ความมหัศจรรย์ของการเรืองแสงทางชีวภาพ - Leslie Kenna: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
588 คำ 175 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนวิทยาศาสตร์แบบแอนิเมชันนี้อธิบายว่าสิ่งมีชีวิตใช้การเรืองแสงชีวภาพเพื่อหาคู่ ป้องกันตัว และล่าเหยื่ออย่างไร แสงเกิดจากปฏิกิริยาเคมีหรือแบคทีเรียที่พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างไร และเหตุใดแสงที่ไม่ร้อนและใช้ทรัพยากรซึ่งเติมทดแทนได้จึงอาจนำไปสู่เทคโนโลยีที่ใช้งานจริง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. refers to — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เรียนรู้สำนวนทางการสำหรับนิยามศัพท์หรือแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ คุณจะสังเกตได้ว่าสำนวนนี้นำเข้าสู่ความหมายของการเรืองแสงชีวภาพอย่างไร และนำไปใช้ให้นิยามในคำอธิบายเชิงวิชาการได้ชัดเจนกว่าคำกว้าง ๆ ที่เทียบได้กับ “หมายถึง” 2. in the presence of oxygen — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่ใช้ร่วมกัน: เข้าใจว่าสำนวนทางวิทยาศาสตร์แบบเป็นทางการนี้ระบุว่าออกซิเจนเป็นเงื่อนไขจำเป็นของปฏิกิริยาสร้างแสงในหิ่งห้อย อีกทั้งยังเป็นรูปแบบที่แม่นยำสำหรับบรรยายเงื่อนไขในการทดลอง เคมี หรือการแพทย์ 3. you have seen the light. — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: แยกแยะได้ว่าสำนวนนี้หมายถึงการเข้าใจบางสิ่งในที่สุด ไม่ใช่การมองเห็นแสงจริง ๆ ความเชื่อมโยงตามตัวอักษรกับการเรืองแสงชีวภาพทำให้เกิดมุกสองความหมายตอนจบ และคุณสามารถใช้สำนวนนี้เมื่อใครสักคนเกิดความเข้าใจหรือตระหนักรู้ใหม่

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Imagine a place so dark you can't see the nose on your face. โน้ต

0:14

ลองจินตนาการถึงสถานที่ที่มืดสนิทจนคุณมองไม่เห็นแม้แต่จมูกบนใบหน้าของตัวเอง

ไวยากรณ์

so dark: so + คำคุณศัพท์ที่นำไปสู่ผลลัพธ์

ใน so dark คำว่า so เพิ่มระดับของ dark และบอกเป็นนัยว่าจะมีผลตามมา สถานที่นั้นมืดมากจนมองไม่เห็นแม้แต่สิ่งที่อยู่ใกล้มาก รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ so + คำคุณศัพท์ + (that) อนุประโยคบอกผล ในประโยคเดิมมีการละ that: so dark (that) you can't see.... การละ that ไม่ได้ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างระดับกับผลหายไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ so + คำคุณศัพท์ + that ได้ถูกต้องเพื่อแสดงผลที่ตามมา

  1. The road was very icy that the school bus stopped.
  2. The road was so icy that the school bus stopped.
  3. The road was such icy that the school bus stopped.
ดูคำตอบ

The road was so icy that the school bus stopped.

สำนวน

you can't see the nose on your face: การพูดเกินจริงเพื่อสื่อถึงความมืดสุดขั้ว

อนุประโยคนี้เป็นการพูดเกินจริงอย่างตั้งใจ จมูกอยู่ใกล้ดวงตามาก ดังนั้นการบอกว่ามองไม่เห็นแม้แต่จมูกจึงสร้างภาพของความมืดที่เกือบสนิท ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่าจมูกหายไปจริง ๆ หรือมีปัญหาด้านสายตา วิธีทำความเข้าใจที่นำไปใช้กับเรื่องอื่นได้คือ เมื่อบริบทบรรยายสภาพสุดขั้วอย่างชัดเจน ให้ตีความรายละเอียดเกี่ยวกับร่างกายที่แทบเป็นไปไม่ได้ว่าเป็นการเน้นย้ำ

แบบฝึกหัด

อนุประโยคที่เน้นไว้มีความหมายหลักว่าอะไรในบริบทนี้

  1. ผู้พูดกำลังอธิบายขั้นตอนการตรวจสายตา
  2. มืดเกือบสนิทจนแม้แต่สิ่งที่อยู่ใกล้มากก็มองเห็นได้ยาก
  3. จมูกของใครบางคนหายไปจริง ๆ
ดูคำตอบ

มืดเกือบสนิทจนแม้แต่สิ่งที่อยู่ใกล้มากก็มองเห็นได้ยาก

Eyes opened or closed, ไวยากรณ์

0:18

ไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตา

it's all the same วลี

0:19

มันก็ไม่ต่างกันเลย

ไวยากรณ์

Eyes opened or closed: กรอบแบบย่อที่แสดงสองสภาวะ

Eyes opened or closed เป็นกรอบเงื่อนไขแบบย่อที่วางไว้ต้นประโยค หมายถึง “ไม่ว่าดวงตาจะเปิดหรือปิด” หลังคำนาม eyes มี opened และ closed ซึ่งบอกสภาวะทางเลือกสองแบบ ภายในวลีนี้ไม่มีคำกริยาหลักที่แยกเป็นอิสระ วลีนี้ยกสองเงื่อนไขขึ้นมาก่อน แล้วให้ประโยคหลักบอกผล เนื้อหาในประโยคหลักเป็นจริงในทั้งสองสภาวะ ดังนั้น opened และ closed จึงไม่ใช่การกระทำสองอย่างที่เกิดตามลำดับ

แบบฝึกหัด

Eyes opened or closed, ... สื่ออะไรแก่ผู้ฟัง?

  1. ต้องลืมตาก่อนแล้วจึงหลับตา
  2. เฉพาะสภาวะที่หลับตาเท่านั้นที่สำคัญ
  3. ผลนั้นเป็นจริงในทั้งสองสภาวะ
ดูคำตอบ

ผลนั้นเป็นจริงในทั้งสองสภาวะ

วลี

it's all the same: ตัวเลือกไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

It's all the same หมายความว่าตัวเลือกที่เพิ่งกล่าวถึงไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในที่นี้สำนวนนี้รวมสภาวะลืมตาและหลับตาไว้ในข้อสรุปเดียวกัน คือไม่ว่าสภาวะใดก็ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์ เมื่อเติม to me เป็น It's all the same to me สำนวนนี้มักหมายถึงผู้พูดไม่มีความชอบเป็นพิเศษ หากไม่มี to me ต้องดูจากบริบทว่าหมายถึงผลลัพธ์เหมือนกันหรือผู้พูดไม่มีความชอบส่วนตัว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ฉันไม่มีความชอบเป็นพิเศษ”: Morning or afternoon? ____ to me.

ดูคำตอบ

It's all the same

because the sun never shines there.

0:21

เพราะแสงอาทิตย์ส่องไปไม่เคยถึงที่นั่น

Up ahead,

0:24

ด้านหน้าของคุณ

you see a light.

0:25

คุณเห็นแสงสว่าง

When you creep in to investigate, โน้ต

0:26

เมื่อคุณค่อยๆ คืบคลานเข้าไปดู

กริยาวลี

creep in: เข้าไปอย่างช้า ๆ เงียบ ๆ และระมัดระวัง

Creep in หมายถึงเข้าไปข้างในอย่างช้า ๆ เงียบ ๆ และระมัดระวัง creep บอกลักษณะการเคลื่อนที่ของคนหรือสิ่งของ ส่วน in บอกทิศทางจากข้างนอกเข้าไปข้างใน ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวทำให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังและเกือบจะเป็นความลับ จึงเฉพาะเจาะจงกว่า go in ซึ่งบอกเพียงว่ามีคนเข้าไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงว่ามีคนเข้าไปอย่างช้า ๆ เงียบ ๆ และระมัดระวังได้ดีที่สุด

  1. The fox began to creep in, pausing at every sound.
  2. The fox rushed in and knocked over a bucket.
  3. The fox went in through the open door.
ดูคำตอบ

The fox began to creep in, pausing at every sound.

a blue light flits around you.

0:28

แสงสีฟ้าก็บินโฉบไปรอบๆ ตัวคุณ

ไวยากรณ์

When you creep in to investigate, ...: ปูพื้นหลังก่อนบอกเหตุการณ์หลัก

When you creep in to investigate เป็นอนุประโยคบอกเวลาที่ขึ้นต้นด้วย when โดยบอกการกระทำที่เป็นพื้นหลังและกรอบเวลาก่อน จากนั้นประโยคหลัก a blue light flits around you จึงนำเสนอเหตุการณ์ใหม่ รูปแบบ When + เหตุการณ์พื้นหลัง, เหตุการณ์หลัก ช่วยให้เรื่องดำเนินไปอย่างชัดเจน โดยพาผู้ฟังไปอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งก่อน แล้วจึงบอกว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยคที่มี when เพื่อปูเหตุการณ์พื้นหลังก่อนบอกเหตุการณ์หลัก

  1. Leo opened the gate to make the dog run into the yard.
  2. When Leo opened the gate, the dog ran into the yard.
  3. The dog ran into the yard because Leo opened the gate.
ดูคำตอบ

When Leo opened the gate, the dog ran into the yard.

"I could watch this forever," น้ำเสียง/เจตนา

0:30

"ฉันสามารถดูสิ่งนี้ได้ตลอดไปเลย"

you think.

0:31

คุณคิดในใจ

น้ำเสียง/เจตนา

I could watch this forever: การชื่นชมแบบกล่าวเกินจริง

could ในที่นี้แสดงความรู้สึกเชิงสมมติว่าอยากดูต่อ ภาพตรงหน้าน่าดูมากจนผู้พูดรู้สึกว่าสามารถดูต่อไปเรื่อย ๆ ได้ ไม่ได้หมายถึงความสามารถที่ผู้พูดเคยมีในอดีต forever เป็นการกล่าวเกินจริงโดยตั้งใจ ไม่ใช่คำสัญญาว่าจะดูไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โครงสร้าง I could + กริยารูปพื้นฐาน + this/it + forever ใช้ในภาษาพูดเพื่อแสดงความเพลิดเพลิน ความหลงใหล หรือความชื่นชมอย่างมาก

แบบฝึกหัด

อ่านสถานการณ์แล้วเลือกความหมายของประโยคสุดท้าย: The waterfall is beautiful. I could watch it forever.

  1. ฉันชอบดูมากจนรู้สึกว่าสามารถดูต่อไปเรื่อย ๆ ได้
  2. ในอดีตฉันดูได้ แต่ตอนนี้ดูไม่ได้แล้ว
  3. ฉันสัญญาว่าจะดูตลอดไปโดยไม่หยุดเลย
ดูคำตอบ

ฉันชอบดูมากจนรู้สึกว่าสามารถดูต่อไปเรื่อย ๆ ได้

But you can't,

0:32

แต่คุณทำไม่ได้หรอก

because the mouth of an anglerfish has just sprung open วลี

0:33

เพราะปากของปลาแองเกลอร์เพิ่งจะอ้าออกอย่างรวดเร็ว

วลี

has just sprung open: เพิ่งเปิดออกอย่างกะทันหัน

Has just sprung open อยู่ในรูป present perfect คือ has + sprung ซึ่ง sprung เป็น past participle ของ spring ส่วน just บอกว่าการเปิดเกิดขึ้นก่อนฉากปัจจุบันเพียงครู่เดียว Spring open หมายถึงเปิดออกอย่างกะทันหัน โดยมักมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว รุนแรง หรือคล้ายสปริง เป็นคำที่ให้ภาพชัดกว่า has opened และทำให้เรื่องเล่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยค present perfect ให้สมบูรณ์ด้วยรูปที่ถูกต้องของ spring open: The hidden door has just ____.

ดูคำตอบ

sprung open

and eaten you alive. สำนวน

0:36

และกินคุณเข้าไปทั้งเป็น

สำนวน

eaten you alive: อันตรายตามตัวอักษรและการพูดเกินจริงอย่างน่าตื่นเต้น

ในประโยคนี้ eaten you alive หมายถึง “กินคุณในขณะที่คุณยังมีชีวิตอยู่” คำว่า alive บอกสภาพของ you ระหว่างที่ถูกกิน จึงสร้างภาพที่ชัดเจนและน่ากลัวของสิ่งมีชีวิตที่กลืนหรือกินเหยื่อ โครงสร้าง eat + คนหรือสัตว์ + alive ใช้ในความหมายเปรียบเทียบได้ด้วย เมื่อใช้เช่นนั้นจะหมายถึงโจมตี วิจารณ์ เอาชนะ หรือกดดันใครอย่างไม่ปรานี บริบทจะบอกว่าเป็นอันตรายทางกายจริง ๆ หรือเป็นการพูดเกินจริง

แบบฝึกหัด

ในประโยค “The critics ate the young actor alive,” คำว่า ate the young actor alive หมายถึงอะไร

  1. พวกเขาลืมวิจารณ์ผลงานของนักแสดงคนนั้น
  2. พวกเขาทำอาหารให้นักแสดงคนนั้น
  3. พวกเขาวิจารณ์นักแสดงคนนั้นอย่างรุนแรงมาก
ดูคำตอบ

พวกเขาวิจารณ์นักแสดงคนนั้นอย่างรุนแรงมาก

You are just one of many creatures at the bottom of the ocean ไวยากรณ์

0:38

คุณเป็นเพียงหนึ่งในสิ่งมีชีวิตมากมายที่ก้นมหาสมุทร

ไวยากรณ์

one of many creatures: สมาชิกหนึ่งในกลุ่มที่ใหญ่กว่า

one of many creatures หมายถึง “สิ่งมีชีวิตหนึ่งตัวในกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่า” one ชี้ไปที่สมาชิกหนึ่งตัว ส่วน of many creatures ระบุกลุ่มใหญ่ที่สมาชิกนั้นสังกัดอยู่ วลีนี้แสดงว่าสิ่งมีชีวิตดังกล่าวเป็นสมาชิกหนึ่งในกลุ่ม ไม่ใช่ตัวเดียวที่มีอยู่ ใช้โครงสร้าง one of many + คำนามนับได้รูปพหูพจน์ เช่น one of many reasons และ one of many tools เมื่อทั้งวลีเป็นประธาน กริยามักเป็นเอกพจน์เพราะคำหลักคือ one: One of many doors is open.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “สมาชิกหนึ่งรายในกลุ่มใหญ่”: This library is ____ public libraries in the city.

ดูคำตอบ

one of many

who learn too late to appreciate the power of bioluminescence. ไวยากรณ์

0:41

ที่เรียนรู้ช้าเกินไปที่จะเห็นคุณค่าของพลังแห่งการเรืองแสงทางชีวภาพ

ไวยากรณ์

who learn too late to appreciate: อนุประโยคขยายคำนามที่แสดงว่าเสียโอกาสไปแล้ว

อนุประโยคขยายคำนาม who learn too late to appreciate ขยายคำว่า creatures โดย who ย้อนกลับไปอ้างถึงคำนามพหูพจน์ creatures และ learn เป็นคำกริยาในอนุประโยคนี้ ใน too late to appreciate คำว่า too late หมายถึงโอกาสที่ใช้ประโยชน์ได้ผ่านไปแล้ว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ตระหนักถึงพลังของการเรืองแสงทางชีวภาพในที่สุด แต่ไม่ทันที่จะได้ประโยชน์หรือตอบสนอง ไม่ได้หมายความว่าการมาสายทำให้พวกมันเห็นคุณค่ามากขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบสามคำที่แสดงว่าโอกาสได้ผ่านไปแล้ว: People who recognize the danger ____ leave may be trapped.

ดูคำตอบ

too late to

Bioluminescence refers to the ability of certain living things to create light. วลี

0:46

การเรืองแสงทางชีวภาพหมายถึงความสามารถของสิ่งมีชีวิตบางชนิดในการสร้างแสงสว่าง

วลี

refers to: การนิยามความหมายของคำศัพท์

ในที่นี้ refers to หมายถึง “แสดงถึง” หรือ “มีความหมายว่า” รูปแบบ X refers to Y เชื่อมคำศัพท์หรือป้ายชื่อ X เข้ากับแนวคิด Y ที่คำนั้นใช้แทน ในประโยคนี้ Bioluminescence คือ X และ the ability of certain living things to create light คือ Y to เป็นคำบุพบทที่เป็นส่วนหนึ่งของสำนวน refer to และตามหลังได้ด้วยคำนาม นามวลี คำสรรพนาม หรือรูป -ing

แบบฝึกหัด

เติมคำนิยามด้วยรูปที่ถูกต้องของ refer to: In ecology, the term "habitat" ____ the natural home of an organism.

ดูคำตอบ

refers to

The human body can make stuff like earwax and toenails, การใช้คำ

0:51

ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างสิ่งต่างๆ อย่างขี้หูและเล็บเท้าได้

การใช้คำ

stuff like: วิธีให้ตัวอย่างแบบไม่เป็นทางการ

ใน stuff like earwax and toenails คำว่า stuff เป็นคำนามนับไม่ได้ที่มีความหมายกว้าง ส่วน like ใช้นำหน้าตัวอย่าง วลีนี้หมายถึง “สิ่งต่าง ๆ อย่างขี้หูและเล็บเท้า” และไม่ได้เป็นรายการที่ยกมาครบทั้งหมด การใช้คำแบบนี้ทำให้คำอธิบายฟังสบายและเป็นภาษาสนทนา สามารถใช้รูปแบบ stuff like + ตัวอย่างได้เมื่อประเภทที่แน่นอนหรือรายการทั้งหมดไม่สำคัญ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเหมาะสมที่สุดสำหรับรายงานวิจัยที่เป็นทางการ

  1. The lab studies materials such as glass and metal.
  2. The lab studies stuffs like glass and metal.
  3. The lab studies stuff like glass and metal.
ดูคำตอบ

The lab studies materials such as glass and metal.

but these organisms can turn parts of their body into glow sticks. วลี

0:55

แต่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้สามารถเปลี่ยนส่วนต่างๆ ของร่างกายให้กลายเป็นแท่งไฟเรืองแสงได้

วลี

turn parts of their body into glow sticks: โครงสร้าง turn A into B

Turn A into B หมายถึงทำให้ A กลายเป็น B หรือทำให้ A มีหน้าที่แบบ B ในประโยคนี้ parts of their body คือ A และ glow sticks คือ B Glow sticks เป็นการเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ทำให้ส่วนของร่างกายส่องแสงเหมือนแท่งเรืองแสง ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่ามีแท่งเรืองแสงพลาสติกจริง ๆ ปรากฏอยู่ในร่างกาย

แบบฝึกหัด

เติมคำสองคำที่ประกอบเป็น turn A into B ให้ประโยคสมบูรณ์: The team will ____ the unused room ____ a music studio.

ดูคำตอบ

turn · into

It's like nature made them ready to rave. สำนวน

1:00

ราวกับว่าธรรมชาติสร้างพวกมันมาให้พร้อมที่จะปาร์ตี้เรฟ

สำนวน

It's like nature made them ready to rave: การเปรียบเทียบแบบขบขัน

It's like... บอกว่านี่เป็นการเปรียบเทียบ ไม่ใช่การเล่าข้อเท็จจริงตามตัวอักษร ผู้พูดจินตนาการว่าธรรมชาติเตรียมสิ่งมีชีวิตที่เปล่งแสงให้พร้อมไปงาน rave ซึ่งเป็นงานเต้นรำดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มักเชื่อมโยงกับแสงสีสว่างและเครื่องประดับเรืองแสง ประโยคนี้ทำให้ธรรมชาติดูเหมือนคนที่กำลังเตรียมพวกมันไปงาน จึงทำให้คำอธิบายฟังดูสนุก เพราะแสงตามธรรมชาติของพวกมันดูเหมือนอุปกรณ์สำหรับงานปาร์ตี้ ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าธรรมชาติวางแผนจัดงานจริง ๆ และไม่ได้อธิบายสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ของการเปล่งแสง

แบบฝึกหัด

อะไรทำให้การเปรียบเทียบนี้ฟังดูขบขัน?

  1. ประโยคนี้บอกสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ของการเรืองแสงตามตัวอักษร
  2. ประโยคนี้เปรียบสิ่งมีชีวิตที่เปล่งแสงกับคนที่แต่งตัวพร้อมไปงานเต้นรำดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อย่างขบขัน
  3. ประโยคนี้บอกว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นได้ยินเพลงในงานปาร์ตี้
ดูคำตอบ

ประโยคนี้เปรียบสิ่งมีชีวิตที่เปล่งแสงกับคนที่แต่งตัวพร้อมไปงานเต้นรำดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อย่างขบขัน

Why?

1:02

ทำไมล่ะ?

In one way or another, วลี

1:03

ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

bioluminescence improves a living thing's chances of survival. วลี

1:04

การเรืองแสงทางชีวภาพช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต

วลี

In one way or another: การสรุปวิธีที่เป็นไปได้หลายแบบ

In one way or another หมายถึง “ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง” หรือ “ด้วยวิธีหนึ่งจากหลายวิธีที่เป็นไปได้” โดยไม่ได้ระบุวิธีที่แน่นอนเพียงวิธีเดียว เมื่ออยู่ต้นประโยค วลีนี้รวบรวมประโยชน์ที่แตกต่างกันของการเรืองแสงให้อยู่ใต้ใจความสำคัญเดียวกัน คือแม้รายละเอียดจะแตกต่างกัน แต่แสงก็ช่วยให้สิ่งมีชีวิตอยู่รอด วลีนี้เหมาะสำหรับสรุปตัวอย่างหลายแบบหรือเมื่อวิธีที่แน่นอนไม่สำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่หมายถึง “ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง แม้ว่าวิธีจะแตกต่างกัน”: ____, every team contributed to the project.

ดูคำตอบ

In one way or another

วลี

improve someone's chances of...: ทำให้ผลลัพธ์มีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้น

Improve someone's chances of something หมายถึงทำให้ผลลัพธ์นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้นสำหรับคนหรือสิ่งมีชีวิตนั้น ในประโยคนี้ผลลัพธ์คือ survival ดังนั้นการเรืองแสงทางชีวภาพจึงทำให้สิ่งมีชีวิตมีโอกาสรอดมากขึ้น โครงสร้างคือ improve + คำนามหรือคำกำหนดที่แสดงความเป็นเจ้าของ + chances of + คำนามหรือรูป -ing เช่น improve your chances of success และ improve a team's chances of winning โดย chances ในโครงสร้างนี้มักใช้รูปพหูพจน์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย improve your chances of: Regular practice can ____ winning the match.

ดูคำตอบ

improve your chances of

Take the firefly. ลำดับความ

1:08

ยกตัวอย่างเช่น หิ่งห้อย

ลำดับความ

Take the firefly: การยกตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจง

Take the firefly. ใช้ take เพื่อยกกรณีหนึ่งขึ้นมาเป็นตัวอย่าง หมายถึงให้ใช้หิ่งห้อยเป็นตัวอย่าง และพาคำอธิบายจากแนวคิดทั่วไปไปสู่ตัวอย่างที่ชัดเจน ในการใช้เพื่อจัดลำดับข้อมูลแบบนี้ take ไม่ได้หมายถึงหยิบหรือถือสิ่งของจริง ๆ รูปที่ชัดเจนกว่าคือ Take the firefly, for example.

แบบฝึกหัด

Take the honeybee. ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบายสั้น ๆ นี้? Pollinators help many plants reproduce. Take the honeybee. It carries pollen between flowers.

  1. ประโยคนี้สั่งให้ใครบางคนนำผึ้งออกไป
  2. ประโยคนี้บอกว่าการอธิบายเรื่องสัตว์ผสมเกสรจบแล้ว
  3. ประโยคนี้ยกผึ้งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
ดูคำตอบ

ประโยคนี้ยกผึ้งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

It's ability to glow green helps it attract a mate on a warm summer night. วลี

1:10

ความสามารถในการเปล่งแสงสีเขียวของมันช่วยดึงดูดคู่ในคืนฤดูร้อนที่อบอุ่น

วลี

attract a mate: ดึงดูดคู่ผสมพันธุ์

attract a mate หมายถึง “ทำให้คู่ผสมพันธุ์ที่เป็นไปได้เกิดความสนใจ” ในคำบรรยายเกี่ยวกับสัตว์ป่า mate หมายถึงคู่ผสมพันธุ์ของสัตว์ ดังนั้นวลีนี้จึงเฉพาะเจาะจงกว่า attract someone สัตว์อาจใช้แสง สี เสียง กลิ่น หรือการเคลื่อนไหวเพื่อดึงดูดคู่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนทางชีววิทยาสามคำที่หมายถึง “ดึงดูดคู่ผสมพันธุ์”: During breeding season, the frog calls to ____.

ดูคำตอบ

attract a mate

But it's just one of many living things that can glow.

1:14

แต่มันก็เป็นเพียงหนึ่งในสิ่งมีชีวิตมากมายที่สามารถเรืองแสงได้

The railroad worm,

1:17

หนอนรถไฟ (Railroad worm)

Phrixothrix hirtus,

1:18

หรือ Phrixothrix hirtus

can light up its body in two colors, กริยาวลี

1:20

สามารถเปล่งแสงจากร่างกายได้สองสี

กริยาวลี

can light up: ทำให้บางสิ่งสว่างขึ้น

can light up หมายถึง “สามารถทำให้บางสิ่งสว่างขึ้นหรือเรืองแสง” ในประโยคนี้ its body เป็นกรรม ดังนั้นสิ่งมีชีวิตนี้จึงทำให้ลำตัวของตัวเองเปล่งแสง can แสดงความสามารถ และคำกริยาหลัง can ต้องอยู่ในรูปพื้นฐานคือ light ไม่ใช่ lights

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย can และ phrasal verb ที่หมายถึง “ทำให้บางสิ่งสว่างขึ้น”: This deep-sea fish ____ the water around it.

ดูคำตอบ

can light up

red and green.

1:22

คือสีแดงและสีเขียว

Would you eat something that looks like an airport runway? โน้ต

1:23

คุณจะกินของที่ดูเหมือนรันเวย์สนามบินไหมล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Would you eat...?: คำถามเชิงวาทศิลป์ที่คาดคำตอบว่า “ไม่กิน”

ในที่นี้ Would you eat...? อยู่ในรูปคำถาม แต่ผู้พูดคาดว่าคำตอบคือ “ไม่กิน” จึงเป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ไม่ได้ถามความชอบด้านอาหารจริง ๆ แต่ชวนให้ผู้ฟังนึกภาพว่าตนจะเลือกอย่างไรและเห็นด้วยว่าสิ่งนั้นไม่น่ากิน การถามทำให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมมากกว่าการบอกตรง ๆ ว่า You would not eat it และคำตอบที่คาดไว้นั้นช่วยสนับสนุนเหตุผลของผู้พูด ในบริบทอื่น Would you...? อาจเป็นคำถามจริงได้ ดังนั้นการที่คำตอบชัดเจนและคำถามทำหน้าที่ในข้อโต้แย้งจึงเป็นสัญญาณว่าในที่นี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์

แบบฝึกหัด

คำถามในประโยคนี้มีหน้าที่หลักอะไร?

  1. ชี้นำผู้ฟังไปยังคำตอบที่คาดไว้ว่า “ไม่กิน”
  2. ถามความชอบด้านอาหารจริง ๆ ของผู้ฟัง
  3. ถามว่าทางวิ่งสนามบินกินได้หรือไม่
ดูคำตอบ

ชี้นำผู้ฟังไปยังคำตอบที่คาดไว้ว่า “ไม่กิน”

สำนวน

looks like an airport runway: การเปรียบเทียบรูปลักษณ์แบบเห็นภาพ

ใน looks like an airport runway คำว่า look ทำหน้าที่เป็นกริยาเชื่อม และ like นำหน้ากลุ่มคำนามที่ใช้เป็นสิ่งเปรียบเทียบ วลีนี้หมายความว่าลวดลายหรือรูปร่างที่มองเห็นของสิ่งนั้นทำให้ผู้พูดนึกถึงทางวิ่งสนามบิน นี่เป็นการเปรียบเทียบภาพลักษณ์แบบอุปมา ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นเป็นทางวิ่งจริง ๆ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ A looks like B: ใช้ภาพที่คุ้นเคย B เพื่อช่วยให้คนอื่นนึกภาพรูปลักษณ์ของ A

แบบฝึกหัด

เติมการเปรียบเทียบรูปลักษณ์ด้วยวลีเป้าหมาย: From far away, that island ____ a giant turtle.

ดูคำตอบ

looks like

Neither would any sensible predator. ไวยากรณ์

1:26

นักล่าที่มีสติก็คงไม่กินเหมือนกัน

ไวยากรณ์

Neither would any sensible predator: การคล้อยตามประโยคปฏิเสธด้วยการสลับตำแหน่ง

Neither would any sensible predator หมายความว่าใจความปฏิเสธที่เพิ่งกล่าวไปใช้กับสัตว์นักล่าที่มีเหตุผลด้วย กล่าวคือ ไม่มีสัตว์นักล่าที่มีเหตุผลตัวใดจะทำเช่นนั้น การกระทำหลัง would ถูกละไว้เพราะผู้ฟังเข้าใจได้จากประโยคก่อนหน้า เมื่อต้องการคล้อยตามข้อความปฏิเสธ ใช้โครงสร้าง Neither + กริยาช่วย + ประธาน เมื่อ neither อยู่ต้นประโยค would จึงอยู่หน้าประธาน any sensible predator โดยทั่วไปกริยาช่วยต้องตรงกับประโยคก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “I wouldn't swim in that icy lake.” คำตอบใดสื่อความหมายว่า “ฉันก็จะไม่ว่ายเหมือนกัน” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Neither would I.
  2. Neither did I.
  3. So would I.
ดูคำตอบ

Neither would I.

The flashing lights keep the worm safe. วลี

1:29

แสงไฟกะพริบนี้ช่วยให้หนอนปลอดภัย

วลี

keep the worm safe: keep + กรรม + คำคุณศัพท์

ใน keep the worm safe คำว่า keep หมายถึง “ทำให้คงอยู่ในสภาพหนึ่ง” ไม่ใช่ “ครอบครอง” the worm เป็นกรรม และ safe เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกสภาพซึ่งยังคงอยู่ ใช้โครงสร้าง keep + กรรม + คำคุณศัพท์ เมื่อบางสิ่งทำให้คนหรือสิ่งของคงอยู่ในสภาพหนึ่ง เช่น keep food fresh หรือ keep the room quiet วางคำคุณศัพท์หลังกรรม และอย่าเปลี่ยนเป็นคำกริยาวิเศษณ์อย่าง safely เมื่อต้องการบอกสภาพของกรรม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้คำภาษาอังกฤษ the baby และ warm ตามโครงสร้าง keep + กรรม + คำคุณศัพท์: The blanket keeps ____.

ดูคำตอบ

the baby warm

Then there's the deep-sea shrimp,

1:32

แล้วก็ยังมีกุ้งน้ำลึก

Acantherphyra purpurea.

1:33

ชื่อ Acanthephyra purpurea

When it feels threatened,

1:35

เมื่อมันรู้สึกว่าถูกคุกคาม

it spews a cloud of glowing goo from its mouth. การใช้คำ

1:36

มันจะพ่นเมือกเรืองแสงออกมาจากปาก

การใช้คำ

spews a cloud of glowing goo: การบรรยายที่เห็นภาพและไม่เป็นทางการ

Spews หมายถึงปล่อยบางสิ่งออกมาอย่างฉับพลันและรุนแรง A cloud of ทำให้สารนั้นดูเป็นกลุ่มที่มองเห็นได้และกระจายออก ส่วน glowing บอกว่าสารนั้นเปล่งแสง Goo เป็นคำไม่เป็นทางการที่จงใจไม่ระบุอย่างแม่นยำ ใช้เรียกสารข้นและเหนียว เมื่อรวมกัน spews a cloud of glowing goo จึงสร้างภาพที่ชัดเจนและน่าขยะแขยงเล็กน้อย แทนที่จะเป็นคำอธิบายเชิงเทคนิค

แบบฝึกหัด

ประโยคใดตรงกับภาพที่ spews a cloud of glowing goo สร้างขึ้นมากที่สุด

  1. มันกลืนของเหลวใสหนึ่งหยดอย่างระมัดระวัง
  2. มันพ่นกลุ่มสารเหนียวเรืองแสงที่กระจายออกมาอย่างรุนแรง
  3. มันระบุชื่อทางวิทยาศาสตร์ที่แน่นอนของสารนั้น
ดูคำตอบ

มันพ่นกลุ่มสารเหนียวเรืองแสงที่กระจายออกมาอย่างรุนแรง

Who doesn't run the other way when they've just been puked on? โน้ต

1:40

ใครบ้างล่ะจะไม่วิ่งหนีไปทางอื่นเมื่อเพิ่งโดนอ้วกใส่?

น้ำเสียง/เจตนา

Who doesn't ...? ในฐานะคำถามเชิงวาทศิลป์

Who doesn't ...? ในที่นี้เป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ ไม่ใช่คำถามจริงเพื่อหาว่าเป็นใคร ความหมายที่คาดไว้คือแทบทุกคนจะวิ่งหนีหลังจากถูกอาเจียนใส่ รูปแบบนี้นำเสนอปฏิกิริยาว่าเป็นสิ่งที่ชัดเจนหรือคนทั่วไปมีร่วมกัน และยังเพิ่มอารมณ์ขันได้ด้วยการชวนให้ผู้ฟังเห็นด้วยโดยไม่ต้องตอบจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ผู้พูดต้องการสื่ออะไรจริง ๆ ด้วยคำถามนี้

  1. แทบทุกคนจะวิ่งหนีในสถานการณ์นั้น
  2. ผู้พูดต้องการรู้ชื่อของคนหนึ่งคนที่ยังอยู่
  3. ไม่มีใครวิ่งหนีหลังจากเกิดเรื่องนั้น
ดูคำตอบ

แทบทุกคนจะวิ่งหนีในสถานการณ์นั้น

วลี

run the other way: วิ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม

Run the other way หมายถึงหันตัวแล้ววิ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยปกติใช้เมื่อหนีจากสิ่งที่ไม่น่าพอใจ น่ากลัว หรืออันตราย คำว่า the other way เพิ่มความหมายว่ามีการเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับการใช้ run เพียงคำเดียว วลีนี้บอกด้วยว่าคนนั้นกำลังถอยหนีจากสิ่งที่อยู่ข้างหน้า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ run the other way: When the bees flew toward us, we ____.

ดูคำตอบ

ran the other way

การใช้คำ

they've just been puked on: เหตุการณ์รูปถูกกระทำที่เพิ่งเกิดในภาษาอังกฤษแบบไม่เป็นทางการและตรงไปตรงมา

They've เป็นรูปย่อของ they have โครงสร้าง have just been + คำกริยาช่องที่สามเป็น present perfect รูปถูกกระทำ ใช้บอกว่ามีบางอย่างเพิ่งเกิดกับประธานและผลของมันยังสำคัญในตอนนี้ Puke on someone หมายถึงอาเจียนใส่คนนั้น ใน been puked on คำว่า on ยังคงอยู่กับกริยา และรูปถูกกระทำเน้นคนที่ได้รับผลมากกว่าคนที่อาเจียน คำว่า puke ตรงไปตรงมา ไม่เป็นทางการ และเห็นภาพชัด จึงทำให้ประโยคมีอารมณ์ขันแบบน่าขยะแขยงได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่ามีคนเพิ่งอาเจียนใส่พวกเขา โดยใช้ภาษาอังกฤษที่ตรงไปตรงมาและไม่เป็นทางการ?

  1. They're just puking on someone.
  2. They've just been puked on.
  3. They've just puked on someone.
ดูคำตอบ

They've just been puked on.

Plus,

1:43

ยิ่งไปกว่านั้น

that puke attracts bigger predators who want to eat the shrimp's enemy.

1:44

อ้วกนั่นยังดึงดูดนักล่าตัวใหญ่กว่าที่ต้องการจะกินศัตรูของกุ้ง

So what if you can't bioluminesce? น้ำเสียง/เจตนา

1:48

แล้วถ้าคุณไม่สามารถเรืองแสงทางชีวภาพได้ล่ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

So what if you can't bioluminesce?: ยกอุปสรรคสมมุติและพาคำอธิบายไปข้างหน้า

ในประโยคนี้ So เชื่อมคำถามใหม่เข้ากับคำอธิบายก่อนหน้า และพาการอธิบายไปสู่ประเด็นถัดไป ส่วน what if ใช้เสนออุปสรรคสมมุติ คือไม่สามารถเรืองแสงทางชีวภาพได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากประโยคถัดไปอธิบายวิธีอื่นในการใช้ประโยชน์จากการเรืองแสงทางชีวภาพ คำถามนี้จึงเป็นการเปลี่ยนจากปัญหาไปสู่คำตอบว่า ถ้าทำสิ่งนี้ไม่ได้ จะทำอะไรแทนได้บ้าง ในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียง So what? แบบดูแคลนที่หมายความว่าเหตุใดใครจึงต้องสนใจ

แบบฝึกหัด

ผู้นำเสนอพูดว่า "So what if the power goes out? We have battery lamps." คำถามแรกทำหน้าที่อะไร?

  1. คำถามนี้ถามความหมายของ power
  2. คำถามนี้ยกอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นก่อนจะให้วิธีแก้
  3. คำถามนี้แสดงว่าผู้นำเสนอไม่มีแผนเลย
ดูคำตอบ

คำถามนี้ยกอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นก่อนจะให้วิธีแก้

No problem.

1:50

ไม่มีปัญหา

There are other ways for living things to make bioluminescence work for them, วลี

1:51

มีวิธีอื่นๆ สำหรับสิ่งมีชีวิตที่จะใช้ประโยชน์จากการเรืองแสงทางชีวภาพ

วลี

make bioluminescence work for...: ทำให้บางสิ่งเป็นประโยชน์ต่อใครบางคน

โครงสร้าง make + something + work for + someone หมายถึงการจัด ปรับ หรือใช้บางสิ่งให้เป็นประโยชน์ต่อคนหรือกลุ่มหนึ่ง ในที่นี้ bioluminescence คือสิ่งที่ถูกนำมาใช้ และ them หมายถึง living things work ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการทำงานเป็นอาชีพ แต่หมายถึงทำงานได้ผลหรือให้ประโยชน์ ดังนั้นวลีนี้จึงบอกว่าสิ่งมีชีวิตสามารถใช้การเรืองแสงทางชีวภาพให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง make ... work for ... ตามที่กำหนด: Our team can ____ this simple tool ____ us.

ดูคำตอบ

make · work for

even if they weren't born with the equipment to glow. โน้ต

1:55

แม้ว่าพวกมันจะไม่ได้เกิดมาพร้อมกับอวัยวะสำหรับเรืองแสงก็ตาม

ไวยากรณ์

even if: เงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

even if ใช้ขึ้นต้นเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้น ไม่แน่นอน หรือสมมติขึ้น และบอกว่าผลหลักยังคงเดิม ความหมายคือ ไม่ว่าเงื่อนไขนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ ผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยน ในคำบรรยายนี้ การไม่ได้เกิดมาพร้อมความสามารถในการเปล่งแสงคืออุปสรรคที่ผู้พูดยอมรับ ถึงจะมีอุปสรรคนี้ ข้อความที่อยู่นอกอนุประโยค even if ก็ยังคงเป็นจริง

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมภาษาอังกฤษสองคำที่แสดงว่าแผนจะไม่เปลี่ยนแม้เงื่อนไขที่เป็นไปได้จะเกิดขึ้น: We will have the picnic ____ it rains.

ดูคำตอบ

even if

สำนวน

weren't born with the equipment to glow: เปรียบความสามารถที่มีมาแต่กำเนิดเป็นอุปกรณ์ในตัว

be born with + คำนาม หมายถึงมีลักษณะ โครงสร้าง หรือความสามารถบางอย่างติดตัวมาตั้งแต่เกิด ในที่นี้ equipment to glow หมายถึงส่วนประกอบหรือกระบวนการทางชีวภาพที่จำเป็นต่อการสร้างแสง equipment เป็นคำเปรียบเทียบ โดยพูดถึงสัตว์ราวกับว่าพวกมันเกิดมาพร้อมชุดอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ในตัว การใช้คำแบบนี้ทำให้ความสามารถทางชีวภาพที่มีมาแต่กำเนิดดูเป็นรูปธรรม และไม่ได้หมายถึงเครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ be born with และ equipment ในเชิงเปรียบเทียบแบบเดียวกัน?

  1. Dolphins are born with the equipment they need to navigate underwater.
  2. The lab bought equipment to test the water.
  3. The hikers were born beside their camping equipment.
ดูคำตอบ

Dolphins are born with the equipment they need to navigate underwater.

Let's revisit the anglerfish moments before it tried to eat you. ลำดับความ

1:58

ลองกลับไปดูปลาแองเกลอร์ในตอนก่อนที่มันจะพยายามกินคุณอีกครั้ง

ลำดับความ

Let's revisit: การย้อนกลับไปยังหัวข้อก่อนหน้า

Let's revisit ใช้พาผู้ฟังย้อนกลับไปยังสิ่งที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้อย่างตั้งใจ ในที่นี้ revisit หมายถึง “ดูหรือพูดถึงอีกครั้ง” ไม่ใช่การกลับไปเยือนสถานที่จริงอีกครั้ง เมื่อใช้เป็นคำเชื่อม เป้าหมายคือจัดลำดับคำอธิบาย ผู้พูดส่งสัญญาณว่าจะกลับไปพิจารณาตัวอย่างก่อนหน้าอีกครั้ง ซึ่งมักทำเพื่อเพิ่มรายละเอียดหรือมุมมองใหม่ Let's รวมทั้งผู้พูดและผู้ฟังไว้ในการทบทวนร่วมกันนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมภาษาอังกฤษสองคำที่ตรงกับความหมายว่า “กลับไปยังหัวข้อก่อนหน้ากันเถอะ”: We discussed the schedule yesterday. ____ it before we vote.

ดูคำตอบ

Let's revisit

That glowing bait on top of its head,

2:02

เหยื่อล่อที่เรืองแสงบนหัวของมันนั้น

it comes from a pocket of skin called the esca. ไวยากรณ์

2:04

มาจากถุงผิวหนังที่เรียกว่า เอสกา (esca)

ไวยากรณ์

called the esca: การเติมชื่อไว้หลังคำนาม

ใน a pocket of skin called the esca ส่วน called the esca อยู่ต่อจาก a pocket of skin โดยตรงและบอกชื่อของถุงนั้น called ในที่นี้เป็นคำกริยาช่องสาม ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกริยาหลักของประโยค วลีนี้เป็นอนุประโยคสัมพันธ์รูปถูกกระทำที่ย่อแล้ว โดย a pocket of skin called the esca หมายถึง a pocket of skin that is called the esca รูปแบบนี้ช่วยให้คำอธิบายเริ่มจากลักษณะที่เข้าใจง่ายก่อน แล้วจึงเพิ่มชื่อใหม่เข้าไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง คำนาม + called + ชื่อ ภายในประโยคที่ยาวกว่าได้ถูกต้อง

  1. Scientists found a small organ is called a photophore.
  2. Scientists found a small organ called a photophore.
  3. Scientists found a small organ calling a photophore.
ดูคำตอบ

Scientists found a small organ called a photophore.

The esca holds bioluminescent bacteria.

2:07

เอสกาเป็นที่เก็บแบคทีเรียเรืองแสงทางชีวภาพ

The anglerfish can't glow there by itself, วลี

2:10

ปลาแองเกลอร์ไม่สามารถเรืองแสงตรงนั้นได้ด้วยตัวเอง

วลี

by itself: ทำสิ่งใดโดยไม่มีความช่วยเหลือจากภายนอก

by itself หมายถึงใช้เพียงความสามารถของตัวเอง โดยไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นหรือแหล่งภายนอกช่วย ในโครงสร้างปฏิเสธ can't ... by itself ประโยคนี้บอกว่าปลาตกเบ็ดไม่สามารถสร้างแสงนั้นได้อย่างอิสระ รูปแบบคือ by + สรรพนามสะท้อนกลับ เช่น by myself, by yourself, by herself, by itself, by ourselves หรือ by themselves รูปแบบนี้อาจหมายถึงอยู่ตามลำพังหรือทำสิ่งใดโดยไม่มีคนช่วย ที่นี่เน้นแหล่งที่มาของความสามารถ ไม่ใช่แค่การไม่มีเพื่อนอยู่ด้วย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย by + สรรพนามสะท้อนกลับที่ถูกต้อง: This automatic door closes ____ when the store shuts.

ดูคำตอบ

by itself

so it holds a sack of glowing bacteria instead.

2:12

มันเลยถือถุงแบคทีเรียที่เรืองแสงไว้แทน

Remember the firefly?

2:16

จำหิ่งห้อยได้ไหม?

It can actually make itself glow. น้ำเสียง/เจตนา

2:18

มันสามารถทำให้ตัวเองเรืองแสงได้จริงๆ

น้ำเสียง/เจตนา

actually make itself glow: แก้ความคาดหมายเดิม

actually แสดงว่าข้อเท็จจริงที่ตามมาขัดกับแนวคิดก่อนหน้าหรือสิ่งที่ผู้ฟังคาดไว้ ที่นี่คำนี้ใช้แก้ความเข้าใจเดิมว่า สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ต่างจากปลาตกเบ็ดที่เพิ่งกล่าวถึง เพราะมันทำให้ร่างกายของตัวเองเรืองแสงได้ make itself glow ใช้โครงสร้าง make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน itself อ้างกลับไปยังประธาน It และหลัง make ต้องใช้ glow ไม่ใช่ glows หรือ glowing

แบบฝึกหัด

ผู้คนคิดว่าวัสดุชนิดนี้ต้องใช้แหล่งกำเนิดแสงภายนอก ประโยคใดแก้ความคาดหมายนั้นได้ชัดเจนที่สุด

  1. The material can accidentally make itself glow.
  2. The material can currently make itself glow.
  3. The material can actually make itself glow.
ดูคำตอบ

The material can actually make itself glow.

Inside its lantern are two chemicals, ไวยากรณ์

2:20

ภายในอวัยวะทำแสงของมันมีสารเคมีสองชนิด

a luciferin and a luciferase. วัฒนธรรม

2:22

คือ ลูซิเฟอริน และ ลูซิเฟอเรส

ไวยากรณ์

Inside its lantern are two chemicals: การกลับลำดับโดยวางสถานที่ไว้ต้นประโยค

Inside its lantern เป็นวลีบอกสถานที่ที่วางไว้ต้นประโยค จากนั้นกริยา are จะอยู่หน้าประธานที่แท้จริงคือ two chemicals โครงสร้างนี้เรียกว่าการกลับลำดับโดยวางสถานที่ไว้ก่อน ลำดับปกติคือ Two chemicals are inside its lantern. ลำดับแบบนี้ช่วยให้ผู้ฟังนึกภาพสถานที่ก่อน แล้วจึงพบสิ่งใหม่ที่อยู่ในนั้น พบบ่อยในงานบรรยายและคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ กริยายังคงต้องสอดคล้องกับประธานที่ตามหลัง ดังนั้น two chemicals ซึ่งเป็นพหูพจน์จึงใช้ are

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้การกลับลำดับโดยวางสถานที่ไว้ก่อนเพื่อแนะนำสิ่งใหม่ได้ถูกต้อง?

  1. On the shelf three old maps are.
  2. On the shelf are three old maps.
  3. On the shelf is three old maps.
ดูคำตอบ

On the shelf are three old maps.

วัฒนธรรม

luciferin และ luciferase: สองบทบาทในการเรืองแสงทางชีวภาพ

วลี a luciferin and a luciferase ระบุชื่อสารเคมีสองชนิดที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ในการเรืองแสงทางชีวภาพ luciferin คือสารตั้งต้นที่ทำให้เกิดแสง หรือสารที่ถูกใช้ในปฏิกิริยา ส่วน luciferase คือเอนไซม์ที่ช่วยเร่งปฏิกิริยานั้น ชื่อที่คล้ายกันไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ต้องแยกบทบาทให้ชัดเจนว่า luciferin คือสารตั้งต้น และ luciferase คือเอนไซม์

แบบฝึกหัด

ข้อความใดแยกความแตกต่างระหว่าง luciferin กับ luciferase ได้ถูกต้อง?

  1. Luciferin is the substrate, and luciferase is the enzyme.
  2. Luciferin and luciferase are two names for the same chemical.
  3. Luciferin is the enzyme, and luciferase is the substrate.
ดูคำตอบ

Luciferin is the substrate, and luciferase is the enzyme.

When firefly luciferase and luciferin mix together in the presence of oxygen วลี

2:25

เมื่อลูซิเฟอเรสและลูซิเฟอรินของหิ่งห้อยผสมกันเมื่อมีออกซิเจน

and fuel for the cell called ATP, การใช้คำ

2:29

และพลังงานสำหรับเซลล์ที่เรียกว่า ATP

วลี

in the presence of oxygen: การระบุเงื่อนไขอย่างเป็นทางการ

in the presence of oxygen หมายถึง “เมื่อมีออกซิเจนอยู่” โครงสร้าง in the presence of + คำนาม แสดงว่าการมีสิ่งที่เป็นคำนามนั้นอยู่เป็นเงื่อนไขของกระบวนการหนึ่ง ในประโยคนี้ โครงสร้างดังกล่าวระบุว่าออกซิเจนเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่จำเป็นต่อปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดแสง เป็นสำนวนที่เป็นทางการและพบได้บ่อยในคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เป็นทางการจากบทเรียน: The enzyme becomes active ____ oxygen.

ดูคำตอบ

in the presence of

การใช้คำ

fuel for the cell called ATP: การเปรียบเทียบในคำอธิบายวิทยาศาสตร์

fuel for the cell เป็นการเปรียบเทียบตามหน้าที่ เช่นเดียวกับที่เชื้อเพลิงทำให้เครื่องจักรทำงาน ATP ก็ให้พลังงานที่เซลล์นำไปใช้ได้ทันทีสำหรับกิจกรรมหลายอย่าง คำนี้ไม่ได้หมายถึงน้ำมันเบนซินหรือเชื้อเพลิงชนิดอื่นที่เผาไหม้จริง ในที่นี้ called ATP เป็นการตั้งชื่อให้สารที่เปรียบเหมือนเชื้อเพลิง ไม่ใช่ตั้งชื่อให้เซลล์ การเรียบเรียงแบบนี้เริ่มจากภาพหน้าที่ที่คุ้นเคยแล้วจึงแนะนำศัพท์เฉพาะ หากกล่าวให้แม่นยำขึ้น ATP คือตัวพาพลังงานในเซลล์

แบบฝึกหัด

fuel for the cell called ATP ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. ATP เป็นเชื้อเพลิงตามความหมายตรงที่เผาไหม้อยู่ภายในทุกเซลล์
  2. ATP เป็นชื่อของเซลล์ที่เก็บน้ำมันเบนซิน
  3. ATP เป็นสารที่พาพลังงานซึ่งเซลล์นำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้
ดูคำตอบ

ATP เป็นสารที่พาพลังงานซึ่งเซลล์นำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้

the chemical reaction gives off energy in the form of light. กริยาวลี

2:31

ปฏิกิริยาเคมีจะปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสง

กริยาวลี

give off energy: ปล่อยพลังงานออกมาจากแหล่งกำเนิด

Give off เป็นกริยาวลีที่หมายถึง “ปล่อย” หรือ “แผ่” บางสิ่งออกมาจากแหล่งกำเนิด ใน gives off energy ปฏิกิริยาเคมีคือแหล่งกำเนิด และพลังงานออกมาในรูปของแสง ไม่ได้หมายถึง “ให้พลังงานแก่ใครบางคน” กรรมมักวางหลังคำกริยาวลีทั้งชุด เช่น give off heat, light, a smell, gas หรือ energy ตัวกริยาจะเปลี่ยนตามกาลและประธาน เช่น gives off, gave off, will give off

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีเป้าหมายที่หมายถึง “ปล่อยหรือแผ่ออกมา”: The warm engine ____ heat after the car stops.

ดูคำตอบ

gives off

Once scientists figured out how the firefly creates its luciferase and luciferin, กริยาวลี

2:35

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าหิ่งห้อยสร้างลูซิเฟอเรสและลูซิเฟอรินได้อย่างไร

กริยาวลี

figured out: ได้คำตอบจากการสืบค้น

Figured out เป็นรูปอดีตของ figure out หมายถึงการได้คำตอบจากการคิด การสืบค้น การคำนวณ หรือการลองหลายวิธี ในประโยคนี้เน้นการทำงานของนักวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาว่าหิ่งห้อยสร้างสารเหล่านี้อย่างไร ไม่ได้บอกเพียงว่าท้ายที่สุดพวกเขารู้คำตอบแล้ว หลัง figure out สามารถตามด้วยกลุ่มคำนาม เช่น figure out the answer หรืออนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำแสดงคำถาม เช่น figure out how it works หรือ figure out why it stopped

แบบฝึกหัด

วลีใดเติมประโยคได้เหมาะที่สุดและเน้นว่าปัญหาถูกแก้ด้วยการลองหลายครั้ง? After testing every key, Sam finally ___ how to open the box.

  1. found out
  2. understood
  3. figured out
ดูคำตอบ

figured out

they used genetic engineering to make this light-producing reaction occur inside other living things that can't glow. โน้ต

2:39

พวกเขาใช้พันธุวิศวกรรมเพื่อทำให้ปฏิกิริยาที่สร้างแสงนี้เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่สามารถเรืองแสงได้

ไวยากรณ์

use A to make B occur: ใช้ A เพื่อทำให้ B เกิดขึ้น

โครงสร้าง use A to make B occur แสดงว่า A คือวิธีการ และ B คือเหตุการณ์ที่ถูกทำให้เกิดขึ้น ในประโยคนี้ genetic engineering คือวิธีการ ส่วน light-producing reaction คือเหตุการณ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้น หลัง make ให้ใช้กรรมตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน: make + this reaction + occur อย่าเติม to หน้า occur หรือเปลี่ยน occur เป็น occurred เพียงเพราะ used เป็นอดีตกาล เพราะ used แสดงอดีตกาลของประโยคอยู่แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ occur: Researchers used a catalyst to make the reaction ____ sooner.

ดูคำตอบ

occur

การใช้คำ

genetic engineering: พันธุวิศวกรรม

พันธุวิศวกรรมคือการใช้เทคโนโลยีชีวภาพอย่างตั้งใจเพื่อเปลี่ยนสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เช่น การเพิ่ม นำออก หรือเปลี่ยนยีน ในประโยคนี้ พันธุวิศวกรรมเป็นวิธีที่ทำให้ปฏิกิริยาสร้างแสงเกิดขึ้นได้ภายในสิ่งมีชีวิตที่ตามธรรมชาติแล้วไม่เรืองแสง engineering ในที่นี้หมายถึงการออกแบบหรือดัดแปลงทางเทคนิคอย่างมีจุดมุ่งหมาย ไม่ได้หมายถึงการสร้างเครื่องจักรหรืออาคารห้องปฏิบัติการ

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดอธิบายได้ดีที่สุดว่าเป็น genetic engineering?

  1. เกษตรกรเลือกพืชที่ใหญ่ที่สุดมาผสมพันธุ์ต่อเนื่องหลายรุ่น
  2. คนทำสวนให้พืชได้รับแสงแดดมากขึ้น
  3. นักวิทยาศาสตร์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเปลี่ยน DNA ของพืชโดยตรง
ดูคำตอบ

นักวิทยาศาสตร์ใช้เทคโนโลยีชีวภาพเปลี่ยน DNA ของพืชโดยตรง

For example,

2:46

ตัวอย่างเช่น

they inserted the genes, วลี

2:47

พวกเขาได้ใส่ยีน

or instructions, ลำดับความ

2:48

หรือชุดคำสั่ง

for a cell to create firefly luciferase and luciferin into a tobacco plant.

2:49

สำหรับเซลล์ในการสร้างลูซิเฟอเรสและลูซิเฟอรินแบบหิ่งห้อยลงในต้นยาสูบ

วลี

insert X into Y: ใส่ X เข้าไปใน Y

ส่วนที่เน้นไว้ทั้งสองส่วนประกอบกันเป็นรูปแบบ insert X into Y แม้ว่าจะมีคำอธิบายยาวคั่นอยู่ระหว่าง X กับ into Y ก็ตาม X คือสิ่งที่ถูกใส่หรือเพิ่มเข้าไป ส่วน Y คือสถานที่ วัตถุ หรือระบบที่รับสิ่งนั้น ในประโยคนี้ the genes คือ X และวลีนามที่ขึ้นต้นด้วย a tobacco คือ Y รูปแบบเดียวกันนี้ใช้บรรยายวัตถุ ข้อมูล หรือวัสดุทางวิทยาศาสตร์ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ insert X into Y: The technician ____ the chip ____ the device.

ดูคำตอบ

inserted · into

ลำดับความ

or instructions: การกล่าวใหม่ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

or ในที่นี้ไม่ได้เสนอทางเลือก วลีแทรก or instructions กล่าวถึง genes ซ้ำด้วยภาษาที่ง่ายและอธิบายหน้าที่ได้ชัดขึ้น กล่าวคือ ยีนสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นคำสั่งสำหรับเซลล์ รูปแบบ ศัพท์เฉพาะ, or คำอธิบายง่าย ๆ, ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจคำยากโดยไม่ต้องออกจากประโยคหลัก เครื่องหมายจุลภาคแสดงว่าส่วนที่กล่าวซ้ำเป็นข้อมูลเสริม ส่วนโครงสร้างไวยากรณ์หลักยังเชื่อมต่อกันก่อนและหลังวลีนี้

แบบฝึกหัด

or instructions ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. นำเสนอ instructions ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ genes
  2. or instructions กล่าวซ้ำความหมายของ genes ด้วยภาษาที่ง่ายขึ้น
  3. ขอให้ผู้ฟังเลือกระหว่าง genes กับ instructions
ดูคำตอบ

or instructions กล่าวซ้ำความหมายของ genes ด้วยภาษาที่ง่ายขึ้น

Once there,

2:54

เมื่อเข้าไปแล้ว

the tobacco plant followed the instructions slipped into its DNA วลี

2:55

ต้นยาสูบก็ทำตามคำสั่งที่แอบใส่เข้าไปในดีเอ็นเอของมัน

วลี

followed the instructions slipped into its DNA: การใช้บุคลาธิษฐานและอนุประโยคสัมพันธ์รูปถูกกระทำแบบลดรูป

“Followed the instructions” บรรยายต้นไม้ราวกับว่ามันอ่านและทำตามคำสั่งได้ จริง ๆ แล้ว เซลล์ของมันใช้ข้อมูลพันธุกรรมใน DNA เพื่อดำเนินกระบวนการทางชีวภาพ การทำให้พืชดูเหมือนคนแบบนี้ช่วยให้เห็นภาพวิทยาศาสตร์ได้ง่ายขึ้น “Slipped into its DNA” ขยาย “the instructions” โดยเป็นอนุประโยคสัมพันธ์รูปถูกกระทำแบบลดรูป: “the instructions that were slipped into its DNA” รูปย่อนี้บอกว่าคำสั่งถูกใส่เข้าไปใน DNA โดยไม่ระบุว่าใครเป็นคนทำ และ “slipped” ทำให้การใส่นั้นดูรวดเร็วหรือไม่เป็นที่สังเกต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดถอดความ “followed the instructions slipped into its DNA” ได้ดีที่สุด

  1. The cells physically moved behind instructions written on paper.
  2. The cells removed the genetic instructions from their DNA.
  3. The cells used genetic instructions that had been inserted into their DNA.
ดูคำตอบ

The cells used genetic instructions that had been inserted into their DNA.

and lit up like a Christmas tree. สำนวน

2:58

และสว่างไสวราวกับต้นคริสต์มาส

สำนวน

lit up like a Christmas tree: สว่างมากและเด่นสะดุดตา

Lit up ในที่นี้เป็นรูปอดีตของ light up หมายถึง “เริ่มส่องสว่าง” หรือ “ไฟของมันติดขึ้น” Like a Christmas tree เป็นการเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัด ต้นคริสต์มาสที่ตกแต่งแล้วมักมีไฟสว่างจำนวนมาก ดังนั้นวลีทั้งหมดจึงหมายถึงบางสิ่งสว่างมากหรือมีไฟเด่น ๆ ติดขึ้นหลายดวง การเปรียบเทียบนี้ตั้งใจกล่าวเกินจริง ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นกลายเป็นต้นคริสต์มาสจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “มีไฟเด่น ๆ ติดขึ้นจำนวนมาก”: When the power returned, the whole building ____.

ดูคำตอบ

lit up like a Christmas tree

The beauty of bioluminescence, ลำดับความ

3:01

ความงดงามของการเรืองแสงทางชีวภาพ

unlike the light from the sun or an incandescent bulb, ไวยากรณ์

3:03

ซึ่งแตกต่างจากแสงจากดวงอาทิตย์หรือหลอดไส้

is that it's not hot.

3:05

ก็คือมันไม่มีความร้อน

ลำดับความ

The beauty of X is that ...: ใช้แนะนำข้อดีสำคัญ

ในที่นี้ The beauty of bioluminescence เปิดหัวข้อและส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังจะบอกข้อดีที่โดดเด่นเป็นพิเศษ beauty ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความงามภายนอก แต่หมายถึงลักษณะที่น่าสนใจหรือคิดมาอย่างชาญฉลาด โครงสร้างเต็มคือ The beauty of X is that + อนุประโยค โดย X ระบุสิ่งที่กำลังถูกประเมิน และอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกข้อดีของสิ่งนั้น วลี unlike ที่แทรกอยู่ทำให้อนุประโยคดังกล่าวมาช้าลง แต่โครงสร้างหลักยังคงจัดข้อมูลเป็นหัวข้อก่อน แล้วจึงบอกประโยชน์สำคัญ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้โครงสร้าง The beauty of X is that ...: ____ this app is that it works without an internet connection.

ดูคำตอบ

The beauty of

ไวยากรณ์

unlike + กลุ่มคำนาม: ใช้แนะนำการเปรียบเทียบ

unlike ในที่นี้เป็นคำบุพบทที่หมายถึงแตกต่างจากหรือตรงกันข้ามกับ โดยนำหน้ากลุ่มคำนาม the light from the sun or an incandescent bulb และนำสิ่งนั้นมาเปรียบเทียบกับการเรืองแสงทางชีวภาพ เพื่อเน้นคุณสมบัติที่ว่าไม่ร้อน วลี unlike ที่คั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาคเป็นข้อมูลเปรียบเทียบเพิ่มเติมซึ่งแทรกอยู่ในประโยคหลัก เมื่อตัดวลีนี้ออก ประโยคยังคงสมบูรณ์ตามหลักไวยากรณ์ เนื่องจาก unlike เป็นคำบุพบทในที่นี้ คำที่ตามหลังจึงมักเป็นคำนาม คำสรรพนาม หรือกลุ่มคำนาม ไม่ใช่อนุประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและกริยาของตนเอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ unlike ได้ถูกต้องเพื่อนำหน้าการเปรียบเทียบที่เป็นกลุ่มคำนาม

  1. Unlike ordinary bulbs, these lights produce very little heat.
  2. Unlike ordinary bulbs produce heat, these lights stay cool.
  3. Unlike ordinary bulbs are hot, these lights stay cool.
ดูคำตอบ

Unlike ordinary bulbs, these lights produce very little heat.

It takes place in a range of temperatures that don't burn a living thing.

3:07

มันเกิดขึ้นในช่วงอุณหภูมิที่ไม่ทำให้สิ่งมีชีวิตถูกแผดเผา

And unlike a glow stick,

3:11

และแตกต่างจากแท่งไฟเรืองแสง

which fades out as the chemicals inside get used up, กริยาวลี

3:12

ซึ่งจะจางลงเมื่อสารเคมีข้างในถูกใช้หมดไป

กริยาวลี

which fades out: ค่อย ๆ อ่อนลงจนหายไป

Fade out หมายถึงค่อย ๆ อ่อนลงหรือมองเห็นได้ไม่ชัดลงจนหายไป เมื่อใช้กับแสง จะสื่อว่าแสงค่อย ๆ หรี่ลง ไม่ได้ดับทันที ในที่นี้ which นำอนุประโยคขยายเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ a glow stick วลี which fades out อธิบายว่าแท่งเรืองแสงนั้นเกิดอะไรขึ้น

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ fade out เติมประโยคให้สมบูรณ์: At the end of the song, the music slowly ____.

ดูคำตอบ

faded out

กริยาวลี

get used up: ถูกใช้จนหมดสิ้น

Get used up หมายถึงถูกใช้หรือถูกบริโภคจนไม่เหลือเลย ในกริยาวลี use up คำว่า up เพิ่มความหมายว่าถูกใช้จนหมดสิ้น โครงสร้าง get + กริยาช่องที่สามแสดงการเปลี่ยนไปสู่สภาพผลลัพธ์ และพบได้บ่อยในภาษาอังกฤษทั่วไป ในประโยคนี้ the chemicals คือสิ่งที่ถูกใช้ไป จึงใช้ get used up

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ get used up ในความหมายว่า “ถูกใช้จนหมดสิ้น”?

  1. The printer ink gets used up after many pages.
  2. The printer uses less ink in draft mode.
  3. The new employee gets used to the schedule after a week.
ดูคำตอบ

The printer ink gets used up after many pages.

bioluminescent reactions use replenishable resources. การใช้คำ

3:15

ปฏิกิริยาเรืองแสงทางชีวภาพใช้ทรัพยากรที่สามารถเติมเต็มได้

การใช้คำ

replenishable resources: ทรัพยากรที่เติมทดแทนได้

ในประโยคนี้ replenishable resources หมายถึงทรัพยากรที่สามารถจัดหา เติม หรือฟื้นคืนมาได้อีกระหว่างที่มีการใช้งาน คำว่า replenishable มาจาก replenish ที่หมายถึง "เติมหรือจัดหาให้อีกครั้ง" และ -able ที่หมายถึง "สามารถ...ได้" วลีนี้เน้นว่าสามารถเติมสิ่งที่ใช้ไปกลับคืนมาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทรัพยากรมีไม่จำกัดหรือเติมกลับได้ทันที

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ replenishable resources มากที่สุด

  1. ทรัพยากรที่ใช้ได้เฉพาะในที่มีแสงสว่างจ้า
  2. ทรัพยากรที่หมดไปอย่างถาวรหลังใช้เพียงครั้งเดียว
  3. ทรัพยากรที่สามารถจัดหาหรือฟื้นคืนมาได้อีกหลังใช้งาน
ดูคำตอบ

ทรัพยากรที่สามารถจัดหาหรือฟื้นคืนมาได้อีกหลังใช้งาน

That's one reason engineers are trying to develop bioluminescent trees. ลำดับความ

3:19

นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่วิศวกรพยายามพัฒนาต้นไม้เรืองแสง

ลำดับความ

That's one reason + อนุประโยค: เชื่อมสาเหตุกับผลลัพธ์

That ย้อนกลับไปอ้างถึงข้อเท็จจริงที่เพิ่งกล่าวไป ส่วน one reason ระบุว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของการกระทำหรือผลลัพธ์ที่ตามมา ดังนั้น That's one reason จึงช่วยจัดลำดับคำอธิบายแบบเหตุและผล One แสดงว่าผู้พูดไม่ได้บอกว่านี่เป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียว รูปแบบที่พบบ่อยคือ That's one reason + ประธาน + กริยา และ That's one reason why + ประธาน + กริยา ก็เป็นธรรมชาติเช่นกัน

แบบฝึกหัด

The bus comes every ten minutes. ประโยคใดต่อไปนี้นำเสนอข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุผลหนึ่งของการตัดสินใจได้เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. That's one reason I take it to work.
  2. After that, I take it to work.
  3. Even so, I take it to work.
ดูคำตอบ

That's one reason I take it to work.

Just think,

3:24

ลองคิดดูสิ

if planted on the side of highways, ไวยากรณ์

3:24

หากนำไปปลูกริมทางหลวง

they could light the way using only oxygen and other freely available clean resources to run. สำนวน

3:26

พวกมันสามารถให้แสงสว่างตามรายทางโดยใช้ออกซิเจนและทรัพยากรสะอาดอื่นๆ ที่หาได้ฟรีเพื่อทำงานเท่านั้น

ไวยากรณ์

if planted: เงื่อนไขรูปถูกกระทำแบบย่อ

ในประโยคนี้ if planted เป็นรูปย่อของ if they are planted โดยละประธาน they และรูปของ be เพราะประธานที่เข้าใจได้มีตัวอ้างอิงเดียวกับประธานในประโยคหลัก Planted เป็นคำกริยาช่องสาม ดังนั้นอนุประโยคแบบย่อจึงยังคงความหมายแบบถูกกระทำ คือมีคนหรือสิ่งอื่นเป็นผู้ปลูก รูปแบบ if + คำกริยาช่องสามเป็นวิธีบอกเงื่อนไขอย่างกระชับในคำแนะนำ คำอธิบาย และข้อเสนอ

แบบฝึกหัด

ย่อ if the panels are installed เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ on a south-facing roof, the panels can generate more electricity.

ดูคำตอบ

If installed

สำนวน

light the way: ส่องทางหรือชี้แนวทาง

ในประโยคนี้ light the way ใช้ในความหมายตรง คือสร้างแสงมากพอที่จะทำให้มองเห็นถนนหรือเส้นทางได้ วลีเดียวกันนี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบได้เช่นกัน แนวคิด การค้นพบ หรือบุคคลหนึ่งสามารถ light the way for คนหรือสิ่งอื่นได้ด้วยการชี้ทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อการกระทำในอนาคต บริบทจะบอกว่า way หมายถึงเส้นทางจริงหรือแนวทางการดำเนินการ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ light the way ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ

  1. The new data could light the way for better flood warnings.
  2. The lantern can light the way through the tunnel.
  3. Our guide will lead the way up the mountain.
ดูคำตอบ

The new data could light the way for better flood warnings.

Talk about survival advantage. สำนวน

3:32

นี่แหละข้อได้เปรียบในการอยู่รอด

สำนวน

Talk about survival advantage: ปฏิกิริยาเชิงเน้น

ในที่นี้ Talk about survival advantage. ไม่ใช่คำสั่งให้เริ่มสนทนา โครงสร้าง Talk about + นามวลี ใช้เป็นปฏิกิริยาเชิงเน้น มีความหมายประมาณว่า “นี่เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของ...” หรือ “นี่แหละคือ...” ผู้พูดใช้โครงสร้างนี้เพื่อบอกว่าสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึงเป็นข้อได้เปรียบในการอยู่รอดที่ชัดเจนมาก โครงสร้างเดียวกันอาจแสดงความชื่นชม ความประหลาดใจ หรือคำวิจารณ์ได้ ขึ้นอยู่กับนามวลีและบริบท

แบบฝึกหัด

Talk about survival advantage. ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร

  1. ประโยคนี้ขอให้ใครบางคนเริ่มอภิปรายเรื่องการอยู่รอดอย่างเป็นทางการ
  2. ประโยคนี้บอกว่าการอยู่รอดไม่มีข้อได้เปรียบที่แท้จริง
  3. ประโยคนี้เน้นว่าสิ่งที่กล่าวก่อนหน้าเป็นข้อได้เปรียบในการอยู่รอดที่เด่นชัด
ดูคำตอบ

ประโยคนี้เน้นว่าสิ่งที่กล่าวก่อนหน้าเป็นข้อได้เปรียบในการอยู่รอดที่เด่นชัด

That could help our planet live longer. สำนวน

3:34

สิ่งนี้อาจช่วยให้โลกของเรามีอายุยืนยาวขึ้น

สำนวน

การทำให้โลกเหมือนสิ่งมีชีวิตใน help our planet live longer

ใน help our planet live longer โลกถูกบรรยายเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถยืดอายุได้ นี่คือบุคลาธิษฐาน ไม่ใช่การกล่าวอ้างว่าโลกมีอายุขัยทางชีววิทยาเหมือนคนหรือสัตว์ ในข้อความเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม live longer หมายถึงการคงความสมบูรณ์ เหมาะแก่การอยู่อาศัย และยั่งยืนให้นานขึ้น ภาพนี้ทำให้ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวที่ซับซ้อนกลายเป็นแนวคิดที่เรียบง่ายและกระทบความรู้สึก

แบบฝึกหัด

help our planet live longer หมายความว่าอย่างไรในประโยคเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนี้

  1. ประโยคนี้ทำให้โลกเหมือนมีชีวิต เพื่อสื่อถึงการรักษาให้โลกสมบูรณ์และเหมาะแก่การอยู่อาศัยได้นานขึ้น
  2. ประโยคนี้หมายถึงการเปลี่ยนระยะเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
  3. ประโยคนี้หมายถึงโลกจะแก่ลงทางชีววิทยาเหมือนสัตว์ทุกประการ
ดูคำตอบ

ประโยคนี้ทำให้โลกเหมือนมีชีวิต เพื่อสื่อถึงการรักษาให้โลกสมบูรณ์และเหมาะแก่การอยู่อาศัยได้นานขึ้น

Do you find yourself thinking of other ways to put bioluminescence to good use? โน้ต

3:37

คุณพบว่าตัวเองกำลังคิดหาวิธีอื่นในการนำการเรืองแสงทางชีวภาพไปใช้ประโยชน์อยู่หรือเปล่า?

ไวยากรณ์

find yourself thinking: สังเกตว่าตัวเองกำลังคิดโดยไม่ได้ตั้งใจ

find yourself thinking ใช้โครงสร้าง find + คำสรรพนามสะท้อนกลับ + รูป -ing หมายถึงการสังเกตว่าตัวเองกำลังคิดถึงบางสิ่งอยู่แล้ว โดยมักไม่ได้ตั้งใจเริ่มคิด ในคำถามนี้ Do you find yourself thinking...? เป็นการชวนผู้ฟังอย่างนุ่มนวลให้สังเกตว่าความคิดต่าง ๆ ผุดขึ้นมาเองหรือไม่ คำสรรพนามสะท้อนกลับต้องสอดคล้องกับประธาน เช่น I find myself, she finds herself และ they find themselves

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ find oneself + -ing เพื่อแสดงว่ารอยยิ้มนั้นไม่ได้วางแผนไว้: When the baby laughed, Maya ____.

ดูคำตอบ

found herself smiling

สำนวน

put ... to good use: นำบางสิ่งมาใช้ให้เกิดประโยชน์

put something to good use หมายถึงการใช้บางสิ่งอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดผลที่มีประโยชน์ ในที่นี้คำถามถามว่าจะนำการเรืองแสงทางชีวภาพมาใช้ในทางที่เป็นประโยชน์และใช้งานได้จริงอย่างไร รูปแบบปกติคือ put + กรรม + to good use กรรมอาจเป็นทักษะ ความรู้ เวลา พื้นที่ เงิน หรือทรัพยากรอื่น ๆ คำว่า put มีรูปปัจจุบันและรูปอดีตเหมือนกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ put ... to good use โดยใช้ her coding skills เป็นกรรม: Rina ____ by building the website.

ดูคำตอบ

put her coding skills to good use

That glow stick you swing at a rave may help you find a mate, วัฒนธรรม

3:42

แท่งไฟที่คุณแกว่งในงานปาร์ตี้อาจช่วยให้คุณหาคู่ได้

วัฒนธรรม

That glow stick you swing at a rave: การเปรียบเทียบกับการเกี้ยวพาราสีของมนุษย์

rave คืองานเต้นรำที่เน้นดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ โดยมักใช้แสงสีที่โดดเด่นในสถานที่มืด แท่งเรืองแสงเข้ากับบรรยากาศนี้เพราะผู้คนสามารถโบกหรือสวมติดตัวได้ ในประโยคเต็ม ผู้พูดพูดติดตลกว่าแสงที่มนุษย์สร้างขึ้นอาจช่วยดึงดูดคู่ได้ คล้ายกับสัตว์ที่ใช้การเรืองแสงทางชีวภาพในการเกี้ยวพาราสี นี่เป็นการเปรียบเทียบเพื่อสร้างอารมณ์ขัน ไม่ได้หมายความว่าแท่งเรืองแสงเป็นสัญญาณผสมพันธุ์ทางชีวภาพจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้เปรียบเทียบอย่างขบขันว่าอย่างไร

  1. ทุกคนที่ไปงาน rave ต้องทำแท่งเรืองแสงของตนเอง
  2. แท่งเรืองแสงสามารถนำทางคนกลับบ้านหลังงานเต้นรำได้
  3. มนุษย์อาจใช้แสงในงานปาร์ตี้เพื่อดึงดูดคนที่อาจเป็นคู่ เช่นเดียวกับสัตว์บางชนิดที่ใช้การเรืองแสงทางชีวภาพ
ดูคำตอบ

มนุษย์อาจใช้แสงในงานปาร์ตี้เพื่อดึงดูดคนที่อาจเป็นคู่ เช่นเดียวกับสัตว์บางชนิดที่ใช้การเรืองแสงทางชีวภาพ

but how else can bioluminescence improve your survival?

3:46

แต่การเรืองแสงทางชีวภาพจะช่วยเพิ่มความอยู่รอดของคุณด้วยวิธีไหนได้อีกบ้าง?

If you start thinking in this way, ลำดับความ

3:49

หากคุณเริ่มคิดแบบนี้ได้แล้ว

you have seen the light. สำนวน

3:51

คุณก็ได้ "เห็นแสงสว่าง" แล้วล่ะ

ลำดับความ

If you start thinking in this way: การตั้งเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่ข้อสรุป

อนุประโยค if ที่เน้นไว้กำหนดให้ “การเริ่มคิดในลักษณะนี้” เป็นเงื่อนไข โดยวางเงื่อนไขไว้ก่อน เพื่อให้ประโยคหลักบอกได้ว่าการทำตามเงื่อนไขนั้นหมายถึงอะไร เมื่อใช้ในตอนท้ายของคำอธิบาย โครงสร้างที่วางเงื่อนไขก่อนนี้จะเปลี่ยนแนวคิดก่อนหน้าให้เป็นเกณฑ์สำหรับผู้ฟัง กล่าวคือ หากยอมรับวิธีคิดนั้น ข้อสรุปก็ใช้ได้ ในที่นี้ โครงสร้างนี้ปูทางให้ you have seen the light เป็นถ้อยคำปิดท้าย

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคนี้: If you look at the problem this way, the answer becomes clearer. อนุประโยค if ตอนต้นทำหน้าที่อะไร

  1. ตั้งเงื่อนไขก่อนที่ประโยคหลักจะบอกผลลัพธ์
  2. แสดงว่าผู้พูดลืมปัญหานั้นแล้ว
  3. บอกว่าคำตอบอยู่ที่ไหน
ดูคำตอบ

ตั้งเงื่อนไขก่อนที่ประโยคหลักจะบอกผลลัพธ์

สำนวน

you have seen the light: เข้าใจในที่สุดและการเล่นคำกับ light

Have seen the light เป็นรูป present perfect ของสำนวน see the light ในที่นี้ you have seen the light หมายถึงคุณเข้าใจหรือตระหนักถึงบางสิ่งในที่สุด ไม่ได้หมายถึงเพียงว่าดวงตามองเห็นแสง ประธาน you ใช้กับ have seen ซึ่งสื่อว่าความเข้าใจนั้นเกิดขึ้นแล้วและยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน คำนาม light ยังคงมีความหมายตามตัวอักษรว่า “แสง” ด้วย เนื่องจากหัวข้อคือการเรืองแสงทางชีวภาพ ประโยคนี้จึงสื่อทั้งการเข้าใจและแสงจริง ทำให้เกิดการเล่นคำในตอนจบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูป present perfect ของสำนวน see the light: Now that you understand why practice matters, you ____.

ดูคำตอบ

have seen the light