วิธีพูดให้สุภาพในภาษาอังกฤษ - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
323 คำ 157 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนนี้อธิบายว่า คำขอภาษาอังกฤษมักยาวและอ้อมค้อมขึ้นเมื่อสิ่งที่ขอมีภาระมากขึ้น ผู้พูดกับผู้ฟังมีระยะห่างทางสังคมมากขึ้น หรือมีโอกาสถูกปฏิเสธสูงขึ้น โดยเปรียบเทียบคำขอในชีวิตประจำวันกับถ้อยคำที่ลดความตรงหลายชั้น และชี้ว่าความสุภาพเกินพอดีอาจฟังดูน่าขันหากใช้กับเรื่องเล็กน้อย ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. as the request gets bigger and bigger, the sentence gets longer and longer — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า as เชื่อมการเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่เกิดควบคู่กันอย่างไร และการใช้คำขั้นกว่าแบบซ้ำแสดงพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เรียนจึงนำรูปแบบนี้ไปอธิบายได้ว่าตัวแปรหนึ่งเปลี่ยนตามอีกตัวแปรหนึ่ง 2. change "can" to "could" และ "Could I have some water, please?" — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: แยกแยะได้ว่าการเปลี่ยน can เป็น could ทำให้คำขอนุ่มนวลขึ้นโดยไม่เปลี่ยนสิ่งที่ต้องการ และใช้สูตรเต็มนี้กับคำขอสุภาพในชีวิตประจำวันที่มีภาระระดับปานกลางได้ 3. "Sorry, I was wondering if it would be possible if I could — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: มองเห็นการลดความตรงหลายชั้นจากคำขอโทษ การเกริ่นถามอย่างไม่ยืนยัน ภาษาที่กล่าวถึงความเป็นไปได้ และ could สามารถใช้การเกริ่นแบบนี้กับคำขอที่สร้างภาระมาก พร้อมหลีกเลี่ยงถ้อยคำยืดยาวเกินเหตุสำหรับเรื่องเล็กน้อย

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Give me the day off. น้ำเสียง/เจตนา

0:00

ขอฉันหยุดงานหนึ่งวัน

น้ำเสียง/เจตนา

“Give me the day off.” ในฐานะคำสั่งตรง ๆ

Give me... เป็นประโยคคำสั่ง โดยละประธาน you ไว้และผู้พูดบอกให้อีกฝ่ายทำสิ่งหนึ่งโดยตรง give someone the day off หมายถึงอนุญาตให้คนนั้นไม่ต้องทำงานหรือทำกิจกรรมตามปกติในวันนั้น ในประโยคนี้ ผู้พูดบอกให้อีกฝ่ายอนุมัติวันหยุดแทนที่จะถามขออนุญาต เพราะประโยคนี้ไม่ได้อยู่ในรูปคำถาม ไม่มีคำกริยาช่วยบอกท่าที หรือถ้อยคำอื่นที่ช่วยให้นุ่มนวล จึงฟังดูเรียกร้องและอาจกดดันผู้ฟังได้ การใช้ประโยคคำสั่งทำให้คำขอเดียวกันฟังดูแข็งกว่าคำถามขออนุญาตมาก

แบบฝึกหัด

ตัดสินการใช้ประโยคนี้: พนักงานพูดกับผู้จัดการว่า “Give me the day off.” โดยตั้งใจใช้เป็นคำขอที่เป็นกลางและสุภาพ

  1. ไม่เหมาะสม
  2. เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

Excuse me? น้ำเสียง/เจตนา

0:01

คุณว่าอะไรนะ?

น้ำเสียง/เจตนา

“Excuse me?” เพื่อทักท้วงคำพูดที่ไม่สุภาพ

ในที่นี้ Excuse me? เป็นปฏิกิริยาต่อคำสั่งที่ฟังดูตรงเกินไป มีความหมายใกล้เคียงกับ What did you just say? และแสดงความประหลาดใจ ความรู้สึกไม่พอใจ หรือการตั้งคำถามต่อท่าทีการพูดของอีกฝ่าย ไม่ใช่ Excuse me แบบทั่วไปที่ใช้เรียกความสนใจจากใครสักคน เมื่อใช้เป็นคำตอบสั้น ๆ หลังจากอีกฝ่ายพูด Excuse me? อาจใช้ขอให้พูดซ้ำได้เช่นกัน หน้าที่ของประโยคขึ้นอยู่กับบริบทและทำนองเสียงแบบคำถาม ในบทสนทนานี้ ถ้อยคำที่ไม่สุภาพทำให้ความหมายเชิงทักท้วงเหมาะสมที่สุด

แบบฝึกหัด

ในบทสนทนานี้ มีคนออกคำสั่งอย่างหยาบคาย และผู้ฟังตอบว่า “Excuse me?” คำตอบนี้น่าจะสื่อความหมายใดมากที่สุด

  1. ผู้ฟังกำลังทักท้วงวิธีพูดคำสั่งที่หยาบคาย
  2. ผู้ฟังกำลังขอโทษที่ออกคำสั่ง
  3. ผู้ฟังกำลังเรียกความสนใจอย่างสุภาพก่อนจะขอเรื่องใหม่
ดูคำตอบ

ผู้ฟังกำลังทักท้วงวิธีพูดคำสั่งที่หยาบคาย

When making a request, ไวยากรณ์

0:08

เวลาที่คุณจะขอร้องอะไร

ไวยากรณ์

When making a request: โครงสร้างย่อ when + -ing

When making a request หมายถึง “เมื่อคุณกำลังขอร้อง” และเป็นรูปย่อของ when you are making a request ในอนุประโยค when แบบย่อนี้ ประธาน you และรูปของ be ถูกละไว้ ส่วน making ยังคงแสดงการกระทำ ใช้ when + -ing เพื่อเกริ่นถึงเวลาหรือสถานการณ์อย่างกระชับ ผู้ที่ทำกริยา -ing ต้องระบุได้ชัดเจนจากประโยคหลักหรือบริบทโดยรอบ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ when + -ing โดยมีผู้ทำกริยาที่ชัดเจนและตรงกับประธานของประโยคหลัก?

  1. When using the library computer, the password must be kept safe.
  2. When using the library computer, the screen suddenly went dark.
  3. When using the library computer, remember to sign out.
ดูคำตอบ

When using the library computer, remember to sign out.

not only is it important to think how big the request is, ไวยากรณ์

0:09

สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การคิดว่าคำขอนั้นใหญ่แค่ไหน

it's also important to think who you're talking to

0:13

แต่การคิดว่าคุณกำลังคุยอยู่กับใครก็สำคัญเช่นกัน

ไวยากรณ์

Not only is it important ... it's also important: not only ข้างหน้าและการสลับลำดับ

Not only ... also ... เชื่อมความคิดสองอย่างและเน้นว่าทั้งสองอย่างสำคัญ ในที่นี้ ความคิดแรกคือการพิจารณาขนาดของคำขอ และความคิดที่สองคือการพิจารณาว่ากำลังพูดกับใคร เนื่องจาก not only อยู่ต้นอนุประโยคแรก be จึงอยู่หน้าประธาน โดยใช้ not only is it important ไม่ใช่ not only it is important อนุประโยคที่สองกลับไปใช้ลำดับคำปกติ และ also ใช้ระบุประเด็นที่สองซึ่งคู่กัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปปัจจุบันของ be ที่ถูกต้อง: Not only ____ the room quiet, but it is also comfortable.

ดูคำตอบ

is

and how likely they are to say yes. ไวยากรณ์

0:16

และดูว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะตอบตกลงมากแค่ไหน

ไวยากรณ์

how likely they are to say yes: ลำดับคำในคำถามทางอ้อม

how likely they are to say yes หมายถึง “พวกเขามีโอกาสตอบตกลงมากแค่ไหน” โครงสร้างที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ how likely + ประธาน + be + to + คำกริยา ในที่นี้ how likely นำคำถามทางอ้อมมาไว้ภายในประโยคที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า they are ไม่ใช่ are they คำว่า likely บอกระดับความเป็นไปได้ ส่วน to say yes ระบุการกระทำที่อาจเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำถามทางอ้อมหลัง consider ได้ถูกต้อง

  1. Consider how likely they are to agree.
  2. Consider how likely they will agree.
  3. Consider how likely are they to agree.
ดูคำตอบ

Consider how likely they are to agree.

So as the request gets bigger and bigger, ไวยากรณ์

0:18

ดังนั้นเมื่อคำขอใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

the sentence gets longer and longer as we're throwing words in. กริยาวลี

0:22

ประโยคก็จะยาวขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราใส่คำต่างๆ เพิ่มเข้าไป

ไวยากรณ์

as the request gets bigger and bigger, the sentence gets longer and longer: การเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่ดำเนินไปพร้อมกัน

as ตัวแรกหมายถึงเมื่อการเปลี่ยนแปลงหนึ่งดำเนินไป อีกการเปลี่ยนแปลงก็ดำเนินไปพร้อมกัน โดยเชื่อมการที่คำขอใหญ่ขึ้นเข้ากับการที่ประโยคยาวขึ้น bigger and bigger และ longer and longer ต่างใช้โครงสร้างขั้นกว่า + and + ขั้นกว่า เพื่อแสดงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ as + การเปลี่ยนแปลง 1, การเปลี่ยนแปลง 2 โดยแต่ละการเปลี่ยนแปลงใช้รูปขั้นกว่าซ้ำแบบนี้ได้ ส่วน as ใน as we're throwing words in ที่อยู่ด้านหลังบอกกระบวนการหรือเหตุผลที่ประโยคยาวขึ้น จึงไม่ได้ทำหน้าที่เหมือน as ตัวแรก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as กับโครงสร้างขั้นกว่า + and + ขั้นกว่าได้ถูกต้องเพื่อเชื่อมการเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่ดำเนินไปพร้อมกัน

  1. As the sky darker and darker, the park quieter and quieter.
  2. As the sky gets darker and darker, the park gets quieter and quieter.
  3. As the sky gets dark and dark, the park gets quiet and quiet.
ดูคำตอบ

As the sky gets darker and darker, the park gets quieter and quieter.

กริยาวลี

throwing words in: กริยาวลี throw in ที่แยกคำได้

ใน throwing words in นั้น throw ... in เป็นกริยาวลีหนึ่งชุด หมายถึงเพิ่มบางอย่างเข้าไปอีก ไม่ได้หมายถึงการโยนคำจริง ๆ แต่ผู้พูดกำลังเพิ่มคำลงในประโยค throw in เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ ถ้ากรรมเป็นคำนาม จะวางหลัง in (throw in a few words) หรือวางระหว่างสองส่วน (throw a few words in) ก็ได้ ถ้าเป็นคำสรรพนาม ต้องวางตรงกลาง: throw them in ไม่ใช่ throw in them

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้กริยาวลีที่แยกคำได้ throw in อย่างถูกต้องในความหมายว่าเพิ่มคำแนะนำอีกหนึ่งข้อ

  1. Let's throw one more tip in before we finish.
  2. Let's throw one more tip before we finish.
  3. Let's throw at one more tip before we finish.
ดูคำตอบ

Let's throw one more tip in before we finish.

So if I'm asking my friend for some water, วลี

0:26

ดังนั้นถ้าฉันขอน้ำเพื่อนดื่ม

วลี

asking my friend for some: โครงสร้าง ask someone for something

Ask someone for something หมายถึงขอให้บุคคลหนึ่งให้หรือจัดหาบางอย่าง ในตัวอย่าง my friend คือคนที่ถูกขอ และ some water คือสิ่งที่ต้องการ โครงสร้างคือ ask + คน + for + สิ่งของ: ask my friend for some water อย่าใส่ to หน้าคน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำบุพบทในโครงสร้าง ask someone for something: I asked my neighbour ____ some help.

ดูคำตอบ

for

I'd probably say, น้ำเสียง/เจตนา

0:29

ฉันอาจจะพูดว่า

"Can I have some water?" น้ำเสียง/เจตนา

0:30

"ขอน้ำหน่อยได้ไหม?"

น้ำเสียง/เจตนา

I'd probably say: ตัวเลือกส่วนตัวที่น่าจะใช้ ไม่ใช่กฎ

I'd เป็นรูปย่อของ I would ตรงนี้ would ทำให้คำพูดอยู่ในสถานการณ์สมมติ ผู้พูดกำลังอธิบายว่าตนเองจะเลือกพูดอย่างไร ไม่ได้รายงานคำพูดในอดีต probably ทำให้ตัวเลือกนี้ไม่ฟังดูตายตัวเกินไป I'd probably say... จึงนำเสนอสิ่งที่ผู้พูดน่าจะเลือกพูด ทำให้ตัวอย่างฟังเหมือนคำแนะนำมากกว่ากฎ

แบบฝึกหัด

I'd probably say... สื่อความหมายอะไรในที่นี้?

  1. สั่งให้ทุกคนใช้คำพูดแบบเดียวกัน
  2. แสดงสิ่งที่ผู้พูดน่าจะเลือกพูด ไม่ใช่กฎ
  3. พูดซ้ำทุกคำที่ผู้พูดเคยพูดเมื่อวาน
ดูคำตอบ

แสดงสิ่งที่ผู้พูดน่าจะเลือกพูด ไม่ใช่กฎ

น้ำเสียง/เจตนา

Can I have some water? ในฐานะคำขอทั่วไป

Can I have...? เป็นรูปประโยคทั่วไปที่ใช้ขอให้ใครบางคนให้สิ่งของแก่เรา ในประโยคนี้ can ไม่ได้ถามถึงความสามารถทางร่างกาย แต่เปลี่ยนคำถามให้เป็นการขอน้ำ รูปประโยคนี้ตรงไปตรงมาแต่เป็นธรรมชาติสำหรับคำขอเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่ขอวางไว้หลัง have: Can I have + สิ่งของ?

แบบฝึกหัด

ประโยคใดเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติที่สุดในการขอน้ำเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน?

  1. Give me a glass of water.
  2. Am I able to possess a glass of water?
  3. Can I have a glass of water?
ดูคำตอบ

Can I have a glass of water?

If I'm talking to somebody who I don't know very well, ไวยากรณ์

0:32

ถ้าฉันกำลังคุยกับคนที่ไม่ค่อยสนิทด้วย

ไวยากรณ์

somebody who I don't know very well: อนุประโยคขยายคำนามที่ who เป็นกรรม

คำนามหลักคือ somebody ส่วน who I don't know very well เป็นอนุประโยคขยายคำนามที่ระบุว่าหมายถึงคนแบบใด นั่นคือคนที่ผู้พูดไม่ค่อยรู้จัก ในอนุประโยคนี้ I เป็นประธาน และ who แทนบุคคลที่เป็นกรรมของ know อนุประโยคนี้เชื่อมอยู่กับ somebody เพื่อขยายคำนั้น ไม่ใช่คำถามหรือประโยคบอกเล่าที่แยกเป็นอิสระ เนื่องจาก who ทำหน้าที่เป็นกรรม ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันจึงพูดว่า somebody I don't know very well ได้เช่นกัน

แบบฝึกหัด

ใช้ who และคำในวงเล็บเติมประโยคให้สมบูรณ์: I use a more polite tone with somebody ____. (I / don't / know / very well)

ดูคำตอบ

who I don't know very well

I'd probably say,

0:34

ฉันอาจจะพูดว่า

"Can I have some water, please?" น้ำเสียง/เจตนา

0:36

"รบกวนขอน้ำหน่อยได้ไหม?"

น้ำเสียง/เจตนา

Can I have some water, please?: ใช้ please เพื่อทำให้คำขอสุภาพขึ้น

Can I have some water? เป็นรูปแบบที่ใช้กันทั่วไปเพื่อขอให้อีกฝ่ายให้น้ำหรืออนุญาตให้เราหยิบน้ำ ไม่ได้ถามเป็นหลักว่าเรามีความสามารถหรือไม่ การเติม please ไว้ท้ายประโยคแสดงว่านี่เป็นคำขอที่สุภาพและแสดงความเคารพต่อความร่วมมือของอีกฝ่าย คำพูดนี้มีประโยชน์เป็นพิเศษเมื่อพูดกับคนที่เราไม่ค่อยรู้จัก Please ช่วยทำให้คำขอนุ่มนวลขึ้น แต่คำขอนั้นยังต้องสมเหตุสมผลและเหมาะกับสถานการณ์

แบบฝึกหัด

ถูกหรือผิด: การเติม please ไว้ท้ายประโยคทำให้ทุกคำขอเหมาะสมโดยอัตโนมัติ แม้จะเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หรือไม่สมเหตุสมผล

  1. ถูก
  2. ผิด
ดูคำตอบ

ผิด

If I want to make it extra polite, ไวยากรณ์

0:38

ถ้าฉันต้องการให้มันดูสุภาพเป็นพิเศษ

ไวยากรณ์

make it extra ... make + กรรม + คำคุณศัพท์

make it extra polite ใช้โครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ make หมายถึง “ทำให้บางสิ่งมีสภาพ...” โดย it เป็นกรรม และ polite บอกสภาพที่เกิดขึ้น ในประโยคนี้ it หมายถึงรูปประโยคขอร้องที่พูดถึงก่อนหน้านี้ extra ใช้ขยายระดับของ polite ให้หมายถึง “เป็นพิเศษ” หรือ “ยิ่งขึ้น” ในโครงสร้างนี้ต้องมีกรรมหลัง make เช่น make it clear และ make the instructions easier

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง make + กรรม + คำคุณศัพท์ได้ถูกต้อง

  1. Adding an example will make the rule clearly.
  2. Adding an example will make clearer.
  3. Adding an example will make the rule clearer.
ดูคำตอบ

Adding an example will make the rule clearer.

I would change "can" to "could" น้ำเสียง/เจตนา

0:40

ฉันจะเปลี่ยนจาก 'can' เป็น 'could'

and I'd say,

0:43

และฉันก็จะพูดว่า

"Could I have some water, please?"

0:44

"ขอความกรุณาขอน้ำให้ฉันสักหน่อยได้ไหมคะ/ครับ?"

น้ำเสียง/เจตนา

เปลี่ยน can เป็น could... Could I have some water, please? เพื่อขออย่างสุภาพ

change A to B หมายถึงการแทนที่รูปแบบหนึ่งด้วยอีกรูปแบบหนึ่ง ในที่นี้ การเปลี่ยน can เป็น could เปลี่ยนวิธีพูดคำขอ ไม่ได้เปลี่ยนสิ่งที่ขอ ใน Could I have some water, please? could ใช้สำหรับคำขอในปัจจุบัน คำนี้เพิ่มระยะห่างอย่างสุภาพและทำให้คำขอฟังดูไม่ตรงเกินไป ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดเคยมีความสามารถในการได้น้ำในอดีต หลัง could ต้องตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน คือ have

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ could เพื่อพูดคำขอสุภาพในปัจจุบัน

  1. Could I borrow your umbrella for a moment, please?
  2. I could have borrowed your umbrella yesterday.
  3. I could borrow an umbrella when I was younger.
ดูคำตอบ

Could I borrow your umbrella for a moment, please?

If it's an even bigger request, ไวยากรณ์

0:46

ถ้าเป็นคำขอที่ใหญ่กว่านั้นอีก

ไวยากรณ์

an even bigger request: even + bigger ที่เป็นคำคุณศัพท์ขั้นกว่า

ใน an even bigger request คำว่า bigger เป็นรูปขั้นกว่าของ big และ even ใช้เน้นการเปรียบเทียบนั้นให้มากขึ้น หมายความว่าคำขอนี้ใหญ่กว่าหรือเรียกร้องมากกว่าคำขออีกอย่างที่กำลังพิจารณาอยู่ ไม่ได้หมายความเพียงว่าเป็นคำขอที่ใหญ่ โครงสร้าง even + คำคุณศัพท์ขั้นกว่า สามารถนำไปใช้ต่อได้ เช่น even smaller, even more expensive และ even harder โดย even แสดงว่าการเปรียบเทียบเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น ไม่ได้ใช้แทนรูปขั้นกว่า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ even เพื่อแสดงว่าการเปรียบเทียบเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น

  1. The second request is even bigger than the first one.
  2. The second request is bigger than the first one.
  3. The second request is even big than the first one.
ดูคำตอบ

The second request is even bigger than the first one.

I would probably say,

0:48

ฉันอาจจะพูดว่า

"Is it possible if"

0:50

"พอจะเป็นไปได้ไหมถ้า"

for example,

0:52

ยกตัวอย่างเช่น

if I'm requesting to change seats on a train, วลี

0:53

ถ้าฉันขอเปลี่ยนที่นั่งบนรถไฟ

วลี

change seats on a train: การเปลี่ยนที่นั่งของผู้โดยสาร

ใน change seats on a train, change seats หมายถึงย้ายจากที่นั่งหนึ่งไปอีกที่นั่งหนึ่ง และตามบริบทอาจหมายถึงสลับที่นั่งกับผู้โดยสารอีกคนได้ด้วย คำว่า seats รูปพหูพจน์หมายถึงตำแหน่งที่คนนั่ง ดังนั้นวลีนี้พูดถึงการเปลี่ยนที่นั่งของผู้โดยสาร ไม่ใช่การดัดแปลงที่นั่งจริง on a train ระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นบนรถไฟ หากขออีกคนโดยตรง คำถามสุภาพอย่าง Could we change seats? จะเป็นธรรมชาติกว่าการบรรยายคำขอแบบไม่ระบุผู้พูด

แบบฝึกหัด

คุณต้องการขอให้ผู้โดยสารอีกคนสลับที่นั่งกับคุณ ประโยคใดเป็นธรรมชาติ

  1. Could we change seats?
  2. Could we change the seats?
  3. Could we change trains?
ดูคำตอบ

Could we change seats?

it's quite a big request there.

0:57

นั่นเป็นคำขอที่ค่อนข้างใหญ่เลยทีเดียว

I would probably say,

0:58

ฉันอาจจะพูดว่า

"Is it possible if we could change seats?" น้ำเสียง/เจตนา

1:00

"พอจะเป็นไปได้ไหมถ้าเราจะขอเปลี่ยนที่นั่งกัน?"

น้ำเสียง/เจตนา

Is it possible if we could change...: คำขอแบบอ้อม

ในประโยคนี้ ผู้พูดถามว่าการเปลี่ยนที่นั่งเป็นไปได้หรือไม่ แทนที่จะสั่งให้อีกฝ่ายเปลี่ยนที่นั่งโดยตรง รูปประโยคคำถามและการใช้ could ทำให้คำขอฟังดูเป็นการขออย่างระมัดระวัง และเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายปฏิเสธได้ สำนวนนี้เข้าใจได้ในการสนทนา แต่มีส่วนประกอบที่ช่วยลดความแข็งของคำขอหลายอย่างซ้อนกัน จึงอาจฟังดูยาวเล็กน้อย แม้เจตนาสุภาพจะชัดเจน แต่โดยทั่วไปจะนิยมใช้โครงสร้างที่เรียบง่ายกว่า

แบบฝึกหัด

เลือกวิธีที่เรียบเรียงได้ดีที่สุดและเป็นธรรมชาติที่สุดในการขอแบบอ้อม ๆ เช่นเดียวกัน

  1. Would it possible if us could change seats?
  2. Is possible for we change seats?
  3. Would it be possible for us to change seats?
ดูคำตอบ

Would it be possible for us to change seats?

Sorry, is it possible if I could use your pen for the day? น้ำเสียง/เจตนา

1:04

ขอโทษนะคะ/ครับ พอจะเป็นไปได้ไหมถ้าฉันจะขอยืมปากกาของคุณใช้วันนี้?

น้ำเสียง/เจตนา

Sorry, คำพูดสุภาพก่อนขอ

Sorry ที่อยู่ต้นประโยคนี้เป็นคำพูดสุภาพที่ใช้เกริ่นก่อนคำขอจริง แสดงว่าผู้พูดรู้ว่าคำถามอาจขัดจังหวะหรือทำให้อีกฝ่ายลำบากเล็กน้อย ในที่นี้ Sorry ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดทำอะไรผิดไปแล้วเสมอไป แต่ช่วยเตรียมให้อีกฝ่ายรับฟังคำขอ และทำให้การเริ่มพูดไม่ห้วนเกินไป

แบบฝึกหัด

Sorry ที่ต้นคำขอนี้ทำหน้าที่อะไร

  1. ยอมรับว่าผู้พูดทำปากกาพัง
  2. ออกคำสั่งโดยตรงให้อีกฝ่ายส่งปากกาให้
  3. ใช้คำพูดสุภาพเกริ่นก่อนขอ
ดูคำตอบ

ใช้คำพูดสุภาพเกริ่นก่อนขอ

Yes, of course.

1:07

ได้สิ แน่นอน

It's got an eraser on the end.

1:09

มียางลบอยู่ตรงปลายด้วยนะ

And if it's an even bigger request

1:12

และถ้าเป็นคำขอที่ใหญ่กว่านั้นอีก

and the likelihood of them saying no increases, วลี

1:14

และความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะปฏิเสธมีมากขึ้น

we would probably add more words.

1:17

เราอาจจะเพิ่มคำพูดเข้าไปอีก

วลี

the likelihood of them saying no: การกล่าวถึงความเป็นไปได้ด้วยนามวลี

ในที่นี้ the likelihood of them saying no หมายถึง “โอกาสที่พวกเขาจะพูดว่าไม่” Likelihood เป็นคำนาม และโครงสร้าง of + คนหรือสิ่งของ + -ing ใช้เรียกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ส่วน them คือผู้ที่ทำกริยา saying ตามความหมาย นามวลีทั้งหมด the likelihood of them saying no เป็นประธานของ increases โครงสร้างนี้ทำให้เราพูดถึงความเป็นไปได้เองว่าเป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้น ลดลง หรือวัดได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ likelihood of + คน + -ing ได้ถูกต้อง

  1. The likelihood of they arriving late has increased.
  2. The likelihood of them arriving late has increased.
  3. The likelihood of them to arrive late has increased.
ดูคำตอบ

The likelihood of them arriving late has increased.

For example,

1:20

ตัวอย่างเช่น

"Sorry, I was wondering if it would be possible if I could

1:21

"ขอโทษนะคะ/ครับ ฉันสงสัยว่าพอจะเป็นไปได้ไหมถ้าฉันจะ...

da da da da da da."

1:26

บลา บลา บลา บลา บลา บลา"

For example,

1:28

ตัวอย่างเช่น

uh "Sorry, I was wondering if it would be possible if น้ำเสียง/เจตนา

1:29

เอ่อ "ขอโทษนะคะ/ครับ ฉันสงสัยว่าพอจะเป็นไปได้ไหมถ้า

I could get 5 days off, please?" การใช้คำ

1:33

ฉันจะขอหยุดสัก 5 วัน?"

น้ำเสียง/เจตนา

Sorry, I was wondering if it would be possible if I could...: การเกริ่นคำขออย่างสุภาพมาก

คำขึ้นต้นนี้ซ้อนวิธีทำให้คำขอนุ่มนวลหลายอย่าง Sorry แสดงว่าผู้พูดรู้ว่าคำขออาจสร้างความไม่สะดวกแก่ผู้ฟัง I was wondering if นำเสนอคำขอเหมือนเป็นคำถามอย่างระมัดระวัง it would be possible ถามถึงความเป็นไปได้ และ could ทำให้คำขอไม่ตรงเกินไป เมื่อใช้ร่วมกันจึงแสดงว่าผู้พูดรู้ว่าคำขอนี้อาจตอบรับได้ยากและเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายปฏิเสธ รูป was และ would ดูเหมือนอดีตกาล แต่หน้าที่หลักในที่นี้ไม่ใช่การวางคำขอไว้ในอดีต ทั้งสองคำสร้างระยะห่างอย่างสุภาพ การซ้อนอนุประโยค if ยังเข้าใจได้ในคำพูดที่พูดขึ้นทันที แต่แนวคิดที่นำไปใช้ต่อได้คือ ยิ่งคำขอสร้างภาระแก่อีกฝ่ายมากเท่าใด ก็ควรพูดอย่างอ้อมมากขึ้นเท่านั้น

แบบฝึกหัด

คุณต้องขอให้ผู้จัดการเปลี่ยนตารางงานครั้งสำคัญ คำขอใดสุภาพและมีโครงสร้างชัดเจน

  1. Let me work from home on Friday.
  2. I was wondering if it would be possible for me to work from home on Friday.
  3. I was wondering possible if could I work from home on Friday.
ดูคำตอบ

I was wondering if it would be possible for me to work from home on Friday.

การใช้คำ

get 5 days off: ได้หยุดห้าวัน

ใน get 5 days off คำว่า get หมายถึงได้รับอนุญาตหรือมีโอกาสหยุดงานหรือหยุดเรียนเป็นเวลาห้าวัน ส่วน off หมายถึงไม่ต้องทำงานหรือไม่ต้องเข้าเรียน ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนออกจากพื้นผิว รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ get + ระยะเวลา + off โดยตัวเลขและหน่วยเวลาจะอยู่หน้า off เช่น get a day off และ get two weeks off วลีนี้ไม่ได้บอกในตัวว่าการลานั้นได้รับค่าจ้างหรือไม่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบ get ... off ช่วงหยุดที่ได้รับอนุมัติมีระยะเวลาห้าวัน: My manager approved my request, so I was able to ____ in July.

ดูคำตอบ

get five days off

But this really needs to be for a big reason,

1:37

แต่นี่ต้องเป็นเหตุผลที่สำคัญจริงๆ นะ

otherwise it would sound quite ridiculous. ไวยากรณ์

1:40

ไม่เช่นนั้นมันจะฟังดูไร้สาระมาก

ไวยากรณ์

otherwise it would sound quite ridiculous: ผลลัพธ์ที่สมมุติขึ้น

Otherwise หมายถึง “ถ้าเงื่อนไขนั้นไม่เป็นจริง” ในที่นี้เงื่อนไขคือ คำขอที่ยาวและพิถีพิถันเป็นพิเศษต้องมีเหตุผลสำคัญ หากไม่มีเหตุผลสำคัญ ถ้อยคำนั้นก็จะฟังดูค่อนข้างไร้สาระ ในรูปแบบ เงื่อนไขหรือคำแนะนำ; otherwise + would + ผลลัพธ์ คำว่า would แสดงผลลัพธ์ที่สมมุติขึ้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วน sound ในที่นี้หมายถึง “ทำให้เกิดความรู้สึกหรือความประทับใจ” ดังนั้น sound ridiculous จึงหมายถึงฟังดูไร้สาระสำหรับผู้ฟัง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่า ชุดนั้นจะดูตลกหากงานไม่ได้เป็นงานพิเศษ?

  1. The costume needs to be for a special event; otherwise, it would look rather silly.
  2. The costume needs to be for a special event; however, it would look rather silly.
  3. The costume needs to be for a special event; therefore, it would look rather silly.
ดูคำตอบ

The costume needs to be for a special event; otherwise, it would look rather silly.

Sorry, I was wondering if it would be possible if

1:43

ขอโทษนะคะ/ครับ ฉันสงสัยว่าพอจะเป็นไปได้ไหมถ้า

I could borrow your pen just for a moment, if that's okay? น้ำเสียง/เจตนา

1:48

ฉันจะขอยืมปากกาคุณสักครู่ ถ้าคุณไม่ว่าอะไร?"

น้ำเสียง/เจตนา

just for a moment: จำกัดคำขอให้อยู่ในช่วงเวลาสั้น ๆ

ใน just for a moment คำว่า just หมายถึง “เพียง” และ for a moment หมายถึง “เป็นเวลาสั้นมาก” ไม่ได้หมายความว่าการยืมเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ เมื่อเติมวลีนี้ในคำขอ จะทำให้สิ่งที่ขอฟังดูเป็นเรื่องเล็ก เพราะจำกัดว่าจะใช้เวลานานเท่าไร วลีนี้ช่วยให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น แต่ไม่ได้ตัดสิทธิ์ที่อีกฝ่ายจะปฏิเสธ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างสุภาพว่าคุณต้องการใช้ที่ชาร์จเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ?

  1. Could I borrow your charger just for a moment?
  2. I borrowed your charger a moment ago.
  3. Could I borrow your charger in a moment?
ดูคำตอบ

Could I borrow your charger just for a moment?

น้ำเสียง/เจตนา

if that's okay?: ตรวจสอบว่าอีกฝ่ายอนุญาตหรือไม่

ในที่นี้ that หมายถึงคำขอที่เพิ่งพูดไป และ okay หมายถึง “เป็นสิ่งที่เธอยอมรับได้” ดังนั้น if that's okay? ที่อยู่ท้ายประโยคจึงใช้ถามว่าอีกฝ่ายเห็นด้วยหรือไม่ ไม่ได้ถามว่าข้อเท็จจริงถูกต้องหรือไม่ เมื่อวางไว้ท้ายประโยค จะทำให้คำขอฟังดูไม่บังคับเกินไป เพราะเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายปฏิเสธหรือเสนอทางเลือกอื่นได้ง่าย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ if that's okay เพื่อตรวจสอบว่าอีกฝ่ายยอมรับการกระทำที่เสนอหรือไม่?

  1. Could I open the window, if that's okay?
  2. Is the window open, or is it closed?
  3. I opened the window because the room was warm.
ดูคำตอบ

Could I open the window, if that's okay?

Yeah, That's fine.

1:53

อืม ได้สิ

So remember to consider how big the request is, ลำดับความ

1:55

ดังนั้นอย่าลืมพิจารณาว่าคำขอนั้นใหญ่แค่ไหน

who you're talking to

1:59

คุณกำลังคุยอยู่กับใคร

and the likelihood of them saying no.

2:00

และความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะตอบปฏิเสธ

ลำดับความ

So remember to consider... ในฐานะคำส่งสัญญาณสรุปและรายการตรวจสอบสามข้อ

คำว่า So ตอนต้นประโยคแสดงว่าผู้พูดกำลังสรุปข้อปฏิบัติจากตัวอย่างก่อนหน้า ส่วน remember to consider เปลี่ยนข้อสรุปนั้นให้เป็นคำเตือนว่าควรตรวจสอบอะไรบ้างก่อนเอ่ยคำขอ ส่วนที่วางขนานกันสามส่วนประกอบเป็นรายการตรวจสอบ ได้แก่ ขนาดของคำขอ คนที่กำลังพูดด้วย และโอกาสที่จะถูกปฏิเสธ รูปแบบที่ใช้คำส่งสัญญาณการสรุปตามด้วยปัจจัยหลายข้อช่วยพาคำอธิบายจากตัวอย่างกลับมาสู่กฎที่นำไปใช้ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคนี้ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบาย?

  1. ประโยคนี้เริ่มเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับคนสามคน
  2. ประโยคนี้แก้การออกเสียงของประโยคก่อนหน้า
  3. ประโยคนี้สรุปตัวอย่างก่อนหน้าและให้ปัจจัยสามข้อที่ต้องพิจารณา
ดูคำตอบ

ประโยคนี้สรุปตัวอย่างก่อนหน้าและให้ปัจจัยสามข้อที่ต้องพิจารณา

Make your sentence long or short depending on that. วลี

2:02

ทำให้ประโยคของคุณสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น

วลี

depending on that: เชื่อมตัวเลือกกับเงื่อนไขก่อนหน้า

depending on that หมายถึงตัวเลือกจะเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขที่เพิ่งกล่าวถึง ในที่นี้วลีนี้ต่อท้าย Make your sentence long or short และบอกว่าการเลือกความยาวของประโยคอิงกับอะไร that ย้อนกลับไปอ้างถึงปัจจัยสามข้อในประโยคก่อนหน้าโดยมองเป็นเงื่อนไขหนึ่งชุด ในรูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ ตัวเลือกหรือการกระทำ + depending on + เงื่อนไข วลีนี้ใช้อธิบายว่าการตัดสินใจอาศัยอะไรเป็นเกณฑ์

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่ไฮไลต์ไว้ในบทเรียนให้ตรงทุกคำ: The event may be formal or casual. Make your invitation longer or shorter ____.

ดูคำตอบ

depending on that

Uh sorry, I was wondering if it would be possible if

2:07

เอ่อ ขอโทษนะคะ/ครับ ฉันสงสัยว่าพอจะเป็นไปได้ไหมถ้า

you could leave a comment and like the video

2:11

คุณจะคอมเมนต์และกดไลก์วิดีโอนี้

and maybe you could also subscribe to the channel? น้ำเสียง/เจตนา

2:16

และบางทีคุณอาจจะกดติดตามช่องนี้ด้วย?

น้ำเสียง/เจตนา

maybe you could also subscribe: การเพิ่มคำขออีกอย่างอย่างนุ่มนวล

maybe you could also subscribe ใช้เพิ่มคำขออีกหนึ่งอย่างต่อจากคำขอก่อนหน้า โดย also บอกว่า subscribe เป็นการกระทำที่เพิ่มเข้ามา ในประโยคนี้ maybe และ could ช่วยทำให้คำขอฟังนุ่มนวลลง maybe ไม่ได้เน้นว่าผู้พูดไม่แน่ใจในข้อเท็จจริง แต่เมื่อใช้ร่วมกับ could จะทำให้คำขอฟังเหมือนเป็นตัวเลือกและไม่ตรงเหมือนคำสั่ง

แบบฝึกหัด

เติมคำขอที่เพิ่มเข้ามาให้สมบูรณ์โดยใช้ subscribe และรูปแบบ maybe + you + could + also: Thanks for sharing the post; ____ to the newsletter.

ดูคำตอบ

maybe you could also subscribe

Thanks.

2:20

ขอบคุณค่ะ/ครับ