คุณสามารถแก้ปริศนาวิหารได้หรือไม่? - Dennis E. Shasha: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
646 คำ 175 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: ภายในวิหารโบราณที่กำลังจะพังถล่ม คณะสำรวจต้องหาทางออกที่ถูกต้อง ทั้งที่นักศึกษาต้องคำสาปสองคนอาจโกหกเมื่อใดก็ได้ วิธีแก้คือแบ่งสมาชิกให้เสียงข้างมากที่พูดความจริงและการตัดตัวเลือกช่วยสร้างข้อมูลที่เชื่อถือได้เพียงพอในทุกกรณี ประเด็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่สำคัญ: 1. You've found the hidden switches, evaded the secret traps, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตการใช้ present perfect ร่วมกับ past participle หลายคำที่เชื่อมขนานกัน เพื่อสรุปชุดการกระทำที่เสร็จแล้วอย่างกระชับก่อนเรื่องจะมาถึงวิกฤตปัจจุบัน ผู้เรียนสามารถใช้รูปแบบนี้ทบทวนขั้นตอนที่ทำสำเร็จ แล้วจึงนำเข้าสู่สถานการณ์ ผลลัพธ์ หรือจุดเปลี่ยนใหม่ 2. The first thing to realize is that — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เรียนรู้สัญญาณที่ชัดเจนสำหรับนำเสนอข้อสังเกตแรกซึ่งเป็นรากฐานของเหตุผลที่ยาวกว่า วลีนี้ช่วยพาผู้ฟังติดตามการแก้ปริศนา บทเรียน หรือการวิเคราะห์ โดยแยกข้ออนุมานตั้งต้นออกจากหลักฐานและผลที่ตามมาอย่างเป็นลำดับ 3. just happen to have another expedition coming up. — วัจนปฏิบัติศาสตร์ในการสนทนาและท่าที: เข้าใจว่า happen to ทำให้สิ่งหนึ่งฟังดูเป็นเรื่องบังเอิญ ส่วน coming up บอกว่าเหตุการณ์นั้นกำลังใกล้เข้ามาหรือถูกกำหนดไว้แล้ว เมื่อนำมารวมกันจึงเกิดมุกหักมุมแบบแสร้งพูดสบาย ๆ ว่า หลังเพิ่งรอดจากการสำรวจอันตราย ผู้พูดบังเอิญมีการสำรวจครั้งใหม่รออยู่พอดี

คำอธิบายในบทเรียนนี้

You've found the hidden switches, ไวยากรณ์

0:07

คุณได้พบสวิตช์ที่ซ่อนอยู่

evaded the secret traps,

0:09

หลบหลีกกับดักลับ

and now your expedition finally stands at the heart of the ancient temple วลี

0:10

และตอนนี้คณะสำรวจของคุณก็ได้มายืนอยู่ใจกลางวิหารโบราณ

inside the Lost City.

0:15

ภายในเมืองที่สาบสูญ

ไวยากรณ์

You've found ..., evaded ...: ใช้กริยาช่วย have ตัวเดียวร่วมกัน

You've เป็นรูปย่อของ you have ใน You've found ..., evaded ... คำว่า found และ evaded เป็นกริยาช่องที่สามที่เชื่อมกัน ทั้งสองคำใช้กริยาช่วย have ตัวเดียวกัน หากเขียนเต็มจะเป็น you have found ... and you have evaded ... โดย evaded ไม่ได้เริ่มอนุประโยคใหม่ Present perfect ใช้สรุปขั้นตอนที่เสร็จสิ้นแล้วจนถึงปัจจุบันและยังเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ตอนนี้ การเรียงกริยาช่องที่สามหลายคำหลัง have/has เพียงตัวเดียวช่วยนำไปสู่ผลลัพธ์ปัจจุบันได้อย่างกระชับ เช่น สถานการณ์ที่ now นำเข้ามาในประโยคนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปย่อของ have ที่ checked และ packed ใช้ร่วมกัน: You____ checked the map, packed the food, and now you're ready to leave.

ดูคำตอบ

've

วลี

stands at the heart of: ตั้งอยู่ตรงใจกลางหรือแก่นสำคัญ

ในประโยคนี้ stands at the heart of หมายถึง “ตั้งอยู่ตรงกลางของ” คำว่า heart ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงส่วนกลางหรือส่วนที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่อวัยวะในร่างกาย ส่วน stands ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าคณะสำรวจอยู่ตรงจุดศูนย์กลางนั้น at the heart of ยังใช้บอกศูนย์กลางในเชิงนามธรรมได้ บุคคล คำถาม หรือคุณค่าอาจอยู่ at the heart of แผน การถกเถียง หรือปัญหา หากสิ่งนั้นเป็นแก่นสำคัญ เมื่อประธานเป็นอาคารหรือสถานที่สำคัญ stands at the heart of จะบรรยายตำแหน่งที่โดดเด่นตรงใจกลางได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนในบทเรียนที่หมายถึง “ตั้งอยู่ในตำแหน่งใจกลางที่โดดเด่น”: The old fountain ____ the town square.

ดูคำตอบ

stands at the heart of

But as you study the inscriptions in the near total darkness, ไวยากรณ์

0:17

แต่ในขณะที่คุณศึกษาจารึกในความมืดที่แทบจะสนิท

two of the eight graduate students accompanying you

0:21

นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาสองในแปดคนที่มากับคุณ

bump into the altar. กริยาวลี

0:23

ดันไปชนเข้ากับแท่นบูชา

ไวยากรณ์

as you study: เหตุการณ์พื้นหลังที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

ใน as you study คำว่า as หมายถึง “ขณะที่” หรือ “ในเวลาที่” อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย as ใช้การศึกษาจารึกเป็นเหตุการณ์พื้นหลัง ส่วนประโยคหลักบอกว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานั้น โครงสร้าง as + ประธาน + กริยา มักใช้เชื่อมการกระทำที่เกิดซ้อนเวลากันในการเล่าเรื่อง ตรงนี้ as บอกเวลา ไม่ได้บอกสาเหตุ การศึกษาจารึกไม่ใช่เหตุผลที่นักศึกษาชนแท่นบูชา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as เพื่อบอกเหตุการณ์พื้นหลังที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันเหมือนตัวอย่าง

  1. She works as an engineer.
  2. As Lina was reading the map, the bus arrived.
  3. As the bridge was closed, we took another road.
ดูคำตอบ

As Lina was reading the map, the bus arrived.

กริยาวลี

bump into: ชนบางสิ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ

ใน bump into the altar วลี bump into หมายถึง “ชนหรือสัมผัสโดยไม่ได้ตั้งใจ” นักศึกษากำลังเคลื่อนที่ในความมืดเกือบสนิท และแท่นบูชาเป็นวัตถุจริง ดังนั้นประโยคนี้จึงกล่าวถึงการชน กริยาวลีเดียวกันยังหมายถึง “พบใครบางคนโดยบังเอิญ” ได้ด้วย ให้ดูกรรมและสถานการณ์เพื่อเลือกความหมาย หากกรรมเป็นสิ่งของในฉากที่มีการเคลื่อนที่ ก็มักหมายถึงการสัมผัสทางกาย แต่ถ้ากรรมเป็นคนในสถานการณ์ทางสังคม ก็อาจหมายถึงการพบโดยบังเอิญ

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ bump into เติมประโยคให้สมบูรณ์: In the dark, Leo ____ a chair.

ดูคำตอบ

bumped into

Suddenly,

0:25

ทันใดนั้น

two wisps of green smoke burst forth โน้ต

0:26

ควันสีเขียวสองสายก็พวยพุ่งออกมา

วลี

wisps of green smoke: ควันเส้นเล็กและบาง

ในที่นี้ wisps of green smoke หมายถึงควันสีเขียวสองสายที่เล็กและบาง wisp คือส่วนที่เบาและแคบของสิ่งอย่างควัน ไอน้ำ หรือหมอก จึงให้ภาพที่ละเอียดบางเบาแทนที่จะเป็นกลุ่มหนาทึบ ในโครงสร้างนี้ wisp เป็นคำนามนับได้: เอกพจน์คือ a wisp of smoke ส่วนพหูพจน์คือ two wisps of smoke สามารถใช้รูป จำนวน + wisp(s) + of + สาร เพื่อบรรยายสายบาง ๆ ที่แยกจากกัน

แบบฝึกหัด

คำนามใดเติมประโยคได้เหมาะที่สุดเมื่อควันมีลักษณะเป็นเส้นเล็กและบางเพียงเส้นเดียว? A ____ of smoke curled above the candle.

  1. cloud
  2. wisp
  3. puff
ดูคำตอบ

wisp

and the walls begin to shake.

0:28

และกำแพงก็เริ่มสั่นสะเทือน

กริยาวลี

burst forth: ปรากฏออกมาอย่างกะทันหันและรุนแรง

ในประโยคนี้ burst forth หมายถึงออกมาอย่างกะทันหันและรุนแรง burst ให้ความหมายของการเคลื่อนไหวที่ฉับพลันและมีพลัง ส่วน forth เพิ่มความรู้สึกว่าเคลื่อนออกด้านนอกหรือเข้ามาในสายตา โดย forth ไม่ได้หมายถึงสถานที่เฉพาะ วลีนี้ทำให้การปรากฏของควันดูน่าตื่นเต้นและน่ากลัว ในบริบทอื่น วลีนี้ใช้บรรยายไฟ แสง เสียง เสียงหัวเราะ หรืออารมณ์ที่ปะทุขึ้นอย่างกะทันหันได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงให้เห็นได้ดีที่สุดว่าสิ่งหนึ่งปรากฏออกมาอย่างกะทันหันและรุนแรง?

  1. Smoke seeped slowly through the closed door.
  2. Flames burst forth from the broken window.
  3. A visitor came out of the building after lunch.
ดูคำตอบ

Flames burst forth from the broken window.

Fleeing for your lives, สำนวน

0:31

ขณะวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

you come to a room you passed before ไวยากรณ์

0:32

คุณก็มาถึงห้องที่เคยเดินผ่านมาก่อน

ไวยากรณ์

a room you passed before: การละสรรพนามเชื่อมที่เป็นกรรม

ใน a room you passed before ส่วน you passed before ขยายคำว่า room และระบุว่าหมายถึงห้องใด รูปเต็มคือ a room that you passed before หรือ a room which you passed before That หรือ which เป็นกรรมของ passed จึงละได้ในอนุประโยคสัมพันธ์แบบจำกัดความนี้ You เป็นประธานของ passed ดังนั้น you passed before จึงเป็นส่วนหนึ่งของนามวลี ไม่ใช่ประโยคหลักใหม่ หากสรรพนามเชื่อมทำหน้าที่เป็นประธานจะละไม่ได้ ต้องพูดว่า the room that was empty ไม่ใช่ the room was empty เมื่อต้องการให้ทั้งหมดเป็นนามวลีเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดละสรรพนามเชื่อมที่เป็นกรรมได้อย่างถูกต้อง

  1. I found the keys you lost yesterday.
  2. The keys you found them were mine.
  3. I thanked the neighbor helped us yesterday.
ดูคำตอบ

I found the keys you lost yesterday.

with five hallways,

0:34

ซึ่งมีโถงทางเดินห้าสาย

including the one to the altar

0:36

รวมถึงทางที่ไปยังแท่นบูชา

and the one leading back outside. ไวยากรณ์

0:38

และทางที่นำกลับออกไปข้างนอก

สำนวน

Fleeing for your lives: หนีเอาชีวิตรอด

Flee for your life หมายถึงหนีเพราะคิดว่าตนเองอาจเสียชีวิตได้ ในประโยคนี้ for your lives ทำให้ระดับอันตรายรุนแรงกว่าการพูดเพียง leave หรือ run away มาก เนื่องจาก you หมายถึงคนกลุ่มหนึ่ง life จึงเป็นพหูพจน์ว่า lives อนุประโยค -ing ที่ขึ้นต้นว่า Fleeing for your lives บอกการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นขณะพวกเขามาถึงห้อง ประธานที่ละไว้คือ you ตัวเดียวกับในประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดตรงกับ They fled for their lives มากที่สุด

  1. พวกเขาออกจากงานเลี้ยงก่อนเวลาเพราะรู้สึกเหนื่อย
  2. พวกเขาหนีออกจากอาคารที่กำลังไหม้เพราะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต
  3. พวกเขารีบไปโรงเรียนเพราะสายห้านาที
ดูคำตอบ

พวกเขาหนีออกจากอาคารที่กำลังไหม้เพราะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต

ไวยากรณ์

the one leading back outside: one + วลี -ing

ใน the one leading back outside คำว่า one ใช้แทนคำนามเอกพจน์ hallway จึงไม่ต้องกล่าวคำนามนั้นซ้ำ วลีทั้งหมดหมายถึง “ทางเดินที่นำกลับออกไปข้างนอก” leading back outside เป็นวลี -ing ที่วางหลัง one เพื่อระบุว่าหมายถึงทางเดินเส้นใด ตรงนี้ไม่ใช่ present progressive เพราะไม่มีรูปของ be โครงสร้าง the one + วลี -ing ใช้ชี้เฉพาะคนหรือสิ่งของจากสิ่งที่คนนั้นหรือสิ่งนั้นทำ หรือจากสถานที่ที่มันนำไปถึง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง the one + -ing โดยเปลี่ยน lead ให้เป็นรูปที่ถูกต้อง: Of the three paths, choose ____ to the station.

ดูคำตอบ

the one leading

The giant sandglass in the center

0:40

นาฬิกาทรายยักษ์ตรงกลาง

is now flowing with less than an hour ไวยากรณ์

0:42

ตอนนี้ทรายกำลังไหลลงมาและเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

before it empties,

0:44

ก่อนที่มันจะหมดลง

ไวยากรณ์

with less than an hour before it empties: การเพิ่มเวลานับถอยหลัง

with less than an hour before it empties เพิ่มข้อมูลเวลาที่เหลือให้กับสถานการณ์หลัก กล่าวคือ นาฬิกาทรายเหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะว่างเปล่า it หมายถึง giant sandglass ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และ before it empties ระบุจุดสิ้นสุดของการนับถอยหลัง โครงสร้างที่นำไปใช้ได้คือ with + ระยะเวลา + before + เหตุการณ์ โครงสร้างนี้เพิ่มกรอบเวลาให้ประโยคหลักและมักสร้างความรู้สึกเร่งด่วน

แบบฝึกหัด

ใช้ before และเหตุการณ์ในวงเล็บเติมโครงสร้างการนับถอยหลังให้สมบูรณ์: With only ten minutes ____, we need to hurry. (the store closes)

ดูคำตอบ

before the store closes

and the rumbling tells you that สำนวน

0:45

และเสียงคำรามก็บอกคุณว่า

you don't want to be around when that happens. น้ำเสียง/เจตนา

0:47

คุณคงไม่อยากอยู่แถวนี้ตอนที่สิ่งนั้นเกิดขึ้น

สำนวน

“the rumbling tells you that”: tell ในความหมายว่า “สิ่งบ่งชี้แสดงว่า”

ใน the rumbling tells you that... เสียงถูกใช้เป็นหลักฐาน เสียงไม่ได้พูดจริง ๆ แต่เมื่อได้ยิน คุณจึงอนุมานข้อสรุปในอนุประโยค that ได้ว่า การอยู่ใกล้ ๆ จะเป็นอันตราย รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ สิ่งบ่งชี้หรือหลักฐาน + tells + คน + อนุประโยค that ในรูปแบบนี้ tell หมายถึง “แสดงให้เห็น” หรือ “บ่งชี้” ไม่ใช่ “พูดถ้อยคำกับใคร”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ tell ในความหมายว่า “เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นบางอย่าง” แทนการสื่อสารด้วยคำพูด?

  1. Leo tells us a story about the storm.
  2. The warning light tells us that the battery is low.
  3. The coach tells us that practice starts at four.
ดูคำตอบ

The warning light tells us that the battery is low.

น้ำเสียง/เจตนา

“you don't want to be around when that happens”: คำเตือนทางอ้อม

Be around หมายถึง “อยู่ใกล้ ๆ” หรือ “อยู่ในที่เกิดเหตุ” ในบริบทที่มีอันตราย you don't want to be around when that happens ไม่ใช่การบอกความชอบเล็กน้อย แต่เป็นการเตือนทางอ้อมว่าเหตุการณ์นั้นจะมีผลร้ายแรง และผู้ฟังควรออกไปหรืออยู่ให้ห่าง รูปแบบ you don't want to + คำกริยา ใช้นำเสนอคำแนะนำหรือคำเตือนว่าอะไรเป็นผลดีที่สุดต่อผู้ฟัง แม้ถ้อยคำจะอ้อม แต่คำเตือนก็ยังหนักแน่นได้

แบบฝึกหัด

พิจารณาความหมายในสถานการณ์นี้: ถังที่เสียหายอาจระเบิด และมีคนพูดว่า “You don't want to be around when that happens.” นี่เป็นเพียงการบอกความชอบเล็กน้อยใช่หรือไม่?

  1. ใช่ เป็นเพียงการบอกความชอบเล็กน้อยเท่านั้น
  2. ไม่ใช่ เป็นการเตือนทางอ้อมว่าการอยู่ต่ออาจเป็นอันตราย
ดูคำตอบ

ไม่ใช่ เป็นการเตือนทางอ้อมว่าการอยู่ต่ออาจเป็นอันตราย

From what you recall of your way here, วลี

0:50

จากสิ่งที่คุณจำได้เกี่ยวกับทางที่มาที่นี่

it would take about 20 minutes ไวยากรณ์

0:52

มันจะใช้เวลาประมาณ 20 นาที

to reach the exit at a fast pace. วลี

0:54

ในการเดินอย่างรวดเร็วเพื่อไปถึงทางออก

วลี

From what you recall: ตัดสินจากความทรงจำ

From what you recall หมายถึง “จากสิ่งที่คุณจำได้” วลีนี้บอกแหล่งข้อมูลของการประเมินที่ตามมา และสื่อว่าความทรงจำอาจไม่สมบูรณ์ ดังนั้นข้อสรุปจึงเป็นการประมาณ ไม่ใช่การรับรอง what ในที่นี้หมายถึง “สิ่งที่……” ไม่ใช่สถานที่ โครงสร้าง From what + ประธาน + recall/remember/know/observe ใช้บอกข้อมูลที่เป็นหลักฐานของคำกล่าวได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “จากที่ฉันจำได้”: ____, the museum closes at five.

ดูคำตอบ

From what I recall

ไวยากรณ์

It would take ... to reach: ประมาณเวลาที่ต้องใช้

โครงสร้าง It would take + ระยะเวลา + to + คำกริยา ใช้ประมาณว่าแต่ละการกระทำต้องใช้เวลานานเท่าใด It เป็นประธานสมมติ ส่วนการกระทำจริงอยู่ในรูป to-infinitive ซึ่งในประโยคนี้คือ to reach the exit Would แสดงว่าเวลานั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่สมมติไว้ เช่น การใช้เส้นทางนี้และเดินด้วยความเร็วสูง ส่วน About ก็แสดงว่าตัวเลขเป็นค่าประมาณเช่นกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปการประมาณแบบมีเงื่อนไขจากบทเรียน: At this pace, it ____ about three hours to finish the work.

ดูคำตอบ

would take

วลี

at a fast pace: บอกความเร็วด้วย at a ... pace

ในประโยคนี้ at a fast pace หมายถึง “เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว” pace คือความเร็วหรือจังหวะการดำเนินของกิจกรรม ไม่ได้หมายถึงเพียงจังหวะก้าวเท้าของคนเท่านั้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ at a + คำคุณศัพท์ + pace เช่น at a slow pace, at a steady pace และ at a rapid pace ใช้บอกความเร็วของการเดิน การทำงาน การเรียนรู้ หรือการเปลี่ยนแปลงได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปแบบ at a + คำคุณศัพท์ + pace ได้ถูกต้อง

  1. The project is moving forward at steady pace.
  2. The project is moving forward on a steady pace.
  3. The project is moving forward at a steady pace.
ดูคำตอบ

The project is moving forward at a steady pace.

You know this is the last junction before the exit,

0:56

คุณรู้ว่านี่คือทางแยกสุดท้ายก่อนถึงทางออก

but your trail markings การใช้คำ

0:59

แต่ร่องรอยการทำเครื่องหมายของคุณ

have been erased ไวยากรณ์

1:01

ถูกลบไปแล้ว

การใช้คำ

trail markings: เครื่องหมายที่มองเห็นได้สำหรับบอกเส้นทาง

trail markings คือป้าย สัญลักษณ์ รอยสี หรือรอยสลักที่มองเห็นได้ ซึ่งติดตั้งหรือทำไว้ตามทางเพื่อบอกเส้นทางและช่วยให้คนหาทิศทางได้ ในที่นี้ markings หมายถึง “เครื่องหมายที่มองเห็นได้” ไม่ใช่คะแนนหรือผลการเรียน รูปพหูพจน์บอกว่ามีเครื่องหมายหลายจุดต่อเนื่องไปตามเส้นทาง เมื่อเครื่องหมายเหล่านั้นถูกลบ ผู้คนก็จะเสียเบาะแสที่ใช้เดินตามทางหรือย้อนกลับทางเดิม

แบบฝึกหัด

เลือกความหมายของ trail markings ในประโยคนี้: “The hikers followed the trail markings back to camp.”

  1. ป้ายหรือสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้และใช้บอกเส้นทาง
  2. คะแนนที่ได้รับเมื่อเดินป่าเสร็จ
  3. คำแนะนำด้วยเสียงที่ประกาศตามเส้นทาง
ดูคำตอบ

ป้ายหรือสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้และใช้บอกเส้นทาง

ไวยากรณ์

have been erased: present perfect รูปถูกกระทำและผลในปัจจุบัน

have been erased เป็น present perfect รูปถูกกระทำ โดยมีโครงสร้าง have + been + กริยาช่องที่ 3 ประธานพหูพจน์ your trail markings เป็นสิ่งที่ได้รับการกระทำ ประโยคจึงเน้นว่าเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องหมาย ไม่ได้เน้นว่าใครเป็นคนลบ present perfect ในที่นี้เชื่อมการกระทำในอดีตกับสถานการณ์ตอนนี้ เครื่องหมายมองไม่เห็นหรือใช้งานไม่ได้แล้ว ประโยคไม่ได้เพียงรายงานว่าเคยมีการลบเกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น

แบบฝึกหัด

ใช้ erase ในรูปถูกกระทำของ present perfect เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The labels ____, so we cannot identify the boxes now.

ดูคำตอบ

have been erased

and no one remembers the way.

1:02

และไม่มีใครจำทางได้เลย

If nine of you split up, กริยาวลี

1:04

หากพวกคุณทั้งเก้าคนแยกย้ายกัน

there should be just enough time ไวยากรณ์

1:05

ก็น่าจะมีเวลาพอดี

ไวยากรณ์

there should be just enough time: การคาดการณ์อย่างมีเหตุผลว่าเวลาน่าจะพอดี

ในที่นี้ there should be just enough time หมายถึง คาดว่าแผนน่าจะทำได้ภายในเวลาที่มีอยู่ should แสดงการคาดการณ์อย่างมีเหตุผลตามเงื่อนไขที่ว่าทั้งเก้าคนแยกกันไป ไม่ได้หมายความว่าใครมีหน้าที่ต้องทำอะไร just enough หมายถึง ปริมาณขั้นต่ำที่จำเป็น โดยแทบไม่มีเวลาเหลือหรือไม่มีเลย ผู้พูดค่อนข้างมั่นใจ แต่ไม่ได้รับประกันผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

ใช้ should เพื่อคาดการณ์อย่างมีเหตุผลแต่ไม่แน่นอน และใช้ just enough เพื่อแสดงว่าแทบไม่มีเวลาเผื่อ: If the bus arrives on schedule, there ____ time to buy a ticket.

ดูคำตอบ

should be just enough

for each group to explore

1:07

สำหรับแต่ละกลุ่มที่จะไปสำรวจ

one of the four halls ahead

1:09

หนึ่งในสี่โถงทางเดินที่อยู่ข้างหน้า

and report back to this room, กริยาวลี

1:11

และกลับมารายงานที่ห้องนี้

กริยาวลี

report back: กลับมาแจ้งข้อมูลหลังจากทำงานเสร็จ

report back หมายถึง การให้ข้อมูลแก่บุคคลหรือกลุ่มที่มอบหมายงาน หลังจากตรวจสอบ สืบค้น หรือทำงานนั้นเสร็จแล้ว back แสดงว่าข้อมูลถูกส่งกลับไปยังแหล่งเดิม ในประโยคนี้ to this room ยังบอกด้วยว่าแต่ละกลุ่มต้องกลับมาที่ห้องนี้จริง ๆ แต่ report back เพียงอย่างเดียวอาจทำทางโทรศัพท์หรือข้อความก็ได้

แบบฝึกหัด

ใช้สำนวนสองคำที่หมายถึง “แจ้งข้อมูลหลังจากทำงานเสร็จ”: Please inspect the equipment and ____ to the manager by noon.

ดูคำตอบ

report back

with everyone then making a run ไวยากรณ์

1:13

จากนั้นทุกคนก็จะวิ่งไป

down the correct path.

1:14

ตามเส้นทางที่ถูกต้อง

กริยาวลี

split up: แยกกันทำงานเป็นกลุ่มเล็กลง

split up หมายถึงคนที่เดิมอยู่ด้วยกันแยกออกจากกันเพื่อทำงานคนเดียวหรือเป็นกลุ่มเล็กลง คำว่า up ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน แต่ช่วยสื่อความหมายของการแบ่งหรือการแยก ในประโยคนี้ คนเก้าคนแบ่งเป็นกลุ่มเพื่อให้สำรวจหลายโถงทางเดินได้พร้อมกัน วลีนี้ใช้โดยไม่ต้องมีกรรมได้ เช่น people split up หากต้องการบอกว่าแบ่งเป็นกลุ่มแบบใด ให้ใช้ split up into + จำนวนหรือประเภทของกลุ่ม

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: Let's split up before we search the building. split up หมายความว่าอะไร?

  1. หยุดค้นหาแล้วกลับบ้าน
  2. ไปยังชั้นที่สูงขึ้นด้วยกัน
  3. แยกกันและทำงานเป็นกลุ่มที่เล็กลง
ดูคำตอบ

แยกกันและทำงานเป็นกลุ่มที่เล็กลง

ไวยากรณ์

with everyone then making a run: with + คำนาม/คำสรรพนาม + -ing

วลีนี้ใช้โครงสร้าง with + คำนาม/คำสรรพนาม + -ing เพื่อเพิ่มการกระทำอีกอย่างเข้าไปในประโยคที่ใหญ่กว่า everyone เป็นผู้ทำกริยา making a run ดังนั้น making จึงเป็นรูป -ing ในวลี with ไม่ใช่กริยาหลักที่ผันแล้วของประโยค then แสดงว่าการกระทำนี้อยู่ในขั้นต่อไปของแผน make a run down the correct path ในที่นี้หมายถึงวิ่งไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง วลีทั้งหมดจึงบอกอย่างกระชับว่าใครเป็นผู้ทำขั้นตอนถัดไป

แบบฝึกหัด

ใช้ everyone และ share ในโครงสร้าง with + คำนาม + -ing เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The meeting ended, ____ one idea.

ดูคำตอบ

with everyone sharing

There's just one problem. ลำดับความ

1:16

แต่มีปัญหาเพียงอย่างเดียว

ลำดับความ

There's just one problem: การส่งสัญญาณถึงอุปสรรคสำคัญ

There's just one problem เป็นสัญญาณทางวาทกรรมที่พาผู้ฟังจากแผนหรือแนวคิดที่ดูเหมือนทำได้ ไปสู่อุปสรรคที่จะอธิบายต่อไป วลีนี้จัดข้อมูลให้เกิดจุดเปลี่ยน คือเริ่มจากสถานการณ์แล้วจึงไปยังปัญหาสำคัญ just one จำกัดจำนวนปัญหาไว้ที่หนึ่งอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหานั้นเล็ก ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็อาจสำคัญมากพอที่จะขัดขวางทั้งแผนได้

แบบฝึกหัด

There's just one problem มักทำหน้าที่อะไรในคำอธิบายหรือเรื่องเล่า?

  1. เปลี่ยนจากแนวคิดที่ดูเหมือนทำได้ไปสู่อุปสรรคสำคัญหนึ่งอย่าง
  2. แสดงว่าปัญหาก่อนหน้านี้ได้รับการแก้ไขแล้ว
  3. ประกาศว่าจะกล่าวถึงปัญหาหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ดูคำตอบ

เปลี่ยนจากแนวคิดที่ดูเหมือนทำได้ไปสู่อุปสรรคสำคัญหนึ่งอย่าง

The inscriptions told of the altar's curse. การใช้คำ

1:18

จารึกได้บอกเล่าถึงคำสาปของแท่นบูชา

การใช้คำ

told of: เล่าหรือบันทึกด้วยลีลาเชิงวรรณกรรม

Tell of something หมายถึงเล่าหรือบันทึกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เมื่อ inscriptions เป็นประธาน told of จะนำเข้าสู่เนื้อหาที่ข้อความนั้นบรรยายไว้ ไม่ได้ระบุผู้ที่ได้รับข้อมูล สำนวนนี้มักใช้เพื่อนำเสนอภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ตำนาน หรือวรรณกรรม จุดเน้นอยู่ที่เนื้อหาซึ่งถูกเก็บบันทึกหรือถ่ายทอด ไม่ใช่การบอกข้อมูลแก่ผู้ฟังคนหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเชิงวรรณกรรมที่หมายถึง “เล่าหรือบรรยาย”: The ancient ballad ____ a hero who never returned.

ดูคำตอบ

tells of

The spirits of the city's king and queen

1:21

วิญญาณของกษัตริย์และราชินีแห่งเมือง

possessing intruders การใช้คำ

1:24

จะเข้าสิงสิงผู้บุกรุก

and leading them to their doom สำนวน

1:25

และนำพวกเขาไปสู่หายนะ

การใช้คำ

possessing intruders: วิญญาณเข้าสิงและควบคุมผู้บุกรุก

ในเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติ possess someone หมายถึงวิญญาณหรือพลังเหนือธรรมชาติเข้าไปสิงหรือควบคุมคนหนึ่งคน ในที่นี้ spirits เป็นผู้ทำกริยา possessing ส่วน intruders คือคนที่ถูกควบคุม ความหมายนี้ต่างจากความหมายทั่วไปของ possess ที่แปลว่า “มีหรือเป็นเจ้าของ” ทิศทางของโครงสร้างประโยคสำคัญมาก คือวิญญาณเข้าสิงผู้บุกรุก ไม่ใช่ผู้บุกรุกเป็นเจ้าของวิญญาณ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ possess ในความหมายเหนือธรรมชาติแบบเดียวกับ possessing intruders?

  1. The guide possessed detailed knowledge of the cave.
  2. The spirit possessed the guard and controlled his movements.
  3. The guard possessed a reliable flashlight.
ดูคำตอบ

The spirit possessed the guard and controlled his movements.

through deception.

1:27

ผ่านการหลอกลวง

สำนวน

leading them to their doom: นำพวกเขาไปสู่ความพินาศ

ในวลี leading them to their doom คำว่า lead ไม่ได้หมายถึงแค่พาพวกเขาไปยังสถานที่หนึ่ง แต่หมายถึงการนำทางหรือทำให้พวกเขามุ่งไปสู่ผลลัพธ์บางอย่าง their doom หมายถึงจุดจบที่เลวร้ายและมักถึงขั้นเสียชีวิต ดังนั้นในที่นี้จึงหมายความว่าผู้บุกรุกถูกนำไปสู่ความพินาศทีละขั้น สำนวนนี้ยังเน้นกระบวนการที่ค่อย ๆ มุ่งไปสู่จุดจบที่เลวร้าย การหลอกลวงทำให้ผู้บุกรุกเดินตามเส้นทางที่ลงเอยด้วยหายนะ จึงมีน้ำเสียงที่เข้มข้นและเป็นละคร เหมาะกับบริบทของเรื่องเหนือธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ lead someone to their doom เพื่อสื่อถึงจุดจบที่เป็นหายนะ

  1. The shortcut led the climbers to their doom.
  2. The guide led the tourists to a quiet café.
  3. The sign led the visitors to the museum.
ดูคำตอบ

The shortcut led the climbers to their doom.

Remembering the green smoke, ไวยากรณ์

1:28

เมื่อนึกถึงควันสีเขียว

you realize two of the students

1:30

คุณก็ตระหนักว่านักศึกษาสองคน

have been cursed.

1:32

ถูกสาปไปแล้ว

ไวยากรณ์

Remembering the green smoke ...: วลี -ing ต้นประโยคที่มีประธานเดียวกัน

Remembering the green smoke, เป็นวลี present participle ที่อยู่ต้นประโยค วลีนี้บอกสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดข้อสรุปถัดไป คือคุณนึกถึงควันนั้น แล้วจึงตระหนักว่านักเรียนสองคนถูกสาป ประธานที่แฝงอยู่ของวลีนี้คือ you ซึ่งเป็นประธานของ realize สามารถขยายวลีนี้เป็น When หรือ Because you remember the green smoke ได้ และไม่ควรทำให้ดูเหมือนวลีต้นประโยคไปขยายประธานอื่น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูป -ing ของ remember: ____ the warning, Lena turned off the machine

ดูคำตอบ

Remembering

At any time, วลี

1:33

เมื่อไหร่ก็ตาม

one or both of them might lie, ไวยากรณ์

1:34

คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนอาจจะโกหก

วลี

At any time: เหตุการณ์อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่ทราบแน่ชัด

At any time ในที่นี้หมายถึง ณ เวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ หรือเมื่อไรก็ได้ เมื่อใช้กับ might lie จะบอกว่าเหตุการณ์อาจเกิดขึ้นในเวลาที่คาดเดาไม่ได้ จึงมีความเป็นไปได้นี้อยู่เสมอ ในกฎและคำเตือน วลีนี้มักใช้บอกว่าเหตุการณ์ที่เป็นไปได้อาจเกิดขึ้นเมื่อใด ไม่ได้หมายความว่าทุกช่วงเวลาว่างสำหรับการนัดหมาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ at any time เพื่อบอกว่าเหตุการณ์อาจเกิดขึ้นในเวลาที่คาดเดาไม่ได้

  1. The alarm might sound at any time.
  2. Keep the door locked at all times.
  3. You may choose any available time for the appointment.
ดูคำตอบ

The alarm might sound at any time.

ไวยากรณ์

one or both of them: ระบุชัดว่ารวมกรณีทั้งคู่

One or both of them ระบุผลลัพธ์ไว้ชัดเจนสองแบบ คือ คนใดคนหนึ่งจากสองคนอาจโกหก หรือทั้งสองคนอาจโกหกก็ได้ or ในที่นี้เป็นแบบรวม จึงไม่ตัดกรณีทั้งคู่ออก ใช้ one or both of + คำสรรพนามหรือวลีนามพหูพจน์ เมื่อเงื่อนไขต้องครอบคลุมทั้งกรณีที่มีเพียงหนึ่งคนเข้าเงื่อนไขและกรณีที่ทั้งคู่เข้าเงื่อนไข one of them เพียงอย่างเดียวกล่าวถึงหนึ่งคน แต่ไม่ได้รวมกรณีทั้งคู่อย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

กำลังตรวจสอบเซ็นเซอร์สองตัว อาจมีเพียงตัวเดียวที่เสีย หรือทั้งสองตัวอาจเสีย วลีใดระบุความเป็นไปได้ทั้งสองแบบได้แม่นยำที่สุด

  1. one or both of them
  2. one of them
  3. both of them
ดูคำตอบ

one or both of them

though they also might tell the truth. ไวยากรณ์

1:37

แม้ว่าพวกเขาอาจจะพูดความจริงก็ได้

ไวยากรณ์

though they also might tell the truth: เปิดไว้ทั้งสองความเป็นไปได้

ในที่นี้ though ใช้แสดงการยอมรับความเป็นไปได้อีกด้านหนึ่ง โดยเพิ่มความเป็นไปได้ที่ตรงข้ามกับแนวคิดก่อนหน้าว่าพวกเขาอาจโกหก นั่นคือพวกเขาอาจพูดความจริงด้วย ข้อมูลใหม่นี้ไม่ได้ลบความเป็นไปได้แรก โครงสร้าง X might be true, though Y might also be true เปิดไว้ทั้งสองความเป็นไปได้ที่ต่างกัน แทนที่จะเลือกเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ความสัมพันธ์แบบยอมรับอีกด้านหนึ่งเพื่อเปิดไว้ทั้งสองความเป็นไปได้ที่ต่างกัน

  1. The trail might be difficult because heavy rain damaged it.
  2. The trail might be difficult, so we should bring extra water.
  3. The trail might be difficult, though it could still be safe.
ดูคำตอบ

The trail might be difficult, though it could still be safe.

You know for sure that the curse โน้ต

1:40

คุณรู้แน่ชัดว่าคำสาป

didn't get you,

1:41

ไม่ได้เกิดกับคุณ

วลี

You know for sure: ความแน่ใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริง

Know for sure หมายถึง “รู้อย่างแน่นอน” ใน You know for sure that... คำว่า for sure ช่วยเน้นความแน่นอนของ know และแสดงว่าผู้พูดไม่ได้กำลังเดา รูปแบบที่พบบ่อยคือ subject + know for sure + that-clause ใช้แสดงความแน่ใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ไม่ได้หมายถึงการให้คำรับรองเกี่ยวกับอนาคต

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “รู้อย่างแน่นอน”: After checking the schedule twice, I ____ that the train leaves at eight.

ดูคำตอบ

know for sure

การใช้คำ

the curse didn't get you: get หมายถึงส่งผลต่อหรือเอาชนะ

ใน the curse didn't get you คำว่า get หมายถึงพลังที่เป็นภัยเข้าถึง ส่งผลต่อ หรือเอาชนะใครบางคน คำสาปไม่ได้ออกฤทธิ์กับคุณหรือควบคุมคุณได้ ในที่นี้ get ไม่ได้แปลว่า “ได้รับ” การใช้ get แบบนี้มีความหมายกว้างและต้องดูจากบริบท เมื่อประธานเป็นสิ่งอันตรายและกรรมเป็นคน get สามารถบอกว่าสิ่งอันตรายนั้นจับตัวหรือทำร้ายคนนั้นได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ get ในความหมายว่าสิ่งที่เป็นอันตรายส่งผลต่อใครบางคน

  1. The smoke got us before we reached the exit.
  2. I didn't get the joke.
  3. Maya got a new backpack yesterday.
ดูคำตอบ

The smoke got us before we reached the exit.

but you don't know which students ไวยากรณ์

1:42

แต่คุณไม่รู้ว่านักศึกษาคนไหน

can't be trusted.

1:44

ที่เชื่อถือไม่ได้

ไวยากรณ์

which students can't be trusted: คำถามแบบฝัง

which students can't be trusted เป็นอนุประโยคคำถามแบบฝัง โดยตามหลัง know และระบุข้อมูลที่ยังไม่รู้ว่านักเรียนคนไหนไว้ใจไม่ได้ อนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มของ know ไม่ใช่คำถามที่ถามผู้ฟังโดยตรง คำถามแบบฝังใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า ในที่นี้ which students เป็นประธานของ can't be trusted อยู่แล้ว ลำดับคำจึงบังเอิญเหมือนกับคำถามตรง Which students can't be trusted? หากมีประธานอีกตัวหนึ่ง ต้องวางประธานนั้นไว้หน้ากริยาช่วยหรือกริยาช่วยบอกภาวะ เช่น which train we should take ไม่ใช่ which train should we take

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่มีลำดับคำถูกต้องสำหรับคำถามแบบฝัง

  1. I don't know which train should we take.
  2. I don't know which should we take train.
  3. I don't know which train we should take.
ดูคำตอบ

I don't know which train we should take.

And because the possessed students may lie ไวยากรณ์

1:45

และเนื่องจากนักศึกษาที่ถูกสิงอาจจะโกหก

only occasionally,

1:48

เป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น

ไวยากรณ์

may lie only occasionally: only จำกัดความถี่

ใน may lie only occasionally คำว่า may แสดงความเป็นไปได้ ส่วน only จำกัดความหมายของ occasionally กล่าวคือ หากมีการโกหก ก็จะเกิดขึ้นเฉพาะในบางโอกาสที่ไม่บ่อยเท่านั้น วลีนี้ไม่ได้หมายความว่าการโกหกเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้ ขอบเขตของ only สำคัญต่อการใช้เหตุผล เพราะคนที่โกหกเพียงบางครั้งอาจพูดความจริงในเวลาอื่น

แบบฝึกหัด

ข้อใดเป็นความหมายที่ตรงกับ may lie only occasionally

  1. พวกเขาอาจโกหก แต่จะโกหกเฉพาะในบางโอกาสที่ไม่บ่อย
  2. พวกเขาจะโกหกทุกครั้งอย่างแน่นอน
  3. การโกหกเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้
ดูคำตอบ

พวกเขาอาจโกหก แต่จะโกหกเฉพาะในบางโอกาสที่ไม่บ่อย

there is no guaranteed way to test them ไวยากรณ์

1:49

จึงไม่มีวิธีใดที่จะรับประกันการทดสอบพวกเขา

to determine which are cursed.

1:52

เพื่อตัดสินว่าใครที่ถูกสาป

ไวยากรณ์

there is no guaranteed way to test them: guaranteed ขยาย way

There is no guaranteed way to test them หมายความว่าไม่มีวิธีทดสอบใดที่แน่นอนว่าจะให้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ guaranteed ขยายคำว่า way ส่วน to test them อธิบายจุดประสงค์ของวิธีนั้น ถ้อยคำนี้ไม่ได้หมายความเสมอไปว่าไม่สามารถลองทดสอบได้เลย อาจมีวิธีที่ไม่สมบูรณ์อยู่ แต่ไม่มีวิธีใดให้การรับประกันผล

แบบฝึกหัด

ความหมายที่แม่นยำที่สุดของ there is no guaranteed way to test them คือข้อใด

  1. ไม่สามารถลองทำการทดสอบชนิดใดได้เลย
  2. อาจมีวิธีทดสอบได้ แต่ไม่มีวิธีใดที่แน่นอนว่าจะให้ผลลัพธ์ถูกต้อง
  3. การทดสอบทุกแบบจะล้มเหลวอย่างแน่นอน
ดูคำตอบ

อาจมีวิธีทดสอบได้ แต่ไม่มีวิธีใดที่แน่นอนว่าจะให้ผลลัพธ์ถูกต้อง

Can you figure out a way กริยาวลี

1:54

คุณพอจะคิดหาวิธี

to ensure that you all escape?

1:55

เพื่อให้แน่ใจว่าพวกคุณทุกคนจะรอดไปได้ไหม

กริยาวลี

figure out a way: หาวิธีแก้ที่ใช้ได้จริง

figure out a way หมายถึงการใช้ความคิด ข้อมูล หรือการลองผิดลองถูกเพื่อหาวิธีที่ใช้ได้จริง ในคำถามนี้ วิธีนั้นต้องทำให้ทุกคนหนีออกไปได้ รูปแบบที่พบบ่อยคือ figure out a way to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้เมื่อเป้าหมายมีปัญหาที่ต้องแก้ ไม่ใช่แค่พูดถึงความคิดแรกที่นึกขึ้นมา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ figure out a way ได้อย่างเป็นธรรมชาติสำหรับปัญหาที่ต้องวางแผน

  1. We need to figure a way about moving the piano upstairs.
  2. We need to figure out the piano a way upstairs.
  3. We need to figure out a way to move the piano upstairs.
ดูคำตอบ

We need to figure out a way to move the piano upstairs.

Don't worry about the possessed น้ำเสียง/เจตนา

1:57

ไม่ต้องกังวลว่านักศึกษา

students attacking or otherwise การใช้คำ

1:59

ที่ถูกสิงจะโจมตีหรือ

harming the others.

2:00

ทำร้ายคนอื่นๆ ด้วยวิธีใด

น้ำเสียง/เจตนา

Don't worry about: ตัดข้อกังวลออกจากโจทย์

Don't worry about ... มักใช้เพื่อทำให้อีกฝ่ายสบายใจ แต่ในที่นี้หน้าที่หลักคือกำหนดขอบเขตของโจทย์ โดยบอกผู้ฟังว่าไม่ต้องรวมความเสี่ยงที่นักเรียนที่ถูกสิงจะทำร้ายคนอื่นไว้ในเงื่อนไขที่ต้องพิจารณา ดังนั้น ในคำสั่ง ปริศนา หรือแผนงาน วลีนี้อาจหมายถึง “ให้ถือว่าปัจจัยนี้ได้รับการจัดการแล้วหรือไม่เกี่ยวข้อง” ผู้พูดกำลังทำให้ขอบเขตของงานแคบลง ไม่ได้ตอบสนองต่อความกลัวเป็นหลัก

แบบฝึกหัด

ในคำสั่งของปริศนา Don't worry about that risk น่าจะหมายถึงอะไร

  1. คุณต้องเลิกใส่ใจทุกคนในปริศนา
  2. คุณควรกลัวน้อยลง แต่ความเสี่ยงนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของปริศนา
  3. คุณไม่ต้องรวมความเสี่ยงนั้นไว้ตอนแก้ปริศนา
ดูคำตอบ

คุณไม่ต้องรวมความเสี่ยงนั้นไว้ตอนแก้ปริศนา

การใช้คำ

otherwise harming the: otherwise หมายถึง “ด้วยวิธีอื่น”

ใน attacking or otherwise harming the others คำว่า otherwise หมายถึง “ด้วยวิธีอื่นใดก็ตาม” โดย attacking ระบุการทำอันตรายแบบหนึ่งอย่างชัดเจน ส่วน or otherwise harming ขยายความให้รวมการกระทำที่เป็นอันตรายแบบอื่นซึ่งไม่ได้แจกแจงไว้ รูปแบบ “การกระทำเฉพาะอย่างหนึ่งหรือมากกว่า + or otherwise + คำกริยาที่มีความหมายกว้างกว่า” เป็นวิธีที่กระชับในการทำให้กฎหรือคำยืนยันครอบคลุมวิธีที่ไม่ได้ระบุไว้ด้วย otherwise ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “มิฉะนั้น”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ otherwise ในความหมายว่า “ด้วยวิธีอื่น”

  1. Save the file now; otherwise, your changes may be lost.
  2. Do not email, post, or otherwise distribute the report.
  3. The room was small but otherwise comfortable.
ดูคำตอบ

Do not email, post, or otherwise distribute the report.

This curse only affects their communication. ลำดับความ

2:02

คำสาปนี้มีผลแค่กับการสื่อสารของพวกเขาเท่านั้น

ลำดับความ

only affects their communication: จำกัดสิ่งที่ได้รับผล

only วางอยู่หน้า affects เพื่อจำกัดขอบเขตที่ได้รับผลไว้ที่ communication กล่าวคือ คำสาปส่งผลต่อการสื่อสารของพวกเขา และตามความหมายที่ประโยคนี้ต้องการสื่อ คำสาปไม่ส่งผลต่อด้านอื่นของชีวิตหรือความสามารถ การจำกัดแบบนี้ช่วยจัดระเบียบข้อมูลด้วยการตัดความเป็นไปได้อื่นออก ไม่ได้หมายความว่าคำสาปส่งผลต่อการสื่อสารเพียงบางครั้ง only จำกัดว่าอะไรได้รับผล ไม่ได้จำกัดว่าเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่ากฎนี้ส่งผลต่อคำสั่งซื้อออนไลน์และไม่ส่งผลต่อคำสั่งซื้อประเภทอื่น

  1. Only the rule affects online orders.
  2. The rule affects online orders only on weekends.
  3. The rule only affects online orders.
ดูคำตอบ

The rule only affects online orders.

The first thing to realize ลำดับความ

2:12

สิ่งแรกที่ต้องตระหนัก

is that since you know ไวยากรณ์

2:14

คือเนื่องจากคุณรู้ว่า

you aren't possessed,

2:15

คุณไม่ได้ถูกสิง

ลำดับความ

The first thing to realize is that: บอกขั้นแรกของการให้เหตุผล

The first thing to realize is that ระบุอย่างชัดเจนว่าอนุประโยคหลัง that คือประเด็นสำคัญข้อแรกที่ผู้ฟังต้องเข้าใจก่อนติดตามคำอธิบายส่วนที่เหลือ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวใช้เปิดข้อสมมติแรกในลำดับการให้เหตุผล ไม่ได้เพียงบอกข้อเท็จจริง โครงสร้างคือ The first thing to realize is that + อนุประโยค วลีนี้ช่วยจัดลำดับความสำคัญของข้อมูลและนำผู้ฟังให้ติดตามการวิเคราะห์ เพื่อให้ประเด็นถัดไปต่อยอดจากจุดเริ่มต้นนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนตามรูปเดิมที่ใช้บอกประเด็นสำคัญข้อแรก: ____ the two graphs use different scales.

ดูคำตอบ

The first thing to realize is that

you can explore one of the halls alone.

2:16

คุณจึงสามารถไปสำรวจหนึ่งในโถงทางเดินนั้นได้คนเดียว

ไวยากรณ์

since you know you aren't possessed: since ที่หมายถึง because

ในที่นี้ since หมายถึง because หรือ “เนื่องจาก/ในเมื่อ” อนุประโยค since นำเสนอข้อสมมติที่รู้อยู่แล้ว คือคุณรู้ว่าตัวเองไม่ได้ถูกสิง ส่วนประโยคหลักบอกข้อสรุปที่ตามมา คือคุณสามารถสำรวจตามลำพังได้ since ที่บอกเหตุผลตอบว่าเหตุใดสถานการณ์ในประโยคหลักจึงเป็นไปได้หรือสมเหตุสมผล ส่วน since ที่บอกเวลาตอบว่าตั้งแต่เมื่อไร ดังนั้นต้องดูความหมายรอบข้าง ไม่ใช่ดูเพียงคำว่า since

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ since เพื่อบอกเหตุผลเหมือนในตัวอย่าง?

  1. Since the library is closed, we'll come back tomorrow.
  2. The shop has been empty since noon.
  3. I have lived here since 2020.
ดูคำตอบ

Since the library is closed, we'll come back tomorrow.

This leaves eight students การใช้คำ

2:19

นี่จะเหลือนักศึกษาอีกแปดคน

for the remaining three paths.

2:20

สำหรับอีกสามเส้นทางที่เหลือ

การใช้คำ

leave + จำนวน + for: เหลือไว้ให้ใช้

ในที่นี้ leaves หมายถึง “ทำให้ยังเหลือและนำไปใช้ได้” ไม่ได้หมายถึง “จากไป” This ชี้ถึงผลจากการแบ่งก่อนหน้า คือยังมีนักเรียนแปดคนที่สามารถจัดให้ไปตามเส้นทางอีกสามเส้นได้ โครงสร้าง leave + จำนวนหรือทรัพยากร + for + จุดประสงค์หรือผู้รับ ใช้บอกว่ายังเหลืออะไรหลังจากใช้หรือจัดสรรไปแล้วส่วนหนึ่ง โครงสร้างนี้ใช้กับคน เงิน เวลา อาหาร และทรัพยากรอื่น ๆ ได้

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ leave เพื่อบอกว่ายังเหลืออะไรให้ใช้ได้: Paying the fee ____ thirty dollars for supplies.

ดูคำตอบ

leaves

Sending groups of four down ไวยากรณ์

2:22

การส่งกลุ่มละสี่คนไป

just two of the paths

2:24

แค่สองเส้นทาง

won't work

2:25

จะไม่ได้ผล

ไวยากรณ์

Sending ... won't work: ใช้วลี -ing เป็นประธาน

วลีทั้งหมด Sending groups of four down just two of the paths เป็นประธานของประโยค โดยมองการกระทำที่เสนอเป็นแผนหนึ่งแผน ส่วน won't work เป็นภาคแสดงที่ตัดสินว่าแผนนั้นจะไม่ได้ผลหรือทำจริงไม่ได้ วลีบอกการกระทำที่ลงท้ายด้วย -ing สามารถอยู่ในตำแหน่งประธานเหมือนคำนามได้: Doing something will work / won't work แม้ในวลีจะมีคำนามพหูพจน์อย่าง groups และ paths แต่โดยทั่วไปการกระทำทั้งหมดจะถือเป็นแนวคิดเดียวและใช้กริยาให้สอดคล้องกับประธานเอกพจน์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลีบอกการกระทำที่ลงท้ายด้วย -ing เป็นประธาน แล้วตัดสินว่าแผนนั้นทำได้จริงหรือไม่

  1. Send everyone through one door.
  2. Sending everyone through one door won't work.
  3. The door won't work if everyone uses it.
ดูคำตอบ

Sending everyone through one door won't work.

because if one group came back ไวยากรณ์

2:26

เพราะถ้ามีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกลับมา

split two versus two,

2:27

แล้วเสียงแตกเป็นสองต่อสอง

you'd have to guess who to trust. ไวยากรณ์

2:29

คุณก็ต้องเดาว่าจะเชื่อใคร

ไวยากรณ์

if one group came back split two versus two: สมมติว่ากลุ่มหนึ่งกลับมาโดยแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายละสองคน

ในที่นี้ if เปิดสถานการณ์สมมติที่จะทำให้เกิดปัญหา กริยาหลักคือ came back ซึ่งหมายถึงกลุ่มนั้นกลับมา split two versus two บรรยายสภาพของกลุ่มตอนที่กลับมา split ทำหน้าที่คล้ายกริยาช่องสามหรือคำคุณศัพท์ที่เพิ่มคำบรรยาย ส่วน two versus two หมายถึงสมาชิกสี่คนแบ่งเป็นสองฝ่ายที่เห็นต่างกัน ฝ่ายละสองคน ไม่ได้หมายความว่า split เป็นกริยาอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดหลัง came back

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบายอนุประโยคที่เน้นไว้ได้ดีที่สุด

  1. ถ้ากลุ่มหนึ่งกลับมาแล้วแบ่งอีกกลุ่มออกเป็นคู่ ๆ
  2. ถ้ามีสองกลุ่มแยกกันกลับมา โดยแต่ละกลุ่มมีสมาชิกสองคน
  3. ถ้ากลุ่มหนึ่งกลับมาโดยสมาชิกสี่คนแบ่งเป็นสองฝ่ายที่เห็นต่างกัน ฝ่ายละสองคน
ดูคำตอบ

ถ้ากลุ่มหนึ่งกลับมาโดยสมาชิกสี่คนแบ่งเป็นสองฝ่ายที่เห็นต่างกัน ฝ่ายละสองคน

ไวยากรณ์

you'd have to guess who to trust: ต้องเดาว่าควรเชื่อใครในสถานการณ์สมมติ

ใน you'd have to คำว่า you'd หมายถึง you would ไม่ใช่ you had ส่วน would have to แสดงผลที่จำเป็นต้องเกิดจากเงื่อนไขสมมติ กล่าวคือ ในสถานการณ์นั้นย่อมเลี่ยงการเดาไม่ได้ who to trust เป็นโครงสร้างคำแสดงคำถาม + to-infinitive หมายถึงควรเชื่อใคร และเป็นเนื้อหาของ guess หลัง guess ให้ใช้ลำดับคำแบบคำถามแฝงคือ who to trust หรือ who you should trust ไม่ใช้ลำดับคำแบบคำถามตรงคือ who should you trust

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ทั้ง would have to และโครงสร้างคำแสดงคำถาม + to-infinitive ได้ถูกต้อง

  1. If the witnesses disagreed, you'd have to guess who to trust.
  2. If the witnesses disagreed, you'd have guess who to trust.
  3. If the witnesses disagreed, you'd have to guess who should you trust.
ดูคำตอบ

If the witnesses disagreed, you'd have to guess who to trust.

But splitting them into one pair การใช้คำ

2:31

แต่การแบ่งพวกเขาออกเป็นกลุ่มละสองคนหนึ่งกลุ่ม

and two trios

2:34

และกลุ่มละสามคนอีกสองกลุ่ม

would work every time. วลี

2:35

จะได้ผลทุกครั้ง

การใช้คำ

split ... into one pair and two trios: ระบุจำนวนสมาชิกของแต่ละกลุ่มอย่างแม่นยำ

โครงสร้าง split + คนหรือสิ่งของ + into + กลุ่ม ใช้อธิบายว่าหนึ่งกลุ่มใหญ่ถูกแบ่งอย่างไร ในประโยคนี้ splitting them into ... ระบุองค์ประกอบของกลุ่มที่ได้อย่างชัดเจน pair คือกลุ่มที่มีสองคนหรือสองสิ่ง ส่วน trio คือกลุ่มที่มีสามคนหรือสามสิ่ง ดังนั้น one pair and two trios จึงหมายถึง 2 + 3 + 3 = 8 และต้องใช้รูปพหูพจน์ trios เพราะมีกลุ่มสามคนอยู่สองกลุ่ม

แบบฝึกหัด

ใช้ pair สำหรับกลุ่มสองคน และใช้รูปพหูพจน์ที่ถูกต้องของ trio สำหรับกลุ่มสามคน: For the team challenge, the eight campers split into one ____ and two ____.

ดูคำตอบ

pair · trios

วลี

would work every time: สำเร็จในทุกกรณีที่เกี่ยวข้อง

ในประโยคนี้ would work แสดงผลที่คาดว่าจะเกิดจากวิธีแบ่งกลุ่มที่เสนอไว้ กล่าวคือ วิธีนี้จะได้ผลหรือแก้ปัญหาได้ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังพูดถึง every time หมายถึงทุกครั้งหรือทุกกรณีที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีข้อยกเว้นภายในขอบเขตนั้น จึงมีความหมายเด็ดขาดกว่า usually หรือ most of the time

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าวิธีหนึ่งน่าจะสำเร็จในทุกกรณีที่เกี่ยวข้อง?

  1. The method worked once.
  2. The method would work most of the time.
  3. The method would work every time.
ดูคำตอบ

The method would work every time.

And here's why. ลำดับความ

2:37

และนี่คือเหตุผล

ลำดับความ

And here's why: บอกว่าจะอธิบายเหตุผลต่อไป

And here's why เป็นสัญญาณที่ช่วยจัดลำดับคำพูดหรืองานเขียน โดยวางหลังข้อความสรุปหรือข้อกล่าวอ้าง เพื่อบอกผู้ฟังว่ากำลังจะอธิบายเหตุผลหรือหลักฐานต่อไป ในรูปแบบนี้ here ไม่ได้หมายถึงสถานที่ Here's why ชี้ไปยังคำอธิบายที่กำลังจะตามมา ส่วน And เชื่อมคำอธิบายนั้นกับข้อความก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

คุณเพิ่งพูดว่า “This route is safer.” ประโยคใดบอกได้อย่างเป็นธรรมชาติว่าคุณกำลังจะอธิบายเหตุผลต่อไป

  1. And here's where.
  2. And here's who.
  3. And here's why.
ดูคำตอบ

And here's why.

The possessed students might lie, ไวยากรณ์

2:39

นักศึกษาที่ถูกสิงอาจจะโกหก

or they might not.

2:41

หรือพวกเขาอาจจะไม่โกหก

ไวยากรณ์

might lie, or they might not: เปิดไว้ทั้งสองความเป็นไปได้

Might lie แสดงว่าการโกหกเป็นความเป็นไปได้หนึ่งอย่าง ส่วน or they might not เพิ่มความเป็นไปได้ตรงข้าม ซึ่งก็คือ they might not lie คำว่า lie ไม่ได้กล่าวซ้ำหลัง not เพราะเข้าใจได้อยู่แล้ว Might not หมายถึง “อาจไม่” ไม่ใช่ “ไม่อย่างแน่นอน” รูปแบบที่สมดุล might..., or ... might not จึงเปิดไว้ทั้งสองผลลัพธ์แทนที่จะทำนายอย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าทั้งการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยยังเป็นไปได้

  1. She definitely won't agree.
  2. She might agree, or she might not.
  3. She will agree.
ดูคำตอบ

She might agree, or she might not.

But you know there are only two of them, ไวยากรณ์

2:43

แต่คุณรู้ว่ามีแค่สองคนเท่านั้น

while the other six

2:45

ในขณะที่อีกหกคน

will always tell the truth.

2:46

จะพูดความจริงเสมอ

ไวยากรณ์

there are only two of them, while the other six...: การเปรียบเทียบสองกลุ่ม

there are only two of them บอกจำนวนคนในกลุ่มแรก ส่วน while นำเสนอข้อเท็จจริงที่ต่างออกไปเกี่ยวกับกลุ่มที่สอง นั่นคืออีกหกคนทำตามกฎอีกแบบหนึ่ง ในที่นี้ while หมายถึง “ส่วน” หรือ “ในทางตรงกันข้าม” ใช้วางข้อเท็จจริงสองอย่างเทียบกัน ไม่ได้หมายถึง “ในระหว่างที่”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ while เพื่อเปรียบเทียบสองกลุ่ม

  1. We waited in the hall while the rooms were cleaned.
  2. Two rooms are small because the other six are spacious.
  3. Two rooms are small, while the other six are spacious.
ดูคำตอบ

Two rooms are small, while the other six are spacious.

When each group returns to the hall,

2:48

เมื่อแต่ละกลุ่มกลับมาที่ห้องโถง

all of its members

2:51

สมาชิกทุกคนในกลุ่ม

will either give the same report ไวยากรณ์

2:52

จะรายงานตรงกัน

or argue about whether they ไวยากรณ์

2:54

หรือไม่ก็โต้เถียงกันว่าพวกเขา

found the exit.

2:55

เจอทางออกหรือไม่

ไวยากรณ์

will either give ... or argue: การเชื่อมการกระทำที่เป็นไปได้สองอย่าง

either ... or ... แสดงผลลัพธ์ที่เป็นไปได้สองแบบ ในที่นี้ will ครอบคลุมการกระทำทั้งสอง คือ will give the same report หรือ will argue คำคู่ชุดนี้เชื่อมวลีกริยาที่มีรูปแบบขนานกัน โดย either อยู่หน้า give และ or อยู่หน้า argue การใช้รูปไวยากรณ์เดียวกันทั้งสองฝั่งทำให้เข้าใจความสัมพันธ์แบบเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ง่าย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำคู่ either ... or: On Saturday, we will ____ visit the museum ____ stay home.

ดูคำตอบ

either · or

ไวยากรณ์

about whether ...: เกริ่นประเด็นที่ถกเถียงกัน

ในโครงสร้าง argue about whether ... คำว่า about ใช้เกริ่นหัวข้อที่เห็นไม่ตรงกัน และ whether ใช้เริ่มคำถามแฝงที่ตอบได้ว่าใช่หรือไม่ใช่ ในที่นี้ about whether they found the exit หมายความว่าประเด็นที่กำลังโต้เถียงกันคือพวกเขาพบทางออกหรือไม่ เนื่องจากเป็นคำถามแฝง ไม่ใช่คำถามโดยตรง หลัง whether จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ they found the exit ไม่ใช่ did they find the exit โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ argue about whether + ประธาน + กริยา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ argue about whether เพื่อเกริ่นคำถามแฝงได้ถูกต้อง

  1. They argued about whether the gate was open.
  2. They argued whether the gate was open about.
  3. They argued about whether was the gate open.
ดูคำตอบ

They argued about whether the gate was open.

If a trio returns in total agreement, วลี

2:56

หากกลุ่มสามคนกลับมาพร้อมความเห็นพ้องต้องกันทั้งหมด

then you know none of them are lying. ไวยากรณ์

2:59

คุณก็รู้ว่าไม่มีใครในกลุ่มนั้นโกหก

วลี

in total agreement: เห็นตรงกันทั้งหมด

in total agreement หมายถึงทุกคนในกลุ่มมีความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลตรงกัน โดยไม่มีความเห็นต่างเลย ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกสภาวะร่วมกันของทั้งสามคนตอนที่พวกเขากลับมา total ใช้เน้นระดับของ agreement โดยในที่นี้หมายถึง “โดยสมบูรณ์” ไม่ได้หมายถึงจำนวนคนทั้งหมด วลีนี้มักตามหลังกริยาอย่าง be, remain หรือ return เช่น be in total agreement

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “เห็นตรงกันทั้งหมด”: After reviewing the evidence, all four jurors were ____.

ดูคำตอบ

in total agreement

ไวยากรณ์

“none of them are lying”: ไม่มีสมาชิกคนใดในกลุ่มที่รู้กันอยู่กำลังโกหก

None of them หมายถึง “ไม่มีแม้แต่คนเดียวในกลุ่มที่รู้กันอยู่แล้วนั้น” คำสรรพนาม them ย้อนกลับไปอ้างถึงกลุ่มที่กำลังพูดถึงอยู่ จึงบอกว่าจำนวนคนโกหกในกลุ่มนั้นเป็นศูนย์ เมื่อพูดถึงกลุ่มที่มีหลายคน none of them are lying เป็นรูปที่เป็นธรรมชาติในภาษาอังกฤษปัจจุบัน none ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ไม่ทราบจำนวน”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าจำนวนคนที่โกหกในกลุ่มที่รู้กันอยู่นั้นเป็นศูนย์

  1. Not all of them are lying.
  2. None of them are lying.
  3. Some of them may not be lying.
ดูคำตอบ

None of them are lying.

With the pair,

3:01

สำหรับกลุ่มสองคน

you can't be sure either way, วลี

3:02

คุณไม่สามารถแน่ใจได้เลยในทางใดทางหนึ่ง

วลี

“can't be sure either way”: ไม่สามารถเลือกอย่างแน่ชัดระหว่างสองความเป็นไปได้

Can't be sure หมายถึงผู้พูดไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปอย่างแน่ชัด ส่วน either way หมายถึงความเป็นไปได้ข้อใดข้อหนึ่งจากสองข้อ ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายความว่ายังยืนยันความเป็นไปได้ใดไม่ได้ ตรงนี้ way หมายถึง “ความเป็นไปได้” หรือ “ข้อสรุป” ไม่ใช่ทิศทางจริง ๆ และบริบทต้องทำให้เห็นชัดอยู่แล้วว่าความเป็นไปได้สองอย่างคืออะไร

แบบฝึกหัด

การทดลองวิทยาศาสตร์สองครั้งให้ผลตรงข้ามกัน 'We can't be sure either way' หมายความว่าอย่างไร

  1. เราไม่สามารถระบุได้ว่าข้อสรุปใดในสองข้อถูกต้อง
  2. เรารู้ว่าข้อสรุปทั้งสองข้อถูกต้อง
  3. เราไม่สนว่าข้อสรุปใดถูกต้อง
ดูคำตอบ

เราไม่สามารถระบุได้ว่าข้อสรุปใดในสองข้อถูกต้อง

but all you need is reliable ไวยากรณ์

3:04

แต่สิ่งที่คุณต้องการก็แค่หลักฐาน

evidence about three of the four paths.

3:06

ที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับสามในสี่เส้นทาง

ไวยากรณ์

all you need is ...: บอกเงื่อนไขเดียวที่จำเป็น

All you need is X หมายถึง “สิ่งเดียวที่จำเป็นคือ X” หรือ “X ก็เพียงพอสำหรับจุดประสงค์นี้แล้ว” ในประโยคนี้ reliable evidence คือข้อมูลที่จำเป็น ส่วน all ไม่ได้หมายถึง “หลักฐานทั้งหมด” โครงสร้างคือ all + ประธาน + need + is + สิ่งที่จำเป็น ใช้เน้นเงื่อนไขขั้นต่ำที่เพียงพอสำหรับการทำงานให้สำเร็จ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายเพื่อสื่อว่าบัตรประจำตัวที่ใช้ได้หนึ่งใบคือสิ่งเดียวที่จำเป็น: To enter the building, ____ is one valid ID.

ดูคำตอบ

all you need

The fourth,

3:09

เส้นทางที่สี่

you can figure out using

3:09

คุณสามารถหาคำตอบได้โดยใช้

the process of elimination. การใช้คำ

3:10

กระบวนการตัดออก

การใช้คำ

the process of elimination: ตัดตัวเลือกที่เป็นไปไม่ได้

The process of elimination คือวิธีหาคำตอบโดยตัดตัวเลือกที่เป็นไปไม่ได้ออกทีละตัวจนเหลือตัวเลือกที่ใช้ได้เพียงตัวเดียว ในประโยคนี้ เมื่อรู้ข้อมูลของเส้นทางสามเส้นแล้ว ก็สามารถอนุมานเส้นทางที่สี่ได้ elimination ในที่นี้หมายถึงการตัดความเป็นไปได้ออก ไม่ใช่การแข่งขันกีฬาแบบคัดออก รูปแบบที่พบบ่อยคือ by a process of elimination และ using the process of elimination

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยศัพท์ตายตัวที่หมายถึงการตัดตัวเลือกที่เป็นไปไม่ได้ออก: By a ____, we found the only route that matched every clue.

ดูคำตอบ

process of elimination

Of course,

3:12

แน่นอนว่า

none of this matters if

3:13

เรื่องทั้งหมดนี้จะไม่สำคัญเลยหาก

you're lucky enough to find the exit yourself. ไวยากรณ์

3:15

คุณโชคดีพอที่จะหาทางออกเจอด้วยตัวเอง

ไวยากรณ์

lucky enough to find: คำคุณศัพท์ + enough + to-infinitive

ใน lucky enough to find คำว่า enough อยู่หลังคำคุณศัพท์ lucky และ to find บอกการกระทำที่ระดับความโชคดีนั้นทำให้เป็นไปได้ ในที่นี้หมายถึง “โชคดีพอที่จะหาเจอ” หรือพูดให้เป็นธรรมชาติว่า “โชคดีที่หาเจอได้” โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ adjective + enough + to + base verb ซึ่งเชื่อมคุณสมบัติหรือระดับที่เพียงพอกับผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ เช่น calm enough to speak, tall enough to reach

แบบฝึกหัด

ใช้ lucky + enough + to และคำกริยา catch เติมประโยคให้สมบูรณ์: We were ____ the last bus.

ดูคำตอบ

lucky enough to catch

But otherwise,

3:17

แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น

putting everything together ลำดับความ

3:18

การนำทุกอย่างมารวมกัน

leaves you with three possibilities. การใช้คำ

3:20

จะทำให้คุณมีความเป็นไปได้สามทาง

ลำดับความ

putting everything together: รวมข้อมูลก่อนนำไปสู่ข้อสรุป

Putting everything together หมายถึงการพิจารณาข้อเท็จจริงและเงื่อนไขทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้านี้เป็นภาพรวมเดียว ในประโยคนี้ อนุประโยค -ing ทั้งหมดเป็นประธานของ leaves ดังนั้นการรวมข้อมูลจึงทำให้เหลือความเป็นไปได้สามอย่าง ในฐานะสัญญาณจัดระเบียบข้อมูล วลีนี้บอกผู้ฟังว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากรายละเอียดที่แยกกันไปสู่การจัดประเภทหรือข้อสรุปโดยรวม ความหมายในที่นี้เกี่ยวกับการรวมข้อมูล ไม่ใช่การรวบรวมสิ่งของจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ในการอธิบายเหตุผล putting everything together ส่งสัญญาณถึงอะไร

  1. อธิบายเฉพาะการนำสิ่งของมาวางรวมกันจริง ๆ
  2. เพิ่มข้อเท็จจริงใหม่โดยไม่เชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงก่อนหน้า
  3. รวมข้อมูลก่อนหน้าและเตรียมไปสู่ผลลัพธ์โดยรวม
ดูคำตอบ

รวมข้อมูลก่อนหน้าและเตรียมไปสู่ผลลัพธ์โดยรวม

การใช้คำ

leaves you with three possibilities: leave someone with + ผลลัพธ์

โครงสร้าง leave someone with + คำนาม หมายถึงสถานการณ์หรือการกระทำทำให้ใครคนหนึ่งลงเอยด้วยผลลัพธ์บางอย่าง ในประโยคนี้ เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมารวมกัน คุณจะมีความเป็นไปได้สามอย่างให้พิจารณา leave ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเดินจากใครไปหรือปล่อยใครไว้ในสถานที่หนึ่ง โครงสร้างนี้เน้นผลลัพธ์ที่เหลืออยู่หลังจากนำข้อเท็จจริง กฎ ค่าใช้จ่าย หรือตัวเลือกที่ตัดออกแล้วมาพิจารณา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ leave someone with: The road is closed, so that ____ one route to the park.

ดูคำตอบ

leaves us with

If each group gives a consistent answer, วลี

3:22

หากแต่ละกลุ่มให้คำตอบที่สอดคล้องกัน

วลี

gives a consistent answer: ให้คำตอบที่ไม่ขัดแย้งกัน

กลุ่มคำ give an answer หมายถึงการให้คำตอบ ส่วน a consistent answer คือคำตอบที่สอดคล้องกับข้อมูลก่อนหน้าหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องและไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่สำคัญ ในประโยคนี้ สิ่งที่ตรวจสอบคือคำตอบของแต่ละกลุ่มยังสอดคล้องกับคำตอบหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ consistent ในที่นี้หมายถึงเข้ากันได้หรือคงที่เมื่อเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการตอบต่อเนื่องเป็นเวลานานเพียงอย่างเดียว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าคำตอบครั้งที่สองของพยานไม่ขัดแย้งกับครั้งแรก แต่สามารถใช้ถ้อยคำต่างกันหรือเพิ่มรายละเอียดที่ยังสอดคล้องกันได้

  1. The witness gave exactly the same answer word for word in the second interview.
  2. The witness kept answering throughout the second interview.
  3. The witness gave a consistent answer in the second interview.
ดูคำตอบ

The witness gave a consistent answer in the second interview.

either everyone is telling the truth ไวยากรณ์

3:24

ไม่ทุกคนก็กำลังพูดความจริง

or the two possessed students

3:26

หรือไม่นักศึกษาที่ถูกสิงทั้งสองคน

are paired together.

3:28

ก็ถูกจับคู่อยู่ด้วยกัน

ไวยากรณ์

either everyone ... or the two possessed students ...: คำอธิบายที่เป็นไปได้สองแบบ

either A or B ใช้เสนอ A และ B เป็นความเป็นไปได้ทางเลือกสองอย่าง ในประโยคนี้ คำตอบที่สอดคล้องกันอาจอธิบายได้สองแบบ คือ ทุกคนพูดความจริง หรือนักเรียนสองคนที่ถูกสิงถูกจัดให้อยู่กลุ่มเดียวกัน ประโยคนี้กำลังเสนอทางเลือกสองอย่างให้พิจารณา ไม่ได้ยืนยันว่าทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งสองฝั่งเป็นอนุประโยคสมบูรณ์ที่มีโครงสร้างขนานกัน ได้แก่ everyone is telling the truth และ the two possessed students are paired together ส่วน paired together อธิบายผลของการจัดกลุ่มว่าทั้งสองคนอยู่กลุ่มเดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย either ... or เพื่อเสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้สองอย่าง: ____ the package went to the wrong address, ____ it was never shipped.

ดูคำตอบ

Either · or

In either case, ลำดับความ

3:29

ไม่ว่าในกรณีใด

ignore the duo. การใช้คำ

3:30

ก็แค่เพิกเฉยกลุ่มสองคนนั้นไป

ลำดับความ

In either case: รวมสองความเป็นไปได้สู่ผลลัพธ์เดียว

In either case ย้อนกลับไปกล่าวถึงความเป็นไปได้สองอย่างในประโยคก่อนหน้า หมายความว่าไม่ว่าความเป็นไปได้ใดจะเป็นจริง คำสั่งถัดไปก็เหมือนกัน คือให้ไม่นับคนคู่นั้น ในฐานะวลีที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูล วลีนี้ปิดการให้เหตุผลสองทางแล้วนำทั้งสองทางกลับมาสู่การกระทำเดียวกัน เมื่ออยู่ต้นประโยค วลีนี้จะครอบคลุมคำสั่งทั้งหมดที่ตามมา

แบบฝึกหัด

รายงานระบุว่า “The delay may be caused by traffic or by a mechanical problem.” ประโยคใดแสดงได้ดีที่สุดว่าขั้นตอนถัดไปเหมือนกันสำหรับความเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง

  1. On the other hand, we will notify the passengers.
  2. In either case, we will notify the passengers.
  3. In the first case, we will notify the passengers.
ดูคำตอบ

In either case, we will notify the passengers.

การใช้คำ

ignore the duo: duo หมายถึงกลุ่มสองคน

duo คือกลุ่มที่มีคนสองคนพอดี ซึ่งถูกนำเสนอหรือทำสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน ใน the duo คำนำหน้านาม the ชี้ว่าเป็นกลุ่มสองคนที่ระบุไว้แล้วว่าเป็นใคร ในที่นี้ ignore the duo หมายถึงให้ตัดสองคนนั้นออกจากขั้นตอนถัดไปของการให้เหตุผล ไม่ได้หมายถึงให้มองข้ามกลุ่มที่มีสมาชิกกี่คนก็ได้

แบบฝึกหัด

the duo ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. กลุ่มที่มีคนสองคนพอดี
  2. กลุ่มที่มีคนสามคนพอดี
  3. กลุ่มที่มีสมาชิกกี่คนก็ได้
ดูคำตอบ

กลุ่มที่มีคนสองคนพอดี

If there's only one group arguing,

3:32

หากมีเพียงกลุ่มเดียวที่กำลังโต้เถียงกัน

both others must be telling the truth. ไวยากรณ์

3:34

อีกสองกลุ่มก็ต้องกำลังพูดความจริง

ไวยากรณ์

must be telling the truth: การคาดคะเนอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับปัจจุบัน

ใน must be telling the truth คำว่า must แสดงข้อสรุปเชิงเหตุผลที่หนักแน่นจากเงื่อนไขในอนุประโยค if ไม่ใช่คำสั่ง ผู้พูดสรุปว่าอีกสองกลุ่มต้องกำลังพูดความจริงอย่างแน่นอน โครงสร้าง must be + คำกริยา-ing ใช้คาดคะเนอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับสถานการณ์ปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

ใช้ must be + คำกริยา-ing กับคำกริยา sleep เพื่อเติมการคาดคะเนอย่างหนักแน่นให้สมบูรณ์: The baby is quiet and her eyes are closed. She ____.

ดูคำตอบ

must be sleeping

And if there are two conflicts, การใช้คำ

3:36

และหากมีสองความขัดแย้ง

การใช้คำ

two conflicts: ข้อขัดแย้งสองจุดในข้อมูล

ในที่นี้ two conflicts หมายถึงกรณีแยกกันสองจุดที่รายงานหรือคำบอกเล่าไม่ตรงกัน คำว่า conflict ใช้กับข้อมูลที่ขัดแย้งกันได้ ไม่ได้หมายถึงสงครามหรือการต่อสู้ทางร่างกายเท่านั้น เมื่อพบ conflict ในบริบทของการใช้เหตุผลหรือหลักฐาน ให้ดูว่าข้อความใดไม่สามารถเป็นจริงพร้อมกันได้ ในที่นี้เป็นคำนามนับได้ ดังนั้นหลัง two จึงต้องใช้รูปพหูพจน์ conflicts

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The two witness reports contain two conflicts,” two conflicts หมายถึงอะไร

  1. รายงานสองฉบับที่ไม่เคยถูกเขียน
  2. การต่อสู้ทางร่างกายสองครั้งระหว่างพยาน
  3. จุดสองจุดที่รายงานไม่ตรงกัน
ดูคำตอบ

จุดสองจุดที่รายงานไม่ตรงกัน

then the possessed students

3:38

นักศึกษาที่ถูกสิง

are in separate groups

3:39

ก็จะอยู่ในกลุ่มที่แยกจากกัน

and you can safely trust the majority การใช้คำ

3:41

และคุณสามารถเชื่อใจเสียงข้างมากได้อย่างปลอดภัย

in both trios,

3:43

ในทั้งสองกลุ่มสามคน

การใช้คำ

can safely trust the majority: เชื่อคนมากกว่าครึ่งได้อย่างมั่นใจ

ในประโยคนี้ can safely trust the majority หมายความว่ามีเหตุผลที่หนักแน่นให้เชื่อความคิดเห็นของคนมากกว่าครึ่งในกลุ่มสามคนแต่ละกลุ่ม คำว่า safely บอกถึงความมั่นใจในข้อสรุป ไม่ได้หมายถึงความปลอดภัยจากอันตรายทางร่างกาย the majority หมายถึงคนมากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่ม ในกลุ่มสามคนจึงหมายถึงอย่างน้อยสองคน ไม่ได้หมายถึงทุกคน

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้ can safely trust the majority ในประโยคนี้: “Most classmates guessed that whales are fish, so we can safely trust the majority.”

  1. ใช้สำนวนนี้ได้อย่างเหมาะสม
  2. ใช้สำนวนนี้ไม่เหมาะสม
ดูคำตอบ

ใช้สำนวนนี้ไม่เหมาะสม

since at least two people ไวยากรณ์

3:44

เนื่องจากอย่างน้อยสองคน

in each will be truthful.

3:45

ในแต่ละกลุ่มจะพูดความจริง

ไวยากรณ์

since at least two people in each: เหตุผลและจำนวนขั้นต่ำในแต่ละกลุ่ม

ในที่นี้ since ใช้นำเสนอเหตุผลและมีความหมายเหมือน because ไม่ได้หมายถึง “ตั้งแต่ช่วงเวลาหนึ่งในอดีต” at least two หมายถึงสองคนขึ้นไป ส่วน in each ทำให้จำนวนขั้นต่ำนี้ใช้แยกกับทุกกลุ่มที่เข้าใจได้จากบริบท ดังนั้นทุกกลุ่มจึงมีคนพูดความจริงอย่างน้อยสองคน ไม่ได้หมายความว่าทุกกลุ่มรวมกันมีเพียงสองคน

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไรในบริบทนี้

  1. ประโยคนี้บอกว่าทุกกลุ่มรวมกันมีคนพูดความจริงสองคนพอดี
  2. ประโยคนี้ให้เหตุผลว่าแต่ละกลุ่มมีคนพูดความจริงสองคนขึ้นไป
  3. ประโยคนี้บอกว่าแต่ละกลุ่มมีคนพูดความจริงไม่เกินสองคน
ดูคำตอบ

ประโยคนี้ให้เหตุผลว่าแต่ละกลุ่มมีคนพูดความจริงสองคนขึ้นไป

The temple collapses behind you

3:48

วิหารพังทลายลงข้างหลังคุณ

as greenish vapors escape

3:49

ขณะที่ไอสีเขียวลอยหนี

from two of the students.

3:51

ออกมาจากนักศึกษาสองคน

You're all safe and free from the curse. วลี

3:52

พวกคุณทุกคนปลอดภัยและเป็นอิสระจากคำสาปแล้ว

วลี

safe and free from the curse: ผลลัพธ์สองสถานะที่เชื่อมกัน

safe and free from the curse ใช้ and เชื่อมผลลัพธ์สองสถานะ คือทุกคนปลอดภัย และคำสาปไม่ได้ควบคุมหรือส่งผลต่อพวกเขาอีกต่อไป ในโครงสร้าง be free from + คำนาม คำว่า free หมายถึงไม่ถูกสิ่งนั้นส่งผลกระทบ สร้างภาระ หรือจำกัด ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ไม่เสียเงิน”

แบบฝึกหัด

safe and free from the curse ในประโยคเดิมหมายถึงอะไร

  1. ทุกคนปลอดภัยและไม่ได้รับผลจากคำสาปอีกต่อไป
  2. สามารถรับคำสาปได้โดยไม่เสียเงิน
  3. ตอนนี้ทุกคนปลอดภัย แต่ยังถูกคำสาปควบคุมอยู่
ดูคำตอบ

ทุกคนปลอดภัยและไม่ได้รับผลจากคำสาปอีกต่อไป

After that ordeal, ลำดับความ

3:55

หลังจากการทดสอบอันแสนสาหัสครั้งนั้น

you tell your group they all deserve

3:56

คุณบอกกับกลุ่มของคุณว่าทุกคนสมควรได้รับ

a vacation

3:58

การพักร้อน

ลำดับความ

After that ordeal: พาเรื่องไปสู่ช่วงหลังเหตุการณ์

After that ordeal เป็นวลีเชื่อมที่ย้อนกลับไปกล่าวถึงประสบการณ์ยากลำบากซึ่งเพิ่งเล่ามา แล้วพาเรื่องไปสู่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น การเรียกประสบการณ์นั้นว่า an ordeal ยังเป็นการประเมินว่ามันเจ็บปวด น่ากลัว หรือทำให้หมดแรง ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทั่วไป ดังนั้นวลีนี้จึงบอกทั้งลำดับเวลาและมุมมองของผู้พูดต่อประสบการณ์ก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

ครอบครัวหนึ่งเพิ่งไปถึงที่ปลอดภัยหลังติดอยู่ท่ามกลางพายุรุนแรง ประโยคใดพาเรื่องไปสู่ปฏิกิริยาของพวกเขาหลังเหตุการณ์ได้ดีที่สุด

  1. During the storm, everyone searched for a safe place.
  2. After that ordeal, everyone hugged each other in relief.
  3. Before the storm arrived, everyone checked the windows.
ดูคำตอบ

After that ordeal, everyone hugged each other in relief.

and you just happen to have น้ำเสียง/เจตนา

3:59

และคุณก็บังเอิญมี

another expedition coming up.

4:00

การสำรวจอีกครั้งรออยู่พอดี

น้ำเสียง/เจตนา

just happen to have ... coming up: นำเสนอแผนว่าเป็นความบังเอิญที่เหมาะเจาะ

Just happen to have นำเสนอการมีหรือมีบางสิ่งพร้อมใช้งานว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ส่วน Have another expedition coming up หมายความว่ามีการเดินทางสำรวจอีกครั้งที่คาดไว้หรือกำหนดไว้แล้วในอนาคตอันใกล้ ในบริบทนี้ ความบังเอิญดูพอดีเกินไปอย่างน่าสงสัย เพราะทันทีที่แนะนำให้ไปพักร้อน ผู้พูดก็กล่าวถึงการสำรวจครั้งใหม่ ถ้อยคำนี้ทำให้การชักชวนโดยตรงฟังดูเหมือนถูกพูดขึ้นมาโดยบังเอิญอย่างขบขัน

แบบฝึกหัด

“We just happen to have an art show coming up” มีความหมายที่เป็นธรรมชาติที่สุดว่าอย่างไร

  1. ผู้พูดเป็นเจ้าของนิทรรศการศิลปะที่กำลังเคลื่อนขึ้นด้านบน
  2. มีนิทรรศการศิลปะกำหนดไว้ในเร็ว ๆ นี้ และผู้พูดนำเสนอเรื่องนี้ว่าเป็นความบังเอิญที่เหมาะเจาะ
  3. นิทรรศการศิลปะเริ่มขึ้นโดยบังเอิญและกำลังจัดอยู่ในขณะนี้
ดูคำตอบ

มีนิทรรศการศิลปะกำหนดไว้ในเร็ว ๆ นี้ และผู้พูดนำเสนอเรื่องนี้ว่าเป็นความบังเอิญที่เหมาะเจาะ