วิธีการได้สิ่งที่คุณต้องการเป็นภาษาอังกฤษ - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
329 คำ 216 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทสนทนาในที่ทำงานเกี่ยวกับการเดินทางไปปารีสนำเสนอรูปแบบสำคัญสองแบบของ get ได้แก่ การได้รับโอกาสที่ต้องการ และการโน้มน้าวให้อีกคนทำบางอย่าง ช่วงท้ายยังนำรูปแบบที่สองมาใช้เป็นคำขออย่างสุภาพด้วย ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. get to go — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า get to + คำกริยา หมายถึงการได้รับโอกาสให้ทำสิ่งที่ต้องการ และมักสื่อความรู้สึกเชิงบวก ดีใจ หรือซาบซึ้งต่อโอกาสนั้น สามารถใช้พูดถึงโอกาสในปัจจุบัน และเปลี่ยนรูป get เพื่อกล่าวถึงประสบการณ์ด้านงาน การเดินทาง งานแสดง หรือเหตุการณ์อื่นในอดีตและอนาคตได้อย่างเป็นธรรมชาติ 2. got my boss to agree. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตว่า get + บุคคล + to-infinitive แสดงว่าผู้พูดโน้มน้าวหรือทำให้อีกคนลงมือทำสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จ แยกโครงสร้างนี้ออกจาก get to + คำกริยา เพื่อไม่ให้สับสนระหว่างคนที่ได้รับโอกาสกับคนที่มีอิทธิพลให้อีกฝ่ายทำบางอย่าง 3. can I get you to subscribe — วัจนปฏิบัติศาสตร์และท่าทีในการสนทนา: เห็นว่ารูปแบบ get + บุคคล + to-infinitive เดียวกันใช้ขอให้อีกฝ่ายทำบางอย่างได้ ไม่ได้มีไว้รายงานผลของการโน้มน้าวเท่านั้น ใช้ Can I get you to…? เพื่อกล่าวคำขอแบบอ้อมกว่า เป็นกันเองกว่า และไม่ตรงเหมือนการใช้ประโยคคำสั่ง

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Listen to this conversation.

0:00

ลองฟังบทสนทนานี้ดูนะคะ

There's one word that you're going to hear a lot. ลำดับความ

0:01

มีคำหนึ่งที่คุณจะได้ยินบ่อยมาก

ลำดับความ

There's one word...: การกำหนดเป้าหมายในการฟัง

ประโยคนี้กำหนดเป้าหมายในการฟังก่อนเริ่มกิจกรรม ผู้พูดบอกให้ผู้ฟังตั้งใจสังเกตคำหนึ่งเป็นพิเศษ เพราะคำนั้นจะปรากฏหลายครั้ง ประโยคเริ่มด้วย There's one word เพื่อบอกเป้าหมายที่ต้องฟัง จากนั้นส่วน that you're going to hear a lot อธิบายว่าทำไมคำนั้นจึงสำคัญ ในที่นี้ a lot หมายถึง “หลายครั้ง” ไม่ใช่ “เสียงดังมาก”

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้มีหน้าที่หลักอย่างไรก่อนเริ่มกิจกรรมการฟัง

  1. บอกว่าผู้พูดรู้จักคำเพียงคำเดียว
  2. ชี้นำให้ผู้ฟังสังเกตคำหนึ่งที่จะปรากฏหลายครั้ง
  3. ขอให้ผู้ฟังจำทุกประโยค
ดูคำตอบ

ชี้นำให้ผู้ฟังสังเกตคำหนึ่งที่จะปรากฏหลายครั้ง

Can you spot it? การใช้คำ

0:03

คุณพอจะจับได้ไหมคะว่าคือคำไหน?

การใช้คำ

spot it?: การสังเกตและระบุเป้าหมาย

ในที่นี้ spot เป็นคำกริยาที่หมายถึง “สังเกตและระบุสิ่งที่อาจมองข้ามได้ง่าย” ใช้ได้ทั้งกับสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่ได้ยิน ในคำถามนี้ it หมายถึงคำที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้และจะได้ยินซ้ำ Can you spot it? ถามว่าผู้ฟังสามารถแยกเป้าหมายออกจากข้อมูลรอบ ๆ ได้หรือไม่ ความหมายจึงมากกว่าแค่บังเอิญมองเห็นหรือได้ยิน

แบบฝึกหัด

ในประโยค Listen again and see if you can spot the repeated sound. คำว่า spot หมายถึงอะไร

  1. บันทึกเสียงที่ดังซ้ำ
  2. สังเกตและระบุเสียงที่ดังซ้ำ
  3. ทำให้ทุกเสียงดังขึ้น
ดูคำตอบ

สังเกตและระบุเสียงที่ดังซ้ำ

So, you know how I told you that น้ำเสียง/เจตนา

0:05

คือว่า คุณจำที่ฉันเคยบอกได้ไหมว่า

this month I've been doing loads of overtime วลี

0:06

เดือนนี้ฉันทำงานล่วงเวลาเยอะมาก

วลี

doing loads of overtime: ทำงานล่วงเวลาเยอะมาก

Do overtime เป็นคำที่ใช้คู่กันอย่างเป็นธรรมชาติ หมายถึงทำงานเพิ่มนอกเวลาทำงานปกติ Loads of เป็นวิธีพูดแบบไม่เป็นทางการว่า “จำนวนมาก” ดังนั้น doing loads of overtime จึงหมายถึงทำงานล่วงเวลาหลายชั่วโมง Overtime ในความหมายนี้โดยปกติเป็นคำนามนับไม่ได้ จึงวางหลังวลีบอกปริมาณอย่าง loads of หรือ a lot of ได้โดยไม่เติมรูปพหูพจน์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดว่าช่วงนี้ใครคนหนึ่งทำงานล่วงเวลาเยอะมาก

  1. I've been doing many overtime lately.
  2. I've been making many overtimes lately.
  3. I've been doing loads of overtime lately.
ดูคำตอบ

I've been doing loads of overtime lately.

and working on that project.

0:08

และกำลังทำโปรเจกต์นั้นอยู่

น้ำเสียง/เจตนา

you know how + อนุประโยค: ทวนข้อมูลพื้นหลังที่รู้ร่วมกัน

ในประโยคนี้ you know how ใช้เกริ่นเรื่องที่ผู้ฟังเคยได้ยินแล้ว นั่นคือเรื่องที่ผู้พูดทำงานล่วงเวลาและทำโปรเจกต์อยู่ในช่วงนี้ ความหมายใกล้เคียงกับ “จำได้ไหมว่า...” ไม่ได้ถามว่าผู้ฟังรู้วิธีทำบางอย่างหรือไม่ รูปแบบภาษาพูดนี้นำข้อมูลเดิมกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เพื่อให้ผู้พูดบอกข้อมูลใหม่ต่อได้ ในที่นี้ how ตามด้วยอนุประโยคสมบูรณ์ที่บอกข้อมูลพื้นหลังซึ่งทั้งสองฝ่ายรู้อยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ทวนข้อมูลพื้นหลังที่รู้ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติก่อนบอกข้อมูลใหม่

  1. Do you know how to apply for that course?
  2. You know how I said I was applying for that course? I got in.
  3. Did you know that the course starts on Monday?
ดูคำตอบ

You know how I said I was applying for that course? I got in.

It's finally paid off because I got my boss to agree. กริยาวลี

0:10

ในที่สุดมันก็คุ้มค่า เพราะฉันทำให้เจ้านายตกลงได้แล้ว

กริยาวลี

paid off: เมื่อความพยายามให้ผลลัพธ์ที่ดี

ใน It's finally paid off คำว่า It's ย่อมาจาก It has สรรพนาม it ย้อนถึงงานหรือความพยายามก่อนหน้านี้ ส่วน paid off หมายถึงความพยายามนั้นให้ผลลัพธ์ที่ดีในที่สุด คำว่า finally แสดงว่าผู้พูดต้องรอผลนี้อยู่ระยะหนึ่ง Pay off ยังอาจหมายถึงชำระหนี้ทั้งหมด เช่น pay off a loan แต่ในที่นี้ผลลัพธ์คือการทำให้หัวหน้ายอมตกลง จึงหมายถึงความพยายามที่ได้ผล

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ pay off: After weeks of practice, our hard work ____ when we won the match.

ดูคำตอบ

paid off

No way. น้ำเสียง/เจตนา

0:12

ไม่มีทาง

น้ำเสียง/เจตนา

No way.: คำตอบที่แสดงความประหลาดใจ

ในที่นี้ No way. เป็นคำโต้ตอบแบบไม่เป็นทางการเมื่อได้ยินข่าวที่คาดไม่ถึง มีความหมายประมาณว่า “จริงเหรอ?” หรือ “ไม่อยากเชื่อเลย!” และแสดงความประหลาดใจอย่างมาก ไม่ได้พูดถึงถนนหรือเส้นทาง หน้าที่ของคำนี้ขึ้นอยู่กับบริบท เมื่อพูดหลังข่าวที่น่าประหลาดใจ จะแสดงความไม่อยากเชื่อหรือความตื่นเต้น แต่ถ้าใช้ตอบคำขอหรือข้อเสนอ คำเดียวกันอาจหมายถึงการปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า “ไม่มีทาง”

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “I won two free tickets!” แล้วคุณตอบว่า “No way!” คำตอบของคุณน่าจะหมายความว่าอะไร?

  1. คุณประหลาดใจกับข่าวนี้มาก
  2. คุณไม่ยอมให้เพื่อนรับตั๋วไป
  3. คุณหาเส้นทางไม่เจอ
ดูคำตอบ

คุณประหลาดใจกับข่าวนี้มาก

You get to go to Paris? น้ำเสียง/เจตนา

0:13

คุณจะได้ไปปารีสเหรอ?

น้ำเสียง/เจตนา

You get to go to Paris?: การยืนยันอย่างประหลาดใจด้วยลำดับคำแบบบอกเล่า

ประโยคนี้ยังคงลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: You get to go to Paris. เครื่องหมายคำถามและทำนองเสียงแบบคำถามทำให้กลายเป็นคำถามที่ทวนสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ผู้พูดกำลังตรวจสอบข่าวที่น่าประหลาดใจ ไม่ได้ถามข้อมูลอย่างเป็นกลางเป็นครั้งแรก ในที่นี้ get to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “มีโอกาสได้ทำบางสิ่ง” ดังนั้น get to go ยังสื่อว่าการได้ไปปารีสเป็นโอกาสพิเศษหรือน่ายินดีด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดยืนยันด้วยความประหลาดใจได้เป็นธรรมชาติที่สุดว่าใครคนหนึ่งมีโอกาสได้พบผู้เขียน

  1. You get to meet the author?
  2. You have to meet the author?
  3. Do you get to meet the author?
ดูคำตอบ

You get to meet the author?

Yeah, I get to go to Paris.

0:15

ใช่ ฉันจะได้ไปปารีส

And I'm hoping that if I have time, ไวยากรณ์

0:17

และฉันหวังว่าถ้าพอมีเวลา

I'll get to visit loads of great museums,

0:18

ฉันจะได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ดีๆ หลายแห่ง

ไวยากรณ์

if I have time, I'll get to visit: เงื่อนไขกับโอกาส

if I have time แสดงเงื่อนไขที่เป็นไปได้จริงแต่ยังไม่แน่นอน สำหรับสถานการณ์ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นเช่นนี้ ภาษาอังกฤษใช้ present simple ในอนุประโยค if และใช้ will ในอนุประโยคผลลัพธ์ โดยมีโครงสร้าง if + present, will + get to + กริยารูปพื้นฐาน ใน I'll get to visit โครงสร้าง get to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “มีโอกาสได้ทำบางสิ่ง” ผู้พูดหวังว่าการมีเวลาเพียงพอจะทำให้มีโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ get to ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ไปถึง”

แบบฝึกหัด

เติม will get to ลงในช่องว่างเพื่อแสดงโอกาสในอนาคตหลังจากเงื่อนไขเป็นจริง: If I finish my work early, I ____ join the workshop.

ดูคำตอบ

will get to

and I might even get to go up the Eiffel Tower. โน้ต

0:20

และอาจจะได้ขึ้นหอไอเฟลด้วย

ไวยากรณ์

might even get to: โอกาสพิเศษที่น่าตื่นเต้นแต่ยังไม่แน่นอน

might แสดงว่าสิ่งหนึ่งมีโอกาสเกิดขึ้น แต่ไม่แน่นอน ส่วน get to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “ได้มีโอกาสทำบางอย่าง” ดังนั้น might get to จึงหมายถึง “อาจได้มีโอกาสทำ” even เน้นว่าโอกาสนี้เป็นความเป็นไปได้ที่เพิ่มขึ้นมาหรือน่าประหลาดใจ ลำดับตามธรรมชาติคือ might + even + get to + กริยารูปพื้นฐาน เช่น might even get to visit

แบบฝึกหัด

ใช้ might, even และ get to ตามลำดับที่เป็นธรรมชาติเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: We ____ meet the author after the show.

ดูคำตอบ

might even get to

วลี

go up the Eiffel Tower: ขึ้นไปยังระดับที่สูงกว่า

ในที่นี้ go up หมายถึงการเคลื่อนจากส่วนที่ต่ำกว่าของหอไอเฟลไปยังส่วนที่สูงกว่า ผู้เข้าชมอาจใช้ลิฟต์หรือบันได จึงไม่ได้หมายถึงการปีนด้านนอกของหอ เรายังใช้ go up กับ stairs, a hill หรือ a tall building ได้เมื่อใจความสำคัญคือการเคลื่อนไปยังระดับที่สูงกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างชัดเจนว่าผู้เข้าชมเคลื่อนไปยังส่วนที่สูงกว่าของหอ?

  1. The visitors went up the tower to the viewing platform.
  2. The visitors walked past the tower on their way home.
  3. The visitors went to the tower and waited outside.
ดูคำตอบ

The visitors went up the tower to the viewing platform.

No way.

0:21

ไม่มีทาง

I never get to go anywhere for work. ไวยากรณ์

0:22

ฉันไม่เคยได้ไปไหนเพราะเรื่องงานเลย

ไวยากรณ์

never get to go anywhere: ไม่เคยมีโอกาสไปไหนเลย

never get to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “ไม่เคยมีโอกาสทำบางอย่างเลย” ในประโยคนี้ งานของผู้พูดไม่เคยเปิดโอกาสให้เดินทางไปที่ไหนเลย วลีนี้อาจสื่อถึงความผิดหวัง ความอิจฉา หรือการบ่นเล็กน้อย get to go หมายถึงมีโอกาสได้ไป ไม่ได้หมายถึงเดินทางไปถึงสถานที่หนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่างานไม่เคยเปิดโอกาสให้ผู้พูดเดินทางเลย?

  1. I never travel to get work.
  2. I never get to travel for work.
  3. I get to travel for work sometimes.
ดูคำตอบ

I never get to travel for work.

Yeah, I know.

0:24

ใช่ ฉันรู้

But anyway, ลำดับความ

0:26

แต่ยังไงก็ตาม

ลำดับความ

But anyway: สัญญาณว่ากำลังกลับเข้าสู่ประเด็นหลัก

วลี But anyway เป็นคำเชื่อมในการพูด But บอกว่ากำลังเปลี่ยนทิศทาง และ anyway ใช้จบความคิดเห็นนอกเรื่องหรือช่วงแทรกสั้น ๆ เพื่อให้ผู้พูดกลับเข้าประเด็นหลักหรือเล่าเรื่องต่อ ในที่นี้ anyway ช่วยจัดลำดับบทสนทนา ไม่ได้หมายถึง “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เมื่อได้ยินวลีนี้ ให้คาดว่าเรื่องหลักกำลังจะดำเนินต่อ

แบบฝึกหัด

ในบทสนทนา But anyway ในการใช้นี้มักส่งสัญญาณว่าอะไร?

  1. ผู้พูดกำลังกำหนดเงื่อนไขที่ต้องทำให้สำเร็จ
  2. ผู้พูดกำลังจบบทสนทนาทั้งหมดทันที
  3. ผู้พูดกำลังจบความคิดเห็นนอกเรื่องสั้น ๆ และกลับเข้าสู่ประเด็นหลัก
ดูคำตอบ

ผู้พูดกำลังจบความคิดเห็นนอกเรื่องสั้น ๆ และกลับเข้าสู่ประเด็นหลัก

I might even manage to get them ไวยากรณ์

0:27

ฉันอาจจะจัดการให้พวกเขา

to book the Ritz for me to stay at. โน้ต

0:28

จองโรงแรมเดอะริทซ์ให้ฉันพักได้นะ

ไวยากรณ์

manage to get them to book: การรวม manage to do กับ get someone to do

manage to do หมายถึง “ทำสิ่งที่อาจยากได้สำเร็จ” ส่วน get someone to do หมายถึง “ชักชวนหรือจัดการให้ใครทำบางอย่าง” โครงสร้างทั้งสองซ้อนกันเป็น manage to [get them to [book the Ritz]] ในที่นี้ them หมายถึงคนที่จะเป็นผู้จอง เนื่องจากผู้พูดใช้ might manage การจองจึงยังเป็นเพียงความเป็นไปได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ manage to [get someone to do]: After several emails, we ____ the supplier ____ replace the damaged chairs.

ดูคำตอบ

managed to get · to

วัฒนธรรม

the Ritz: ชื่อโรงแรมที่เชื่อมโยงกับความหรูหรา

ในที่นี้ the Ritz เป็นชื่อโรงแรมหรูที่มีชื่อเสียง ข้อมูลสำคัญคือชื่อนี้เชื่อมโยงอย่างมากกับห้องพักราคาแพงและบริการระดับสูง ดังนั้นการพักที่ the Ritz จึงฟังดูเป็นประสบการณ์พิเศษ ไม่ใช่แค่การหาที่นอนธรรมดา ในชื่อโรงแรมนี้ ภาษาอังกฤษมักคงคำนำหน้านาม the ไว้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ the Ritz สื่อถึงอะไรเป็นหลัก

  1. ตั๋วรถไฟชนิดหนึ่ง
  2. อาคารสำนักงานธรรมดา
  3. โรงแรมหรูที่มีชื่อเสียงและมีบริการระดับสูง
ดูคำตอบ

โรงแรมหรูที่มีชื่อเสียงและมีบริการระดับสูง

ไวยากรณ์

for me to stay at: ระบุผู้เข้าพักและคง at ไว้ท้ายวลี

ใน for me to stay at คำว่า for me ระบุว่า me หรือ “ฉัน” เป็นคนที่จะเข้าพัก โครงสร้าง for + คน + to + คำกริยา ใช้บอกได้ว่าใครเป็นผู้ทำกริยานั้น สถานที่คือ the Ritz ภาษาอังกฤษใช้ stay at a hotel ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงโรงแรมไว้ก่อนแล้ว at จึงยังคงอยู่ท้ายวลี: the Ritz for me to stay at อย่าเติม it หลัง at เพราะ the Ritz ทำหน้าที่เป็นสถานที่อยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ for + คน + to stay at เพื่อกล่าวถึงโรงแรมได้ถูกต้อง

  1. We need to find a hotel for our guests to stay at.
  2. We need to find a hotel for our guests stay at.
  3. We need to find a hotel for our guests to stay at it.
ดูคำตอบ

We need to find a hotel for our guests to stay at.

Oh, I'm so happy for you. น้ำเสียง/เจตนา

0:30

โอ้ ฉันดีใจด้วยจริงๆ

น้ำเสียง/เจตนา

I'm so happy for you: ร่วมยินดีกับความสุขของอีกฝ่าย

I'm so happy for you เป็นคำพูดอบอุ่นที่ใช้บอกว่าเราดีใจเพราะอีกฝ่ายพบเรื่องดี ๆ happy for someone หมายถึงการร่วมยินดีกับคนนั้น ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เรามีความสุข ใช้เป็นคำตอบที่แสดงการสนับสนุนเมื่อได้ยินข่าวดี เช่น การได้รับรางวัล ได้รับโอกาสดี ๆ หรือทำเป้าหมายสำเร็จ

แบบฝึกหัด

เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าเธอได้งานในฝัน เติมคำตอบให้สมบูรณ์: That's wonderful—I'm so happy ____ you.

ดูคำตอบ

for

Did you spot the word that came up many times? กริยาวลี

0:37

คุณจับคำที่โผล่มาหลายครั้งได้ไหมคะ?

กริยาวลี

came up: มีการกล่าวถึงคำหนึ่ง

ในที่นี้ came up หมายถึง “ปรากฏในการสนทนา” หรือ “ถูกกล่าวถึง” และเป็นรูปอดีตของ come up ประธานคือ the word: the word came up many times โครงสร้างนี้ทำให้หัวข้อเป็นประธานของประโยคได้โดยไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนกล่าวถึง ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ come up เพื่อให้หมายถึง “ถูกกล่าวถึง”: During the meeting, her name ____ several times.

ดูคำตอบ

came up

It was get.

0:39

มันคือคำว่า get ค่ะ

Get has many meanings,

0:41

Get มีความหมายมากมาย

but in this context, วลี

0:42

แต่ในบริบทนี้

วลี

in this context: จำกัดความหมายไว้ที่สถานการณ์ปัจจุบัน

in this context หมายถึง “ในประโยค บทสนทนา หรือสถานการณ์เฉพาะนี้” ในที่นี้วลีดังกล่าวบอกว่าคำอธิบายถัดไปพูดถึงความหมายของ get ในตัวอย่างปัจจุบัน ใช้วลีนี้เพื่อแสดงว่าข้อความหนึ่งใช้ได้เฉพาะในบริบทนี้ คำหนึ่งอาจมีความหมายอื่นในบริบทอื่น ดังนั้น in this context จึงไม่ได้บอกความหมายทั้งหมดที่มีในพจนานุกรม

แบบฝึกหัด

ใช้ in this context เพื่อจำกัดความหมายให้อยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน: The word 'pitch' has several meanings, but ____, it means the playing field.

ดูคำตอบ

in this context

it's used to describe achieving something

0:43

มันถูกใช้เพื่ออธิบายถึงการทำบางสิ่งให้สำเร็จ

that you wanted.

0:45

ในสิ่งที่คุณต้องการค่ะ

You can use this just with one person,

0:46

คุณสามารถใช้คำนี้กับคนเพียงคนเดียว

or you can have a second person involved as well.

0:49

หรือจะให้มีคนที่สองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ค่ะ

So, if it's just for one person,

0:51

ดังนั้น ถ้าเป็นแค่คนๆ เดียว

we just use the verb get

0:53

เราก็แค่ใช้คำกริยา get

and then the infinitive. การใช้คำ

0:55

แล้วตามด้วยกริยาช่อง 1 (infinitive) ค่ะ

การใช้คำ

the infinitive: รูป to + กริยารูปพื้นฐาน

the infinitive เป็นคำศัพท์ทางไวยากรณ์ ในที่นี้หมายถึง to-infinitive คือ to ตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน เช่น to go หรือ to visit ในโครงสร้าง get + infinitive รูป infinitive จะบอกการกระทำที่ตามหลัง get เช่น get to go และ get to visit คำว่า infinitive ไม่ใช่คำคุณศัพท์ infinite ซึ่งหมายถึง “ไม่มีที่สิ้นสุด”

แบบฝึกหัด

ในประโยค “I get to visit the museum” คำใดเป็น to-infinitive?

  1. visiting
  2. to visit
  3. visited
ดูคำตอบ

to visit

So, for example,

0:56

อย่างเช่น

I get to go to Paris for work. ไวยากรณ์

0:57

ฉันได้ไปปารีสเพราะเรื่องงาน

ไวยากรณ์

get to go: มีโอกาสทำบางอย่าง

get to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “มีโอกาสทำบางอย่าง” หรือ “ได้รับอนุญาตให้ทำ” ดังนั้น get to go จึงหมายถึง “มีโอกาสได้ไป” ไม่ได้หมายถึง “ไปถึงแล้วจึงไป” โครงสร้างนี้มักทำให้การกระทำนั้นฟังดูเป็นเรื่องดี พิเศษ หรือน่ายินดี ในประโยคนี้ แม้จะเป็นการเดินทางเพราะงาน แต่ผู้พูดมองการไปปารีสว่าเป็นโอกาสหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ get to + กริยาในความหมายว่า “มีโอกาสทำบางอย่าง”?

  1. We get to feed the penguins on our class trip.
  2. We have to feed the dog before school.
  3. We get to the zoo at nine.
ดูคำตอบ

We get to feed the penguins on our class trip.

This means that you wanted to go.

1:00

นี่หมายความว่าคุณอยากจะไปค่ะ

You're happy to have the opportunity. วลี

1:02

คุณรู้สึกดีใจที่ได้รับโอกาสนั้น

วลี

have the opportunity: มีโอกาสทำบางสิ่ง

Have the opportunity หมายถึงมีโอกาสทำบางสิ่ง โดยมองว่าโอกาสนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือเป็นประโยชน์ที่คนหนึ่งมีอยู่ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ have the opportunity to + คำกริยารูปพื้นฐาน ในประโยคนี้ ผู้ฟังรู้อยู่แล้วจากบทสนทนาก่อนหน้าว่าเป็นโอกาสทำอะไร จึงจบวลีที่ opportunity ได้

แบบฝึกหัด

ใช้ have the opportunity ในรูปอดีตเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: After months of waiting, I finally ____ speak to the manager.

ดูคำตอบ

had the opportunity to

You could use it in the future.

1:03

คุณสามารถใช้ในรูปอนาคตได้ด้วยนะคะ

Maybe I'll get to visit the Eiffel Tower. ไวยากรณ์

1:05

บางทีฉันอาจจะได้ไปเที่ยวหอไอเฟล

ไวยากรณ์

I'll get to visit: โอกาสที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

I'll get to visit เป็นรูปย่อของ I will get to visit ในที่นี้ get to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงมีโอกาสทำบางสิ่ง และ will วางโอกาสนั้นไว้ในอนาคต Maybe แสดงว่าการไปเยี่ยมชมเป็นเพียงสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่แผนที่ยืนยันแล้ว ในที่นี้ get to ไม่ได้หมายถึงไปถึง และในรูปแบบนี้ to ตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน visit

แบบฝึกหัด

ใช้รูปย่อ I'll รูปแบบ get to และคำกริยา visit เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: Maybe ____ the museum next week.

ดูคำตอบ

I'll get to visit

In the past,

1:07

ในรูปอดีต

last month I got to see my favorite band. ไวยากรณ์

1:08

เดือนที่แล้วฉันได้ไปดูวงดนตรีโปรดของฉัน

ไวยากรณ์

got to see: การได้รับโอกาสในอดีต

ในที่นี้ got เป็นรูปอดีตของ get ในโครงสร้าง get to + คำกริยารูปพื้นฐาน got to see หมายถึงผู้พูดมีโอกาสได้ดูวงดนตรีนั้น และ last month บอกว่าโอกาสนี้เกิดขึ้นในอดีต ในโครงสร้างนี้ got to ไม่ได้สื่อถึงหน้าที่หรือความจำเป็น หลัง to ใช้คำกริยารูปพื้นฐาน เช่น got to see, got to meet, got to try

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างอดีตสามคำที่หมายถึง “มีโอกาสได้พบ”: Because our class won the contest, we ____ the author yesterday.

ดูคำตอบ

got to meet

It can be used in lots of different situations.

1:11

มันสามารถนำไปใช้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้มากมายเลยค่ะ

The second case is when it involves another person. ลำดับความ

1:13

กรณีที่สองคือเมื่อมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

ลำดับความ

The second case: การแนะนำสถานการณ์ที่สอง

The second case เป็นคำบอกทางในคำอธิบาย ช่วยบอกผู้ฟังว่ากล่าวถึงสถานการณ์แรกแล้ว และตอนนี้กำลังเริ่มสถานการณ์ที่สอง ในที่นี้ case หมายถึงสถานการณ์หรือชุดเงื่อนไขหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงคดีความ โครงสร้าง The second case is when ... ใช้บอกเงื่อนไขที่กำหนดสถานการณ์ที่สอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแนะนำสถานการณ์ที่สองในคำอธิบายที่เป็นระบบได้อย่างชัดเจน

  1. The second event happened after lunch.
  2. The case is on the table.
  3. There are two connection problems. The second case is when the device has no internet connection.
ดูคำตอบ

There are two connection problems. The second case is when the device has no internet connection.

And this is about persuading someone

1:16

และนี่คือเกี่ยวกับการโน้มน้าวใจใครบางคน

to do something that you want.

1:18

ให้ทำสิ่งที่คุณต้องการค่ะ

I got my boss to agree. ไวยากรณ์

1:20

ฉันทำให้เจ้านายตกลงได้

ไวยากรณ์

get someone to do something: ทำให้อีกคนลงมือทำ

โครงสร้าง get + person + to + base verb หมายถึง ประธานพูดโน้มน้าว ขอร้อง หรือจัดการให้คนนั้นทำบางอย่าง ในประโยคนี้ my boss เป็นผู้ทำกริยา agree ดังนั้น got ไม่ได้แปลว่า ‘ได้ตัวเจ้านายมา’ Got เป็นรูปอดีตของ get และในที่นี้บอกว่าความพยายามสำเร็จ คือเจ้านายตกลง เมื่อคนอื่นเป็นผู้ทำกริยา ให้วางคนนั้นไว้ระหว่าง get กับ to

แบบฝึกหัด

เติมประโยคที่สองด้วยโครงสร้าง get + person + to + verb: I persuaded Lena to speak to the teacher. I ____.

ดูคำตอบ

got Lena to speak to the teacher

I persuaded my boss to do what I wanted.

1:21

ฉันโน้มน้าวให้เจ้านายทำในสิ่งที่ฉันต้องการค่ะ

You can use it for opportunities,

1:24

คุณสามารถใช้มันกับโอกาสดีๆ ได้

but you can also use it for less exciting things,

1:26

แต่ก็สามารถใช้กับเรื่องที่น่าตื่นเต้นน้อยกว่าได้เช่นกันค่ะ

like

1:29

อย่างเช่น

I got my sister to do the washing up for me. การใช้คำ

1:30

ฉันให้น้องสาวล้างจานให้ฉัน

การใช้คำ

the washing up: การล้างจานในภาษาอังกฤษแบบบริติช

ในภาษาอังกฤษแบบบริติช the washing up หมายถึงงานล้างจาน ถ้วย หม้อ และช้อนส้อมที่ใช้แล้ว วลีที่ใช้บ่อยคือ do the washing up ซึ่งหมายถึงล้างจาน ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวเป็นชื่องานบ้าน ไม่ได้หมายถึงอาบน้ำหรือซักเสื้อผ้า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษแบบบริติชด้วยนามวลีที่เรียนข้างต้น: After breakfast, we did ____.

ดูคำตอบ

the washing up

For more examples on how to use get,

1:32

สำหรับตัวอย่างเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีใช้ get

check out Saq's video. กริยาวลี

1:35

ไปดูในวิดีโอของ Saq ได้เลยค่ะ

กริยาวลี

check out: แนะนำสิ่งที่น่าดู

ในประโยคนี้ check out หมายถึง “ดู ลองไปดู หรือหาข้อมูลเพิ่มเติม” เมื่อมีวิดีโอเป็นกรรม จึงเป็นการแนะนำแบบเป็นกันเองให้อีกฝ่ายไปดูวิดีโอนั้น check out เป็นกริยาวลี คำทั้งสองทำงานร่วมกันเป็นสำนวนเดียว ในที่นี้ out ไม่ได้หมายถึงการออกไปข้างนอก และวลีนี้ก็ไม่ได้หมายถึงการเช็กเอาต์จากโรงแรมหรือการชำระเงินที่ร้านค้า

แบบฝึกหัด

ถ้าต้องการแนะนำช่องวิทยาศาสตร์ให้เพื่อน ประโยคใดเป็นคำแนะนำที่เป็นธรรมชาติ

  1. Check out this science channel.
  2. Check this science channel off the list.
  3. Check in at the science centre.
ดูคำตอบ

Check out this science channel.

So, if you found this video helpful, น้ำเสียง/เจตนา

1:36

ดังนั้น หากคุณพบว่าวิดีโอนี้มีประโยชน์

can I get you to subscribe to our channel? น้ำเสียง/เจตนา

1:38

ฉันขอให้คุณช่วยกดติดตามช่องของเราได้ไหมคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

if you found this video helpful: ตั้งเงื่อนไขให้คำขอฟังดูนุ่มนวลขึ้น

อนุประโยค if you found this video helpful หมายถึง “หากหลังจากดูแล้ว คุณเห็นว่าวิดีโอนี้มีประโยชน์” เป็นโครงสร้าง find + กรรม + คำคุณศัพท์ โดย found แสดงความเห็นของผู้ชมที่มีต่อวิดีโอ ไม่ได้หมายถึงการค้นพบวิดีโอ อนุประโยค if กำหนดเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องให้กับคำขอให้ติดตามช่องที่ตามมา คำขอนี้มุ่งไปยังผู้ที่ได้รับประโยชน์จากวิดีโอเท่านั้น จึงฟังดูมีเหตุผลและไม่ตรงเกินไป รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ If you found X helpful or useful, + คำขอที่เกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ found ในความหมายว่า “เห็นหรือพิจารณาว่าเป็นเช่นนั้น” และกำหนดให้คำขอขึ้นอยู่กับความคิดเห็นนั้น

  1. She found a coin beside the door.
  2. We found the guide under a pile of papers.
  3. If you found the guide useful, send it to a friend.
ดูคำตอบ

If you found the guide useful, send it to a friend.

น้ำเสียง/เจตนา

Can I get you to subscribe: การขอให้อีกฝ่ายลงมือทำอย่างสุภาพ

Can I get you to subscribe ใช้โครงสร้าง get + คน + to + กริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ get หมายถึง “ทำให้หรือโน้มน้าวให้ใครทำบางอย่าง” ไม่ได้แปลว่า “ได้รับ” โดย you คือคนที่จะทำกริยา subscribe ในคำถาม Can I get you to...? ผู้พูดกำลังขอร้อง ไม่ได้เพียงถามถึงความสามารถ ประโยคนี้นุ่มนวลกว่าคำสั่ง Subscribe to our channel! แต่ก็ยังมีน้ำเสียงชักชวนให้อีกฝ่ายลงมือทำ

แบบฝึกหัด

เติมคำขอที่หมายถึง “กรุณาเซ็นแบบฟอร์มก่อนออกไป” โดยใช้ get + person + to + verb: Can I ____ the form before you leave?

ดูคำตอบ

get you to sign