ทำไมคนไร้ความสามารถถึงคิดว่าตัวเองเจ๋ง - David Dunning: บทเรียนภาษาอังกฤษ
TED-Ed
คำอธิบายวิดีโอ: บทเรียนนี้อธิบายปรากฏการณ์ดันนิง–ครูเกอร์ ซึ่งช่องว่างด้านความรู้อาจทำให้การประเมินตนเองคลาดเคลื่อน ผู้ที่มีทักษะน้อยจึงมองไม่เห็นข้อผิดพลาดของตน ส่วนผู้เชี่ยวชาญอาจประเมินต่ำไปว่าความสามารถของตนนั้นโดดเด่นเพียงใด บทสรุปชี้ว่าการรับฟังความคิดเห็นและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องช่วยให้เราประเมินความสามารถจริงได้แม่นยำขึ้น ประเด็นสำคัญในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ: 1. Knowing how competent we are and how our skills stack up against other people's is more than a self-esteem boost. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้การใช้อนุประโยค gerund เป็นประธาน เพื่อทำให้กิจกรรมซับซ้อนอย่างการรู้และเปรียบเทียบความสามารถกลายเป็นหัวข้อที่นำมาประเมินได้ โครงสร้างนี้ช่วยให้อธิบายในงานเขียนหรือการนำเสนออย่างเป็นทางการได้ว่าเหตุใดกิจกรรมนั้นจึงมีผลสำคัญ 2. When they're unskilled, และ When they're exceptionally competent, — วาทกรรม การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตการวางอนุประโยค when แบบขนานเพื่อเปรียบต่างคนที่อยู่คนละขั้วของระดับความสามารถ คุณสามารถใช้โครงสร้างที่สมดุลนี้เพื่อแสดงว่าคนสองกลุ่มมีการรับรู้ตนเองคลาดเคลื่อนเหมือนกัน แต่เกิดจากคนละสาเหตุ 3. "When arguing with a fool, first make sure the other person isn't doing the same thing." — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจการพลิกความหมายเชิงประชดของสุภาษิตว่า ก่อนตัดสินว่าคนอื่นโง่ ควรตรวจสอบเสียก่อนว่าการตัดสินของเราเองผิดพลาดแบบเดียวกันหรือไม่ จึงสามารถตีความและใช้เป็นคำเตือนที่น่าจดจำเกี่ยวกับความมั่นใจเกินจริงได้
คำอธิบายในบทเรียนนี้
Are you as good at things as you think you are? ไวยากรณ์
0:06คุณเก่งในเรื่องต่าง ๆ อย่างที่คุณคิดหรือไม่?
as good ... as you think you are: เปรียบเทียบความสามารถจริงกับความเชื่อเกี่ยวกับตนเอง
โครงสร้าง as + คำคุณศัพท์ + as ใช้เปรียบเทียบความเท่ากัน โดยถามหรือบอกว่าคน สิ่งของ หรือระดับสองอย่างอยู่ในระดับเดียวกันหรือไม่ ในที่นี้ as good at things as เปรียบเทียบความสามารถจริงของคุณกับระดับความสามารถที่คุณคิดว่าตัวเองมี หลัง as ตัวที่สอง you think you are ทำหน้าที่เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ ส่วน good at things หลัง are เป็นคำที่เข้าใจได้จากบริบท จึงไม่ต้องพูดซ้ำในภาษาอังกฤษ
แบบฝึกหัด
เติมคำสองคำที่ใช้สร้างการเปรียบเทียบความเท่ากันให้คำถามสมบูรณ์: Are you ____ patient with beginners ____ you think you are?
ดูคำตอบ
as · as
How good are you at + -ing?: ถามระดับทักษะ
รูปแบบ How good are you at + คำนามหรือรูป -ing ใช้ถามระดับทักษะของคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่ถามว่าทำได้หรือไม่ ในประโยคนี้ ทักษะที่ถูกประเมินคือ managing money At เป็นคำบุพบท ดังนั้นเมื่อมีการกระทำตามหลังจึงใช้ gerund: managing ไม่ใช่ manage หรือ to manage รูปแบบเดียวกันนี้ตามด้วยคำนามได้ด้วย เช่น How good are you at math?
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ organize หลัง at: How good are you at ____ group projects?
ดูคำตอบ
organizing
What about reading ...? เพื่อถามต่อในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง
What about + คำนามหรือวลีที่ใช้รูป -ing ใช้ยกอีกหนึ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่กำลังพูดถึง ในประโยคนี้ reading people's emotions ถูกเพิ่มเป็นอีกหนึ่งความสามารถที่ควรพิจารณา คำถามก่อนหน้าเข้าใจได้จากบริบท ผู้พูดจึงไม่ต้องพูดซ้ำทั้งประโยค ในการใช้นี้ What about ...? หมายถึง “แล้วเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้ล่ะ?” ไม่ได้ถามว่าคำว่า about แปลว่าอะไร
แบบฝึกหัด
คุณกำลังบอกวิธีช่วยงานที่บ้าน ใช้ clean เพื่อเพิ่มอีกหนึ่งกิจกรรม: What about ____ the kitchen?
ดูคำตอบ
cleaning
compared to other people you know: เกณฑ์ที่ใช้เปรียบเทียบ
Compared to ใช้บอกบุคคล กลุ่ม สิ่งของ หรือช่วงเวลาที่เป็นเกณฑ์ในการประเมิน คำถามนี้ประเมินว่าคุณมีสุขภาพดีแค่ไหน และ other people you know คือกลุ่มที่ใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ คำว่า you know ขยาย other people และจำกัดกลุ่มให้หมายถึงคนที่คุณรู้จัก วลีนี้ใช้กำหนดเกณฑ์เปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านั้นเป็นผู้รับการกระทำ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ compared to เพื่อบอกเกณฑ์เปรียบเทียบได้ถูกต้อง?
- This room compared to bright the hallway.
- This room is bright compared the hallway.
- This room is bright compared to the hallway.
ดูคำตอบ
This room is bright compared to the hallway.
better than average at grammar: ทักษะไวยากรณ์สูงกว่าค่าเฉลี่ย
ใน better than average คำว่า average ทำหน้าที่เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ คือระดับปกติของคนในกลุ่ม วลีนี้หมายถึง “สูงกว่าระดับนั้น” แต่ไม่ได้แปลว่าต้องยอดเยี่ยมหรืออยู่ในกลุ่มที่เก่งที่สุด at grammar ระบุทักษะที่กำลังประเมิน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ be better than average at + ทักษะหรือกิจกรรม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายความว่าทักษะหมากรุกของ Maya สูงกว่าระดับปกติ แต่ไม่ได้บอกว่าเธอเป็นหนึ่งในคนที่เก่งที่สุด
- Maya is average at chess.
- Maya is one of the best chess players.
- Maya is better than average at chess.
ดูคำตอบ
Maya is better than average at chess.
and how our skills stack up against other people's กริยาวลี
0:24และทักษะของเราเทียบกับคนอื่นแล้วเป็นอย่างไร
stack up against: เปรียบเทียบผลงานโดยสัมพัทธ์
ใน stack up against คำว่า stack up หมายถึง “เปรียบเทียบกันในด้านคุณภาพหรือผลงาน” ส่วน against ใช้นำหน้าบุคคลหรือสิ่งที่เป็นคู่เปรียบเทียบ วลีนี้ไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งของมาวางซ้อนกันจริง ๆ ในที่นี้ other people's เป็นรูปแสดงความเป็นเจ้าของที่ละคำว่า skills ไว้ รูปเต็มคือ other people's skills ประโยคนี้ถามว่าทักษะของเราเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับของพวกเขา โดยไม่ได้บอกล่วงหน้าว่าดีกว่า แย่กว่า หรือใกล้เคียงกัน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ stack up against ในรูปที่ถูกต้อง: The review asks how the budget phone ____ the premium model.
ดูคำตอบ
stacks up against
Knowing how ... is ...: วลี gerund ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน
Knowing เริ่มต้นวลี gerund ที่หมายถึง “การรู้หรือการเข้าใจ” ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกริยารูป progressive และตามด้วยอนุประโยค how ที่เชื่อมกันสองส่วน ได้แก่ how competent we are และ how our skills stack up against other people's วลี Knowing ... ทั้งหมดทำหน้าที่เป็นประธานทางไวยากรณ์หนึ่งหน่วย จึงใช้กริยาเอกพจน์ is รูปแบบนี้ช่วยเปลี่ยนการกระทำหรือความคิดที่ซับซ้อนให้เป็นหัวข้อ แล้วจึงประเมินหัวข้อนั้น
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปปัจจุบันของ be: Knowing how to ask for help ____ an important skill.
ดูคำตอบ
is
more than a self-esteem boost: ไม่ได้มีประโยชน์เพียงอย่างเดียว
โครงสร้าง more than + นามวลี สามารถหมายถึง “ไม่ใช่แค่” หรือ “ไม่ได้มีเพียง” ในประโยคนี้ more than a self-esteem boost หมายความว่าการเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองเป็นประโยชน์อย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่คุณค่าหรือผลทั้งหมด วลีนี้ไม่ได้กำลังนับจำนวน boost หรือบอกว่ามีการเพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ช่วยขยายขอบเขตของข้อความและเตรียมผู้ฟังให้พร้อมรับประโยชน์หรือผลลัพธ์อีกอย่างหนึ่งซึ่งมักสำคัญกว่า
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย more than เพื่อแสดงว่าชมรมยังมีคุณค่าอย่างอื่นด้วย: After school, the chess club is ____ a place to play games.
ดูคำตอบ
more than
It helps us figure out when we can forge ahead on our own decisions and instincts โน้ต
0:30มันช่วยให้เรารู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราสามารถก้าวต่อไปด้วยการตัดสินใจและสัญชาตญาณของเราเอง
figure out: คิดจนเข้าใจหรือหาคำตอบได้
figure out หมายถึงการเข้าใจหรือได้คำตอบจากการคิด ตรวจดูเบาะแส หรือลองหลายวิธี ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “คำนวณตัวเลข” แต่หมายถึงพิจารณาหรือระบุบางสิ่งให้ได้ หลัง figure out สามารถตามด้วยอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วยคำคำถาม เพื่อบอกว่าสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคืออะไร เช่น figure out when to act ในประโยคนี้ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือเมื่อไรจึงเหมาะที่จะเดินหน้าตามการตัดสินใจและสัญชาตญาณของตนเอง
แบบฝึกหัด
ตัวเลือกใดเน้นได้ดีที่สุดว่า Ava ได้คำตอบจากการทดลองและใช้เหตุผล? Ava finally managed to ____ why the toy would not move.
- figure out
- find out
- point out
ดูคำตอบ
figure out
forge ahead: เดินหน้าต่ออย่างมุ่งมั่น
forge ahead เป็นวลีกริยาเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงเดินหน้าต่ออย่างมุ่งมั่น โดยเฉพาะเมื่อมีความยากลำบาก ความล่าช้า หรือความไม่แน่นอน forge ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ตีโลหะขึ้นรูป” และ ahead ก็ไม่ใช่จุดหมายที่เป็นสถานที่จริง ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวสื่อถึงการลงมือทำอย่างมั่นใจโดยอาศัยการตัดสินใจและสัญชาตญาณของตนเอง หลังจากพิจารณาแล้วว่าเป็นเวลาที่เหมาะจะเดินหน้า
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีสองคำที่หมายถึง “เดินหน้าต่ออย่างมุ่งมั่นแม้มีความยากลำบาก”: Although the first experiment failed, the class chose to ____ with a safer design.
ดูคำตอบ
forge ahead
seek out advice: เป็นฝ่ายค้นหาคำแนะนำ
seek out advice หมายถึงการตั้งใจลงแรงเพื่อค้นหาคำแนะนำ มักเป็นการมองหาคนหรือแหล่งข้อมูลที่เหมาะสม คำว่า out ช่วยเน้นว่าผู้พูดเป็นฝ่ายค้นหาอย่างจริงจัง ไม่ได้หมายความว่าคำแนะนำนั้นอยู่ “ข้างนอก” รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ seek out + คำนาม เช่น seek out information หรือ seek out an expert รูปแบบนี้เหมาะเมื่อกระบวนการค้นหามีความสำคัญ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ seek out advice: After his first plan failed, Omar ____ from an experienced engineer.
ดูคำตอบ
sought out advice
we're not very good at evaluating ourselves accurately. วลี
0:41เราไม่ค่อยเก่งในการประเมินตัวเองอย่างแม่นยำนัก
psychological research suggests that: ใช้เกริ่นนำหลักฐานจากงานวิจัย
psychological research suggests that บอกผู้ฟังว่าข้อความถัดไปมาจากแหล่งใด ผู้พูดเปลี่ยนจากการอธิบายทั่วไปไปสู่ข้อความที่มีงานวิจัยรองรับ ดังนั้นแนวคิดถัดไปจึงถูกนำเสนอว่าอิงหลักฐาน ไม่ใช่แค่ความคิดเห็นส่วนตัว ในที่นี้ suggests หมายถึง “ชี้ให้เห็น” หรือ “ชี้ไปสู่ข้อสรุป” ไม่ได้หมายถึง “แนะนำ” รูปแบบ แหล่งหลักฐาน + suggests that + ข้อความที่สมบูรณ์ เป็นการกล่าวอย่างระมัดระวัง กล่าวคือหลักฐานสนับสนุนข้ออ้าง แต่ไม่ได้บอกว่าข้ออ้างนั้นได้รับการพิสูจน์อย่างสมบูรณ์แล้ว
แบบฝึกหัด
ในประโยค “Recent studies suggest that short breaks can improve focus,” suggests that ทำหน้าที่อะไร?
- ใช้เกริ่นนำข้อสรุปที่มีหลักฐานจากงานวิจัยรองรับ
- แนะนำให้งานวิจัยเหล่านั้นพักสั้น ๆ
- อ้างว่าผลลัพธ์ได้รับการพิสูจน์อย่างแน่นอนสมบูรณ์แล้ว
ดูคำตอบ
ใช้เกริ่นนำข้อสรุปที่มีหลักฐานจากงานวิจัยรองรับ
เก่งในการประเมินตนเองอย่างแม่นยำ
โครงสร้าง be good at + คำนามหรือรูป -ing หมายถึงมีทักษะในด้านหรือกิจกรรมหนึ่ง เนื่องจาก at เป็นคำบุพบท evaluate จึงเปลี่ยนเป็น evaluating ในที่นี้ Ourselves แสดงว่าพวกเราเป็นทั้งผู้ประเมินและผู้ที่ถูกประเมิน Accurately บอกว่าการประเมินตรงกับความเป็นจริงเพียงใด ส่วน not very ช่วยลดความตรงของข้อความเชิงลบเมื่อเทียบกับการพูดว่า we are bad at it
แบบฝึกหัด
ใช้ good at และรูป -ing ของ explain เติมประโยคให้สมบูรณ์: Nina is ____ difficult ideas clearly.
ดูคำตอบ
good at explaining
we frequently overestimate our own abilities. การใช้คำ
0:46เรามักจะประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไป
มักประเมินความสามารถของตนเองสูงเกินจริง
Overestimate หมายถึงการตัดสินว่าปริมาณ ระดับ หรือความสามารถสูงกว่าความเป็นจริง คำนำหน้า over- หมายถึงมากเกินไปหรือเกินระดับจริง ไม่ได้หมายความว่าการประเมินสิ้นสุดลงแล้ว Our own abilities ระบุว่าสิ่งที่ถูกประเมินสูงเกินไปคือความสามารถของเราเอง ไม่ใช่ของผู้อื่น Frequently บอกว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นบ่อย ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว
แบบฝึกหัด
ข้อความใดอธิบายประโยค "We frequently overestimate our own abilities" ได้ดีที่สุด
- เราแทบไม่คิดว่าเราทำอะไรได้บ้าง
- เรามักคิดว่าความสามารถของเราดีกว่าความเป็นจริง
- เราวัดความสามารถของผู้อื่นอย่างรอบคอบ
ดูคำตอบ
เรามักคิดว่าความสามารถของเราดีกว่าความเป็นจริง
have a name for this phenomenon: การเกริ่นเข้าสู่คำศัพท์เฉพาะ
ในประโยคนี้ researchers have a name for this phenomenon หมายความว่า นักวิจัยใช้คำเฉพาะคำหนึ่งเรียกรูปแบบที่เพิ่งอธิบายไป ประโยคนี้เป็นการบอกผู้ฟังว่าคำศัพท์นั้นกำลังจะตามมา ใช้โครงสร้าง have a name for + สิ่งหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนจากการอธิบายไปบอกชื่อของสิ่งนั้น ในที่นี้ phenomenon หมายถึงเหตุการณ์หรือรูปแบบที่สังเกตได้ ไม่ได้หมายถึงบุคคล
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ have a name for ในรูปที่ถูกต้อง: Scientists ____ this process: sublimation.
ดูคำตอบ
have a name for
the Dunning-Kruger Effect: รูปแบบการประเมินตนเอง
the Dunning-Kruger Effect เป็นชื่อของรูปแบบที่มีการศึกษาเกี่ยวกับการประเมินตนเอง ในทักษะด้านหนึ่ง ผู้ที่ทำผลงานได้ต่ำอาจประเมินผลงานของตนสูงกว่าที่หลักฐานแสดง ส่วนหนึ่งเพราะการมองเห็นข้อผิดพลาดอาจต้องใช้ความรู้บางอย่างเดียวกับที่ใช้ทำงานนั้น Dunning และ Kruger เป็นนามสกุลของนักวิจัย ส่วน Effect ก็เป็นส่วนหนึ่งของชื่อศัพท์ ในที่นี้จึงหมายถึงปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่มีชื่อเฉพาะ ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์หรืออิทธิพลทั่วไป
แบบฝึกหัด
ตัดสินว่าข้อความนี้มีหลักฐานรองรับหรือไม่: Maya sounded very confident, so she definitely has the Dunning-Kruger Effect.
- ไม่มีเหตุผลรองรับเพียงพอ
- มีเหตุผลรองรับเพียงพอ
ดูคำตอบ
ไม่มีเหตุผลรองรับเพียงพอ
more than 100 studies have shown that: การนำเสนอหลักฐานวิจัยที่สะสมมา
more than 100 studies ระบุจำนวนแหล่งที่มาของหลักฐาน จึงสื่อว่าข้อกล่าวอ้างนี้อาศัยงานวิจัยหลายชิ้นที่แยกจากกัน ไม่ใช่ตัวอย่างเพียงกรณีเดียว have shown เป็น present perfect ซึ่งนำเสนอผลการศึกษาที่สะสมมาจนถึงปัจจุบันว่าเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวอ้างในตอนนี้ ส่วน that ใช้นำเข้าสู่ข้อสรุปที่งานวิจัยเหล่านั้นสนับสนุน โครงสร้างโดยรวมจึงวางหลักฐานไว้ก่อน แล้วตามด้วยข้อกล่าวอ้างที่หลักฐานสนับสนุน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้โครงสร้างเป้าหมายอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อนำเสนอหลักฐานจากงานวิจัยที่สะสมมา?
- More than 40 studies have shown that regular exercise can improve sleep.
- More than 40 studies are showing that regular exercise improved sleep.
- More 40 studies have showed that regular exercise can improve sleep.
ดูคำตอบ
More than 40 studies have shown that regular exercise can improve sleep.
display illusory superiority: แสดงอคติว่าตนเหนือกว่าผู้อื่นอย่างไม่ตรงกับความจริง
ในประโยคนี้ display หมายถึงการแสดงหรือเผยให้เห็นคุณลักษณะหรือพฤติกรรม กรรมของคำนี้เป็นแนวโน้มทางจิตวิทยาที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่สิ่งของที่นำมาจัดแสดง illusory superiority คืออคติที่ทำให้คนประเมินว่าตนดีกว่าผู้อื่นทั้งที่หลักฐานที่เป็นกลางไม่ได้สนับสนุนอย่างเพียงพอ คำว่า illusory บอกว่าความเหนือกว่านั้นอาจเป็นเพียงความเข้าใจผิด ไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่มีอยู่จริง
แบบฝึกหัด
ในประโยค Some drivers display illusory superiority คำว่า display หมายถึงอะไร?
- แสดงข้อมูลบนหน้าจอ
- นำสิ่งของมาจัดแสดงต่อสาธารณะ
- แสดงหรือเผยให้เห็นแนวโน้มทางจิตวิทยา
ดูคำตอบ
แสดงหรือเผยให้เห็นแนวโน้มทางจิตวิทยา
judge ourselves as better than others:ตัดสินว่าตัวเราเองดีกว่าคนอื่น
judge A as B หมายถึง ประเมินหรือตัดสินว่า A เป็น B ในประโยคนี้ ourselves คือสิ่งที่ถูกประเมิน และ better than others คือผลของการประเมิน เนื่องจาก we เป็นผู้ประเมินตัวเอง จึงใช้รูปสรรพนามสะท้อนกลับ ourselves ให้สอดคล้องกับประธาน โครงสร้างนี้ยังใช้ประเมินแผน หลักฐาน การกระทำ หรือผลลัพธ์ได้ด้วย โดยเน้นข้อสรุปจากการประเมิน
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคที่ใช้ judge A as B เพื่อบอกผลการประเมินได้ถูกต้อง
- The panel judged as the evidence reliable.
- The panel judged the evidence as reliable.
- The panel judged the evidence by reliable.
ดูคำตอบ
The panel judged the evidence as reliable.
to a degree that violates the laws of math:ถึงขั้นที่ขัดต่อกฎของคณิตศาสตร์
to a degree that ... หมายถึง อยู่ในระดับที่มากจนทำให้เกิดผลว่า ... โดย that-clause จะอธิบายผลที่เกิดจากระดับนั้น ในที่นี้ violates the laws of math เป็นการพูดเกินจริงโดยตั้งใจ ไม่ได้หมายถึงการทำผิดกฎหมาย แต่สื่อว่าการที่ทุกคนคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นนั้นไม่สามารถเป็นจริงพร้อมกันได้ในทางคณิตศาสตร์ ถ้อยคำที่เห็นภาพนี้ช่วยเน้นข้อขัดแย้งในเหตุผล ไม่ใช่ข้อสรุปทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นทางการ
แบบฝึกหัด
ในประโยคที่ใช้สำนวนนี้ violates the laws of math หมายความว่าอย่างไร
- It says that someone broke a criminal law about mathematics.
- It uses hyperbole to say that the claim is mathematically impossible.
- It says that mathematics stopped working for everyone.
ดูคำตอบ
It uses hyperbole to say that the claim is mathematically impossible.
When software engineers at two companies were asked to rate their performance, ไวยากรณ์
1:07เมื่อให้วิศวกรซอฟต์แวร์ที่บริษัทสองแห่งประเมินผลงานของตนเอง
were asked to rate their performance: โครงสร้างกรรมวาจก be asked to do
Were asked to rate ใช้โครงสร้างกรรมวาจก be asked to do วิศวกรเป็นฝ่ายที่ได้รับคำขอ ส่วน to rate ระบุการกระทำที่พวกเขาถูกขอให้ทำ ในที่นี้ rate หมายถึง “ประเมินหรือให้คะแนน” และ their performance หมายถึงผลงานของพวกเขาเอง โครงสร้างนี้พบบ่อยในแบบสำรวจและงานวิจัย เพราะเน้นผู้เข้าร่วมและงานที่ได้รับ ไม่ได้เน้นว่าใครเป็นผู้ขอ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างกรรมวาจกอดีต be asked to do และกริยา rate: Yesterday, the visitors ____ the museum tour on a scale from one to five.
ดูคำตอบ
were asked to rate
32% of the engineers at one company and 42% at the other
1:12วิศวกร 32% ที่บริษัทแห่งหนึ่ง และ 42% ที่อีกแห่งหนึ่ง
put themselves in the top 5%: จัดตนเองให้อยู่ในกลุ่ม 5% แรก
Put themselves in the top 5% ใช้ put ในความหมายเชิงเปรียบเทียบว่า “จัดประเภทหรือกำหนดตำแหน่ง” คนเหล่านี้จัดตนเองให้อยู่ในกลุ่มห้าเปอร์เซ็นต์ที่มีผลงานสูงสุด สรรพนามสะท้อน themselves แสดงว่าคนที่ตัดสินและคนที่ถูกจัดเข้ากลุ่มคือคนกลุ่มเดียวกัน โครงสร้าง put + บุคคล + in + กลุ่มหรือช่วง ใช้บอกการจัดประเภทหรืออันดับได้ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนย้ายทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
ใช้ put + สรรพนามสะท้อน + in เติมประโยคให้สมบูรณ์: In a self-assessment last week, Ava ____ the top 10% of designers.
ดูคำตอบ
put herself in
described themselves as having above-average driving skills. ไวยากรณ์
1:25อธิบายว่าตนเองมีทักษะการขับขี่สูงกว่าค่าเฉลี่ย
described themselves as having...: การรายงานความสามารถที่บุคคลประเมินตนเอง
โครงสร้างคือ describe + บุคคล + as + คำบรรยาย ในที่นี้ themselves เป็นกรรมของ described และ as having above-average driving skills คือเนื้อหาที่พวกเขาใช้บรรยายตนเอง having เป็นรูป -ing ที่ตามหลัง as หมายความว่าพวกเขานำเสนอตนเองว่ามีความสามารถนั้น ไม่ใช่กริยาหลักอีกเหตุการณ์หนึ่ง
แบบฝึกหัด
เติมรายงานด้วยโครงสร้างอดีต describe + คำสรรพนามสะท้อนกลับ + as having: In the interview, Maya ____ excellent problem-solving skills.
ดูคำตอบ
described herself as having
These aren't isolated findings: การเชื่อมหลักฐานให้เห็นเป็นรูปแบบ
These ชี้กลับไปยังผลการค้นพบที่เพิ่งกล่าวถึง isolated findings จะหมายถึงผลที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวโดยไม่มีรูปแบบอื่นมาสนับสนุน แต่ประโยคนี้บอกว่าผลก่อนหน้านั้นไม่ใช่เช่นนั้น ในฐานะเครื่องมือจัดลำดับความคิด ประโยคนี้เชื่อมตัวอย่างที่แยกกันและเตรียมผู้ฟังให้พร้อมสำหรับข้อสรุปที่กว้างขึ้นหรือรูปแบบที่เกิดซ้ำ isolated ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างหลักฐาน ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ
แบบฝึกหัด
หลังจากยกงานวิจัยหลายชิ้น ผู้พูดกล่าวว่า “These aren't isolated findings.” ประโยคนี้ทำหน้าที่อะไร?
- ถอนผลการวิจัยก่อนหน้าเพราะไม่น่าเชื่อถือ
- บอกว่างานวิจัยดำเนินการในสถานที่ห่างไกล
- เชื่อมงานวิจัยเข้าด้วยกันในฐานะหลักฐานของรูปแบบที่กว้างขึ้น
ดูคำตอบ
เชื่อมงานวิจัยเข้าด้วยกันในฐานะหลักฐานของรูปแบบที่กว้างขึ้น
On average, people tend to rate themselves better than most โน้ต
1:31โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้คนมักจะประเมินตัวเองดีกว่าคนส่วนใหญ่
On average: การเกริ่นแนวโน้มทางสถิติโดยรวม
On average กำหนดมุมมองเชิงสถิติไว้ก่อน กล่าวคือ ข้อความที่ตามมาสรุปข้อมูลของคนกลุ่มหนึ่ง การสังเกตหลายครั้ง หรือช่วงเวลาหนึ่ง จึงชี้ถึงผลโดยรวม ไม่ใช่ข้อสรุปเกี่ยวกับกรณีใดกรณีหนึ่ง ค่าเฉลี่ยยอมให้มีข้อยกเว้นได้ ในที่นี้ average ไม่ได้หมายถึง “คนธรรมดา” แต่ทั้งวลีหมายถึง “เมื่อพิจารณาทุกกรณีร่วมกัน”
แบบฝึกหัด
นักวิจัยรวมบันทึกการนอนทั้งหมดและพบว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่คืนละ 7.2 ชั่วโมง ประโยคใดรายงานผลนี้ได้แม่นยำที่สุด
- Participants usually slept exactly 7.2 hours per night.
- Every participant slept 7.2 hours per night.
- On average, participants slept 7.2 hours per night.
ดูคำตอบ
On average, participants slept 7.2 hours per night.
tend to rate themselves better than most: แนวโน้มที่ไม่ใช่กฎตายตัว
tend to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกแนวโน้มที่มักเกิดขึ้น ไม่ใช่กฎที่ไม่มีข้อยกเว้น ในประโยคนี้ rate themselves หมายถึงตัดสินหรือประเมินตนเอง better than most หมายความว่า ในมุมมองของคนเหล่านั้น พวกเขาจัดตนเองไว้เหนือคนส่วนใหญ่ ตรงนี้ most ใช้แทน most people ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรูปขั้นสูงสุดอย่าง most better
แบบฝึกหัด
ประโยคใดอธิบายแนวโน้มทั่วไปในการประเมินตนเองได้ถูกต้อง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีข้อยกเว้น
- Every player always rates themselves as the most skilled teammate.
- Players are tend to rate themselves as more skilled than most of their teammates.
- Players tend to rate themselves as more skilled than most of their teammates.
ดูคำตอบ
Players tend to rate themselves as more skilled than most of their teammates.
ranging from ... and beyond: ช่วงที่ยังเปิดกว้าง
ranging from ใช้เกริ่นตัวอย่างเพื่อแสดงว่ากลุ่มสาขานั้นกว้างเพียงใด ส่วน and beyond ทำให้รายการยังเปิดกว้างอยู่ กล่าวคือ สุขภาพ ทักษะความเป็นผู้นำ และจริยธรรมเป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่ทั้งหมด รูปแบบที่ใช้กันทั่วไปและชัดเจนคือ ranging from A to B and beyond โดย A และ B เป็นปลายทั้งสองด้านของช่วง ในคำบรรยายนี้มีการยกหลายสาขาหลัง from วลีนี้ยังคงพาไล่ไปตามตัวอย่างและบอกว่าขอบเขตยังไปต่อ
แบบฝึกหัด
เติมวลีเปิดช่วงจากบทเรียนลงในประโยค: The museum offers programs ____ art classes to science talks and beyond.
ดูคำตอบ
ranging from
What's particularly interesting is that ...: เน้นประเด็นถัดไป
What's particularly interesting is that ... เป็นกรอบประโยคสำหรับเน้นข้อมูล โดยอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย What ทำหน้าที่เป็นประธาน is เชื่อมไปยังอนุประโยค that และอนุประโยค that บรรจุข้อเท็จจริงที่ผู้พูดต้องการให้ผู้ฟังสนใจ ในที่นี้ interesting ไม่ได้เพียงบอกถึงความสนใจส่วนตัว เมื่อใช้ร่วมกับ particularly จะทำเครื่องหมายว่าข้อเท็จจริงถัดไปน่าสังเกต สำคัญ หรือเหนือความคาดหมายเป็นพิเศษในคำอธิบายของผู้พูด
แบบฝึกหัด
เติมกรอบเน้นข้อมูลแบบเต็มจากบทเรียนลงในประโยค: ____ the smallest battery lasted the longest.
ดูคำตอบ
What's particularly interesting is that
to overrate their skills to the greatest extent.
1:47ที่จะประเมินทักษะของตนเองสูงเกินจริงในระดับที่มากที่สุด
those with the least ability: จัดกลุ่มคนตามลักษณะที่มีร่วมกัน
Those with the least ability หมายถึง “คนที่มีระดับความสามารถต่ำที่สุด” ในที่นี้ those ใช้แทนคนกลุ่มหนึ่งในรูปพหูพจน์ ส่วน with the least ability ระบุว่าหมายถึงคนกลุ่มใด โครงสร้าง those with + นามวลี ใช้ระบุกลุ่มคนอย่างกระชับผ่านลักษณะที่มีร่วมกัน Least หมายถึงระดับความสามารถที่ต่ำที่สุดในการเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการมีจำนวนความสามารถแต่ละอย่างน้อยที่สุด
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ those และคำบุพบทที่นำหน้าลักษณะของกลุ่ม: ____ the strongest applications were invited for an interview.
ดูคำตอบ
Those with
the most likely to overrate: แสดงความเป็นไปได้ที่สูงที่สุด
be the most likely to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึง มีความเป็นไปได้สูงที่สุดที่จะทำบางสิ่งเมื่อเทียบกับคนหรือสิ่งอื่น ในประโยคนี้ to overrate ระบุการกระทำ ส่วน overrate หมายถึงการประเมินทักษะว่าดีหรือสูงกว่าความเป็นจริง most ทำให้ likely เป็นรูปขั้นสูงสุด โครงสร้างนี้จึงเลือกความเป็นไปได้ที่สูงที่สุดจากกลุ่มที่นำมาเปรียบเทียบ ในรูปแบบนี้ likely ตามด้วย to + กริยารูปพื้นฐาน ไม่ใช่รูป -ing
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างขั้นสูงสุดที่สร้างจาก likely + to: Of all the routes, the highway is ____ have heavy traffic.
ดูคำตอบ
the most likely to
People measurably poor at logical reasoning, วลี
1:50ผู้ที่ทำคะแนนได้แย่อย่างเห็นได้ชัดในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ
measurably poor at logical reasoning: อ่อนด้านการใช้เหตุผลเชิงตรรกะอย่างที่วัดได้
poor at + ทักษะหรือกิจกรรม หมายถึงทำสิ่งนั้นได้ไม่ดี ในที่นี้ poor at logical reasoning อธิบายว่าความสามารถในการใช้เหตุผลเชิงตรรกะอ่อน ส่วน poor ไม่ได้หมายถึงมีเงินน้อย measurably ขยายคำว่า poor โดยบอกว่าจุดอ่อนนี้ตรวจพบหรือวัดเป็นปริมาณได้ด้วยการทดสอบหรือข้อมูล ไม่ใช่เพียงความรู้สึกส่วนตัว จึงเป็นสำนวนที่เป็นทางการและอิงหลักฐานมากกว่า bad at ที่ใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ measurably poor at ได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีหลักฐานรองรับคำกล่าวนั้น
- I guessed that the app was measurably poor at recognizing speech, although no one had tested it.
- The app was measurably poor because its monthly fee was high.
- Test results showed that the app was measurably poor at recognizing speech in noisy rooms.
ดูคำตอบ
Test results showed that the app was measurably poor at recognizing speech in noisy rooms.
almost as favorably as actual experts do. ไวยากรณ์
2:02สูงเกือบเท่ากับที่ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงประเมิน
almost as favorably as actual experts do: ประเมินในแง่บวกเกือบเท่ากับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
almost as favorably as ใช้โครงสร้าง almost + as + คำกริยาวิเศษณ์ + as โดย favorably บอกว่าการประเมินเป็นไปในทางบวกมากเพียงใด ส่วน almost หมายความว่าการประเมินทั้งสองใกล้เคียงกันมาก แต่ไม่เท่ากันทั้งหมด คำว่า do ท้ายประโยคเป็นกริยาแทนวลีกริยาที่กล่าวไปแล้ว คือ rate their expertise ดังนั้น actual experts do จึงหมายถึง actual experts rate their expertise การใช้ do ช่วยไม่ให้ต้องพูดวลีกริยาทั้งหมดซ้ำ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้โครงสร้างเปรียบเทียบและกริยาแทนได้ถูกต้อง
- Students rate the new lunch menu almost as favorably as teachers do.
- Students rate the new lunch menu almost so favorably as teachers are.
- Students rate the new lunch menu almost as favorably than teachers do.
ดูคำตอบ
Students rate the new lunch menu almost as favorably as teachers do.
So who's most vulnerable to this delusion? การใช้คำ
2:08แล้วใครกันล่ะที่เสี่ยงต่อความหลงผิดนี้มากที่สุด?
ใครมีแนวโน้มได้รับอิทธิพลจากความหลงผิดนี้มากที่สุด
Most vulnerable to หมายถึง “ได้รับผลกระทบจากบางสิ่งได้ง่ายที่สุด” หรือ “มีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะได้รับผลกระทบ” ในที่นี้ most vulnerable to this delusion เป็นการถามว่าคนกลุ่มใดมีแนวโน้มจะได้รับอิทธิพลจากความเชื่อผิดๆ นี้หรือหลงเชื่อมากที่สุด Delusion หมายถึงความเชื่อที่ยึดถืออย่างหนักแน่นทั้งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงมีน้ำหนักมากกว่าการพูดถึงความผิดพลาดธรรมดาด้วยคำว่า mistake คำถามนี้เน้นว่าคนเราถูกชักจูงได้ง่ายเพียงใด ไม่ได้ตัดสินว่าความเชื่อนั้นถูกต้องหรือไม่
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคที่ใช้ vulnerable to ได้ถูกต้อง
- Young plants are especially vulnerable with sudden frost.
- Young plants are especially vulnerable to sudden frost.
- Young plants are especially vulnerable for sudden frost.
ดูคำตอบ
Young plants are especially vulnerable to sudden frost.
pockets of incompetence: จุดที่มีความสามารถไม่เพียงพอเป็นบางส่วน
Pockets of incompetence เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงบางส่วนเล็กๆ ที่แยกออกจากกัน ซึ่งบุคคลหนึ่งขาดทักษะหรือวิจารณญาณ ในที่นี้ pockets หมายถึงส่วนหรือขอบเขตที่จำกัด ไม่ได้หมายถึงกระเป๋าจริงๆ วลีนี้สื่อว่าคนคนหนึ่งอาจมีความสามารถโดยรวม แต่ยังมีจุดอ่อนในบางด้านโดยเฉพาะ และมักไม่รู้ตัว ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย because ใช้แนวคิดนี้อธิบายว่าทำไมปัญหานี้จึงเกิดขึ้นกับเราทุกคนได้ เพราะทุกคนต่างมีบางด้านที่มีความสามารถจำกัดและซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ pockets of incompetence หมายถึงอะไร A skilled team may still have pockets of incompetence in a few specialized tasks.
- บริเวณเล็กๆ ที่ขาดความสามารถ
- การขาดความสามารถโดยสิ้นเชิงในทุกด้าน
- กระเป๋าจริงที่ใช้เก็บทักษะที่เป็นประโยชน์
ดูคำตอบ
บริเวณเล็กๆ ที่ขาดความสามารถ
When psychologists Dunning and Kruger first described the effect in 1999,
2:19เมื่อนักจิตวิทยา ดันนิง และ ครูเกอร์ อธิบายปรากฏการณ์นี้เป็นครั้งแรกในปี 1999
they argued that people lacking knowledge and skill in particular areas ไวยากรณ์
2:24พวกเขาโต้แย้งว่าผู้ที่ขาดความรู้และทักษะในบางด้าน
people lacking...: อนุประโยครูป -ing ที่ขยาย people
ใน people lacking knowledge and skill in particular areas ส่วน lacking knowledge and skill in particular areas เป็นอนุประโยครูป -ing ที่วางไว้หลัง people เพื่อระบุว่าหมายถึงคนกลุ่มใด และในที่นี้มีความหมายเท่ากับ people who lack knowledge and skill in particular areas lacking ไม่ใช่กริยาหลัก จึงไม่ได้มีรูป be หายไป กริยาหลักของ people จะปรากฏภายหลังในประโยคที่สมบูรณ์กว่า
แบบฝึกหัด
เขียนอนุประโยคสัมพันธ์ใหม่ให้เป็นอนุประโยครูป -ing: Applicants who lack the required certificate cannot enter the program. Applicants ____ the required certificate cannot enter the program.
ดูคำตอบ
lacking
suffer a double curse: อุปมาถึงผลเสียร้ายแรงสองอย่าง
suffer a double curse เป็นอุปมาที่หมายถึงการเผชิญกับผลเสียร้ายแรงสองอย่างพร้อมกัน curse ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคำสาปทางเวทมนตร์ แต่เปลี่ยนผลเสียเหล่านั้นให้เป็นภาพที่ชัดเจนและน่าจดจำ double บอกว่าปัญหานั้นมีสองส่วน วลีนี้มักใช้เกริ่นก่อนอธิบายว่าผลเสียทั้งสองอย่างคืออะไร
แบบฝึกหัด
ในประโยคนี้ suffer a double curse หมายความว่าอย่างไร?
- พวกเขาถูกคำสาปทางเวทมนตร์สองบท
- พวกเขาได้รับรางวัลที่ไม่คาดคิดสองอย่าง
- พวกเขาเผชิญกับผลเสียร้ายแรงสองอย่าง
ดูคำตอบ
พวกเขาเผชิญกับผลเสียร้ายแรงสองอย่าง
make mistakes และ reach poor decisions: กลุ่มคำกริยา-คำนามที่เป็นธรรมชาติ
ประโยคนี้เชื่อมกลุ่มคำกริยา-คำนามที่เป็นธรรมชาติสองชุด ได้แก่ make mistakes และ reach poor decisions โดย make mistakes หมายถึงทำบางอย่างผิด ส่วน poor ขยาย decisions เพื่อบอกว่าการตัดสินใจนั้นแย่หรือไม่ฉลาด ใน reach a decision คำว่า reach หมายถึงได้ข้อเลือกหรือข้อสรุป ซึ่งมักเกิดหลังการคิดหรือการพูดคุย ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ทางกายภาพ ควรเรียนเป็นกลุ่มคำทั้งชุด ได้แก่ make a mistake และ reach a decision
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้กลุ่มคำที่เป็นธรรมชาติสำหรับการทำผิดพลาดและการได้ข้อสรุปในการตัดสินใจ
- They did two mistakes before they reached to a final decision.
- They made two mistakes before they reached a final decision.
- They made two mistakes before they arrived a final decision.
ดูคำตอบ
They made two mistakes before they reached a final decision.
also prevent them from catching their errors. ไวยากรณ์
2:37ยังทำให้พวกเขาไม่สามารถจับผิดพลาดของตัวเองได้
First, ... But second, ... สำหรับจัดระเบียบสองประเด็นที่เชื่อมโยงกัน
First, ใช้เริ่มส่วนแรกของคำอธิบาย ส่วน But second, ใช้บอกว่านี่คือส่วนที่สอง ในที่นี้ second หมายถึงประเด็นที่สองของข้อโต้แย้ง ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทีหลังตามลำดับเวลา But แสดงว่าประเด็นที่สองไม่ได้เป็นเพียงอีกรายการหนึ่ง แต่เพิ่มผลที่ทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น กล่าวคือ การขาดความรู้แบบเดียวกันทั้งทำให้เกิดข้อผิดพลาดและทำให้มองเห็นข้อผิดพลาดเหล่านั้นได้ยากขึ้น
แบบฝึกหัด
First, ... But second, ... ทำหน้าที่อะไรในตัวอย่างนี้
- แทนที่ประเด็นแรกเพราะประเด็นแรกไม่เป็นความจริง
- จัดเนื้อหาเป็นสองประเด็นและนำเสนอประเด็นที่สองว่าเป็นปัญหาเพิ่มเติมที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น
- บอกเวลาที่เหตุการณ์สองเหตุการณ์เกิดขึ้น
ดูคำตอบ
จัดเนื้อหาเป็นสองประเด็นและนำเสนอประเด็นที่สองว่าเป็นปัญหาเพิ่มเติมที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น
those same knowledge gaps: ช่องว่างทางความรู้ชุดเดิม
Knowledge gaps หมายถึงเรื่องเฉพาะที่คนคนหนึ่งยังไม่รู้หรือยังไม่เข้าใจ ในที่นี้ gaps เป็นความหมายเชิงนามธรรม หมายถึงความรู้ที่ขาดไป ไม่ใช่ช่องว่างทางกายภาพ คำว่า those same ย้อนกลับไปถึง knowledge gaps ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า และเน้นว่าช่องว่างชุดเดิมนี้ยังส่งผลอีกอย่างหนึ่ง คือทำให้คนไม่ทันสังเกตข้อผิดพลาดของตนเอง
แบบฝึกหัด
ใช้สำนวนจากบทเรียนนี้ที่หมายถึงส่วนของความเข้าใจที่ขาดไปอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The short quiz revealed several ____ in basic algebra.
ดูคำตอบ
knowledge gaps
prevent them from catching their ...: โครงสร้าง prevent someone from doing
Prevent + person + from + verb-ing หมายถึงบางสิ่งขัดขวางหรือทำให้คนนั้นไม่สามารถทำการกระทำหนึ่งได้ ใน prevent them from catching their errors คำว่า them คือกลุ่มที่ได้รับผล และ catching คือรูป -ing ที่ต้องใช้หลัง from Catch an error หมายถึงสังเกตเห็นหรือตรวจพบข้อผิดพลาด มักเกิดขึ้นระหว่างการตรวจงาน ไม่ได้หมายถึงใช้มือจับสิ่งของ
แบบฝึกหัด
ใช้รูปที่ถูกต้องของ access เพื่อเติมโครงสร้าง prevent + person + from + verb-ing ให้สมบูรณ์: A strong password prevents strangers ____ your account.
ดูคำตอบ
from accessing
lack the very expertise needed: very หมายถึง “สิ่งนั้นโดยตรง”
ในรูปแบบ the very + คำนาม คำว่า very ใช้ระบุและเน้นบุคคล สิ่งของ หรือคุณสมบัติที่กำลังพูดถึงว่าเป็นสิ่งนั้นโดยเฉพาะ ในที่นี้ the very expertise หมายถึง “ความเชี่ยวชาญนั้นโดยตรง” ไม่ได้หมายถึง “ความเชี่ยวชาญในระดับที่สูงมาก” วลี lack the very expertise needed เน้นว่าขาดเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่ง ผู้ที่ทำผลงานได้ไม่ดีไม่มีความรู้หรือทักษะเฉพาะทางที่จำเป็นต่อการประเมินผลงานของตนเองอย่างพอดี คำว่า needed อยู่หลัง expertise และหมายถึง “ที่จำเป็น”
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปแบบ the very + คำนามจำนวนสองคำ เพื่อเน้นว่านี่คือหลักฐานที่จำเป็นอย่างพอดี: The investigators had overlooked ____ evidence needed to solve the case.
ดูคำตอบ
the very
when the researchers studied participants in a college debate tournament,
2:48เมื่อนักวิจัยศึกษาผู้เข้าร่วมการแข่งขันโต้วาทีระดับวิทยาลัย
the bottom 25% of teams: หนึ่งในสี่ที่มีอันดับต่ำที่สุด
The bottom 25% of teams หมายถึงหนึ่งในสี่ของทีมทั้งหมดที่มีอันดับหรือผลการแข่งขันต่ำที่สุด คำว่า bottom บอกตำแหน่งในลำดับอันดับ ไม่ใช่ตำแหน่งทางกายภาพ ส่วน 25% บอกสัดส่วน ไม่ใช่จำนวนทีมที่แน่นอน คำว่า in preliminary rounds จำกัดว่าอันดับนี้มาจากช่วงคัดเลือกรอบแรกก่อนเข้าสู่รอบต่อ ๆ ไป ดังนั้นทั้งวลีจึงหมายถึงหนึ่งในสี่ของทีมที่มีอันดับต่ำที่สุดจากผลในรอบคัดเลือกเหล่านั้น
แบบฝึกหัด
วลีที่เน้นในประโยคนี้หมายถึงทีมกลุ่มใด?
- หนึ่งในสี่ของทีมที่มีอันดับต่ำที่สุดในรอบคัดเลือก
- ทีมยี่สิบห้าทีมที่ยืนอยู่ด้านล่างของสถานที่แห่งหนึ่ง
- หนึ่งในสี่ของทีมที่เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศก่อนทีมอื่น
ดูคำตอบ
หนึ่งในสี่ของทีมที่มีอันดับต่ำที่สุดในรอบคัดเลือก
nearly four out of every five matches: การบอกสัดส่วน
ในโครงสร้าง X out of every Y + คำนามพหูพจน์ X คือจำนวนที่ตรงกับข้อความนั้นในกลุ่มทั่วไปจำนวน Y หน่วย ในที่นี้ four out of every five matches หมายถึงอัตราการแพ้ประมาณสี่ในห้าหรือ 80% ไม่ได้หมายถึงการแข่งขันชุดใดชุดหนึ่งที่มีห้านัดตายตัว nearly ทำให้อัตราส่วนเป็นค่าประมาณและสื่อว่ายังต่ำกว่าอัตราส่วนที่ระบุเล็กน้อย ดังนั้นอัตราการแพ้จริงจึงใกล้เคียงสี่ในห้า แต่ไม่จำเป็นต้องเท่ากับสี่ในห้าพอดี
แบบฝึกหัด
เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง out of every โดยใช้ three และ ten: They won about ____ games.
ดูคำตอบ
three out of every ten
thought they were winning almost 60%: ความเชื่อ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว
Thought นำ they were winning almost 60% มาเป็นสิ่งที่พวกเขาเชื่อในเวลานั้น ในบริบทนี้ winning almost 60% หมายถึงชนะเกือบ 60% ของการแข่งขันทั้งหมด เปอร์เซ็นต์นี้อยู่ภายในเนื้อหาความคิดที่ตามหลัง thought ผู้บรรยายจึงไม่ได้ยืนยันว่าอัตราชนะนั้นเป็นจริง Were winning นำเสนออัตราชนะที่พวกเขาคิดว่าเป็นจริงในฐานะสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่เมื่อมองจากเวลานั้นในอดีต Almost หมายถึงต่ำกว่า 60% เล็กน้อย และ But บอกว่าการประเมินนี้ขัดกับผลจริงที่เพิ่งกล่าวถึง
แบบฝึกหัด
ประโยคนี้บอกอะไรเกี่ยวกับตัวเลข 60%?
- พวกเขาเชื่อว่าคู่แข่งชนะเกือบ 60% ของการแข่งขัน
- เป็นการประเมินของพวกเขา ไม่ใช่ผลที่ผู้บรรยายยืนยัน
- ผู้บรรยายยืนยันว่าพวกเขาชนะการแข่งขัน 60% พอดี
ดูคำตอบ
เป็นการประเมินของพวกเขา ไม่ใช่ผลที่ผู้บรรยายยืนยัน
when or how often their arguments broke down. กริยาวลี
3:07ข้อโต้แย้งของพวกเขาพังทลายลงเมื่อใดหรือบ่อยแค่ไหน
Without a strong grasp of ...: เงื่อนไขที่ขาดไปและผลที่ตามมา
“A strong grasp of” หมายถึงการมีความเข้าใจเรื่องหนึ่งอย่างมั่นคงและเชื่อถือได้ grasp ในที่นี้หมายถึงความเข้าใจทางความคิด ไม่ใช่การใช้มือจับสิ่งของ ส่วนต้นประโยคที่เป็น “Without + นามวลี” ระบุเงื่อนไขที่ขาดไป แล้วประโยคหลักจึงบอกผลที่ตามมา กล่าวคือ นักเรียนไม่เข้าใจกฎการโต้วาทีดีพอ จึงมองไม่เห็นข้อบกพร่องในการให้เหตุผลของตน รูปแบบนี้ใช้เชื่อมการขาดความรู้หรือการเตรียมพร้อมเข้ากับผลที่เกิดขึ้น
แบบฝึกหัด
เติมวลีเป้าหมายที่หมายถึง “หากคุณไม่เข้าใจกฎความปลอดภัยดีพอ” ลงในประโยค: ____ the safety rules, you may miss an important warning.
ดูคำตอบ
Without a strong grasp of
arguments broke down: การให้เหตุผลที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป
ในประโยคนี้ arguments หมายถึงแนวการให้เหตุผล ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทะเลาะกันระหว่างคน “Broke down” บอกว่าการให้เหตุผลนั้นใช้ต่อไปไม่ได้ เพราะข้ออ้างหรือความเชื่อมโยงทางตรรกะไม่สามารถรองรับข้อสรุปได้อีก break down ในที่นี้เป็นการใช้แบบอกรรมกริยา หมายถึงสิ่งหนึ่งหยุดทำงานอย่างถูกต้อง แนวคิดพื้นฐานเดียวกันนี้ใช้กับเครื่องจักร แผน การเจรจา และการสื่อสารได้ แต่ประธานของประโยคจะบอกว่าหมายถึงความล้มเหลวแบบใด
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคที่ break down หมายถึงการให้เหตุผลไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป
- The teacher broke the problem down into three steps.
- The car broke down outside the school.
- The explanation broke down when the facts did not match.
ดูคำตอบ
The explanation broke down when the facts did not match.
isn't a question of ego: ประเด็นไม่ได้อยู่ที่อัตตา
โครงสร้าง a question of + คำนามหรืออนุประโยค -ing มักหมายความว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับปัจจัยหรือคำอธิบายที่ตามมา ในที่นี้ question ไม่ใช่คำถามจริงที่รอคำตอบ ในประโยคนี้ isn't a question of ใช้ปฏิเสธคำอธิบายที่อาจถูกเสนอขึ้นมา โดย ego blinding us to our weaknesses คือแนวคิดทั้งหมดที่ถูกปฏิเสธ กล่าวคือปรากฏการณ์นี้ไม่ได้อธิบายได้ง่าย ๆ เพียงว่าอัตตาทำให้เราไม่ตระหนักถึงจุดอ่อนของตนเอง
แบบฝึกหัด
ใช้โครงสร้าง a question of เติมประโยคให้สมบูรณ์: The delay isn't ____ money; the real issue is safety.
ดูคำตอบ
a question of
blind us to our weaknesses: ทำให้เราไม่ตระหนักถึงจุดอ่อนของตนเอง
blind someone to something เป็นอุปมาที่หมายถึงทำให้ใครบางคนไม่สามารถสังเกต เข้าใจ หรือยอมรับบางสิ่งได้ ในที่นี้ blinding us to our weaknesses อธิบายแนวคิดที่ถูกเสนอว่าอัตตาอาจขัดขวางไม่ให้เราตระหนักถึงจุดอ่อนของตนเอง ไม่ได้หมายถึงการสูญเสียการมองเห็นทางกายภาพ โครงสร้างคือ blind + คน + to + สิ่งที่ไม่ถูกสังเกต โดยวางคนที่ได้รับผลไว้หลัง blind โดยตรง และใช้ to นำสิ่งที่คนนั้นไม่ตระหนักถึง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ blind someone to something: Pride can ____ our own mistakes.
ดูคำตอบ
blind us to
usually do admit: do ที่ใช้เน้นในประโยคบอกเล่า
ใน usually do admit คำว่า do เป็นกริยาช่วยสำหรับเน้นความหมาย ทำให้ข้อความบอกเล่าหนักแน่นขึ้นว่าคนเรายอมรับข้อบกพร่องของตนจริง ๆ มักใช้เพื่อแก้หรือโต้แย้งความคิดที่ว่าพวกเขาไม่ยอมรับ หลัง do ที่ใช้เน้นความหมาย กริยาหลักต้องเป็นรูปพื้นฐาน: do admit, does know, did try ในที่นี้ usually อยู่หน้า do และบอกว่าการยอมรับเกิดขึ้นบ่อยเพียงใด
แบบฝึกหัด
ใช้กริยาช่วยเน้นความหมายเพื่อบอกว่าเขารู้คำตอบจริง ๆ: He ____ the answer.
ดูคำตอบ
does know
once they can spot them: once ในความหมายว่า “ทันทีที่”
Once ในที่นี้หมายถึง “ทันทีที่” หรือ “เมื่อเงื่อนไขนี้เป็นจริง” ใช้บอกเงื่อนไขและเวลาที่ทำให้ผลในอนุประโยคก่อนหน้าเกิดขึ้นได้ กล่าวคือ คนเราจะยอมรับข้อบกพร่องเมื่อสามารถมองเห็นข้อบกพร่องนั้นได้ ในที่นี้ once ไม่ได้หมายถึง “หนึ่งครั้ง” Spot หมายถึง “สังเกตเห็น” หรือ “มองออก” มักใช้กับสิ่งที่เห็นได้ไม่ชัดทันที เช่น ข้อผิดพลาด ความเสี่ยง หรือรูปแบบ Them หมายถึง deficits ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า
แบบฝึกหัด
ใช้ once ในความหมายว่า “ทันทีที่”: ____ you spot the typo, correct it.
ดูคำตอบ
Once
students who had initially done badly on a logic quiz ไวยากรณ์
3:22นักศึกษาที่เริ่มแรกทำแบบทดสอบตรรกะได้แย่
who had initially done badly: เหตุการณ์ในอดีตที่เกิดก่อน
อนุประโยคขยาย who had initially done badly on a logic quiz ระบุว่ากำลังพูดถึงนักเรียนกลุ่มใด โดยประธาน who ย้อนกลับไปหมายถึง students ใน had initially done badly โครงสร้าง had + กริยาช่องที่สาม done เป็น past perfect ซึ่งวางเหตุการณ์ที่ทำแบบทดสอบได้ไม่ดีไว้ก่อนจุดเวลาอื่นในอดีตของงานวิจัย เช่น การฝึกหรือการประเมินที่เกิดขึ้นภายหลัง ส่วน initially เน้นว่านี่คือผลงานในช่วงเริ่มต้น ไม่ได้แปลว่าผลงานภายหลังหรือในปัจจุบันยังไม่ดีอยู่เสมอ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูป past perfect ของ do เพื่อแสดงว่าผลแบบทดสอบเกิดขึ้นก่อนเริ่มการสอนเสริม: By the time tutoring began, the students ____ badly on the first quiz.
ดูคำตอบ
had done
quite willing to label A as B: ค่อนข้างเต็มใจที่จะประเมิน A ว่าเป็น B
be willing to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึงพร้อมทำบางอย่างหรือไม่คัดค้านที่จะทำ ส่วน quite ในที่นี้แสดงระดับที่มากพอสมควร กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้ลังเลที่จะตัดสินผลงานก่อนหน้านี้ของตนอย่างรุนแรง label A as B หมายถึงจัดประเภทหรือบอกลักษณะของ A ว่าเป็น B ในที่นี้ A คือ their original performances และ B คือ awful ดังนั้น label จึงเป็นการประเมินเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่การติดป้ายจริง ๆ ส่วน awful เป็นคำตัดสินเชิงลบที่รุนแรงมาก
แบบฝึกหัด
ใช้ quite, willing to และ label เติมประโยคให้สมบูรณ์: After reading the draft, the reviewers were ____ it as confusing.
ดูคำตอบ
quite willing to label
with a moderate amount of experience or expertise: การบอกระดับปานกลาง
ในประโยคนี้ with a moderate amount of experience or expertise ใช้ระบุว่ากำลังพูดถึงคนกลุ่มใด คือคนที่มีประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญในระดับปานกลาง ไม่ได้น้อยมากหรือมากมาย วลี a moderate amount of ใช้กับแนวคิดที่ถือว่านับไม่ได้ เช่น experience, expertise, time หรือ effort ในที่นี้ moderate หมายถึง “ระดับกลาง” หรือ “ไม่สุดโต่ง” และไม่เกี่ยวข้องกับคำว่า modern
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่หมายถึง “ปริมาณปานกลางและไม่สุดโต่ง”: The role requires ____ technical experience.
ดูคำตอบ
a moderate amount of
They know enough to know that: รู้มากพอจนตระหนักได้
Know enough to know that... หมายถึง “มีความรู้มากพอที่จะตระหนักว่า...” ในโครงสร้าง verb + enough + to + base verb คำว่า enough แสดงระดับที่เพียงพอให้การกระทำหรือความเข้าใจถัดไปเกิดขึ้นได้ know สองคำทำหน้าที่ต่างกัน คำแรกบอกว่าพวกเขารู้มากเพียงใด ส่วนคำที่สองนำเข้าสิ่งที่ความรู้นั้นทำให้พวกเขาตระหนักได้ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that การซ้ำนี้มีความหมายและไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่หมายถึง “มีความรู้มากพอที่จะตระหนัก”: After checking the map, Nina knew ____ the marked trail was closed.
ดูคำตอบ
enough to know that
be aware of just how knowledgeable: การตระหนักถึงระดับ
be aware of หมายถึง “รู้” หรือ “ตระหนักถึง” ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวนำอนุประโยคบอกระดับ just how knowledgeable they are ซึ่งสื่อว่าผู้เชี่ยวชาญรู้ว่าระดับความรู้ของตนสูงเพียงใด just เน้นระดับที่ how สื่ออยู่ ดังนั้น just how จึงหมายถึง “มากเพียงใดกันแน่” หรือ “ถึงระดับไหน” ไม่ได้หมายถึง “เพียงแค่อย่างไร” หรือ “เมื่อสักครู่” เนื่องจากอนุประโยค how ฝังอยู่หลัง of จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า how knowledgeable they are ไม่ใช่ how knowledgeable are they
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีที่เน้นระดับ: Maya did not realize ____ the hike would be.
ดูคำตอบ
just how difficult
They assume that everyone else is knowledgeable too. ไวยากรณ์
3:51พวกเขาคิดไปเองว่าคนอื่นก็มีความรู้เหมือนกัน
assume that everyone else is knowledgeable too: ความเชื่อที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ
assume that... หมายถึงการถือว่าแนวคิดที่ตามมาเป็นเรื่องจริงโดยไม่ได้ตรวจสอบหรือไม่มีหลักฐานเพียงพอ ในที่นี้ ผู้เชี่ยวชาญคิดเอาเองว่าคนอื่นทุกคนมีความรู้ในระดับเดียวกัน everyone else หมายถึง “คนอื่นทั้งหมด” และ too หมายถึง “ด้วย” ในประโยคนี้ assume หมายถึง “สันนิษฐาน” ไม่ใช่ “รับ” งานหรือความรับผิดชอบ
แบบฝึกหัด
ใช้ assume that เติมคำเตือนเกี่ยวกับความเชื่อที่ยังไม่ได้ตรวจสอบให้สมบูรณ์: Don't ____ the game is canceled; check the schedule first.
ดูคำตอบ
assume that
whether they're inept or highly skilled: รวมทั้งสองทางเลือก
ในที่นี้ whether A or B หมายถึง “ไม่ว่า A หรือ B จะเป็นจริง” โดยรวมทั้งสองทางเลือกไว้ภายใต้ข้อสรุปเดียวกัน ไม่ได้ใช้ถามคำถามจริง ๆ “inept” และ “highly skilled” แสดงปลายตรงข้ามกันของระดับความสามารถ โครงสร้างนี้บอกว่าข้อความที่ตามมาใช้ได้กับทั้งสองด้าน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย whether ... or ... เพื่อแสดงว่าคำแนะนำนี้ใช้ได้กับทั้งสองกรณี: ____ you study alone ____ with a partner, review your notes afterward.
ดูคำตอบ
Whether · or
caught in a bubble of inaccurate self-perception: ติดอยู่ในภาพลักษณ์ของตนเองที่บิดเบือน
ในที่นี้ caught in a bubble เป็นอุปลักษณ์เชิงพื้นที่ โดยเปรียบว่าคนคนหนึ่งถูกปิดล้อมอยู่ในสภาพแวดล้อมทางความคิดที่จำกัด จนข้อมูลที่ช่วยแก้ไขมุมมองของตนเข้าถึงได้ยาก วลี a bubble of inaccurate self-perception ระบุว่าสภาพแวดล้อมนั้นคือมุมมองที่ผิดเกี่ยวกับตนเอง เมื่อรวมกันแล้วจึงหมายถึงการติดอยู่ในภาพลักษณ์ของตนเองที่บิดเบือน ไม่ใช่การติดอยู่ในฟองจริง ๆ
แบบฝึกหัด
caught in a bubble of inaccurate self-perception ในประโยคนี้มีความหมายใกล้เคียงกับข้อใดมากที่สุด?
- พวกเขาถูกขังอยู่ในฟองสบู่จริง ๆ
- พวกเขาติดอยู่ในมุมมองที่บิดเบือนเกี่ยวกับตนเอง
- พวกเขาเข้าใจความสามารถของตนเองได้อย่างแม่นยำเป็นพิเศษ
ดูคำตอบ
พวกเขาติดอยู่ในมุมมองที่บิดเบือนเกี่ยวกับตนเอง
they don't perceive how unusual their abilities are. ไวยากรณ์
4:09พวกเขาจะไม่รับรู้ว่าความสามารถของพวกเขานั้นไม่ธรรมดาเพียงใด
When they're unskilled... When they're exceptionally competent...: การเปรียบต่างแบบขนาน
อนุประโยค When they're ... ที่ใช้ซ้ำกันสร้างโครงสร้างแบบขนาน ส่วนแรกนำเสนอสถานการณ์ที่ไม่มีทักษะ และส่วนที่สองนำเสนอสถานการณ์ที่มีความสามารถเป็นพิเศษ โดยแต่ละเงื่อนไขตามด้วยผลลัพธ์ของตนเอง การวางสองด้านนี้ไว้คู่กันทำให้เปรียบเทียบได้ง่าย when ในที่นี้หมายถึง “ในสถานการณ์ที่……” ไม่ใช่ช่วงเวลาหนึ่งโดยเฉพาะ สามารถนำรูปแบบนี้ไปใช้เพื่อนำเสนอเงื่อนไขที่ตรงข้ามกันสองอย่างและแสดงว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละเงื่อนไข
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้อนุประโยค When... แบบขนานเพื่อนำเสนอเงื่อนไขที่ตรงข้ามกันสองอย่างและบอกผลลัพธ์ของแต่ละเงื่อนไข
- Plans can be simple, complicated, detailed, or easy to follow.
- When a plan is too simple, it misses important details. When it's too complicated, nobody can follow it.
- When a plan is too simple, it misses important details, but a complicated plan is hard to follow.
ดูคำตอบ
When a plan is too simple, it misses important details. When it's too complicated, nobody can follow it.
don't perceive how unusual their abilities are: อนุประโยค how ที่ฝังอยู่
perceive ในที่นี้หมายถึง “สังเกตเห็นหรือตระหนักถึง” ดังนั้น don't perceive จึงเฉพาะเจาะจงกว่าการพูดเพียง don't know อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย how บอกสิ่งที่พวกเขาไม่ตระหนัก นั่นคือระดับที่ความสามารถของพวกเขาหาได้ยาก ในที่นี้ unusual หมายถึงหายากหรือไม่ธรรมดา ไม่ได้หมายถึงแปลกหรือผิดปกติ How unusual their abilities are เป็นอนุประโยคที่ฝังอยู่เพื่อทำหน้าที่เป็นเนื้อหาของ perceive โดยมีรูปแบบ how + คำคุณศัพท์ + ประธาน + be และใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ their abilities are
แบบฝึกหัด
เรียงคำในวงเล็บให้ถูกต้องเพื่อเติมอนุประโยค how ที่ฝังอยู่ให้สมบูรณ์: Maya didn't perceive how unusual ____. (the opportunity / was)
ดูคำตอบ
the opportunity was
if the Dunning-Kruger Effect is invisible...: การกำหนดข้อสมมุติเพื่อใช้เหตุผล
อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย if กำหนดข้อสมมุติว่า ผู้ที่กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์นี้ไม่สามารถสังเกตเห็นมันในตัวเองได้ จากนั้นคำถามหลักจึงถามว่าสามารถทำอะไรได้ภายใต้เงื่อนไขนี้ ทำให้ประโยคเปลี่ยนจากการระบุปัญหาไปสู่การหาทางแก้ คำว่า invisible ในที่นี้เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ตระหนักถึงปรากฏการณ์นี้ในตัวเอง ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ if + ข้อสมมุติ ตามด้วยคำถามหรือข้อสรุปที่อาศัยข้อสมมุตินั้น
แบบฝึกหัด
อนุประโยค if ในตัวอย่างมีหน้าที่หลักอะไร
- ระบุว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
- บอกเหตุผลว่าทำไมผู้พูดจึงแก้ปัญหาได้แล้ว
- กำหนดข้อสมมุติแล้วนำไปสู่คำถามว่าควรทำอะไรภายใต้เงื่อนไขนั้น
ดูคำตอบ
กำหนดข้อสมมุติแล้วนำไปสู่คำถามว่าควรทำอะไรภายใต้เงื่อนไขนั้น
find out how good you actually are: ลำดับคำในคำถามแฝง
Find out หมายถึงการค้นพบคำตอบด้วยการตรวจสอบ การถาม การทดสอบ หรือการสังเกต อนุประโยค how ทำหน้าที่เป็นกรรมของ find out โดยบอกว่าต้องการค้นหาข้อมูลอะไร เมื่อคำถาม how ถูกฝังอยู่ในประโยคที่ใหญ่กว่า จะใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ how good you actually are ไม่ใช่ how good are you คำว่า actually เน้นระดับความสามารถที่แท้จริง ซึ่งอาจต่างจากที่คุณคิด
แบบฝึกหัด
ใช้คำที่กำหนดให้ทุกคำอย่างละหนึ่งครั้ง แล้วเรียงตามลำดับคำของคำถามแฝงที่ถูกต้อง: The assessment will help us find out ____. คำที่ให้: how, skilled, the team, actually, is.
ดูคำตอบ
how skilled the team actually is
ask for feedback: ขอความคิดเห็นเพื่อปรับปรุง
ask for feedback หมายถึงการขอความคิดเห็น คำแนะนำ หรือการประเมินจากผู้อื่นอย่างตั้งใจเพื่อช่วยให้พัฒนาขึ้น ในโครงสร้าง ask for + คำนาม คำว่า for นำหน้าสิ่งที่ขอ ส่วน from other people บอกว่าได้รับสิ่งนั้นมาจากใคร feedback ไม่ได้หมายถึงคำวิจารณ์ด้านลบเท่านั้น แต่อาจรวมถึงคำชม ข้อเสนอแนะ และข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ควรปรับปรุงด้วย ในความหมายนี้ feedback มักเป็นคำนามนับไม่ได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียนนี้: Before the science fair, Leo decided to ____ from his teacher.
ดูคำตอบ
ask for feedback
even if it's hard to hear: การยอมรับเงื่อนไขและความยากทางความรู้สึก
even if ใช้นำหน้าเงื่อนไขที่ไม่ทำให้การตัดสินใจในประโยคหลักเปลี่ยนไป ในที่นี้หมายความว่า ผู้ฟังยังควรพิจารณาความคิดเห็นนั้น ไม่ว่าเนื้อหาจะทำให้เจ็บปวดหรือไม่สบายใจหรือไม่ก็ตาม ในบริบทนี้ hard to hear หมายถึงยอมรับได้ยากในด้านความรู้สึก ไม่ได้หมายถึงเสียงเบาเกินไปหรือได้ยินยากทางกายภาพ บริบทที่พูดถึง feedback ทำให้ hear มีความหมายเชิงอุปมาเช่นนี้
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าควรพูดความจริงที่ยากออกมา ไม่ว่าความจริงนั้นจะทำให้เสียใจหรือไม่ก็ตาม
- Tell me the truth only if I can hear you clearly.
- Don't tell me the truth if it might upset me.
- Tell me the truth, even if it's hard to hear.
ดูคำตอบ
Tell me the truth, even if it's hard to hear.
to have invisible holes in our competence. สำนวน
4:36ที่จะมีช่องโหว่ที่เรามองไม่เห็นในความสามารถของเรา
The more knowledgeable ..., the less likely ...: การเปลี่ยนแปลงสองอย่างที่สัมพันธ์กัน
โครงสร้างคู่ the + ขั้นกว่า ..., the + ขั้นกว่า ... เชื่อมปริมาณหรือระดับสองอย่างที่เปลี่ยนแปลงเข้าด้วยกัน หมายความว่าเมื่อสิ่งหนึ่งเปลี่ยน อีกสิ่งก็เปลี่ยนตามไปด้วย ในประโยคนี้ ความรู้เพิ่มขึ้น ขณะที่โอกาสที่จะมีช่องว่างด้านความสามารถซึ่งเราไม่ตระหนักลดลง ใน The more knowledgeable we become, the less likely we are ... คำว่า the ทั้งสองคำเป็นเครื่องหมายของโครงสร้างเปรียบเทียบนี้ ไม่ใช่คำนำหน้านามทั่วไป หลัง less likely ใช้ to + คำกริยาเพื่อระบุเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดน้อยลง
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย The more carefully ..., the less likely ...: ____ you check your work, ____ you are to miss an error.
ดูคำตอบ
The more carefully · the less likely
invisible holes in our competence: ช่องว่างด้านความสามารถที่ไม่ตระหนัก
holes ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงความรู้ ทักษะ หรือวิจารณญาณที่ยังขาดอยู่ในความสามารถโดยรวมของบุคคล ไม่ได้หมายถึงรูจริง ๆ invisible เพิ่มความหมายว่าบุคคลนั้นยังไม่สังเกตเห็นช่องว่างเหล่านี้ ดังนั้นวลีนี้จึงเน้นทั้งจุดอ่อนและการไม่ตระหนักว่าตนเองมีจุดอ่อนนั้น
แบบฝึกหัด
invisible holes in our competence ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?
- ช่องว่างที่เราไม่ตระหนักในสิ่งที่เรารู้หรือทำได้
- พื้นที่จริงที่ไม่สามารถมองเห็นได้
- ทักษะที่ผู้อื่นซ่อนไว้จากเรา
ดูคำตอบ
ช่องว่างที่เราไม่ตระหนักในสิ่งที่เรารู้หรือทำได้
Perhaps it all boils down to that old proverb: กริยาวลี
4:40บางทีทุกอย่างอาจสรุปได้ด้วยสุภาษิตเก่าแก่ที่ว่า:
all boils down to: สรุปรายละเอียดหลายอย่างให้เหลือประเด็นหลักเดียว
ในที่นี้ all boils down to หมายถึง “ท้ายที่สุดแล้วสามารถสรุปให้เหลือประเด็นสำคัญเพียงข้อเดียวได้” ผู้พูดกำลังบอกว่า ทุกอย่างที่พูดมาก่อนหน้านี้สรุปได้ด้วยสุภาษิตที่จะตามมา คำว่า boil ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “ต้มจนเดือด” ตามตัวอักษร โครงสร้างคือ A boils down to B ในประโยคนี้ it ย้อนอ้างถึงเรื่องทั้งหมดที่พูดมา และ all เน้นว่าทุกส่วนมุ่งไปสู่ข้อสรุปเดียวกัน หลัง to ใช้คำนามหรือกลุ่มคำนาม รูป -ing หรืออนุประโยคอย่าง whether we agree ได้
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ boil down to: After weeks of discussion, the final choice ____ one question: can we afford it?
ดูคำตอบ
boils down to
first make sure the other person isn't doing the same thing."
4:44ก่อนอื่นต้องแน่ใจก่อนว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังทำแบบเดียวกัน"
When arguing with a fool ... doing the same thing: คำเตือนเชิงประชดให้ตรวจสอบตนเอง
ตอนต้นของประโยคเรียกอีกฝ่ายว่า fool หรือ “คนโง่” แต่ doing the same thing หมายความว่า อีกฝ่ายก็อาจคิดว่าตนกำลังโต้เถียงกับคนโง่อยู่เช่นกัน เมื่อกลับมุมมองแบบนี้ คนที่เป็น fool ก็คือคุณ ใจความจริงคือให้หันกลับมาตรวจสอบการตัดสินของตนเอง ก่อนปฏิเสธความคิดของผู้อื่น ให้ตรวจดูว่ามุมมองของตนมีจุดบอดคล้ายกันหรือไม่ ประโยคนี้ทำหน้าที่เป็นคำเตือนเชิงประชดคล้ายสุภาษิต ไม่ได้พิสูจน์ว่าฝ่ายใดเป็นคนโง่จริง ๆ
แบบฝึกหัด
ใจความหลักของคำเตือนเชิงประชดนี้คืออะไร?
- ควรหลีกเลี่ยงความเห็นต่างทุกเรื่อง แม้เรื่องนั้นจะสำคัญ
- คนที่พูดก่อนในการโต้เถียงมักเป็นคนโง่
- อีกฝ่ายก็อาจมองว่าคุณเป็นคนโง่ ดังนั้นจงตรวจสอบการตัดสินของตัวเอง
ดูคำตอบ
อีกฝ่ายก็อาจมองว่าคุณเป็นคนโง่ ดังนั้นจงตรวจสอบการตัดสินของตัวเอง
please consider supporting our nonprofit mission
4:52โปรดพิจารณาสนับสนุนภารกิจไม่แสวงหาผลกำไรของเรา