ได้เวลาตามล่าหาไข่อีสเตอร์แล้ว | อีสเตอร์ | บลูอี้: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Bluey - Official Channel

ความยากในการเรียน
198 คำ 148 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บลูอี้กับบิงโกตามเบาะแสเรื่องปราสาทและกระดาษชำระเพื่อตามหาไข่อีสเตอร์ เส้นทางพาไปผ่านห้องน้ำของพ่อที่มีกลิ่นเหม็น แล้ววกกลับมายังหน้าต่างที่เคยค้นแล้ว เมื่อบิงโกรู้สึกว่าตนถูกลืม บลูอี้ช่วยให้เธอมั่นใจอีกครั้งด้วยการย้ำว่าเธอไขปริศนาหนึ่งได้ด้วยตัวเอง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. must be — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า must ไม่ได้ใช้บอกหน้าที่หรือความจำเป็นเท่านั้น แต่ยังใช้สรุปอย่างมั่นใจจากหลักฐานได้ด้วย รูปแบบนี้ช่วยให้คุณอธิบายได้ว่าทำไมจึงเกือบแน่ใจว่าคนหรือสิ่งของที่กำลังตามหาอยู่ในสถานที่หนึ่ง 2. Unless; might be — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: สังเกตการพูด Unless แล้วเว้นความคิดไว้ชั่วคราวเพื่อสร้างความลุ้น ก่อนใช้ might be เสนอความเป็นไปได้ที่น่ากังวล ลำดับนี้ช่วยถ่ายทอดช่วงที่นึกบางอย่างขึ้นได้อย่างมีน้ำหนัก พร้อมบอกว่าข้อสรุปนั้นยังไม่แน่นอน 3. figured out; all by yourself. — วัจนปฏิบัติศาสตร์ในการสนทนาและท่าที: เรียนรู้การชมโดยให้เหตุผลเฉพาะเจาะจง โดย figured out ระบุปัญหาที่อีกฝ่ายแก้ได้ ส่วน all by yourself. เน้นว่าทำสำเร็จโดยไม่ต้องมีคนช่วย เมื่อนำมาใช้ร่วมกัน คำปลอบใจจะน่าเชื่อถือและเสริมความมั่นใจได้มากกว่าคำชมกว้าง ๆ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Ah,

0:01

อ้า

it's a castle.

0:02

มันคือปราสาท

Our eggs must be in the castle. ไวยากรณ์

0:03

ไข่ของเราต้องอยู่ในปราสาทแน่ ๆ

ไวยากรณ์

must be สำหรับการอนุมานอย่างมั่นใจ

must be ในประโยคนี้แสดงการอนุมานอย่างมั่นใจจากเบาะแส ผู้พูดสรุปว่าไข่อยู่ในปราสาท ไม่ได้หมายความว่าไข่มีหน้าที่ต้องอยู่ที่นั่น เมื่อบริบทมีหลักฐาน โครงสร้าง ประธาน + must be + สถานที่ ตัวตน หรือสภาพ สามารถใช้แสดงการอนุมานแบบนี้ได้ เนื่องจาก must ใช้บอกหน้าที่หรือข้อบังคับได้เช่นกัน จึงต้องดูว่าบริบทกำลังให้เบาะแสและข้อสรุป หรือกำลังบอกกฎและคำสั่ง

แบบฝึกหัด

คุณตรวจดูสถานที่อื่นทั้งหมดแล้ว ใน “The keys must be in the drawer.” must be แสดงความหมายใด?

  1. ข้อสรุปอย่างมั่นใจเกี่ยวกับตำแหน่งของกุญแจ
  2. หน้าที่ของกุญแจที่จะต้องอยู่ในลิ้นชัก
  3. เหตุการณ์ในอดีตที่มีคนย้ายกุญแจ
ดูคำตอบ

ข้อสรุปอย่างมั่นใจเกี่ยวกับตำแหน่งของกุญแจ

There's a castle in London.

0:05

มีปราสาทอยู่ที่ลอนดอน

We got to get to the airport. วลี

0:07

เราต้องไปที่สนามบิน

วลี

got to get to: ความจำเป็นและการไปถึง

สามารถแบ่งวลีได้เป็น We got to / get to the airport โดย got to ส่วนแรกเป็นรูปภาษาพูดอย่างมากที่ละ have ไว้ และมีความหมายเหมือน have got to คือ “ต้อง” หรือ “จำเป็นต้อง” ส่วน get to ส่วนที่สองหมายถึง “ไปถึง” ดังนั้นทั้งประโยคจึงบอกว่าจำเป็นต้องไปถึงสนามบิน to ทั้งสองตัวอยู่ในโครงสร้างต่างกัน ตัวแรกนำหน้าการกระทำที่จำเป็นคือ get ส่วนตัวที่สองเป็นส่วนหนึ่งของ get to + สถานที่ และใช้บอกจุดหมาย

แบบฝึกหัด

ใน “We've got to get to the station by nine.” ทั้งสองส่วนทำหน้าที่อะไร?

  1. got to หมายถึงได้รับ ส่วน get to แสดงความเป็นเจ้าของ
  2. got to แสดงความจำเป็น ส่วน get to หมายถึงไปถึง
  3. ทั้งสองส่วนหมายถึงไปถึง
ดูคำตอบ

got to แสดงความจำเป็น ส่วน get to หมายถึงไปถึง

No, Bluey.

0:09

ไม่ล่ะ Bluey

I think it's a different castle. น้ำเสียง/เจตนา

0:10

ฉันคิดว่ามันเป็นปราสาทอีกหลังนะ

น้ำเสียง/เจตนา

I think เพื่อทำให้คำแก้ไขนุ่มนวลขึ้น

ในประโยคนี้ I think ใช้นำหน้าความเห็นที่ต่างออกไป พร้อมทำให้การแก้ความเข้าใจของอีกฝ่ายฟังนุ่มนวลขึ้น ผู้พูดเสนอสิ่งที่แก้ไขในฐานะมุมมองของตน แทนที่จะบอกตรง ๆ ว่าอีกฝ่ายผิด โครงสร้าง I think + อนุประโยค ทำให้การไม่เห็นด้วย คำแนะนำ หรือข้อสรุปที่ยังไม่แน่นอนฟังไม่แข็งเกินไป ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง “ฉันกำลังคิดอยู่ตอนนี้” และไม่ได้แปลว่าผู้พูดไม่มั่นใจมากเสมอไป

แบบฝึกหัด

คุณสังเกตว่ากลุ่มของคุณอาจกำลังรออยู่ที่ประตูขึ้นเครื่องผิดแห่ง ประโยคใดแก้ความเข้าใจได้อย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. I think we may be at the wrong gate.
  2. You took us to the wrong gate.
  3. You are completely wrong about the gate.
ดูคำตอบ

I think we may be at the wrong gate.

I think it's this one.

0:13

ฉันคิดว่าอันนี้แหละ

I hit something.

0:17

ฉันชนอะไรบางอย่าง

Is it chocolate?

0:19

ช็อกโกแลตหรือเปล่า?

It is.

0:20

ใช่จริงๆ ด้วย

It is. น้ำเสียง/เจตนา

0:20

ใช่จริงๆ ด้วย

Wait.

0:21

เดี๋ยวก่อน

It isn't.

0:22

ไม่ใช่นี่

น้ำเสียง/เจตนา

It is. ... It isn't. เพื่อแก้คำพูดของตัวเองทันที

ให้เข้าใจประโยคสั้นทั้งสามว่าเป็นการเปลี่ยนความคิดครั้งเดียว It is. ยืนยันข้อสรุปในตอนแรก Wait. บอกว่าผู้พูดสังเกตเห็นปัญหา และ It isn't. ถอนคำยืนยันนั้นในภายหลัง ลำดับที่เป็นประโยคบอกเล่า สัญญาณให้หยุด และประโยคปฏิเสธนี้ เป็นการแก้คำพูดของตัวเองที่พบบ่อยในการสนทนา เมื่อฟังให้ยึดประโยคสุดท้ายเป็นจุดยืนล่าสุดของผู้พูด ซึ่งเข้ามาแทนข้อสรุปก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

ผู้พูดทำอะไรใน “The door is locked. Wait. It isn't.”

  1. ผู้พูดพูดข้อสรุปเดิมซ้ำโดยไม่เปลี่ยนความคิด
  2. ผู้พูดขอให้อีกคนเป็นผู้ตัดสินใจ
  3. ผู้พูดยืนยันข้อสรุปก่อน แล้วจึงแก้ไขข้อสรุปนั้น
ดูคำตอบ

ผู้พูดยืนยันข้อสรุปก่อน แล้วจึงแก้ไขข้อสรุปนั้น

It's toilet paper.

0:24

มันคือกระดาษชำระ

Oh.

0:25

โอ้

Hang on. วลี

0:27

รอก่อน

วลี

Hang on: ขอให้อีกฝ่ายหยุดรอสักครู่

Hang on เป็นสำนวนตายตัวแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง “รอสักครู่” หรือ “หยุดก่อน” ในประโยคนี้ ผู้พูดหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่เพราะเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่าง สำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงการห้อยหรือแขวนจริง ๆ ในบทสนทนา มักใช้เกริ่นก่อนบอกความคิดใหม่ สิ่งที่เพิ่งค้นพบ หรือข้อมูลที่ต้องการแก้ไข

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Hang on เพื่อขอให้อีกฝ่ายรอสักครู่ เพราะผู้พูดเพิ่งสังเกตเห็นปัญหา?

  1. Hang on, this door is still locked.
  2. Hang the picture on the wall.
  3. Hold the rope tightly.
ดูคำตอบ

Hang on, this door is still locked.

Look.

0:27

ดูสิ

Eggs.

0:28

ไข่

It's another clue.

0:30

มันเป็นเบาะแสอีกอัน

Come on. น้ำเสียง/เจตนา

0:31

มาเถอะ

น้ำเสียง/เจตนา

Come on: เร่งให้คนอื่นทำต่อ

Come on เป็นสำนวนพูดแบบตายตัว ในที่นี้ใช้เร่งให้คนอื่นทำต่อ จึงหมายถึง “ไปกันเถอะ” หรือ “เร็วเข้า” ไม่ได้หมายเพียงว่า “เข้ามาหาฉัน” หน้าที่ของสำนวนนี้ขึ้นอยู่กับบริบทและน้ำเสียง นอกจากนี้ยังใช้ให้กำลังใจหรือแสดงความไม่อดทนได้ แต่ในประโยคนี้ใช้ผลักดันให้กลุ่มทำขั้นตอนต่อไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Come on เพื่อเร่งให้กลุ่มเคลื่อนที่ต่อไป?

  1. Come in and close the door.
  2. Come over to my house after school.
  3. Come on, everyone—we need to keep moving.
ดูคำตอบ

Come on, everyone—we need to keep moving.

You look over there.

0:33

เธอไปดูตรงนู้นสิ

There's no eggs in here.

0:34

ไม่มีไข่อยู่ที่นี่เลย

There must be. ไวยากรณ์

0:36

มันต้องมีสิ

ไวยากรณ์

There must be: ละข้อมูลที่กล่าวซ้ำ

ในคำตอบนี้ There must be หมายถึง “ฉันมั่นใจว่ามีไข่อยู่ที่นี่” must แสดงการสรุปอย่างหนักแน่นจากหลักฐาน ไม่ได้แสดงกฎหรือหน้าที่ที่ต้องทำ ใจความเต็มคือ There must be eggs in here. เนื่องจากไข่และสถานที่ชัดเจนอยู่แล้วจากประโยคก่อนหน้า ผู้พูดจึงไม่กล่าวซ้ำ คำตอบสั้น ๆ สามารถจบด้วย be ได้เมื่อเข้าใจข้อมูลที่ละไว้จากบทสนทนาได้ง่าย

แบบฝึกหัด

เติม B ด้วยโครงสร้างที่เน้นไว้ เพื่อแสดงการสรุปอย่างหนักแน่นว่ามีตั๋วอยู่ A: There are no tickets left. B: There ____. I printed four this morning.

ดูคำตอบ

must be

Toilet paper belongs in the toilet. วลี

0:37

กระดาษชำระก็ต้องอยู่ในห้องน้ำ

วลี

belongs in: บอกว่าสิ่งของควรอยู่ที่ไหน

โครงสร้าง belongs in + สถานที่ บอกว่าสถานที่นั้นเป็นที่ที่เหมาะสมหรือควรเป็นของสิ่งหนึ่งตามประโยชน์ใช้สอย ประเภท หรือการจัดวางตามปกติ ในประโยคนี้ ห้องน้ำถูกมองว่าเป็นที่ที่เหมาะสำหรับกระดาษชำระ ไม่ได้กล่าวถึงความเป็นเจ้าของ ต่างจาก is in ซึ่งรายงานตำแหน่งในปัจจุบัน belongs in เป็นการตัดสินว่าสิ่งของควรอยู่ที่ไหน และไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งของนั้นอยู่ที่นั่นจริงในตอนนี้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้: This first-aid kit ____ the safety cabinet; that is its proper storage place.

ดูคำตอบ

belongs in

Unless ลำดับความ

0:39

เว้นเสียแต่ว่า

Oh no.

0:40

โอ้ ไม่นะ

What?

0:42

อะไรหรอ?

They might be in Dad's toilet.

0:43

มันอาจจะอยู่ในห้องน้ำของพ่อ

ลำดับความ

Unless... might be: ชะลอแล้วค่อยเปิดเผยความเป็นไปได้

ในที่นี้ Unless ถูกเว้นไว้โดยพูดไม่จบ และไม่ได้ใช้ขึ้นต้นเงื่อนไข unless ที่สมบูรณ์ แต่เป็นสัญญาณว่าผู้พูดนึกถึงข้อยกเว้นจากสิ่งที่คาดไว้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แล้วหยุดก่อนจะบอกว่าข้อยกเว้นนั้นคืออะไร Oh no แสดงปฏิกิริยาที่กังวล จากนั้น They might be... จึงเปิดเผยความเป็นไปได้ โดย might สื่อถึงความไม่แน่นอน ข้อมูลจึงเรียงตามลำดับคือ สัญญาณของข้อยกเว้น ปฏิกิริยา และการคาดเดาที่ยังไม่แน่ใจ

แบบฝึกหัด

ข้อใดใช้รูปแบบการเรียงข้อมูลแบบเดียวกัน คือพูด Unless... ค้างไว้ แล้วจึงเปิดเผยความเป็นไปได้ที่ยังไม่แน่นอน?

  1. The tickets are definitely on the bus.
  2. The tickets are in my coat. Unless... oh no. They might be on the bus.
  3. Unless the tickets are on the bus, they are in my coat.
ดูคำตอบ

The tickets are in my coat. Unless... oh no. They might be on the bus.

Oh, Bandit.

0:49

โอ้ Bandit

Oh, it stinks!

0:51

โอ้ เหม็นจัง!

How are we going to find the next clue? ไวยากรณ์

0:52

แล้วเราจะหาเบาะแสต่อไปได้ยังไงเนี่ย?

ไวยากรณ์

How are we going to...?: ถามถึงวิธีการ

How are we going to + คำกริยารูปพื้นฐาน...? ใช้ถามว่ากลุ่มคนจะใช้วิธีหรือแผนใดเพื่อทำสิ่งหนึ่งในอนาคตให้สำเร็จ How ใช้ถามวิธีทำ ส่วน are ... going to แสดงว่าการกระทำนั้นเป็นแผนถัดไปของกลุ่ม ในประโยคนี้ going to ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่หนึ่ง แต่ตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน find และบอกถึงการกระทำในอนาคตที่วางแผนไว้

แบบฝึกหัด

เติมคำถามด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: ____ carry all these boxes without a cart?

ดูคำตอบ

How are we going to

Someone has to go in there. ไวยากรณ์

0:55

ต้องมีคนเข้าไปในนั้น

ไวยากรณ์

has to go in: ความจำเป็นที่ต้องเข้าไป

has to + กริยารูปพื้นฐาน บอกว่าการกระทำนั้นจำเป็นเพราะสถานการณ์บังคับให้ต้องทำ ใน Someone has to... ผู้พูดหมายความว่าอย่างน้อยต้องมีหนึ่งคนรับหน้าที่นี้ โดย has ตรงนี้ไม่ได้แปลว่า “มี” หรือ “ครอบครอง” go in หมายถึงเคลื่อนจากด้านนอกเข้าไปด้านในของสถานที่ เมื่อรวมเป็น has to go in จึงหมายถึงจำเป็นต้องเข้าไป แม้จะไม่มีใครอยากทำก็ตาม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าสถานการณ์ทำให้จำเป็นต้องมีใครสักคนเข้าไป?

  1. Someone is already inside checking the alarm.
  2. Someone went in and checked the alarm.
  3. Someone has to go in and check the alarm.
ดูคำตอบ

Someone has to go in and check the alarm.

But it stinks so much. วลี

0:57

แต่มันเหม็นมากๆ เลยนะ

วลี

so much หลังคำกริยา: เน้นระดับให้มากขึ้น

ในประโยคนี้ so much อยู่หลัง stinks และเน้นระดับให้แรงขึ้น หมายถึงกลิ่นเหม็นมาก ๆ โดย much ไม่ได้ใช้เพื่อนับปริมาณของ “กลิ่นเหม็น” โครงสร้าง กริยา + so much ใช้เน้นระดับของความรู้สึก ผลกระทบ หรือประสบการณ์ได้มาก เช่น It hurts so much ควรใช้เป็นคำบอกระดับหลังคำกริยาที่เหมาะสม ไม่ใช่ใช้แทน very ได้ทั่วไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ so much เพื่อเน้นระดับของคำกริยา แทนที่จะบอกปริมาณของคำนาม?

  1. My feet hurt so much after the walk.
  2. There were so many puddles outside.
  3. There was so much rain after lunch.
ดูคำตอบ

My feet hurt so much after the walk.

We'll die.

0:59

เราต้องตายแน่ๆ

I know.

1:00

ฉันรู้

Oh, there will be no Easter. น้ำเสียง/เจตนา

1:02

โอ้ จะไม่มีวันอีสเตอร์แล้ว

Yes, there will be, Bingo.

1:05

ต้องมีสิ Bingo

น้ำเสียง/เจตนา

there will be no ... Yes, there will be: เปลี่ยนการคาดการณ์เชิงลบให้เป็นเชิงบวก

there will be no Easter เป็นการคาดการณ์ว่าในสถานการณ์นี้จะไม่มีหรือจะไม่เกิดวันอีสเตอร์ ส่วน Yes, there will be ใช้ there will be ซ้ำเพื่อเปลี่ยนการคาดการณ์นั้นให้เป็นเชิงบวก โดยละ Easter ไว้เพราะเข้าใจกันอยู่แล้ว Yes ในที่นี้ไม่ได้ตอบคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ที่ถามไว้อย่างชัดเจน แต่ใช้แย้งข้อความเชิงลบก่อนหน้า และในบริบทนี้ยังช่วยปลอบบิงโกว่า “จะมีแน่นอน”

แบบฝึกหัด

เติมคำตอบที่ใช้ปลอบใจด้วยรูปบอกเล่าของ there will be: A: There won't be enough seats for everyone. B: Yes, ____—we booked an extra room.

ดูคำตอบ

there will be

I'm going in. กริยาวลี

1:07

ฉันจะเข้าไปเอง

กริยาวลี

going in: บอกว่าจะเข้าไปข้างในทันที

ใน go in คำว่า in ชี้ทิศทางการเคลื่อนที่จากด้านนอกเข้าไปด้านในของสถานที่ ในวลีนี้ไม่ได้บอกตำแหน่งที่อยู่นิ่ง I'm going in ใช้รูป present continuous เพื่อประกาศการกระทำที่ตัดสินใจแล้วและกำลังจะเริ่มตอนนี้หรือในอีกไม่ช้า โดยปกติผู้พูดยังอยู่ข้างนอกหรือบริเวณทางเข้า

แบบฝึกหัด

คุณยืนอยู่หน้าห้องเก็บของและตัดสินใจว่าจะเข้าไปตอนนี้ ควรพูดประโยคใดเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. I'm going in now.
  2. I'm in now.
  3. I'm going inside yesterday.
ดูคำตอบ

I'm going in now.

Oh, it stinks.

1:10

โอ้ เหม็นจัง

I can't do it. น้ำเสียง/เจตนา

1:14

ฉันทำไม่ได้

น้ำเสียง/เจตนา

can't do it: รู้สึกว่าทำต่อไม่ไหว ไม่ใช่การปฏิเสธ

ในที่นี้ can't do it หมายถึงผู้พูดรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถฝืนทำสิ่งนั้นต่อไปได้ อุปสรรคคือความไม่สบายใจอย่างรุนแรงหรือแรงต้านทางอารมณ์ในขณะนั้น ไม่ใช่การขาดทักษะ ในบริบทอื่น I can't do it อาจหมายถึงทำไม่ได้เพราะทักษะ สถานการณ์ หรือขีดจำกัดทางอารมณ์ ให้ดูเหตุผลในบริบทเพื่อพิจารณาว่าเป็นการทำไม่ได้แบบใด

แบบฝึกหัด

คนคนหนึ่งกำลังจะทำบางอย่าง แต่ถอยออกมาเพราะรู้สึกว่าสถานการณ์นั้นทนไม่ไหว เขาพูดว่า I can't do it. ประโยคนี้น่าจะหมายความว่าอย่างไรมากที่สุด

  1. ผู้พูดไม่รู้ว่าคำกริยา do หมายถึงอะไร
  2. ผู้พูดตั้งใจปฏิเสธที่จะทำสิ่งนั้น
  3. ผู้พูดรู้สึกว่าตนเองทำต่อไม่ไหว
ดูคำตอบ

ผู้พูดรู้สึกว่าตนเองทำต่อไม่ไหว

Wait.

1:17

เดี๋ยวก่อน

Did you find it?

1:21

เธอเจอไหม?

Bleugh!

1:23

อี๋!

Oh, I know what this is. ไวยากรณ์

1:26

โอ้ ฉันรู้แล้วว่านี่คืออะไร

ไวยากรณ์

I know what this is: ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าในคำถามแฝง

ใน I know what this is คำว่า what this is ประกอบกันเป็นอนุประโยคคำถามแฝงและทำหน้าที่เป็นกรรมของ know โดยระบุข้อมูลที่ผู้พูดเพิ่งจำได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร อนุประโยคคำถามแฝงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: what + this + is ส่วนคำถามตรงคือ What is this? เมื่ออยู่หลัง know อย่าเปลี่ยนเป็นลำดับคำแบบคำถาม

แบบฝึกหัด

เรียง what / this button / does ให้ถูกต้องเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: I finally understand ____.

ดูคำตอบ

what this button does

It's our window.

1:29

หน้าต่างของเราไง

They must be in here. ไวยากรณ์

1:31

มันต้องอยู่ในนี้แน่ๆ

ไวยากรณ์

must be in here: การอนุมานอย่างมั่นใจเกี่ยวกับตำแหน่ง

ใน must be in here คำว่า must แสดงการอนุมานอย่างมั่นใจจากหลักฐาน ผู้พูดมั่นใจมากว่าสิ่งของเหล่านั้นอยู่ภายในห้องหรือพื้นที่ที่อยู่ในขณะนี้ ส่วน be in here บอกตำแหน่งของสิ่งเหล่านั้น must ในที่นี้ไม่ได้แสดงหน้าที่หรือข้อบังคับ เพราะไม่มีใครถูกสั่งให้ทำอะไร สามารถนำรูปแบบ ประธาน + must be + สถานที่ ไปใช้เมื่อต้องการสรุปอย่างมั่นใจว่าคนหรือสิ่งของอยู่ที่ไหน

แบบฝึกหัด

ไฟในสำนักงานเปิดอยู่และมีเสียงพูดดังมาจากข้างใน ประโยคใดอนุมานอย่างมั่นใจเกี่ยวกับตำแหน่งของทีม

  1. The team must enter the office.
  2. The team must be in the office.
  3. The team has to work in the office.
ดูคำตอบ

The team must be in the office.

But we've already looked here. ไวยากรณ์

1:32

แต่เราหาตรงนี้ไปแล้วนะ

ไวยากรณ์

we've already looked here: การกระทำที่เสร็จแล้วและเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน

We've looked เป็น present perfect ซึ่งมีโครงสร้าง have + past participle รูปนี้เชื่อมการค้นหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะสถานที่นี้ถูกค้นไปแล้ว ผู้พูดจึงสงสัยในตอนนี้ว่าจำเป็นต้องค้นซ้ำหรือไม่ already เน้นว่าการกระทำเสร็จก่อนตอนนี้หรือเร็วกว่าจุดเวลาที่คาดไว้ โดยปกติวางไว้ระหว่าง have กับ looked: we've already looked ประโยคนี้ไม่ได้ระบุเวลาในอดีตที่เจาะจงและจบไปแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูป present perfect ของ check และ already: We ____ that cupboard, so let's try another one.

ดูคำตอบ

have already checked

I don't understand.

1:34

ฉันไม่เข้าใจเลย

I do.

1:36

ฉันเข้าใจแล้ว

He forgot us again. น้ำเสียง/เจตนา

1:37

เขาลืมเราอีกแล้ว

น้ำเสียง/เจตนา

forgot us again: การเกิดซ้ำที่เพิ่มความเจ็บใจและน้ำเสียงตำหนิ

ในประโยคนี้ again บอกว่าเคยเกิดการลืมแบบคล้ายกันมาก่อน จึงทำให้ He forgot us จากเหตุการณ์ครั้งเดียวกลายเป็นปัญหาที่เกิดซ้ำ เพราะการลืมใครสักคนเป็นเรื่องเชิงลบ การเกิดซ้ำในที่นี้จึงเพิ่มความรู้สึกเจ็บใจที่สะสมมาและน้ำเสียงตำหนิด้วย again ไม่ได้สื่ออารมณ์เสมอไป ผลทางอารมณ์นี้เกิดจากการใช้ร่วมกับ forgot us และบริบท

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ again เพิ่มความหมายอะไรให้ He forgot us again.?

  1. แสดงว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเพิ่มความรู้สึกเจ็บใจหรือตำหนิ
  2. หมายความว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาลืมพวกเธอ
  3. บอกว่าเขาลืมพวกเธออย่างรวดเร็วมาก
ดูคำตอบ

แสดงว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเพิ่มความรู้สึกเจ็บใจหรือตำหนิ

Maybe you're right, Bingo. น้ำเสียง/เจตนา

1:39

เธออาจจะพูดถูก Bingo

น้ำเสียง/เจตนา

Maybe you're right: การเห็นด้วยแบบยังไม่แน่ใจ

Maybe ขยายความคิดทั้งหมดใน you're right ทำให้ผู้พูดยอมรับได้ว่าความเห็นของอีกฝ่ายอาจถูกต้อง โดยยังไม่แสดงความมั่นใจอย่างเต็มที่ นี่คือการเปลี่ยนท่าทีไปทางเห็นด้วยแบบนุ่มนวล หากไม่มี maybe ประโยค You're right จะเป็นการเห็นด้วยอย่างชัดเจนและเต็มที่ แต่เมื่อมี maybe ผู้พูดยังคงมีข้อสงสัยอยู่บ้าง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดแสดงได้ดีที่สุดว่าคุณเริ่มเห็นด้วย แต่ยังไม่มั่นใจอย่างเต็มที่?

  1. Maybe you're right; let's check the map.
  2. I don't think you're right at all.
  3. You're definitely right; there is no doubt.
ดูคำตอบ

Maybe you're right; let's check the map.

It's my fault, Bluey. วลี

1:43

เป็นความผิดฉันเอง Bluey

วลี

It's my fault: การยอมรับความรับผิดชอบ

“It's my fault” เป็นสำนวนตายตัวที่หมายถึง “ฉันเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งที่ผิดพลาด” โดย fault ในที่นี้หมายถึงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือผลเสีย ไม่ใช่ข้อบกพร่องของสิ่งของ ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังโทษตัวเอง สำนวนนี้แสดงการยอมรับความรับผิดชอบ แต่ไม่ได้เป็นคำขอโทษที่สมบูรณ์เสมอไป หากต้องการขอโทษด้วย ให้เติม “I'm sorry”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำที่ขึ้นต้นด้วย “It's” ลงท้ายด้วย “fault” และใช้ยอมรับความรับผิดชอบของตนเอง: I forgot to lock the door. ____.

ดูคำตอบ

It's my fault

I'm just a small forgettable child. น้ำเสียง/เจตนา

1:45

ฉันมันก็แค่เด็กตัวเล็กๆ ที่ถูกลืมง่ายๆ

น้ำเสียง/เจตนา

just a small forgettable child: การลดคุณค่าตัวเองด้วยอารมณ์

just ในที่นี้หมายถึง “เพียงแค่” หรือ “ก็แค่” ไม่ได้หมายถึง “เมื่อสักครู่” เมื่อวางไว้หน้ากลุ่มคำนาม a small forgettable child คำนี้จะลดความสำคัญที่ผู้พูดให้กับตัวเอง Forgettable หมายถึง “ไม่น่าจะมีใครจำได้” เมื่อใช้ small กับ forgettable ด้วยกัน วลีนี้จึงเป็นการตัดสินตัวเองในเชิงดูแคลนด้วยอารมณ์ ผู้พูดไม่ได้เพียงบอกอายุหรือขนาดตัว แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญและถูกมองข้ามได้ง่าย

แบบฝึกหัด

“I'm just a small forgettable child.” สื่อความหมายหลักว่าอะไร?

  1. ผู้พูดบอกว่าตัวเองเพิ่งกลายเป็นเด็กเมื่อสักครู่
  2. ผู้พูดมองว่าตัวเองไม่สำคัญและถูกลืมได้ง่าย
  3. ผู้พูดเพียงบรรยายขนาดตัวของตนอย่างเป็นกลาง
ดูคำตอบ

ผู้พูดมองว่าตัวเองไม่สำคัญและถูกลืมได้ง่าย

No, you're not, Bingo. น้ำเสียง/เจตนา

1:48

ไม่หรอก Bingo

You're a great child.

1:49

เธอเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมมาก

น้ำเสียง/เจตนา

No, you're not ... You're a great child: คำตอบปลอบใจแบบสองขั้นตอน

“No, you're not” ใช้ปฏิเสธคำมองตัวเองในแง่ลบที่อีกฝ่ายเพิ่งพูดออกมา ส่วนคำอธิบายหลัง not ถูกละไว้เพราะเข้าใจได้อยู่แล้วจากบทสนทนา จากนั้น “You're a great child” จึงแทนป้ายเชิงลบนั้นด้วยคำประเมินเชิงบวก นี่เป็นการปลอบใจสองขั้นตอน คือปฏิเสธป้ายที่อีกฝ่ายใช้ตัดสินตัวเองอย่างไม่เป็นธรรม แล้วกล่าวถึงเขาใหม่ในทางบวกอย่างจริงใจ หน้าที่สำคัญในที่นี้คือการให้กำลังใจ ไม่ใช่แค่การใช้รูปปฏิเสธทางไวยากรณ์

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “I'm a terrible artist.” คำตอบใดใช้รูปแบบการปลอบใจสองขั้นตอน?

  1. Yes, you are, but it doesn't matter.
  2. No, you're not an artist at all.
  3. No, you're not. You're a thoughtful artist, and you're still learning.
ดูคำตอบ

No, you're not. You're a thoughtful artist, and you're still learning.

Really?

1:51

จริงหรอ?

Yes.

1:52

ใช่

You're smart.

1:52

เธอเก่งมากเลยนะ

You figured out the castle clue all by yourself. น้ำเสียง/เจตนา

1:54

เธอไขเบาะแสเรื่องปราสาทได้ด้วยตัวเองเลย

น้ำเสียง/เจตนา

figured out ... all by yourself: ชมการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

“Figured out” เป็นรูปอดีตของ figure out หมายถึงเข้าใจหรือแก้บางสิ่งได้ด้วยการคิด ในประโยคนี้ สิ่งที่แก้ได้คือเบาะแสเรื่องปราสาท “All by yourself” หมายถึงทำโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น โดย all ช่วยเน้น by yourself เมื่อนำสองส่วนมารวมกัน ผู้พูดจึงยกผลงานที่ชัดเจนมาเป็นเหตุผลในการชมว่าอีกฝ่ายแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง ในประโยคนี้เป็นการชมความสามารถในการทำเอง ไม่ได้สื่อถึงความเหงา

แบบฝึกหัด

เติมวลีเป้าหมายสองวลีในประโยคเพื่อชมการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง: You ____ how to reset the tablet ____.

ดูคำตอบ

figured out · all by yourself

Yeah, I did. ไวยากรณ์

1:57

ใช่ ฉันทำได้

ไวยากรณ์

I did: ใช้ did แทนการกระทำในอดีตที่กล่าวถึงแล้ว

ใน I did คำกริยาช่วย did ใช้แทนวลีกริยาอดีตที่เข้าใจได้จากประโยคก่อนหน้า คือ figured out the clue ในที่นี้จึงมีความหมายเท่ากับ I figured out the clue โดย did ไม่ได้หมายถึงการกระทำใหม่หรือการกระทำที่คลุมเครือ คำตอบสั้น ๆ นี้ช่วยไม่ให้ต้องพูดวลีกริยาทั้งหมดซ้ำ และใช้ยืนยันสิ่งที่อีกฝ่ายเพิ่งพูด เนื่องจากการกระทำที่ละไว้อยู่ในรูป simple past จึงใช้ did ในคำตอบ

แบบฝึกหัด

มีคนพูดว่า “You cleaned your room by yourself.” คำตอบสั้น ๆ ข้อใดยืนยันการกระทำในอดีตนั้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Yeah, I do.
  2. So did I.
  3. Yeah, I did.
ดูคำตอบ

Yeah, I did.