He, she ... หรือ they? คำสรรพนามในภาษาอังกฤษ - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ
British Council | English
ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนนี้อธิบายว่า singular they ใช้อ้างถึงบุคคลหนึ่งคนอย่างไร เหตุใดการใช้นี้จึงช่วยให้สื่อความได้ถูกต้องและครอบคลุม และตัวอย่างจากบทกวียุคกลาง เชกสเปียร์ และเจน ออสเตน แสดงให้เห็นอย่างไรว่ารูปแบบนี้มีมาหลายศตวรรษ ไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. singular they. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: คุณจะเข้าใจว่า they, them และ their ใช้อ้างถึงคนหนึ่งคนได้เมื่อไม่ทราบเพศ เมื่อเพศไม่สำคัญต่อเนื้อหา หรือเมื่อบุคคลนั้นใช้สรรพนามเหล่านี้ การเข้าใจเงื่อนไขดังกล่าวช่วยให้ไม่ตีความผิดว่า they ต้องเป็นพหูพจน์เสมอไป 2. non-binary people และ singular they — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทในโลกจริง: คุณจะมองออกว่าการใช้นี้ไม่ได้เป็นเพียงวิธีแก้ขัดเมื่อไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงใคร แต่ยังใช้เคารพสรรพนามที่บุคคลนอนไบนารีใช้เรียกตนเองได้ จึงช่วยให้เข้าใจการแนะนำตัวและเลือกสรรพนามที่เหมาะสมในการสื่อสารจริง 3. every one และ themselves — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: คุณจะเห็นว่าวลีที่เป็นเอกพจน์ตามหลักไวยากรณ์สามารถเชื่อมกลับด้วยรูปสะท้อนที่สัมพันธ์กับ singular they ได้ ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ช่วยให้สังเกตรูปแบบนี้ในงานเขียนเก่า และเข้าใจว่าการใช้ themselves กับบุคคลหนึ่งคนไม่ได้เพิ่งถูกสร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Today's mini English lesson is about singular they. ไวยากรณ์
0:04บทเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ วันนี้เกี่ยวกับ they ที่เป็นเอกพจน์
singular they: ใช้ they กล่าวถึงคนหนึ่งคน
singular they คือการใช้ they, them หรือ their เพื่อกล่าวถึงคนเพียงคนเดียว มักใช้เมื่อไม่ทราบเพศของคนนั้นหรือเพศไม่สำคัญ และใช้กับผู้ที่ใช้สรรพนาม they/them ด้วย คำว่า singular บอกว่าผู้ที่ถูกกล่าวถึงมีคนเดียว ไม่ได้หมายความว่าต้องเปลี่ยนกริยาเป็นรูปเอกพจน์ ยังคงใช้รูปปกติว่า they are และ they have ไม่ใช่ they is หรือ they has
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ singular they เพื่อกล่าวถึงคนหนึ่งคน
- A caller said they would phone back later.
- The neighbours said they would arrive together.
- Emma said she would phone back later.
ดูคำตอบ
A caller said they would phone back later.
I'm going to give...: ประโยคบอกแนวทางของเนื้อหาถัดไป
ในที่นี้ I'm going to give you three examples ไม่ได้พูดถึงอนาคตเท่านั้น แต่ยังบอกผู้ฟังด้วยว่าส่วนใดของคำอธิบายกำลังจะตามมา จึงทำหน้าที่เป็นประโยคบอกแนวทาง ใช้ I'm going to + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อบอกขั้นตอนถัดไปที่วางแผนไว้ เช่น การยกตัวอย่าง การแสดงวิธีทำ หรือการอธิบายกฎ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกได้ดีที่สุดว่าผู้พูดจะอธิบายอะไรต่อไป
- I'm going to give you three tips for learning these words.
- I gave you three tips last week.
- These words can be difficult.
ดูคำตอบ
I'm going to give you three tips for learning these words.
I have a Chinese friend who speaks perfect English.
0:13ฉันมีเพื่อนชาวจีนที่พูดภาษาอังกฤษได้สมบูรณ์แบบมาก
spot the mistake: สังเกตเห็นข้อผิดพลาด
ในที่นี้ spot เป็นคำกริยา หมายถึงสังเกตเห็นหรือตรวจพบสิ่งหนึ่งด้วยการมองอย่างละเอียด ใน spot the mistake กรรมบอกว่าสิ่งที่สังเกตเห็นคืออะไร นั่นคือ the mistake Did you spot...? ใช้ถามว่าอีกฝ่ายสังเกตเห็นบางสิ่งได้หรือไม่ รูปแบบนี้พบบ่อยในงานตรวจสอบ พิสูจน์อักษร และสังเกตการณ์ โดย spot ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสถานที่หรือรอยจุด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึงสังเกตเห็นข้อผิดพลาด: Look closely. Can you ____ in this sentence?
ดูคำตอบ
spot the mistake
Why are you so sure that my friend is female? น้ำเสียง/เจตนา
0:20ทำไมคุณถึงมั่นใจนักว่าเพื่อนของฉันเป็นผู้หญิง?
Why are you so sure that...?: โต้แย้งข้อสันนิษฐาน
Why are you so sure that + อนุประโยค ใช้ถามว่ามีหลักฐานอะไรสนับสนุนคำกล่าวที่อีกฝ่ายพูดอย่างมั่นใจ ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังโต้แย้งข้อสันนิษฐานว่าเพื่อนเป็นผู้หญิง ไม่ได้เพียงถามข้อมูลอย่างเป็นกลาง so sure เน้นระดับความมั่นใจของอีกฝ่าย รูปแบบนี้มักมีความหมายว่า “อะไรทำให้คุณคิดว่าคุณมั่นใจเรื่องนั้นได้ขนาดนั้น” และชวนให้อีกฝ่ายอธิบายหรือพิจารณาคำกล่าวของตนใหม่
แบบฝึกหัด
เพื่อนร่วมชั้นบอกว่าครูคนใหม่อาศัยอยู่ในลอนดอนอย่างแน่นอน แต่ไม่มีหลักฐาน ประโยคใดโต้แย้งความมั่นใจนั้นได้ตรงที่สุด
- Why are you so sure that the new teacher lives in London?
- Where in London does the new teacher live?
- The new teacher certainly lives in London.
ดูคำตอบ
Why are you so sure that the new teacher lives in London?
they ที่ใช้แทนคนหนึ่งคนเมื่อไม่ทราบเพศ
ในประโยคนี้ they หมายถึงเพื่อนหนึ่งคนที่กล่าวถึงก่อนหน้า ไม่ใช่คนหลายคน เนื่องจากไม่ได้ระบุเพศของเพื่อนคนนั้น จึงใช้ singular they เพื่อไม่ต้องเดาว่าควรใช้ he หรือ she ในคำถามนี้ they เป็นประธานของ learn แม้ singular they จะหมายถึงคนเพียงคนเดียว แต่ก็ใช้รูปไวยากรณ์เหมือน they ที่เป็นพหูพจน์ ดังนั้น How did they learn it? จึงเป็นประโยคที่เป็นธรรมชาติ
แบบฝึกหัด
เติมคำถามด้วย singular they: Someone called while you were out. What did ____ want?
ดูคำตอบ
they
How do you know if the owner of the umbrella is male or not?
0:34คุณรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าของร่มเป็นผู้ชายหรือเปล่า?
If you use X, you're saying that Y: อธิบายความหมายที่การเลือกคำสื่อออกมา
อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if ระบุการเลือกใช้คำ นั่นคือการใช้ his ส่วนประโยคหลักอธิบายว่าการเลือกนี้ทำให้ผู้ฟังอนุมานความหมายใด นั่นคือเจ้าของเป็นผู้ชาย ในที่นี้ you're saying that ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าคุณพูดคำเหล่านั้นออกมาตรง ๆ ทุกคำ แต่หมายถึงถ้อยคำที่คุณเลือกสื่อหรือบอกเป็นนัยถึงข้อความนั้น รูปแบบ If you use X, you're saying that Y สามารถนำไปใช้ซ้ำเพื่อเชื่อมการเลือกใช้ภาษากับข้อความที่แฝงอยู่ได้
แบบฝึกหัด
ในตัวอย่าง วลี you're saying that หมายความว่าอย่างไร
- หมายความว่าผู้พูดเคยพบเจ้าของแล้ว
- เป็นการรายงานคำพูดที่เจ้าของเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้
- การเลือกใช้ his ทำให้ผู้ฟังอนุมานว่าเจ้าของเป็นผู้ชาย
ดูคำตอบ
การเลือกใช้ his ทำให้ผู้ฟังอนุมานว่าเจ้าของเป็นผู้ชาย
someone has ... their umbrella: someone เอกพจน์กับ their
someone เป็นเอกพจน์ตามหลักไวยากรณ์ จึงใช้กริยา has ไม่ใช่ have ในประโยคนี้ their ย้อนกลับไปอ้างถึงคนเพียงคนเดียวนั้น และบอกว่าร่มเป็นของคนนั้น เมื่อไม่ทราบหรือไม่จำเป็นต้องระบุเพศของบุคคล ภาษาอังกฤษสมัยใหม่มักใช้ singular they/their ตามหลังคำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ เช่น someone การใช้กริยาเอกพจน์กับ someone แล้วใช้ singular their ต่อมาไม่ขัดแย้งกัน
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคที่ใช้ someone เป็นเอกพจน์ตามหลักไวยากรณ์โดยไม่คาดเดาเพศของบุคคลนั้น
- Someone has left they phone on the desk.
- Someone has left their phone on the desk.
- Someone have left their phone on the desk.
ดูคำตอบ
Someone has left their phone on the desk.
they ... their ... them: รูปประธาน รูปแสดงความเป็นเจ้าของ และรูปกรรม
คำที่เน้นทั้งสามคำย้อนกลับไปยังบุคคลเอกพจน์แบบไม่เจาะจงคนเดียวกัน คือ a good boss ประโยคนี้กล่าวถึงหัวหน้าที่ดีคนใดก็ได้ โดยไม่ได้ระบุว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง รูปคำเปลี่ยนตามหน้าที่ทางไวยากรณ์: they เป็นประธานของ want, their วางหน้า employees เพื่อบอกว่าพนักงานเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับหัวหน้าคนนี้ และ them เป็นกรรมของ understand ดังนั้น singular they จึงเปลี่ยนรูปตามหน้าที่เหมือนคำสรรพนามบุรุษอื่น ๆ
แบบฝึกหัด
เติมแต่ละช่องด้วยรูปที่ถูกต้องของ singular they: The new student said ____ had forgotten ____ notebook, so I lent a pen to ____.
ดูคำตอบ
they · their · them
which is that they're not using the singular they.
1:13นั่นก็คือพวกเขาไม่ได้ใช้ they ที่เป็นเอกพจน์
variations on the same mistake ... ไม่ได้ใช้ they แบบเอกพจน์
variations on the same mistake จัดตัวอย่างหลายข้อให้อยู่ภายใต้ข้อผิดพลาดพื้นฐานเดียวกัน ตัวอย่างอาจดูต่างกัน แต่เป็นรูปแบบต่าง ๆ ของปัญหาเดียวกัน จากนั้นอนุประโยค which is that... ระบุข้อผิดพลาดร่วมกันนั้นว่าไม่ได้ใช้ they แบบเอกพจน์ รูปแบบ “จัดกลุ่มก่อน แล้วค่อยระบุให้ชัด” ช่วยเรียบเรียงคำอธิบายจากความแตกต่างที่เห็นไปสู่ข้อสรุปเดียว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดจัดกลุ่มรายงานหลายฉบับที่แตกต่างกันให้เป็นปัญหาร่วมกัน แล้วระบุว่าปัญหานั้นคืออะไรได้ดีที่สุด
- These reports are variations on the same problem, which is that the payment page keeps freezing.
- These reports arrived on three different days.
- Only one report mentions the payment page.
ดูคำตอบ
These reports are variations on the same problem, which is that the payment page keeps freezing.
สรรพนามประธาน they สรรพนามกรรม them และคำแสดงความเป็นเจ้าของ their
they, them และ their สามารถใช้กล่าวถึงคนเดียวกันหรือกลุ่มคนเดียวกันได้ แต่ทำหน้าที่ทางไวยากรณ์ต่างกัน they ใช้เป็นประธาน them ใช้เป็นกรรมของกริยาหรือคำบุพบท และ their วางหน้าคำนามเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ทั้งสามรูปใช้แทนกันไม่ได้ ให้ตัดสินใจก่อนว่าประโยคต้องการประธาน กรรม หรือคำแสดงความเป็นเจ้าของที่อยู่หน้าคำนาม
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ they แบบเอกพจน์: Someone left ____ backpack on the bus.
ดูคำตอบ
their
but you might not have learnt about singular they.
1:27แต่คุณอาจยังไม่เคยเรียนเกี่ยวกับ they ที่เป็นเอกพจน์
they แบบพหูพจน์ ... they แบบเอกพจน์
เมื่อใช้ they แบบพหูพจน์ คำนี้หมายถึงคนหรือสิ่งของมากกว่าหนึ่งคนหรือหนึ่งชิ้น เมื่อใช้ they แบบเอกพจน์ คำสรรพนามเดียวกันนี้หมายถึงคนหนึ่งคน มักเป็นเพราะไม่ทราบเพศ เพศไม่สำคัญ หรือไม่ได้ระบุไว้ หรือเพราะบุคคลนั้นใช้ they เป็นสรรพนามของตน ประโยคนี้ยืนยันก่อนว่าการใช้แบบพหูพจน์ที่คุ้นเคยนั้นถูกต้อง แล้วจึงบอกว่ายังมีกฎส่วนอื่นอีก หากต้องการแยกสองรูปแบบนี้ ให้ดูว่า they หมายถึงใครหรืออะไร แม้เป็น they แบบเอกพจน์ก็ยังใช้รูปกริยาปกติคือ they are และ they have ไม่ใช่ they is หรือ they has
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ they แบบเอกพจน์
- Someone called, but they didn't leave a message.
- Tom and Mia arrived, and they sat down.
- The books are new, and they are expensive.
ดูคำตอบ
Someone called, but they didn't leave a message.
everybody, somebody, nobody ... they
Everybody, somebody และ nobody เป็นคำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะที่ถือเป็นเอกพจน์ตามไวยากรณ์ ดังนั้นกริยาที่ใช้กับแต่ละคำจึงเป็นรูปเอกพจน์ เช่น everybody is, somebody has, nobody knows เมื่อกล่าวย้อนถึงในภายหลัง ภาษาอังกฤษจะใช้ they แบบเอกพจน์อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อหมายถึงคนที่ somebody หรือ nobody กล่าวถึง และแต่ละคนที่รวมอยู่ใน everybody คำว่า after ในที่นี้หมายถึงการกล่าวย้อนถึงภายหลัง ไม่ได้หมายความว่า they ต้องอยู่ติดกับคำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะทันที
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย they แบบเอกพจน์: Somebody called, but ____ didn't leave a message.
ดูคำตอบ
they
even though these words are singular: ข้อเท็จจริงที่ไม่เปลี่ยนข้อสรุป
Even though ใช้นำหน้าข้อเท็จจริงที่เป็นจริงแต่ไม่เปลี่ยนข้อสรุปหลัก ในที่นี้ these words are singular คือข้อเท็จจริงที่ยอมรับ ส่วนใจความหลักคือสรรพนามที่ใช้ยังคงเป็น they ได้ โครงสร้างคือ even though + อนุประโยค, ประโยคหลัก ให้เข้าใจว่า “แม้ A จะเป็นจริง แต่ B ก็ยังเป็นจริง” โดยข้อสรุปหลักอยู่ในส่วน B
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำเชื่อมแสดงการยอมรับข้อเท็จจริงสองคำจากบทเรียนนี้: ____ the library was busy, Ava found a quiet seat.
ดูคำตอบ
Even though
if we don't know ... or if the gender is not important: สองเงื่อนไขทางเลือก
อนุประโยค if ทั้งสองส่วนบอกเงื่อนไขที่แยกจากกันสำหรับการใช้ singular they เงื่อนไขหนึ่งคือเราไม่ทราบเพศของบุคคลนั้น ส่วนอีกเงื่อนไขคือเพศไม่สำคัญในสถานการณ์นั้น แม้อาจทราบเพศอยู่แล้วก็ตาม การใช้ if ซ้ำบอกจุดเริ่มต้นของแต่ละเงื่อนไข และ or หมายความว่าเพียงเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งก็เพียงพอ ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองเงื่อนไขต้องเป็นจริงพร้อมกัน
แบบฝึกหัด
เติมคำภาษาอังกฤษสองตัวอักษรที่ใช้บอกเงื่อนไขคำเดียวกันในทั้งสองช่อง เพื่อสร้างสองเงื่อนไขทางเลือกที่ขนานกัน: Use the side entrance ____ the main door is locked or ____ the lobby is crowded.
ดูคำตอบ
if · if
คนที่เป็นนอนไบนารีกับ they แบบเอกพจน์
คนที่เป็นนอนไบนารีคือผู้ที่อัตลักษณ์ทางเพศไม่ได้อยู่เฉพาะในกรอบชายหรือหญิงเพียงอย่างเดียว บางคนใช้ they/them เป็นคำสรรพนามของตน ในการใช้นี้ they แบบเอกพจน์หมายถึงบุคคลหนึ่งคนที่ใช้คำสรรพนามนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะกรณีที่ไม่ทราบเพศของใครบางคน คำว่า often ก็สำคัญ เพราะการใช้นี้พบได้บ่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าคนนอนไบนารีทุกคนจะใช้เหมือนกัน
แบบฝึกหัด
พิจารณาข้อความต่อไปนี้: คนนอนไบนารีทุกคนใช้คำสรรพนาม they/them
- ผิด
- ถูก
ดูคำตอบ
ผิด
not comfortable with he or she: รู้สึกไม่สบายใจหรือไม่เต็มใจยอมรับ
not comfortable with... หมายถึงรู้สึกไม่สบายใจหรือไม่เต็มใจยอมรับบางอย่าง ในประโยคนี้ comfortable กล่าวถึงการยอมรับทางความรู้สึก ไม่ใช่ความสบายทางกาย กล่าวคือ บางคนไม่ต้องการให้ใช้ he หรือ she เรียกตน หลัง with ใช้คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing เช่น not comfortable with the label และ not comfortable with sharing personal information รูปปฏิเสธนี้ใช้บอกขอบเขตส่วนตัวได้อย่างสุภาพแต่ชัดเจน
แบบฝึกหัด
ใช้วลีจากบทเรียนนี้เติมประโยคให้สมบูรณ์: I'm ____ discussing my medical history at work.
ดูคำตอบ
not comfortable with
used he to refer to general people: he แบบกล่าวรวมในอดีต
วลีนี้บอกว่า ธรรมเนียมภาษาอังกฤษในอดีตบางแบบใช้ he เป็นสรรพนามกล่าวรวม โดยอาจตั้งใจให้หมายถึงคนเพศใดก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะผู้ชาย ในที่นี้ general people หมายถึงคนทั่วไป ไม่ใช่กลุ่มผู้ชายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์นี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใด he ในข้อความเก่าจึงอาจมีเจตนาให้ครอบคลุมทุกเพศ ประโยคนี้บรรยายธรรมเนียมในอดีต ไม่ได้แนะนำให้ใช้ธรรมเนียมนี้ในการเขียนปัจจุบัน
แบบฝึกหัด
ประโยคนี้กล่าวถึงการใช้แบบใดในประวัติศาสตร์
- กฎที่ระบุว่าคนทั่วไปหมายถึงผู้ชายเท่านั้น
- ธรรมเนียมเก่าที่ he อาจหมายถึงคนเพศใดก็ได้
- คำแนะนำให้ใช้ he สำหรับทุกคนในภาษาอังกฤษปัจจุบัน
ดูคำตอบ
ธรรมเนียมเก่าที่ he อาจหมายถึงคนเพศใดก็ได้
everyone ... his capacity: his แบบกล่าวรวมในอดีต
Everyone เป็นเอกพจน์ตามหลักไวยากรณ์ แต่หมายถึงคนทุกคน ในสำนวนเก่านี้ his ย้อนกลับไปหา everyone ในฐานะรูปแสดงความเป็นเจ้าของแบบกล่าวรวม ดังนั้น his capacity จึงหมายถึงความสามารถของแต่ละคนเอง ไม่ใช่เฉพาะความสามารถของผู้ชาย ในภาษาอังกฤษทั่วไปปัจจุบัน their แบบเอกพจน์มักรักษาความหมายแบบครอบคลุมที่ตั้งใจไว้ได้: Everyone worked according to their capacity.
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคเขียนใหม่แบบปัจจุบันที่เป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งยังทำให้ everyone ครอบคลุมทุกเพศและคงไวยากรณ์ของประโยคไว้
- Everyone work according to their capacity.
- Everyone worked according to their capacity.
- Everyone worked according to they capacity.
ดูคำตอบ
Everyone worked according to their capacity.
But now that sentence sounds old-fashioned and a little bit strange การใช้คำ
2:01แต่ตอนนี้ประโยคนั้นฟังดูเก่าและแปลกนิดหน่อย
old-fashioned and a little bit strange เพื่อประเมินการใช้ภาษาในปัจจุบัน
ในที่นี้ sounds แสดงว่าคำคุณศัพท์ที่ตามมาเป็นความรู้สึกที่ผู้ฟังในปัจจุบันมีต่อประโยค old-fashioned หมายถึงถ้อยคำนั้นเป็นแบบแผนภาษาจากยุคก่อน ส่วน strange หมายถึงตอนนี้ฟังดูขัดหูหรือไม่เป็นธรรมชาติ เมื่อใช้ร่วมกันจึงเป็นการประเมินการใช้ภาษาในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าประโยคนี้เข้าใจไม่ได้เลย a little bit ช่วยลดความแรงของ strange ทำให้คำวิจารณ์นุ่มนวลขึ้น ในบริบทนี้ ถ้อยคำเดิมใช้สรรพนามเพศชายแทนทุกคน ผู้พูดจึงเตือนว่าการใช้แบบนี้อาจฟังดูล้าสมัยและไม่ครอบคลุมทุกคนในปัจจุบัน
แบบฝึกหัด
old-fashioned and a little bit strange สื่อความหมายอะไรในที่นี้?
- ประโยคนี้อาจเข้าใจได้ แต่ปัจจุบันฟังดูล้าสมัยและขัดหู
- ประโยคนี้ดูมีสไตล์เพราะจงใจสร้างบรรยากาศย้อนยุค
- ประโยคนี้ผิดหลักไวยากรณ์จนเป็นไปไม่ได้และไม่มีความหมาย
ดูคำตอบ
ประโยคนี้อาจเข้าใจได้ แต่ปัจจุบันฟังดูล้าสมัยและขัดหู
it excludes ... who were not male: การกีดกันผ่านการใช้ถ้อยคำ
it ย้อนกลับไปหมายถึงการเลือกใช้คำก่อนหน้านี้ excludes all of the people ... who were not male หมายความว่าถ้อยคำนั้นทำให้คนที่ไม่ใช่ผู้ชายดูเหมือนไม่อยู่ในกลุ่มที่กำลังกล่าวถึง ไม่ได้หมายความว่ามีใครถูกนำตัวออกจากฟาร์มจริง ๆ อนุประโยคขยาย who were not male ระบุว่าคนกลุ่มใดได้รับผลกระทบ โดยทั่วไป exclude สามารถบรรยายผลทางสังคมของภาษาได้ด้วย กล่าวคือ คำเรียกหรือสรรพนามอาจไม่สามารถเป็นตัวแทนของบางคนที่ควรอยู่ในขอบเขตความหมายได้
แบบฝึกหัด
excludes ในตัวอย่างหมายความว่าอะไร?
- ถ้อยคำนั้นทำให้คนที่ไม่ใช่ผู้ชายดูเหมือนอยู่นอกกลุ่มที่ถ้อยคำนั้นควรกล่าวถึง
- ประโยคนี้พิสูจน์ว่าไม่มีคนที่ไม่ใช่ผู้ชายอาศัยหรือทำงานอยู่ในฟาร์ม
- มีคนบังคับให้คนเหล่านั้นออกจากฟาร์มจริง ๆ
ดูคำตอบ
ถ้อยคำนั้นทำให้คนที่ไม่ใช่ผู้ชายดูเหมือนอยู่นอกกลุ่มที่ถ้อยคำนั้นควรกล่าวถึง
It's like ...: อธิบายความรู้สึกหรือภาพที่บางสิ่งสื่อออกมา
ในที่นี้ it's like ใช้เกริ่นถึงภาพหรือความรู้สึกที่ถ้อยคำหนึ่งทำให้เกิดขึ้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ผู้พูดยอมรับ ถ้อยคำนั้นทำให้ฟังเหมือนว่ามีเพียงผู้ชายที่ทำงาน และส่วนที่เหลือของประโยคก็ปฏิเสธภาพนั้น ใช้ It's like + อนุประโยค เพื่ออธิบายว่าสิ่งที่เลือกใช้ กฎ หรือข้อความหนึ่งดูเหมือนสื่อความหมายอะไร อนุประโยคหลัง like อาจบอกข้อสรุปที่ชวนให้เข้าใจผิด ไม่ใช่ความเป็นจริง
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดใช้ It's like เพื่ออธิบายความรู้สึกหรือภาพที่สื่อออกมา แทนที่จะบอกข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
- The museum requires every visitor to carry a smartphone.
- It's like the museum assumes every visitor has a smartphone.
- For example, some visitors use smartphones at the museum.
ดูคำตอบ
It's like the museum assumes every visitor has a smartphone.
because the history of singular they is very long.
2:18เพราะประวัติการใช้ they ที่เป็นเอกพจน์นั้นมีมาอย่างยาวนานมาก
Even at the time ... not necessary ... because ...: ยอมรับบริบทก่อนแก้ความเข้าใจ
Even at the time เน้นช่วงเวลาก่อนหน้าและเพิ่มความหมายเชิงยอมรับเงื่อนไขบางส่วน กล่าวคือ ข้อสรุปว่าไม่จำเป็นต้องใช้ he ยังคงเป็นจริง แม้จะจำกัดการพูดคุยไว้ที่ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์นั้น โครงสร้างนี้แย้งกับความคิดที่ว่าในอดีตจำเป็นต้องใช้ he เท่านั้น ส่วน at the time หมายถึงช่วงเวลาที่พูดถึงไปแล้ว ไม่ใช่ปัจจุบัน ส่วนที่เหลือของประโยคใช้รูปแบบการให้เหตุผลที่ชัดเจน คือ it was not necessary to ... ปฏิเสธคำกล่าวว่าจำเป็นต้องทำ และ because ... ให้เหตุผลสนับสนุน not necessary ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครใช้ he แต่หมายความว่า he ไม่ใช่ตัวเลือกเดียวที่มีอยู่
แบบฝึกหัด
ประโยคใดยอมรับบริบทในอดีตก่อน จากนั้นปฏิเสธคำกล่าวว่าจำเป็นต้องทำ แล้วจึงให้เหตุผล
- Even now, it is necessary to print every form because electronic copies are not accepted.
- At the time, every form had to be printed because electronic copies were not accepted.
- Even at the time, it was not necessary to print every form because electronic copies were accepted.
ดูคำตอบ
Even at the time, it was not necessary to print every form because electronic copies were accepted.
drum roll please: สร้างความลุ้นก่อนเปิดเผยคำตอบ
“Drum roll, please” ตามความหมายตรงตัวคือการขอให้รัวกลองอย่างรวดเร็ว ในภาษาพูดทั่วไปมักใช้เป็นสัญญาณแบบสนุก ๆ ว่ากำลังจะเปิดเผยคำตอบ ผู้ชนะ หรือเรื่องประหลาดใจ โดยไม่จำเป็นต้องมีกลองจริง ๆ ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้เพื่อเว้นจังหวะสั้น ๆ แบบมีลูกเล่นก่อนบอกปี 1375 ทำให้การเปิดเผยข้อมูลฟังดูน่าตื่นเต้นขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมคำพูดของพิธีกรด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนนี้: And the winner is—____—Maya!
ดูคำตอบ
drum roll please
The first written example ... is 1375: ใช้ปีเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์
The first written example ... is 1375 ระบุว่าหลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งยังหลงเหลืออยู่หรือเป็นที่รู้จักในปัจจุบันและถูกยกมาอ้างถึงสำหรับ singular they มีอายุย้อนไปถึงปี 1375 คำว่า written จำกัดขอบเขตของข้อความนี้ไว้ที่บันทึกซึ่งตรวจสอบได้ ตัวอย่างที่ระบุปีชัดเจนช่วยสนับสนุนแนวคิดว่ารูปแบบภาษาหนึ่งมีประวัติยาวนานได้ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าไม่มีใครใช้รูปแบบนั้นในภาษาพูดก่อนปีดังกล่าว หรือว่ารูปแบบนั้นถูกคิดขึ้นในปี 1375
แบบฝึกหัด
“the first written example ... is 1375” สนับสนุนความเข้าใจใดโดยตรงที่สุด
- หลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งยกมาอ้างถึงมีอายุย้อนไปถึงปี 1375
- singular they ถูกคิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1375
- ผู้คนเริ่มพูด singular they เป็นครั้งแรกในปี 1375
ดูคำตอบ
หลักฐานลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งยกมาอ้างถึงมีอายุย้อนไปถึงปี 1375
and it's in a medieval poem called Willem and the Werewolf. วัฒนธรรม
2:32และมันอยู่ในบทกวีในยุคกลางที่ชื่อว่า Willem and the Werewolf
a medieval poem called Willem and the Werewolf: ใช้ called เพื่อบอกชื่อผลงาน
a medieval poem ระบุว่าแหล่งที่มาคือบทกวีจากยุคกลาง วลี called Willem and the Werewolf วางหลัง poem เพื่อบอกชื่อบทกวี และทำหน้าที่เหมือน titled Willem and the Werewolf ชื่อ Willem and the Werewolf ทั้งหมดคือชื่อผลงาน ไม่ได้หมายความว่าคนคนหนึ่ง “ถูกเรียกว่าเป็นมนุษย์หมาป่า” ข้อมูลแหล่งที่มาตรงนี้แสดงว่าตัวอย่างภาษาเขียนดังกล่าวอยู่ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เก่ากว่า
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ call เพื่อบอกชื่อเรื่อง: We studied a medieval poem ____ The Wanderer.
ดูคำตอบ
called
Middle English: ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ intermediate English
Middle English เป็นชื่อช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาษาอังกฤษ ซึ่งอยู่หลัง Old English และก่อน Early Modern English โดยทั่วไปถือว่าอยู่ในช่วงประมาณปี 1100 ถึง 1500 และในภาษาอังกฤษจะเขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่เพราะเป็นชื่อของยุคทางภาษา middle ในที่นี้ไม่ได้บอกระดับของผู้เรียน ผู้พูดบอกว่าตนพูด Middle English ไม่ได้ เพราะการสะกดคำ คำศัพท์ และไวยากรณ์อาจแตกต่างจากภาษาอังกฤษปัจจุบันอย่างมาก
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ Middle English เป็นคำเรียกภาษาตามช่วงประวัติศาสตร์?
- She studied English in middle school.
- The poem was written in Middle English.
- The course teaches intermediate English.
ดูคำตอบ
The poem was written in Middle English.
But I'll give you ... Here's an example from ...: การนำเสนอตัวอย่างทดแทน
ในที่นี้ But ไม่ได้ปฏิเสธประเด็นก่อนหน้า แต่เป็นสัญญาณว่าจะเปลี่ยนวิธีนำเสนอหลักฐาน กล่าวคือ แทนที่จะใช้ข้อความอ้างอิงที่เก่ากว่าและอ่านยาก ผู้พูดเลือกยกข้อความที่ใหม่กว่า I'll give you... เป็นการบอกล่วงหน้าว่าจะให้ข้อมูลทดแทน ส่วน Here's an example from... นำตัวอย่างจริงเข้ามาทันที การเชื่อมสองขั้นนี้ช่วยให้ผู้ฟังตามการเปลี่ยนจากข้อมูลที่ข้ามไปสู่ตัวอย่างที่เข้าใจง่ายกว่าได้
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดเปลี่ยนจากแหล่งข้อมูลที่เข้าใจยากไปเป็นตัวอย่างทดแทนอย่างชัดเจน
- I disagree with the chart, but this year's report has an example.
- The original chart is hard to read, but I'll give you a clearer example. Here's one from this year's report.
- The original chart is hard to read, and here's the same unclear chart again.
ดูคำตอบ
The original chart is hard to read, but I'll give you a clearer example. Here's one from this year's report.
And every one to rest themselves betook. ไวยากรณ์
2:48และทุกคน (every one) ก็ไปพักผ่อนด้วยตนเอง (themselves)
every one ... themselves: การอ้างกลับแบบสะท้อนที่เป็นเอกพจน์และไม่ระบุเพศ
ในข้อความอ้างอิงนี้ every one หมายถึง «แต่ละคน» และเป็นเอกพจน์ตามหลักไวยากรณ์ ส่วน themselves อ้างกลับไปยังบุคคลที่ไม่ได้ระบุเพศผ่าน they แบบเอกพจน์ ดังนั้นการจับคู่นี้จึงมีความหมาย ไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็นข้อผิดพลาดโดยอัตโนมัติ ข้อความอ้างอิงนี้มาจากปี 1594 และใช้ลำดับคำแบบเก่า การจับคู่ every one กับ themselves แสดงให้เห็นว่า themselves แบบเอกพจน์ที่ไม่ระบุเพศมีตัวอย่างในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่รูปแบบที่เพิ่งสร้างขึ้นในภาษาอังกฤษสมัยใหม่
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้สรรพนามสะท้อนที่ไม่ระบุเพศเพื่ออ้างกลับไปยัง everyone ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- Everyone should give ourselves enough time to finish.
- Everyone should give yourselves enough time to finish.
- Everyone should give themselves enough time to finish.
ดูคำตอบ
Everyone should give themselves enough time to finish.
which shows that this was already common usage in English การใช้คำ
2:56ซึ่งแสดงให้เห็นว่านี่เป็นการใช้คำทั่วไปในภาษาอังกฤษอยู่แล้ว
There we have everyone ... which shows that: จากหลักฐานสู่ข้อสรุป
ในประโยคนี้ There we have everyone ชี้ความสนใจไปยังหลักฐานชิ้นหนึ่งในข้อความที่ยกมา วลีนี้ทำหน้าที่นำเสนอ โดยมีความหมายประมาณว่า “ตรงนี้มีรูป everyone” ไม่ได้เป็นเพียงการบอกสถานที่ตามตัวอักษร อนุประโยคสัมพัทธ์ which shows that... พาจากหลักฐานนั้นไปสู่ข้อสรุปที่หลักฐานสนับสนุน ในที่นี้ which อ้างถึงข้อสังเกตก่อนหน้าทั้งหมด คือการที่ everyone ตามด้วย themselves ดังนั้นคำหลัง that จึงเป็นการวิเคราะห์ของผู้พูด ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของข้อความที่ยกมา รูปแบบที่ให้หลักฐานก่อนนี้มีประโยชน์เมื่ออธิบายข้อความอ้างอิง ตัวอย่าง หรือข้อมูล
แบบฝึกหัด
ประโยคใดชี้หลักฐานก่อน แล้วจึงบอกข้อสรุปที่หลักฐานนั้นสนับสนุน?
- There we have the same date in both files, which shows that the records are connected.
- There we have the same date in both files, which asks whether the records are connected.
- The records are connected, which there we have the same date in both files.
ดูคำตอบ
There we have the same date in both files, which shows that the records are connected.
already common usage in English over 400 years ago: ใช้กันทั่วไปแล้วเมื่อกว่า 400 ปีก่อน
วลี common usage หมายถึงรูปแบบหนึ่งถูกผู้พูดจำนวนมากใช้เป็นประจำ หรือเป็นรูปแบบปกติในภาษาอังกฤษที่ใช้กันจริง already และ over 400 years ago ทำงานร่วมกันเพื่อเน้นว่านี่ไม่ใช่พัฒนาการที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นการใช้ที่พบทั่วไปแล้วในยุคอันห่างไกลนั้น ถ้อยคำนี้บอกแบบแผนการใช้ภาษาจริง ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานใดอนุมัติรูปแบบนี้อย่างเป็นทางการในเวลานั้น หรือว่านั่นเป็นครั้งแรกที่รูปแบบนี้ปรากฏ
แบบฝึกหัด
"It was already common usage in English over 200 years ago" หมายความว่าอย่างไร?
- ผู้พูดภาษาอังกฤษจำนวนมากใช้สิ่งนี้อยู่แล้วเมื่อกว่า 200 ปีก่อน
- หน่วยงานหนึ่งอนุมัติสิ่งนี้อย่างเป็นทางการเมื่อ 200 ปีก่อนพอดี
- นักเขียนคนหนึ่งใช้สิ่งนี้เพียงครั้งเดียวเมื่อกว่า 200 ปีก่อน
ดูคำตอบ
ผู้พูดภาษาอังกฤษจำนวนมากใช้สิ่งนี้อยู่แล้วเมื่อกว่า 200 ปีก่อน
And that's a quote from a writer who you might have heard of. น้ำเสียง/เจตนา
3:01และนั่นก็คือคำกล่าวจากนักเขียนที่คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อ
who you might have heard of: การกล่าวให้ดูน้อยกว่าความจริงเพื่อสร้างอารมณ์ขัน
ในประโยคนี้ อนุประโยคขยายคำนาม who you might have heard of ตามตัวอักษรบรรยายว่านักเขียนคนนี้เป็นคนที่ผู้ฟังอาจรู้จัก ประโยคถัดไปเฉลยว่าเป็น William Shakespeare ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเขียนภาษาอังกฤษที่มีชื่อเสียงที่สุด ดังนั้นการแสดงความไม่แน่ใจนี้จึงจงใจอ่อนกว่าความจริงที่เห็นชัดมาก นี่คือการกล่าวให้ดูน้อยกว่าความจริงเพื่อสร้างอารมณ์ขัน ผู้พูดจงใจพูดเบากว่าสถานการณ์จริง ในที่นี้ might ไม่ได้แสดงความไม่แน่ใจจริงเป็นหลัก แต่ช่วยเปิดตัวแบบนิ่ง ๆ และเป็นกันเอง โดยมุกจะชัดเมื่อเฉลยชื่อบุคคลดัง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ you might have heard of เป็นการกล่าวให้ดูน้อยกว่าความจริงเพื่อสร้างอารมณ์ขันได้ชัดเจนที่สุด
- He's a local musician you might have heard of, but I'm not sure.
- You might have heard a noise outside.
- She's a singer you might have heard of—her name is Taylor Swift.
ดูคำตอบ
She's a singer you might have heard of—her name is Taylor Swift.
To give you another ... here's one from ...: การนำเสนอตัวอย่างถัดไป
วลีเปิด To give you another slightly more modern quote บอกจุดประสงค์ของการพูดต่อว่า ผู้พูดกำลังจะเพิ่มหลักฐานอีกชิ้น Another เชื่อมข้อความอ้างอิงใหม่เข้ากับข้อความที่กล่าวถึงไปแล้ว จากนั้น here's one from 1813 จึงนำเสนอรายการที่เจาะจง Slightly more modern เป็นการเปรียบเทียบแบบสัมพันธ์ หมายความว่าข้อความจากปี 1813 มาทีหลังข้อความก่อนหน้าเล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าปี 1813 เป็นยุคสมัยใหม่ในปัจจุบัน ช่วงเปลี่ยนเรื่องแบบสองส่วนนี้เริ่มจากส่งสัญญาณว่าจะมีตัวอย่างถัดไป แล้วจึงนำเสนอตัวอย่างนั้น
แบบฝึกหัด
เติมช่วงเปลี่ยนเรื่องด้วยกรอบสองส่วนแบบเดียวกับในบทเรียนทุกประการ: ____ another recent example, ____ one from last year.
ดูคำตอบ
To give you · here's
if you're a fan of historical romance: การระบุกลุ่มผู้ฟังจากความสนใจ
ในที่นี้ a fan of หมายถึง “คนที่ชอบบางสิ่งมาก” historical romance คือเรื่องรักที่มีฉากอยู่ในยุคอดีต ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึงคนที่ชอบงานแนวนี้ ไม่ได้หมายถึงพัดลมไฟฟ้า รูปแบบ if you're a fan of + คำนาม ใช้ระบุความสนใจและพูดกับคนที่มีความสนใจนั้นโดยตรง มักใช้เกริ่นคำแนะนำหรือหัวข้อที่คนเหล่านั้นอาจชอบหรือคุ้นเคยอยู่แล้ว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “คนที่ชอบงานประเภทหนึ่งมาก”: Mina is ____ science fiction.
ดูคำตอบ
a fan of
but nobody thinks of that when they fall in love. โน้ต
3:20แต่ไม่มีใคร (nobody) คิดถึงเรื่องนั้นเมื่อพวกเขา (they) ตกหลุมรัก
To be sure, ... but ...: การยอมรับก่อนหักมุมแบบเป็นทางการ
เมื่ออยู่ต้นประโยคนี้ To be sure หมายถึง 'admittedly' หรือ 'it is true that' ซึ่งใกล้เคียงกับ “จริงอยู่” ผู้พูดยอมรับก่อนว่าอีกฝ่ายไม่ได้รู้ข้อดีที่แท้จริงของผู้พูดเลย เครื่องหมายจุลภาคและ but ที่ตามมาแสดงหน้าที่ในการจัดลำดับข้อมูลของสำนวนนี้: To be sure, A, but B โดยยอมรับ A ก่อน แล้วจึงใช้ B เสนอประเด็นที่ผู้พูดเห็นว่าสำคัญกว่า ในที่นี้ไม่ใช่วลีบอกจุดประสงค์ที่หมายถึง “เพื่อตรวจสอบ”
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ To be sure ที่ต้นประโยคเพื่อแสดงการยอมรับประเด็นหนึ่งก่อนหักมุม
- I called the office to make sure it was open.
- To be sure the door was locked, I checked it twice.
- To be sure, the plan is expensive, but it may save time later.
ดูคำตอบ
To be sure, the plan is expensive, but it may save time later.
nobody ... they: they เอกพจน์ที่ใช้แทนสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ
nobody ถือเป็นเอกพจน์ตามหลักไวยากรณ์ในอนุประโยคที่คำนี้อยู่ จึงใช้กริยา thinks คำนี้หมายถึง “ไม่มีใครสักคน” โดยไม่ได้ระบุเพศของคนนั้น they ย้อนกลับไปแทนบุคคลที่ไม่ได้ระบุชัดซึ่งอยู่ในความหมายของ nobody นี่คือ they เอกพจน์ แต่กริยาหลัง they ใช้รูปของ they คือ they fall ไม่ใช่ they falls โครงสร้าง nobody ... they เป็นภาษาอังกฤษมาตรฐานที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ข้อผิดพลาดเรื่องเอกพจน์พหูพจน์
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้รูปกริยากับ nobody ... they ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
- Nobody knows whether they need a ticket.
- Nobody knows whether they needs a ticket.
- Nobody know whether they need a ticket.
ดูคำตอบ
Nobody knows whether they need a ticket.
fall in love: เริ่มมีความรักแบบโรแมนติก
fall in love เป็นสำนวนตายตัว หมายถึงเริ่มมีความรักแบบโรแมนติกต่อใครบางคน หรือเข้าสู่ภาวะที่กำลังมีความรัก คำว่า fall ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการล้มจริง ๆ ใช้ fall in love เมื่อไม่ระบุว่าเป็นใคร หากต้องการระบุคนนั้น ให้ใช้ fall in love with + คน การเปลี่ยนกาลอยู่ที่ fall: fall, fell, fallen
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ fall in love: They ____ while studying abroad.
ดูคำตอบ
fell in love
Jane Austen's Pride and Prejudice: ผู้เขียนและชื่อนวนิยาย
Jane Austen's Pride and Prejudice ระบุทั้งชื่อผู้เขียนและชื่อนวนิยาย รูปแสดงความเป็นเจ้าของ Jane Austen's เชื่อม Austen กับผลงานที่เธอเขียน ส่วน Pride and Prejudice เป็นชื่อเรื่องเต็ม ไม่ใช่คำบรรยายทั่วไปเกี่ยวกับลักษณะนิสัยสองอย่าง ประโยคนี้ระบุว่าคำอ้างอยู่ใกล้ตอนจบของนวนิยาย เมื่อ Elizabeth Bennet ตกลงแต่งงานกับ Mr. Darcy รายละเอียดของเรื่องนี้ช่วยชี้ว่ากำลังกล่าวถึงช่วงใดในงานวรรณกรรม
แบบฝึกหัด
Jane Austen's Pride and Prejudice ระบุอะไรในประโยคนี้?
- มีตัวละครชื่อ Jane Austen อยู่ในนวนิยาย
- ผู้พูดบอกว่า Jane Austen มีข้อเสียด้านนิสัยสองอย่าง
- Jane Austen เป็นผู้เขียน และ Pride and Prejudice เป็นชื่อนวนิยาย
ดูคำตอบ
Jane Austen เป็นผู้เขียน และ Pride and Prejudice เป็นชื่อนวนิยาย
finally agrees to marry Mr. Darcy: agree to + กริยา
ใน agrees to marry คำว่า agree ตามด้วย to + กริยารูปพื้นฐาน marry รูปแบบ agree to do something หมายถึงยอมรับหรือตกลงว่าจะทำสิ่งหนึ่ง ดังนั้น agree marry จึงไม่ถูกหลักไวยากรณ์ในที่นี้ marry รับบุคคลเป็นกรรมโดยตรง จึงพูดว่า marry Mr. Darcy ไม่ใช่ marry with Mr. Darcy ส่วน finally แสดงว่าการตกลงเกิดขึ้นหลังจากมีการรอคอย ความลังเล หรือเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปของ agree to do และ marry ที่แสดงว่า Nina ยอมรับคำขอแต่งงานของ Alex: After thinking carefully, Nina ____ Alex.
ดูคำตอบ
agreed to marry
stops being so annoying: การสรุปแบบสบาย ๆ ที่สร้างอารมณ์ขัน
ในที่นี้ because นำเสนอเหตุผลแบบตรงไปตรงมาโดยเจตนาว่าเหตุใดมุมมองต่อตัวละครจึงเปลี่ยนไปในทางบวก stop being + adjective หมายถึงการเลิกมีลักษณะนั้น ส่วน so เน้นน้ำหนักของคำวิจารณ์เชิงลบ annoying อารมณ์ขันเกิดจากการย่อพัฒนาการด้านความรักที่ซับซ้อนของตัวละครให้เหลือเพียงคำบ่นสบาย ๆ ประโยคนี้ฟังเหมือนบทสนทนาสมัยใหม่มากกว่าบทวิเคราะห์วรรณกรรมแบบเป็นทางการ ความต่างของลีลาจึงลดความจริงจังของเรื่องลง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้คำอธิบายสบาย ๆ เพื่อลดความขึงขังของเรื่องยิ่งใหญ่และสร้างอารมณ์ขันในลักษณะเดียวกัน
- The epic poem presents a sustained meditation on courage.
- The instructions are printed on the final page.
- The epic quest succeeds because the heroes finally read the instructions.
ดูคำตอบ
The epic quest succeeds because the heroes finally read the instructions.
So ... useful ... common ... existed for centuries: การสะสมข้อมูลเพื่อสร้างข้อสรุปสุดท้าย
So ที่ต้นประโยคบอกว่านี่คือข้อสรุปจากตัวอย่างและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก่อนหน้า ไม่ใช่การยกตัวอย่างใหม่ จากนั้นผู้พูดใช้ and สะสมข้อสรุปสามข้อ ได้แก่ useful บอกคุณค่าในทางปฏิบัติ common บอกความแพร่หลายของการใช้ และ has existed for centuries บอกความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ การเชื่อมข้อมูลซ้ำ ๆ แบบนี้ทำให้ติดตามเหตุผลได้ง่ายและย่อข้อโต้แย้งทั้งหมดให้เป็นข้อสรุปสุดท้ายเพียงข้อเดียว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ So เพื่อปิดข้อโต้แย้งได้ดีที่สุด โดยสะสมข้อมูลสนับสนุนหลายด้าน
- For example, one team tried the method last Tuesday.
- However, the method introduces our next topic.
- So the method is simple and widely used, and it has worked for decades.
ดูคำตอบ
So the method is simple and widely used, and it has worked for decades.
The next time that ... see if you can: กำหนดภารกิจสำหรับโอกาสในอนาคต
The next time that + อนุประโยคใช้กำหนดโอกาสก่อน ในที่นี้คือครั้งหน้าที่ผู้ฟังอ่านหนังสือหรือดูภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ แม้จะพูดถึงอนาคต แต่อนุประโยคบอกเวลาแบบนี้มักใช้รูปปัจจุบัน เช่น you read และ you watch See if you can + กริยารูปพื้นฐานใช้บอกภารกิจหลักต่อมา see ในที่นี้หมายถึง “ลองหรือสำรวจดู” ไม่ได้หมายถึงการมองด้วยตาเท่านั้น เมื่อนำสองส่วนมารวมกัน จึงเป็นการกำหนดสถานการณ์ในอนาคตก่อน แล้วให้โจทย์สังเกตอย่างเป็นมิตร
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกรอบภารกิจสองส่วนที่เน้นไว้: ____ you visit a museum, ____ spot three animals in the paintings.
ดูคำตอบ
The next time that · see if you can
Anybody who wants to speak accurate and inclusive English โน้ต
3:45ใครก็ตามที่ต้องการพูดภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและครอบคลุม
accurate and inclusive English: ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องและไม่กีดกันใคร
ใน accurate and inclusive English คำว่า accurate หมายถึงถ้อยคำสื่อความหมายที่ตั้งใจไว้อย่างถูกต้องและเป็นไปตามการใช้ที่ยอมรับกัน ส่วน inclusive หมายถึงการเลือกคำที่ไม่กีดกัน มองข้าม หรือเรียกคนผิดโดยไม่จำเป็น คำคุณศัพท์สองคำเชื่อมด้วย and จึงเป็นเป้าหมายที่วางคู่กัน ในที่นี้ inclusive พูดถึงวิธีที่ภาษาอังกฤษกล่าวถึงผู้คน โดยเฉพาะผ่านสรรพนาม คำเรียก และคำระบุอัตลักษณ์ ไม่ได้หมายความว่าภาษาอังกฤษนั้นครอบคลุมหัวข้อมากมาย
แบบฝึกหัด
accurate and inclusive English ในประโยคนี้หมายถึงอะไร
- ภาษาอังกฤษที่ให้ความสำคัญกับคำพูดเป็นมิตรมากกว่าการใช้ที่ถูกต้อง
- ภาษาอังกฤษที่ครอบคลุมหัวข้อให้มากที่สุด
- ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องและหลีกเลี่ยงการกีดกันหรือเรียกผู้คนผิดโดยไม่จำเป็น
ดูคำตอบ
ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องและหลีกเลี่ยงการกีดกันหรือเรียกผู้คนผิดโดยไม่จำเป็น
Anybody ... they use singular they: ใช้ชี้กลับไปยังบุคคลคนเดียว
Anybody หมายถึงบุคคลคนใดคนหนึ่งและเป็นเอกพจน์ทางไวยากรณ์ ดังนั้นอนุประโยคขยายจึงใช้ wants เนื่องจากไม่ได้ระบุเพศของบุคคลนั้น จึงใช้สรรพนาม they ที่ตามมาชี้กลับไปยังคนเดิมได้ นี่คือ they แบบเอกพจน์ ใน they use singular they คำว่า they ไม่ได้เปลี่ยนไปหมายถึงหลายคน แม้ความหมายจะเป็นคนเดียว แต่ยังใช้รูปกริยาตามปกติของ they คือ use ไม่ใช่ uses
แบบฝึกหัด
เติมรูปประธานของ they แบบเอกพจน์ลงในประโยค: Anybody who wants to join the game should make sure ____ arrive before ten.
ดูคำตอบ
they
even an old-fashioned person ... will use it themselves: เสริมข้อโต้แย้งด้วยกรณีที่คาดไม่ถึงที่สุด
Even นำเสนอ an old-fashioned person เป็นตัวอย่างที่คาดไม่ถึงที่สุด ถ้ามีใครที่น่าจะหลีกเลี่ยง they แบบเอกพจน์ ก็น่าจะเป็นคนที่บอกว่า they ใช้เป็นเอกพจน์ไม่ได้ ส่วน will use it themselves when they're not paying attention ในช่วงหลังให้ผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ โครงสร้างนี้หมายถึงแม้แต่คนที่ไม่น่าจะทำที่สุดก็ยังทำ ไม่ใช่แค่มีอีกคนหนึ่งที่ทำเช่นกัน ความต่างระหว่างความเชื่อที่คนผู้นั้นประกาศกับพฤติกรรมตามธรรมชาติของเขาทำให้ข้อโต้แย้งของผู้พูดหนักแน่นขึ้นและเกิดความประชด it หมายถึง they แบบเอกพจน์ ขณะที่ themselves และ they're ต่างก็ย้อนกลับไปหาคนคนเดียวที่เป็น old-fashioned person ดังนั้นประโยคนี้จึงแสดงการใช้แบบที่กำลังปกป้องอยู่ด้วย
แบบฝึกหัด
even ... will use it themselves สร้างผลทางการโต้แย้งอย่างไร
- เพิ่มอีกคนหนึ่งเข้ามาโดยไม่ได้สื่อความประหลาดใจ
- อ้างว่ามีเพียงคนหัวเก่าเท่านั้นที่ใช้ they แบบเอกพจน์
- นำคนที่คาดไม่ถึงที่สุดมาเป็นหลักฐาน และแสดงความต่างระหว่างสิ่งที่คนนั้นพูดกับสิ่งที่ทำ
ดูคำตอบ
นำคนที่คาดไม่ถึงที่สุดมาเป็นหลักฐาน และแสดงความต่างระหว่างสิ่งที่คนนั้นพูดกับสิ่งที่ทำ
they ... it ... they're: ติดตามว่าหมายถึงคำหรือบุคคล
they ตัวแรกกำลังถูกกล่าวถึงในฐานะคำภาษาอังกฤษ ไม่ได้ใช้แทนบุคคล ให้อ่านส่วนนั้นว่า “คำว่า ‘they’ ไม่ใช่เอกพจน์” จากนั้นสรรพนาม it ย้อนกลับไปหมายถึงคำนั้นหรือการใช้คำนั้นเป็นเอกพจน์ ใน they're not paying attention คำว่า they're ย่อมาจาก they are ตรงนี้ they หมายถึงบุคคลหนึ่งคนที่กล่าวความเห็นนั้น และ themselves ก็หมายถึงคนเดียวกัน singular they จึงใช้แทนคนหนึ่งคนได้ แต่ยังคงใช้รูป they are/they're และ themselves
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดระบุได้ถูกต้องว่า they, it และ they're ในประโยคหมายถึงอะไร
- it หมายถึงบุคคลนั้น ส่วน they ที่ปรากฏทั้งสองครั้งหมายถึงคนกลุ่มหนึ่ง
- รูปที่เน้นไว้ทั้งสามรูปหมายถึงคนต่างกันสามคน
- they ตัวแรกและ it หมายถึงคำหรือการใช้คำที่กำลังพูดถึง ส่วน they ใน they're หมายถึงคนที่กล่าวความเห็นนั้น
ดูคำตอบ
they ตัวแรกและ it หมายถึงคำหรือการใช้คำที่กำลังพูดถึง ส่วน they ใน they're หมายถึงคนที่กล่าวความเห็นนั้น