็นรูปแบบการเกริ่นนำข้อมูล ซึ่งบอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังจะอธิบายเหตุการณ์หรือกระบวนการถัดไป ในการใช้นี้ here ไม่ได้ระบุสถานที่ ทั้งประโยคทำหน้าที่เป็นป้ายบอกทางในการสาธิต การเล่าเรื่อง หรือคำอธิบายทีละขั้นตอน

แบบฝึกหัด

หลังจากปูพื้นสำหรับการสาธิตแล้ว ประโยคใดบอกอย่างเป็นธรรมชาติว่าคุณกำลังจะอธิบายกระบวนการที่มักเกิดขึ้นต่อไป

  1. Now here is what happened.
  2. Now here is where it happens.
  3. Now here is what happens.
ดูคำตอบ

Now here is what happens.

Right when you dart your eyes to the clock, ไวยากรณ์

1:30

ทันทีที่คุณเหลือบตาไปมองนาฬิกาอย่างรวดเร็ว

ไวยากรณ์

Right when: การเน้นช่วงเวลาที่ตรงกันพอดี

ใน right when คำว่า right เป็นคำวิเศษณ์ที่เน้น when วลีนี้หมายถึง “ณ ช่วงเวลาเดียวกันพอดีที่...” จึงนำเสนอว่าการขยับสายตาและผลที่เห็นจากนาฬิกาเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน ใช้ right when + อนุประโยคเพื่อเชื่อมสองเหตุการณ์และทำให้ความสัมพันธ์ด้านเวลาดูแม่นยำและฉับพลัน ในที่นี้ right ไม่ได้หมายถึง “ถูกต้อง” หรือ “ทิศตรงข้ามกับซ้าย”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่เน้นไว้และหมายถึง “ในช่วงเวลาเดียวกันพอดี”: The lights went out ____ the movie began.

ดูคำตอบ

right when

that very first second, การใช้คำ

1:32

วินาทีแรกนั้น

that very first movement of the second hand

1:34

หรือการขยับครั้งแรกของเข็มวินาที

that happens when your eyes reach it,

1:36

ที่เกิดขึ้นเมื่อสายตาของคุณไปถึงนาฬิกา

seems longer than every other second afterwards. ไวยากรณ์

1:38

จะดูยาวนานกว่าทุกวินาทีหลังจากนั้น

การใช้คำ

very first second: เน้นจุดเริ่มต้นที่แน่นอน

ใน very first second คำว่า very เน้นคำว่า first โดยชี้ไปยังวินาทีแรกตรงจุดเริ่มต้นพอดี ไม่ได้หมายความว่า second มีระดับที่สูงมาก โครงสร้าง คำกำหนด + very + first + คำนาม ใช้ได้เมื่อจุดเริ่มต้นที่แน่นอนมีความสำคัญ เช่น the very first page หรือ that very first day

แบบฝึกหัด

วลีใดเน้นช่วงเวลาแรกสุดของวันเรียนได้ชัดเจนที่สุด

  1. a very long minute of school
  2. the first minute of school
  3. the very first minute of school
ดูคำตอบ

the very first minute of school

ไวยากรณ์

seems longer than every other second: ความรู้สึกและการเปรียบเทียบ

โครงสร้าง seem + คำคุณศัพท์ขั้นกว่า + than นำเสนอการเปรียบเทียบในฐานะความรู้สึก ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่วัดได้ ในที่นี้ seems longer than หมายถึงผู้มองรู้สึกว่ามันนานกว่า ในประโยคนี้ every other second หมายถึงทุกวินาทีนอกเหนือจากวินาทีแรก other แยกวินาทีแรกออกจากวินาทีที่เหลือทั้งหมด ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหนึ่งครั้งในทุกสองวินาที

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The first minute seems longer than every other minute,' ผู้พูดกำลังบอกอะไร

  1. นาทีแรกรู้สึกว่านานกว่านาทีที่เหลือทั้งหมด
  2. การวัดอย่างแม่นยำพิสูจน์ว่านาทีแรกนานกว่า
  3. เฉพาะนาทีที่สอง สี่ หก และต่อไปเท่านั้นที่รู้สึกว่าสั้นกว่านาทีแรก
ดูคำตอบ

นาทีแรกรู้สึกว่านานกว่านาทีที่เหลือทั้งหมด

Look away from the clock กริยาวลี

1:42

ลองละสายตาจากนาฬิกา

กริยาวลี

Look away from + สิ่งที่มอง

ในประโยคนี้ look away from หมายถึงตั้งใจเบนสายตาเพื่อไม่มองนาฬิกาอีกต่อไป look บอกการมอง away บอกทิศทางที่สายตาออกจากจุดสนใจเดิม และ from นำหน้าสิ่งที่หยุดมอง โครงสร้าง look away from + คำนามหรือคำสรรพนามใช้บรรยายการเบนสายตาจริง ๆ ได้ ในบริบทเชิงเปรียบเทียบยังอาจหมายถึงการไม่ยอมเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงหรือปัญหา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสามคำที่หมายถึงหยุดมองสิ่งหนึ่ง: The flash is too bright, so ____ the screen.

ดูคำตอบ

look away from

and then look

1:44

แล้วหันกลับไปมอง

and that first second will seem to linger

1:46

วินาทีแรกนั้นจะดูเหมือนยืดยาวออกไป

as if time itself has stopped. ไวยากรณ์

1:48

ราวกับว่าเวลาได้หยุดลง

ไวยากรณ์

as if time itself has stopped: ราวกับว่าเวลาเองได้หยุดลง

ในประโยคนี้ as if นำการเปรียบเทียบที่จินตนาการขึ้นมา คือวินาทีแรกเพียงแค่ดูยาวนานมากจนรู้สึกราวกับว่าเวลาหยุดเดิน โครงสร้างนี้แยกความรู้สึกที่ชัดเจนออกจากการยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริง time itself เน้นที่ time หรือเวลาเอง ไม่ใช่เพียงนาฬิกาหรือเข็มวินาที ส่วน has stopped แสดงการหยุดเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เสร็จแล้วและมีผลเหมือนยังคงอยู่ในขณะนั้น แต่เมื่ออยู่ในอนุประโยค as if ผลดังกล่าวเป็นเพียงสิ่งที่จินตนาการ

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมเป้าหมายสองคำที่บอกความรู้สึก ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว: The building was so quiet that it felt ____ the city itself had gone to sleep.

ดูคำตอบ

as if

The reason for that is that your brain replaces the time ไวยากรณ์

1:50

สาเหตุก็คือสมองของคุณแทนที่ช่วงเวลา

it took for your eye to go from here to the clock

1:53

ที่ตาของคุณใช้ในการเลื่อนจากตรงนี้ไปยังนาฬิกา

with an image of the first thing you saw,

1:56

ด้วยภาพของสิ่งแรกที่คุณเห็น

which was the second hand.

1:59

ซึ่งก็คือเข็มวินาที

ไวยากรณ์

The reason for that is that ...: ระบุประเด็นก่อนบอกสาเหตุ

ในโครงสร้าง “The reason for X is that Y” วลี “the reason for X” ระบุผลลัพธ์หรือประเด็นที่กำลังอธิบาย ในที่นี้ “that” ตัวแรกเป็นกรรมของ “for” และชี้กลับไปยังปรากฏการณ์ที่กล่าวถึงก่อนหน้า “That” ตัวที่สองนำหน้าประโยคย่อยที่สมบูรณ์ซึ่งบอกสาเหตุ คือ “your brain replaces ...” โดยทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมประโยคย่อย ไม่ได้มีความหมายชี้เฉพาะว่า “สิ่งนั้น” โครงสร้างนี้ช่วยให้ผู้พูดระบุเรื่องที่จะอธิบายก่อน แล้วจึงบอกเหตุผล

แบบฝึกหัด

เติมคำอธิบายด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: The screen looks frozen. ____ the program is checking a large file.

ดูคำตอบ

The reason for that is that

ไวยากรณ์

the time it took for X to do Y ในฐานะวลีระยะเวลาที่ซ้อนอยู่ในประโยค

คำนามหลัก “the time” หมายถึงระยะเวลา ส่วน “it took for your eye to go from here to the clock” ทำหน้าที่ขยายคำนามนั้น ลองเปรียบเทียบกับประโยคเต็ม “It took some time for your eye to go from here to the clock” ในวลีคำนาม ตำแหน่งที่บอกระยะเวลาถูกนำมาแสดงไว้ก่อนเป็น “the time (that) it took ...” ข้อความทั้งหมดเป็นวลีคำนามหนึ่งวลี และในประโยคเดิมคือสิ่งที่สมอง “replaces” สามารถใช้ “the time it took for X to do Y” เมื่อต้องการบอกหรือวัดว่ากระบวนการหนึ่งใช้เวลานานเท่าใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกระยะเวลา: We recorded ____ the robot to cross the room.

ดูคำตอบ

the time it took for

And so that little fraction of a second of time

2:00

ดังนั้น เวลาเพียงเสี้ยววินาทีนั้น

is added to the length of time วลี

2:02

จึงถูกบวกเข้าไปในระยะเวลา

it takes the second hand to move.

2:04

ที่เข็มวินาทีใช้ในการขยับ

วลี

is added to: การรวมปริมาณหนึ่งเข้ากับอีกปริมาณหนึ่ง

ใน is added to นั้น is added เป็นรูปกรรมวาจก โดยเวลาเพียงเล็กน้อยเป็นสิ่งที่รับการกระทำ ส่วนระยะเวลาที่ยาวกว่าหลัง to คือยอดรวมที่เวลาเล็กน้อยนั้นถูกนำไปรวมด้วย ประโยคนี้เน้นส่วนของเวลาที่เพิ่มเข้ามา ไม่ได้เน้นว่าใครหรืออะไรเป็นผู้เพิ่ม รูปแบบนี้หมายความว่าปริมาณที่วัดได้ปริมาณหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของอีกปริมาณหนึ่ง: A is added to B ในที่นี้เป็นการสะสมเชิงปริมาณตามความหมายตรง ไม่ใช่ add to ในความหมายเชิงสำนวนว่า “ทำให้สถานการณ์รุนแรงหรือแย่ลง”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนกรรมวาจกที่หมายความว่าค่าธรรมเนียมกลายเป็นส่วนหนึ่งของยอดรวม: The delivery fee ____ the final bill.

ดูคำตอบ

is added to

What's really mind-blowing about this entire effect โน้ต

2:07

สิ่งที่น่าทึ่งจนแทบไม่อยากเชื่อเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้

is that it happens all the time. วลี

2:09

คือมันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ไวยากรณ์

What's ... about X is that Y: การเน้นข้อเท็จจริงสำคัญ

กรอบ What's really mind-blowing about X is that Y หมายถึง “สิ่งที่น่าทึ่งอย่างแท้จริงเกี่ยวกับ X คือ Y” โดย What's เริ่มอนุประโยคสัมพัทธ์แบบหลอมรวมที่ทำหน้าที่เป็นประธาน ไม่ใช่คำถามโดยตรง กรอบนี้เลื่อนข้อมูลสำคัญไปไว้ในอนุประโยค that ขั้นแรกจะระบุหัวข้อและให้การประเมิน จากนั้น Y จึงบอกข้อเท็จจริงเฉพาะที่ทำให้สมควรได้รับการประเมินนั้น วิธีนี้ช่วยให้ผู้พูดเน้นข้อสรุปสำคัญหนึ่งข้อภายในหัวข้อที่ซับซ้อนได้

แบบฝึกหัด

กรอบที่เน้นไว้ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. กรอบนี้บอกว่าปรากฏการณ์เกิดขึ้นเฉพาะในโอกาสที่ผิดปกติเท่านั้น
  2. กรอบนี้ขอให้ผู้ฟังบอกชื่อของปรากฏการณ์
  3. กรอบนี้เสนอปรากฏการณ์เป็นหัวข้อ แล้วจึงระบุข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจในอนุประโยค that
ดูคำตอบ

กรอบนี้เสนอปรากฏการณ์เป็นหัวข้อ แล้วจึงระบุข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจในอนุประโยค that

การใช้คำ

mind-blowing: สำนวนไม่เป็นทางการที่แสดงความทึ่ง

mind-blowing เป็นคำคุณศัพท์แบบไม่เป็นทางการ หมายถึงสิ่งที่น่าประหลาดใจหรือน่าประทับใจอย่างยิ่ง จนดูเหมือนจะเปลี่ยนสิ่งที่คุณเคยคิดว่าเป็นไปได้หรือเป็นความจริง ในประโยคนี้ คำดังกล่าวใช้ประเมินข้อเท็จจริงที่ว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นตลอด เป็นการพูดเกินจริงโดยตั้งใจเพื่อแสดงความประหลาดใจอย่างมาก ไม่ได้หมายความว่าจิตใจหรือสมองของใครได้รับอันตรายทางร่างกายจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง mind-blowing หมายถึงอะไร

  1. ผิดปกติเล็กน้อย
  2. สร้างความเสียหายทางร่างกายต่อสมอง
  3. ไม่สามารถเข้าใจได้เพราะอธิบายไม่ดี
  4. น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง
ดูคำตอบ

น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง

วลี

all the time: บ่อยมากหรือเกิดซ้ำหลายครั้ง

all the time เป็นวลีวิเศษณ์บอกความถี่ ในที่นี้หมายความว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดซ้ำทุกครั้งเมื่อมีสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง จึงถือว่าเกิดบ่อยมากหรือเป็นประจำ วลีนี้มักอยู่ท้ายอนุประโยค เช่น it happens all the time วลีนี้อาจหมายถึงอย่างต่อเนื่องได้ในบางบริบท แต่ในที่นี้ไม่ควรคำนวณแบบตรงตัวว่าเกิดขึ้นทุกมิลลิวินาทีโดยไม่มีช่วงหยุดเลย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีบอกความถี่สามคำที่หมายถึง “บ่อยมาก”: My neighbor's dog barks ____.

ดูคำตอบ

all the time

All day, as you look around the world

2:12

ตลอดทั้งวัน ขณะที่คุณมองดูโลกรอบตัว

from one point to another,

2:13

จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง

that little fraction of a second

2:15

เวลาเพียงเสี้ยววินาทีนั้น

that your eyeball was moving

2:17

ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกตาของคุณกำลังเคลื่อนไหว

is lost and your brain just replaces it

2:18

จะหายไป แล้วสมองก็แทนที่มัน

with the very next thing that you see.

2:20

ด้วยสิ่งถัดไปที่คุณเห็น

Now it might just be a tiny, tiny amount of time, ลำดับความ

2:22

แม้มันอาจเป็นเวลาเพียงน้อยนิดมาก ๆ

but over the course of an entire day, วลี

2:25

แต่ตลอดช่วงเวลาหนึ่งวันเต็ม

those little fractions of a second

2:27

เวลาเสี้ยววินาทีเล็ก ๆ เหล่านั้น

can add up to almost 40 minutes. กริยาวลี

2:29

รวมกันแล้วอาจยาวนานเกือบ 40 นาที

ลำดับความ

it might just ... but: ยอมรับประเด็นเล็กก่อนเปลี่ยนไปสู่ผลลัพธ์ที่ใหญ่กว่า

ในโครงสร้าง it might just be ... but ผู้พูดยอมรับก่อนว่าการสูญเสียแต่ละครั้งอาจเล็กน้อยมาก might ทำให้ข้อความไม่ฟันธงเกินไป และ just ยิ่งลดความสำคัญของปริมาณนั้นลง ในที่นี้ might ไม่ได้แสดงการอนุญาต จากนั้น but เปลี่ยนไปสู่ผลลัพธ์ที่สำคัญกว่าและตรงข้ามกัน นั่นคือความสูญเสียเล็ก ๆ สะสมได้ กรอบนี้ทำให้คำอธิบายดูสมดุล เพราะยอมรับประเด็นที่อ่อนกว่าก่อนเสนอข้อสรุปที่หนักแน่นกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบการยอมรับแล้วแสดงความขัดแย้ง might just ... but: The extra step ____ take a few seconds, ____ repeating it hundreds of times can waste a lot of time.

ดูคำตอบ

might just · but

วลี

over the course of: การเปลี่ยนแปลงและการสะสมตลอดช่วงเวลา

over the course of an entire day หมายถึงตลอดช่วงเวลาที่วันหนึ่งค่อย ๆ ดำเนินไป โดยมองรวมหลายช่วงเวลาภายในวันนั้น ในที่นี้วลีดังกล่าวนำเสนอเศษเวลาเล็ก ๆ ว่าเป็นปริมาณที่เกิดซ้ำและสะสมเป็นยอดรวม ในวลีนี้ course ไม่ได้หมายถึงชั้นเรียนหรือเส้นทาง รูปแบบ over the course of + ช่วงเวลา มีประโยชน์ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์ที่เกิดซ้ำ หรือผลลัพธ์สะสม

แบบฝึกหัด

วลีใดเติมประโยคได้ดีที่สุด หากผู้เขียนต้องการเน้นการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดทั้งช่วงเวลา? ____ the school year, Mia became much more confident.

  1. Over the course of
  2. During
  3. At the end of
ดูคำตอบ

Over the course of

กริยาวลี

can add up to: สะสมรวมกันจนถึงยอดรวม

add up to หมายถึงจำนวนเล็ก ๆ หลายจำนวนรวมกันจนได้ยอดรวมหนึ่ง ในประโยคนี้ ช่วงเวลาสั้นมากที่ไม่ถึงหนึ่งวินาทีจำนวนมาก เมื่อรวมกันแล้วอาจกลายเป็นเกือบ 40 นาที ยอดรวมจะอยู่หลัง to โดยจำนวนเล็ก ๆ can add up to จำนวนที่ใหญ่กว่า คำว่า can แสดงว่านี่เป็นผลรวมสะสมที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่ามีใครเพิ่มเวลาอีก 40 นาที

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่หมายถึง “รวมกันจนได้ยอดรวม”: Small daily fees ____ more than fifty dollars a month.

ดูคำตอบ

can add up to

40 minutes of every day that you're awake

2:32

ในทุกวันที่คุณตื่นอยู่ ช่วงเวลา 40 นาที

are lost because our eyeballs move.

2:34

จะหายไปเพราะลูกตาของเราเคลื่อนไหว

And as always,

2:41

และเช่นเคย

thanks for watching.

2:43

ขอบคุณที่รับชมครับ

So what are you waiting for? น้ำเสียง/เจตนา

2:45

แล้วคุณจะรออะไรอยู่ล่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

What are you waiting for?: คำกระตุ้นให้ลงมือทันที

ในบริบทนี้ What are you waiting for? เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ผู้พูดไม่ได้ถามจริง ๆ ว่าผู้ฟังกำลังรออะไร แต่หมายถึง “ไม่ต้องรอแล้ว เริ่มตอนนี้เลย” ประโยคนี้มักใช้เป็นคำกระตุ้นให้ลงมือทำอย่างมีพลัง หลังจากมีการเสนอความคิดหรือบอกขั้นตอนต่อไปแล้ว คำเดิมอาจฟังเป็นการให้กำลังใจ การท้าทายแบบขี้เล่น หรือความไม่อดทน ขึ้นอยู่กับน้ำเสียงและความสัมพันธ์

แบบฝึกหัด

โค้ชอธิบายเกมเสร็จแล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “What are you waiting for?” โค้ชน่าจะกำลังทำอะไร?

  1. กำลังถามว่าผู้เล่นรอคนไหนอยู่
  2. กำลังกระตุ้นให้ผู้เล่นเริ่มตอนนี้
  3. กำลังบอกให้ผู้เล่นรอต่อไป
ดูคำตอบ

กำลังกระตุ้นให้ผู้เล่นเริ่มตอนนี้

Click here to start the Lean Back

2:46

คลิกตรงนี้เพื่อเริ่ม Lean Back

or click the link at the top of this video's description.

2:47

หรือคลิกลิงก์ที่อยู่บนสุดของคำอธิบายวิดีโอนี้

You know what? น้ำเสียง/เจตนา

2:51

รู้อะไรไหม

น้ำเสียง/เจตนา

You know what? ในฐานะคำเกริ่นเปิดบทสนทนา

ในที่นี้ You know what? ไม่ใช่คำถามเพื่อขอข้อมูล แต่เป็นคำเกริ่นในการสนทนาที่ใช้ดึงความสนใจของผู้ฟัง และส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะบอกสิ่งที่เพิ่งคิด ตัดสินใจ หรือนึกขึ้นได้ ผู้พูดอาจฟังดูตื่นเต้น หงุดหงิด หรือเหมือนกำลังเปลี่ยนใจ คำเหล่านี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้กำหนดอารมณ์ จึงต้องฟังประโยคถัดไปและน้ำเสียงของผู้พูดเพื่อเข้าใจเจตนา

แบบฝึกหัด

Mia กำลังตัดสินใจว่าจะออกไปข้างนอกหรือไม่ แล้วเธอก็พูดว่า “You know what? I'll stay home tonight.” You know what? ทำหน้าที่อะไรในที่นี้?

  1. ดึงความสนใจของผู้ฟังก่อนที่ Mia จะบอกการตัดสินใจใหม่
  2. ขอให้ผู้ฟังอธิบายว่า Mia รู้อะไร
  3. ตรวจสอบว่าผู้ฟังได้ยินคำว่า what หรือไม่
ดูคำตอบ

ดึงความสนใจของผู้ฟังก่อนที่ Mia จะบอกการตัดสินใจใหม่

I totally never say this.

2:52

ปกติผมไม่เคยพูดแบบนี้เลยจริง ๆ

Yeah, I'm totally heterosexual,

2:53

ใช่ ผมเป็นคนรักต่างเพศเต็มตัวนะ

but you are really attractive.

2:55

แต่คุณมีเสน่ห์มากจริง ๆ