เข้าค่ายที่โรงเรียน 🐷⛺️ @PeppaPigOfficial: บทเรียนภาษาอังกฤษ

Peppa Pig - Official Channel

ความยากในการเรียน
409 คำ 137 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: เป๊ปป้าและเพื่อนร่วมชั้นเดินทางไปเข้าค่ายของโรงเรียน ช่วยกันกางเต็นท์ เก็บกิ่งไม้สำหรับก่อกองไฟ และร้องเพลงร่วมกัน เมื่อถึงเวลานอน เด็ก ๆ กลัวเสียงประหลาด จึงเข้าไปขอความอบอุ่นใจในเต็นท์ของมาดามกาเซลล์และขอให้ร้องเพลงประจำค่ายอีกครั้ง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. can't all sit at the front. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจได้ว่าคำปฏิเสธครอบคลุมการที่เด็กทุกคนนั่งด้านหน้าพร้อมกัน หมายถึงที่นั่งไม่พอสำหรับทุกคน ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครนั่งด้านหน้าได้เลย ความแตกต่างนี้ช่วยให้ตีความขอบเขตของคำปฏิเสธเมื่อใช้ร่วมกับ all ได้อย่างถูกต้อง 2. put up our tents. — กริยาวลี: สังเกตว่า put up ในบริบทการตั้งค่ายหมายถึงกางหรือติดตั้ง ไม่ใช่การรวมความหมายตรงตัวของ put กับ up สามารถนำไปใช้พูดถึงการกางเต็นท์ การติดป้าย หรือการสร้างสิ่งติดตั้งชั่วคราวชนิดอื่นได้ 3. I think I might be scared later. — วัจนปฏิบัติในการสนทนาและท่าที: เห็นได้ว่า I think และ might ทำให้เหตุผลของเด็กฟังดูไม่แน่นอนและช่วยลดความตรงของคำขอ รูปแบบนี้ใช้บอกความรู้สึกหรือความกังวลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอย่างนุ่มนวล และช่วยขอบางสิ่งโดยไม่ให้ฟังเหมือนออกคำสั่งหรือเรียกร้องมากเกินไป

คำอธิบายในบทเรียนนี้

School camp.

0:01

เข้าค่ายโรงเรียน

Peppa and her friends are going on a school camp. วลี

0:03

เปปป้าและเพื่อนๆ กำลังจะไปเข้าค่ายโรงเรียน

วลี

going on a school camp: เข้าร่วมกิจกรรมที่มีการจัดไว้

ใน go on a school camp คำว่า go on หมายถึง “เข้าร่วม” กิจกรรมนอกสถานที่หรือประสบการณ์ที่มีการจัดไว้ school camp คือกิจกรรมตั้งแคมป์ที่โรงเรียนจัด ดังนั้น on จึงไม่ได้บอกตำแหน่งทางกายภาพ โครงสร้าง go on + กิจกรรมหรือการเดินทาง ยังพบได้ใน go on a trip, go on a picnic และ go on a tour

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึงการเข้าร่วมค่ายของโรงเรียนให้ตรงตามที่เรียน: Our class is ____ next Friday.

ดูคำตอบ

going on a school camp

Madame Gazelle, I don't feel very well. วลี

0:08

คุณครูกาเซลคะ หนูรู้สึกไม่ค่อยดีเลยค่ะ

วลี

don't feel very well: บอกว่ารู้สึกไม่สบายอย่างนุ่มนวล

Don't feel very well เป็นวิธีพูดที่ใช้กันทั่วไปและฟังนุ่มนวลเพื่อบอกว่ารู้สึกไม่สบายทางร่างกาย ใน feel well คำว่า well บอกสุขภาพหรือสภาพร่างกาย ไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เก่ง สำนวนนี้บอกเพียงความไม่สบายโดยรวม ไม่ได้ระบุอาการหรือความรุนแรง การใช้รูปปฏิเสธทำให้ฟังนุ่มนวลกว่า I'm sick ซึ่งตรงกว่า

แบบฝึกหัด

ในประโยค “I don't feel very well,” ผู้พูดน่าจะต้องการบอกอะไร

  1. ผู้พูดรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ
  2. ผู้พูดรู้สึกไม่สบายทางร่างกาย
  3. ผู้พูดทำงานอย่างหนึ่งได้ไม่ดี
ดูคำตอบ

ผู้พูดรู้สึกไม่สบายทางร่างกาย

The bus is very bumpy.

0:11

รถบัสมันโคลงเคลงมากเลย

Oh dear,

0:14

ตายจริง

Pedro Pony is feeling a bit travel sick. การใช้คำ

0:14

เปโดร โพนี่ รู้สึกเมารถนิดหน่อย

การใช้คำ

travel sick: อาการไม่สบายจากการเคลื่อนไหวระหว่างเดินทาง

travel sick หมายถึงรู้สึกคลื่นไส้ เวียนหัว หรือไม่สบายเพราะยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่สั่นไหวหรือเลี้ยวไปมา ใช้กล่าวรวม ๆ ถึงอาการเมารถ เมาเรือ หรือเมาเครื่องบินได้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ป่วยระหว่างเดินทาง ในประโยคนี้ travel sick เป็นวลีคุณศัพท์ที่ตามหลัง feeling ส่วน a bit ช่วยลดระดับให้หมายถึงมีอาการเพียงเล็กน้อย วลีนี้ยังตามหลัง be, feel หรือ get ได้ด้วย เช่น be travel sick, feel travel sick, get travel sick

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ travel sick ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Maya caught travel sick from another passenger.
  2. Maya's suitcase became travel sick.
  3. The winding coach ride made Maya feel travel sick.
ดูคำตอบ

The winding coach ride made Maya feel travel sick.

Poor Pedro.

0:17

โถ่ เปโดร

Come and sit in the front with me. น้ำเสียง/เจตนา

0:18

มานั่งข้างหน้ากับครูสิจ๊ะ

น้ำเสียง/เจตนา

Come and sit: คำแนะนำที่อ่อนโยนและเชื่อมสองการกระทำ

Come and sit เชื่อมคำสั่งสองคำด้วย and คือให้เข้ามาหาผู้พูดก่อน แล้วจึงนั่งลง ทั้งสองการกระทำรวมกันเป็นคำชวนหรือคำแนะนำเดียวที่ต่อเนื่องกัน มีความหมายใกล้เคียงกับให้เข้ามาแล้วนั่งลง ไม่ใช่งานสองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกัน รูปไวยากรณ์นี้เป็นคำพูดตรง ๆ แต่บริบททำให้ฟังดูอบอุ่นและใส่ใจได้ ในประโยคนี้ with me และการเสนอให้นั่งด้านหน้าทำให้คำแนะนำฟังดูช่วยให้สบายใจ

แบบฝึกหัด

ครูชี้ไปที่เก้าอี้ว่างข้างตัวเธอ เติมคำชวนโดยใช้ Come and + คำกริยา: ____ next to me.

ดูคำตอบ

Come and sit

There.

0:23

เอาล่ะ

Is that better? น้ำเสียง/เจตนา

0:23

ดีขึ้นไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

Is that better? เพื่อเช็กผลหลังปรับบางอย่าง

ใช้ Is that better? หลังจากเปลี่ยนหรือปรับบางอย่างให้ผู้อื่น เมื่อต้องการรู้ว่าสถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ Better เป็นการเปรียบเทียบสภาพตอนนี้กับสภาพก่อนปรับ ในที่นี้ that หมายถึงสิ่งที่เพิ่งปรับหรือผลจากการปรับ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงวัตถุที่อยู่ไกล คำถามนี้เป็นการถามติดตามผลที่สั้นและแสดงความใส่ใจ เหมาะกับสถานการณ์การดูแล การซ่อมแซม และการบริการ

แบบฝึกหัด

คุณลดเสียงเพลงลงเพราะดังเกินไป คำถามใดเป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับตรวจสอบว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยได้หรือไม่

  1. Was it expensive?
  2. Is that yours?
  3. Is that better?
ดูคำตอบ

Is that better?

A little bit. วลี

0:25

นิดหน่อยครับ

วลี

A little bit: คำตอบสั้น ๆ ที่บอกระดับ

A little bit หมายถึง “ในระดับเล็กน้อย” เมื่อใช้ตอบคำถามเพียงลำพัง ความหมายส่วนที่เหลือจะเข้าใจได้จากคำถาม เมื่อใช้ A little bit. ตอบ Is that better? จะมีความหมายเต็มว่า It is a little bit better. คือดีขึ้น แต่เพียงเล็กน้อย คำตอบสั้นแบบนี้เป็นธรรมชาติเมื่อรู้ชัดอยู่แล้วว่ากำลังพูดถึงสภาพใด

แบบฝึกหัด

มีคนถามว่า “Are you less tired now?” คำตอบใดหมายความว่าเหนื่อยน้อยลง แต่เพียงเล็กน้อย

  1. Much less.
  2. Not at all.
  3. A little bit.
ดูคำตอบ

A little bit.

Madame Gazelle.

0:26

คุณครูกาเซลคะ

Oh, do you feel sick too, Zoe?

0:27

อ้าว หนูรู้สึกคลื่นไส้เหมือนกันเหรอจ๊ะ โซอี้?

I might feel sick later. ไวยากรณ์

0:30

หนูอาจจะรู้สึกคลื่นไส้ทีหลังค่ะ

ไวยากรณ์

might feel sick later: การคาดการณ์ที่ยังไม่แน่นอน

ใน might feel sick later โครงสร้าง might + กริยารูปพื้นฐาน feel แสดงว่าการรู้สึกไม่สบายเป็นเพียงความเป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องที่แน่นอน ส่วน later บอกว่าเหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นหลังจากตอนนี้ ใช้ might + กริยารูปพื้นฐานเพื่อคาดการณ์อย่างไม่ฟันธง เมื่อไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้นหรือไม่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดถ่ายทอดความหมายของ “I might feel sick later.” ได้ถูกต้องที่สุด

  1. I felt sick earlier.
  2. It is possible that I will feel sick later.
  3. I will definitely feel sick later.
ดูคำตอบ

It is possible that I will feel sick later.

Can I sit at the front just in case? วลี

0:32

หนูขอนั่งข้างหน้าเผื่อไว้ก่อนได้ไหมคะ?

วลี

just in case: ลงมือทำไว้ก่อนเพื่อป้องกัน

just in case หมายถึง “ทำไว้ก่อนเพื่อป้องกันสิ่งที่อาจเกิดขึ้น” หรือ “เผื่อไว้” ในประโยคนี้ ผู้พูดอยากนั่งด้านหน้าก่อนที่จะรู้สึกไม่สบาย เมื่อบริบทบอกชัดอยู่แล้วว่าปัญหาที่อาจเกิดขึ้นคืออะไร สามารถวาง just in case ไว้ท้ายประโยคได้เลย หากต้องการระบุสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ให้ใช้ in case + อนุประโยค: Take an umbrella in case it rains.

แบบฝึกหัด

คุณกำลังเตรียมตัวไปเดินป่าและนำน้ำเพิ่มไปตอนนี้ เพราะอาจต้องใช้ในภายหลัง ประโยคใดสื่อความหมายนี้

  1. I packed extra water because I was already thirsty.
  2. I'll pack some extra water only if I get thirsty.
  3. I'll pack some extra water, just in case.
ดูคำตอบ

I'll pack some extra water, just in case.

Can I sit at the front too?

0:35

ผมขอนั่งข้างหน้าด้วยได้ไหมครับ?

And me!

0:38

หนูด้วย!

Ha ha.

0:39

ฮ่าๆ

I'm sorry, children.

0:40

ขอโทษนะจ๊ะเด็กๆ

You can't all sit at the front. ไวยากรณ์

0:41

พวกหนูจะมานั่งข้างหน้ากันหมดไม่ได้หรอกนะ

ไวยากรณ์

can't all sit: ไม่ใช่ทุกคนที่จะนั่งได้

ใน can't all sit คำปฏิเสธ can't ครอบคลุม all หมายความว่าสถานการณ์ที่ทุกคนนั่งข้างหน้าพร้อมกันนั้นเป็นไปไม่ได้หรือไม่ได้รับอนุญาต ไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนถูกห้ามไม่ให้นั่งตรงนั้น รูปแบบ can't all + คำกริยา ซึ่งนำไปใช้กับสถานการณ์อื่นได้ หมายถึงทุกคนไม่สามารถทำสิ่งหนึ่งพร้อมกันได้ ทั้งนี้ บางคนอาจยังทำสิ่งนั้นได้ตามบริบท

แบบฝึกหัด

You can't all sit at the front ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร

  1. บางคนนั่งข้างหน้าได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน
  2. ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้นั่งข้างหน้า
  3. ทุกคนต้องนั่งข้างหน้า
ดูคำตอบ

บางคนนั่งข้างหน้าได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน

Oh.

0:44

ว้า

Never mind. น้ำเสียง/เจตนา

0:45

ไม่เป็นไรนะ

น้ำเสียง/เจตนา

Never mind: เลิกใส่ใจกับปัญหาเล็กน้อยหรือคำขอ

Never mind เป็นสำนวนสนทนาที่สมบูรณ์ในตัว ใช้เพื่อเลิกพูดถึงปัญหาเล็กน้อย คำขอ คำถาม หรือความผิดหวัง ในที่นี้ ผู้พูดยอมรับว่าไม่สามารถได้สิ่งที่ต้องการและไม่พยายามต่อ ความหมายอาจเป็น ช่างมัน ไม่ต้องกังวล หรือไม่จำเป็นแล้ว ขึ้นอยู่กับบริบท หน้าที่ร่วมกันของความหมายเหล่านี้คือบอกผู้ฟังว่าไม่ต้องใส่ใจหรือจัดการเรื่องก่อนหน้านี้ต่อ

แบบฝึกหัด

คุณขอปากกาจากเพื่อน แต่จากนั้นก็พบปากกาในกระเป๋าของตัวเอง ควรพูดว่าอะไรจึงจะเป็นธรรมชาติที่สุด

  1. Please keep looking; I still need a pen.
  2. Never mind. I found one in my bag.
  3. This is a serious problem that must be reported.
ดูคำตอบ

Never mind. I found one in my bag.

We're at the campsite now.

0:46

พวกเราถึงจุดตั้งแคมป์แล้วจ้ะ

Hooray!

0:48

ไชโย!

Happy camping, everyone.

0:52

ขอให้สนุกกับการตั้งแคมป์นะทุกคน

Bye-bye.

0:54

บ๊ายบาย

Oh.

0:56

โอ้

This is our campsite.

0:57

นี่คือจุดตั้งแคมป์ของเรา

Breathe in the wonderful fresh air, children. กริยาวลี

0:59

สูดอากาศบริสุทธิ์ที่แสนวิเศษเข้าไปนะจ๊ะเด็กๆ

กริยาวลี

Breathe in: การบอกทิศทางให้อากาศเข้าสู่ร่างกาย

Breathe in หมายถึงหายใจเข้า คือให้อากาศเข้าสู่ปอด ตรงนี้ in เป็นคำที่บอกทิศทางเข้าสู่ด้านใน ไม่ใช่คำบุพบทที่บอกสถานที่ วลีนี้ใช้เดี่ยว ๆ เป็นคำสั่งได้ หรือจะตามด้วยสิ่งที่สูดเข้าไปก็ได้ เช่น breathe in fresh air ส่วนทิศทางตรงข้ามใช้ breathe out

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งเกี่ยวกับการหายใจด้วยวลีเป้าหมายที่แปลว่า “หายใจเข้า” ให้ตรงที่สุด: ____ slowly through your nose.

ดูคำตอบ

Breathe in

Ah.

1:05

อ่า

Excellent breathing.

1:10

หายใจได้เยี่ยมมาก

Now, let's put up our tents. กริยาวลี

1:12

เอาล่ะ มาางเต็นท์ของเรากันเถอะ

กริยาวลี

put up our tents: กางเต็นท์

ใน put up our tents คำว่า put up หมายถึงกาง ตั้ง หรือประกอบเต็นท์ให้พร้อมใช้งาน เป็นกริยาวลีที่ไม่สามารถหาความหมายรวมได้ด้วยการแปล put ว่า “วาง” และ up ว่า “สูงขึ้น” แยกกัน ถ้ากรรมเป็นคำนาม สามารถพูดได้ทั้ง put up our tents และ put our tents up แต่ถ้ากรรมเป็นคำสรรพนาม ต้องวางไว้ตรงกลางเป็น put them up ไม่ใช่ put up them

แบบฝึกหัด

เติมประโยคเกี่ยวกับการตั้งแคมป์ด้วยกริยาวลีเป้าหมายที่แปลว่า “ตั้ง” ให้ตรงที่สุด: We need to ____ our tents before dark.

ดูคำตอบ

put up

Peppa and her friends are putting up their tents.

1:16

เปปป้าและเพื่อนๆ กำลังกางเต็นท์ของพวกเขา

Children,

1:22

เด็กๆ จ๊ะ

you must each find a partner to share your tent. โน้ต

1:23

พวกหนูแต่ละคนต้องหาคู่หูเพื่อแชร์เต็นท์กันนะ

ไวยากรณ์

must each find a partner: ข้อกำหนดสำหรับทุกคนเป็นรายบุคคล

must แสดงข้อกำหนด ส่วน each ทำให้ข้อกำหนดนั้นใช้กับสมาชิกทุกคนในกลุ่มเป็นรายบุคคล ในที่นี้ทุกคนจึงต้องหาคู่ของตนเอง ในโครงสร้าง ประธาน + กริยาช่วย + each + กริยารูปพื้นฐาน each จะอยู่หลัง must และอยู่หน้า find: you must each find ไม่ได้หมายความว่าทั้งกลุ่มต้องช่วยกันหาคู่คนเดียวร่วมกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดระบุชัดเจนว่าทุกคนต้องเซ็นชื่อของตนเองเป็นรายบุคคล?

  1. You must each sign your own name.
  2. One person must sign for the whole group.
  3. You must choose one person to sign for the group.
ดูคำตอบ

You must each sign your own name.

วลี

share your tent: ใช้เต็นท์หลังเดียวกันร่วมกับผู้อื่น

share your tent หมายถึงการใช้เต็นท์หลังเดียวกันร่วมกับอีกคนหนึ่ง ในที่นี้ share ไม่ได้หมายถึงการตัดเต็นท์แบ่งเป็นส่วน ๆ หรือยกส่วนหนึ่งให้คนอื่น โครงสร้างทั่วไปคือ share + สิ่งของหรือพื้นที่ หากต้องการระบุคนที่ใช้ร่วมกัน ให้ใช้ share + สิ่งของหรือพื้นที่ + with + คน เช่น share a room with a friend

แบบฝึกหัด

“Mia will share her tent with Ava.” หมายความว่าอย่างไร?

  1. Mia และ Ava จะใช้เต็นท์หลังเดียวกัน
  2. Mia จะยกเต็นท์ให้ Ava อย่างถาวร
  3. Mia จะตัดเต็นท์ออกเป็นสองส่วน
ดูคำตอบ

Mia และ Ava จะใช้เต็นท์หลังเดียวกัน

Suzy, shall we share a tent? น้ำเสียง/เจตนา

1:27

ซูซี่ เรามาแชร์เต็นท์กันไหม?

น้ำเสียง/เจตนา

Shall we share a tent?:การเสนอให้ทำบางอย่างร่วมกัน

Shall we + กริยารูปพื้นฐาน? ใช้เสนอการกระทำที่ผู้พูดกับผู้ฟังหรือคนในกลุ่มจะทำร่วมกัน ในที่นี้ share หมายถึงใช้เต็นท์หลังเดียวกัน และคำถามนี้เป็นการชวนให้ซูซี่เห็นด้วยกับแผนร่วมกันนั้น shall ในความหมายนี้ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจร่วมกัน ไม่ได้แสดงคำสั่ง กฎ หรือข้อผูกมัดทางกฎหมาย

แบบฝึกหัด

เพื่อนสองคนต้องการตัดสินใจร่วมกันว่าจะเดินกลับบ้านหรือไม่ ประโยคใดเป็นข้อเสนอร่วมกันที่เป็นธรรมชาติ

  1. Shall we walk home?
  2. Shall you walk home?
  3. You shall walk home.
ดูคำตอบ

Shall we walk home?

I said I'd share with Zoe. ไวยากรณ์

1:30

ฉันบอกว่าฉันจะแชร์กับโซอี้น่ะ

ไวยากรณ์

I'd ใน "I said I'd share with Zoe." หมายถึง I would

I said I'd share with Zoe. เป็นการเล่าถึงแผนหรือคำสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ said วางมุมมองไว้ในอดีต ส่วน would ชี้ไปยังสิ่งที่เกิดหลังจากจุดนั้น กล่าวคือ การใช้เต็นท์ร่วมกับโซอี้เป็นแผนที่จะทำในภายหลัง รูปเต็มในที่นี้คือ I said I would share with Zoe. มุมมองจากอดีตแบบนี้พบได้บ่อยเมื่อเล่าว่าก่อนหน้านี้ใครพูดไว้ว่าจะทำอะไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดขยาย I'd ใน "I said I'd share with Zoe." ได้ถูกต้อง

  1. I said I would share with Zoe.
  2. I said I did share with Zoe.
  3. I said I had shared with Zoe.
ดูคำตอบ

I said I would share with Zoe.

Oh.

1:33

อ้าว

Sorry, Suzy.

1:34

ขอโทษนะซูซี่

I said I'd share with Rebecca.

1:35

ฉันบอกว่าฉันจะแชร์กับรีเบคก้าน่ะ

Rebecca, you said you'd share with me.

1:38

รีเบคก้า เธอบอกว่าจะแชร์กับฉันนี่นา

Oh yes.

1:41

อ้อ ใช่

Emily, who are you going to share a tent with? ไวยากรณ์

1:43

เอมิลี่ เธอจะแชร์เต็นท์กับใครจ๊ะ?

ไวยากรณ์

Who ... share a tent with?: การคง with ไว้ท้ายคำถาม

Who ใช้ถามถึงบุคคลที่อยู่หลัง with ในรูปแบบ share a tent with someone เมื่อเปลี่ยนบุคคลนั้นเป็นคำถาม who คำว่า who จะย้ายไปต้นประโยค ส่วน with ยังคงอยู่ท้ายประโยค โครงสร้างนี้เรียกว่าการคงคำบุพบทไว้ท้ายประโยค และเป็นรูปแบบที่ปกติและเป็นธรรมชาติในภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ต้องคง with ไว้เพราะคำนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เต็นท์ร่วมกันกับอีกคนหนึ่ง

แบบฝึกหัด

เติมคำถามที่ใช้ถามถึงคนที่จะทำงานด้วยให้สมบูรณ์: Who are you going to work ____?

ดูคำตอบ

with

Um, Zoe.

1:46

เอ่อ โซอี้ค่ะ

Okay.

1:48

โอเค

Good.

1:49

ดีเลย

Now you can share with me.

1:50

ตอนนี้เธอมาแชร์กับฉันได้แล้ว

Okay.

1:52

โอเค

Now, I need sticks to make a campfire. ไวยากรณ์

1:56

เอาล่ะ ครูต้องการกิ่งไม้เพื่อมาก่อกองไฟ

ไวยากรณ์

to make a campfire: บอกจุดประสงค์ด้วย to + กริยา

To make a campfire บอกจุดประสงค์ของกิ่งไม้เหล่านั้น กล่าวคือ ผู้พูดต้องการกิ่งไม้เพื่อก่อกองไฟ ในที่นี้ to ใช้ขึ้นต้นโครงสร้างกริยารูปไม่ผันที่บอกจุดประสงค์ ไม่ได้แสดงการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่หนึ่ง ใช้รูปแบบ need + สิ่งของ + to + กริยารูปพื้นฐาน เพื่อบอกว่าต้องการสิ่งของนั้นไปทำอะไร เช่น I need a pen to write the note.

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างบอกจุดประสงค์โดยใช้ open: I need a key ____ the door.

ดูคำตอบ

to open

We'll get sticks.

2:00

พวกเราจะไปหากิ่งไม้ครับ

But me and Pedro want to get sticks. การใช้คำ

2:02

แต่ผมกับเปโดรอยากไปหากิ่งไม้นี่นา

การใช้คำ

me and Pedro want เทียบกับ Pedro and I want: ประธานแบบไม่เป็นทางการและแบบมาตรฐาน

ใน me and Pedro want วลี me and Pedro ทั้งหมดทำหน้าที่เป็นประธานของ want แม้ปกติ me จะเป็นคำสรรพนามรูปกรรม แต่ผู้พูด โดยเฉพาะเด็กหรือผู้ที่กำลังสนทนาแบบเป็นกันเองและไม่ได้เตรียมคำพูด อาจใช้ me and X เป็นประธานร่วมได้ ในที่นี้หมายความว่าทั้งผู้พูดและเปโดรต่างก็อยากทำบางอย่าง ในภาษาอังกฤษมาตรฐานให้ใช้ Pedro and I want โดย I เป็นรูปประธาน และตามแบบแผนมักกล่าวชื่ออีกฝ่ายก่อน ลองตัด Pedro ออกเพื่อตรวจสอบได้: I want เป็นรูปมาตรฐาน แต่ me want ไม่ใช่

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูปประธานมาตรฐานที่เหมาะกับงานเขียนของโรงเรียน

  1. Me and Pedro want to collect sticks.
  2. Pedro and I want to collect sticks.
  3. Pedro and me wants to collect sticks.
ดูคำตอบ

Pedro and I want to collect sticks.

Ha ha.

2:04

ฮ่าๆ

You can all collect sticks.

2:05

พวกหนูทุกคนไปเก็บกิ่งไม้ได้จ้ะ

Peppa and her friends collect sticks for the campfire. วลี

2:09

เปปป้าและเพื่อนๆ ไปเก็บกิ่งไม้สำหรับกองไฟ

วลี

collect sticks for the campfire: การรวบรวมวัสดุเพื่อจุดประสงค์หนึ่ง

Collect sticks หมายถึงการค้นหาหรือเก็บกิ่งไม้หลายกิ่งแล้วนำมารวมกัน ในบริบทกลางแจ้งนี้ collect หมายถึงการรวบรวมเพื่อนำไปใช้จริง ไม่ใช่การสะสมสิ่งของเป็นงานอดิเรก for the campfire บอกจุดประสงค์ว่าเก็บกิ่งไม้ไว้สำหรับก่อกองไฟหรือเติมเชื้อเพลิงให้กองไฟ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ collect + สิ่งของ + for + จุดประสงค์ ซึ่งเชื่อมวัสดุกับสิ่งที่จะนำไปใช้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้รูปอดีตของ collect และ for ที่ใช้บอกจุดประสงค์: We ____ empty bottles ____ the art project.

ดูคำตอบ

collected · for

Wonderful.

2:15

วิเศษมาก

It is night time.

2:19

ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว

Peppa and her friends are sitting around the campfire. วลี

2:20

เปปป้าและเพื่อนๆ กำลังนั่งล้อมรอบกองไฟ

วลี

sitting around the campfire: around ที่บอกตำแหน่งรอบจุดศูนย์กลาง

ใน sitting around the campfire คำว่า around ทำให้กองไฟเป็นจุดศูนย์กลาง และบอกว่าผู้คนนั่งอยู่ตามด้านต่าง ๆ รอบกองไฟ วลีนี้หมายถึงทุกคนนั่งด้วยกันโดยล้อมกองไฟไว้ ในที่นี้ around บอกตำแหน่ง ไม่ได้หมายถึงจำนวนหรือเวลาคร่าว ๆ โครงสร้าง sit around + สิ่งที่เป็นจุดศูนย์กลางยังใช้บรรยายคนที่นั่งล้อมโต๊ะหรือจุดศูนย์กลางร่วมอื่น ๆ ได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ around เพื่อแสดงว่าโต๊ะอยู่ตรงกลางกลุ่ม?

  1. The family bought around ten plates.
  2. The family sat around the table.
  3. The family arrived around noon.
ดูคำตอบ

The family sat around the table.

Children, let's all sing a song. น้ำเสียง/เจตนา

2:23

เด็กๆ จ๊ะ เรามาร้องเพลงกันเถอะ

น้ำเสียง/เจตนา

let's all sing a song: ชวนทุกคนให้เข้าร่วม

โครงสร้าง let's all + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้เสนอหรือจัดให้ทั้งกลุ่มทำสิ่งหนึ่งร่วมกัน โดยรวมผู้พูดด้วย ใน let's all sing คำว่า all เน้นว่าทุกคนที่ผู้พูดกำลังชวนควรเข้าร่วม all หมายถึงคนที่เข้าร่วม ไม่ใช่จำนวนเพลง หลัง let's all ใช้คำกริยารูปพื้นฐาน เช่น Let's all sing; Let's all help.

แบบฝึกหัด

เติมหนึ่งคำเพื่อเน้นว่าทุกคนควรเข้าร่วม: Let's ____ put our books away.

ดูคำตอบ

all

Yes.

2:26

ค่ะ/ครับ

The Bing Bong song, please. น้ำเสียง/เจตนา

2:27

ขอเพลงบิงบองค่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

The Bing Bong song, please — รูปแบบคำขอ สิ่งที่ต้องการ + please

เมื่อรู้อยู่แล้วว่าต้องการให้อีกฝ่ายทำอะไร การพูดชื่อสิ่งที่ต้องการแล้วตามด้วย please ก็ทำหน้าที่เป็นคำขอที่สมบูรณ์ได้ ในที่นี้ The Bing Bong song ระบุเพลงที่เลือก และ please แสดงว่าเด็ก ๆ กำลังขอให้คุณครูร้องเพลงนั้น นี่เป็นคำขอแบบละคำบางส่วน โดยละคำอย่าง Please sing หรือ Can we have เพราะเข้าใจได้จากสถานการณ์ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ สิ่งที่ต้องการ + please

แบบฝึกหัด

ผู้ให้บริการถามว่าคุณต้องการดื่มอะไร คำตอบใดเป็นคำขอสั้น ๆ ที่เป็นธรรมชาติ?

  1. A lemonade, please.
  2. Please a lemonade is.
  3. A lemonade is please.
ดูคำตอบ

A lemonade, please.

Oh, I'm not sure. น้ำเสียง/เจตนา

2:29

โอ้ ครูไม่แน่ใจนะ

น้ำเสียง/เจตนา

I'm not sure — ความลังเลอย่างนุ่มนวลแทนการพูด no ตรง ๆ

เมื่อตอบคำขอหรือคำเชิญ I'm not sure ไม่ได้มีหน้าที่เพียงบอกว่าไม่แน่ใจเท่านั้น ในประโยคนี้ ผู้พูดใช้เพื่อแสดงความลังเลโดยไม่พูด no ตรง ๆ วลีนี้ช่วยเปิดคำตอบไว้ก่อน ให้เวลาผู้พูดคิด หรือบอกเป็นนัยอย่างนุ่มนวลว่าไม่ค่อยอยากทำ ต้องดูบริบทและคำตอบถัดไปว่าผู้พูดเพียงลังเลชั่วคราวหรือกำลังปฏิเสธแบบอ้อม ๆ

แบบฝึกหัด

เพื่อนถามว่า “Would you like to sing first?” คุณต้องการแสดงความลังเลอย่างนุ่มนวลโดยไม่พูด no ตรง ๆ คำตอบใดเหมาะที่สุด?

  1. Yes, definitely.
  2. No, thank you.
  3. I'm not sure.
ดูคำตอบ

I'm not sure.

Please, Madame Gazelle, sing the Bing Bong song.

2:31

ได้โปรดเถอะค่ะ คุณครูกาเซล ร้องเพลงบิงบองเถอะค่ะ

All right. น้ำเสียง/เจตนา

2:35

ก็ได้จ้ะ

น้ำเสียง/เจตนา

All right: การตอบรับคำขอ

ในคำตอบนี้ All right หมายถึง “ตกลง ฉันยอมทำ” เป็นการตอบรับคำขอที่พูดมาก่อนหน้า และอาจสื่อว่าผู้พูดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตกลง ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง “ถูกต้องทั้งหมด” ความหมายขึ้นอยู่กับว่ากำลังตอบอะไรอยู่ เมื่อใช้หลังคำขอ All right มักแสดงการยอมรับคำขอนั้น

แบบฝึกหัด

เพื่อนถามว่า “Could you help me carry this?” แล้วคุณตอบว่า “All right.” คุณหมายความว่าอย่างไร?

  1. ฉันตกลงจะช่วย
  2. ฉันต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
  3. คำพูดของคุณถูกต้องทั้งหมด
ดูคำตอบ

ฉันตกลงจะช่วย

We're playing a tune and we're singing a song วลี

2:38

พวกเราเล่นดนตรีและร้องเพลงกัน

วลี

play a tune ... sing a song: คำที่ใช้คู่กันอย่างเป็นธรรมชาติในเรื่องดนตรี

ภาษาอังกฤษใช้คำกริยาต่างกันสำหรับกิจกรรมทางดนตรีแต่ละแบบ Play a tune หมายถึงบรรเลงทำนอง ซึ่งมักใช้เครื่องดนตรี ส่วน sing a song หมายถึงร้องเพลงด้วยเสียง play ในที่นี้หมายถึง “บรรเลง” ไม่ใช่ “เล่นสนุกกับ” การจำคำกริยาและคำนามเป็นคู่จะช่วยให้เลือกสำนวนที่เป็นธรรมชาติได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

ใช้คำกริยา sing และ play อย่างละหนึ่งครั้ง: Nora used her voice to ____ a song, while Leo used the violin to ____ a tune.

ดูคำตอบ

sing · play

with a bing and a bong and a bing.

2:42

พร้อมกับบิงและบองและบิง

Bong bing boo.

2:46

บอง บิง บู

Bing bong bing.

2:48

บิง บอง บิง

Bing bong bingly bungly boo.

2:50

บิง บอง บิงลี่ บังลี่ บู

Bong bing boo.

2:53

บอง บิง บู

Bing bong bing.

2:55

บิง บอง บิง

Bing bong bingly bungly boo.

2:57

บิง บอง บิงลี่ บังลี่ บู

Ha ha.

3:02

ฮ่าๆ

Now, children, time for bed. วลี

3:03

เอาล่ะเด็กๆ ได้เวลานอนแล้ว

วลี

time for bed: การประกาศกิจกรรมถัดไป

time for bed หมายถึงถึงเวลาเข้านอนและนอนหลับแล้ว ในรูปแบบ time for + คำนาม คำนามจะบอกกิจกรรมหรือเหตุการณ์ถัดไป ในที่นี้ bed หมายถึงเวลาเข้านอน ไม่ได้หมายถึงเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นจุดประสงค์ของคำว่า for รูปแบบนี้ใช้ประกาศการเปลี่ยนกิจกรรมได้ เช่น Time for lunch. Time for class. ในภาษาพูดทั่วไป Time for ... เป็นรูปย่อของ It's time for ....

แบบฝึกหัด

เติมคำประกาศสั้น ๆ ด้วยรูปแบบสองคำจากบทเรียนนี้: ____ lunch, everyone.

ดูคำตอบ

Time for

Good night, children.

3:08

ราตรีสวัสดิ์จ้ะเด็กๆ

Good night, Madame Gazelle.

3:10

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ/ครับ คุณครูกาเซล

Peppa and Suzy are in their sleeping bags. การใช้คำ

3:13

เปปป้าและซูซี่อยู่ในถุงนอนของพวกเขา

การใช้คำ

sleeping bags: คำนามประสมสำหรับถุงนอนตั้งแคมป์

sleeping bag คือถุงที่อุ่นและมีวัสดุบุนุ่ม ใช้สำหรับนอน โดยเฉพาะเวลาไปตั้งแคมป์ คำสองคำนี้รวมกันเป็นคำนามประสม โดย sleeping บอกจุดประสงค์การใช้งานของถุง ไม่ได้บอกว่าถุงกำลังทำกริยา “นอนหลับ” รูปพหูพจน์แสดงที่คำนามหลัก bag: one sleeping bag, two sleeping bags.

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้คำนามประสมที่หมายถึงถุงนอนสำหรับตั้งแคมป์สองถุงได้ถูกต้อง?

  1. We packed two sleeping bags for the trip.
  2. We packed two sleep bags for the trip.
  3. We packed two bags sleeping for the trip.
ดูคำตอบ

We packed two sleeping bags for the trip.

I've got a torch. โน้ต

3:17

ฉันมีไฟฉายด้วยล่ะ

วลี

I've got: การบอกว่ามีสิ่งใดอยู่ในปัจจุบัน

I've got + คำนาม หมายถึง “ฉันมี...” ใช้บอกว่าตอนนี้ผู้พูดมีสิ่งนั้นอยู่ I've เป็นรูปย่อของ I have และ have got ทำหน้าที่ร่วมกันเป็นโครงสร้างแสดงการครอบครอง ในประโยคนี้ got ไม่ได้กล่าวถึงการได้รับหรือได้ไฟฉายมาในอดีต การใช้เพื่อแสดงการครอบครองแบบนี้พบได้บ่อยเป็นพิเศษในภาษาอังกฤษแบบบริติชที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วน I have ให้ความหมายพื้นฐานเดียวกัน

แบบฝึกหัด

ฟังประโยคภาษาอังกฤษแบบเต็มแล้วเลือกประโยคที่ได้ยิน โดยสังเกตว่ามีเสียง /v/ หลัง I หรือไม่

  1. I've got a red backpack.
  2. I got a red backpack.
ดูคำตอบ

I've got a red backpack.

การใช้คำ

torch: คำภาษาอังกฤษแบบบริติชที่หมายถึง “ไฟฉาย”

ในภาษาอังกฤษแบบบริติช a torch คืออุปกรณ์ให้แสงสว่างไฟฟ้าขนาดเล็กแบบพกพาที่ถือด้วยมือ หรือก็คือไฟฉาย ในประโยคนี้หมายถึงสิ่งที่ภาษาอังกฤษแบบอเมริกันมักเรียกว่า a flashlight torch ยังหมายถึงคบเพลิงที่กำลังลุกไหม้หรือเปลวไฟในพิธีได้ด้วย แต่สิ่งของและบริบทเรื่องการให้แสงสว่างในที่นี้ทำให้ต้องเข้าใจว่าเป็นไฟฉาย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ torch ในความหมายทั่วไปว่า “ไฟฉาย” ตามภาษาอังกฤษแบบบริติช

  1. The athlete carried the Olympic torch into the stadium.
  2. She used a kitchen torch to brown the sugar.
  3. Take a torch so we can see along the dark path.
ดูคำตอบ

Take a torch so we can see along the dark path.

Me too. วลี

3:19

ฉันก็มี

วลี

Me too: คำตอบสั้น ๆ ต่อข้อความบอกเล่าเชิงบวก

Me too เป็นคำตอบสั้น ๆ ที่บอกว่าเรื่องในประโยคบอกเล่าเชิงบวกก่อนหน้านั้นเป็นจริงกับผู้พูดด้วย ในที่นี้ใช้แทนความหมายเต็มอย่าง I have one too โดยละการกระทำหรือสภาพที่เหมือนกันไว้ เพราะเข้าใจได้จากบริบทแล้ว ในคำตอบสนทนาแบบตายตัวนี้ ภาษาอังกฤษใช้ me ไม่ใช่ I แต่ถ้าพูดเป็นประโยคเต็มจะใช้ I เช่น I have one too

แบบฝึกหัด

เพื่อนพูดว่า “I really enjoyed the concert.” และคุณก็ชอบคอนเสิร์ตนั้นมากเช่นกัน เลือกคำตอบสั้น ๆ ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

  1. I too.
  2. Me too.
  3. Me neither.
ดูคำตอบ

Me too.

Attention, children.

3:25

ฟังทางนี้จ้ะเด็กๆ

No more giggling, please. น้ำเสียง/เจตนา

3:27

ห้ามหัวเราะคิกคักกันแล้วนะจ๊ะ

น้ำเสียง/เจตนา

No more giggling, please: การสั่งให้หยุดกิจกรรมที่กำลังดำเนินอยู่

โครงสร้าง No more + รูป -ing ใช้บอกให้อีกฝ่ายหยุดกิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้นหรือเกิดซ้ำ No more giggling หมายถึงต้องหยุดหัวเราะคิกคักเดี๋ยวนี้ โดย more เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบที่สื่อว่าไม่ให้ทำต่อแล้ว ไม่ใช่การเปรียบเทียบ please ช่วยให้ถ้อยคำอ่อนลง แต่ประโยคนี้ยังคงเป็นการกำหนดขอบเขตอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงคำแนะนำ

แบบฝึกหัด

เด็ก ๆ ยังคงวิ่งอยู่ในห้องสมุด เติมคำสั่งให้สมบูรณ์ด้วยรูป -ing ของ run: No more ____ in the library, please.

ดูคำตอบ

running

What was that funny noise? การใช้คำ

3:36

นั่นเสียงตลกๆ อะไรน่ะ?

การใช้คำ

funny noise: funny ในความหมายว่า “แปลกหรือผิดปกติ”

ในที่นี้ funny หมายถึง “แปลก ผิดปกติ หรืออธิบายได้ยาก” ไม่ได้หมายถึง “ตลก” a funny noise คือเสียงที่ฟังดูไม่ปกติและทำให้ผู้พูดสงสัยว่าเกิดจากอะไร คำนามที่ตามหลังและสถานการณ์ช่วยบอกความหมาย เมื่อ funny ขยาย noise, smell, feeling หรือ taste มักหมายถึงบางอย่างที่แปลกหรืออาจมีสิ่งผิดปกติ แต่เมื่อขยาย joke หรือ story มักหมายถึง “ตลก”

แบบฝึกหัด

ใน “What was that funny noise?” คำว่า funny น่าจะหมายถึงอะไรที่สุด?

  1. แปลกหรือผิดปกติ
  2. ทำขึ้นเพื่อให้คนหัวเราะ
  3. ได้ยินง่าย
ดูคำตอบ

แปลกหรือผิดปกติ

I don't know.

3:38

ฉันไม่รู้สิ

There it is again. วลี

3:41

เสียงมาอีกแล้ว

วลี

There it is again: ชี้ให้สนใจว่าเหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีก

There it is again เป็นคำพูดโต้ตอบทันทีเพื่อชี้ว่าเสียง ภาพ การเคลื่อนไหว หรือเหตุการณ์ที่สังเกตได้เพิ่งเกิดขึ้นซ้ำ มักใช้เป็นปฏิกิริยาสั้น ๆ ในความหมายว่า “มันกลับมาแล้ว” หรือ “เกิดขึ้นอีกแล้ว” ในโครงสร้างนี้ there ใช้ดึงความสนใจของผู้ฟัง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสถานที่ไกล ๆ ส่วน it หมายถึงสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วจากสถานการณ์ และ again บอกว่าเกิดซ้ำ

แบบฝึกหัด

คุณได้ยินเสียงบี๊บเดิมเป็นครั้งที่สอง ประโยคใดใช้ดึงความสนใจของอีกคนไปยังเสียงนั้นได้เป็นธรรมชาติที่สุด?

  1. There it is again.
  2. It is over there.
  3. There was a beep yesterday.
ดูคำตอบ

There it is again.

Suzy, where are you going?

3:44

ซูซี่ เธอจะไปไหนน่ะ?

Madame Gazelle!

3:48

คุณครูกาเซลคะ!

I'm a bit scared. วลี

3:50

หนูรู้สึกกลัวนิดหน่อยค่ะ

วลี

a bit scared: ใช้ a bit เพื่อลดระดับความรู้สึก

ใน a bit scared คำว่า a bit วางหน้าคำคุณศัพท์ scared และหมายถึง “นิดหน่อย” หรือ “ในระดับเล็กน้อย” จึงทำให้ความรู้สึกฟังดูไม่รุนแรงมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าความกลัวนั้นไม่ใช่เรื่องจริง ใช้โครงสร้าง a bit + คำคุณศัพท์ เพื่อบอกสภาวะหรือความรู้สึกที่มีเพียงเล็กน้อย เช่น a bit tired หรือ a bit cold ในที่นี้ a bit เป็นวลีบอกระดับ ไม่ใช่ปริมาณที่นับได้

แบบฝึกหัด

ใช้วลีเป้าหมายเพื่อทำให้ความรู้สึกฟังดูไม่รุนแรงมาก: I'm ____ nervous about speaking in front of the class.

ดูคำตอบ

a bit

Oh, would you like to come in? น้ำเสียง/เจตนา

3:52

โธ่ อยากเข้ามาข้างในไหมจ๊ะ?

น้ำเสียง/เจตนา

would you like to come in?: การเชิญอย่างสุภาพ

Would you like to + คำกริยารูปพื้นฐาน เป็นวิธีสุภาพในการเชิญใครสักคนหรือเสนอให้ทำกิจกรรม ใน would you like to come in? คำว่า come in หมายถึงเข้ามาในสถานที่ที่ผู้พูดอยู่ ดังนั้นผู้พูดจึงกำลังเชิญผู้ฟังให้เข้ามาข้างในอย่างนุ่มนวล would ในที่นี้ช่วยเพิ่มความสุภาพ ไม่ได้บอกเวลาอดีต ต้องคง to ไว้หน้าคำกริยารูปพื้นฐาน: Would you like to join us?

แบบฝึกหัด

เติมคำเชิญสุภาพให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบเป้าหมาย: ____ join us for lunch?

ดูคำตอบ

Would you like to

Yes, please.

3:53

อยากค่ะ ได้โปรด

Madame Gazelle!

3:56

คุณครูกาเซลครับ!

I think I'm a bit scared too.

3:58

ผมคิดว่าผมก็กลัวนิดหน่อยเหมือนกัน

Can I come in, please? น้ำเสียง/เจตนา

4:01

ผมขอเข้าไปข้างในด้วยได้ไหมครับ?

น้ำเสียง/เจตนา

การขออนุญาตอย่างสุภาพด้วย Can I come in, please?

Can I + กริยารูปพื้นฐาน เป็นโครงสร้างที่ใช้บ่อยในภาษาอังกฤษทั่วไปเพื่อขออนุญาตทำบางอย่าง ในประโยคนี้ Can I come in? หมายถึง “ขออนุญาตเข้าไปได้ไหม” ไม่ได้ถามว่าผู้พูดมีความสามารถทางกายภาพที่จะเข้าไปหรือไม่ come in หมายถึงเข้าไปในสถานที่ที่ผู้ฟังอยู่ การเติม please ไว้ท้ายประโยคทำให้คำขอสุภาพขึ้น

แบบฝึกหัด

คุณอยู่นอกห้องเรียนและต้องการขออนุญาตเข้าไป จงเติมคำขอแบบทั่วไปที่ใช้ Can I ให้สมบูรณ์: ____ come in, please?

ดูคำตอบ

Can I

Of course. น้ำเสียง/เจตนา

4:03

ได้แน่นอนจ้ะ

น้ำเสียง/เจตนา

การอนุญาตอย่างเป็นมิตรและมั่นใจด้วย Of course

Of course เป็นวลีตายตัวที่หมายถึง “แน่นอน” หรือ “ใช่โดยไม่ลังเล” ในที่นี้ใช้เป็นคำตอบที่สมบูรณ์เพื่ออนุญาตและทำให้ผู้ขอรู้สึกสบายใจ ให้เข้าใจสองคำนี้เป็นวลีเดียว ในการใช้นี้ course ไม่ได้หมายถึง “หลักสูตร” เมื่อพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น Of course มักฟังดูเต็มใจและมั่นใจกว่าการพูดเพียง yes

แบบฝึกหัด

เพื่อนถามว่า “Can I sit here?” คำตอบใดเป็นการอนุญาตอย่างเป็นมิตรและมั่นใจ?

  1. Of course.
  2. You must sit here.
  3. I'm afraid not.
ดูคำตอบ

Of course.

I think I might be scared later. น้ำเสียง/เจตนา

4:05

หนูคิดว่าเดี๋ยวหนูอาจจะกลัวทีหลังค่ะ

น้ำเสียง/เจตนา

I think I might...: ทำให้คำพูดเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่แน่นอนนุ่มนวลขึ้น

I think แสดงว่าเนื้อหาที่ตามมาเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ส่วน might บอกว่าการรู้สึกกลัวในภายหลังเป็นเพียงความเป็นไปได้ เมื่อนำมาใช้ร่วมกัน ทั้งสองส่วนจึงลดระดับความแน่นอนลง กล่าวคือไม่ได้เป็นการคาดการณ์อย่างมั่นใจ ในที่นี้ ผู้พูดใช้ความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเป็นเหตุผลอย่างนุ่มนวลเพื่อขอการปลอบใจหรือการอนุญาตในตอนนี้ ข้ออ้างเชิงป้องกันแบบอ้อม ๆ นี้ฟังดูนุ่มนวลและติดขำเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการเรียกร้องโดยตรง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดฟังดูไม่แน่ใจมากที่สุดและบอกว่าการต้องการความช่วยเหลือในภายหลังเป็นเพียงความเป็นไปได้?

  1. I know I will definitely need help later.
  2. I think I might need some help later.
  3. I needed some help yesterday.
ดูคำตอบ

I think I might need some help later.

I might be scared later too.

4:08

ผมก็อาจจะกลัวทีหลังเหมือนกัน

And me.

4:10

หนูด้วย

Come in, everyone.

4:12

เข้ามากันหมดเลยจ้ะ

Can we have the Bing Bong song, please? น้ำเสียง/เจตนา

4:17

พวกเราร้องเพลงบิงบองกันได้ไหมคะ?

น้ำเสียง/เจตนา

Can we have... please?: ใช้ขอสิ่งของ บริการ หรือกิจกรรม

Can we have + คำนาม...? ใช้ขอให้อีกฝ่ายจัดหาบางสิ่งให้กลุ่มของผู้พูด ในประโยคนี้ have the Bing Bong song ไม่ได้หมายถึงเป็นเจ้าของเพลง แต่หมายถึงขอให้พวกเราได้ฟังเพลงนั้น เช่น ร้องหรือเปิดเพลงให้ฟัง คำนามและสถานการณ์จะบอกว่าคาดหวังให้อีกฝ่ายทำอะไร Can we have the menu? คือขอให้นำเมนูมาให้ ส่วน Can we have some help? คือขอความช่วยเหลือ we แสดงว่าเป็นคำขอร่วมกันของกลุ่ม และ please ช่วยเพิ่มความสุภาพ

แบบฝึกหัด

เติมคำขออย่างสุภาพในนามของกลุ่มที่ร้านอาหารโดยใช้ Can we have...: ____ a jug of water, please?

ดูคำตอบ

Can we have

All right.

4:20

ก็ได้จ้ะ

We're playing a tune and we're singing a song

4:22

พวกเราเล่นดนตรีและร้องเพลงกัน

with a bing and a bong and a bing.

4:25

พร้อมกับบิงและบองและบิง