ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ - 6 Minute English: บทเรียนภาษาอังกฤษ
BBC Learning English
ภาพรวมวิดีโอ: นักดาราศาสตร์นีล ดะแกรส ไทสันอธิบายว่าเหตุใดวิทยาศาสตร์จึงต้องอาศัยการทดสอบ ผลลัพธ์ที่ทำซ้ำได้ การตั้งคำถามอย่างมีวิจารณญาณ และความสามารถในการแยกข้อเท็จจริงเชิงวัตถุวิสัยออกจากความคิดเห็น รายการยังชี้ว่าการศึกษาวิทยาศาสตร์ควรสร้างวิธีคิด ไม่ใช่เน้นเพียงการท่องจำข้อมูล ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. If you have a brilliant idea และ we're gonna double-check that. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: คุณจะเข้าใจว่าอนุประโยค if กำหนดเงื่อนไข ส่วนประโยคหลักบอกผลที่ตามมา รูปแบบนี้ช่วยอธิบายว่าข้อกล่าวอ้างสำคัญจะนำไปสู่การตรวจสอบ และ gonna ยังสะท้อนรูปภาษาสบาย ๆ ที่พบได้บ่อยในการพูดแบบเป็นธรรมชาติ 2. sort of an objective truth — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: คุณจะสังเกตได้ว่า sort of เป็นคำลดน้ำหนักที่ทำให้ข้อความไม่ฟังดูฟันธงเกินไป สามารถใช้สื่อความหมายโดยประมาณหรือแสดงความระมัดระวังเมื่อกล่าวถึงแนวคิดซับซ้อน โดยไม่อ้างว่าถ้อยคำของตนเป็นนิยามที่เด็ดขาดและแม่นยำสมบูรณ์ 3. who first came up with — กริยาวลี: คุณจะเรียนรู้ come up with เป็นหน่วยความหมายเดียวว่า คิดค้น คิดออก หรือเสนอ เมื่อใช้ร่วมกับ first และคำถาม who โครงสร้างนี้ช่วยถามว่าใครเป็นคนแรกที่เสนอทฤษฎี วิธีแก้ปัญหา แผนงาน หรือผลงานทางความคิดอื่น ๆ
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Hello, this is Six Minute English from BBC Learning English.
0:07สวัสดี นี่คือรายการ Six Minute English จาก BBC Learning English
along comes a scientist who captures the public imagination and communicates their passion for science in an exciting and understandable way. โน้ต
0:14จะมีนักวิทยาศาสตร์สักคนที่ดึงดูดจินตนาการของสาธารณชน และสื่อสารความหลงใหลในวิทยาศาสตร์ของพวกเขาด้วยวิธีที่น่าตื่นเต้นและเข้าใจง่าย
Once in a while: บอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
Once in a while เป็นวลีวิเศษณ์ตายตัวที่หมายถึง “เป็นครั้งคราว” หรือ “นาน ๆ ครั้ง” วลีนี้บอกว่าบางสิ่งเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้เกิดบ่อย และไม่ได้หมายถึง “หนึ่งครั้งภายในช่วงเวลาหนึ่ง” เมื่อวางไว้ต้นประโยคนี้ วลีจะชี้ก่อนว่าการปรากฏตัวของนักวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา แล้วจึงนำเข้าสู่เหตุการณ์หลัก ตำแหน่งต้นประโยคแบบนี้มีประโยชน์เมื่อต้องการใช้เหตุการณ์ที่เกิดไม่บ่อยเป็นจุดเริ่มของเรื่องเล่าหรือข้อสังเกต
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีตายตัวจากบทนี้ที่หมายถึง “เป็นครั้งคราว”: ____, our usually quiet dog barks at the mail carrier.
ดูคำตอบ
Once in a while
Along comes a scientist: การกลับลำดับประธานและกริยาในเรื่องเล่า
along comes a scientist ใช้การกลับลำดับอย่างสมบูรณ์ โดยนำคำวิเศษณ์บอกทิศทางหรือใช้เสนอข้อมูลอย่าง along ไว้ข้างหน้า แล้วตามด้วยกริยา comes และประธานที่เป็นนาม a scientist ลำดับปกติคือ a scientist comes along ในที่นี้ along ช่วยนำเสนอบุคคลใหม่ที่เข้ามาในเรื่อง ไม่ได้หมายถึง “ไปตามเส้นทาง” การวางกริยาไว้ก่อนประธานที่เป็นนามทำให้การมาถึงดูมีชีวิตชีวาเหมือนการเปิดตัวในเรื่องเล่า รูปแบบนำเสนอนี้เป็นธรรมชาติอย่างยิ่งเมื่อใช้กับกริยาอกรรมที่แสดงการเคลื่อนที่และประธานที่เป็นนามซึ่งให้ข้อมูลใหม่
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้การกลับลำดับแบบเรื่องเล่าอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อแนะนำคนที่มาถึง?
- Along did a cyclist come just when we needed help.
- Along came a cyclist just when we needed help.
- Along a cyclist came just when we needed help.
ดูคำตอบ
Along came a cyclist just when we needed help.
captures the public imagination: จุดประกายจินตนาการและความสนใจของสาธารณชน
ใน captures the public imagination คำว่า capture หมายถึงดึงดูดหรือทำให้หลงใหลอย่างมาก ไม่ได้หมายถึงจับไว้จริง ๆ วลีนี้สื่อว่านักวิทยาศาสตร์ทำให้วิทยาศาสตร์มีชีวิตชีวาจนจุดประกายความสนใจและความอยากรู้อยากเห็นในวงกว้าง The public imagination หมายถึงสิ่งที่ผู้คนในสังคมรู้สึกตื่นเต้นและร่วมกันจินตนาการ ไม่ใช่จินตนาการของคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ กลุ่มคำนี้ใช้กับบุคคล การค้นพบ เรื่องราว หรือเหตุการณ์ที่สร้างความหลงใหลในวงกว้างได้
แบบฝึกหัด
สารคดีเรื่องหนึ่งทำให้ผู้คนทั่วประเทศหลงใหลสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึก ประโยคใดสื่อความหมายนี้ได้ดีที่สุด
- The documentary captured the public imaginations.
- The documentary captured one public imagination.
- The documentary captured the public imagination.
ดูคำตอบ
The documentary captured the public imagination.
we'll be meeting one of America's best known popular scientists, ไวยากรณ์
0:24เราจะได้พบกับหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา
one of America's best known popular scientists: one of + คำนามพหูพจน์
โครงสร้าง one of + คำนามนับได้พหูพจน์ หมายถึงสมาชิกหนึ่งคนหรือหนึ่งสิ่งจากกลุ่มที่ใหญ่กว่า ดังนั้น scientists จึงยังคงเป็นรูปพหูพจน์ แม้ one จะหมายถึงคนเพียงคนเดียว America's best known popular scientists ระบุกลุ่มที่เป็นตัวเลือก และ one of เลือกนักวิทยาศาสตร์หนึ่งคนจากกลุ่มนั้น ในที่นี้ best known หมายถึงอยู่ในกลุ่มคนที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่สุด ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเพียงคนเดียว
แบบฝึกหัด
ใช้รูปพหูพจน์ของ engineer เติมประโยคให้สมบูรณ์: Maya is one of the most experienced ____ on the team.
ดูคำตอบ
engineers
astronomer Neil deGrasse Tyson: อาชีพที่วางไว้หน้าชื่อ
ในที่นี้ astronomer เป็นคำบอกอาชีพ ส่วน Neil deGrasse Tyson คือชื่อของบุคคล วลีนี้หมายถึง “นีล deGrasse Tyson นักดาราศาสตร์” โดย astronomer ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเขา รูปแบบ อาชีพ + ชื่อ นี้พบได้บ่อยในข่าวและการแนะนำบุคคลในรายการ ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นในที่นี้คือ Tyson เป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง
แบบฝึกหัด
astronomer ทำหน้าที่อะไรในวลี astronomer Neil deGrasse Tyson?
- เป็นคำบอกอาชีพที่วางไว้หน้าชื่อบุคคล
- เป็นชื่อองค์กร ไม่ใช่ชื่อบุคคล
- เป็นส่วนหนึ่งของชื่อส่วนตัวของ Neil deGrasse Tyson
ดูคำตอบ
เป็นคำบอกอาชีพที่วางไว้หน้าชื่อบุคคล
He's a man with a gift for communicating and inspiring people with his television shows and books on cosmology, โน้ต
0:31เขาเป็นชายผู้มีพรสวรรค์ในการสื่อสารและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนด้วยรายการโทรทัศน์และหนังสือเกี่ยวกับจักรวาลวิทยา
with a gift for communicating: a gift for + -ing
With a gift for communicating บอกถึงคุณสมบัติที่ชายคนนี้มี ในที่นี้ gift หมายถึงความสามารถโดยธรรมชาติหรือความสามารถที่โดดเด่น ไม่ใช่สิ่งของที่มอบให้ใคร วลีนี้เป็นการชื่นชมความสามารถในการสื่อสารของเขาอย่างมาก โครงสร้างที่นำไปใช้ในบริบทอื่นได้คือ have/with a gift for + คำนามหรือกริยารูป -ing เนื่องจาก for เป็นคำบุพบทในโครงสร้างนี้ กริยาที่ตามหลังจึงต้องอยู่ในรูป -ing เช่น a gift for communicating
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่หมายถึง “มีพรสวรรค์พิเศษในการทำสิ่งหนึ่ง”:Leo has ____ solving puzzles quickly.
ดูคำตอบ
a gift for
the study of the origin and nature of the universe.
0:38ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับต้นกำเนิดและธรรมชาติของจักรวาล
cosmology, the study of...: การนิยามศัพท์ด้วยส่วนขยายแบบ appositive
Cosmology คือจักรวาลวิทยา ซึ่งศึกษาต้นกำเนิดและธรรมชาติของจักรวาล นามวลีหลังเครื่องหมายจุลภาค the study of the origin and nature of the universe เป็นส่วนขยายแบบ appositive กล่าวคือใช้คำที่คุ้นเคยกว่ามาอธิบายศัพท์เฉพาะซ้ำอีกครั้ง เมื่อบทความวิทยาศาสตร์สำหรับผู้อ่านทั่วไปใช้โครงสร้าง “ศัพท์ + จุลภาค + นามวลีอธิบาย” ให้เข้าใจว่าส่วนหลังเป็นคำนิยาม ไม่ใช่รายการอีกอย่างหนึ่ง ตรงนี้นิยาม cosmology โดยเฉพาะ ส่วน astronomy เป็นสาขาที่กว้างกว่า จึงไม่ใช่คำที่มีความหมายตรงกันทุกประการ
แบบฝึกหัด
วลี the study of the origin and nature of the universe ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้
- วลีนี้กล่าวว่า cosmology ศึกษาได้เฉพาะจุดเริ่มต้นของจักรวาลเท่านั้น
- วลีนี้ให้คำนิยาม cosmology ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย
- วลีนี้แนะนำสาขาวิชาอีกสาขาหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ดูคำตอบ
วลีนี้ให้คำนิยาม cosmology ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย
he runs the Hayden Planetarium in New York's American Museum of Natural History,
0:42เขาบริหารท้องฟ้าจำลองเฮย์เดนในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกันที่นิวยอร์ก
In his day job: ในงานประจำที่มีรายได้ของเขา
Day job หมายถึงงานประจำที่เป็นงานหลักและมีรายได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ทำในเวลากลางวัน In his day job หมายถึง “ในบทบาทการทำงานประจำของเขา” ตรงนี้สำนวนดังกล่าวแนะนำตำแหน่งอย่างเป็นทางการของเขาในการบริหารท้องฟ้าจำลอง ก่อนที่เรื่องเล่าจะนำไปเปรียบกับ “ภารกิจที่แท้จริง” ซึ่งกว้างกว่า โดยทั่วไป day job มักใช้เปรียบงานที่มีรายได้กับงานเสริม กิจกรรมสร้างสรรค์ หรือสิ่งที่เจ้าตัวมองว่าเป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิต
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงงานประจำที่มีรายได้ของบุคคล: Her ____ is teaching, but she performs in a band at weekends.
ดูคำตอบ
day job
but Neil's real mission is to encourage scientific thinking among the American public. ลำดับความ
0:47แต่ภารกิจที่แท้จริงของนีลคือการส่งเสริมความคิดทางวิทยาศาสตร์ในหมู่ประชาชนชาวอเมริกัน
Neil's real mission is to encourage scientific thinking: เปลี่ยนจุดเน้นไปสู่เป้าหมายหลัก
อนุประโยค "Neil's real mission is to encourage scientific thinking" เปลี่ยนจุดเน้นจากตำแหน่งงานที่เพิ่งกล่าวถึงไปสู่เป้าหมายที่กว้างกว่าและสำคัญที่สุดในการแนะนำบุคคลนี้ real ชี้ว่าเป้าหมายดังกล่าวลึกซึ้งและสำคัญกว่า ไม่ได้หมายความว่างานของเขาที่ท้องฟ้าจำลองเป็นเรื่องปลอม ในที่นี้ mission หมายถึงเป้าหมายระยะยาวที่จริงจัง ไม่ใช่ภารกิจทางทหาร โครงสร้าง someone's real mission is to + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้เปลี่ยนจากการกล่าวถึงบทบาทหรือกิจกรรมของคนคนหนึ่งไปสู่ผลกระทบที่เขาต้องการสร้างมากที่สุด
แบบฝึกหัด
"Neil's real mission is to encourage scientific thinking" ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?
- บอกว่างานของเขาที่พิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องสมมติ
- กล่าวถึงปฏิบัติการทางทหาร
- เปลี่ยนจุดเน้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการไปสู่เป้าหมายที่กว้างกว่า
ดูคำตอบ
เปลี่ยนจุดเน้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการไปสู่เป้าหมายที่กว้างกว่า
We'll be hearing from the famous astronomer and learning some new vocabulary soon.
0:52อีกไม่นานเราจะได้ฟังคำพูดจากนักดาราศาสตร์ชื่อดังคนนี้และเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ กัน
Science is ever changing with new discoveries updating our understanding all the time. โน้ต
0:59วิทยาศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอด้วยการค้นพบใหม่ๆ ที่อัปเดตความเข้าใจของเราตลอดเวลา
ever changing: เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ใน Science is ever changing คำว่า ever เน้นความหมายของ changing ให้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องหรืออยู่เสมอ วิทยาศาสตร์ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่พัฒนาต่อไปเมื่อมีการค้นพบใหม่ ๆ ในที่นี้ ever ไม่ได้มีความหมายว่า «เคยหรือในเวลาใดเวลาหนึ่ง» แบบที่พบในคำถาม Have you ever...? โครงสร้าง be + ever changing อธิบายว่าสิ่งหนึ่งอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เหมาะเป็นพิเศษกับสาขา สถานการณ์ และระบบที่พัฒนาอยู่เรื่อย ๆ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง «เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ»: Online security threats are ____.
ดูคำตอบ
ever changing
with new discoveries updating...: โครงสร้าง with + คำนาม + -ing
วลีนี้ใช้โครงสร้าง with + คำนาม + -ing โดย new discoveries เป็นประธานในเชิงความหมายของ updating กล่าวคือ การค้นพบใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งที่เราเข้าใจเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง โครงสร้าง with ช่วยย่อสถานการณ์เบื้องหลังหรือสาเหตุให้รวมอยู่ในประโยคหลัก updating ไม่ใช่กริยาหลัก โดยประโยคหลักคือ Science is ever changing
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป -ing ของ reduce: The city became quieter, with electric buses ____ noise on busy streets.
ดูคำตอบ
reducing
the Earth was thought to be the center of the universe, ไวยากรณ์
1:06ที่โลกถูกคิดว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
was thought to be: รายงานความเชื่อในอดีตด้วยกรรมวาจก
ในโครงสร้างรายงานแบบกรรมวาจก ประธาน + be thought to + กริยา ประธานทางไวยากรณ์คือคนหรือสิ่งที่ผู้คนมีความเห็นเกี่ยวกับสิ่งนั้น The Earth was thought to be... หมายถึงผู้คนเชื่อว่าโลกเป็น... ไม่ได้หมายความว่าโลกเป็นฝ่ายคิด was ทำให้ความเชื่อนั้นอยู่ในอดีต และ to be นำเข้าสิ่งที่ผู้คนเชื่อเกี่ยวกับประธาน โครงสร้างนี้ใช้รายงานความเชื่อโดยทั่วไปโดยไม่ต้องระบุว่าใครเป็นผู้เชื่อ
แบบฝึกหัด
เลือกประโยครายงานแบบกรรมวาจกที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
- The island was once thought to be uninhabited.
- The island once thought to be uninhabited.
- The island was once thought being uninhabited.
ดูคำตอบ
The island was once thought to be uninhabited.
but who was the first astronomer to have the correct idea that,
1:09แต่ใครคือนักดาราศาสตร์คนแรกที่มีความคิดที่ถูกต้องว่า
the Earth and the planets revolve around the Sun? การใช้คำ
1:13โลกและดาวเคราะห์ต่างๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์
in fact: ใช้แก้ความเข้าใจก่อนหน้า
ในที่นี้ in fact ทำหน้าที่แก้ไขความเข้าใจด้วยข้อเท็จจริง โดยนำเสนอสถานการณ์จริงว่าโลกและดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อเดิมว่าโลกอยู่ที่ศูนย์กลาง โดยทั่วไป in fact บอกผู้ฟังหรือผู้อ่านว่าข้อมูลถัดไปกำลังแก้ไข ชี้แจง หรือยืนยันข้อความหรือข้อสันนิษฐานก่อนหน้าอย่างหนักแน่น ในประโยคนี้คำนี้มีหน้าที่จัดลำดับข้อมูลจริง ๆ ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อคั่นเวลาพูด
แบบฝึกหัด
in fact มีหน้าที่หลักอย่างไรในบริบทนี้?
- นำเสนอสถานการณ์จริงที่แก้ไขความเชื่อก่อนหน้า
- บอกว่าผู้พูดไม่แน่ใจว่าข้อความนั้นเป็นจริงหรือไม่
- แสดงว่าเหตุการณ์สองอย่างเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน
ดูคำตอบ
นำเสนอสถานการณ์จริงที่แก้ไขความเชื่อก่อนหน้า
revolve around the Sun: การเคลื่อนที่รอบศูนย์กลางภายนอก
revolve around the Sun หมายถึงเคลื่อนที่ไปตามวงโคจรโดยมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางภายนอก โครงสร้างคือ revolve around + ศูนย์กลาง โดยประธานคือวัตถุที่เคลื่อนที่ และคำนามหลัง around คือศูนย์กลางที่วัตถุนั้นโคจรรอบ revolve around ยังใช้ในความหมายเชิงนามธรรมได้ว่า บางสิ่งเป็นหัวข้อหรือจุดสนใจหลัก เช่น The meeting revolves around safety. แต่ในประโยคนี้ใช้บรรยายการเคลื่อนที่ตามวงโคจรตามความหมายตรงตัว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ revolve around: Mars ____ the Sun, while it rotates on its axis.
ดูคำตอบ
revolves around
I'll reveal the correct answer later in the program.
1:26ผมจะเฉลยคำตอบที่ถูกต้องในช่วงท้ายของรายการนะครับ
Recent events like the COVID pandemic and climate crisis have put scientists under pressure from critics motivated by political views. โน้ต
1:30เหตุการณ์เมื่อเร็วๆ นี้อย่างการระบาดของโควิดและวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตกอยู่ภายใต้ความกดดันจากผู้วิจารณ์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมุมมองทางการเมือง
have put scientists under pressure: ทำให้ใครบางคนเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
have put scientists under pressure ใช้โครงสร้าง put + คนหรือกลุ่มคน + under pressure หมายถึงเหตุการณ์ล่าสุดทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเผชิญกับข้อเรียกร้องที่รุนแรงทางสังคมหรือจิตใจ โดย under pressure ไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ have put อยู่ในรูป present perfect ซึ่งนำเสนอแรงกดดันว่าเป็นผลจากเหตุการณ์ล่าสุดที่ยังมีความสำคัญต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง put + object + under pressure: The surprise inspection has ____ the staff ____.
ดูคำตอบ
put · under pressure
critics motivated by political views: อนุประโยคสัมพัทธ์แบบย่อ
ใน critics motivated by political views ส่วน motivated by political views เป็นวลี past participle ที่วางหลัง critics โดยระบุว่าหมายถึงผู้วิจารณ์กลุ่มใดและมีความหมายแบบถูกกระทำ กล่าวคือ มุมมองทางการเมืองเป็นสิ่งที่ผลักดันผู้วิจารณ์เหล่านั้น รูปเต็มคือ critics who are motivated by political views ในรูปย่อ who are ถูกละไว้ ดังนั้น motivated จึงไม่ใช่กริยาหลักอีกตัวหนึ่งของประโยค
แบบฝึกหัด
อนุประโยคสัมพัทธ์รูปเต็มข้อใดมีความหมายเหมือน critics motivated by political views?
- critics who are motivated by political views
- political views that motivate criticism
- critics who motivate people to adopt political views
ดูคำตอบ
critics who are motivated by political views
Neil deGrasse Tyson thinks facts are not dependent on politics, การใช้คำ
1:39นีล ดีแกรส ไทสัน คิดว่าข้อเท็จจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเมือง
not dependent on politics: โครงสร้าง be dependent on
ในประโยคนี้ not dependent on politics หมายความว่าความจริงของข้อเท็จจริงไม่ได้ถูกกำหนดโดยความคิดเห็นหรือการตัดสินใจทางการเมือง คำว่า not ปฏิเสธความสัมพันธ์ของการพึ่งพานี้ dependent เป็นคำคุณศัพท์ เมื่ออยู่หลัง linking verb are จะใช้คู่กับคำบุพบท on ไม่ใช่ from: be dependent on + คำนาม ใช้โครงสร้างนี้เพื่อระบุเงื่อนไขหรือปัจจัยที่บางสิ่งต้องพึ่งพา
แบบฝึกหัด
เติมคำในกลุ่มคำที่ใช้คู่กันให้สมบูรณ์: The launch date is dependent ____ the weather.
ดูคำตอบ
on
but should be established with a scientific method, ไวยากรณ์
1:43แต่ควรได้รับการสถาปนาขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
should be established with a scientific method: should + รูปถูกกระทำ
should be established ใช้ modal should ตามด้วยรูปถูกกระทำ be + past participle ประธานที่เข้าใจได้จากอนุประโยคก่อนหน้าคือ facts: the facts should be established โดยไม่เน้นว่าใครเป็นผู้ยืนยันข้อเท็จจริงเหล่านั้น ในที่นี้ establish หมายถึงการใช้หลักฐานเพื่อตัดสินหรือยืนยันว่าบางสิ่งเป็นความจริง ไม่ได้หมายถึงการก่อตั้งสถาบัน ส่วน with a scientific method ระบุวิธีที่ใช้ในการยืนยันข้อเท็จจริง
แบบฝึกหัด
ใช้รูปถูกกระทำของ establish หลัง should: The conclusion ____ through careful testing.
ดูคำตอบ
should be established
a process of finding the truth through testing and experimentation. วัฒนธรรม
1:46ซึ่งเป็นกระบวนการค้นหาความจริงผ่านการทดสอบและการทดลอง
a process of finding the truth through testing and experimentation: การนิยามวิธีการทางวิทยาศาสตร์
นามวลีทั้งหมดนี้ทำหน้าที่เป็นคำอธิบายที่วางเทียบเพื่อให้นิยาม scientific method ซึ่งกล่าวถึงก่อนหน้านี้ โดยกล่าวใหม่ด้วยคำที่ง่ายขึ้นว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์คือกระบวนการค้นหาความจริงด้วยการทดสอบแนวคิดและทำการทดลอง ใน through testing and experimentation คำว่า through หมายถึง “โดยอาศัย” หรือ “โดยใช้” จึงบอกวิธีที่ใช้ค้นหาความจริง ไม่ได้หมายถึงสถานที่ที่คนหรือสิ่งของเคลื่อนผ่าน
แบบฝึกหัด
นามวลีที่เน้นไว้ทำหน้าที่หลักอะไรในบริบทนี้
- โต้แย้งว่าการทดสอบสำคัญกว่าการทดลอง
- นิยามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้
- ระบุสถานที่ที่ดำเนินงานทางวิทยาศาสตร์
ดูคำตอบ
นิยามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้
Here's Neil explaining more about the scientific method to BBC World Service program HardTalk. ลำดับความ
1:50นี่คือตอนที่นีลอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในรายการ HardTalk ของ BBC World Service
Here's Neil explaining...: การแนะนำผู้พูดหรือคลิปถัดไป
โครงสร้าง Here's + บุคคล + -ing ใช้นำเสนอคำพูดหรือการกระทำของบุคคลนั้นในฐานะสิ่งที่ผู้ชมกำลังจะได้ยินหรือเห็นต่อไป ในการเปลี่ยนช่วงของสื่อนี้ Here's Neil explaining... หมายถึง “ต่อไปให้ฟังหรือดู Neil อธิบาย...” ไม่ได้เพียงบอกว่า Neil อยู่ใกล้ ๆ อนุประโยค -ing ระบุกิจกรรมในเนื้อหาที่กำลังจะตามมา โครงสร้างนี้จึงช่วยให้ผู้ดำเนินรายการพาผู้ชมเปลี่ยนจากบทนำไปยังผู้พูดหรือคลิปที่บันทึกไว้
แบบฝึกหัด
เติมคำในประโยคเกริ่นนำของผู้ดำเนินรายการ โดยใช้ Here's และรูป -ing ของ explain: '____ Dr Patel ____ how the vaccine works.'
ดูคำตอบ
Here's · explaining
If you have a brilliant idea and you tested and it unearths so much of what has been known before, โน้ต
1:57ถ้าคุณมีไอเดียที่ยอดเยี่ยม และคุณได้ทดสอบมัน แล้วมันขุดค้นพบหลายสิ่งที่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อน
unearths: เปิดเผยข้อมูลที่ถูกซ่อนหรือถูกมองข้าม
ความหมายตามตัวอักษรของ unearth คือขุดบางสิ่งขึ้นมาจากดิน แต่ unearths ในที่นี้ใช้เป็นอุปมา โดยนำเสนอว่าแนวคิดนั้นทำให้ข้อมูลหรือความรู้ปรากฏขึ้น ไม่ใช่การขุดจริง ๆ ในการใช้ทั่วไป อุปมานี้ชัดเจนที่สุดเมื่อข้อมูลเคยถูกซ่อน ถูกลืม หรือถูกมองข้าม ดังนั้นคำนี้จึงเน้นความรู้สึกของการค้นพบมากกว่าคำกลาง ๆ อย่าง find
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ unearth เป็นอุปมาในความหมายว่าเปิดเผยข้อมูลที่ถูกซ่อนหรือถูกมองข้าม
- The editor summarized a well-known report.
- The gardener unearthed a stone while planting roses.
- The archive search unearthed a forgotten report.
ดูคำตอบ
The archive search unearthed a forgotten report.
If you have ... we're gonna double-check that: เงื่อนไขและผลลัพธ์
ส่วนที่เริ่มด้วย If ใช้เสนอเงื่อนไขว่าใครบางคนมีแนวคิดที่ยอดเยี่ยมซึ่งอาจส่งผลสำคัญ ส่วนประโยคหลักที่สมบูรณ์ในตัวเอง we're gonna double-check that บอกการตอบสนองว่าแนวคิดหรือข้อค้นพบนั้นจะถูกตรวจสอบอีกครั้ง เมื่ออนุประโยค If ที่ยาวมีรายละเอียดเพิ่มเติม ให้มองหาประโยคหลักต่อไป รายละเอียดเหล่านั้นเพียงขยายเงื่อนไข ไม่ได้แทนที่ผลที่ระบุหลังเครื่องหมายจุลภาค
แบบฝึกหัด
ส่วนใดของประโยคระบุการตอบสนองต่อเงื่อนไขนั้น
- we're gonna double-check that.
- it unearths so much of what has been known before
- If you have a brilliant idea
ดูคำตอบ
we're gonna double-check that.
double-check that: ตรวจสอบสิ่งนั้นอีกครั้ง
ในที่นี้ double-check that หมายถึง “ตรวจสอบสิ่งนั้นอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าถูกต้อง” ผู้พูดตั้งใจจะยืนยันสิ่งที่กล่าวถึงไปแล้ว แทนที่จะยอมรับโดยไม่ตรวจสอบซ้ำ that เป็นกรรมของ double-check และอ้างถึงแนวคิด ผลลัพธ์ หรือข้อกล่าวอ้างก่อนหน้า ในคำกริยาประสมนี้ double- สื่อถึงการตรวจสอบเพิ่มเติม ไม่ได้หมายถึงการทำขึ้นมาสองชุด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยคำกริยาที่มีขีดกลางจากบทเรียนนี้ ซึ่งหมายถึงตรวจสอบอีกครั้ง: You entered the address earlier, but please ____ it before you submit the form.
ดูคำตอบ
double-check
"But did he do it? did he cross his T's and dot his I's? สำนวน
2:05"แต่เขาทำมันจริงๆ หรือเปล่า เขาได้ตรวจสอบทุกรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน (ขีดเส้นตัว T และจุดบนตัว I) หรือไม่
cross his T's and dot his I's: จัดการทุกรายละเอียดอย่างรอบคอบ
Cross his T's and dot his I's เป็นสำนวนที่หมายถึง “จัดการและตรวจสอบรายละเอียดเล็ก ๆ ทุกอย่างอย่างรอบคอบ” ในคำถามนี้ ผู้พูดกำลังถามว่าเขาทำงานเสร็จอย่างละเอียดถี่ถ้วนหรือไม่ ไม่ได้ถามว่าเขาเขียนตัวอักษรเหล่านั้นจริง ๆ หรือไม่ ภาพเปรียบเทียบนี้มาจากการเติมเส้นขวางให้ตัว t ที่เขียนด้วยมือและเติมจุดให้ตัว i คำแสดงความเป็นเจ้าของจะเปลี่ยนตามบุคคล เช่น cross your T's and dot your I's และ cross her T's and dot her I's
แบบฝึกหัด
ผู้จัดการถามว่า Did she cross her T's and dot her I's before submitting the report? ผู้จัดการน่าจะต้องการถามอะไรมากที่สุด
- เธอจัดการและตรวจสอบรายละเอียดเล็ก ๆ ทั้งหมดแล้วหรือไม่
- เธอลบรายละเอียดที่ไม่สำคัญออกจากงานหรือไม่
- เธอฝึกเขียนเฉพาะตัวอักษร T และ I หรือไม่
ดูคำตอบ
เธอจัดการและตรวจสอบรายละเอียดเล็ก ๆ ทั้งหมดแล้วหรือไม่
Did he let me check the power that's driving his experiment,
2:08เขาให้ฉันตรวจสอบพลังงานที่ขับเคลื่อนการทดลองของเขาหรือเปล่า
ถ้าไม่มีใครทำผลลัพธ์ซ้ำได้ ก็ยังไม่ถือเป็นผลลัพธ์: การใช้ความสามารถในการทำซ้ำเป็นเกณฑ์
อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if กำหนดเกณฑ์ทดสอบว่า คนอื่นต้องสามารถทำงานที่เกี่ยวข้องและได้ข้อค้นพบเดียวกันหรือใกล้เคียงกันมาก ในที่นี้ duplicate your results หมายถึงการทำให้ได้ข้อค้นพบนั้นซ้ำ ไม่ใช่การคัดลอกไฟล์หรือใช้ถ้อยคำเดิมซ้ำ อนุประโยคหลัก it's not a result จงใจใช้ถ้อยคำที่หนักแน่น ไม่ได้หมายความตามตัวอักษรว่าข้อมูลไม่มีอยู่เลย แต่เสนอให้ใช้ความสามารถในการทำซ้ำเป็นเกณฑ์พิจารณาว่าข้อค้นพบนั้นเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้หรือไม่
แบบฝึกหัด
ข้อความใดสรุปความหมายของประโยคนี้ได้ถูกต้องที่สุด
- ข้อค้นพบไม่ใช่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ หากคนอื่นไม่สามารถทำซ้ำได้
- ทุกการทดลองต้องสร้างไฟล์ข้อมูลที่เหมือนกันทุกประการสองไฟล์
- ผลลัพธ์จะใช้ได้ทันทีเมื่อคัดลอกรายงานไปยังอีกไฟล์หนึ่ง
ดูคำตอบ
ข้อค้นพบไม่ใช่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ หากคนอื่นไม่สามารถทำซ้ำได้
Before scientists can confirm the truth of an experiment,
2:21ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะยืนยันความจริงของการทดลองได้
making certain something is correct by carefully examining it again.
2:27ซึ่งคือการทำให้แน่ใจว่าสิ่งนั้นถูกต้องโดยการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
This process is called peer review. วัฒนธรรม
2:31กระบวนการนี้เรียกว่าการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review)
peer review: การประเมินงานวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกัน
peer review คือกระบวนการที่ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นในสาขาเดียวกันหรือสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดประเมินงานวิจัย โดยมักเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจว่าควรตีพิมพ์บทความหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญจะตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ เช่น วิธีการ หลักฐาน การให้เหตุผล และข้อสรุป ในที่นี้ peer หมายถึงผู้ที่มีสถานะทางวิชาชีพเท่าเทียมกันหรือผู้เชี่ยวชาญร่วมสาขา ไม่ได้หมายถึงเพียงคนที่มีอายุเท่ากัน ส่วน review หมายถึงการประเมินทางวิชาการที่มีแบบแผน ไม่ใช่รีวิวจากลูกค้าทั่วไป
แบบฝึกหัด
สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างของ peer review
- ห้องปฏิบัติการอีกแห่งทำการทดลองทั้งหมดซ้ำเพื่อดูว่าจะได้ผลเหมือนกันหรือไม่
- ผู้อ่านที่มีอายุเท่ากันให้คะแนนหนังสือวิทยาศาสตร์ทางออนไลน์
- ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องตรวจสอบวิธีการและหลักฐานในต้นฉบับบทความ
ดูคำตอบ
ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องตรวจสอบวิธีการและหลักฐานในต้นฉบับบทความ
Other scientists double-checking the experiment to make sure everything was done correctly. วลี
2:34นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ จะตรวจสอบการทดลองซ้ำเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างทำอย่างถูกต้อง
to make sure + อนุประโยค: บอกจุดประสงค์
To make sure บอกจุดประสงค์ของการตรวจซ้ำ กล่าวคือนักวิทยาศาสตร์ตรวจอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่างานนั้นทำอย่างถูกต้อง ในที่นี้ make sure ตามด้วยอนุประโยค everything was done correctly ส่วนรูปถูกกระทำ was done ทำให้เน้นที่ตัวงานและความถูกต้องของงาน ไม่ใช่ผู้ที่ทำงานนั้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่บอกจุดประสงค์ของการตรวจสอบ: I reread the address ____ it was correct.
ดูคำตอบ
to make sure
One way they do this is to duplicate or repeat the experiment to see if they get the same result. โน้ต
2:40วิธีหนึ่งที่พวกเขาทำคือการทำซ้ำ (duplicate) หรือทดลองซ้ำเพื่อดูว่าพวกเขาได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันหรือไม่
duplicate or repeat the experiment: ทำการทดลองอีกครั้ง
ในบริบททางวิทยาศาสตร์นี้ duplicate the experiment หมายถึงทำการทดลองอีกครั้งโดยใช้ขั้นตอนเดิมหรือขั้นตอนที่ใกล้เคียงกันมาก เพื่อตรวจสอบว่าจะได้ผลลัพธ์นั้นอีกหรือไม่ ไม่ได้หมายถึงการทำสำเนาวัตถุชิ้นหนึ่ง คำว่า or repeat ที่ตามมาทันทีเป็นการอธิบาย duplicate ซ้ำด้วยคำที่คุ้นเคยกว่า การจับคู่เพื่ออธิบายเช่นนี้ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจคำกริยา duplicate ซึ่งเป็นทางการกว่า
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ duplicate ในความหมายว่า “ทำการทดลองอีกครั้ง”?
- The locksmith made a duplicate of the key.
- A separate laboratory duplicated the experiment under the same conditions.
- Leah duplicated the file before editing it.
ดูคำตอบ
A separate laboratory duplicated the experiment under the same conditions.
to see if ...: บอกจุดประสงค์ว่า “เพื่อดูว่า...หรือไม่”
วลี infinitive to see if... บอกจุดประสงค์ของการกระทำก่อนหน้า คือทำบางอย่างเพื่อหาคำตอบว่าผลอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นหรือไม่ ในที่นี้ see หมายถึงตรวจดูให้รู้หรือยืนยัน ไม่ได้หมายถึงแค่ใช้ตามอง อนุประโยค if ระบุคำถามที่ยังไม่แน่นอนและต้องตรวจสอบ ในประโยคนี้ สิ่งที่ต้องการรู้คือพวกเขาได้ผลลัพธ์เหมือนกันหรือไม่ หลัง see คำว่า if ทำหน้าที่คล้าย whether
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่มีความหมายว่า “เพื่อดูให้รู้ว่า...หรือไม่”: Restart the app ____ the problem disappears.
ดูคำตอบ
to see if
Neil wants scientists to have crossed the T's and dotted the I's,
2:47นีลต้องการให้นักวิทยาศาสตร์ใส่ใจในทุกรายละเอียด (cross the T's and dot the I's)
a phrase which means paying attention to the small details of whatever you're doing.
2:52ซึ่งเป็นวลีที่หมายถึงการใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของทุกสิ่งที่คุณกำลังทำ
A scientific approach requires an open mind and critical thinking. วลี
2:57แนวทางทางวิทยาศาสตร์ต้องใช้ใจที่เปิดกว้างและการคิดเชิงวิพากษ์
an open mind and critical thinking: การเปิดใจพร้อมการประเมินอย่างรอบคอบ
an open mind หมายถึงความเต็มใจที่จะพิจารณาแนวคิดที่ไม่คุ้นเคยหรือหลักฐานใหม่ ส่วน critical thinking หมายถึงการตรวจสอบหลักฐาน สมมติฐาน และเหตุผลก่อนตัดสินใจว่าจะเชื่ออะไร and เชื่อมนิสัยสองอย่างที่เกื้อหนุนกันและจำเป็นต่อแนวทางแบบวิทยาศาสตร์ ใจที่เปิดกว้างช่วยไม่ให้รีบปฏิเสธ ส่วนการคิดเชิงวิพากษ์ช่วยไม่ให้ยอมรับโดยไม่ตรวจสอบ การเปิดใจไม่ได้หมายถึงการยอมรับทุกอย่าง และการคิดเชิงวิพากษ์ก็ไม่ได้หมายถึงการวิจารณ์ผู้อื่น
แบบฝึกหัด
การกระทำใดแสดงทั้ง an open mind และ critical thinking ได้ดีที่สุด
- ยอมรับข้อกล่าวอ้างเพราะฟังดูใหม่และน่าตื่นเต้น
- ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างที่ไม่คุ้นเคยก่อนรับฟังหลักฐาน
- พิจารณาข้อกล่าวอ้างอย่างเป็นธรรม แล้วตรวจสอบหลักฐานอย่างรอบคอบ
ดูคำตอบ
พิจารณาข้อกล่าวอ้างอย่างเป็นธรรม แล้วตรวจสอบหลักฐานอย่างรอบคอบ
But Neil believes the most important thing is to know the difference between fact and opinion. วลี
3:02แต่นีลเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรู้ความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงและความคิดเห็น
know the difference between A and B: รู้ความแตกต่างระหว่าง A กับ B
know the difference between A and B หมายถึงการเข้าใจหรือแยกออกว่าสองสิ่งแตกต่างกันอย่างไร ในประโยคนี้ A คือ fact และ B คือ opinion between สร้างการเปรียบเทียบสองส่วน และ and นำหน้าสิ่งที่สอง ใช้รูปแบบนี้กับสิ่ง แนวคิด หรือบุคคลสองอย่างที่สามารถเปรียบเทียบกันได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบ know the difference between A and B: To judge information carefully, you need to ____ a verified report and a personal opinion.
ดูคำตอบ
know the difference between
but that doesn't make what they believe a fact. ไวยากรณ์
3:10แต่นั่นไม่ได้ทำให้สิ่งที่พวกเขาเชื่อกลายเป็นข้อเท็จจริง
make what they believe a fact: make + กรรม + ส่วนเติมเต็มที่เป็นคำนาม
make ในที่นี้หมายถึง “ทำให้บางสิ่งกลายเป็น...” ไม่ใช่ “ผลิต” โครงสร้างคือ make + กรรม + ส่วนเติมเต็มที่เป็นคำนาม โดย what they believe เป็นกรรม และ a fact บอกว่ากรรมนั้นจะกลายเป็นอะไร doesn't make ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงนั้น การเชื่อบางสิ่งไม่ได้ทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นข้อเท็จจริง ในโครงสร้างนี้ไม่ใส่ as หรือ to be ระหว่างกรรมกับส่วนเติมเต็มที่เป็นคำนาม
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง make + object + noun complement: Repeating a claim does not ____.
ดูคำตอบ
make it a fact
fact and opinion are becoming harder to separate as protests by anti-vaccine groups and climate change deniers have shown. โน้ต
3:13ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นกำลังแยกออกจากกันยากขึ้นเรื่อยๆ ดังที่เห็นจากการประท้วงของกลุ่มต่อต้านวัคซีนและผู้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
fact and opinion are becoming harder to separate: ข้อเท็จจริงกับความคิดเห็นกำลังแยกได้ยากขึ้น
ใน are becoming harder to separate คำว่า are becoming แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น กล่าวคือ การแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นกำลังยากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วน harder เป็นคำคุณศัพท์ขั้นกว่า และ to separate ระบุการกระทำที่กำลังมีระดับความยากเปลี่ยนไป รูปแบบคือ X + be/become + adjective + to-infinitive โดย X เป็นสิ่งที่ได้รับผลจากการกระทำ แม้ infinitive จะดูเป็นรูปกระทำ แต่ความหมายมักเป็นว่าใครบางคนทำการกระทำนั้นกับ X ได้ยากขึ้น ส่วน to separate ขยาย harder และไม่ได้เริ่มประโยคหลักใหม่
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป present continuous ของ become ตามด้วย harder + to find: Right now, reliable sources ____.
ดูคำตอบ
are becoming harder to find
anti-vaccine groups และ climate change deniers ในฐานะฉลากของประเด็นสาธารณะ
ใน protests by anti-vaccine groups and climate change deniers คำว่า by ระบุกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับหรือเป็นผู้จัดการประท้วง anti-vaccine groups กล่าวโดยกว้างถึงกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านวัคซีน การฉีดวัคซีน หรือนโยบายที่เกี่ยวข้อง โดยสิ่งที่คัดค้านอย่างเจาะจงขึ้นอยู่กับบริบท ส่วน climate change deniers เป็นฉลากเรียกผู้ที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเอง หรือข้อสรุปสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่มีหลักฐานรองรับ Denier ไม่ใช่คำกลาง ๆ ที่หมายถึงเพียงคนที่มีความเห็นต่าง โดยทั่วไปคำนี้สื่อว่าบุคคลนั้นปฏิเสธหลักฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างดี และมีน้ำเสียงวิจารณ์ ช่วงที่เน้นจบด้วย have เพราะประโยคเต็มมี shown ต่อท้าย คำว่า have shown เป็นรูป present perfect ที่บอกว่าการประท้วงเหล่านั้นแสดงให้เห็นอะไร
แบบฝึกหัด
ตัดสินสถานการณ์นี้: ในการสัมภาษณ์ที่เป็นกลาง บุคคลหนึ่งตั้งคำถามต่อนโยบายภูมิอากาศหนึ่งเรื่อง แต่ไม่ได้ปฏิเสธวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ เหมาะสมหรือไม่ที่จะเรียกบุคคลนั้นว่า a climate change denier?
- เหมาะสม
- ไม่เหมาะสม
ดูคำตอบ
ไม่เหมาะสม
seem suspicious of scientific fact. การใช้คำ
3:25ดูเหมือนจะมีความคลางแคลงใจต่อข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
seem suspicious of ...: แสดงความไม่ไว้วางใจที่สังเกตเห็นได้
seem + คำคุณศัพท์ ใช้บอกความรู้สึกหรือภาพที่สังเกตได้ แทนการยืนยันอย่างตรงไปตรงมาและเด็ดขาด ในประโยคนี้ seem ทำให้การตัดสินท่าทีของชาวอเมริกันจำนวนมากระมัดระวังขึ้น โดยบอกว่าท่าทีของพวกเขาดูเป็นเช่นนั้น suspicious of + นามวลี หมายถึงไม่ไว้วางใจบุคคลหรือสิ่งที่ตามมา หรือคิดว่าสิ่งนั้นอาจไม่น่าเชื่อถือหรือไม่ถูกต้อง ในที่นี้ผู้คนสงสัย scientific fact ไม่ได้หมายความว่า scientific fact นั้นน่าสงสัยในตัวเอง
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่ใช้บอกเป้าหมายของความสงสัย: After three unexplained charges, Maya became suspicious ____ the website.
ดูคำตอบ
of
It's a worrying trend that Neil thinks is a result of the US education system, วลี
3:28มันเป็นแนวโน้มที่น่ากังวลซึ่งนีลคิดว่าเป็นผลมาจากระบบการศึกษาของสหรัฐฯ
a result of ...: ระบุสาเหตุของผลที่เกิดขึ้น
a result of + นามวลี ใช้ระบุว่าสิ่งใดทำให้บางอย่างเกิดขึ้นหรือถูกสร้างขึ้น ในโครงสร้าง X is a result of Y นั้น X คือผล และ Y คือสาเหตุ ในที่นี้ แนวโน้มที่น่ากังวลคือผล ส่วนระบบการศึกษาของสหรัฐฯ คือสาเหตุที่นีลเสนอ เนื่องจากความสัมพันธ์เชิงเหตุผลนี้อยู่ภายใน Neil thinks ประโยคจึงนำเสนอว่าเป็นมุมมองของนีล
แบบฝึกหัด
เติมคำบุพบทที่ถูกต้องในนามวลีตายตัว: The cancellation was a result ____ severe weather.
ดูคำตอบ
of
as he told BBC World Service program HardTalk.
3:33ตามที่เขาบอกกับรายการ HardTalk ของ BBC World Service
It has to do with how science is taught in the schools. วลี
3:38มันเกี่ยวข้องกับวิธีที่วิชาวิทยาศาสตร์ถูกสอนในโรงเรียน
has to do with: การแสดงความเกี่ยวข้อง
Has to do with เป็นสำนวนคงที่ หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ” หรือ “เป็นเรื่องของ” ในประโยคนี้ หลัง with เป็นอนุประโยค how science is taught in the schools ซึ่งระบุเรื่องที่เชื่อมโยงกับ it ควรเข้าใจคำทั้งหมดเป็นกลุ่มเดียวกัน ในที่นี้ do ไม่ได้หมายถึงการกระทำ และ has to ก็ไม่ได้แสดงความจำเป็นหรือการบังคับ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ”: The delay ____ a problem in the payment system.
ดูคำตอบ
has to do with
as a body of information: นำเสนอข้อเท็จจริงเป็นองค์รวม
ใน a body of information คำว่า body หมายถึงชุดเนื้อหาขนาดใหญ่ที่มีความเกี่ยวข้องกัน ไม่ใช่ร่างกาย information เป็นคำนามนับไม่ได้ และ a body of information มองข้อเท็จจริงจำนวนมากเป็นองค์รวมหนึ่งชุด โครงสร้าง teach หรือ present something as X หมายถึงการสอนหรือนำเสนอบางสิ่งโดยถือว่าสิ่งนั้นเป็น X ในที่นี้ as a body of information อธิบายว่าปัจจุบันเนื้อหาวิชาถูกนำเสนอต่อผู้เรียนในรูปแบบใด
แบบฝึกหัด
as a body of information ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?
- สิ่งนี้ถูกนำเสนอเป็นร่างกายมนุษย์จริง ๆ
- สิ่งนี้ถูกนำเสนอเป็นชุดข้อเท็จจริงที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ
- สิ่งนี้ถูกนำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่แยกเดี่ยวเพียงข้อเดียว
ดูคำตอบ
สิ่งนี้ถูกนำเสนอเป็นชุดข้อเท็จจริงที่จัดไว้อย่างเป็นระบบ
a satchel of facts that are imparted upon you and then you regurgitate that for an exam. โน้ต
3:44เป็นกระเป๋าที่เต็มไปด้วยข้อเท็จจริงที่ถูกยัดเยียดให้คุณ และจากนั้นคุณก็สำรอกมันออกมา (ท่องจำมาตอบ) เพื่อการสอบ
a satchel of facts: อุปมากระเป๋านักเรียนสำหรับความรู้ที่ต้องท่องจำ
satchel คือกระเป๋าใบเล็กที่มักใช้ใส่หนังสือ ใน a satchel of facts ข้อเท็จจริงถูกจินตนาการให้เป็นสิ่งของที่บรรจุลงในกระเป๋านักเรียน แทนที่จะเป็นแนวคิดที่ต้องสำรวจหรือทดสอบ อุปมานี้นำเสนอวิทยาศาสตร์ว่าเป็นข้อมูลกองใหญ่ที่ส่งให้ผู้เรียนแบกและจดจำ ในบริบทนี้ ผู้พูดกำลังวิจารณ์การมองวิทยาศาสตร์ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เก็บไว้ แทนที่จะเป็นวิธีตั้งคำถามและใช้เหตุผล
แบบฝึกหัด
อุปมา a satchel of facts สื่อความหมายหลักว่าอะไร
- หมายความว่าข้อเท็จจริงถูกเก็บไว้ในกระเป๋าพิเศษของห้องทดลองจริง ๆ
- ชื่นชมวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่อาศัยการทดลองและการตั้งคำถามเป็นหลัก
- นำเสนอข้อเท็จจริงเป็นสิ่งของที่ใส่ในกระเป๋านักเรียนเพื่อให้ผู้เรียนแบกและจดจำ
ดูคำตอบ
นำเสนอข้อเท็จจริงเป็นสิ่งของที่ใส่ในกระเป๋านักเรียนเพื่อให้ผู้เรียนแบกและจดจำ
are imparted upon you: การถ่ายทอดความรู้แบบเป็นทางการและรูปถูกกระทำ
impart หมายถึงถ่ายทอดความรู้ ข้อมูล ปัญญา หรือทักษะ และเป็นทางการกว่า give หรือ tell ใน that are imparted upon you คำว่า that นำอนุประโยคขยาย facts ส่วน are imparted เป็นรูปถูกกระทำ กล่าวคือ คุณเป็นผู้รับข้อเท็จจริงจากแหล่งที่ไม่ได้ระบุไว้ การใช้รูปถูกกระทำทำให้ผู้เรียนดูเป็นผู้รับในการถ่ายทอดข้อมูลทางเดียว ในบริบทนี้ รูปดังกล่าวช่วยเน้นคำวิจารณ์ต่อการศึกษาที่เป็นเพียงการส่งมอบข้อเท็จจริงอย่างตั้งรับ แทนที่จะเป็นการสืบค้นอย่างกระตือรือร้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ impart ได้อย่างเป็นธรรมชาติในภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการ
- New technicians are imparted with practical knowledge.
- Practical knowledge is imparted to new technicians.
- A toolbox is imparted to new technicians.
ดูคำตอบ
Practical knowledge is imparted to new technicians.
regurgitate ... for an exam: ท่องซ้ำโดยไม่เข้าใจ
ในที่นี้ regurgitate ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการพูดเนื้อหาที่ท่องจำมาออกไปโดยแทบไม่เข้าใจหรือไม่เข้าใจจริง ๆ เลย that หมายถึงข้อมูลที่เรียนมาก่อนหน้านี้ ส่วน for an exam บอกว่าทำเช่นนั้นเพื่อการสอบ คำกริยานี้มีน้ำเสียงวิจารณ์อย่างชัดเจน โดยมองการเรียนว่าเป็นเพียงการคัดลอกเนื้อหาออกมา แทนที่จะคิดเกี่ยวกับเนื้อหาหรืออธิบายด้วยคำพูดของตนเอง
แบบฝึกหัด
ในบริบทการเรียน “She regurgitated the textbook in her essay” มักสื่อความหมายใด
- หมายความว่าคนหนึ่งลืมเนื้อหาก่อนสอบ
- หมายความว่าคนหนึ่งพูดเนื้อหาที่ท่องจำมาซ้ำโดยไม่ได้เข้าใจจริง ๆ
- เป็นการชมว่าคนหนึ่งอธิบายแนวคิดที่ยากได้อย่างชัดเจน
ดูคำตอบ
หมายความว่าคนหนึ่งพูดเนื้อหาที่ท่องจำมาซ้ำโดยไม่ได้เข้าใจจริง ๆ
The most important part of science is knowing how to question things and know when an answer has emerged that represents sort of an objective truth about this world. โน้ต
3:55ส่วนที่สำคัญที่สุดของวิทยาศาสตร์คือการรู้วิธีตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ และรู้ว่าเมื่อใดที่คำตอบปรากฏขึ้นซึ่งเป็นตัวแทนของความจริงเชิงปรนัยเกี่ยวกับโลกใบนี้
is knowing how to question things: know how to + กริยารูปพื้นฐาน
ใน is knowing how to question things วลี gerund คือ knowing how to question things อยู่หลัง is และระบุว่า “the most important part” คืออะไร โครงสร้าง know how to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงรู้วิธีหรือมีความสามารถที่จำเป็นในการทำบางสิ่ง ในที่นี้ question เป็นคำกริยา หมายถึงตรวจสอบข้ออ้าง สมมติฐาน หรือหลักฐานอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ได้หมายถึงเพียงการถามเพื่อขอข้อมูล และไม่ได้หมายความว่าตัดสินแล้วว่าสิ่งนั้นผิด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมาย know how to + question: A careful reader needs to know ____ unsupported claims.
ดูคำตอบ
how to question
know when an answer has emerged: รู้ว่าคำตอบเริ่มชัดเจนเมื่อใด
Know when... หมายถึง “สามารถรู้ได้ว่า...เกิดขึ้น ณ จุดใด” ในที่นี้ an answer has emerged หมายถึงคำตอบค่อย ๆ ก่อตัวหรือชัดเจนขึ้นผ่านกระบวนการบางอย่าง ไม่ได้หมายถึงโผล่ออกมาจากที่ใดในทางกายภาพ Has emerged เป็น present perfect ซึ่งสื่อว่าเมื่อถึงจุดที่กล่าวถึง ผลลัพธ์นั้นได้ปรากฏขึ้นแล้ว ส่วน That represents เริ่มอนุประโยคสัมพันธ์ที่ขยาย answer และบอกว่าคำตอบนั้นเป็นตัวแทนของอะไร
แบบฝึกหัด
ใช้รูป present perfect ของ emerge เติมประโยคให้สมบูรณ์: After months of analysis, a clear pattern ____.
ดูคำตอบ
has emerged
sort of an objective truth: การลดความหนักแน่นของคำกล่าว
ใน sort of an objective truth คำว่า sort of เป็นคำลดระดับความหนักแน่นที่ใช้ในบทสนทนา มีความหมายว่า “ในแง่หนึ่ง” “ประมาณว่า” หรือ “ในระดับหนึ่ง” คำนี้ทำให้ข้อกล่าวอ้างไม่หนักแน่นเกินไป ผู้พูดไม่ได้ยืนยันว่า objective truth เป็นคำจำกัดความที่สมบูรณ์และไม่มีข้อแม้ ในที่นี้ sort of ขยายทั้งนามวลี an objective truth โดย sort ไม่ได้เป็นคำนามที่หมายถึง “ชนิด” หรือ “หมวดหมู่”
แบบฝึกหัด
sort of ทำหน้าที่อะไรในประโยค “It's sort of an apology”?
- ระบุหมวดหมู่อย่างเป็นทางการของ apology
- ทำให้ข้อกล่าวอ้างไม่เด็ดขาดเกินไป
- แสดงว่าผู้พูดมั่นใจอย่างสมบูรณ์
ดูคำตอบ
ทำให้ข้อกล่าวอ้างไม่เด็ดขาดเกินไป
Neil says that science is taught by encouraging students to regurgitate facts,
4:06นีลกล่าวว่าวิทยาศาสตร์ถูกสอนโดยการส่งเสริมให้นักเรียนท่องจำข้อเท็จจริงแบบนกแก้วนกขุนทอง (regurgitate)
to repeat information without properly understanding it.
4:11เพื่อทำซ้ำข้อมูลโดยปราศจากความเข้าใจอย่างแท้จริง
but what's also needed is a questioning attitude that can recognize objective truth,
4:16แต่สิ่งที่จำเป็นเช่นกันคือทัศนคติที่ช่างซักถามซึ่งสามารถจดจำความจริงเชิงปรนัยได้
a truth about the natural world which is not influenced by human bias, opinions, or emotion. การใช้คำ
4:22ซึ่งคือความจริงเกี่ยวกับโลกธรรมชาติที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากอคติ ความคิดเห็น หรืออารมณ์ของมนุษย์
not influenced by human bias, opinions, or emotion: ไม่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเชิงอัตวิสัยของมนุษย์
ในที่นี้ not influenced by human bias, opinions, or emotion เป็นส่วนหนึ่งของอนุประโยคขยายแบบถูกกระทำ which is not influenced by.... สิ่งที่อาจได้รับอิทธิพลคือ truth ไม่ได้หมายความว่า truth เป็นฝ่ายมีอิทธิพลต่อผู้คน ส่วนวลีที่ขึ้นต้นด้วย by ระบุแหล่งที่อาจทำให้เกิดอิทธิพลนั้น bias คือแนวโน้มที่ทำให้การตัดสินเอนเอียงไปด้านหนึ่ง opinions คือความคิดเห็นส่วนตัว และ emotion คือความรู้สึก การเรียงทั้งสามอย่างนี้ช่วยกำหนดขอบเขตของความจริงเชิงวัตถุวิสัยว่า ความจริงควรขึ้นอยู่กับหลักฐานเกี่ยวกับโลกธรรมชาติ ไม่ใช่ปัจจัยเชิงอัตวิสัยของมนุษย์เหล่านี้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดอธิบายข้อสรุปที่เป็นกลางได้ดีที่สุด
- The conclusion was based on evidence and was not influenced by personal bias.
- The conclusion changed whenever the researcher felt disappointed.
- The conclusion reflected only the researcher's personal opinion.
ดูคำตอบ
The conclusion was based on evidence and was not influenced by personal bias.
anyone is free to call whatever they like a fact, ไวยากรณ์
4:30ใครๆ ก็มีอิสระที่จะเรียกอะไรก็ตามที่พวกเขาชอบว่าเป็นข้อเท็จจริง
Without that: ย้อนกลับไปอ้างถึงเงื่อนไขจำเป็นที่ขาดไป
Without that เป็นวลีบุพบทที่วางไว้ต้นประโยค that ย้อนกลับไปอ้างถึงท่าทีที่ตั้งคำถามและความสามารถในการแยกแยะความจริงเชิงวัตถุวิสัยที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ไม่ได้ชี้ไปข้างหน้าถึง fact ที่อยู่ในส่วนถัดไปของประโยค รูปแบบ Without + คำนามหรือคำสรรพนาม, ผลลัพธ์ จะระบุเงื่อนไขจำเป็นที่ขาดไปก่อน แล้วจึงบอกผลที่ตามมา ในที่นี้หมายความว่า “หากผู้คนไม่มีท่าทีและความสามารถนั้น ใคร ๆ ก็สามารถเรียกอะไรก็ได้ว่าข้อเท็จจริง”
แบบฝึกหัด
เลือกสำนวนที่เติมข้อความนี้ได้เหมาะสมที่สุด: Shared rules keep the game fair. ___, players could invent their own rules.
- For example
- Without that
- Because of that
ดูคำตอบ
Without that
be free to call whatever they like a fact: มีอิสระที่จะเรียกสิ่งใดก็ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริง
be free to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงได้รับอนุญาตหรือไม่มีข้อจำกัดในการทำบางอย่าง ในที่นี้ free หมายถึงอิสระในการกระทำ ไม่ได้หมายถึงไม่ต้องเสียเงิน call A B หมายถึงให้ชื่อหรือติดป้าย A ว่าเป็น B โดยไม่ใช้ as ในวลีนี้ อนุประโยค whatever they like ทั้งหมดอยู่ในตำแหน่ง A และหมายถึง “อะไรก็ตามที่พวกเขาเลือก” ส่วน a fact คือ B ผู้พูดกำลังบอกว่าไม่มีสิ่งใดขัดขวางผู้คนจากการติดป้ายสิ่งที่ตนเลือกว่าเป็นข้อเท็จจริง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดกล่าวได้ถูกต้องว่าผู้วิจารณ์สามารถเรียกอะไรก็ตามที่ตนเลือกว่าเป็นผลงานชิ้นเอก?
- Reviewers are free calling whatever they like a masterpiece.
- Reviewers are free to call whatever they like as a masterpiece.
- Reviewers are free to call whatever they like a masterpiece.
ดูคำตอบ
Reviewers are free to call whatever they like a masterpiece.
which only leads to chaos: อ้างถึงสถานการณ์ทั้งหมดและบอกผลลัพธ์
ในที่นี้ which ย้อนกลับไปอ้างถึงสถานการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้า ไม่ได้อ้างถึงเพียงคำนามที่อยู่ใกล้ที่สุด และใช้เพิ่มความเห็นเกี่ยวกับผลของสถานการณ์นั้น lead to + คำนาม หมายถึง “ก่อให้เกิด” หรือ “ส่งผลให้เกิด” เนื่องจาก which แทนสถานการณ์หนึ่งสถานการณ์ กริยาในปัจจุบันจึงใช้รูปเอกพจน์ leads ส่วน only เน้นการประเมินเชิงลบว่า สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความโกลาหลและไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์อย่างอื่น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ which เพื่ออ้างถึงสถานการณ์ก่อนหน้าทั้งหมด และใช้รูปแบบ lead to เพื่อบอกผลได้ถูกต้อง?
- The instructions change every day, which only leads confusion.
- The instructions change every day, which only leads to confusion.
- The instructions change every day, that only leads to confusion.
ดูคำตอบ
The instructions change every day, which only leads to confusion.
No matter how hard I believe that the Moon is made of cheese or the Sun goes around the Earth, โน้ต
4:36ไม่ว่าผมจะเชื่อมั่นมากแค่ไหนว่าดวงจันทร์ทำมาจากชีส หรือดวงอาทิตย์โคจรรอบโลก
the Moon is made of cheese: การอ้างอิงทางวัฒนธรรมที่จงใจให้ไร้เหตุผล
The Moon is made of cheese เป็นมุกที่รู้จักกันดีและเป็นแนวคิดเพ้อฝันดั้งเดิมในวัฒนธรรมที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยมักพบในรูปเก่าว่า the Moon is made of green cheese นี่ไม่ใช่ข้อความทางวิทยาศาสตร์ แต่ประโยคนี้จงใจยกสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าผิดและเพ้อฝันขึ้นมา ผู้พูดใช้ความเชื่อที่ไร้เหตุผลนี้เป็นกรณีทดสอบง่าย ๆ ว่า ความมั่นใจในข้อกล่าวอ้างไม่สามารถทำให้ข้อกล่าวอ้างนั้นเป็นจริงในเชิงข้อเท็จจริงได้
แบบฝึกหัด
“the Moon is made of cheese” มีบทบาทอย่างไรในข้อโต้แย้งนี้
- ความเชื่อที่จงใจทำให้ไร้เหตุผลเพื่อแยกความเชื่อออกจากข้อเท็จจริง
- คำอธิบายตามตัวอักษรเกี่ยวกับวิธีผลิตชีสในอดีต
- คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ในอดีตที่ผู้พูดยอมรับ
ดูคำตอบ
ความเชื่อที่จงใจทำให้ไร้เหตุผลเพื่อแยกความเชื่อออกจากข้อเท็จจริง
No matter how hard: โครงสร้างยอมรับเงื่อนไขเกี่ยวกับระดับ
No matter how hard ใช้นำส่วนแสดงการยอมรับเงื่อนไข โดยยอมรับก่อนว่าบางสิ่งอาจมีระดับสูงมาก แล้วบอกว่าข้อสรุปหลักก็ยังไม่เปลี่ยน โครงสร้างคือ no matter how + คำคุณศัพท์หรือคำวิเศษณ์ + ประธาน + กริยา แล้วตามด้วยประโยคหลัก ในประโยคนี้ hard ใช้บอกความหนักแน่นของ believe ตามความหมายที่ผู้พูดตั้งใจ คือ “ไม่ว่าฉันจะเชื่อหนักแน่นเพียงใด” ไม่ได้หมายความว่าการเชื่อนั้นเป็นเรื่องยาก เหตุผลของประโยคคือ แม้ความเชื่อจะหนักแน่นมาก ก็ไม่สามารถเปลี่ยนข้อกล่าวอ้างให้กลายเป็นข้อเท็จจริงได้
แบบฝึกหัด
ข้อใดถอดความ “No matter how hard I believe it” ในข้อโต้แย้งนี้ได้ตรงที่สุด
- ถ้าฉันพยายามอย่างจริงจังที่จะเชื่อ มันก็จะกลายเป็นความจริง
- แม้ฉันจะเชื่ออย่างหนักแน่นมาก ความเชื่อของฉันก็ไม่ได้ทำให้มันเป็นความจริง
- แม้ข้อกล่าวอ้างนั้นจะเข้าใจยาก แต่มันต้องเป็นความจริง
ดูคำตอบ
แม้ฉันจะเชื่ออย่างหนักแน่นมาก ความเชื่อของฉันก็ไม่ได้ทำให้มันเป็นความจริง
Believing it doesn't make it true: ความเชื่อไม่ใช่ข้อเท็จจริง
Believing it เป็นวลีที่ใช้รูป -ing และทำหน้าที่เป็นประธาน หมายถึงการเชื่อคำกล่าวอ้างนั้น ประโยคนี้เป็นการบอกเล่า ไม่ใช่คำสั่ง ใน doesn't make it true คำว่า make ใช้โครงสร้าง make + กรรม + ส่วนเติมเต็มที่เป็นคำคุณศัพท์ it ทั้งสองตำแหน่งอ้างถึงคำกล่าวอ้างนั้น true บอกสภาพผลลัพธ์ที่ make จะทำให้เกิดขึ้น ส่วน doesn't ปฏิเสธผลลัพธ์นั้น ประโยคนี้แยกความเชื่อออกจากข้อเท็จจริง: การยอมรับคำกล่าวอ้างไม่ได้เปลี่ยนว่าคำกล่าวนั้นจริงหรือไม่
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคที่ใช้ประธานรูป -ing และโครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ได้ถูกต้อง เพื่อสื่อว่าความเชื่อไม่สามารถเปลี่ยนความจริงของคำกล่าวอ้างได้
- Believing a claim doesn't make it true.
- Believe a claim doesn't make true it.
- Believing a claim doesn't make it truth.
ดูคำตอบ
Believing a claim doesn't make it true.
That sounds like something Neil deGrasse Tyson would agree with,
4:44นั่นฟังดูเหมือนสิ่งที่ นีล ดีแกรส ไทสัน จะเห็นด้วย
Yes, in my question I asked who first came up with the idea that the Earth revolves around the Sun. กริยาวลี
4:49ใช่ครับ ในคำถามของผม ผมถามว่าใครเป็นคนแรกที่คิดไอเดียที่ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
Who first came up with: ใครเป็นผู้คิดแนวคิดนั้นเป็นคนแรก
Come up with เป็นกริยาวลีที่หมายถึงคิดหรือสร้างแนวคิด แผน คำตอบ หรือวิธีแก้ปัญหา came เป็นรูปอดีต และ first ระบุคนที่ทำสิ่งนี้ก่อนคนอื่น ดังนั้น who first came up with... จึงถามว่าใครเป็นผู้คิดหรือเสนอสิ่งนั้นเป็นคนแรก ต้องเข้าใจ come up with เป็นหน่วยเดียว คำแต่ละคำในที่นี้ไม่ได้บรรยายว่ามีคนถือบางสิ่งแล้วเคลื่อนขึ้นด้านบน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยกริยาวลีรูปอดีตที่หมายถึง คิดหรือสร้างขึ้นมา: Who ____ this clever design?
ดูคำตอบ
came up with
And I said it was Renaissance astronomer Galileo. วัฒนธรรม
4:55และผมบอกว่าเป็นกาลิเลโอ นักดาราศาสตร์ยุคเรอเนสซองส์
Renaissance astronomer Galileo: กาลิเลโอ นักดาราศาสตร์ยุคเรอเนซองส์
Renaissance หมายถึงช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรป และขยายคำว่า astronomer วลีนี้นำเสนอกาลิเลโอในฐานะนักดาราศาสตร์แห่งยุคเรอเนซองส์ โดยไม่ได้ใช้ renaissance ในความหมายทั่วไปว่า “การฟื้นฟู” หรือ “การเกิดใหม่” กาลิเลโอเป็นนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีที่มีผลงานช่วยพัฒนาดาราศาสตร์ในช่วงต้นยุคใหม่ คำระบุนี้บอกทั้งยุคสมัยและบทบาทที่ใช้ระบุตัวเขาในที่นี้
แบบฝึกหัด
Renaissance บอกอะไรเราในวลี Renaissance astronomer Galileo?
- คำนี้บอกว่า Renaissance เป็นนามสกุลของกาลิเลโอ
- คำนี้บอกว่ากาลิเลโอได้เกิดใหม่เป็นการส่วนตัว
- คำนี้จัดให้กาลิเลโออยู่ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุโรป
ดูคำตอบ
คำนี้จัดให้กาลิเลโออยู่ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุโรป
I'm afraid: สำนวนสุภาพสำหรับทำให้ข่าวร้ายฟังนุ่มนวลลง
ในประโยคนี้ I'm afraid มีความหมายประมาณว่า “เกรงว่า” หรือ “เสียใจที่ต้องบอกว่า” ใช้ทำให้การแก้ไขว่าคำตอบนั้นผิดฟังนุ่มนวลลง ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดรู้สึกกลัว สามารถวางไว้หน้าข่าวร้ายเหมือนใน I'm afraid the answer is wrong หรือไว้ท้ายประโยคเหมือนตัวอย่างนี้ก็ได้ ทั้งสองตำแหน่งแสดงว่าผู้พูดไม่อยากต้องแจ้งเรื่องที่ไม่น่ายินดี
แบบฝึกหัด
หัวหน้าทีมต้องบอกอย่างสุภาพว่าไม่สามารถเปลี่ยนกำหนดส่งได้ เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้: ____ we can't extend the deadline.
ดูคำตอบ
I'm afraid
but the first person with the idea was Polish astronomer Nicolaus Copernicus in 1543. วัฒนธรรม
5:05แต่คนแรกที่มีความคิดนี้คือนักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส ในปี 1543
นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส กับปี 1543
วลีนี้ระบุตัวนิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัสด้วยสัญชาติและอาชีพ แล้วใช้ in 1543 เพื่อวางเขาไว้ ณ จุดเวลาที่ชัดเจนในประวัติศาสตร์ ปี 1543 เชื่อมโยงกับการตีพิมพ์ผลงานสำคัญของเขาที่นำเสนอแบบจำลองซึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ในการเล่าประวัติศาสตร์แบบย่อของประโยคนี้ โคเปอร์นิคัสเชื่อมโยงกับการพัฒนาแนวคิด ส่วนกาลิเลโอเป็นบุคคลในภายหลังที่สนับสนุนแนวคิดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางด้วยการสังเกตและการให้เหตุผล ทั้งสองจึงมีบทบาทต่างกัน นอกจากนี้ยังมีแนวคิดลักษณะนี้ที่เก่ากว่า ดังนั้นจึงไม่ควรเข้าใจ first person ว่าเป็นข้ออ้างเด็ดขาดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งหมด
แบบฝึกหัด
การตีความใดตรงกับบทบาททางประวัติศาสตร์ในประโยคมากที่สุด
- โคเปอร์นิคัสถูกนำเสนอว่าเป็นนักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ที่เชื่อมโยงกับแนวคิดในปี 1543 ส่วนกาลิเลโอเป็นผู้สนับสนุนในภายหลัง
- โคเปอร์นิคัสและกาลิเลโอถูกนำเสนอว่าเป็นสองชื่อของนักดาราศาสตร์คนเดียวกัน
- กาลิเลโอถูกนำเสนอว่าเป็นนักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ที่ตีพิมพ์ผลงานของโคเปอร์นิคัสในปี 1543
ดูคำตอบ
โคเปอร์นิคัสถูกนำเสนอว่าเป็นนักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ที่เชื่อมโยงกับแนวคิดในปี 1543 ส่วนกาลิเลโอเป็นผู้สนับสนุนในภายหลัง
centuries before the invention of television could spread the news of this objective truth, โน้ต
5:14หลายศตวรรษก่อนที่การประดิษฐ์โทรทัศน์จะสามารถแพร่กระจายข่าวสารเกี่ยวกับความจริงเชิงปรนัยนี้ได้
centuries before ... could spread: ก่อน……หลายศตวรรษ
Centuries before หมายถึง “ก่อน……หลายศตวรรษ” ในที่นี้ before นำเข้าสู่จุดอ้างอิงที่เกิดขึ้นภายหลัง คือช่วงที่มีโทรทัศน์และโทรทัศน์สามารถเผยแพร่ข่าวได้ วลีเปิดนี้วางเหตุการณ์หลักไว้ก่อนหน้ามากบนเส้นเวลา ถ้อยคำต้นฉบับเป็นรูปแบบที่บีบย่อ เพราะตัว “การประดิษฐ์” ไม่ได้เผยแพร่ข่าวโดยตรง เมื่อขยายความจะหมายถึง centuries before television was invented and could spread the news ส่วน could บอกความสามารถในอดีตที่เกิดขึ้นได้เพราะมีโทรทัศน์ ไม่ใช่การตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจุบัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “ก่อน……หลายศตวรรษ”: The temple was built ____ trains could bring visitors to the town.
ดูคำตอบ
centuries before
spread the news: เผยแพร่ข่าว
spread the news หมายถึงทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้นได้รับรู้ข้อมูลนั้น spread ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือข้อมูลแพร่ไปในกลุ่มคนหรือสังคม ไม่ใช่การกางวัตถุออกจริง ๆ ในประโยคนี้ โทรทัศน์ถูกนำเสนอว่าเป็นสื่อที่สามารถทำให้ความจริงอันเป็นปรวิสัยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง รูปแบบที่นำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้คือ spread the news ซึ่งมักตามด้วย about + หัวข้อ หรือ that + อนุประโยค
แบบฝึกหัด
กลุ่มชุมชนแห่งหนึ่งต้องการให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้รู้เรื่องกิจกรรมรับบริจาคอาหาร วลีใดเติมคำขอนี้ได้เหมาะสมที่สุด? Please ___ about Saturday's food drive.
- break the news
- hear the news
- spread the news
ดูคำตอบ
spread the news
a provable truth which is uninfluenced by human bias or opinion. การใช้คำ
5:19ความจริงที่พิสูจน์ได้ซึ่งไม่ได้รับอิทธิพลจากอคติหรือความคิดเห็นของมนุษย์
provable truth ... uninfluenced by human bias or opinion: ความจริงที่พิสูจน์ได้และไม่ขึ้นกับอคติหรือความคิดเห็นของมนุษย์
a provable truth คือความจริงที่โดยหลักการแล้วสามารถยืนยันได้ด้วยหลักฐานหรือการให้เหตุผล provable บอกถึงความเป็นไปได้ที่จะพิสูจน์ ไม่ได้หมายความว่าการพิสูจน์เสร็จสมบูรณ์แล้วเสมอไป อนุประโยคสัมพันธ์ which is uninfluenced by human bias or opinion ขยายคำว่า truth โดยบอกว่าความจริงนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับอคติหรือการตัดสินส่วนบุคคลของมนุษย์ วลีทั้งหมดจึงเป็นการกล่าวใหม่ถึง objective truth หรือสิ่งที่นำเสนอว่าเป็นจริงโดยไม่ขึ้นกับมุมมองของบุคคลใด
แบบฝึกหัด
คำอธิบายใดตรงกับ a provable truth which is uninfluenced by human bias or opinion มากที่สุด?
- เป็นความเชื่อที่ทดสอบไม่ได้แต่ฟังดูน่าเชื่อถือ
- สิ่งนั้นจะกลายเป็นจริงเมื่อคนส่วนใหญ่เห็นด้วย
- สามารถสนับสนุนได้ด้วยหลักฐาน และความจริงของมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับมุมมองส่วนบุคคล
ดูคำตอบ
สามารถสนับสนุนได้ด้วยหลักฐาน และความจริงของมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับมุมมองส่วนบุคคล
“Let's recap”: สัญญาณเริ่มทบทวนสั้น ๆ
Let's recap เป็นสัญญาณว่ากำลังเปลี่ยนจากการอภิปรายหลักไปสู่การทบทวนประเด็นก่อนหน้าอย่างสั้น ๆ ในที่นี้ recap เป็นคำกริยาที่หมายถึง “สรุปหรือทบทวน” ส่วน let's เป็นการชวนให้ผู้พูดกับผู้ฟังทำสิ่งนั้นร่วมกัน ในฐานะสัญญาณจัดระเบียบคำพูด วลีนี้ช่วยให้ผู้ฟังติดตามโครงสร้างได้ว่า คำอธิบายเนื้อหาใหม่กำลังจบลงและช่วงสรุปกำลังจะเริ่มขึ้น
แบบฝึกหัด
“Let's recap” เป็นสัญญาณบอกอะไรในการพูด?
- ผู้พูดต้องการให้ทุกคนหยุดพักโดยไม่มีการสรุป
- ผู้พูดกำลังจะเปลี่ยนไปสู่หัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้อง
- ผู้พูดกำลังจะทบทวนประเด็นสำคัญ
ดูคำตอบ
ผู้พูดกำลังจะทบทวนประเด็นสำคัญ
To double check something means to make certain it's correct by carefully re-examining it.
5:35การตรวจสอบซ้ำ (double check) หมายถึงการทำให้แน่ใจว่าสิ่งนั้นถูกต้องโดยการตรวจสอบซ้ำอย่างระมัดระวัง
One way scientists do this is to duplicate or repeat exactly an experiment.
5:41วิธีหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทำก็คือการทำซ้ำ (duplicate) หรือการทดลองซ้ำแบบเป๊ะๆ
The idiom cross the T's and dot the I's means to pay close attention to the details of what you're doing.
5:46สำนวนขีดเส้นตัว T และจุดบนตัว I (cross the T's and dot the I's) หมายถึงการใส่ใจในรายละเอียดของสิ่งที่คุณกำลังทำอย่างใกล้ชิด
you just repeat them without properly understanding them.
5:56คุณก็แค่ทำซ้ำมันโดยไม่ได้เข้าใจมันอย่างแท้จริง
“Our six minutes are up”: เวลาสิ้นสุดแล้ว
ในโครงสร้าง ระยะเวลา + be up คำว่า up หมายถึงเวลาที่อนุญาตหรือกำหนดไว้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น Our six minutes are up จึงหมายถึงเวลาหกนาทีที่จัดไว้สำหรับรายการได้หมดลงแล้ว โดย up ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน ในประโยคนี้ six minutes ถูกใช้เป็นวลีนามพหูพจน์ จึงใช้กริยา are ส่วนสำนวนที่ใช้ได้ทั่วไปกว่าคือ Time's up ซึ่งมักใช้ปิดการสอบ เกม การประชุม หรือกิจกรรมอื่นที่มีการจำกัดเวลา
แบบฝึกหัด
“Your ten minutes are up” หมายความว่าอะไร?
- เวลาสิบนาทีที่จัดสรรไว้ได้สิ้นสุดลงแล้ว
- เครื่องจับเวลาเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน
- ช่วงเวลาสิบนาทียังเหลืออยู่อีกเล็กน้อย
ดูคำตอบ
เวลาสิบนาทีที่จัดสรรไว้ได้สิ้นสุดลงแล้ว