กระจกโลหะคืออะไร? - Ashwini Bharathula: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
637 คำ 158 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าแก้วโลหะผสานความแข็งแรงแบบโลหะเข้ากับความสามารถในการขึ้นรูปแบบพลาสติกได้อย่างไร การทำให้เย็นอย่างรวดเร็วสร้างโครงสร้างอะตอมแบบอสัณฐานอย่างไร และเหตุใดต้นทุน ข้อกำหนดด้านความบริสุทธิ์ และการแตกหักโดยฉับพลันจึงยังจำกัดการใช้ในโครงสร้างขนาดใหญ่ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. which means — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เรียนรู้การเชื่อมสมบัติทางวิทยาศาสตร์เข้ากับผลในทางปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ฟังตามเหตุผลจากความแข็งแรงที่สูงขึ้นไปสู่ความสามารถในการรับแรงโดยไม่โค้งงอหรือบุบ 2. so fast that — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจและใช้โครงสร้างผลลัพธ์ so + คำวิเศษณ์ + that เพื่อบอกว่าการทำให้เย็นเกิดเร็วมากจนอะตอมไม่สามารถกลับไปเรียงตัวเป็นโครงสร้างผลึกที่เป็นระเบียบได้ 3. not yet tough enough for load-bearing applications. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: แยก toughness ในทางวิศวกรรมออกจาก strength โดยทั่วไป และใช้ not yet + คำคุณศัพท์ + enough for เพื่ออธิบายว่าวัสดุที่มีศักยภาพยังไม่ผ่านเกณฑ์สำหรับงานที่ต้องรับน้ำหนัก

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Steel and plastic.

0:06

เหล็กและพลาสติก

These two materials are essential to so much of our infrastructure and technology, วลี

0:08

วัสดุสองชนิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของเรา

วลี

be essential to: จำเป็นต่อระบบหรือกิจกรรม

be essential to + คำนามหรือรูป -ing หมายถึง “จำเป็นต่อการมีอยู่ การทำงาน หรือความสำเร็จของบางสิ่ง” ในประโยคนี้ วัสดุทั้งสองถูกกล่าวว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีส่วนใหญ่ของเรา ในโครงสร้างนี้ ประธานระบุสิ่งที่จำเป็น ส่วนวลีหลัง to ระบุระบบ สาขา หรือกิจกรรมที่ต้องพึ่งพาสิ่งนั้น to เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วยนามวลีหรือรูป -ing

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย are essential to: Reliable maps ____ safe navigation.

ดูคำตอบ

are essential to

and they have a complementary set of strengths and weaknesses. วลี

0:13

และมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ส่งเสริมกัน

วลี

a complementary set of strengths and weaknesses: ชุดจุดแข็งและจุดอ่อนที่เสริมกัน

a complementary set of strengths and weaknesses หมายถึงวัสดุสองชนิดมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกันแต่เข้ากันได้ โดยในด้านที่วัสดุชนิดหนึ่งอ่อนกว่า อีกชนิดอาจแข็งกว่า Complementary เพิ่มความหมายเรื่องการเสริมกัน ประโยคนี้ไม่ได้เพียงบอกว่าวัสดุแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อเสีย แต่ยังชี้ว่าความแตกต่างอาจทำให้ทั้งคู่มีประโยชน์มากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าการออกแบบสองแบบมีคุณสมบัติต่างกันและสามารถชดเชยจุดอ่อนของกันและกันได้

  1. The two designs both have strengths and weaknesses.
  2. The two designs have identical strengths and weaknesses.
  3. The two designs have complementary strengths and weaknesses.
ดูคำตอบ

The two designs have complementary strengths and weaknesses.

Steel is strong and hard,

0:17

เหล็กมีความแข็งแกร่งและทนทาน

but difficult to shape intricately. ไวยากรณ์

0:18

แต่ยากที่จะขึ้นรูปให้มีความซับซ้อนได้

ไวยากรณ์

difficult to shape intricately: คำคุณศัพท์ + infinitive

ในที่นี้ difficult to shape บอกว่าเหล็กกล้าเป็นวัสดุที่นำมาขึ้นรูปได้ยากเพียงใด โครงสร้างคือ ประธาน + be + difficult + to-infinitive แม้ shape จะอยู่ในรูป active แต่ steel คือสิ่งที่ถูกขึ้นรูป วลีนี้จึงมีความหมายแบบ passive intricately เป็นคำวิเศษณ์ที่ขยาย shape หมายถึงการทำโดยมีรายละเอียดเล็ก ๆ หรือซับซ้อนจำนวนมาก ดังนั้นความยากจึงอยู่ที่การทำรูปทรงที่ละเอียดซับซ้อนโดยเฉพาะ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง difficult + to-infinitive และคำกริยา shape: This alloy is ____ into detailed designs.

ดูคำตอบ

difficult to shape

While plastic can take on just about any form, กริยาวลี

0:21

ในขณะที่พลาสติกสามารถขึ้นรูปได้เกือบทุกรูปทรง

it's weak and soft.

0:24

แต่มันกลับเปราะบางและอ่อนนุ่ม

กริยาวลี

take on just about any form: เปลี่ยนเป็นได้เกือบทุกรูปทรง

take on + form, shape หรือ color หมายถึงเริ่มมีหรือแสดงรูปทรงหรือสีนั้น ในที่นี้ take on เป็นกริยาวลี ไม่ได้หมายถึงการหยิบหรือรับสิ่งของจริง ๆ just about ในบริบทนี้หมายถึง almost หรือ “เกือบจะ” ดังนั้น just about any form จึงเน้นว่าพลาสติกเปลี่ยนรูปได้มาก โดยไม่ได้ยืนยันว่าทุกรูปทรงเป็นไปได้จริงทั้งหมด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกริยาวลีสองคำที่หมายถึง “เริ่มมี”: As the sun set, the clouds began to ____ a deep orange color.

ดูคำตอบ

take on

So wouldn't it be nice if there were one material as strong as the strongest steel ไวยากรณ์

0:25

ดังนั้น จะดีแค่ไหนหากมีวัสดุที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กที่แข็งที่สุด

and as shapeable as plastic?

0:30

และสามารถขึ้นรูปได้ง่ายดั่งพลาสติก?

ไวยากรณ์

ใช้ Wouldn't it be nice if there were ...? เพื่อเสนอความเป็นไปได้ในอุดมคติ

Wouldn't it be nice if ...? เป็นคำถามเชิงปฏิเสธที่ชวนผู้ฟังให้นึกภาพและเห็นด้วยกับสถานการณ์ที่น่าปรารถนา ในประโยคนี้ ผู้พูดไม่ได้ถามอย่างเป็นกลางว่าแนวคิดนั้นดีหรือไม่ แต่ใช้คำถามเพื่อสร้างความสนใจต่อวัสดุในอุดมคติ ใน if there were ... คำว่า were บอกว่าสถานการณ์นั้นเป็นเพียงสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ทราบอยู่แล้ว โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ Wouldn't it be nice if there were + นามวลี ซึ่งมีความหมายประมาณว่า “ลองนึกดูว่าจะดีแค่ไหนถ้ามี...”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเต็มสำหรับเสนอเหตุการณ์ในอุดมคติอย่างนุ่มนวล: ____ a safe bike path to the park?

ดูคำตอบ

Wouldn't it be nice if there were

ไวยากรณ์

ใช้ as strong as ... และ as shapeable as ... เพื่อเปรียบเทียบระดับที่เท่ากัน

โครงสร้าง as + คำคุณศัพท์ + as บอกว่าสองสิ่งมีคุณสมบัติหนึ่งในระดับเท่ากัน ใน as strong as the strongest steel คำว่า strong บอกคุณสมบัติที่เปรียบเทียบ และ as ตัวสุดท้ายใช้บอกเกณฑ์ที่นำมาเปรียบเทียบ Shapeable หมายถึงสามารถทำให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ ดังนั้น as shapeable as plastic จึงเปรียบเทียบความง่ายในการขึ้นรูป ประโยคนี้วางโครงสร้างเปรียบเทียบ as ... as ที่สมบูรณ์สองชุดขนานกัน วัสดุที่จินตนาการขึ้นถูกเปรียบเทียบกับเหล็กในด้านความแข็งแรง และกับพลาสติกในด้านการขึ้นรูป เพื่อแสดงว่าจะรวมคุณสมบัติทั้งสองไว้ด้วยกัน

แบบฝึกหัด

เติมการเปรียบเทียบระดับเท่ากันทั้งสองส่วนด้วยคำคุณศัพท์ warm และ light: This camping jacket is ____ wool and ____ a T-shirt.

ดูคำตอบ

as warm as · as light as

Well,

0:33

เอาล่ะ

a lot of scientists and technologists are getting excited about a relatively recent invention called metallic glass วลี

0:34

นักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีจำนวนมากกำลังตื่นเต้นกับสิ่งประดิษฐ์ที่ค่อนข้างใหม่ ซึ่งเรียกว่า 'แก้วโลหะ'

วลี

getting excited about: ความตื่นเต้นและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้น

Get excited about + คำนามหรือรูป -ing หมายถึงเริ่มรู้สึกตื่นเต้นหรือมองสิ่งหนึ่งในแง่ดี รูปกำลังกระทำ are getting เน้นว่าทัศนคตินี้กำลังเพิ่มขึ้น ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวบอกว่าความสนใจและความเชื่อมั่นของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อศักยภาพของแก้วโลหะกำลังเพิ่มขึ้น ไม่จำเป็นต้องหมายถึงอาการตื่นเต้นชั่วครู่ที่แสดงออกอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ get excited about ในรูปกำลังกระทำ: Researchers are ____ a safer battery design.

ดูคำตอบ

getting excited about

with both of those properties and more. ลำดับความ

0:40

ที่มีคุณสมบัติทั้งสองประการนั้นและอีกมากมาย

ลำดับความ

with both of those properties and more: ย้อนอ้างข้อมูลเดิมและเพิ่มข้อมูลต่อ

วลีที่ขึ้นต้นด้วย with เพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับแก้วโลหะ Both of those properties ย้อนกลับไปอ้างถึงคุณสมบัติสองอย่างที่กล่าวไว้แล้ว ได้แก่ ความแข็งแรงและความสามารถในการขึ้นรูป ทำให้ผู้พูดรวมข้อมูลทั้งสองอย่างได้โดยไม่ต้องกล่าวซ้ำ And more ขยายไปไกลกว่าการสรุปสองข้อนั้น และบอกเป็นนัยว่ายังมีข้อดีเพิ่มเติม วลีทั้งหมดจึงเชื่อมข้อมูลเดิมกับประเด็นถัดไป โดยสรุปสั้น ๆ ก่อนเปิดทางให้รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบฝึกหัด

ผู้พูดได้กล่าวแล้วว่าแล็ปท็อปเครื่องหนึ่งเบาและทนทาน ประโยคต่อใดอ้างถึงคุณสมบัติทั้งสองอย่างและบอกเป็นนัยว่ายังมีข้อดีเพิ่มเติม

  1. The laptop comes with neither of those advantages.
  2. The laptop comes with either of those advantages, but not both.
  3. The laptop comes with both of those advantages and more.
ดูคำตอบ

The laptop comes with both of those advantages and more.

Metallic glasses look shiny and opaque,

0:44

แก้วโลหะมีลักษณะมันวาวและทึบแสง

like metals, ลำดับความ

0:46

เหมือนกับโลหะ

and also like metals,

0:47

และเช่นเดียวกับโลหะ

they conduct heat and electricity.

0:49

พวกมันนำความร้อนและไฟฟ้าได้

ลำดับความ

like metals ... also like metals: การจัดกรอบการเปรียบเทียบสองด้าน

like metals ครั้งแรกย้อนกลับไปขยาย shiny and opaque จึงวางกรอบการเปรียบเทียบเรื่องรูปลักษณ์ ส่วน like metals ครั้งที่สองเริ่มส่วนใหม่ของประโยคและวางกรอบการเปรียบเทียบเรื่องคุณสมบัติ คือการนำความร้อนและไฟฟ้า การซ้ำวลีเปรียบเทียบนี้เป็นความตั้งใจ โดยยังใช้ metals เป็นจุดอ้างอิงและพาข้อมูลจากความคล้ายด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เหตุใดผู้พูดจึงกล่าว like metals ซ้ำในประโยคนี้

  1. การเปรียบเทียบทั้งสองครั้งอธิบายเฉพาะรูปลักษณ์ของวัสดุ
  2. การเปรียบเทียบครั้งที่สองยกเลิกการเปรียบเทียบครั้งแรก
  3. การเปรียบเทียบครั้งแรกวางกรอบเรื่องรูปลักษณ์ ส่วนครั้งที่สองวางกรอบเรื่องคุณสมบัติ
ดูคำตอบ

การเปรียบเทียบครั้งแรกวางกรอบเรื่องรูปลักษณ์ ส่วนครั้งที่สองวางกรอบเรื่องคุณสมบัติ

But they're way stronger than most metals, การใช้คำ

0:51

แต่มันแข็งแกร่งกว่าโลหะส่วนใหญ่มาก

การใช้คำ

way stronger than: การเน้นระดับของการเปรียบเทียบ

ในที่นี้ way เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับแบบไม่เป็นทางการที่วางหน้าคำขั้นกว่า stronger โดย way stronger than มีความหมายว่า much stronger than และเน้นว่ามีความแตกต่างมาก ส่วน way ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงถนนหรือวิธีการ วลี most metals กำหนดกลุ่มที่ใช้เปรียบเทียบ ข้อความนี้กล่าวถึงโลหะส่วนใหญ่ ไม่ใช่โลหะทุกชนิด

แบบฝึกหัด

ใช้ way และรูปขั้นกว่าของ fast เติมประโยคให้สมบูรณ์: The express train is ____ the local train.

ดูคำตอบ

way faster than

which means they can withstand a lot of force without getting bent or dented, โน้ต

0:53

ซึ่งหมายความว่าพวกมันทนต่อแรงจำนวนมากได้โดยไม่โค้งงอหรือบุบสลาย

ลำดับความ

which means: เชื่อมข้อเท็จจริงไปสู่ผลในทางปฏิบัติ

which means ใช้นำข้อความถัดมาในฐานะคำอธิบายหรือผลในทางปฏิบัติของข้อความก่อนหน้าทั้งหมด ในที่นี้ “แข็งแรงกว่าโลหะส่วนใหญ่” ถูกเปลี่ยนเป็นผลที่เป็นรูปธรรมว่า วัสดุสามารถทนต่อแรงมากได้โดยไม่งอหรือบุบ รูปแบบนี้ช่วยให้ผู้พูดเชื่อมจากข้อเท็จจริงหรือคุณสมบัติที่เป็นนามธรรมไปสู่เหตุผลว่าทำไมสิ่งนั้นจึงสำคัญ which หลังเครื่องหมายจุลภาคอ้างถึงแนวคิดก่อนหน้าทั้งหมด ไม่ได้อ้างถึงเพียงคำนามที่อยู่ใกล้ที่สุด

แบบฝึกหัด

เติม which means ในประโยคเพื่อเชื่อมไปยังผลในทางปฏิบัติ: The battery lasts for two days, ____ I do not need to charge it tonight.

ดูคำตอบ

which means

วลี

withstand a lot of force: ทนต่อแรงมากโดยไม่เสียหาย

withstand a lot of force หมายถึงการได้รับแรงมากแต่ยังคงสภาพสมบูรณ์หรือทำงานได้ วลีที่ตามมาคือ without getting bent or dented ทำให้ความหมายเรื่องการไม่เกิดความเสียหายชัดเจนขึ้น withstand เป็นสกรรมกริยา จึงวางแรงหรือสภาวะไว้ต่อจากคำนี้โดยตรง เช่น withstand force, pressure, heat หรือ impact ในที่นี้ withstand แม่นยำกว่า stand เพราะเน้นการผ่านสิ่งที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายโดยยังคงทนอยู่ได้

แบบฝึกหัด

เลือกคำกริยาที่เหมาะที่สุดเพื่อเติมคำอธิบายเชิงเทคนิคนี้: The case can _____ heavy impacts without cracking.

  1. withstand against
  2. stand
  3. withstand
ดูคำตอบ

withstand

ไวยากรณ์

without getting bent or dented: การหลีกเลี่ยงสภาพแบบถูกกระทำที่ไม่ต้องการ

without + รูป -ing แสดงว่าการกระทำหรือผลลัพธ์บางอย่างไม่เกิดขึ้นในระหว่างที่การกระทำหลักเกิดขึ้น ในที่นี้ without getting bent or dented หมายถึงวัตถุทนต่อแรงได้และไม่ลงเอยด้วยการเสียรูป getting + past participle บอกถึงการเข้าสู่สภาพที่เกิดจากแรงหรือสิ่งอื่น getting bent หมายถึงงอเพราะแรง ส่วน getting dented หมายถึงเกิดรอยบุบ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ do something without getting + past participle เช่น without getting hurt หรือ without getting damaged

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้ without + getting + past participle ได้ถูกต้อง

  1. The package arrived without get damaged.
  2. The package arrived without getting damaged.
  3. The package arrived without got damaged.
ดูคำตอบ

The package arrived without getting damaged.

making ultra-sharp scalpels and ultra-strong electronics cases, ไวยากรณ์

0:58

นำไปทำเป็นมีดผ่าตัดที่คมกริบ และเคสอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ

hinges, screws, the list goes on. สำนวน

1:02

บานพับ สกรู และอื่นๆ อีกมากมาย

ไวยากรณ์

making ultra-sharp scalpels and ultra-strong electronics cases: การเสริมผลลัพธ์หรือการใช้งาน

อนุประโยค -ing ที่ขึ้นต้นด้วย making ... เชื่อมกลับไปยังคุณสมบัติของวัสดุที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และเสริมว่าคุณสมบัติเหล่านั้นทำให้เกิดอะไรได้บ้าง นั่นคือสามารถใช้วัสดุนี้ทำมีดผ่าตัดที่คมมากและเคสอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแรงมากได้ เนื่องจากหน้า making ไม่มีรูปใดของคำกริยา be จึงไม่ใช่ present progressive แบบ is making ในประโยคยาวลักษณะนี้ อนุประโยค -ing สามารถเสริมผลลัพธ์ ผลที่ตามมา หรือการใช้งานจริงของแนวคิดก่อนหน้าได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค -ing เพื่อเสริมผลลัพธ์ของอนุประโยคก่อนหน้า

  1. To make production more efficient, the team changed the process.
  2. The new process cuts waste, making production more efficient.
  3. The factory is making a new machine this week.
ดูคำตอบ

The new process cuts waste, making production more efficient.

สำนวน

the list goes on: ยังมีตัวอย่างอีกมาก

the list goes on เป็นสำนวนที่ใช้หลังจากยกตัวอย่างมาหลายอย่าง หมายความว่ายังสามารถเพิ่มตัวอย่างที่คล้ายกันได้อีกมาก ดังนั้นรายการที่กล่าวมาแล้วจึงยังไม่ครบทั้งหมด ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวใช้ปิดท้ายรายการผลิตภัณฑ์อย่างเป็นธรรมชาติ goes on หมายถึง “ดำเนินต่อไป” ไม่ได้หมายความว่ารายการกำลังเคลื่อนที่จริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนที่หมายความว่า “ยังมีตัวอย่างอีกมาก” ให้สมบูรณ์: The library has novels, comics, magazines, audiobooks, and ____.

ดูคำตอบ

the list goes on

Metallic glasses also have an incredible ability to store and release elastic energy, วลี

1:05

แก้วโลหะยังมีความสามารถที่น่าทึ่งในการกักเก็บและปลดปล่อยพลังงานยืดหยุ่น

วลี

incredible ability to store and release elastic energy: กริยาคู่ขนานหลัง to

ในโครงสร้าง ability to do something คำกริยารูป infinitive ที่มี to จะบอกว่าเป็นความสามารถในการทำอะไร ในที่นี้ to store and release elastic energy อธิบายเนื้อหาของความสามารถ โดย store และ release เป็นกริยาคู่ขนานที่ใช้ to ตัวเดียวกัน elastic energy คือพลังงานที่เก็บไว้เมื่อวัตถุเกิดการเปลี่ยนรูปแบบยืดหยุ่น และถูกปล่อยออกมาเมื่อวัตถุกลับสู่รูปร่างเดิม ส่วน incredible แสดงการประเมินว่าความสามารถนี้โดดเด่นหรือชวนประทับใจอย่างมาก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ ability to ได้ถูกต้อง และวาง store กับ retrieve เป็นกริยาคู่ขนานกัน?

  1. The system has the ability to store and retrieve data quickly.
  2. The system has the ability to storing and retrieve data quickly.
  3. The system has the ability for store and retrieve data quickly.
ดูคำตอบ

The system has the ability to store and retrieve data quickly.

which makes them perfect for sports equipment like tennis racquets, วลี

1:10

ซึ่งทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับอุปกรณ์กีฬา เช่น ไม้เทนนิส

golf clubs, and skis.

1:14

ไม้กอล์ฟ และสกี

วลี

makes them perfect for: โครงสร้าง make + กรรม + perfect for

โครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ หมายถึงบางสิ่งทำให้กรรมมีคุณสมบัตินั้น ใน makes them perfect for คำว่า them เป็นกรรมและหมายถึงแก้วโลหะ ส่วน perfect บอกผลลัพธ์ และ for นำเข้าสู่การใช้งานที่ตั้งใจไว้ ในที่นี้ perfect for หมายถึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสมบูรณ์แบบทุกด้าน คุณสมบัติของวัสดุทำให้วัสดุเหล่านี้มีประโยชน์เป็นพิเศษสำหรับอุปกรณ์กีฬา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ make + object + perfect for และรูปกริยาที่ถูกต้อง: The padded straps ____ this backpack ____ long hikes.

ดูคำตอบ

make · perfect for

They're resistant to corrosion and can be cast into complex shapes โน้ต

1:16

พวกมันทนทานต่อการกัดกร่อน และสามารถหล่อขึ้นรูปเป็นรูปทรงที่ซับซ้อนได้

with mirror-like surfaces in a single molding step. วลี

1:20

พร้อมพื้นผิวที่เรียบเนียนเหมือนกระจกได้ในขั้นตอนการขึ้นรูปเพียงครั้งเดียว

วลี

They're resistant to corrosion: be resistant to + คำนาม

be resistant to + คำนาม หมายถึงสามารถต้านทานบางสิ่ง หรือไม่เสียหายหรือเปลี่ยนแปลงเพราะสิ่งนั้นได้ง่าย resistant เป็นคำคุณศัพท์และต้องตามด้วยบุพบท to ใน They're resistant to corrosion คำสรรพนาม they หมายถึงแก้วโลหะ ส่วน corrosion คือความเสียหายที่ค่อย ๆ เกิดกับวัสดุจากปฏิกิริยาเคมีกับสภาพแวดล้อม ข้อความนี้หมายถึงการกัดกร่อนเกิดได้ยากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเกิดไม่ได้เลย

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย resistant และบุพบทที่ต้องใช้ร่วมกัน: This outdoor lock is ____ rust, so rain will not damage it quickly.

ดูคำตอบ

resistant to

การใช้คำ

can be cast into complex shapes: สามารถหล่อเป็นรูปทรงซับซ้อนในการผลิต

ในบริบทการผลิต cast หมายถึงการเทวัสดุที่หลอมเหลวหรือไหลได้ลงในแม่พิมพ์ แล้วปล่อยให้แข็งตัวเป็นรูปทรงที่กำหนด ดังนั้น cast into complex shapes จึงหมายถึงการขึ้นรูปเป็นรูปทรงซับซ้อนด้วยการหล่อ ไม่ได้หมายถึงการถูกโยนหรือได้รับบทแสดง can be cast ใช้โครงสร้างกริยาช่วย can + be ในรูป passive + past participle cast วัสดุเป็นผู้รับการกระทำ และ into นำหน้ารูปทรงที่เป็นผลลัพธ์ cast เป็นกริยาไม่ปกติ โดยรูปพื้นฐาน รูปอดีต และ past participle ล้วนเป็น cast ไม่ใช้ casted ในความหมายด้านการผลิตนี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ cast into ได้ถูกต้องเพื่ออธิบายกระบวนการผลิต

  1. The molten metal can be cast into detailed parts.
  2. The molten metal can cast into detailed parts.
  3. The molten metal can be cast at detailed parts.
ดูคำตอบ

The molten metal can be cast into detailed parts.

วลี

with mirror-like surfaces ... in a single molding step: มีพื้นผิวเหมือนกระจก……ในขั้นตอนการขึ้นรูปเพียงครั้งเดียว

วลีที่ขึ้นต้นด้วย with เพิ่มลักษณะของรูปทรงสำเร็จ นั่นคือมี mirror-like surfaces หรือพื้นผิวที่เรียบและสะท้อนแสงเหมือนกระจก ในที่นี้ with อธิบายว่าผลลัพธ์มีลักษณะอะไร ไม่ได้ระบุเครื่องมือ วลีที่ขึ้นต้นด้วย in เพิ่มเงื่อนไขของกระบวนการ โดยรูปทรงซับซ้อนและผิวสำเร็จถูกสร้างขึ้นในขั้นตอนการขึ้นรูปเพียงครั้งเดียว บุพบทวลีทั้งสองนี้ย่อข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะผลิตภัณฑ์และการผลิตแบบขั้นตอนเดียวไว้หลังใจความหลัก single หมายถึงจำนวนขั้นตอน ไม่ได้หมายถึงแม่พิมพ์หนึ่งชิ้นหรือวัตถุหนึ่งชิ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายข้อมูลที่บุพบทวลีทั้งสองเพิ่มเข้ามาได้ถูกต้อง

  1. One mold is used to make a surface, but the shapes require a separate process.
  2. The mirror-like surfaces are tools used during several molding steps.
  3. The shapes have mirror-like surfaces, and both the shape and finish are achieved in one molding step.
ดูคำตอบ

The shapes have mirror-like surfaces, and both the shape and finish are achieved in one molding step.

Despite their strength at room temperature, ไวยากรณ์

1:24

แม้ว่าพวกมันจะมีความแข็งแกร่งที่อุณหภูมิห้อง

if you go up a few hundred degrees Celsius, ไวยากรณ์

1:27

แต่หากอุณหภูมิสูงขึ้นสักสองสามร้อยองศาเซลเซียส

they soften significantly and can be deformed into any shape you like. ไวยากรณ์

1:29

พวกมันจะอ่อนตัวลงอย่างมาก และสามารถปรับเปลี่ยนเป็นรูปทรงใดก็ได้ตามต้องการ

ไวยากรณ์

Despite their strength at room temperature: การแสดงการยอมรับข้อเท็จจริงด้วย despite

Despite ใช้แสดงการยอมรับข้อเท็จจริงหนึ่งก่อน กล่าวคือวัสดุแข็งแรงที่อุณหภูมิห้อง แล้วจึงเตรียมเข้าสู่ความขัดแย้งที่คาดไม่ถึงว่าวัสดุจะอ่อนตัวเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น Despite เป็นคำบุพบท ดังนั้นในที่นี้จึงตามด้วยนามวลี their strength at room temperature ไม่ใช่อนุประโยคสมบูรณ์ที่มีประธานและกริยา โครงสร้างคือ despite + นามวลี แล้วตามด้วยข้อความหลัก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ despite ได้ถูกต้อง

  1. Despite its small size, the camera takes sharp photos.
  2. Despite the camera is small, it takes sharp photos.
  3. Despite its small size, but the camera takes sharp photos.
ดูคำตอบ

Despite its small size, the camera takes sharp photos.

ไวยากรณ์

if you go up a few hundred degrees Celsius: การกำหนดเงื่อนไขด้านอุณหภูมิ

อนุประโยค if ใช้กำหนดเงื่อนไขว่า เมื่อเพิ่มขึ้นไปอีกสองสามร้อยองศาบนมาตราอุณหภูมิ วัสดุจะอ่อนตัวลง ในที่นี้ you ใช้ในความหมายทั่วไป และ go up หมายถึงอุณหภูมิที่กำลังพูดถึงเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายถึงคนเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน ส่วน A few hundred degrees คือปริมาณที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่อุณหภูมิสุดท้าย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 200 องศา ไม่ใช่ไปถึงอุณหภูมิสุดท้ายที่ 200 องศา

  1. During the test, the temperature went up to 200 degrees.
  2. During the test, the temperature went up 200 degrees.
  3. During the test, the temperature was set at 200 degrees.
ดูคำตอบ

During the test, the temperature went up 200 degrees.

ไวยากรณ์

can be deformed into any shape: บอกว่าวัสดุสามารถขึ้นรูปเป็นแบบใดได้บ้าง

can be deformed เป็นโครงสร้างกรรมวาจกที่มีกริยาช่วยแบบ can + be + past participle หมายความว่าสามารถเปลี่ยนรูปร่างของวัสดุได้ ประโยคเน้นว่าวัสดุสามารถเกิดอะไรขึ้นได้ ไม่ได้เน้นว่าใครเป็นผู้เปลี่ยน into นำไปสู่รูปทรงที่เป็นผลลัพธ์ any shape you like หมายถึง “รูปทรงใดก็ตามที่คุณเลือก” ดังนั้น can be deformed into any shape จึงบอกว่าวัสดุสามารถขึ้นรูปได้หลากหลายมาก

แบบฝึกหัด

ใช้ can be deformed into เติมคำอธิบายวัสดุให้สมบูรณ์: When heated, this polymer ____ almost any shape.

ดูคำตอบ

can be deformed into

Cool them back down and they regain the strength. กริยาวลี

1:34

และเมื่อปล่อยให้เย็นตัวลง พวกมันก็จะกลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิม

กริยาวลี

Cool them back down: ทำให้กลับไปสู่อุณหภูมิที่ต่ำกว่า

Cool them back down เป็นประโยคคำสั่งที่บอกขั้นตอนโดยตรง cool something down หมายถึงลดอุณหภูมิของบางสิ่ง และ back เพิ่มความหมายว่าสิ่งนั้นเคยอุ่นขึ้นแล้วกำลังกลับไปสู่อุณหภูมิที่ต่ำกว่า คำสรรพนามที่เป็นกรรมวางไว้หลัง cool: cool them back down ส่วนอนุประโยคที่ตามหลัง and บอกผลลัพธ์ ดังนั้นรูปแบบทั้งหมดจึงหมายถึง “ทำสิ่งนี้ แล้วผลลัพธ์นี้จะเกิดขึ้น”

แบบฝึกหัด

ซุปอุ่นขึ้นอีกครั้ง ใช้ cool ... back down เติมคำสั่งให้สมบูรณ์: Set it in an ice bath to ____.

ดูคำตอบ

cool it back down

So where do all of these wondrous attributes come from? ลำดับความ

1:38

แล้วคุณสมบัติอันน่ามหัศจรรย์เหล่านี้มาจากไหนล่ะ?

ลำดับความ

So where do ... come from?: เปลี่ยนจากคุณสมบัติไปสู่สาเหตุ

คำถามนี้ทำหน้าที่จัดลำดับคำอธิบาย ไม่ได้มีไว้เพื่อขอข้อมูลเท่านั้น So เชื่อมกลับไปยังคุณสมบัติที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ส่วน where ... come from ย้ายจุดสนใจจาก “คุณสมบัติเหล่านั้นคืออะไร” ไปสู่ “อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดคุณสมบัติเหล่านั้น” ในการอธิบาย ผู้พูดอาจตั้งคำถามเช่นนี้แล้วตอบเองต่อทันที เป็นสัญญาณว่าส่วนถัดไปจะอธิบายที่มา เหตุผล หรือกลไกเบื้องหลังผลที่สังเกตได้

แบบฝึกหัด

หน้าที่หลักของคำถามนี้ในการจัดลำดับเนื้อหาคืออะไร

  1. ถามว่าเก็บตัวอย่างวัตถุมาจากที่ใด
  2. บอกว่าการอภิปรายสิ้นสุดแล้ว
  3. เปลี่ยนคำอธิบายจากการบอกลักษณะของคุณสมบัติไปสู่การอธิบายสาเหตุ
ดูคำตอบ

เปลี่ยนคำอธิบายจากการบอกลักษณะของคุณสมบัติไปสู่การอธิบายสาเหตุ

In essence, ลำดับความ

1:41

โดยพื้นฐานแล้ว

they have to do with metallic glasses' unique atomic structure. วลี

1:41

สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอะตอมที่เป็นเอกลักษณ์ของแก้วโลหะ

ลำดับความ

In essence: ใช้เกริ่นคำอธิบายหลัก

In essence หมายถึง “ในระดับที่สำคัญหรือพื้นฐานที่สุด” เมื่ออยู่ต้นประโยคนี้ วลีดังกล่าวบอกผู้ฟังว่าสิ่งที่ตามมา ซึ่งก็คือความเชื่อมโยงกับโครงสร้างอะตอม เป็นคำอธิบายหลัก ไม่ใช่รายละเอียดเพิ่มเติมอีกข้อ ใช้วลีนี้เพื่อย่อการอภิปรายที่ซับซ้อนให้เหลือประเด็นสำคัญ เครื่องหมายจุลภาคแยกคำบอกลำดับความคิดที่อยู่ต้นประโยคออกจากประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

In essence ที่ต้นประโยคส่งสัญญาณถึงอะไร

  1. ผู้พูดกำลังจะเพิ่มตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวข้อง
  2. ข้อความต่อไปจะบอกประเด็นสำคัญที่เป็นพื้นฐาน
  3. ผู้พูดกำลังแก้ไขการออกเสียงก่อนหน้านี้
ดูคำตอบ

ข้อความต่อไปจะบอกประเด็นสำคัญที่เป็นพื้นฐาน

วลี

have to do with: การแสดงความเกี่ยวข้อง

have to do with เป็นวลีตายตัวที่หมายถึงเชื่อมโยงกับหรือเกี่ยวข้องกับ ในที่นี้วลีนี้เชื่อมโยงสิ่งที่เพิ่งกล่าวถึงกับโครงสร้างอะตอมอันเป็นเอกลักษณ์ของแก้วโลหะ ใช้โครงสร้าง subject + have/has to do with + noun phrase และมองทั้งวลีเป็นหน่วยเดียว ในโครงสร้างนี้ have to ไม่ได้สื่อถึงความจำเป็นหรือหน้าที่

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ have to do with เติมประโยคให้สมบูรณ์: The change in color ____ the temperature.

ดูคำตอบ

has to do with

Most metals are crystalline as solids. การใช้คำ

1:45

โลหะส่วนใหญ่มีโครงสร้างเป็นผลึกเมื่ออยู่ในสถานะของแข็ง

การใช้คำ

are crystalline as solids: โครงสร้างในสถานะของแข็ง

ในบริบททางวัสดุศาสตร์นี้ crystalline หมายถึงการที่อะตอมเรียงตัวเป็นโครงสร้างที่เป็นระเบียบและเกิดซ้ำ ส่วน are crystalline ใช้คำคุณศัพท์ crystalline หลัง be เพื่อบอกสมบัติด้านโครงสร้าง as solids จำกัดข้อความนี้ให้ใช้กับสถานะของแข็ง โดยหมายถึงเมื่อสิ่งเหล่านั้นเป็นของแข็ง ไม่ได้หมายถึงเหมือนวัตถุแข็ง ดังนั้นประโยคนี้จึงบอกว่าโลหะส่วนใหญ่มีโครงสร้างที่เป็นระเบียบนี้เมื่ออยู่ในสถานะของแข็ง

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดอธิบาย crystalline as solids ในประโยคนี้ได้ถูกต้องที่สุด

  1. โลหะส่วนใหญ่จะโปร่งใสทุกครั้งที่เปลี่ยนเป็นของแข็ง
  2. โลหะส่วนใหญ่มีโครงสร้างอะตอมที่เป็นระเบียบเมื่ออยู่ในสถานะของแข็ง
  3. โลหะส่วนใหญ่เพียงแค่ดูคล้ายวัตถุแข็ง
ดูคำตอบ

โลหะส่วนใหญ่มีโครงสร้างอะตอมที่เป็นระเบียบเมื่ออยู่ในสถานะของแข็ง

That means that if you zoomed in close enough to see the individual atoms, ไวยากรณ์

1:48

นั่นหมายความว่า หากคุณซูมเข้าไปใกล้พอที่จะมองเห็นแต่ละอะตอม

they'd be neatly lined up in an orderly repeating pattern วลี

1:52

พวกมันจะเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบในรูปแบบที่ซ้ำกัน

that extends throughout the whole material. วลี

1:56

ซึ่งแผ่กระจายไปทั่วทั้งวัสดุ

ไวยากรณ์

if you zoomed in close enough to see: จินตนาการถึงการสังเกตแบบสมมติ

อนุประโยค if ชวนผู้ฟังให้จินตนาการถึงการสังเกตที่ไม่ได้กำลังเกิดขึ้นจริง นั่นคือขยายภาพให้มากพอจนเห็นอะตอมแต่ละอะตอม zoom in หมายถึงขยายภาพหรือมุมมอง ส่วน close enough to see บอกระดับที่มากพอจะมองเห็น ในโครงสร้างสมมตินี้ if + รูปอดีต (zoomed) ใช้คู่กับ would ในส่วนผลลัพธ์ (they'd be) รูปอดีตตรงนี้แสดงว่าสถานการณ์ไม่จริงหรือเป็นเพียงจินตนาการ ไม่ได้หมายความว่าการซูมเกิดขึ้นในอดีต

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างสมมติแบบเดียวกันเพื่อชวนให้จินตนาการถึงการสังเกต

  1. If you looked closely enough, you'd notice a tiny crack.
  2. You looked closely enough, so you noticed a tiny crack.
  3. If you look closely enough, you'll notice a tiny crack.
ดูคำตอบ

If you looked closely enough, you'd notice a tiny crack.

วลี

neatly lined up in an orderly repeating pattern: อธิบายการจัดเรียงที่เป็นระเบียบ

be lined up อธิบายว่าสิ่งของหลายชิ้นถูกวางในตำแหน่งที่เรียงตรงกัน ส่วน neatly เน้นว่าการเรียงนั้นเรียบร้อย in an orderly repeating pattern อธิบายรูปแบบโดยรวมว่า การเรียงแบบเดิมเกิดซ้ำไปเรื่อย ๆ เมื่อรวมกัน วลีนี้เชื่อมจากตำแหน่งของอะตอมแต่ละอะตอมไปสู่โครงสร้างที่อะตอมทั้งหมดสร้างร่วมกัน เป็นวิธีสั้น ๆ ในการอธิบายการจัดเรียงที่เป็นระบบและเกิดซ้ำ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายอย่างเป็นธรรมชาติว่า สิ่งของเรียงตัวเป็นระเบียบและเป็นรูปแบบซ้ำ

  1. The tiles are neatly lined up in a repeating pattern.
  2. The tiles are randomly scattered across the floor.
  3. The tiles are neatly lined up beside a repeating pattern.
ดูคำตอบ

The tiles are neatly lined up in a repeating pattern.

วลี

extends throughout the whole material: แผ่ไปถึงทุกส่วน

ในประโยคนี้ extends throughout the whole material หมายความว่า รูปแบบที่ซ้ำกันต่อเนื่องและมีอยู่ในทุกส่วนของวัสดุ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริเวณเดียว คำสรรพนามสัมพันธ์ that ย้อนกลับไปอ้างถึง pattern ดังนั้นสิ่งที่แผ่ต่อเนื่องคือรูปแบบนั้น extend throughout + สถานที่ สิ่งของ หรือช่วงเวลา ใช้แสดงว่าบางสิ่งแผ่ไปหรือดำเนินต่อเนื่องครอบคลุมตลอดขอบเขตที่ระบุ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ extend throughout เพื่อแสดงว่าลวดลายแผ่ไปถึงทุกส่วนของพื้น: The pattern ____ the entire floor.

ดูคำตอบ

extends throughout

Ice is crystalline,

1:58

น้ำแข็งมีโครงสร้างเป็นผลึก

and so are diamonds and salt. ไวยากรณ์

1:59

เพชรและเกลือก็เช่นกัน

ไวยากรณ์

and so are diamonds and salt: ใช้ so แบบกลับลำดับเพื่อหมายถึง “ก็เช่นกัน”

and so are diamonds and salt หมายความว่าเพชรและเกลือก็เป็นผลึกเช่นกัน So ใช้แทนใจความบอกเล่าเชิงบวกที่เพิ่งกล่าวไป จึงไม่ต้องพูด crystalline ซ้ำ โครงสร้างคือ so + be กริยาช่วย หรือ modal + ประธานใหม่ กริยามาก่อนประธาน แต่นี่เป็นประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม ให้คงชนิดและกาลของกริยาจากอนุประโยคแรก แล้วทำให้สอดคล้องกับประธานใหม่ เนื่องจาก diamonds and salt เป็นพหูพจน์ จึงใช้ are

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง so แบบกลับลำดับ เพื่อแสดงว่าเพื่อนร่วมทีมก็พร้อมเช่นกัน: Mia is ready, and ____.

ดูคำตอบ

so are her teammates

If you heat these materials up enough and melt them, ไวยากรณ์

2:01

หากคุณให้ความร้อนกับวัสดุเหล่านี้มากพอจนหลอมละลาย

the atoms can jiggle freely and move randomly. วลี

2:04

อะตอมจะสามารถสั่นไหวและเคลื่อนที่แบบสุ่มได้อย่างอิสระ

ไวยากรณ์

If you heat ... up enough and melt ...: การบอกเงื่อนไขของกระบวนการ

อนุประโยค if กำหนดเงื่อนไขของผลลัพธ์ในประโยคหลัก ในที่นี้ เงื่อนไขประกอบด้วยการกระทำสองอย่างที่เชื่อมด้วย and คือให้ความร้อนแก่วัสดุมากพอ แล้วทำให้วัสดุหลอมละลาย heat something up หมายถึง “ทำให้บางสิ่งร้อนขึ้น” โดย up เป็นส่วนหนึ่งของ heat up และไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนขึ้นด้านบน ส่วน enough วางหลังวลีกริยาเพื่อบอกว่าความร้อนถึงระดับที่ต้องการ รูปแบบนี้ใช้ได้เมื่ออธิบายว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อกระบวนการถึงเงื่อนไขที่จำเป็น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ if + heat ... up enough and melt ... ได้ถูกต้องเพื่อบอกเงื่อนไขของกระบวนการ

  1. If you heat enough up the wax and melt it, you can pour it into a mold.
  2. If you heat the wax up enough and melt it, you can pour it into a mold.
  3. If you move the wax up enough and melt it, you can pour it into a mold.
ดูคำตอบ

If you heat the wax up enough and melt it, you can pour it into a mold.

วลี

jiggle freely and move randomly: บรรยายการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นระเบียบ

jiggle บรรยายการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ อย่างรวดเร็วไปมา หรือจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง freely แสดงว่าอะตอมไม่ได้ถูกตรึงไว้ที่ตำแหน่งเดียว ส่วน move randomly บอกว่าการเคลื่อนที่ไม่มีทิศทางตายตัวหรือรูปแบบที่คาดเดาได้ วลีกริยาสองส่วนนี้เชื่อมกันด้วย and โดย jiggle ช่วยให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ อย่างชัดเจน ส่วน move randomly เพิ่มแนวคิดเรื่องความไม่เป็นระเบียบ เมื่อนำมาใช้ร่วมกันจึงช่วยให้จินตนาการการเคลื่อนไหวระดับจุลภาคได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

คำอธิบายใดตรงกับ jiggle freely and move randomly มากที่สุด

  1. อนุภาคเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงเส้นเดียวด้วยความเร็วคงที่
  2. อนุภาคหยุดนิ่งอย่างสมบูรณ์อยู่ในตำแหน่งตายตัว
  3. อนุภาคเคลื่อนไหวเล็ก ๆ และเปลี่ยนทิศทางโดยไม่มีรูปแบบตายตัว
ดูคำตอบ

อนุภาคเคลื่อนไหวเล็ก ๆ และเปลี่ยนทิศทางโดยไม่มีรูปแบบตายตัว

But when you cool them back down,

2:07

แต่เมื่อคุณปล่อยให้เย็นตัวลง

the atoms reorganize themselves, การใช้คำ

2:09

อะตอมจะจัดระเบียบตัวเองใหม่

reestablishing the crystal.

2:11

เพื่อสร้างผลึกขึ้นมาอีกครั้ง

การใช้คำ

reorganize themselves, reestablishing the crystal: การจัดเรียงตัวเองใหม่และผลลัพธ์

ใน reorganize themselves คำว่า themselves ย้อนกลับไป指ถึงประธาน atoms อะตอมเปลี่ยนการจัดเรียงของตัวเอง ไม่ได้มีคนหรือสิ่งภายนอกมาจัดให้ คำนำหน้า re- ใน reorganize หมายถึง “อีกครั้ง” วลี -ing หลังเครื่องหมายจุลภาค reestablishing the crystal บอกผลของการจัดเรียงใหม่นั้น นั่นคือโครงสร้างผลึกก่อตัวขึ้นอีกครั้ง re- ใน reestablishing ก็หมายถึง “อีกครั้ง” เช่นกัน ประโยคนี้จึงแสดงการกลับไปสู่โครงสร้างเดิม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าโมเลกุลเปลี่ยนการจัดเรียงของตัวเอง และทำให้โครงสร้างเดิมกลับคืนมาเป็นผลตามมา

  1. The molecules reorganized themselves before the original structure disappeared.
  2. The technician reorganized the molecules, restoring the original structure.
  3. The molecules reorganized themselves, restoring the original structure.
ดูคำตอบ

The molecules reorganized themselves, restoring the original structure.

But what if you could cool a molten metal so fast ไวยากรณ์

2:14

แต่จะเป็นอย่างไรหากคุณสามารถทำให้โลหะหลอมเหลวเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว

that the atoms couldn't find their places again? สำนวน

2:17

จนอะตอมไม่สามารถกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมได้อีก

ไวยากรณ์

But what if you could ...?: การเปิดสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์

What if you could ...? ใช้เสนอความเป็นไปได้ในจินตนาการและชวนผู้ฟังคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น could ในที่นี้แสดงสมมติฐาน ไม่ได้หมายถึงความสามารถในอดีต But ที่ต้นประโยคส่งสัญญาณว่าเนื้อหากำลังเปลี่ยนจากผลลัพธ์ปกติที่กล่าวไว้ก่อนหน้าไปเป็นอีกกรณีหนึ่ง เมื่อนำมารวมกัน But what if ... จะเปิดสถานการณ์ทางวิทยาศาสตร์อีกแบบหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเปิดการทดลองทางความคิดเชิงวิทยาศาสตร์อย่างเป็นธรรมชาติ แทนที่จะเป็นการขอร้อง

  1. What if we could store solar energy for months?
  2. We stored solar energy for months.
  3. Could you store this solar energy for me?
ดูคำตอบ

What if we could store solar energy for months?

ไวยากรณ์

so fast that: เชื่อมระดับกับผลลัพธ์

โครงสร้าง so + คำคุณศัพท์/คำกริยาวิเศษณ์ + that + อนุประโยค เชื่อมระดับที่สูงเข้ากับผลที่เกิดขึ้น ในที่นี้ so fast บอกว่าโลหะถูกทำให้เย็นเร็วเพียงใด และอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that บอกผลว่าอะตอมไม่สามารถกลับไปยังตำแหน่งเดิมได้ ในที่นี้ fast ขยายคำกริยา cool จึงทำหน้าที่เป็นคำกริยาวิเศษณ์ ส่วน that ใช้นำอนุประโยคบอกผล ไม่ได้ใช้นำอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยายคำนาม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกผลสามคำที่ใช้ fast: The cyclist was moving ____ I couldn't read the number on the bike.

ดูคำตอบ

so fast that

สำนวน

couldn't find their places again: การบรรยายแบบบุคคลในคำอธิบายวิทยาศาสตร์

ผู้พูดบรรยายอะตอมให้เหมือนคน โดยกล่าวราวกับว่าอะตอมกำลังพยายามหาที่ของตนเอง ในทางฟิสิกส์ การเย็นตัวเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าที่อะตอมจะเคลื่อนกลับไปจัดเรียงเป็นโครงผลึกอย่างเป็นระเบียบได้ ถ้อยคำแบบนี้ช่วยให้นึกภาพกระบวนการระดับจุลภาคที่มองไม่เห็นได้ง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่าอะตอมคิด ค้นหา หรือมีตำแหน่งเฉพาะที่ถูกกำหนดไว้ให้แต่ละอะตอม

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายวิทยาศาสตร์นี้ couldn't find their places again หมายความว่าอย่างไร

  1. อะตอมทำแผนที่ที่แสดงตำแหน่งที่กำหนดไว้หาย
  2. อะตอมไม่มีเวลามากพอที่จะกลับไปอยู่ในโครงสร้างที่เป็นระเบียบ
  3. อะตอมตั้งใจลืมว่าตนควรอยู่ที่ไหน
ดูคำตอบ

อะตอมไม่มีเวลามากพอที่จะกลับไปอยู่ในโครงสร้างที่เป็นระเบียบ

So that the material was solid, โน้ต

2:20

เพื่อให้วัสดุนั้นเป็นของแข็ง

but with the chaotic amorphous internal structure of a liquid? การใช้คำ

2:22

แต่มีโครงสร้างภายในที่ไร้รูปร่างและยุ่งเหยิงเหมือนของเหลว

ไวยากรณ์

material was solid, but with ...: เปรียบต่างสภาวะกับลักษณะที่เพิ่มเข้ามา

material was solid ระบุสภาวะทางกายภาพโดยรวมของวัสดุ จากนั้น but with เพิ่มลักษณะที่น่าประหลาดใจของวัสดุชิ้นเดิม นั่นคือโครงสร้างภายในแบบอสัณฐานที่คล้ายของเหลว การเปรียบต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าวัสดุเป็นทั้งของแข็งอย่างสมบูรณ์และของเหลวอย่างสมบูรณ์พร้อมกัน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ be A, but with + นามวลี โดยบอกสภาวะหรือประเภทโดยรวมก่อน แล้วจึงเพิ่มลักษณะที่ตัดกันอย่างกระชับ ในที่นี้ with ตามด้วยนามวลี the chaotic amorphous internal structure of a liquid ไม่ใช่อนุประโยคที่มีประธานและกริยาครบถ้วน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบ be A, but with B: The room is small, ____ a large window.

ดูคำตอบ

but with

การใช้คำ

chaotic amorphous internal structure: อะตอมไร้ระเบียบ ไม่ใช่รูปร่างภายนอกที่ไม่สม่ำเสมอ

ในวลีนี้ amorphous เป็นคำคุณศัพท์เชิงเทคนิคที่สำคัญ หมายถึงอะตอมในวัสดุไม่ได้เรียงตัวเป็นรูปแบบผลึกที่สม่ำเสมอและซ้ำกัน chaotic เน้นความไร้ระเบียบ ส่วน internal structure บอกว่ากำลังพูดถึงการจัดเรียงภายในวัสดุ วลีนี้ไม่ได้หมายถึงรูปร่างภายนอกที่ไม่สม่ำเสมอ และไม่ได้หมายความว่าวัสดุยังเป็นของเหลว แต่บรรยายของแข็งที่มีการจัดเรียงอะตอมคล้ายโครงสร้างที่ไร้ระเบียบของของเหลว

แบบฝึกหัด

amorphous internal structure ในที่นี้หมายถึงอะไร?

  1. พื้นผิวภายนอกของวัสดุมีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ
  2. อะตอมไม่ได้สร้างรูปแบบผลึกที่สม่ำเสมอและซ้ำกัน
  3. วัสดุต้องคงสภาพเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง
ดูคำตอบ

อะตอมไม่ได้สร้างรูปแบบผลึกที่สม่ำเสมอและซ้ำกัน

That's metallic glass.

2:26

นั่นแหละคือแก้วโลหะ

ลำดับความ

So that ที่เชื่อมจากสมมติฐานไปสู่ผลลัพธ์

ในที่นี้ So that เชื่อมกลับไปยังการทำให้เย็นในคำถามสมมติก่อนหน้า แล้วเพิ่มสภาวะที่จะเกิดขึ้นเป็นผลตามมา คำอธิบายจึงเรียงข้อมูลจากสมมติฐานไปสู่ผลลัพธ์ กล่าวคือ การทำให้เย็นอย่างรวดเร็วจะทำให้วัสดุเป็นของแข็ง แต่ยังมีโครงสร้างภายในคล้ายของเหลว คำเหล่านี้ไม่ได้เริ่มประโยคใหม่ที่สมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง ในคำอธิบายแบบพูด ผู้พูดอาจหยุดก่อน so that แต่ประโยคย่อยยังคงอาศัยคำถามก่อนหน้าอยู่

แบบฝึกหัด

So that ทำหน้าที่อะไรในตัวอย่างนี้?

  1. เริ่มคำจำกัดความที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำถามก่อนหน้า
  2. บอกจุดประสงค์ของผู้พูดในการผลิตแก้วโลหะ
  3. สานต่อสมมติฐานก่อนหน้าโดยนำเสนอสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นผลลัพธ์
ดูคำตอบ

สานต่อสมมติฐานก่อนหน้าโดยนำเสนอสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นผลลัพธ์

This structure has the added benefit วลี

2:27

โครงสร้างนี้ยังมีข้อดีเพิ่มเติม

of lacking the grain boundaries that most metals have. การใช้คำ

2:29

คือไม่มีขอบเกรนเหมือนที่โลหะส่วนใหญ่มี

วลี

has the added benefit of lacking: เพิ่มข้อดีข้อที่สอง

Has the added benefit of + คำนามหรือรูป -ing ใช้เสนอข้อดีอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากข้อดีที่กล่าวถึงแล้วหรือเข้าใจได้จากบริบท ในที่นี้ข้อดีเพิ่มเติมคือ lacking the grain boundaries that most metals have หรือการไม่มีขอบเกรนที่โลหะส่วนใหญ่มี เนื่องจาก of เป็นคำบุพบท กริยาที่ตามหลังจึงใช้รูป -ing เช่น of lacking, of reducing หรือ of saving คำว่า added ช่วยจัดลำดับข้อมูล โดยบอกว่านี่เป็นข้อดีเพิ่มอีกหนึ่งข้อ ไม่ใช่คุณสมบัติหลักที่เพิ่งเริ่มนำเสนอ

แบบฝึกหัด

ใช้ has the added benefit of + -ing เติมประโยคให้สมบูรณ์: The redesigned form is easier to read and ____ processing time.

ดูคำตอบ

has the added benefit of reducing

การใช้คำ

grain boundaries: รอยต่อระหว่างเกรนผลึก

ในวัสดุศาสตร์ grain boundaries หมายถึงบริเวณรอยต่อที่เกรนผลึกซึ่งอยู่ติดกันมาบรรจบกัน grain คือบริเวณผลึกขนาดเล็กที่อะตอมมีแนวการเรียงตัวคล้ายกัน ในประโยคนี้ การไม่มีรอยต่อภายในเหล่านี้ถือเป็นข้อดี เพราะคำอธิบายมองว่ารอยต่อเหล่านี้อาจเป็นจุดอ่อน คำว่า grain ตรงนี้หมายถึงเกรนผลึกภายในวัสดุ ไม่ใช่เมล็ดพืชหรือธัญพืช

แบบฝึกหัด

ในวัสดุศาสตร์ grain boundaries หมายถึงอะไร?

  1. ขอบด้านนอกของเมล็ดธัญพืช
  2. รอยต่อระหว่างเกรนผลึกที่อยู่ติดกัน
  3. รอยขีดข่วนบนพื้นผิวโลหะ
ดูคำตอบ

รอยต่อระหว่างเกรนผลึกที่อยู่ติดกัน

Those are weak spots where the material is more susceptible to scratches or corrosion. วลี

2:33

ขอบเกรนคือจุดอ่อนที่ทำให้วัสดุเสี่ยงต่อการเกิดรอยขีดข่วนหรือการกัดกร่อนได้ง่ายขึ้น

วลี

more susceptible to scratches or corrosion: เกิดรอยขีดข่วนหรือการกัดกร่อนได้ง่ายกว่า

be susceptible to something หมายถึง “ได้รับผลกระทบหรือความเสียหายจากสิ่งนั้นได้ง่าย” ส่วน more susceptible to แสดงการเปรียบเทียบว่า ที่จุดอ่อนเหล่านี้ วัสดุมีโอกาสเป็นรอยขีดข่วนหรือถูกกัดกร่อนได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ในที่นี้ to เป็นคำบุพบทที่นำหน้าสาเหตุหรือประเภทของความเสี่ยง ตามหลังด้วยคำนามหรือรูป -ing ได้ เช่น susceptible to corrosion หรือ susceptible to cracking และไม่ได้บอกจุดประสงค์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย susceptible to: Young plants are especially ____ frost.

ดูคำตอบ

susceptible to

The first metallic glass was made in 1960 from gold and silicon. ไวยากรณ์

2:38

แก้วโลหะชิ้นแรกถูกสร้างขึ้นในปี 1960 จากทองคำและซิลิคอน

ไวยากรณ์

was made in 1960 from gold and silicon: รูปถูกกระทำ เวลา และวัตถุดิบต้นทาง

Was made เป็นรูปถูกกระทำในอดีตแบบ simple past ของ make โดยเน้นแก้วโลหะชนิดแรกและไม่กล่าวถึงผู้ผลิต ซึ่งเป็นธรรมชาติในการเล่าประวัติสิ่งประดิษฐ์แบบสั้น ๆ in 1960 บอกเวลาที่เกิดขึ้น และ from gold and silicon ระบุวัตถุดิบต้นทาง รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ thing + was/were made in + year + from + materials ใช้ from เมื่อต้องการนำเสนอสารต่าง ๆ ว่าเป็นวัตถุดิบที่เปลี่ยนไปเป็นผลิตภัณฑ์หรือวัสดุใหม่

แบบฝึกหัด

ใช้ was made in + year + from เติมประโยคให้สมบูรณ์: The first test bottle ____ recycled glass.

ดูคำตอบ

was made in 2021 from

It wasn't easy to make, ไวยากรณ์

2:43

มันไม่ได้สร้างขึ้นมาง่ายๆ

because metal atoms crystallize so rapidly, วลี

2:44

เพราะอะตอมของโลหะเกิดผลึกอย่างรวดเร็วมาก

scientists had to cool the alloy down incredibly fast, ไวยากรณ์

2:47

นักวิทยาศาสตร์จึงต้องทำให้โลหะผสมเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ

ไวยากรณ์

wasn't easy to make: คำคุณศัพท์และ infinitive สำหรับบอกความยาก

ในที่นี้ it หมายถึงแก้วโลหะ ดังนั้น it wasn't easy to make จึงหมายความว่าการผลิตวัสดุนี้เป็นเรื่องยาก ไม่ใช่ it ที่ไม่ได้อ้างถึงสิ่งใดโดยเฉพาะใน It is easy to make mistakes ในรูปแบบ thing + be + easy/hard/difficult + to + verb คำว่า thing สามารถเป็นกรรมที่เข้าใจกันของคำกริยาด้านหลังได้ ดังนั้นรูปที่เป็นธรรมชาติคือ The material wasn't easy to make ไม่ใช่ The material wasn't easy to be made

แบบฝึกหัด

ใช้ wasn't easy to make เติมประโยคให้สมบูรณ์: The prototype ____.

ดูคำตอบ

wasn't easy to make

วลี

crystallize so rapidly: ตกผลึกด้วยความเร็วสูงมาก

ในอนุประโยคนี้ crystallize หมายถึงการก่อตัวเป็นโครงสร้างผลึกที่มีระเบียบ ส่วน rapidly ขยาย crystallize และบอกว่ากระบวนการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว so เน้นระดับของ rapidly ให้แรงขึ้น ดังนั้น crystallize so rapidly จึงหมายถึงการตกผลึกที่เกิดขึ้นด้วยความเร็วสูงมาก ในที่นี้ so เป็นคำบอกระดับ ไม่ใช่คำเชื่อมที่แปลว่า “ดังนั้น” ความเร็วสูงนี้อธิบายว่าทำไมจึงต้องทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วมาก

แบบฝึกหัด

ในประโยค "The syrup crystallized so rapidly that the candy maker could not shape it," คำว่า so rapidly แสดงอะไร?

  1. หมายถึงการตกผลึกเกิดขึ้นหลังจากล่าช้าไปนานเท่านั้น
  2. หมายถึงการตกผลึกเกิดขึ้นเร็วมากและทำให้เกิดผลที่กล่าวต่อมา
  3. ในที่นี้ so แปลว่า “ดังนั้น” และเริ่มข้อสรุปใหม่อีกข้อหนึ่ง
ดูคำตอบ

หมายถึงการตกผลึกเกิดขึ้นเร็วมากและทำให้เกิดผลที่กล่าวต่อมา

ไวยากรณ์

had to cool the alloy down incredibly fast: การทำให้เย็นอย่างรวดเร็วเพราะความจำเป็น

had to + คำกริยารูปพื้นฐาน แสดงความจำเป็นในอดีต ซึ่งมักเกิดจากข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์ ในที่นี้พฤติกรรมของโลหะทำให้ต้องลงมือทำ ไม่ใช่เพียงความต้องการส่วนตัวของนักวิทยาศาสตร์ cool the alloy down หมายถึงทำให้โลหะผสมเย็นลง เมื่อกรรมเป็นคำนาม ใช้ได้ทั้ง cool the alloy down และ cool down the alloy แต่เมื่อเป็นคำสรรพนามต้องวางไว้ตรงกลาง: cool it down ส่วน incredibly fast บอกว่าการทำให้เย็นต้องเกิดขึ้นเร็วเพียงใด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงได้ถูกต้องว่าปัญหาจากภายนอกทำให้จำเป็นต้องทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว?

  1. The technician wanted the test sample hot, so she cooled it down slowly.
  2. Because the test sample was overheating, the technician had to cool it down incredibly fast.
  3. Because the test sample was overheating, the technician had to cooling it down incredibly fast.
ดูคำตอบ

Because the test sample was overheating, the technician had to cool it down incredibly fast.

a million degrees Kelvin per second, วัฒนธรรม

2:51

ถึงหนึ่งล้านเคลวินต่อวินาที

วัฒนธรรม

a million degrees Kelvin per second: อัตราการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ

ในวลีนี้ a million ระบุปริมาณการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ Kelvin เป็นหน่วยอุณหภูมิ และ per second ระบุหน่วยเวลา เมื่อนำมารวมกันจึงเป็นอัตรา หมายความว่าอุณหภูมิเปลี่ยนไปหนึ่งล้านเคลวินในแต่ละวินาที ในบริบทการทำให้เย็นนี้ อุณหภูมิลดลง วลีนี้อธิบายว่าอุณหภูมิเปลี่ยนเร็วเพียงใด ไม่ได้ระบุอุณหภูมิคงที่หรือบอกว่ากระบวนการกินเวลาหนึ่งล้านวินาที

แบบฝึกหัด

ประโยคใดอธิบายอัตรา a million degrees Kelvin per second ได้ถูกต้อง

  1. อุณหภูมิเปลี่ยนไปหนึ่งล้านเคลวินในแต่ละวินาที
  2. อุณหภูมิสุดท้ายคือหนึ่งล้านเคลวิน
  3. กระบวนการนี้ใช้เวลาหนึ่งล้านวินาที
ดูคำตอบ

อุณหภูมิเปลี่ยนไปหนึ่งล้านเคลวินในแต่ละวินาที

by shooting tiny droplets at cold copper plates ไวยากรณ์

2:54

ด้วยการยิงหยดโลหะเล็กๆ ไปที่แผ่นทองแดงที่เย็นจัด

or spinning ultra-thin ribbons. การใช้คำ

2:57

หรือปั่นโลหะให้เป็นแผ่นบางเฉียบ

ไวยากรณ์

by shooting tiny droplets at cold copper plates: by + -ing เพื่อบอกวิธีการ

โครงสร้าง by + -ing ตอบคำถามว่า “ทำสิ่งนี้อย่างไร” ในที่นี้ by shooting tiny droplets at cold copper plates แนะนำวิธีหนึ่งในการทำให้วัสดุเย็นลง โดยส่งหยดขนาดเล็กมากไปยังแผ่นทองแดงเย็นอย่างรวดเร็ว หลัง by ให้ใช้กริยารูป -ing ไม่ใช่ to + กริยา ในโครงสร้าง shoot A at B คำว่า shoot หมายถึงส่งหรือผลัก A ไปทาง B อย่างรวดเร็ว ในบริบททางเทคนิคนี้ไม่ได้หมายถึงการใช้ปืน

แบบฝึกหัด

ใช้ shoot และโครงสร้าง by + -ing เติมประโยคให้สมบูรณ์: The device cools tiny droplets ____ them at a cold plate.

ดูคำตอบ

by shooting

การใช้คำ

spinning ultra-thin ribbons: การขึ้นรูปวัสดุเป็นแถบที่บางมาก

ในบริบทด้านวัสดุ spinning ultra-thin ribbons หมายถึงการผลิตโลหะให้เป็นแถบยาวแคบและบางมากด้วยกระบวนการปั่นขึ้นรูป คำว่า ribbons บอกลักษณะวัสดุที่เป็นแถบ ไม่ใช่ริบบิ้นตกแต่งของขวัญ คำเติมหน้า ultra- หมายถึง “ในระดับที่สุด” ในที่นี้ ultra-thin เน้นว่าแถบวัสดุมีความหนาน้อยมาก

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายด้านวิศวกรรมวัสดุ The process spins ultra-thin metal ribbons หมายความว่าอย่างไร

  1. กระบวนการนี้ผลิตโลหะเป็นแถบที่บางมากและแคบ
  2. กระบวนการนี้ห่อเครื่องจักรด้วยโบโลหะสำหรับตกแต่ง
  3. กระบวนการนี้หมุนโลหะโดยไม่เปลี่ยนรูปร่าง
ดูคำตอบ

กระบวนการนี้ผลิตโลหะเป็นแถบที่บางมากและแคบ

At that time,

3:00

ในเวลานั้น

metallic glasses could only be tens or hundreds of microns thick, การใช้คำ

3:01

แก้วโลหะมีความหนาเพียงสิบหรือร้อยไมครอนเท่านั้น

which was too thin for most practical applications. ไวยากรณ์

3:05

ซึ่งบางเกินไปสำหรับการใช้งานในทางปฏิบัติส่วนใหญ่

การใช้คำ

could only be ... microns thick: การบอกข้อจำกัดด้านความหนา

Could only be ... thick แสดงว่าค่าความหนานี้เป็นข้อจำกัดของสิ่งที่ทำได้ในเวลานั้น ในที่นี้แก้วโลหะถูกจำกัดให้หนาได้เพียงหลายสิบหรือหลายร้อยไมครอน และส่วนถัดไปบอกว่าความหนานี้บางเกินไปสำหรับการใช้งานส่วนใหญ่ ภาษาอังกฤษมักบอกความหนาด้วย be + ตัวเลขหรือช่วง + หน่วย + thick เช่น The film is 50 microns thick. ส่วน tens or hundreds of บอกช่วงโดยประมาณว่าเป็นหลักสิบหรือหลักร้อย ไม่ใช่ค่าที่แน่นอน micron คือ micrometer หรือหนึ่งในล้านของหนึ่งเมตร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกได้อย่างเป็นธรรมชาติว่ากระบวนการเก่าจำกัดความหนาของฟิล์มไว้ที่ประมาณ 50 ไมครอน

  1. The film could only have about 50 microns thick.
  2. The film could only be about 50 thick microns.
  3. The film could only be about 50 microns thick.
ดูคำตอบ

The film could only be about 50 microns thick.

ไวยากรณ์

too thin for most practical applications: บางเกินไปสำหรับการใช้งานจริงส่วนใหญ่

โครงสร้าง too + คำคุณศัพท์ + for + นามวลี หมายความว่าคุณสมบัติหนึ่งมีระดับเกินขีดจำกัดที่บุคคล จุดประสงค์ หรือสถานการณ์นั้นยอมรับได้ ในที่นี้วัสดุบางจนไม่เหมาะกับการใช้งานจริงส่วนใหญ่ โดย too สื่อถึงผลที่ทำให้เกิดข้อจำกัด ไม่ใช่เพียงระดับที่สูง ในบริบททางเทคนิคนี้ applications หมายถึงการนำไปใช้หรือสถานการณ์ใช้งานจริง ไม่ได้หมายถึงแบบฟอร์มสมัครหรือแอปซอฟต์แวร์

แบบฝึกหัด

ใช้โครงสร้างเป้าหมาย too + คำคุณศัพท์ + for เพื่อบอกว่าฟิล์มไม่เหมาะเพราะบางเกินไป: The film is ____ outdoor use.

ดูคำตอบ

too thin for

But since then,

3:08

แต่ตั้งแต่นั้นมา

scientists have figured out that if you blend several metals that mix with each other freely, โน้ต

3:09

นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า หากคุณผสมโลหะหลายชนิดที่เข้ากันได้ดี

but can't easily crystallize together,

3:14

แต่ไม่สามารถตกผลึกร่วมกันได้ง่าย

กริยาวลี

figured out that: ค้นพบจากการคิดหรือทดลองว่า...

Figure out หมายถึงการได้คำตอบหรือความเข้าใจผ่านการคิด การวิจัย หรือการทดสอบ ดังนั้น figured out จึงนำเสนอความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นผลลัพธ์ที่พวกเขาใช้ความพยายามจนได้มา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รู้อยู่แล้ว ในโครงสร้าง figured out that + อนุประโยค คำว่า that ใช้นำเนื้อหาของสิ่งที่ค้นพบ ในที่นี้ อนุประโยคต่อมาที่ขึ้นต้นด้วย if บอกหลักการที่พวกเขาได้เรียนรู้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ figure out เพื่อแสดงว่าการทดสอบนำไปสู่คำตอบ: After three tests, the engineers ____ that a loose wire caused the shutdown.

ดูคำตอบ

figured out

usually because they have very different atomic sizes, การใช้คำ

3:17

ซึ่งมักเป็นเพราะมีขนาดอะตอมต่างกันมาก

the mixture crystallizes much more slowly.

3:19

ส่วนผสมนั้นจะตกผลึกช้าลงมาก

ไวยากรณ์

if you blend several metals that mix with each other freely, but can't easily crystallize together: เงื่อนไขและความขัดแย้ง

อนุประโยค if กำหนดเงื่อนไขสำหรับผลลัพธ์ในประโยคหลัก คำว่า you ในที่นี้ใช้ในความหมายทั่วไป คือหมายถึงใครก็ตามที่ทำกระบวนการนี้ ไม่ได้เจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อนุประโยคขยาย that mix with each other freely, but can't easily crystallize together ขยาย several metals ส่วน but ใช้เปรียบต่างคุณสมบัติสองอย่างของโลหะชุดเดียวกัน คือผสมเข้ากันได้ดี แต่จัดเรียงตัวเป็นโครงสร้างผลึกร่วมกันได้ยาก คุณสมบัติทั้งสองอย่างเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไข

แบบฝึกหัด

ข้อความใดสรุปเงื่อนไขแบบผสมในอนุประโยค if ได้ถูกต้อง?

  1. โลหะตกผลึกได้ง่ายทันทีที่นำมาผสมกัน
  2. โลหะผสมเข้ากันได้อย่างอิสระ แต่สร้างโครงสร้างผลึกร่วมกันเพียงโครงสร้างเดียวได้ยาก
  3. โลหะไม่สามารถผสมกันได้ จึงแยกออกจากกันอย่างสมบูรณ์
ดูคำตอบ

โลหะผสมเข้ากันได้อย่างอิสระ แต่สร้างโครงสร้างผลึกร่วมกันเพียงโครงสร้างเดียวได้ยาก

การใช้คำ

very different atomic sizes: อะตอมที่มีขนาดแตกต่างกันมาก

วลี atomic sizes หมายถึงขนาดเชิงเปรียบเทียบของอะตอม ส่วน very different atomic sizes หมายความว่าอะตอมของธาตุที่เป็นส่วนประกอบมีขนาดแตกต่างกันมาก วลีนี้กล่าวถึงอะตอม ไม่ใช่ขนาดภายนอกหรือรูปร่างของชิ้นโลหะ ในบริบทนี้ ความไม่สอดคล้องกันของขนาดอะตอมช่วยอธิบายว่าเหตุใดอะตอมจึงไม่จัดเรียงตัวเป็นผลึกอย่างรวดเร็ว

แบบฝึกหัด

very different atomic sizes หมายถึงอะไรในบริบทนี้?

  1. อะตอมของธาตุต่าง ๆ มีขนาดแตกต่างกันมาก
  2. ผลึกถูกวัดด้วยหน่วยหลายแบบที่แตกต่างกัน
  3. ตัวอย่างโลหะมีขนาดภายนอกแตกต่างกันมาก
ดูคำตอบ

อะตอมของธาตุต่าง ๆ มีขนาดแตกต่างกันมาก

That means you don't have to cool it down as fast, ไวยากรณ์

3:22

นั่นหมายความว่าคุณไม่ต้องทำให้มันเย็นตัวลงเร็วขนาดนั้น

so the material can be thicker,

3:25

ดังนั้นวัสดุจึงสามารถทำให้หนาขึ้นได้

ไวยากรณ์

don't have to cool it down as fast: ไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วเท่าเดิม

don't have to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงไม่จำเป็นต้องทำสิ่งนั้น ในที่นี้ยังทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วได้ แต่กระบวนการไม่จำเป็นต้องใช้ความเร็วเท่าเดิมอีกต่อไป cool it down หมายถึงทำให้สิ่งหนึ่งเย็นลง ส่วน as fast ไม่ได้บอกจุดเปรียบเทียบตรง ๆ เพราะบริบทมีให้อยู่แล้ว นั่นคือ as fast as the earlier method required เมื่อรวมกันแล้ว วลีนี้หมายถึงลดข้อกำหนดด้านความเร็ว ไม่ใช่ห้ามทำให้เย็นอย่างรวดเร็ว

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าสามารถทำให้เย็นช้าลงได้ แต่ยังคงอนุญาตให้ทำให้เย็นอย่างรวดเร็ว?

  1. You have to cool the sample faster than before.
  2. You don't have to cool the sample as fast as before.
  3. You mustn't cool the sample as fast as before.
ดูคำตอบ

You don't have to cool the sample as fast as before.

centimeters instead of micrometers. ลำดับความ

3:27

ในระดับเซนติเมตรแทนที่จะเป็นไมโครเมตร

ลำดับความ

centimeters instead of micrometers: การเปรียบเทียบมาตราส่วนอย่างเป็นรูปธรรม

centimeters instead of micrometers เป็นส่วนเสริมสั้น ๆ ที่อธิบาย thicker ความหมายเต็มคือวัสดุสามารถหนาเป็นระดับเซนติเมตรแทนระดับไมโครเมตร โดยไม่จำเป็นต้องกล่าว can be และ thick ซ้ำ instead of จัดข้อมูลเป็นการเปรียบเทียบแบบแทนที่ โดย centimeters แสดงมาตราส่วนความหนาใหม่ที่ใหญ่กว่า ส่วน micrometers แสดงมาตราส่วนเดิมที่ถูกแทนที่ วิธีนี้ทำให้คำกว้าง ๆ อย่าง thicker กลายเป็นการเปรียบเทียบหน่วยวัดที่ชัดเจน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้การเปรียบเทียบแบบแทนที่เพื่อแสดงว่าความหนาใหม่อยู่ในระดับเซนติเมตรแทนระดับไมโครเมตร?

  1. The new coating can be centimeters thick instead of micrometers thick.
  2. The report gives the same thickness in both centimeters and micrometers.
  3. The new coating is micrometers thick, while the old coating was centimeters thick.
ดูคำตอบ

The new coating can be centimeters thick instead of micrometers thick.

These materials are called bulk metallic glasses or BMGs. การใช้คำ

3:29

วัสดุเหล่านี้เรียกว่า แก้วโลหะก้อน (BMG)

การใช้คำ

bulk metallic glasses or BMGs: การแนะนำคำเต็มและคำย่อ

bulk metallic glasses คือคำศัพท์เทคนิคแบบเต็ม ส่วน BMGs คือคำย่อรูปพหูพจน์ ในที่นี้ or ใช้แนะนำชื่ออีกแบบของวัสดุชนิดเดียวกัน ไม่ได้ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ในศัพท์ด้านวัสดุศาสตร์นี้ bulk หมายถึงแก้วที่ผลิตเป็นชิ้นสามมิติซึ่งค่อนข้างหนาได้ ไม่ได้มีเพียงรูปทรงบางมาก และไม่ได้หมายถึงสินค้าที่ขายแบบเทกองหรือขายปริมาณมาก คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มักบอกชื่อเต็มก่อน แล้วจึงใช้ชื่อย่อในช่วงต่อไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแนะนำคำย่อได้ชัดเจนที่สุดเมื่อคำย่อนั้นปรากฏเป็นครั้งแรก

  1. Bulk metallic glasses, or BMGs, can be produced in larger pieces.
  2. BMGs means that the glasses are sold in bulk.
  3. Bulk metallic glasses and BMGs are two unrelated materials.
ดูคำตอบ

Bulk metallic glasses, or BMGs, can be produced in larger pieces.

Now,

3:34

ปัจจุบัน

there are hundreds of different BMGs,

3:34

มี BMG หลายร้อยชนิด

so why aren't all of our bridges and cars made out of them? ลำดับความ

3:37

แล้วทำไมสะพานและรถยนต์ทั้งหมดของเราถึงไม่ทำจากวัสดุนี้ล่ะ?

ลำดับความ

so why aren't ... made out of them?: ใช้คำถามเพื่อนำเข้าสู่ข้อจำกัด

คำว่า so เชื่อมข้อเท็จจริงที่ว่ามี BMGs อยู่หลายชนิดเข้ากับผลที่คาดไว้ นั่นคือดูเหมือนว่าวัสดุเหล่านี้น่าจะถูกใช้อย่างแพร่หลาย คำถามปฏิเสธนี้ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่คาดกับความเป็นจริง ส่วน them หมายถึง BMGs ผู้พูดไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมตอบเป็นหลัก คำถามนี้ช่วยจัดลำดับคำอธิบาย โดยเปลี่ยนจากข้อดีและความหลากหลายของวัสดุไปสู่ข้อจำกัดในทางปฏิบัติที่จะอธิบายต่อไป

แบบฝึกหัด

คำถามที่เน้นไว้มีหน้าที่หลักอะไรในคำอธิบายนี้

  1. คำถามนี้อ้างว่าสะพานและรถยนต์ใช้ BMGs อยู่แล้ว
  2. คำถามนี้นำเข้าสู่ข้อจำกัดในทางปฏิบัติที่จะอธิบายต่อไป
  3. คำถามนี้ขอให้ผู้ชมนับชนิดของ BMG ที่มีอยู่
ดูคำตอบ

คำถามนี้นำเข้าสู่ข้อจำกัดในทางปฏิบัติที่จะอธิบายต่อไป

Many of the BMGs currently available are made from expensive metals like palladium and zirconium, การใช้คำ

3:40

BMG หลายชนิดที่มีอยู่ในปัจจุบันทำจากโลหะที่มีราคาแพง เช่น แพลเลเดียมและเซอร์โคเนียม

and they have to be really pure ไวยากรณ์

3:46

และพวกมันต้องบริสุทธิ์จริงๆ

because any impurities can cause crystallization. การใช้คำ

3:48

เพราะสิ่งเจือปนใดๆ อาจทำให้เกิดการตกผลึกได้

การใช้คำ

are made from ... like ...: ระบุวัสดุและยกตัวอย่าง

โครงสร้าง be made from + material ระบุวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสิ่งหนึ่งสิ่งใด ในประโยคนี้หมายความว่า BMG จำนวนมากที่มีอยู่ในปัจจุบันใช้โลหะราคาแพงเป็นวัตถุดิบ Like ใช้ยกตัวอย่าง แพลเลเดียมและเซอร์โคเนียมเป็นตัวอย่างของโลหะราคาแพง ไม่ใช่รายการส่วนประกอบทั้งหมดหรือรายการที่จำกัดตายตัวสำหรับ BMG ทุกชนิด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติว่ากระจกรีไซเคิลเป็นตัวอย่างหนึ่งของวัสดุที่ใช้ทำลูกปัด?

  1. The beads are made by materials except recycled glass.
  2. The beads are made for materials as recycled glass.
  3. The beads are made from materials like recycled glass.
ดูคำตอบ

The beads are made from materials like recycled glass.

ไวยากรณ์

have to be really pure: สภาพที่จำเป็นต้องเป็น

ใน have to be really pure โครงสร้าง have to + คำกริยารูปพื้นฐานใช้แสดงความจำเป็น คำกริยารูปพื้นฐานคือ be ตามด้วยกลุ่มคำคุณศัพท์ really pure โดย really เพิ่มระดับความหมายของ pure นี่ไม่ใช่เพียงคำแนะนำ กระบวนการนี้ต้องใช้วัสดุที่มีความบริสุทธิ์สูง เพราะสิ่งเจือปนอาจทำให้เกิดการตกผลึกได้ โครงสร้าง have to be + คำคุณศัพท์ใช้บอกสภาพที่จำเป็นเนื่องจากกฎ เงื่อนไข หรือข้อเท็จจริงได้

แบบฝึกหัด

กฎความปลอดภัยกำหนดให้ตัวอย่างต้องแห้งสนิท ประโยคใดบอกว่านี่เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่เพียงคำแนะนำ?

  1. The samples should be completely dry.
  2. The samples can be completely dry.
  3. The samples have to be completely dry.
ดูคำตอบ

The samples have to be completely dry.

การใช้คำ

any impurities can cause crystallization: สิ่งเจือปนใด ๆ ก็อาจทำให้เกิดการตกผลึก

impurities คือสารที่ไม่ต้องการซึ่งปะปนอยู่ในวัสดุ หรือก็คือ “สิ่งเจือปน” ส่วน crystallization คือกระบวนการเกิดโครงสร้างผลึก ดังนั้น cause crystallization จึงหมายถึง “ทำให้เกิดผลึก” ในคำเตือนนี้ any ทำให้เงื่อนไขเข้มงวดมาก กล่าวคือ สิ่งเจือปนชนิดใดก็ตาม แม้มีเพียงเล็กน้อย ก็อาจสร้างความเสี่ยงให้เกิดการตกผลึกได้ can cause แสดงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ความแน่นอน และไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการตกผลึกทุกครั้ง

แบบฝึกหัด

“any impurities can cause crystallization” ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร

  1. สิ่งเจือปนชนิดใดก็ตาม แม้มีเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดผลึกได้
  2. การตกผลึกจะกำจัดสิ่งเจือปนทั้งหมดเสมอ
  3. สิ่งเจือปนจำนวนมากเท่านั้นที่จะทำให้เกิดผลึกอย่างแน่นอน
ดูคำตอบ

สิ่งเจือปนชนิดใดก็ตาม แม้มีเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดผลึกได้

So a BMG skyscraper or space shuttle would be astronomically expensive. สำนวน

3:51

ดังนั้น ตึกระฟ้าหรือกระสวยอวกาศที่ทำจาก BMG คงจะมีราคาแพงลิบลิ่ว

สำนวน

astronomically expensive: แพงมหาศาล

ใน astronomically expensive คำว่า astronomically เป็นคำวิเศษณ์บอกระดับ หมายถึง “ในระดับที่สูงเป็นพิเศษ” ทั้งวลีจึงหมายถึง “แพงมากอย่างน่าตกใจ” ไม่ได้หมายถึงแพงในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์ ถ้อยคำนี้เป็นการกล่าวเกินจริง โดยทำให้ต้นทุนดูสูงจนแทบจินตนาการไม่ออก แทนที่จะบอกราคาที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ astronomically ในความหมายว่า “ในระดับที่สูงเป็นพิเศษ”

  1. The repairs were astronomically expensive.
  2. The repairs involved an astronomical telescope.
  3. The repair bill was only slightly higher than expected.
ดูคำตอบ

The repairs were astronomically expensive.

And despite their strength,

3:56

และแม้ว่าพวกมันจะมีความแข็งแกร่ง

they're not yet tough enough for load-bearing applications. การใช้คำ

3:57

แต่ก็ยังไม่ทนทานพอสำหรับการใช้งานที่ต้องรับน้ำหนักมาก

การใช้คำ

not yet tough enough for load-bearing applications: ยังเหนียวไม่พอสำหรับงานรับน้ำหนัก

โครงสร้าง not yet + คำคุณศัพท์ + enough for + คำนาม หมายความว่าสิ่งหนึ่งยังไม่ถึงระดับที่จำเป็นสำหรับการใช้งานนั้น yet บอกว่าเป็นข้อจำกัดในปัจจุบัน แต่ยังเปิดโอกาสว่าจะพัฒนาได้ในอนาคต ในที่นี้ tough หมายถึงวัสดุสามารถดูดซับพลังงานและต้านทานรอยร้าวหรือการแตกหักอย่างฉับพลันได้ ส่วน load-bearing applications คือการใช้งานที่วัสดุต้องรองรับน้ำหนักหรือแรงอื่น ๆ ประโยคนี้บอกว่าวัสดุมีความแข็งแรง แต่ความเหนียวยังต่ำกว่าเกณฑ์ความปลอดภัยสำหรับงานดังกล่าว

แบบฝึกหัด

ใช้ not, yet, tough และ enough ตามลำดับนี้ แล้วเติมคำบุพบทที่จำเป็น: The alloy is strong, but it is ____ load-bearing parts.

ดูคำตอบ

not yet tough enough for

When the stresses get high, การใช้คำ

4:01

เมื่อมีความเค้นสูง

they can fracture without warning, วลี

4:03

พวกมันอาจแตกหักได้โดยไม่มีสัญญาณเตือน

การใช้คำ

When the stresses get high: เมื่อความเค้นสูงขึ้น

ในบริบทของวัสดุและวิศวกรรม stress หมายถึงความเค้นเชิงกล ซึ่งเป็นค่าของแรงภายในวัสดุต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ ไม่ใช่ความกดดันทางอารมณ์ When นำเสนอเงื่อนไขของเหตุการณ์ที่ตามมา ส่วน get high หมายถึงเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูง ดังนั้นวลีนี้จึงกำหนดภาวะอันตรายที่อาจทำให้วัสดุแตกหัก

แบบฝึกหัด

ในประโยค “When the stresses get high, the beam may fracture,” คำว่า stresses หมายถึงอะไร?

  1. แรงเชิงกลภายในวัสดุที่วัดต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่
  2. น้ำหนักรวมที่วางอยู่บนวัสดุ
  3. ความกดดันทางอารมณ์ที่วิศวกรรู้สึก
ดูคำตอบ

แรงเชิงกลภายในวัสดุที่วัดต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่

วลี

fracture without warning: วัสดุเสียหายอย่างฉับพลัน

ในที่นี้ fracture เป็นคำกริยาที่บอกว่าวัสดุแตกร้าวหรือแตกหักภายใต้ความเค้น ไม่ได้หมายความว่าคนได้รับบาดเจ็บหรือกระดูกหัก without warning หมายถึงอาจไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนก่อนเกิดความเสียหาย ดังนั้น fracture without warning จึงเน้นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นฉับพลันและคาดเดาได้ยาก

แบบฝึกหัด

เติมรายงานความปลอดภัยด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนนี้ที่มีความหมายว่า “แตกหักโดยไม่มีสัญญาณชัดเจนล่วงหน้า”: Under extreme loads, the metal supports may ____.

ดูคำตอบ

fracture without warning

which isn't ideal for say, น้ำเสียง/เจตนา

4:05

ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีสำหรับ สมมติว่า

a bridge.

4:06

สะพาน

น้ำเสียง/เจตนา

which isn't ideal for say, a bridge: การพูดให้เบาลงและการยกตัวอย่าง

Which ย้อนกลับไปอ้างถึงสถานการณ์ก่อนหน้าทั้งหมด นั่นคือวัสดุอาจแตกหักโดยไม่มีสัญญาณเตือน แล้วจึงเสริมความเห็นว่าเหตุใดลักษณะเช่นนั้นจึงไม่เหมาะกับสะพาน Isn't ideal เป็นการพูดให้ปัญหาดูเบาลงอย่างตั้งใจ ในบริบทด้านความปลอดภัยนี้ถ้อยคำฟังดูไม่รุนแรง แต่ความหมายจริงคือการเสียหายอย่างฉับพลันจะเป็นอันตรายอย่างมาก ไม่ใช่แค่ “ไม่สมบูรณ์แบบ” ส่วน say เป็นคำแทรกที่หมายถึง “ยกตัวอย่างเช่น” ดังนั้นสะพานจึงเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของโครงสร้างที่ยอมรับความเสี่ยงเช่นนี้ไม่ได้

แบบฝึกหัด

ผู้พูดสื่อความหมายใดด้วย which isn't ideal for say, a bridge?

  1. การเสียหายอย่างฉับพลันจะเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยร้ายแรงสำหรับสะพาน
  2. สะพานยังยอมรับได้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ
  3. ผู้พูดต้องการให้ใครสักคนพูดคำว่า bridge
ดูคำตอบ

การเสียหายอย่างฉับพลันจะเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยร้ายแรงสำหรับสะพาน

But when engineers figure out how to make BMGs from cheaper metals วลี

4:08

แต่เมื่อวิศวกรค้นพบวิธีสร้าง BMG จากโลหะที่ราคาถูกกว่า

and how to make them even tougher,

4:12

และวิธีที่จะทำให้มันทนทานยิ่งขึ้นได้แล้ว

วลี

figure out how to make: หาวิธีด้วยการแก้ปัญหา

figure out how to make หมายถึงการค้นพบหรือพัฒนาวิธีสร้างหรือทำบางสิ่งให้สำเร็จ โดยมักเกิดจากการคิด การทดลอง หรือการแก้ปัญหา สำนวนนี้บอกเป็นนัยว่าวิธีนั้นยังไม่ชัดเจน how to make เป็นโครงสร้างคำถามที่อยู่ภายในประโยค โดยใช้ how + to + คำกริยารูปพื้นฐาน และระบุวิธีที่วิศวกรต้องหาให้ได้ จากนั้นประโยคก็เชื่อม how to make อีกชุดหนึ่งเข้ามา ปัญหาหนึ่งคือการใช้โลหะที่ราคาถูกลง ส่วนอีกปัญหาคือการทำให้วัสดุเหนียวทนทานขึ้น

แบบฝึกหัด

ยังไม่มีใครรู้วิธีนั้น ประโยคใดสื่อได้ดีที่สุดว่าทีมต้องแก้ปัญหาเรื่องการทำให้อุปกรณ์มีราคาถูกลง?

  1. The team needs to figure out how to make the device cheaper.
  2. The team found out that the device is cheaper.
  3. The team knows how to make the device cheaper.
ดูคำตอบ

The team needs to figure out how to make the device cheaper.

for these super materials,

4:14

สำหรับสุดยอดวัสดุเหล่านี้

the sky's the limit. สำนวน

4:15

จะไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้อีกต่อไป

สำนวน

the sky's the limit: ศักยภาพที่แทบไร้ขีดจำกัด

the sky's the limit เป็นสำนวนที่หมายถึงความเป็นไปได้หรือความสำเร็จในอนาคตแทบไม่มีขีดจำกัด ไม่ได้หมายความว่าท้องฟ้าเป็นขอบเขตทางกายภาพจริง ๆ ในที่นี้ สำนวนดังกล่าวใช้สรุปอย่างมองโลกในแง่ดีว่า หากแก้ปัญหาเรื่องต้นทุนและความเหนียวทนทานที่กล่าวไว้ก่อนหน้าได้ วัสดุเหล่านี้ก็อาจนำไปใช้ได้อย่างหลากหลายมาก

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ความเป็นไปได้ในอนาคตแทบไม่มีขีดจำกัด”: Once you master the basics, ____.

ดูคำตอบ

the sky's the limit