วิทยาศาสตร์ของความเผ็ด - Rose Eveleth: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
628 คำ 183 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าเหตุใดอาหารเผ็ดจึงทำให้รู้สึกร้อนทั้งที่ความเผ็ดไม่ใช่รสชาติ เหตุใดพริกกับวาซาบิจึงกระตุ้นคนละบริเวณ วิธีวัดความเผ็ดด้วยมาตราสโกวิลล์ และเหตุใดบางคนยังชอบความเจ็บนี้แม้ความเคยชินจะไม่ได้ลดความรุนแรงของมัน ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. Even though we often say that something tastes spicy, it's not actually a taste — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้ว่า even though ใช้ยอมรับความเข้าใจทั่วไปก่อน แล้วจึงนำเสนอข้อแก้ไขตามหลักวิทยาศาสตร์ โครงสร้างแสดงการยอมรับข้อขัดแย้งนี้ช่วยเปรียบเทียบสิ่งที่คนมักพูดหรือเชื่อกับสิ่งที่หลักฐานแสดงให้เห็น 2. its rating on the Scoville scale, — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทในโลกจริง: เข้าใจว่ามาตราสโกวิลล์เป็นมาตรฐานบอกระดับความเผ็ด โดยดูว่าสามารถเจือจางแคปไซซินได้มากเพียงใดก่อนที่มนุษย์จะตรวจจับความเผ็ดไม่ได้ ความรู้นี้ช่วยให้ตีความหน่วยสโกวิลล์และการเปรียบเทียบพริก ซอส และสเปรย์พริกไทยได้ 3. you're going to get burned. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: มองเห็นการเล่นคำในตอนจบว่า get burned หมายถึงทั้งอาการแสบร้อนจริงจากอาหารเผ็ด และการได้รับผลที่คาดเดาได้จากการเลือกของตน เรียนรู้วิธีนำคำสำคัญของเรื่องกลับมาใช้เพื่อจบคำอธิบายอย่างกระชับและมีอารมณ์ขัน

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Why does your mouth feel like it's on fire สำนวน

0:06

ทำไมคุณถึงรู้สึกเหมือนปากกำลังไฟลุก

when you eat a spicy pepper?

0:09

เมื่อคุณกินพริกที่เผ็ดร้อน?

สำนวน

feel like it's on fire: ความรู้สึกแสบร้อนอย่างรุนแรง

ในคำถามนี้ feel like it's on fire หมายถึงปากรู้สึกแสบร้อนอย่างรุนแรงมาก ไม่ได้มีเปลวไฟจริง ๆ โดย on fire เป็นการกล่าวเกินจริงที่เห็นภาพชัด เพื่อบรรยายความร้อนและความเจ็บปวดจากพริก โครงสร้าง ส่วนของร่างกาย + feels like + อนุประโยค ใช้เปรียบเทียบความรู้สึกทางร่างกายกับภาพที่ชัดเจนและรุนแรง Feel like บอกว่าผู้พูดกำลังอธิบายว่าสิ่งนั้นดูหรือรู้สึกอย่างไร ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อเท็จจริงตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

ความหมายใดตรงกับ feel like it's on fire ในคำถามนี้มากที่สุด

  1. ปากอุ่นขึ้นอย่างสบาย
  2. ปากรู้สึกร้อนจัดและเจ็บมาก
  3. มีเปลวไฟจริง ๆ ออกมาจากปาก
ดูคำตอบ

ปากรู้สึกร้อนจัดและเจ็บมาก

And how do you soothe the burn? วลี

0:10

แล้วคุณจะบรรเทาอาการแสบร้อนได้อย่างไร?

วลี

soothe the burn: บรรเทาอาการแสบร้อน

Soothe the burn หมายถึง “ทำให้อาการปวดแสบร้อนหรือระคายเคืองเบาลง” ในที่นี้ burn เป็นคำนามที่หมายถึงความรู้สึกร้อนและเจ็บจากอาหารเผ็ด ไม่ใช่คำกริยา burn Soothe สื่อถึงการทำให้ความไม่สบายบรรเทาลง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการกำจัดอาการจนหมด สามารถใช้กับกรรมอย่าง the burn, pain, a sore throat หรือ irritated skin ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

ใช้ soothe the burn เติมประโยคให้สมบูรณ์: After a mild sunburn, aloe gel may help ____.

ดูคำตอบ

soothe the burn

Why does wasabi make your eyes water? ไวยากรณ์

0:12

ทำไมวาซาบิถึงทำให้คุณน้ำตาไหล?

ไวยากรณ์

make your eyes water: make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน

ใน make your eyes water คำว่า make ทำหน้าที่เป็นกริยาแสดงการทำให้เกิดผล โครงสร้างคือ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน โดย your eyes เป็นกรรม และ water เป็นกริยารูปพื้นฐาน ห้ามเติม to หน้า water ตรงนี้ water เป็นกริยาหมายถึง “น้ำตาไหลเพราะการระคายเคือง” ไม่ใช่คำนามที่แปลว่า “น้ำ” โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้บอกปฏิกิริยาอื่นที่ถูกกระตุ้นได้ เช่น make me laugh หรือ make my hands shake

แบบฝึกหัด

เติมกริยาที่หมายถึง “น้ำตาไหล” ให้ประโยคสมบูรณ์ โดยใช้ make + กรรม + กริยารูปพื้นฐาน: The smoke made my eyes ____.

ดูคำตอบ

water

And how spicy is the spiciest spice?

0:14

แล้วเครื่องเทศที่เผ็ดที่สุดนั้นเผ็ดแค่ไหน?

Let's back up a bit. ลำดับความ

0:18

เราลองย้อนกลับไปสักหน่อย

ลำดับความ

Let's back up a bit: ประโยคเชื่อมเพื่อย้อนกลับไปยังข้อมูลก่อนหน้า

Let's back up a bit เป็นประโยคเชื่อมในภาษาพูดที่พาคำอธิบายย้อนกลับไปยังข้อมูลก่อนหน้าหรือข้อมูลที่เป็นพื้นฐานมากกว่า ผู้พูดหยุดแนวคิดปัจจุบันไว้ชั่วคราวเพื่อให้คำนิยามหรือจุดเริ่มต้นที่ผู้ฟังจำเป็นต้องรู้ก่อนพูดต่อ ในที่นี้ back up ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงการถอยรถหรือทำสำเนาข้อมูล ส่วน a bit ทำให้การย้อนกลับฟังดูเล็กน้อยและนุ่มนวล ไม่ใช่การเริ่มใหม่ทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ระหว่างการนำเสนอ คุณพบว่าผู้ฟังต้องรู้กฎพื้นฐานก่อนจะเข้าใจประเด็นถัดไป ควรพูดประโยคใดจึงจะเป็นธรรมชาติที่สุด?

  1. Let's back up a bit and explain the basic rule first.
  2. Let's back up the file before the presentation.
  3. Let's speed up and skip the basic rule.
ดูคำตอบ

Let's back up a bit and explain the basic rule first.

First,

0:19

อย่างแรก

what is spiciness?

0:19

ความเผ็ดคืออะไร?

Even though we often say that something tastes spicy, ไวยากรณ์

0:21

แม้ว่าเรามักจะพูดว่าบางสิ่งมีรสชาติเผ็ด

it's not actually a taste

0:24

แต่มันไม่ใช่รสชาติจริงๆ หรอก

like sweet or salty or sour.

0:26

เหมือนกับรสหวาน รสเค็ม หรือรสเปรี้ยว

ไวยากรณ์

Even though ... it's not actually ...: ยอมรับก่อนแล้วจึงแก้ไข

Even though ใช้นำข้อเท็จจริงหรือคำพูดที่ใช้กันทั่วไปซึ่งผู้เขียนยอมรับก่อน แล้วจึงให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ในประโยคนี้ ผู้พูดยอมรับสำนวนทั่วไป tastes spicy ก่อนที่ประโยคหลักจะแก้การจัดประเภททางวิทยาศาสตร์ว่า ความเผ็ดไม่ใช่รสชาติแบบเดียวกับหวาน เค็ม หรือเปรี้ยว โครงสร้างคือ Even though + อนุประโยค, ประโยคหลัก แนวคิดแรกเป็นจริงหรือเป็นที่ยอมรับ แต่แนวคิดที่สองต่างจากสิ่งที่อาจคาดไว้ โครงสร้างนี้แสดงความขัดแย้ง ไม่ได้บอกสาเหตุ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดยอมรับชื่อเรียกทั่วไปก่อน แล้วจึงให้การจัดประเภททางวิทยาศาสตร์ที่ขัดกันอย่างถูกต้อง

  1. Because many people call tomatoes vegetables, botanically they are fruits.
  2. Even though many people call tomatoes vegetables, botanically they are fruits.
  3. Even though many people call tomatoes vegetables, but botanically they are fruits.
ดูคำตอบ

Even though many people call tomatoes vegetables, botanically they are fruits.

Instead,

0:28

แต่ในทางกลับกัน

what's really happening is that certain compounds in spicy foods ลำดับความ

0:29

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ สารประกอบบางอย่างในอาหารรสเผ็ด

activate the type of sensory neurons วลี

0:32

ไปกระตุ้นเซลล์ประสาทรับความรู้สึกชนิดหนึ่ง

called polymodal nociceptors.

0:34

ที่เรียกว่า โพลีโมดัล โนซิเซปเตอร์ (polymodal nociceptors)

ลำดับความ

what's really happening is that: นำเสนอกลไกที่เกิดขึ้นจริง

What's really happening is that จัดคำอธิบายออกเป็นสองส่วน What's really happening ระบุหัวข้อ ซึ่งก็คือกระบวนการที่เกิดขึ้นจริง และ that นำอนุประโยคสมบูรณ์ที่บอกว่ากระบวนการนั้นคืออะไร ในที่นี้คือสารประกอบบางชนิดกระตุ้นเซลล์ประสาทรับความรู้สึก really ในที่นี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเน้นความหมาย เมื่อใช้ร่วมกับ Instead กรอบนี้จะแทนที่ความเข้าใจทั่วไปก่อนหน้าด้วยกลไกที่แม่นยำกว่า รูปแบบนี้มีประโยชน์เมื่อต้องเปลี่ยนจากสิ่งที่มองเห็น ข้อสันนิษฐาน หรือชื่อเรียกง่าย ๆ ไปสู่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้กรอบนี้ได้ดีที่สุดเพื่อเปลี่ยนจากภาพที่เห็นไปสู่กระบวนการที่เกิดขึ้นจริง

  1. The screen looks frozen, but what's really happening is that the app is still loading data.
  2. The screen looks frozen, and the app is still loading data.
  3. The screen looks frozen because the app is still loading data.
ดูคำตอบ

The screen looks frozen, but what's really happening is that the app is still loading data.

วลี

activate the type of sensory neurons: ทำให้เซลล์ประสาทรับความรู้สึกชนิดหนึ่งตอบสนอง

ในที่นี้ activate the type of sensory neurons หมายถึง “ทำให้กลุ่มเซลล์ประสาทที่ตรวจจับความรู้สึกเริ่มตอบสนอง” สารประกอบเหล่านี้กระตุ้นให้เกิดสัญญาณทางชีวภาพ ไม่ได้ทำให้เซลล์ประสาท “กระตือรือร้น” แบบความหมายที่ใช้กับคนในชีวิตประจำวัน ในภาษาอังกฤษเชิงวิทยาศาสตร์ activate ใช้กับเป้าหมายทางชีวภาพอย่าง neurons, receptors, cells และ pathways ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ activate ในความหมายทางวิทยาศาสตร์ว่า ทำให้เซลล์ประสาทรับความรู้สึกเริ่มตอบสนอง

  1. A mild electric pulse can locate sensory neurons in the hand.
  2. A mild electric pulse can protect sensory neurons in the hand.
  3. A mild electric pulse can activate sensory neurons in the hand.
ดูคำตอบ

A mild electric pulse can activate sensory neurons in the hand.

You have these all over your body, วลี

0:37

คุณมีสิ่งเหล่านี้อยู่ทั่วร่างกาย

including your mouth and nose.

0:38

รวมถึงที่ปากและจมูกของคุณ

วลี

all over your body: ในหลายส่วนทั่วร่างกาย

all over your body หมายถึง “ในหลายส่วนทั่วร่างกาย” ในประโยคนี้วลีดังกล่าวบอกว่าเซลล์ประสาทรับความรู้สึกพบได้ที่ใด โดยยกปากและจมูกเป็นตัวอย่าง รูปแบบ all over + สถานที่หรือสิ่งของ ใช้บอกการกระจายอยู่ในหลายจุด เช่น all over the city, all over the wall หรือ all over the floor ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “จบสิ้นอย่างสมบูรณ์”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงมีรูปดาววาดอยู่หลายจุดบนสมุด

  1. Stars are drawn under the notebook.
  2. Stars are drawn all over the notebook.
  3. Stars are drawn beside the notebook.
ดูคำตอบ

Stars are drawn all over the notebook.

And they're the same receptors

0:40

และพวกมันเป็นตัวรับสัญญาณเดียวกัน

that are activated by extreme heat.

0:41

ที่จะถูกกระตุ้นเมื่อเจอกับความร้อนจัด

So when you eat a chili pepper,

0:44

ดังนั้นเมื่อคุณกินพริก

your mouth feels like it's burning

0:45

ปากของคุณจึงรู้สึกเหมือนกำลังถูกแผดเผา

because your brain actually thinks it's burning.

0:47

เพราะสมองของคุณคิดว่ามันกำลังไหม้จริงๆ

The opposite happens ลำดับความ

0:50

สิ่งที่ตรงกันข้ามจะเกิดขึ้น

when you eat something with menthol in it.

0:51

เมื่อคุณกินอะไรก็ตามที่มีเมนทอลผสมอยู่

ลำดับความ

The opposite happens ในฐานะคำเชื่อมเพื่อเปลี่ยนไปสู่สิ่งตรงข้าม

The opposite happens เป็นคำเชื่อมสั้น ๆ ที่ย้อนกลับไปอ้างถึงกระบวนการหรือผลลัพธ์ที่เพิ่งอธิบาย และบอกว่าสิ่งต่อไปทำงานในทิศทางตรงกันข้าม ในที่นี้ คำนี้เปลี่ยนคำอธิบายจากความรู้สึกคล้ายร้อนไปเป็นความรู้สึกเย็น The opposite หมายถึงเฉพาะลักษณะที่กำลังนำมาเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าทุกรายละเอียดของทั้งสองสถานการณ์กลับกันทั้งหมด

แบบฝึกหัด

ใช้คำเชื่อมแสดงความตรงข้ามที่เรียนมาเติมคำอธิบายให้สมบูรณ์: On this display, pressing the up arrow makes the number increase. ____ when you press the down arrow.

ดูคำตอบ

The opposite happens

The cool minty compound

0:53

สารประกอบของมินต์ที่เย็นซ่า

is activating your cold receptors.

0:54

จะไปกระตุ้นตัวรับความเย็นของคุณ

When these heat-sensitive receptors are activated,

0:56

เมื่อตัวรับที่ไวต่อความร้อนเหล่านี้ถูกกระตุ้น

your body thinks it's in contact with a dangerous heat source วลี

0:59

ร่างกายของคุณจะคิดว่ามันกำลังสัมผัสกับแหล่งความร้อนที่เป็นอันตราย

วลี

in contact with สำหรับสภาวะการสัมผัสที่มีอยู่แล้ว

In contact with หมายถึงการสัมผัสบางสิ่งทางกายภาพหรือการได้รับสารบางอย่าง ในประโยคนี้ ร่างกายตีความสัญญาณจากตัวรับราวกับว่ากำลังสัมผัสแหล่งความร้อนที่อันตราย ทั้งที่ไม่มีแหล่งความร้อนจริงอยู่ ในโครงสร้าง be in contact with + คำนาม คำว่า contact เป็นคำนาม รูปของ be ใช้บอกสภาวะ และ with ใช้นำสิ่งของหรือสารที่เกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

รายงานความปลอดภัยระบุว่าของเหลวกำลังสัมผัสผิวของคนงานอยู่แล้ว ประโยคใดแสดงสภาวะที่มีอยู่แล้วนี้ได้ดีที่สุด

  1. Contact the worker about the liquid.
  2. The liquid is in contact with the worker's skin.
  3. The liquid came into contact with the worker's skin.
ดูคำตอบ

The liquid is in contact with the worker's skin.

and reacts accordingly.

1:01

และตอบสนองตามนั้น

This is why you start to sweat ลำดับความ

1:03

นี่คือเหตุผลที่คุณเริ่มมีเหงื่อออก

and your heart starts beating faster.

1:04

และหัวใจของคุณเริ่มเต้นเร็วขึ้น

ลำดับความ

This is why + ผลลัพธ์

This is why + อนุประโยค เชื่อมสาเหตุหรือกลไกที่กล่าวไว้ก่อนหน้าเข้ากับผลที่ตามมา ในประโยคนี้ this ย้อนกลับไปถึงการที่ร่างกายรับรู้ถึงความร้อนที่เป็นอันตราย ส่วนการมีเหงื่อออกและหัวใจเต้นเร็วขึ้นคือผลลัพธ์ why ในที่นี้ไม่ได้ใช้สร้างคำถาม วลีทั้งหมดเป็นข้อความบอกเล่าว่าสาเหตุก่อนหน้านี้อธิบายผลที่ตามมา

แบบฝึกหัด

คู่ประโยคใดกล่าวถึงสาเหตุก่อน แล้วใช้ This is why เพื่อนำเข้าสู่ผลลัพธ์?

  1. The battery was empty. This is why the phone shut down.
  2. The phone shut down. This is because the battery was empty.
  3. The battery was empty. This is because the phone shut down.
ดูคำตอบ

The battery was empty. This is why the phone shut down.

The peppers have elicited the same fight or flight response วลี

1:06

พริกได้กระตุ้นการตอบสนองแบบ 'สู้หรือหนี' (fight or flight) แบบเดียวกัน

วลี

elicit a fight or flight response: กระตุ้นการตอบสนองแบบสู้หรือหนี

Elicit a response หมายถึงทำให้เกิดหรือดึงการตอบสนองออกมา ในที่นี้ พริกทำให้เกิด fight or flight response แบบเดียวกับที่ร่างกายใช้เมื่อรับรู้ถึงภัยคุกคาม response ในบริบทนี้หมายถึงปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกาย ไม่ใช่คำตอบที่พูดออกมา Fight or flight หมายถึงการที่ร่างกายเตรียมพร้อมจะเผชิญอันตรายหรือหนีจากอันตราย

แบบฝึกหัด

ใช้รูปอดีตของ elicit เติมประโยคให้สมบูรณ์: The interviewer's question ____ a detailed response from the witness.

ดูคำตอบ

elicited

with which your body reacts to most threats. ไวยากรณ์

1:08

ซึ่งเป็นวิธีที่ร่างกายของคุณตอบสนองต่อภัยคุกคามส่วนใหญ่

ไวยากรณ์

with which: คำบุพบทที่ย้ายมาไว้หน้าในอนุประโยคสัมพันธ์แบบเป็นทางการ

with which ใช้ขึ้นต้นอนุประโยคสัมพันธ์ที่อธิบายสิ่งซึ่งกล่าวถึงไปก่อนหน้า ในที่นี้ which หมายถึง fight-or-flight response และ with แสดงว่าร่างกายใช้ปฏิกิริยานั้นเป็นวิธีตอบสนองต่อภัยคุกคาม ในโครงสร้างที่เป็นทางการกว่า คือ คำนาม + with which + อนุประโยค คำบุพบทจะอยู่หน้า which ส่วนรูปที่เป็นทางการน้อยกว่าสามารถวางคำบุพบทไว้ท้ายประโยคได้: the response which your body reacts to most threats with นี่เป็นการเชื่อมอนุประโยคสัมพันธ์ ไม่ใช่คำถาม

แบบฝึกหัด

เติมประโยคที่สองให้เป็นอนุประโยคสัมพันธ์แบบเป็นทางการ โดยคงความหมายของประโยคแรกไว้: The artist painted the sign with this brush. This is the brush ____ the artist painted the sign.

ดูคำตอบ

with which

But you may have noticed that not all spicy foods ไวยากรณ์

1:11

แต่คุณอาจสังเกตเห็นว่าไม่ใช่อาหารเผ็ดทุกชนิด

are spicy in the same way.

1:13

จะเผ็ดในลักษณะเดียวกัน

ไวยากรณ์

not all ... in the same way: การปฏิเสธบางส่วน

not all spicy foods are spicy in the same way เป็นการปฏิเสธเพียงบางส่วน ประโยคนี้ปฏิเสธคำกล่าวกว้าง ๆ ว่าอาหารเผ็ดทุกชนิดให้ความรู้สึกเผ็ดแบบเดียวกัน หมายความว่ามีความแตกต่างอย่างน้อยหนึ่งอย่าง แต่อาหารบางชนิดยังอาจเผ็ดในแบบที่คล้ายกันได้ โครงสร้าง not all + คำนามพหูพจน์ + คำกริยา ใช้แก้การเหมารวมที่กว้างเกินไป ในที่นี้ in the same way บอกว่ากำลังเปรียบเทียบวิธีหรือลักษณะของความเผ็ด ไม่ได้หมายความว่าอาหารบางชนิดในกลุ่มนี้ไม่เผ็ด

แบบฝึกหัด

เลือกความหมายที่เหมาะสมที่สุดของประโยคนี้: Not all routes are equally safe.

  1. ทุกเส้นทางมีระดับความปลอดภัยเท่ากันทุกประการ
  2. บางเส้นทางอาจปลอดภัยน้อยกว่าเส้นทางอื่น
  3. ไม่มีเส้นทางใดปลอดภัย
ดูคำตอบ

บางเส้นทางอาจปลอดภัยน้อยกว่าเส้นทางอื่น

And the difference lies in the types of compounds involved. วลี

1:15

และความแตกต่างอยู่ที่ประเภทของสารประกอบที่เกี่ยวข้อง

วลี

the difference lies in ...: ความแตกต่างอยู่ที่...

โครงสร้าง the difference lies in + นามวลีหรืออนุประโยค หมายถึง “ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่...” โครงสร้างนี้ชี้ตรงไปยังปัจจัยที่อธิบายความแตกต่าง ในที่นี้ lies ไม่ได้หมายถึงการนอนอยู่ในสถานที่ใดตามตัวอักษร ในประโยคนี้ ปัจจัยดังกล่าวคือ the types of compounds involved หรือชนิดของสารประกอบที่มีส่วนร่วมในกระบวนการ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสี่คำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่”: Both phones take clear photos; ____ how well they work in low light.

ดูคำตอบ

the difference lies in

The capsaicin and piperine

1:18

แคปไซซิน (capsaicin) และไพเพอรีน (piperine)

found in black pepper and chili peppers ไวยากรณ์

1:20

ที่พบในพริกไทยดำและพริก

are made up of larger, กริยาวลี

1:21

ประกอบด้วยโมเลกุลที่ใหญ่กว่า

heavier molecules called alkylamides,

1:23

และหนักกว่าที่เรียกว่า อัลคิลเอไมด์ (alkylamides)

ไวยากรณ์

found in ... ในประโยคขยายคำนามแบบย่อ

Found in black pepper and chili peppers อยู่หลัง capsaicin and piperine และทำหน้าที่ขยายคำนามทั้งสอง เป็นรูปย่อของประโยคขยายคำนาม และสามารถเขียนเต็มได้เป็น capsaicin and piperine that are found in black pepper and chili peppers ในที่นี้ found เป็นคำกริยาช่องที่สาม จึงใช้บอกว่าสารประกอบเหล่านี้พบหรือมีอยู่ที่ใด ไม่ได้บอกว่ามีใครเป็นผู้ลงมือค้นพบสารเหล่านี้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ found in เป็นประโยคขยายคำนามแบบย่อ เพื่อบอกว่าสิ่งหนึ่งมีอยู่ในสถานที่หรือวัตถุใด?

  1. The town was founded in 1890.
  2. The researchers found this rock near the river.
  3. The minerals found in this rock are valuable.
ดูคำตอบ

The minerals found in this rock are valuable.

กริยาวลี

are made up of: บอกส่วนที่ประกอบกันเป็นสิ่งหนึ่ง

ในประโยคนี้ are made up of หมายถึง “ประกอบด้วย” ประธาน capsaicin and piperine ถูกมองเป็นสิ่งรวม ส่วน larger, heavier molecules ที่ตามหลัง of คือองค์ประกอบของสิ่งรวมนั้น ใช้ be made up of เมื่อต้องการบอกสมาชิกหรือส่วนต่าง ๆ ที่รวมกันเป็นสิ่งหนึ่ง ในที่นี้ใช้ are เพราะประธานเป็นพหูพจน์ ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ให้ใช้ is made up of

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be made up of: The review team ____ four specialists.

ดูคำตอบ

is made up of

and those mostly stay in your mouth.

1:25

และพวกมันส่วนใหญ่จะอยู่ในปากของคุณ

Mustard, horseradish, and wasabi

1:27

มัสตาร์ด ฮอร์สแรดิช และวาซาบิ

are made up of smaller molecules

1:29

ประกอบด้วยโมเลกุลที่เล็กกว่า

called isothiocyanates

1:31

เรียกว่า ไอโซไทโอไซยาเนต (isothiocyanates)

that easily float up into your sinuses. วลี

1:33

ซึ่งลอยขึ้นไปยังโพรงจมูกของคุณได้ง่าย

วลี

easily float up into your sinuses: ลอยขึ้นไปเข้าโพรงไซนัสได้ง่าย

ในที่นี้ easily float up into your sinuses บอกทั้งลักษณะการเคลื่อนที่และเส้นทาง float สื่อว่าโมเลกุลขนาดเล็กลอยเบา ๆ ผ่านอากาศ up บอกทิศทางขึ้นด้านบน และ into บอกว่าโมเลกุลเข้าไปภายในโพรงไซนัส วลีนี้เฉพาะเจาะจงกว่า go to เพราะ up into รวมทิศทางขึ้นด้านบนกับการข้ามเข้าไปในพื้นที่ปิด sinuses คือช่องอากาศรอบโพรงจมูก ไม่ใช่อีกคำหนึ่งที่หมายถึงภายนอกของจมูก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกอย่างชัดเจนว่าควันเคลื่อนขึ้นด้านบนและเข้าไปในห้องใต้หลังคา

  1. The smoke floated up into the attic.
  2. The smoke floated up to the attic door.
  3. The smoke was floating in the attic.
ดูคำตอบ

The smoke floated up into the attic.

This is why chili peppers burn your mouth

1:36

นี่คือเหตุผลที่พริกเผาไหม้ในปากของคุณ

and wasabi burns your nose.

1:38

และวาซาบิเผาไหม้ในจมูกของคุณ

The standard measure of a food's spiciness วลี

1:41

มาตรฐานการวัดความเผ็ดของอาหาร

วลี

The standard measure of a food's spiciness: มาตรวัดมาตรฐานของความเผ็ดในอาหาร

โครงสร้าง the standard measure of + นามวลี หมายถึงตัวชี้วัดหรือวิธีที่ยอมรับกันทั่วไปสำหรับประเมินคุณสมบัตินั้น ในที่นี้ measure เป็นคำนาม และ a food's spiciness ระบุคุณสมบัติที่กำลังประเมิน นามวลีทั้งหมดนี้ทำหน้าที่เกริ่นหัวข้อก่อน จากนั้นส่วนถัดไปของประโยคจึงระบุมาตรา คะแนน หรือวิธีเฉพาะที่ใช้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมาย: In this study, response time is ____ performance.

ดูคำตอบ

the standard measure of

is its rating on the Scoville scale, วัฒนธรรม

1:43

คือการให้คะแนนในมาตราสกอวิลล์ (Scoville scale)

วัฒนธรรม

its rating on the Scoville scale: ค่าบนมาตราสโกวิลล์

มาตราสโกวิลล์เป็นมาตรฐานที่ใช้แสดงความเผ็ดร้อนจากพริก rating ของอาหารบนมาตรานี้บอกระดับความเผ็ด โดยทั่วไปยิ่งค่ามากก็ยิ่งเผ็ดมาก ในวลี rating on a scale คำว่า on เชื่อมค่าคะแนนเข้ากับระบบการวัด ที่นี่ scale หมายถึงระบบการวัดที่แบ่งเป็นระดับ ไม่ใช่ขนาดทางกายภาพหรือเครื่องชั่งน้ำหนัก

แบบฝึกหัด

its rating on the Scoville scale บอกข้อมูลอะไร?

  1. อาหารเผ็ดแค่ไหนตามมาตรวัดความเผ็ดที่ได้รับการยอมรับ
  2. อาหารหนักเท่าไรเมื่อชั่งด้วยเครื่องชั่งในครัว
  3. อาหารมีขนาดใหญ่เท่าไร
ดูคำตอบ

อาหารเผ็ดแค่ไหนตามมาตรวัดความเผ็ดที่ได้รับการยอมรับ

which measures how much its capsaicin content

1:44

ซึ่งวัดว่าปริมาณแคปไซซินในนั้น

can be diluted ไวยากรณ์

1:46

สามารถเจือจางได้มากแค่ไหน

before the heat is no longer detectable to humans.

1:47

จนกว่ามนุษย์จะไม่สามารถตรวจจับความเผ็ดร้อนได้อีกต่อไป

ไวยากรณ์

can be diluted before ... is no longer detectable: ขีดจำกัดการตรวจจับ

can be diluted เป็นโครงสร้างกรรมวาจกที่มีคำกริยาช่วย แสดงว่าสารถูกเจือจาง โดยผู้ที่ทำการเจือจางไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ส่วน how much ถามถึงระดับของการเจือจาง อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย before ระบุขีดจำกัดของการตรวจจับ การเจือจางทำต่อไปได้จนถึงจุดที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ heat ซึ่งในที่นี้หมายถึงความเผ็ดได้อีกต่อไป before จึงใช้กำหนดขีดจำกัด ไม่ได้บอกเพียงลำดับเวลาของสองเหตุการณ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าสามารถเจือจางต่อไปได้จนถึงขีดจำกัดที่มองเห็นสี?

  1. The dye must become invisible before anyone can dilute it.
  2. The dye can be diluted many times before its color is no longer visible.
  3. Diluting the dye makes its color easier to see forever.
ดูคำตอบ

The dye can be diluted many times before its color is no longer visible.

A sweet bell pepper gets zero Scoville heat units, การใช้คำ

1:50

พริกหวานมีหน่วยความเผ็ดสกอวิลล์เป็นศูนย์

การใช้คำ

gets zero Scoville heat units: get ที่ใช้บอกผลการวัด

gets ในที่นี้หมายถึงสิ่งหนึ่งได้รับคะแนนหรือถูกกำหนดค่าจากการวัด พริกหวานไม่ได้รับสิ่งของจริง ๆ แต่ได้รับผลลัพธ์เป็นศูนย์ตามมาตรวัด get ในความหมายนี้มักใช้กับคะแนน ระดับการประเมิน เกรด และผลการทดสอบ เช่น งานออกแบบอาจ get five stars และคำตอบอาจ get zero points ส่วน Scoville heat units ใช้วัดระดับความเผ็ด ไม่ใช่อุณหภูมิจริงของอาหาร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ get ในความหมายว่าได้รับคะแนนหรือผลการวัด?

  1. The train gets to the station at noon.
  2. The technician gets a clean cup from the shelf.
  3. The design gets zero points for durability.
ดูคำตอบ

The design gets zero points for durability.

while Tabasco sauce clocks in การใช้คำ

1:53

ในขณะที่ซอสทาบาสโกทำสถิติไว้ที่

between 1,200 and 2,400 units.

1:54

ระหว่าง 1,200 ถึง 2,400 หน่วย

การใช้คำ

clocks in between ... units: บอกช่วงค่าที่วัดได้

ในที่นี้ clocks in หมายถึง “มีค่าที่วัดได้เท่ากับ...” ส่วน between 1,200 and 2,400 units ระบุขอบเขตล่างและบน เมื่อรวมกัน clocks in between A and B จึงหมายถึงค่าที่วัดได้อยู่ในช่วงหนึ่ง ตัวเลขและหน่วยแสดงว่า clock in ในประโยคนี้ใช้พูดถึงการวัด ไม่ใช่ความหมายในที่ทำงานว่า “ลงเวลาเริ่มงาน” หากเป็นค่าเดียว มักใช้ clocks in at + ตัวเลข

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ clock in เพื่อบอกค่าที่วัดได้?

  1. The clock in the lobby stopped at two.
  2. Employees clock in before their shift.
  3. The package clocks in at 2.3 kilograms.
ดูคำตอบ

The package clocks in at 2.3 kilograms.

The race to create the hottest pepper การใช้คำ

1:57

การแข่งขันเพื่อสร้างพริกที่เผ็ดที่สุด

การใช้คำ

The race to create ...: การแข่งขันเพื่อบรรลุเป้าหมาย

ในที่นี้ race ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงการแข่งขันระหว่างคนหรือกลุ่มที่พยายามบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ไม่ใช่การแข่งขันวิ่งจริง ๆ วลี infinitive to create the hottest pepper ระบุเป้าหมายของการแข่งขัน รูปแบบ the race to + กริยารูปพื้นฐาน มักสื่อถึงความเร่งด่วนและความต้องการที่จะเป็นคนแรกหรือสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด พบได้บ่อยเมื่อพูดถึงวิทยาศาสตร์ ธุรกิจ เทคโนโลยี หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ race ในความหมายเชิงเปรียบเทียบว่าเป็นการแข่งขันเพื่อบรรลุเป้าหมาย?

  1. Several runners are racing around the track.
  2. Several labs are in a race to develop a faster test.
  3. The lab closed early after the meeting.
ดูคำตอบ

Several labs are in a race to develop a faster test.

is a constant battle, สำนวน

1:59

เป็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำนวน

a constant battle: การต่อสู้ที่ยากและต่อเนื่อง

a constant battle เป็นอุปมาที่เปรียบการแข่งขัน ปัญหา หรือความพยายามที่ยากและดำเนินต่อเนื่องว่าเป็นการต่อสู้ คำว่า constant ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเกิดขึ้นทุกวินาที แต่อาจหมายถึงสิ่งที่เกิดซ้ำบ่อยจนรู้สึกว่าต้องคอยรับมืออยู่ตลอด ในที่นี้ สำนวนนี้กล่าวถึงการแข่งขันที่ดำเนินต่อเนื่องระหว่างผู้พัฒนาสายพันธุ์พริก battle ไม่ได้หมายถึงสงครามจริง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึงการต่อสู้ที่ยากและต่อเนื่องลงในประโยค: Keeping weeds out of the garden ____.

ดูคำตอบ

is a constant battle

but two peppers generally come out on top. สำนวน

2:00

แต่โดยทั่วไปจะมีพริกสองชนิดที่ครองแชมป์

สำนวน

come out on top: จบลงในฐานะผู้ชนะ

Come out on top หมายถึงจบการแข่งขัน การเปรียบเทียบ หรือสถานการณ์ยาก ๆ ในฐานะผู้ชนะหรืออยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่า come out เน้นผลลัพธ์ที่ปรากฏชัด ส่วน on top แสดงถึงตำแหน่งที่ได้เปรียบ ในประโยคนี้ พริกสองชนิดมักมีอันดับสูงกว่าชนิดอื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่ามีบางสิ่งออกมาจากด้านบนของสิ่งของจริง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมรูปอดีตของสำนวนจากบทเรียนเพื่อแสดงว่า Lina เป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด: After three close rounds, Lina ____.

ดูคำตอบ

came out on top

The Trinidad Moruga Scorpion

2:03

คือพริก ทรินิแดด มอรูก้า สกอร์เปี้ยน

and the Carolina Reaper.

2:04

และ แคโรไลน่า รีปเปอร์

These peppers measure

2:06

พริกเหล่านี้วัดความเผ็ดได้

between 1.5 and 2 million Scoville heat units,

2:07

ระหว่าง 1.5 ถึง 2 ล้านหน่วยความเผ็ดสกอวิลล์

which is about half the units ไวยากรณ์

2:11

ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของหน่วยความเผ็ด

found in pepper spray.

2:12

ที่พบในสเปรย์พริกไทย

ไวยากรณ์

about half the units found in ...: การเพิ่มเกณฑ์อ้างอิงในการเปรียบเทียบ

About half the units หมายความว่าค่าความเผ็ดสโกวิลล์ของพริกเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 50% ของค่าของสเปรย์พริกไทย Units หมายถึงหน่วยความเผ็ดสโกวิลล์ ดังนั้นสิ่งที่เปรียบเทียบคือระดับความเผ็ด ไม่ใช่ปริมาณของเหลว Found in pepper spray ขยายคำว่า units เป็นอนุประโยคสัมพันธ์แบบย่อที่มีความหมายเท่ากับ units that are found in pepper spray และบอกเกณฑ์อ้างอิงของการเปรียบเทียบ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง about half + สิ่งที่วัด + วลีคุณศัพท์ที่เป็นกริยาช่องสามเพื่อบอกเกณฑ์อ้างอิง?

  1. The new lamp is about half as tall as the old model.
  2. The old model consumed electricity for about half an hour.
  3. The new lamp uses about half the electricity consumed by the old model.
ดูคำตอบ

The new lamp uses about half the electricity consumed by the old model.

So why would anyone want to eat something ลำดับความ

2:14

แล้วทำไมถึงมีคนอยากกินอะไรก็ตาม

that causes such high levels of pain?

2:16

ที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดในระดับสูงขนาดนี้ล่ะ?

ลำดับความ

why would anyone want to ...?: การเปลี่ยนประเด็นด้วยคำถามเชิงวาทศิลป์

Why would anyone want to ...? แสดงความประหลาดใจต่อทางเลือกที่ดูเข้าใจได้ยาก ในที่นี้ would ถามถึงความเต็มใจหรือแรงจูงใจที่คนคนหนึ่งอาจมี ไม่ได้บอกถึงอนาคต คำถามนี้ยังช่วยจัดลำดับคำอธิบายด้วย So เชื่อมคำถามเข้ากับข้อเท็จจริงก่อนหน้าที่ว่าพริกเผ็ดจัดทำให้เจ็บปวด และคำถามเชิงวาทศิลป์ก็เปลี่ยนข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อสงสัยที่ผู้พูดจะตอบต่อไป

แบบฝึกหัด

Why would anyone want to eat ...? ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบายนี้?

  1. เป็นการทำนายว่าในอนาคตทุกคนจะกินอาหารที่ทำให้เจ็บปวด
  2. เป็นการเปิดคำถามที่น่าประหลาดใจซึ่งผู้พูดจะตอบต่อไป
  3. เป็นการบอกผู้ฟังว่าพวกเขาต้องกินอาหารที่ทำให้เจ็บปวด
ดูคำตอบ

เป็นการเปิดคำถามที่น่าประหลาดใจซึ่งผู้พูดจะตอบต่อไป

Nobody really knows when or why ไวยากรณ์

2:19

ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าเมื่อไหร่หรือทำไม

humans started eating hot peppers.

2:21

มนุษย์ถึงเริ่มกินพริกเผ็ดๆ

ไวยากรณ์

Nobody really knows when or why ...: ลำดับคำในคำถามทางอ้อม

ใน Nobody really knows when or why humans started... คำว่า when และ why นำอนุประโยคคำถามทางอ้อม โดยทำหน้าที่บอกข้อมูลที่ยังไม่รู้หลัง knows ไม่ได้ถามผู้ฟังโดยตรง ส่วน or เชื่อมข้อมูลที่ไม่รู้อยู่สองอย่าง คือเวลาและเหตุผล คำถามทางอ้อมใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า คือ humans started ไม่ใช่ did humans start และใช้ลำดับเดียวกันหลังสำนวนอย่าง I wonder, Can you explain และ I'm not sure

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ลำดับคำของคำถามทางอ้อมได้ถูกต้อง

  1. Nobody knows why did the machine stop.
  2. Nobody knows why the machine stopped.
  3. Nobody knows why stopped the machine.
ดูคำตอบ

Nobody knows why the machine stopped.

Archaeologists have found spices like mustard

2:23

นักโบราณคดีพบเครื่องเทศอย่างมัสตาร์ด

along with human artifacts

2:25

พร้อมกับสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์

dating as far back as 23,000 years ago, วลี

2:26

ที่มีอายุย้อนไปถึง 23,000 ปีที่แล้ว

วลี

dating as far back as 23,000 years ago: มีอายุย้อนกลับไปถึง 23,000 ปีก่อน

วลี participle dating as far back as 23,000 years ago ขยาย human artifacts ในที่นี้ date หมายถึง “มีอายุหรือมีต้นกำเนิดในช่วงเวลาหนึ่ง” ไม่ได้หมายถึง “ไปออกเดต” วลีนี้สามารถขยายเป็น human artifacts that date as far back as 23,000 years ago ได้ As far back as เน้นว่าช่วงเวลานั้นอยู่ห่างไกลในอดีตมาก มักระบุจุดที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ทราบหรือเป็นไปได้ในช่วงหนึ่ง จึงไม่ได้หมายความว่าโบราณวัตถุทุกชิ้นมีอายุ 23,000 ปีพอดี

แบบฝึกหัด

เติมวลีที่ตรงกับความหมายว่า “มีอายุย้อนกลับไปได้ไกลถึง” ให้สมบูรณ์: The library owns maps ____ the 1500s.

ดูคำตอบ

dating as far back as

but they don't know whether the spices were used for food ไวยากรณ์

2:29

แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเครื่องเทศถูกใช้สำหรับทำอาหาร

or medication or just decoration.

2:31

หรือทำยา หรือแค่เป็นเครื่องประดับ

ไวยากรณ์

whether ... or ... or ... สำหรับบอกความเป็นไปได้หลายอย่างที่ยังไม่แน่นอน

ใน whether the spices were used for food or medication or just decoration คำว่า whether ใช้เปิดข้อมูลที่ยังไม่ทราบ วลีสามส่วนที่เชื่อมด้วย or แสดงจุดประสงค์ที่อาจเป็นไปได้หลายอย่าง โดย whether ไม่ได้จำกัดว่าต้องมีเพียงสองทางเลือก อนุประโยคนี้อยู่หลัง don't know จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า the spices were used ไม่ใช่ลำดับคำแบบคำถาม were the spices used ส่วน just จำกัดความหมายของทางเลือกสุดท้ายให้เป็น ‘ใช้เพื่อการตกแต่งเท่านั้น’

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ whether หลัง don't know ได้ถูกต้องเพื่อแจกแจงจุดหมายที่เป็นไปได้สามแห่ง

  1. We don't know whether does the trail lead to the lake, the village, or the old bridge.
  2. We know whether the trail leads to the lake, the village, or the old bridge.
  3. We don't know whether the trail leads to the lake, the village, or the old bridge.
ดูคำตอบ

We don't know whether the trail leads to the lake, the village, or the old bridge.

More recently,

2:34

เมื่อไม่นานมานี้

a 6,000-year-old crockpot lined with charred fish and meat โน้ต

2:34

หม้อดินเผาอายุ 6,000 ปีที่มีปลาและเนื้อย่างติดอยู่

also contained mustard.

2:37

ก็พบว่ามีส่วนผสมของมัสตาร์ดอยู่ด้วย

ไวยากรณ์

a 6,000-year-old crockpot: คำคุณศัพท์ประสมแบบตัวเลข-หน่วยหน้าคำนาม

6,000-year-old ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ประสมหนึ่งชุดที่อยู่หน้า crockpot และหมายความว่าภาชนะนั้นมีอายุ 6,000 ปี เครื่องหมายยัติภังค์แสดงว่าคำเหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อขยายคำนาม ในโครงสร้างที่อยู่หน้าคำนามนี้ หน่วยจะคงรูปเอกพจน์เป็น year ไม่ใช่ years แต่เมื่อบอกอายุหลัง be ให้ใช้วลีบอกอายุทั่วไปโดยไม่ใส่ยัติภังค์: The crockpot is 6,000 years old.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำคุณศัพท์ประสมที่หมายถึง '300 years old': The museum displayed a ____ map.

ดูคำตอบ

300-year-old

วลี

lined with charred fish and meat: ผิวด้านในที่มีเศษไหม้เกรียมปกคลุม

ใน lined with ... คำว่า line หมายถึง “ปูหรือคลุมพื้นผิวด้านในของสิ่งหนึ่งด้วยชั้นวัสดุ” ในที่นี้ วลีนี้บอกว่ามีเศษปลาและเนื้อที่ไหม้เกรียมติดอยู่บนผิวด้านในของหม้อ ไม่ได้หมายถึง “เข้าแถว” charred หมายถึง “ถูกเผาจนสีเข้มหรือดำ” วลี lined with charred fish and meat ทั้งหมดเป็นวลี past participle ที่ขยาย crockpot และสามารถขยายเป็น a crockpot that was lined with charred fish and meat ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ lined with เพื่อบอกว่าวัสดุชนิดหนึ่งคลุมด้านในของสิ่งของ?

  1. Tall trees lined the road beside the farm.
  2. The lunch box was lined with a layer of foil.
  3. The runners lined up with their teammates.
ดูคำตอบ

The lunch box was lined with a layer of foil.

One theory says that humans started adding spices to food วลี

2:39

ทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า มนุษย์เริ่มใส่เครื่องเทศลงในอาหาร

to kill off bacteria, กริยาวลี

2:42

เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

วลี

started adding spices to food: start + -ing และ add A to B

add A to B หมายถึง “เพิ่ม A เข้าไปใน B” โดย A คือสิ่งใหม่ที่เพิ่มเข้าไป และ B คือสิ่งที่รับ A ใน adding spices to food คำว่า spices คือ A และ food คือ B started adding ใช้โครงสร้าง start + รูป -ing เพื่อแสดงว่ากิจกรรมนั้นเริ่มต้นขึ้น หลัง start มักใช้ infinitive ได้เช่นกัน แต่ประโยคนี้ใช้ adding เพื่อระบุกิจกรรมที่เริ่มทำ

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หายไปสองคำเพื่อทำให้โครงสร้าง add A to B สมบูรณ์: When the soup tasted bland, the chef started ____ herbs ____ the soup.

ดูคำตอบ

adding · to

กริยาวลี

to kill off bacteria: nhấn mạnh việc loại bỏ cả một nhóm

ในที่นี้ kill off หมายถึงการทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ในกลุ่มหนึ่ง คำว่า off ไม่ได้บอกทิศทาง แต่ช่วยเน้นผลลัพธ์ว่ากลุ่มนั้นถูกกำจัดหรือหายไป วลี infinitive to kill off bacteria บอกจุดประสงค์ของการเติมเครื่องเทศ กล่าวคือ ทฤษฎีนี้บอกว่าคนเติมเครื่องเทศเพื่อลดหรือกำจัดแบคทีเรีย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ kill off เพื่อเน้นว่าสมาชิกจำนวนมากในกลุ่มตายไป

  1. A sudden disease killed off nearly all the fish in the pond.
  2. The vet killed a tick on the dog's ear.
  3. The hikers walked off the trail.
ดูคำตอบ

A sudden disease killed off nearly all the fish in the pond.

and some studies show that spice developed mostly in warmer climates ลำดับความ

2:43

และบางการศึกษาแสดงให้เห็นว่า เครื่องเทศส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นในสภาพอากาศที่อบอุ่นกว่า

ลำดับความ

some studies show that: đưa ra bằng chứng từ một phần các nghiên cứu

Some studies show that ... เป็นกรอบภาษาสำหรับนำเสนอหลักฐาน โดยระบุว่างานวิจัยเป็นแหล่งข้อมูลก่อน แล้วใช้อนุประโยคที่ตามหลัง that บอกข้อค้นพบที่งานวิจัยเหล่านั้นสนับสนุน some จำกัดขอบเขตของข้อกล่าวอ้างไว้ที่งานวิจัยเพียงบางส่วน ดังนั้นประโยคนี้ไม่ได้บอกว่างานวิจัยทุกชิ้นเห็นตรงกัน ส่วน show that นำเสนอข้อค้นพบด้วยความมั่นใจพอสมควร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพิสูจน์แล้วโดยปราศจากข้อสงสัย

แบบฝึกหัด

ตัดสินข้อความต่อไปนี้: 'Some studies show that X' มีน้ำหนักของข้อกล่าวอ้างเท่ากับ 'All studies prove that X.'

  1. ไม่ถูกต้อง
  2. ถูกต้อง
ดูคำตอบ

ไม่ถูกต้อง

where microbes also happen to be more prevalent. วลี

2:47

ซึ่งบังเอิญเป็นที่ที่จุลินทรีย์แพร่หลายมากกว่าด้วย

วลี

happen to be more prevalent: เสนอข้อเท็จจริงที่บังเอิญเกี่ยวข้อง

ในโครงสร้าง happen to + กริยารูปพื้นฐาน คำว่า happen to be หมายถึง “ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้น” หรือ “บังเอิญเป็นเช่นนั้น” โดยมักมีน้ำเสียงว่าเป็นเรื่องไม่คาดคิด เป็นความบังเอิญ หรือเป็นข้อมูลเสริม ในประโยคนี้ การพบจุลชีพแพร่หลายกว่าเป็นข้อเท็จจริงเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับภูมิอากาศอบอุ่น ไม่ได้หมายความว่าจุลชีพ “เกิดเหตุการณ์” แล้วจึงแพร่หลาย prevalent เป็นคำคุณศัพท์ค่อนข้างเป็นทางการ หมายถึงแพร่หลายหรือพบได้ทั่วไปในสถานที่หรือกลุ่มหนึ่ง more prevalent เป็นรูปเปรียบเทียบ หมายความว่าจุลชีพพบได้ทั่วไปกว่าในภูมิอากาศอบอุ่นเมื่อเทียบกับบริบทที่กล่าวถึง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าสภาวะนี้บังเอิญพบได้ทั่วไปกว่าในเขตชายฝั่ง

  1. The condition happens to become more prevalent in coastal areas.
  2. The condition has to be more prevalent in coastal areas.
  3. The condition happens to be more prevalent in coastal areas.
ดูคำตอบ

The condition happens to be more prevalent in coastal areas.

But why we continue to subject ourselves วลี

2:50

แต่ทำไมเรายังคงยอมทรมานตัวเอง

to spicy food today

2:52

กับอาหารเผ็ดในทุกวันนี้

วลี

continue to subject ourselves to ...: สมัครใจทนรับบางสิ่งต่อไป

subject someone to something หมายถึงทำให้คนหนึ่งต้องเผชิญหรือได้รับบางสิ่ง ซึ่งมักเป็นเรื่องไม่น่าพอใจ ยากลำบาก หรืออาจก่อให้เกิดอันตราย ourselves ย้อนกลับไปอ้างถึง we ดังนั้นผู้ที่เลือกทำและผู้ที่ได้รับผลจึงเป็นคนกลุ่มเดียวกัน continue to แสดงว่าการกระทำนั้นยังดำเนินต่อไป เมื่อเทียบกับ continue to eat spicy food วลี continue to subject ourselves to spicy food นำเสนอความเผ็ดเหมือนเป็นบททดสอบหรือสิ่งกระตุ้นรุนแรงที่ผู้คนเต็มใจทน จึงมีน้ำเสียงเกินจริงหรือขบขันเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ subject oneself to ได้ถูกต้องเพื่อกล่าวถึงประสบการณ์ไม่น่าพอใจที่ยอมรับโดยตั้งใจ

  1. We chose to subject ourselves to another round of difficult interviews.
  2. We chose to enjoy another round of difficult interviews.
  3. We chose to protect ourselves from another round of difficult interviews.
ดูคำตอบ

We chose to subject ourselves to another round of difficult interviews.

is still a bit of a mystery. วลี

2:53

ก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่นิดหน่อย

วลี

is still a bit of a mystery: กล่าวถึงความไม่แน่นอนอย่างนุ่มนวล

Be a mystery หมายความว่าเหตุผลหรือคำตอบยังไม่ชัดเจน ส่วน still แสดงให้เห็นว่าการไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนนั้นยังคงดำเนินมาจนถึงตอนนี้ A bit of ช่วยลดความหนักแน่นของข้อความ กล่าวคือ เรื่องนั้นยังน่าสงสัยอยู่บ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอธิบายไม่ได้เลย ในโครงสร้างนี้ a bit of บอกระดับของความไม่แน่นอน ไม่ได้หมายถึงชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่จับต้องได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่เน้นไว้เพื่อสื่อว่าสาเหตุยังไม่ชัดเจนอยู่บ้าง: The cause of the strange signal ____.

ดูคำตอบ

is still a bit of a mystery

For some people,

2:55

สำหรับบางคน

eating spicy food is like riding rollercoasters. สำนวน

2:56

การกินอาหารเผ็ดก็เหมือนการนั่งรถไฟเหาะ

สำนวน

eating ... is like riding ...: สร้างการเปรียบเทียบ

X is like Y ใช้สร้างการเปรียบเทียบ โดยบอกว่า X และ Y มีลักษณะสำคัญบางอย่างเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองอย่างเป็นสิ่งเดียวกันตามตัวอักษร ในที่นี้ eating spicy food และ riding rollercoasters ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นประสบการณ์ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างปลอดภัย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่สบายหรือกลัว แต่ก็ตื่นเต้นได้เช่นกัน ทั้งสองด้านเป็นวลี gerund ที่เรียกชื่อกิจกรรม ได้แก่ eating spicy food และ riding rollercoasters การใช้รูปแบบที่ขนานกันช่วยให้เปรียบเทียบสองกิจกรรมได้ง่าย และสามารถนำโครงสร้าง Activity A + be + like + Activity B ไปใช้ในบริบทอื่นได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ be like เพื่อเปรียบเทียบสองกิจกรรมโดยไม่ได้บอกว่าทั้งสองอย่างเหมือนกันตามตัวอักษร?

  1. Learning a language is a long race in every literal sense.
  2. Learning a language is like training for a long race.
  3. Learning a language likes training for a long race.
ดูคำตอบ

Learning a language is like training for a long race.

They enjoy the ensuing thrill การใช้คำ

2:58

พวกเขาสนุกกับความตื่นเต้นที่ตามมา

การใช้คำ

ensuing thrill: ความตื่นเต้นที่ตามมาหลังเหตุการณ์

Ensuing หมายถึง “ที่เกิดตามมา และมักเป็นผลจากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น” คำนี้ขยาย thrill ดังนั้น ensuing thrill จึงหมายถึงความตื่นเต้นหรือความรู้สึกที่รุนแรงซึ่งเกิดขึ้นหลังจากประสบการณ์ก่อนหน้า คำนี้เชื่อมสองช่วงของลำดับเหตุการณ์เข้าด้วยกัน คือมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อน แล้วความตื่นเต้นจึงเกิดตามมา ความรู้สึกที่เกิดทีหลังอาจเข้าใจได้ว่าเป็นผลจากเหตุการณ์แรก

แบบฝึกหัด

คำใดเติมประโยคได้เหมาะสมที่สุด หากความล่าช้าเกิดหลังพายุและเป็นผลอย่างหนึ่งของพายุ? The storm and the ____ delay disrupted travel.

  1. pleasant
  2. ensuing
  3. upcoming
ดูคำตอบ

ensuing

even if the immediate sensation is unpleasant. ไวยากรณ์

3:00

แม้ว่าความรู้สึกแรกที่ได้รับจะไม่น่าอภิรมย์ก็ตาม

ไวยากรณ์

even if ... is unpleasant: เงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

Even if ใช้แนะนำเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นหรือสมมุติขึ้น และบอกว่าใจความหลักยังคงเป็นจริงแม้มีเงื่อนไขนั้น ในประโยคนี้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทันทีอาจไม่น่าพอใจ แต่ก็ไม่ได้ลบล้างแนวคิดที่ว่าผู้คนเพลิดเพลินกับความตื่นเต้นที่ตามมา โครงสร้างเต็มคือ “ใจความหลัก + even if + เงื่อนไข” even if แสดงความหมายแบบยอมรับข้อขัดแย้ง คือ “สิ่งนี้อาจเป็นจริง แต่ผลลัพธ์ก็ยังไม่เปลี่ยน”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำเชื่อมสองคำที่แสดงว่าอากาศหนาวซึ่งอาจเกิดขึ้นจะไม่เปลี่ยนแผน: We will go to the park ____ the weather is cold.

ดูคำตอบ

even if

Some studies have even shown that those who like to eat hot stuff การใช้คำ

3:03

บางการศึกษาถึงกับแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ชอบกินของเผ็ดร้อน

การใช้คำ

hot stuff ที่หมายถึงอาหารเผ็ดตามบริบท

ในบริบทเรื่องอาหารนี้ hot stuff หมายถึงอาหารรสเผ็ด คำกริยา eat ทำให้รู้ว่า stuff หมายถึงอาหาร ส่วน hot บรรยายความเผ็ดร้อนจากพริกหรือเครื่องเทศรสจัด ไม่ใช่อุณหภูมิของอาหาร stuff เป็นคำนามนับไม่ได้แบบไม่เป็นทางการที่ใช้เรียกสิ่งต่าง ๆ แบบกว้าง ๆ ที่นี่ไม่ได้ระบุชื่อเมนู จึงใช้ hot stuff หมายถึงของเผ็ดที่กินได้โดยทั่วไป

แบบฝึกหัด

hot stuff หมายถึงอะไรในประโยคนี้: They like to eat hot stuff.

  1. อาหารที่อุ่น
  2. อาหารที่มีรสเผ็ด
  3. สินค้าหรือเนื้อหาที่ได้รับความนิยม
ดูคำตอบ

อาหารที่มีรสเผ็ด

are more likely to enjoy other adrenaline-rich activities ไวยากรณ์

3:06

มีแนวโน้มที่จะชอบกิจกรรมที่กระตุ้นอะดรีนาลีนอื่นๆ

ไวยากรณ์

more likely to enjoy: โอกาสมากกว่า ไม่ใช่ความชอบที่มากกว่า

โครงสร้าง be more likely to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงมีโอกาสทำบางสิ่งมากกว่า ใน more likely to enjoy คำว่า enjoy คือการกระทำ ส่วน likely บอกว่าการกระทำนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นมากเพียงใด more ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ แม้จะไม่ได้ระบุกลุ่มที่นำมาเปรียบเทียบไว้ในอนุประโยคเดียวกันก็ตาม โครงสร้างคือ ประธาน + be + more likely + to + คำกริยารูปพื้นฐาน: They are more likely to try it.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างที่หมายถึง “มีโอกาสทำบางสิ่งมากกว่า”: People who plan ahead are ____ finish on time.

ดูคำตอบ

more likely to

like gambling.

3:09

อย่างเช่น การพนัน

The taste for spicy food may even be genetic. การใช้คำ

3:10

รสนิยมการกินอาหารเผ็ดอาจเป็นเรื่องของพันธุกรรมเลยด้วยซ้ำ

การใช้คำ

The taste for spicy food: taste for หมายถึงความชอบ

ในวลีนี้ taste หมายถึงความชอบหรือรสนิยม และ for ใช้นำสิ่งที่คนคนนั้นชอบ ดังนั้น The taste for spicy food จึงหมายถึงแนวโน้มที่ชอบอาหารเผ็ด ไม่ใช่รสชาติของอาหารเผ็ดเอง โครงสร้างที่นำไปใช้ในบริบทอื่นได้คือ taste for + คำนาม เช่น a taste for jazz หรือ a taste for adventure ส่วนคำกำหนดข้างหน้าจะเปลี่ยนตามบริบท โดย The ในที่นี้ชี้ถึงความชอบเฉพาะที่กำลังพูดถึงอยู่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ taste ในความหมายว่า “ความชอบ”?

  1. The lemon changed the taste of the soup.
  2. Ravi has developed a taste for jazz.
  3. Ravi disliked the taste of the medicine.
ดูคำตอบ

Ravi has developed a taste for jazz.

And if you're thinking about training a bit

3:13

และถ้าคุณกำลังคิดที่จะฝึกฝนตัวเองสักหน่อย

to up your tolerance for spice, การใช้คำ

3:15

เพื่อเพิ่มความอดทนต่อความเผ็ด

การใช้คำ

up your tolerance for spice: up ที่ใช้เป็นคำกริยา

ในที่นี้ up เป็นคำกริยาที่ต้องมีกรรม หมายถึง “เพิ่ม” โดยกรรมคือ your tolerance และ for spice บอกว่าทนต่ออะไร วลีนี้จึงหมายถึงการเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความร้อนหรือความระคายเคืองจากอาหารเผ็ด สิ่งที่พูดถึงคือความทน ไม่ใช่ความชอบ คนคนหนึ่งอาจทนความเผ็ดได้มากแม้จะไม่ได้ชอบอาหารเผ็ดเป็นพิเศษ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ up เป็นคำกริยาและใช้วลี tolerance for spice: Trying small amounts of spicy food regularly can ____.

ดูคำตอบ

up your tolerance for spice

know this.

3:17

จงรู้ไว้ว่า

According to some studies, ลำดับความ

3:18

ตามการศึกษาบางชิ้นระบุว่า

ลำดับความ

According to some studies: ระบุแหล่งข้อมูลภายนอก

According to some studies ใช้บอกแหล่งที่มาของข้อความที่จะตามมา โดยแสดงว่าข้อมูลนั้นมาจากงานวิจัยภายนอก ไม่ใช่เพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้พูด some จำกัดขอบเขตของข้อความ หมายความว่ามีงานวิจัยบางชิ้นสนับสนุนข้อสรุปนี้ ไม่ได้หมายความว่างานวิจัยทั้งหมดเห็นตรงกัน กรอบบอกแหล่งข้อมูลแบบนี้ช่วยให้เสนอข้อสรุปอย่างระมัดระวัง

แบบฝึกหัด

ข้อใดใช้รายงานเป็นแหล่งข้อมูลภายนอกของข้อความได้อย่างถูกต้อง

  1. According to the report, air quality improved last year.
  2. According to me, air quality improved last year.
  3. In my opinion the report, air quality improved last year.
ดูคำตอบ

According to the report, air quality improved last year.

the pain doesn't get any better. วลี

3:19

ความเจ็บปวดไม่ได้ลดลงเลย

วลี

pain doesn't get any better: ไม่ดีขึ้นเลย

ใน pain doesn't get any better คำว่า get better หมายถึงอาการดีขึ้นหรือรุนแรงน้อยลง เมื่อใช้ pain เป็นประธาน วลีนี้หมายความว่าความเจ็บปวดไม่ลดลง โดย better ไม่ได้หมายถึงเก่งขึ้นหรือมีคุณภาพสูงขึ้น any เน้นความหมายปฏิเสธให้ชัดขึ้น doesn't get any better จึงหมายถึงไม่มีการดีขึ้นเลย แม้แต่นิดเดียว รูปแบบเดียวกันนี้ใช้พูดถึงปัญหา อาการ หรือสถานการณ์ที่ไม่ดีขึ้นได้

แบบฝึกหัด

หลังจากพักหนึ่งชั่วโมง Maya พูดว่า "The pain doesn't get any better." เธอหมายความว่าอย่างไร

  1. ความเจ็บปวดไม่ได้ดีขึ้นเลย
  2. บุคคลนั้นมีทักษะมากขึ้น
  3. ความเจ็บปวดหายไปหมดแล้ว
ดูคำตอบ

ความเจ็บปวดไม่ได้ดีขึ้นเลย

You just get tougher. ไวยากรณ์

3:21

คุณแค่มีความอึดมากขึ้นเท่านั้น

ไวยากรณ์

You just get tougher: get + คำคุณศัพท์เพื่อบอกการเปลี่ยนแปลง

Get + คำคุณศัพท์ใช้บอกการเปลี่ยนแปลงของสภาวะ Get tougher หมายถึง “แข็งแกร่งขึ้นในแง่การรับมือ” คือทนต่อความเจ็บปวด ความกดดัน หรือความยากลำบากได้มากขึ้น ในประโยคนี้ tougher หมายถึงความสามารถในการทนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นเสมอไป Just ใช้เน้นการแก้คำอธิบายให้ชัดว่า ความรู้สึกเจ็บไม่ได้เบาลง แต่ตัวคุณต่างหากที่เปลี่ยนไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีสองคำจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “รับมือกับความยากลำบากได้มากขึ้น”: After each demanding practice, you ____.

ดูคำตอบ

get tougher

In fact,

3:23

อันที่จริง

researchers have found

3:23

นักวิจัยพบว่า

that people who like to eat spicy foods

3:24

คนที่ชอบกินอาหารรสเผ็ด

don't rate the burn any less painful ไวยากรณ์

3:26

ไม่ได้ประเมินว่าความแสบร้อนนั้นเจ็บปวดน้อยกว่า

ไวยากรณ์

don't rate the burn any less painful: การประเมินความเจ็บไม่ได้ต่ำลง

ในที่นี้ rate หมายถึง “ประเมินหรือให้คะแนน” ไม่ใช่ rate ที่เป็นค่าการวัด เช่น ความเร็ว โครงสร้าง rate + กรรม + คำคุณศัพท์ใช้บอกการประเมิน โดย the burn คือสิ่งที่ถูกประเมิน และ painful อธิบายผลการประเมิน ใน don't ... any less painful คำว่า any เน้นการเปรียบเทียบเชิงปฏิเสธ หมายความว่าคะแนนความเจ็บของพวกเขาไม่ได้ต่ำกว่าคะแนนของกลุ่มเปรียบเทียบเลย พวกเขายังมองว่าความแสบร้อนนั้นเจ็บอยู่ ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รู้สึกเจ็บ

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคภาษาอังกฤษนี้: In a survey, experienced hikers don't rate the steep trail any less difficult than beginners do. ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. คะแนนความยากของพวกเขาไม่ได้ต่ำกว่าคะแนนของผู้เริ่มต้น
  2. พวกเขาให้คะแนนว่าเส้นทางยากน้อยกว่าที่ผู้เริ่มต้นให้
  3. พวกเขาไม่ได้ให้คะแนนเส้นทางนี้เลย
ดูคำตอบ

คะแนนความยากของพวกเขาไม่ได้ต่ำกว่าคะแนนของผู้เริ่มต้น

than those who don't. ไวยากรณ์

3:29

คนที่ไม่ได้ชอบกินเลย

ไวยากรณ์

than those who don't: การอ้างถึงกลุ่มและการละวลีกริยา

ในการเปรียบเทียบ those who หมายถึง “คนที่...” ในที่นี้ those who don't หมายถึงคนที่ไม่ชอบกินอาหารเผ็ด กริยาช่วย don't ใช้แทนวลีกริยา like to eat spicy foods ที่กล่าวไปแล้ว เมื่อความหมายชัดเจน ภาษาอังกฤษสามารถละวลีกริยาหลังคำกริยาช่วยได้ ดังนั้นประโยคนี้จึงสมบูรณ์เมื่ออยู่ในบริบท ไม่ได้เป็นประโยคที่พูดไม่จบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเปรียบเทียบให้สมบูรณ์ด้วย those who และกริยาช่วยที่ใช้แทน check their mirrors regularly: Drivers who check their mirrors regularly make fewer mistakes than ____.

ดูคำตอบ

those who don't

They just seem to like the pain more. ไวยากรณ์

3:30

ดูเหมือนว่าพวกเขาแค่จะชอบความเจ็บปวดมากกว่าเท่านั้นเอง

ไวยากรณ์

seem to like the pain: การอนุมานอย่างระมัดระวัง

Seem to + กริยารูปพื้นฐาน ใช้แสดงความรู้สึกที่เห็นหรือข้อสรุปจากหลักฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่แน่นอนทั้งหมด ใน seem to like the pain หลักฐานชวนให้คิดว่าพวกเขาชอบความรู้สึกเจ็บ แต่ผู้พูดยังเว้นที่ไว้สำหรับความไม่แน่ใจ วลีนี้บอกถึงท่าทีที่พวกเขาดูเหมือนมีต่อความเจ็บปวด ไม่ได้หมายความว่าพวกเขารู้สึกเจ็บน้อยกว่า รูปแบบที่ระมัดระวังนี้เหมาะเมื่อสิ่งที่สังเกตได้สนับสนุนข้อสรุป แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้

แบบฝึกหัด

หลักฐานยังมีจำกัด ประโยคใดกล่าวอย่างระมัดระวังที่สุด?

  1. The new treatment definitely eliminates headaches.
  2. The new treatment has no possible effect on headaches.
  3. The new treatment seems to reduce headaches.
ดูคำตอบ

The new treatment seems to reduce headaches.

So torment your heat receptors all you want, น้ำเสียง/เจตนา

3:33

ดังนั้น เชิญทรมานตัวรับความร้อนของคุณได้ตามใจชอบเลย

น้ำเสียง/เจตนา

torment your heat receptors all you want กับความหมายแบบทำไปเถอะ แต่... เชิงหยอก

ในประโยคนี้ torment เป็นคำที่จงใจพูดเกินจริง โดยเล่าการกินอาหารเผ็ดแบบขำ ๆ ว่าเป็นการทำให้ตัวรับความร้อนทรมาน ไม่ใช่คำสั่งตามตัวอักษรให้ทำร้ายร่างกาย รูปแบบ วลีกริยา + all you want หมายถึงทำได้มากเท่าที่ต้องการ เมื่อมีข้อสรุปที่ขัดกันตามมา รูปแบบนี้ทำหน้าที่เป็นการยอมให้แบบมีข้อแม้ คือทำไปได้เลย แต่สิ่งที่จะพูดต่อก็ยังเป็นจริงอยู่ จึงอาจฟังเหมือนหยอกหรือท้าทาย มากกว่าจะเป็นการอนุญาตอย่างเป็นมิตร

แบบฝึกหัด

ในวลี "torment your heat receptors all you want," คำว่า all you want น่าจะสื่ออะไรที่สุด?

  1. การยอมให้แบบหยอก ๆ คือทำได้ถ้าต้องการ แต่ข้อสรุปที่ตามมายังเหมือนเดิม
  2. กฎที่กำหนดว่าต้องทำสิ่งนั้นต่อไปตลอดกาล
  3. การให้กำลังใจอย่างอบอุ่นโดยไม่มีข้อแม้
ดูคำตอบ

การยอมให้แบบหยอก ๆ คือทำได้ถ้าต้องการ แต่ข้อสรุปที่ตามมายังเหมือนเดิม

but remember,

3:35

แต่จำไว้ว่า

when it comes to spicy food, ลำดับความ

3:36

เมื่อพูดถึงอาหารเผ็ด

ลำดับความ

when it comes to spicy food เพื่อกำหนดขอบเขตของหัวข้อ

when it comes to spicy food หมายถึงเกี่ยวกับอาหารเผ็ดหรือในเรื่องอาหารเผ็ด วลีนี้กำหนดขอบเขตของข้อความที่ตามมา เพื่อให้ผู้ฟังรู้ว่าข้อสรุปใช้กับหัวข้อนี้ ไม่ได้ใช้กับทุกเรื่องโดยทั่วไป รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ when it comes to + คำนาม คำสรรพนาม หรือรูป -ing ในที่นี้ วลีนี้เป็นเครื่องหมายบอกหัวข้อ ไม่ได้หมายถึงสิ่งใดกำลังมาหรือเดินทางมาถึงตามตัวอักษร

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเปิดหัวข้อที่เรียนในบทนี้: ____ online privacy, strong passwords are only the first step.

ดูคำตอบ

When it comes to

you're going to get burned. สำนวน

3:37

ยังไงคุณก็ต้องโดนแผดเผาอยู่วันยังค่ำ

สำนวน

you're going to get burned: ความเผ็ดร้อนและผลเสียเชิงเปรียบเทียบ

get burned มักมีความหมายทางกายว่าได้รับบาดเจ็บจากไฟหรือความร้อน และมีความหมายเชิงเปรียบเทียบว่าได้รับผลเสียจากความเสี่ยง ความผิดพลาด หรือการไว้ใจผิดคน ในบริบทอาหารเผ็ดนี้ burn ชวนให้นึกถึงความรู้สึกร้อนแสบและเจ็บจากความเผ็ด ไม่ได้หมายความว่าถูกลวกหรือไหม้จริงเสมอไป ขณะเดียวกันวลีทั้งหมดยังสื่อว่าต้องรับผลที่ตามมา You're going to บอกว่าผลลัพธ์นั้นมีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้น การจบประโยคด้วย burned เชื่อมกลับไปยังแนวคิดเรื่องความเผ็ดร้อนที่กล่าวซ้ำในวิดีโอ จึงปิดเรื่องด้วยความหมายสองชั้นแบบขำขัน

แบบฝึกหัด

เหตุใด burned จึงสร้างความหมายสองชั้นในประโยคต้นฉบับ

  1. บอกเพียงว่ามีบางสิ่งกำลังติดไฟจริง ๆ
  2. บอกเพียงว่าอาหารเย็นลงแล้ว
  3. ชวนให้นึกถึงทั้งความร้อนแสบเจ็บจากอาหารเผ็ดและการต้องรับผลที่ตามมา
ดูคำตอบ

ชวนให้นึกถึงทั้งความร้อนแสบเจ็บจากอาหารเผ็ดและการต้องรับผลที่ตามมา