ไขปริศนาความขัดแย้งหลุมดำของฮอว์คิง - Fabio Pacucci: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
744 คำ 146 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายว่าเหตุใดการระเหยของหลุมดำจึงก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างการอนุรักษ์ข้อมูลควอนตัม ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป และกลศาสตร์ควอนตัม ก่อนสำรวจแนวทางแก้ เช่น ข้อมูลที่แฝงอยู่ในรังสีฮอว์คิงและหลักการโฮโลกราฟิก ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. boundaries of the unknown, — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจอุปมาเชิงพื้นที่ที่วางนักวิทยาศาสตร์ไว้ตรงขอบขององค์ความรู้ที่มั่นคงแล้ว คุณจะสังเกตและนำไปใช้เกริ่นงานวิจัยเกี่ยวกับคำถามที่ยังไม่แน่นอนได้ โดยไม่ตีความว่าเป็นเขตแดนทางกายภาพจริง ๆ 2. suggesting that — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เรียนรู้ว่ากลุ่มคำกริยารูป present participle เชื่อมข้อสังเกตเข้ากับข้อสรุปที่ข้อมูลนั้นดูเหมือนสนับสนุนอย่างไร จึงช่วยแยกหลักฐานออกจากการอนุมานและอธิบายนัยสำคัญอย่างกระชับในงานเขียนเชิงวิทยาศาสตร์ วิชาการ หรือวิเคราะห์ได้ 3. is the holographic principle. — วัฒนธรรม สื่อ และบริบทโลกจริง: รู้จักชื่อหลักการทางฟิสิกส์ที่เสนอว่าข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นจริงสามมิติอาจถูกเข้ารหัสไว้บนขอบเขตสองมิติ ทำให้ติดตามคำตอบสุดท้ายต่อปฏิทรรศน์ข้อมูลในวิดีโอได้โดยไม่สับสนกับโฮโลแกรมทั่วไป

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Scientists work on the boundaries of the unknown, สำนวน

0:06

นักวิทยาศาสตร์ทำงานบนขอบเขตของสิ่งที่ไม่รู้จัก

สำนวน

boundaries of the unknown: คำเปรียบเทียบถึงแนวหน้าของการวิจัย

boundaries of the unknown เป็นคำเปรียบเทียบถึงแนวหน้าระหว่างสิ่งที่ผู้คนรู้อยู่แล้วกับคำถามที่ยังไม่เข้าใจ นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ยืนอยู่ตรงพรมแดนจริง ๆ แต่กำลังทำงานในจุดที่ความรู้ปัจจุบันไปได้ไกลที่สุด ภาพนี้ทำให้งานวิจัยดูเหมือนการออกสำรวจ แต่ละสาขาอาจมีพรมแดนของตนเอง และงานวิทยาศาสตร์พยายามขยายพรมแดนนั้นออกไป

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ boundaries of the unknown หมายถึงอะไร?

  1. แนวหน้าของการวิจัยระหว่างความรู้ที่ยืนยันแล้วกับคำถามที่ยังไม่เข้าใจ
  2. กฎที่ห้ามนักวิทยาศาสตร์ก้าวข้าม
  3. พรมแดนจริงที่ทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่
ดูคำตอบ

แนวหน้าของการวิจัยระหว่างความรู้ที่ยืนยันแล้วกับคำถามที่ยังไม่เข้าใจ

where every new piece of knowledge forms a path into a void of uncertainty, สำนวน

0:10

ที่ซึ่งชิ้นส่วนของความรู้ใหม่แต่ละชิ้นได้สร้างเส้นทางเข้าสู่ความว่างเปล่าของความไม่แน่นอน

สำนวน

forms a path into a void of uncertainty: คำเปรียบเทียบเรื่องการเดินทาง

forms a path into... เปรียบความรู้ใหม่เป็นสิ่งที่สร้างเส้นทางไปข้างหน้า ส่วน a void of uncertainty ทำให้พื้นที่ที่ยังไม่มีคำตอบดูเหมือนห้วงกว้างที่คลุมเครือ โดย void ไม่ได้หมายถึงหลุมว่างจริง ๆ เมื่อนำภาพทั้งสองมารวมกัน จะสื่อสองแนวคิดพร้อมกัน คือการค้นพบช่วยชี้ทิศทางให้นักวิจัย แต่ก็พาพวกเขาเข้าไปลึกขึ้นในคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

แบบฝึกหัด

คำเปรียบเทียบ forms a path into a void of uncertainty สื่อถึงอะไร?

  1. ความรู้ใหม่ช่วยชี้ทิศทางสำหรับการสำรวจคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
  2. ความรู้ใหม่สร้างถนนจริงผ่านพื้นที่ว่างเปล่า
  3. ความรู้ใหม่ทำให้ทุกอย่างแน่นอนในทันที
ดูคำตอบ

ความรู้ใหม่ช่วยชี้ทิศทางสำหรับการสำรวจคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ

and nothing is more uncertain or potentially enlightening than a paradox.

0:15

และไม่มีสิ่งใดจะมีความไม่แน่นอนหรือมีศักยภาพในการให้ความกระจ่างได้มากไปกว่าความขัดแย้ง (พาราด็อกซ์)

Throughout history,

0:21

ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

paradoxes have threatened to undermine everything we know, ลำดับความ

0:22

ความขัดแย้งได้คุกคามที่จะบ่อนทำลายทุกสิ่งที่เรารู้จัก

and just as often, they've reshaped our understanding of the world.

0:26

และในขณะเดียวกัน มันก็มักจะพลิกโฉมความเข้าใจของเราที่มีต่อโลก

ลำดับความ

threatened to undermine ... they've reshaped: จากภัยคุกคามสู่ความเข้าใจใหม่

การกระทำส่วนแรกที่เน้นไว้เสนอให้เห็นว่าปฏิทรรศน์เป็นภัยต่อความรู้ที่ยอมรับกันอยู่ เพราะมันอาจทำให้รากฐานของสิ่งที่ผู้คนคิดว่าตนรู้สั่นคลอน การกระทำส่วนที่สองหันไปยังผลอีกด้านหนึ่ง คือปฏิทรรศน์สามารถสร้างวิธีทำความเข้าใจโลกที่ดีขึ้นได้ วลี just as often บอกว่าผลในทางสร้างสรรค์นี้เกิดขึ้นบ่อยพอ ๆ กัน ประโยคจึงเคลื่อนจาก “วิกฤต” ไปสู่ “คุณค่า”

แบบฝึกหัด

การกระทำสองส่วนที่เน้นไว้จัดลำดับข้อมูลอย่างไร?

  1. อ้างว่าปฏิทรรศน์มีแต่ทำลายความรู้และไม่เคยสร้างประโยชน์ใดเลย
  2. แจกแจงเหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์สองเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยไม่มีการเปลี่ยนมุมมอง
  3. เริ่มจากเสนอภัยต่อความรู้เดิม แล้วแสดงว่าปฏิทรรศน์ก็ก่อให้เกิดความเข้าใจใหม่บ่อยพอ ๆ กัน
ดูคำตอบ

เริ่มจากเสนอภัยต่อความรู้เดิม แล้วแสดงว่าปฏิทรรศน์ก็ก่อให้เกิดความเข้าใจใหม่บ่อยพอ ๆ กัน

Today,

0:30

ในวันนี้

one of the biggest paradoxes in the universe

0:31

หนึ่งในความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดในเอกภพ

threatens to unravel the fields of general relativity and quantum mechanics, สำนวน

0:34

กำลังคุกคามที่จะทำลายขอบเขตของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปและกลศาสตร์ควอนตัม

the black hole information paradox. วัฒนธรรม

0:39

นั่นคือ ความขัดแย้งของข้อมูลหลุมดำ

สำนวน

threatens to unravel: สั่นคลอนโครงสร้างในเชิงเปรียบเทียบ

Unravel ในความหมายตรงตัวอาจใช้อธิบายการดึงเส้นด้ายที่พันกันให้แยกออกจากกัน แต่ในที่นี้กรรมของคำคือสาขาสัมพัทธภาพทั่วไปและกลศาสตร์ควอนตัม จึงเป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ หมายความว่าปฏิทรรศน์นี้อาจทำให้แนวคิดในสองสาขาไม่สามารถประกอบกันเป็นระบบที่มั่นคง หรืออาจทำให้รากฐานของระบบอ่อนแอลง Threatens to บอกถึงความเป็นไปได้ที่ร้ายแรง ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง “อาจทำให้สั่นคลอนอย่างถึงรากฐาน” ไม่ใช่ “แก้ปัญหาได้แล้ว”

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ threatens to unravel หมายความว่าอย่างไร?

  1. มันอาจสั่นคลอนสองสาขาทฤษฎีนี้อย่างถึงรากฐาน
  2. มันอาจตอบคำถามทั้งหมดในสองสาขานี้ได้
  3. มันอาจคลายเส้นด้ายจริงที่นักวิทยาศาสตร์ใช้
ดูคำตอบ

มันอาจสั่นคลอนสองสาขาทฤษฎีนี้อย่างถึงรากฐาน

วัฒนธรรม

the black hole information paradox: ปฏิทรรศน์สารสนเทศของหลุมดำ

the black hole information paradox เป็นชื่อของปัญหาเฉพาะเรื่องหนึ่งในฟิสิกส์ กล่าวอย่างง่ายคือ หลุมดำดูเหมือนจะทำให้สารสนเทศทางกายภาพเกี่ยวกับสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำหายไปตลอดกาลได้ แต่กลศาสตร์ควอนตัมระบุว่าสารสนเทศไม่ควรถูกทำลายจนหมดสิ้น ในประโยคนี้ นามวลีช่วงท้ายระบุว่าปฏิทรรศน์ที่กล่าวถึงก่อนหน้านั้นคือเรื่องใดโดยเฉพาะ ไม่ใช่คำเรียกกว้าง ๆ สำหรับปัญหาทุกอย่างที่เกี่ยวกับข้อมูลของหลุมดำ

แบบฝึกหัด

the black hole information paradox ในที่นี้หมายถึงอะไร

  1. ความขัดแย้งทางฟิสิกส์ระหว่างการที่สารสนเทศดูเหมือนจะสูญหายในหลุมดำกับกฎที่ว่าสารสนเทศควอนตัมต้องได้รับการเก็บรักษาไว้
  2. ปัญหาความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ที่เกิดจากการวิจัยอวกาศ
  3. ไฟล์และข้อความทั่วไปที่เก็บอยู่ภายในหลุมดำ
ดูคำตอบ

ความขัดแย้งทางฟิสิกส์ระหว่างการที่สารสนเทศดูเหมือนจะสูญหายในหลุมดำกับกฎที่ว่าสารสนเทศควอนตัมต้องได้รับการเก็บรักษาไว้

To understand this paradox,

0:43

เพื่อทำความเข้าใจความขัดแย้งนี้

we first need to define what we mean by information. วลี

0:44

อันดับแรกเราต้องนิยามว่าสิ่งที่เราหมายถึงข้อมูลคืออะไร

วลี

define what we mean by information: นิยามว่า information ในที่นี้หมายถึงอะไร

ใน define what we mean by information คำว่า define รับอนุประโยค what we mean by information เป็นกรรม วลีนี้หมายถึง “ระบุให้ชัดเจนว่า information หมายถึงอะไรในการอภิปรายนี้” ใช้โครงสร้าง define what we mean by + คำศัพท์ เมื่อคำสำคัญคำหนึ่งอาจเข้าใจได้หลายแบบ โครงสร้างนี้ส่งสัญญาณว่าผู้พูดกำลังกำหนดความหมายให้ชัดเจนก่อนจะอธิบายหรือเสนอเหตุผลส่วนต่อไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่ตรงกับบทเรียนนี้: Before the debate, we should ____ freedom.

ดูคำตอบ

define what we mean by

Typically, the information we talk about is visible to the naked eye. วลี

0:48

โดยทั่วไป ข้อมูลที่เราพูดถึงสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

วลี

visible to the naked eye: มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

Visible to the naked eye หมายถึง สามารถมองเห็นได้โดยไม่ใช้กล้องจุลทรรศน์ กล้องโทรทรรศน์ หรืออุปกรณ์ช่วยมองอื่น ๆ ในที่นี้ naked eye หมายถึงการมองด้วยสายตาปกติโดยไม่มีอุปกรณ์ช่วย และคำว่า naked ในสำนวนตายตัวนี้ไม่มีความหมายทางเพศหรือทำให้ฟังน่าอาย โครงสร้างที่ใช้ทั่วไปคือ be visible to the naked eye นอกจากนี้ยังพูดได้ว่าสิ่งหนึ่ง not visible หรือ barely visible to the naked eye

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนตายตัวจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “โดยไม่ใช้กล้องจุลทรรศน์หรืออุปกรณ์อื่น”: The pattern is visible ____.

ดูคำตอบ

to the naked eye

For example,

0:52

ตัวอย่างเช่น

this kind of information tells us that an apple is red,

0:53

ข้อมูลประเภทนี้บอกเราว่าแอปเปิลมีสีแดง

round, and shiny.

0:57

กลม และเป็นประกาย

But physicists are more concerned with quantum information. วลี

0:58

แต่นักฟิสิกส์ให้ความสำคัญกับข้อมูลควอนตัมมากกว่า

วลี

more concerned with quantum information: ให้ความสำคัญกับข้อมูลควอนตัมมากกว่า

ในประโยคนี้ be concerned with หมายถึง มุ่งเน้น จัดการ หรือมีบางสิ่งเป็นหัวข้อ นักฟิสิกส์มองว่าข้อมูลควอนตัมเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าพวกเขารู้สึกกังวลเกี่ยวกับข้อมูลนี้ more ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ กล่าวคือข้อมูลควอนตัมได้รับความสนใจมากกว่าข้อมูลทั่วไปที่มองเห็นได้ซึ่งกล่าวถึงก่อนหน้านี้ โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้เชื่อมบุคคล งานศึกษา หนังสือ หรือองค์กรเข้ากับหัวข้อหลักได้

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The article is concerned with how cities use water,' concerned with หมายถึงอะไร

  1. บทความปฏิเสธที่จะพูดถึงหัวข้อนั้น
  2. บทความกังวลว่าหัวข้อนั้นมีอยู่
  3. บทความมุ่งเน้นหรือกล่าวถึงหัวข้อนั้น
ดูคำตอบ

บทความมุ่งเน้นหรือกล่าวถึงหัวข้อนั้น

This refers to the quantum properties of all the particles วลี

1:02

ซึ่งหมายถึงคุณสมบัติทางควอนตัมของอนุภาคทั้งหมด

that make up that apple, กริยาวลี

1:06

ที่ประกอบขึ้นเป็นแอปเปิลลูกนั้น

กริยาวลี

make up: ส่วนต่าง ๆ ประกอบกันเป็นองค์รวม

ในที่นี้ make up หมายถึง “ประกอบเป็น” หรือ “ก่อให้เกิด” all the particles คือส่วนประกอบต่าง ๆ ส่วน that apple คือองค์รวมที่ส่วนเหล่านั้นประกอบกันขึ้นมา อนุประโยคขยาย that make up that apple บอกว่ากำลังพูดถึงอนุภาคใด เมื่อใช้ความหมายนี้ รูปแบบทั่วไปคือ ส่วนประกอบ + make up + องค์รวม ให้เข้าใจ make up เป็นกริยาวลีหนึ่งชุด ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “แต่งเรื่อง” หรือ “แต่งหน้า”

แบบฝึกหัด

ใช้ make up เติมประโยคเพื่อแสดงว่าส่วนต่าง ๆ ประกอบกันเป็นองค์รวม: Eight small panels ____ the screen.

ดูคำตอบ

make up

such as their position, velocity, and spin.

1:08

เช่น ตำแหน่ง ความเร็ว และสปิน

วลี

refers to: ระบุว่าคำศัพท์หมายถึงอะไร

ในที่นี้ refer to ใน This refers to ... ใช้บอกว่าคำหรือแนวคิดที่กล่าวถึงก่อนหน้าหมายถึงอะไร This ย้อนกลับไปชี้ที่ quantum information และนามวลีหลัง refers to ระบุเนื้อหาของสิ่งนั้น ใช้รูป X refers to Y เมื่อ X เป็นคำ ป้ายกำกับ คำสรรพนาม หรือแนวคิดก่อนหน้า และ Y เป็นสิ่งหรือแนวคิดที่ X ชี้ถึง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสองคำที่เชื่อมคำศัพท์กับคำนิยาม: In this lesson, 'habitat' ____ the natural home of a plant or animal.

ดูคำตอบ

refers to

Every object in the universe is composed of particles วลี

1:11

วัตถุทุกชิ้นในเอกภพประกอบขึ้นจากอนุภาค

with unique quantum properties.

1:14

ที่มีคุณสมบัติทางควอนตัมเฉพาะตัว

วลี

is composed of: การบอกองค์ประกอบอย่างเป็นทางการ

วลี is composed of แสดงให้เห็นว่าประธานคือสิ่งที่เป็นองค์รวม ส่วนกลุ่มคำนามหลัง of คือส่วนประกอบ ในประโยคนี้ Every object คือองค์รวม และ particles with unique quantum properties ระบุสิ่งที่อยู่ภายในองค์รวมนั้น นี่คือรูปกรรมวาจกของ compose และเป็นวิธีแบบเป็นทางการในการอธิบายโครงสร้างหรือสมาชิก รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ องค์รวม + be composed of + ส่วนประกอบ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be composed of: The panel ____ three teachers and two parents.

ดูคำตอบ

is composed of

This idea is evoked most significantly in a vital law of physics:

1:17

แนวคิดนี้ถูกอ้างอิงอย่างชัดเจนที่สุดในกฎฟิสิกส์ที่สำคัญยิ่งข้อหนึ่ง:

"The total amount of quantum information in the universe must be conserved." ไวยากรณ์

1:23

"ปริมาณรวมของข้อมูลควอนตัมในเอกภพจะต้องถูกอนุรักษ์ไว้"

ไวยากรณ์

must be conserved: ความจำเป็นในโครงสร้างกริยาช่วยแบบกรรมวาจก

must be conserved ใช้โครงสร้าง กริยาช่วย + be + กริยาช่องที่สาม ประธาน the total amount of quantum information ไม่ได้เป็นผู้ทำการอนุรักษ์ แต่เป็นปริมาณที่ต้องคงเดิม must ในที่นี้แสดงเงื่อนไขจำเป็นของกฎทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คำสั่งที่บอกบุคคล ในบริบทฟิสิกส์ conserved หมายความว่าปริมาณรวมไม่หายไปหรือเปลี่ยนแปลงเมื่อมองโดยรวม

แบบฝึกหัด

เติมกฎทางวิทยาศาสตร์ด้วย must be conserved: Energy ____ in a closed system.

ดูคำตอบ

must be conserved

Even if you destroy an object beyond recognition, โน้ต

1:28

แม้ว่าคุณจะทำลายวัตถุชิ้นหนึ่งจนจำสภาพไม่ได้

วลี

object beyond recognition: เสียหายจนจำสภาพเดิมไม่ได้

Beyond recognition หมายถึง “ถึงระดับที่รุนแรงมากจนไม่สามารถระบุได้อีกว่าสิ่งเดิมคืออะไร” ใน destroy an object beyond recognition วลีนี้บอกว่าการทำลายนั้นรุนแรงเพียงใด Beyond แสดงว่าได้ข้ามขีดจำกัดไปแล้ว วัตถุเปลี่ยนไปมากจนไม่สามารถจำสภาพเดิมได้

แบบฝึกหัด

ใช้วลีตายตัวจากบทเรียนนี้ที่หมายถึง “เสียหายหนักจนไม่สามารถระบุได้อีก”: The fire damaged the old map ____.

ดูคำตอบ

beyond recognition

its quantum information is never permanently deleted.

1:31

ข้อมูลควอนตัมของมันก็จะไม่ถูกลบไปอย่างถาวร

ไวยากรณ์

Even if: เงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์

Even if ใช้ขึ้นต้นเงื่อนไขที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ ประโยคหลักบอกว่าผลลัพธ์ยังคงเป็นจริงในทั้งสองกรณี โครงสร้างคือ even if + เงื่อนไข, ผลลัพธ์หลัก ในประโยคนี้ การทำลายวัตถุไม่ได้เปลี่ยนข้อสรุปเกี่ยวกับข้อมูลควอนตัมของมัน

แบบฝึกหัด

ถนนอาจมีรถหนาแน่นหรือไม่ก็ได้ แต่เส้นทางจะไม่เปลี่ยน เติมประโยคด้วยวลีจากบทเรียนนี้: ____ the road is busy, the bus will follow its usual route.

ดูคำตอบ

Even if

And theoretically,

1:35

และในทางทฤษฎี

knowledge of that information would allow us to recreate the object ไวยากรณ์

1:36

การรู้ถึงข้อมูลนั้นจะช่วยให้เราสามารถสร้างวัตถุนั้นขึ้นมาใหม่ได้

from its particle components.

1:40

จากองค์ประกอบของอนุภาคเหล่านั้น

ไวยากรณ์

information would allow us ...: เงื่อนไขหนึ่งจะทำให้อะไรเป็นไปได้

ใน information would allow us to recreate นามวลี knowledge of that information เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การกระทำนั้นเป็นไปได้ โครงสร้างคือ เงื่อนไขหรือสิ่งหนึ่ง + would allow + บุคคล + to + กริยารูปพื้นฐาน หมายความว่าเงื่อนไขนั้นจะทำให้บุคคลสามารถลงมือทำได้ ในที่นี้ would ใช้ร่วมกับ theoretically เพื่อแสดงผลลัพธ์เชิงสมมุติ ผู้พูดกำลังอธิบายว่าความรู้นั้นอาจทำให้อะไรเป็นไปได้ ไม่ได้ยืนยันว่าตอนนี้สามารถสร้างวัตถุขึ้นใหม่ได้แล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ would allow us to: A larger sample ____ test the idea more carefully.

ดูคำตอบ

would allow us to

Conservation of information isn't just an arbitrary rule, ไวยากรณ์

1:42

การอนุรักษ์ข้อมูลไม่ได้เป็นเพียงกฎที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ

but a mathematical necessity upon which much of modern science is built. ไวยากรณ์

1:46

แต่เป็นความจำเป็นทางคณิตศาสตร์ที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ส่วนใหญ่อาศัยเป็นรากฐาน

ไวยากรณ์

isn't just an arbitrary rule, but a mathematical necessity: nhấn mạnh vào B

โครงสร้าง isn't just A, but B บอกผู้ฟังว่า A เป็นคำอธิบายที่จำกัดเกินไป และย้ายจุดเน้นหลักไปที่ B ในประโยคนี้ arbitrary rule เป็นคำอธิบายที่จำกัด ส่วน mathematical necessity เป็นข้อสรุปที่หนักแน่นกว่า just ในที่นี้หมายถึง “เพียงแค่” ไม่ใช่ “เมื่อสักครู่” โครงสร้างนี้มักยังเปิดให้ A ถูกอยู่บางส่วน แต่บอกว่า B เป็นวิธีทำความเข้าใจเรื่องนั้นที่สำคัญหรือแม่นยำกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง isn't just ... but ...: The school garden ____ a place to grow food, ____ an outdoor science lab.

ดูคำตอบ

isn't just · but

ไวยากรณ์

upon which ... is built ในอนุประโยคสัมพัทธ์แบบเป็นทางการ

อนุประโยค upon which much of modern science is built ขยายวลี a mathematical necessity โดย which ย้อนกลับไปหมายถึงความจำเป็นนั้น และ upon ใช้ร่วมกับ is built ในรูป is built upon ดังที่เห็นใน much of modern science is built upon that necessity การวาง upon ไว้หน้า which ทำให้เกิดอนุประโยคสัมพัทธ์ที่นำคำบุพบทมาไว้ข้างหน้า โครงสร้างนี้นำเสนอความจำเป็นดังกล่าวว่าเป็นรากฐานที่รองรับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และทำให้ประโยคมีสำนวนเขียนที่กระชับและเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยคสัมพัทธ์แบบเป็นทางการที่นำคำบุพบทมาไว้ข้างหน้าได้ถูกต้อง

  1. This is the evidence upon which the conclusion is based.
  2. This is the evidence upon that the conclusion is based.
  3. This is the evidence upon which the conclusion is based on.
ดูคำตอบ

This is the evidence upon which the conclusion is based.

But around black holes,

1:51

แต่ทว่ารอบๆ หลุมดำ

those foundations get shaken. สำนวน

1:52

รากฐานเหล่านั้นกลับถูกสั่นคลอน

สำนวน

foundations get shaken ในฐานะภาพเปรียบเทียบ

foundations ในที่นี้หมายถึงหลักการพื้นฐานที่รองรับทฤษฎีหรือระบบ ไม่ใช่ฐานรากจริงของอาคาร ส่วน get shaken สานต่อภาพเปรียบเทียบเกี่ยวกับอาคาร กล่าวคือ ถ้าฐานรากสั่น โครงสร้างทั้งหมดก็จะดูไม่มั่นคงอีกต่อไป วลีนี้หมายความว่าหลักการพื้นฐานเหล่านั้นถูกท้าทายอย่างหนักหรือมีความแน่นอนน้อยลง เป็นการสื่อถึงความไม่มั่นคง แต่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าหลักการนั้นถูกพิสูจน์ว่าผิดหรือถูกทำลายไปแล้ว

แบบฝึกหัด

foundations get shaken ในประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. หลักการทางวิทยาศาสตร์แข็งแกร่งขึ้น
  2. อาคารจริงใกล้หลุมดำกำลังสั่น
  3. หลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก
ดูคำตอบ

หลักการพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก

When an apple enters a black hole,

1:55

เมื่อแอปเปิลตกลงไปในหลุมดำ

it seems as though it leaves the universe, วลี

1:57

ดูเหมือนว่ามันได้หลุดออกไปจากเอกภพ

and all its quantum information becomes irretrievably lost. การใช้คำ

2:00

และข้อมูลควอนตัมทั้งหมดของมันก็สูญหายไปอย่างไม่อาจเรียกคืนได้

วลี

it seems as though ...: แสดงข้อสรุปตามสิ่งที่ดูเหมือน

กรอบประโยค it seems as though ... นำเสนออนุประโยคที่ตามมาในฐานะสิ่งที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นหรือข้อสรุปจากหลักฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว ในที่นี้ it leaves the universe คือสิ่งที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้น กรอบนี้ช่วยแยกสิ่งที่มองเห็นภายนอกออกจากสิ่งที่อาจเป็นจริง ส่วนอนุประโยคหลัง as though จะบอกข้อสรุปตามสิ่งที่เห็น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกรอบภาษาอังกฤษสี่คำจากบทเรียนนี้ เพื่อแสดงว่าข้อสรุปยังไม่ได้รับการยืนยัน: The house is dark, and no one answers. ____ nobody is home.

ดูคำตอบ

It seems as though

การใช้คำ

becomes irretrievably lost: กลายเป็นสูญหายอย่างไม่อาจกู้คืน

ใน irretrievably lost คำว่า irretrievably หมายถึง “ในลักษณะที่ไม่สามารถกู้คืนหรือทำให้กลับสู่สภาพเดิมได้” คำนี้ทำให้ lost มีน้ำหนักมากขึ้น กล่าวคือ ข้อมูลไม่ได้แค่หายากหรือใช้งานไม่ได้ชั่วคราว becomes บอกการเปลี่ยนแปลงของสภาวะ อนุประโยคนี้บอกว่าข้อมูลควอนตัมลงเอยอยู่ในสภาวะที่กู้คืนไม่ได้อย่างถาวร จึงทำให้การสูญเสียที่กล่าวถึงไม่อาจย้อนกลับได้

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดตรงกับข้อมูลที่ irretrievably lost มากที่สุด

  1. ถูกซ่อนไว้แต่สามารถหาเจอได้ในภายหลัง
  2. ถูกคัดลอกไว้ในข้อมูลสำรองที่ปลอดภัยแล้ว
  3. ไม่สามารถกู้คืนได้ด้วยวิธีใด ๆ ที่มีอยู่
ดูคำตอบ

ไม่สามารถกู้คืนได้ด้วยวิธีใด ๆ ที่มีอยู่

However,

2:04

อย่างไรก็ตาม

this doesn't immediately break the laws of physics.

2:05

สิ่งนี้ไม่ได้ทำลายกฎของฟิสิกส์ในทันที

The information is out of sight, สำนวน

2:08

ข้อมูลนั้นอยู่นอกเหนือการมองเห็น

but it might still exist within the black hole's mysterious void.

2:10

แต่มันอาจจะยังคงมีอยู่ในความว่างเปล่าอันลึกลับของหลุมดำ

สำนวน

out of sight: มองไม่เห็น แต่ไม่ได้หมายความว่าหายไป

out of sight หมายถึงอยู่นอกระยะการมองเห็นหรือการสังเกต วลีนี้บอกว่าสิ่งนั้นมองเห็นได้หรือไม่ ไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นยังมีอยู่หรือไม่ ในประโยคนี้ but เปรียบต่างระหว่างการที่สังเกตข้อมูลไม่ได้กับความเป็นไปได้ที่ข้อมูลยังคงอยู่ ดังนั้นจึงไม่ควรเข้าใจ out of sight ว่าถูกทำลายหรือหายไปแล้ว

แบบฝึกหัด

ในประโยค The key is out of sight, but it is still in the room คำว่า out of sight หมายความว่าอะไร

  1. มองไม่เห็น แต่ยังคงมีอยู่
  2. ถูกทำลายไปแล้วอย่างแน่นอน
  3. ถูกซ่อนไว้เป็นความลับโดยตั้งใจ
ดูคำตอบ

มองไม่เห็น แต่ยังคงมีอยู่

Alternatively,

2:14

หรืออีกนัยหนึ่ง

some theories suggest that information doesn't even make it inside the black hole at all. วลี

2:15

บางทฤษฎีเสนอว่าข้อมูลอาจไม่ได้เข้าไปในหลุมดำเลยด้วยซ้ำ

วลี

doesn't even make it inside ... at all: ไม่ได้เข้าไปข้างในเลยแม้แต่น้อย

make it inside หมายถึงเข้าไปในสถานที่หนึ่งได้สำเร็จหรือไปถึงด้านในของสถานที่นั้น ในประโยคนี้ ข้อมูลคือสิ่งที่ไม่สามารถเข้าไปในหลุมดำได้ และ make ไม่ได้หมายถึงสร้าง อนุประโยคนี้เป็นปฏิเสธเพราะ doesn't ส่วน even เน้นว่าแม้แต่ขั้นพื้นฐานนี้ก็ไม่เกิดขึ้น และ at all ทำให้การปฏิเสธหนักแน่นขึ้น เมื่อรวมกัน doesn't even make it inside ... at all หมายถึงบางสิ่งไม่ได้เข้าไปข้างในเลยไม่ว่าในทางใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนสามคำจากบทเรียนที่หมายถึงเข้าไปได้สำเร็จ: The doors were locked, so the visitors didn't even ____ the museum at all.

ดูคำตอบ

make it inside

Seen from outside, ไวยากรณ์

2:21

เมื่อมองจากภายนอก

it's as if the apple's quantum information is encoded on the surface layer of the black hole, โน้ต

2:22

ราวกับว่าข้อมูลควอนตัมของแอปเปิลถูกเข้ารหัสไว้ที่ชั้นผิวของหลุมดำ

ไวยากรณ์

Seen from outside: วลีเปิดที่กำหนดมุมมองในการสังเกต

Seen from outside หมายถึง “เมื่อบางสิ่งถูกมองจากภายนอก” ใจความเต็มถูกย่อเป็นอนุประโยคกริยาช่องที่ 3 โดย seen มีความหมายเป็นฝ่ายถูกกระทำ เพราะสิ่งของหรือสถานการณ์เป็นสิ่งที่ถูกมอง ไม่ใช่ฝ่ายที่มอง เมื่อวางไว้ต้นประโยค วลีนี้จะบอกมุมมองก่อนเข้าสู่คำบรรยายหลัก สิ่งที่ถูกมองสามารถเข้าใจได้จากบริบท ผู้อ่านจึงตีความข้อความต่อจากนั้นผ่านมุมมองจากภายนอก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Seen from outside เพื่อบอกมุมมองที่ใช้สังเกตสิ่งของที่กำลังบรรยาย?

  1. Seen from outside, the guide told us about the glass tower.
  2. Seen from outside, the glass tower looks blue.
  3. Seen from outside, we chose blue paint for the glass tower.
ดูคำตอบ

Seen from outside, the glass tower looks blue.

ไวยากรณ์

as if the ...: การนำเสนอการเปรียบเทียบแบบจำลอง

ในโครงสร้าง it's as if + อนุประโยค as if ใช้เปิดสถานการณ์ที่ช่วยอธิบายว่าบางสิ่งดูเหมือนเป็นอย่างไร โดยมีความหมายว่า “ราวกับว่า...” ในที่นี้ อนุประโยคทำให้เห็นภาพว่าข้อมูลของแอปเปิลถูกเข้ารหัสไว้บนพื้นผิวของหลุมดำ ถ้อยคำนี้นำเสนอการเปรียบเทียบหรือแบบจำลองเพื่อช่วยทำความเข้าใจผลที่เกิดขึ้น โดยตัวมันเองไม่ได้ยืนยันว่าภาพดังกล่าวถูกสังเกตหรือพิสูจน์โดยตรง ในส่วนที่เน้นไว้ the เป็นส่วนหนึ่งของนามวลี the apple's quantum information ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำเชื่อม as if

แบบฝึกหัด

It's as if สื่อความหมายอะไรในประโยคนี้: It's as if the map can read my mind.?

  1. แผนที่อ่านใจฉันได้เพราะฉันถามคำถามกับมัน
  2. แผนที่ดูเหมือนจะรู้ว่าฉันต้องการอะไร นี่เป็นการเปรียบเทียบ
  3. มีหลักฐานพิสูจน์อย่างแน่นอนแล้วว่าแผนที่อ่านความคิดได้
ดูคำตอบ

แผนที่ดูเหมือนจะรู้ว่าฉันต้องการอะไร นี่เป็นการเปรียบเทียบ

การใช้คำ

on the surface layer of the black hole: บนชั้นผิวของหลุมดำ

on the surface layer of the black hole ระบุตำแหน่งของข้อมูลว่าอยู่ตรงส่วนที่คำอธิบายมองว่าเป็นพื้นผิวหรือขอบเขตของหลุมดำ ไม่ใช่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน บุพบท on แสดงว่าชั้นนี้เป็นตำแหน่งที่รองรับข้อมูล เมื่อใช้ encoded on คำว่า encoded หมายถึงข้อมูลถูกแทนหรือเก็บไว้ในรูปแบบทางกายภาพที่เชื่อมโยงกับชั้นนั้น ไม่ได้หมายความว่ามีใครเขียนรหัสลับธรรมดาไว้ตรงนั้น

แบบฝึกหัด

ใช้วลีจากบทเรียนเติมประโยคเพื่อระบุว่าลวดลายอยู่บนชั้นนอกสุดของวัสดุโดยเฉพาะ: The pattern is encoded ____ the material.

ดูคำตอบ

on the surface layer of

called the event horizon. วัฒนธรรม

2:28

ที่เรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์

วัฒนธรรม

event horizon: ขอบเขตของหลุมดำ

event horizon คือขอบเขตรอบหลุมดำ เมื่อสิ่งใดข้ามขอบเขตนี้เข้าไปด้านในแล้ว จะไม่มีสิ่งใดรวมถึงแสงหนีกลับออกมาข้างนอกได้ มันเป็นขอบเขตในปริภูมิ-เวลา ไม่ใช่เปลือกแข็ง ใน called the event horizon คำว่า called ใช้บอกชื่อทางวิทยาศาสตร์ของพื้นผิวที่เพิ่งกล่าวถึง การรู้จักคำนี้ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาที่กล่าวถึงขอบของหลุมดำหรือจุดที่ไม่อาจย้อนกลับได้

แบบฝึกหัด

ในสารคดีวิทยาศาสตร์ event horizon ของหลุมดำหมายถึงอะไร?

  1. ดาวฤกษ์สว่างที่อยู่ตรงใจกลางของหลุมดำทุกแห่ง
  2. เปลือกหินแข็งที่ล้อมรอบหลุมดำ
  3. ขอบเขตที่เมื่อข้ามเข้าไปด้านในแล้ว แม้แต่แสงก็หนีกลับออกมาไม่ได้
ดูคำตอบ

ขอบเขตที่เมื่อข้ามเข้าไปด้านในแล้ว แม้แต่แสงก็หนีกลับออกมาไม่ได้

As the black hole's mass increases, ไวยากรณ์

2:30

เมื่อมวลของหลุมดำเพิ่มขึ้น

the surface of the event horizon increases as well.

2:32

พื้นผิวของขอบฟ้าเหตุการณ์ก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ไวยากรณ์

As A increases, B increases as well: เมื่อ A เพิ่มขึ้น B ก็เพิ่มขึ้นด้วย

ในโครงสร้าง As A increases, B increases as well คำว่า as หมายถึง “เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงนี้” และ as well หมายถึง “ด้วยเช่นกัน” ประโยคนี้นำเสนอมวลของหลุมดำและพื้นที่ผิวของขอบฟ้าเหตุการณ์ว่าเป็นสองปริมาณที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน โครงสร้างนี้บอกแนวโน้มที่สัมพันธ์กัน ไม่ได้หมายความว่าปริมาณทั้งสองเพิ่มขึ้นด้วยอัตราร้อยละเท่ากัน และตัวโครงสร้างเองก็ไม่ได้พิสูจน์ว่า A ทำให้ B เกิดขึ้น ต้องอาศัยบริบทเพื่อยืนยันความเชื่อมโยงนั้น

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเป้าหมาย As ... as well ให้สมบูรณ์: ____ the temperature in a sealed container increases, the pressure increases ____.

ดูคำตอบ

As · as well

So it's possible that as a black hole swallows an object, การใช้คำ

2:36

จึงเป็นไปได้ว่าเมื่อหลุมดำกลืนกินวัตถุเข้าไป

it also grows large enough to conserve the object's quantum information.

2:39

มันก็ขยายตัวใหญ่พอที่จะอนุรักษ์ข้อมูลควอนตัมของวัตถุนั้นไว้ด้วย

การใช้คำ

a black hole swallows an object: การใช้ swallow ในเชิงเปรียบเทียบ

คำว่า swallows ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบที่ทำให้เห็นภาพชัดเจน หมายถึงหลุมดำดึงและรับวัตถุเข้าไป ราวกับว่ามันกำลังกินวัตถุนั้น ไม่ได้หมายความว่าหลุมดำมีปาก เคี้ยว หรือย่อยอาหารจริง ๆ ภาษาอังกฤษยังใช้ swallow เพื่อบรรยายสิ่งขนาดใหญ่หรือระบบที่รับ กัก หรือใช้บางสิ่งจนหมดอย่างรวดเร็ว ภาพเปรียบเทียบนี้เน้นว่าบางสิ่งหายเข้าไปข้างในหรือไม่อยู่ในการควบคุมของใครอีกต่อไป

แบบฝึกหัด

swallows ในประโยคเกี่ยวกับหลุมดำหมายถึงอะไร

  1. หมายถึงหลุมดำเคี้ยวและย่อยวัตถุนั้นจริง ๆ
  2. หมายถึงหลุมดำรับวัตถุเข้าไป โดยใช้ถ้อยคำที่ทำให้เห็นภาพชัดเจน
  3. หมายถึงหลุมดำผลักวัตถุนั้นออกไป
ดูคำตอบ

หมายถึงหลุมดำรับวัตถุเข้าไป โดยใช้ถ้อยคำที่ทำให้เห็นภาพชัดเจน

But whether information is conserved inside the black hole or on its surface, ไวยากรณ์

2:44

แต่ไม่ว่าข้อมูลจะถูกอนุรักษ์ไว้ภายในหลุมดำหรือบนพื้นผิวของมัน

the laws of physics remain intact, วลี

2:49

กฎของฟิสิกส์ก็ยังคงอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์

ไวยากรณ์

Whether ... or ...: สองทางเลือก หนึ่งข้อสรุป

whether A or B ใช้เสนอทางเลือกหรือความเป็นไปได้สองอย่าง ในที่นี้คือข้อมูลถูกเก็บรักษาไว้ภายในหลุมดำหรือบนพื้นผิวของหลุมดำ เมื่ออนุประโยคนี้อยู่หน้าประโยคหลัก สามารถสื่อได้ว่าข้อสรุปหลักเป็นจริงในทั้งสองกรณี ดังนั้นตำแหน่งของข้อมูลจึงไม่ทำให้ข้อสรุปที่ตามมาเปลี่ยนไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย whether ... or ...: ____ the class meets online ____ in person, everyone must register.

ดูคำตอบ

Whether · or

วลี

Remain intact: ยังคงสมบูรณ์หรือยังคงมีผล

remain intact หมายถึงยังคงสมบูรณ์ ไม่เสียหาย หรือไม่ถูกรบกวนในส่วนสำคัญ remain เป็นกริยาเชื่อม และ intact เป็นคำคุณศัพท์ที่บอกสภาพที่ยังคงอยู่ เมื่อใช้กับกฎฟิสิกส์ intact มีความหมายเชิงเปรียบเทียบ คือกฎเหล่านั้นยังคงใช้ได้และไม่ถูกทำให้เป็นโมฆะจากความเป็นไปได้ทั้งสองแบบ

แบบฝึกหัด

ใช้ remain intact ในรูปอดีตที่ถูกต้อง: Although the package was crushed, the device inside ____.

ดูคำตอบ

remained intact

until you account for Hawking radiation. กริยาวลี

2:51

จนกระทั่งคุณได้นำการแผ่รังสีฮอว์คิงมาพิจารณา

กริยาวลี

account for Hawking radiation: รวมปัจจัยไว้ในการวิเคราะห์

ในที่นี้ for Hawking radiation เชื่อมกับ account ที่อยู่ข้างหน้าเป็นกริยาวลี account for ในการใช้เชิงวิเคราะห์นี้ account for Hawking radiation หมายถึงการนำรังสีฮอว์คิงมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการประเมินคำอธิบายหรือการคำนวณ อนุประโยคที่มี until บอกจุดที่ต้องทบทวนมุมมองเดิมอีกครั้ง เมื่อรวมปัจจัยนี้แล้ว ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนไป

แบบฝึกหัด

สำนวนใดเติมประโยคให้มีความหมายว่า “รวมไว้เป็นปัจจัยหนึ่ง” A realistic travel plan must ___ possible delays.

  1. make up for
  2. pay for
  3. account for
ดูคำตอบ

account for

Discovered by Stephen Hawking in 1974, ไวยากรณ์

2:55

ค้นพบโดยสตีเฟน ฮอว์คิง ในปี 1974

this phenomenon shows that black holes are gradually evaporating. วัฒนธรรม

2:58

ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าหลุมดำกำลังระเหยไปอย่างช้าๆ

ไวยากรณ์

Discovered by ... in 1974: อนุประโยค past participle ต้นประโยค

Discovered by Stephen Hawking in 1974 เป็นอนุประโยค past participle ที่อยู่ต้นประโยคและให้ข้อมูลพื้นหลังแบบถูกกระทำเกี่ยวกับ this phenomenon สามารถขยายได้เป็น: This phenomenon, which was discovered by Stephen Hawking in 1974, shows that black holes are gradually evaporating. ประธานที่เข้าใจกันของ discovered คือกลุ่มคำนามที่อยู่ถัดจากเครื่องหมายจุลภาคทันที นั่นคือ this phenomenon ส่วน Stephen Hawking คือผู้กระทำที่นำหน้าด้วย by โครงสร้างย่อนี้วางข้อมูลพื้นหลังไว้ก่อน แล้วให้อนุประโยคหลักสื่อสารใจความสำคัญ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลี past participle ต้นประโยคเพื่อขยายสะพานได้ถูกต้อง?

  1. Built in 1890, the bridge is still in use.
  2. Building in 1890, the bridge is still in use.
  3. Built in 1890, engineers repaired the bridge last year.
ดูคำตอบ

Built in 1890, the bridge is still in use.

วัฒนธรรม

that black holes are gradually evaporating: หลุมดำค่อย ๆ สูญเสียมวล

ในบริบททางวิทยาศาสตร์นี้ evaporating หมายถึงหลุมดำค่อย ๆ สูญเสียมวลผ่านการแผ่รังสีฮอว์คิง ไม่ได้หมายความว่าหลุมดำเปลี่ยนเป็นไอเหมือนของเหลว gradually แสดงว่าการสูญเสียนี้เกิดขึ้นทีละน้อยตลอดช่วงเวลาที่ยาวนานมาก ไม่ได้เกิดขึ้นในทันที หากกระบวนการนี้ดำเนินต่อไป หลุมดำอาจหายไปในที่สุด

แบบฝึกหัด

black holes are gradually evaporating ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. หลุมดำระเบิดกะทันหันแล้วหายไป
  2. หลุมดำกำลังเปลี่ยนเป็นไอน้ำธรรมดาอย่างรวดเร็ว
  3. หลุมดำกำลังค่อย ๆ สูญเสียมวลผ่านการแผ่รังสีฮอว์คิง
ดูคำตอบ

หลุมดำกำลังค่อย ๆ สูญเสียมวลผ่านการแผ่รังสีฮอว์คิง

Over incredibly long periods of time,

3:03

ในช่วงเวลาที่ยาวนานอย่างเหลือเชื่อ

black holes lose mass as they shed particles การใช้คำ

3:05

หลุมดำสูญเสียมวลในขณะที่พวกมันปล่อยอนุภาค

away from their event horizons.

3:08

ออกไปจากขอบฟ้าเหตุการณ์ของพวกมัน

การใช้คำ

they shed particles: shed เป็นคำกริยาหมายถึงปล่อยอนุภาค

ใน they shed particles คำว่า shed เป็นคำกริยาที่หมายถึงอนุภาคถูกปล่อยหรือหลุดออกจากแหล่งกำเนิด เนื่องจาก particles เป็นกรรมที่ตามหลัง shed คำว่า shed ในที่นี้จึงไม่ใช่คำนามที่หมายถึงเพิงเก็บของขนาดเล็ก shed มักใช้อธิบายวัสดุที่หลุดออกจากบางสิ่งตามธรรมชาติ เช่น ขนหรือผิวหนังของสัตว์ ใบไม้จากต้นไม้ และอนุภาคเล็ก ๆ จากวัตถุ รูปอดีตและรูปกริยาช่องที่สามก็ยังเป็น shed

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำกริยาเป้าหมายจากบทเรียนนี้: In spring, many dogs ____ some of their winter fur.

ดูคำตอบ

shed

Critically, ลำดับความ

3:10

ที่สำคัญคือ

it seems as though the evaporating particles are unrelated

3:11

ดูเหมือนว่าอนุภาคที่ระเหยออกมานั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกัน

ลำดับความ

Critically, เพื่อชี้ประเด็นสำคัญ

เมื่ออยู่ต้นประโยค Critically, เป็นคำเชื่อมจัดระเบียบเนื้อหาที่หมายถึง “สิ่งสำคัญที่สุดคือ” หรือ “ประเด็นสำคัญคือ” คำนี้บอกผู้ฟังว่าข้อความถัดไปส่งผลสำคัญต่อเหตุผลที่กำลังอธิบาย คำนี้ประเมินความสำคัญของอนุประโยคทั้งหมดที่ตามมา ไม่ได้อธิบายว่าอนุภาคเคลื่อนที่อย่างไร

แบบฝึกหัด

Critically ทำหน้าที่อะไรในประโยคเดิม?

  1. บอกว่าข้อความถัดไปสำคัญอย่างยิ่งต่อเหตุผลที่กำลังอธิบาย
  2. บอกว่าอนุภาคเคลื่อนที่อย่างอันตราย
  3. บอกว่าอนุภาคกำลังถูกวิจารณ์
ดูคำตอบ

บอกว่าข้อความถัดไปสำคัญอย่างยิ่งต่อเหตุผลที่กำลังอธิบาย

to the information the black hole encodes,

3:15

กับข้อมูลที่หลุมดำได้เข้ารหัสเอาไว้

suggesting that a black hole and all the quantum information it contains ไวยากรณ์

3:17

ซึ่งบ่งชี้ว่าหลุมดำและข้อมูลควอนตัมทั้งหมดที่มันกักเก็บไว้

could be completely erased.

3:22

อาจถูกลบหายไปอย่างสมบูรณ์

ไวยากรณ์

suggesting that เพื่ออนุมานจากสถานการณ์ก่อนหน้า

Suggesting that ใช้ขึ้นต้นอนุประโยคที่มีกริยารูป present participle หลังเครื่องหมายจุลภาค วลีนี้ย้อนกลับไปกล่าวถึงสถานการณ์ก่อนหน้าทั้งหมด แล้วนำไปสู่ข้อสรุปที่สถานการณ์นั้นสนับสนุน ข้อสรุปนี้เป็นการอนุมาน ไม่ใช่ความแน่นอน ในประโยคนี้ could ยังบอกอีกว่าการถูกลบอย่างสิ้นเชิงเป็นเพียงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

แบบฝึกหัด

Suggesting that แสดงความสัมพันธ์แบบใดในประโยคเดิม?

  1. มีคนกำลังแนะนำให้หลุมดำทำบางอย่าง
  2. ข้อสรุปนั้นได้รับการพิสูจน์อย่างแน่นอนสมบูรณ์แล้ว
  3. สถานการณ์ก่อนหน้าชี้ไปยังข้อสรุปที่เป็นไปได้
ดูคำตอบ

สถานการณ์ก่อนหน้าชี้ไปยังข้อสรุปที่เป็นไปได้

Does that quantum information truly disappear?

3:25

ข้อมูลควอนตัมเหล่านั้นหายไปจริงๆ หรือ?

If not, where does it go?

3:28

ถ้าไม่ แล้วมันไปอยู่ที่ไหน?

While the evaporation process would take an incredibly long time, ไวยากรณ์

3:30

แม้กระบวนการระเหยจะใช้เวลานานอย่างเหลือเชื่อ

the questions it raises for physics are far more urgent. ไวยากรณ์

3:34

แต่คำถามที่มันตั้งขึ้นสำหรับวงการฟิสิกส์นั้นเร่งด่วนยิ่งกว่า

ไวยากรณ์

While ...: ยอมรับประเด็นหนึ่งก่อนเน้นข้อแตกต่าง

while ในที่นี้หมายถึง “แม้ว่า” หรือ “ถึงแม้ว่า” โดยใช้เกริ่นการยอมรับข้อหนึ่งก่อน ผู้พูดยอมรับก่อนว่าการระเหยจะใช้เวลานานอย่างเหลือเชื่อ จากนั้นอนุประโยคหลักจึงเสนอประเด็นที่สำคัญกว่าในเชิงเปรียบต่าง คือคำถามเหล่านี้ต้องได้รับความสนใจเร็วกว่ามาก โครงสร้าง While A, B ใช้จัดลำดับเหตุผลโดยยอมรับ A ก่อนแล้วจึงเน้น B

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ while เหมือนในตัวอย่างเพื่อเกริ่นการยอมรับข้อหนึ่งก่อนเปรียบต่าง?

  1. Please wait here for a while.
  2. While the route is longer, it is much safer.
  3. While I was cooking, the phone rang.
ดูคำตอบ

While the route is longer, it is much safer.

ไวยากรณ์

far more urgent: เพิ่มน้ำหนักให้รูปเปรียบเทียบ

ใน far more urgent คำว่า more urgent เป็นรูปเปรียบเทียบ ส่วน far ใช้เพิ่มน้ำหนักให้การเปรียบเทียบและแสดงว่ามีความแตกต่างมาก หมายถึง “เร่งด่วนกว่ามาก” ไม่ใช่แค่เร่งด่วนกว่าเล็กน้อย far ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงระยะทาง สามารถละส่วนที่ขึ้นต้นด้วย than ได้เมื่อบริบทบอกชัดเจนอยู่แล้วว่ากำลังเปรียบเทียบกับอะไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ far ได้ถูกต้องเพื่อแสดงว่าความแตกต่างในการเปรียบเทียบมีมาก?

  1. The safety problem is far more urgent than the color choice.
  2. The safety problem is very more urgent than the color choice.
  3. The safety problem is far urgent than the color choice.
ดูคำตอบ

The safety problem is far more urgent than the color choice.

The destruction of information would force us to rewrite ไวยากรณ์

3:38

การทำลายข้อมูลจะบังคับให้เราต้องเขียนใหม่

some of our most fundamental scientific paradigms. การใช้คำ

3:41

กระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานที่สุดบางประการของเรา

ไวยากรณ์

information would force us to rewrite: ผลตามสมมติฐาน

ในประโยคนี้ would แสดงผลลัพธ์ว่าเป็นผลตามสมมติฐาน กล่าวคือ หากข้อมูลถูกทำลาย ผลนั้นก็จะทำให้การเขียนใหม่กลายเป็นสิ่งจำเป็น ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าการเขียนใหม่เกิดขึ้นแล้ว โครงสร้างคือ would + force + บุคคล + to + คำกริยารูปพื้นฐาน Force someone to do something หมายถึงสถานการณ์แทบไม่เปิดโอกาสให้บุคคลนั้นเลือกทางอื่น ส่วน rewrite หมายถึงการแก้และเขียนเป็นฉบับใหม่อย่างมาก ไม่ใช่เพียงแก้คำผิดเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ในประโยค "A major error would force us to rewrite the report," วลี "would force us to rewrite" หมายความว่าอย่างไร

  1. หากมีข้อผิดพลาดเช่นนั้น การเขียนรายงานใหม่ก็จะกลายเป็นสิ่งจำเป็น
  2. ข้อผิดพลาดนั้นจะแค่แนะนำแบบสบาย ๆ ให้เราเขียนใหม่
  3. ข้อผิดพลาดนั้นทำให้เราเขียนใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว
ดูคำตอบ

หากมีข้อผิดพลาดเช่นนั้น การเขียนรายงานใหม่ก็จะกลายเป็นสิ่งจำเป็น

การใช้คำ

most fundamental scientific paradigms: กรอบวิทยาศาสตร์ขนาดกว้าง

ในบริบทวิทยาศาสตร์เชิงวิชาการ paradigm คือกรอบขนาดกว้างที่กำหนดสมมติฐานพื้นฐาน คำถาม และวิธีการของสาขาหนึ่ง มีขอบเขตกว้างกว่าตัวอย่างหนึ่งตัวอย่างมาก และอาจกว้างกว่าทฤษฎีหนึ่งทฤษฎีด้วย Some of our most fundamental หมายถึงส่วนหนึ่งของกรอบที่เป็นพื้นฐานที่สุดต่อความคิดทางวิทยาศาสตร์ของเรา วลีนี้ไม่ได้บอกว่าแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลง

แบบฝึกหัด

คำใดเหมาะที่สุดสำหรับเรียกกรอบกว้างที่กำหนดสมมติฐานและวิธีการของสาขาวิทยาศาสตร์

  1. example
  2. paradigm
  3. theory
ดูคำตอบ

paradigm

But fortunately,

3:44

แต่โชคดีที่

in science,

3:45

ในทางวิทยาศาสตร์

every paradox is an opportunity for new discoveries. ลำดับความ

3:46

ทุกความขัดแย้งคือโอกาสสำหรับการค้นพบใหม่ๆ

ลำดับความ

every paradox is an opportunity for new discoveries: มองปฏิทรรศน์ใหม่ว่าเป็นโอกาสแห่งการค้นพบ

ในประโยคนี้ every paradox is an opportunity for new discoveries นำความขัดแย้งที่ชวนสับสนมามองใหม่ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะมันอาจเปิดทางไปสู่ความรู้ใหม่ ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าปฏิทรรศน์แก้ได้ง่ายหรือรับประกันว่าจะเกิดการค้นพบ รูปแบบ every X is an opportunity for Y ย้ายจุดสนใจจากตัวปัญหาไปยังสิ่งที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหานั้น ในที่นี้ยังช่วยสรุปคำอธิบายอย่างมีความหวังด้วยหลักคิดกว้าง ๆ เกี่ยวกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

แบบฝึกหัด

ประโยคที่เน้นไว้ทำหน้าที่อะไรในคำอธิบายนี้

  1. ประโยคนี้เริ่มแจกแจงการค้นพบที่นักวิจัยทำสำเร็จแล้ว
  2. ประโยคนี้มองปัญหาที่ยากใหม่ว่าเป็นโอกาสในการได้รับความรู้ใหม่
  3. ประโยคนี้รับประกันว่าปฏิทรรศน์ทุกข้อมีคำตอบง่าย ๆ อยู่แล้ว
ดูคำตอบ

ประโยคนี้มองปัญหาที่ยากใหม่ว่าเป็นโอกาสในการได้รับความรู้ใหม่

Researchers are investigating a broad range of possible solutions วลี

3:51

นักวิจัยกำลังตรวจสอบแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้มากมาย

to the information paradox.

3:55

สำหรับความขัดแย้งของข้อมูลนี้

วลี

a broad range of possible solutions: วิธีแก้ที่เป็นไปได้หลากหลายแนวทาง

A broad range of possible solutions หมายถึงวิธีแก้หลายประเภทที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา broad ขยายคำว่า range ซึ่งสื่อถึงความหลากหลายและขอบเขต ไม่ได้ขยายวิธีแก้แต่ละอย่างโดยตรง โครงสร้างคือ a broad range of + คำนาม เมื่อใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์ เช่น solutions, methods หรือ topics จะเป็นวิธีที่เป็นทางการและกระชับในการบอกว่าตัวเลือกครอบคลุมหลายด้าน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยกลุ่มคำสี่คำจากบทเรียนที่หมายถึง “หลายประเภทที่แตกต่างกัน”: The library provides ____ resources for young readers.

ดูคำตอบ

a broad range of

Some have theorized that information actually is encoded in the escaping radiation ลำดับความ

3:56

บางคนตั้งทฤษฎีว่าแท้จริงแล้วข้อมูลถูกเข้ารหัสอยู่ในการแผ่รังสีที่เล็ดลอดออกมา

in some way we can't yet understand.

4:02

ในรูปแบบบางอย่างที่เรายังไม่สามารถเข้าใจได้

ลำดับความ

Some have theorized that: การเกริ่นถึงทฤษฎีที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

Some have theorized that ใช้เกริ่นถึงทฤษฎีที่กลุ่มบุคคลซึ่งไม่ได้ระบุชัดได้เสนอไว้ โดยไม่ได้นำเสนอว่าเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว รูป present perfect ใน have theorized เชื่อมทฤษฎีที่เสนอไว้ก่อนหน้านี้เข้ากับการอภิปรายในปัจจุบัน ในฐานะสำนวนที่ช่วยจัดระเบียบข้อมูล วลีนี้ทำให้อนุประโยคหลัง that เป็นเพียงคำอธิบายหนึ่งที่เป็นไปได้ และเปิดพื้นที่ให้มุมมองอื่นด้วย โดยเป็นทางการกว่า Some think that

แบบฝึกหัด

ประโยคใดนำเสนอทฤษฎีที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ในคำอธิบายที่เป็นทางการได้ชัดเจนที่สุด

  1. Some think the sealed room looks unusual.
  2. Research has shown that the sealed room once served as an observatory.
  3. Some have theorized that the sealed room once served as an observatory.
ดูคำตอบ

Some have theorized that the sealed room once served as an observatory.

Others have suggested the paradox is just a misunderstanding ลำดับความ

4:05

บางคนก็เสนอว่าความขัดแย้งนี้เป็นเพียงความเข้าใจผิด

of how general relativity and quantum field theory interact.

4:08

ว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปและทฤษฎีสนามควอนตัมมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร

ลำดับความ

Others have suggested: การเพิ่มมุมมองที่แตกต่าง

Others have suggested ใช้เกริ่นมุมมองของคนอีกกลุ่มและนำไปเปรียบต่างกับมุมมองที่กล่าวถึงก่อนหน้า Others หมายถึง “คนอื่น ๆ” แต่ไม่จำเป็นต้องหมายถึงทุกคนที่เหลืออยู่ ในที่นี้ suggested หมายถึง “เสนอให้เป็นคำอธิบายหนึ่งที่เป็นไปได้” ไม่ใช่ “ให้คำแนะนำ” อนุประโยคบอกเนื้อหาที่ตามมาจะมี that แบบ Others have suggested that... หรือจะละ that เหมือนในตัวอย่างก็ได้ โครงสร้างคู่ขนาน Some have... Others have... ทำให้ติดตามความแตกต่างระหว่างคำอธิบายได้ง่าย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดต่อจาก Some experts blame the battery. ได้ดีที่สุด โดยเกริ่นคำอธิบายของคนอีกกลุ่มหนึ่ง

  1. Everyone agrees that the battery is responsible.
  2. The others replaced the battery yesterday.
  3. Others have suggested that a software bug is responsible.
ดูคำตอบ

Others have suggested that a software bug is responsible.

Respectively, การใช้คำ

4:12

ตามลำดับแล้ว

these two theories describe the largest and smallest physical phenomena,

4:13

ทฤษฎีทั้งสองนี้ใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่ใหญ่ที่สุดและเล็กที่สุด

การใช้คำ

Respectively: จับคู่ข้อมูลสองชุดตามลำดับ

Respectively บอกให้จับคู่ข้อมูลสองชุดที่เรียงลำดับไว้ทีละรายการ ในประโยคนี้ “ทฤษฎีทั้งสอง” ลำดับแรกอธิบายปรากฏการณ์ทางกายภาพที่ใหญ่ที่สุด และทฤษฎีลำดับที่สองอธิบายปรากฏการณ์ที่เล็กที่สุด เมื่อเห็น respectively ให้คงลำดับเดิมไว้: รายการแรกจับคู่กับรายการแรก รายการที่สองจับคู่กับรายการที่สอง และต่อไปตามลำดับ

แบบฝึกหัด

Maya and Leo won the gold and silver medals, respectively. ใครได้เหรียญเงิน?

  1. ทั้งสองคนได้เหรียญเงิน
  2. Maya ได้เหรียญเงิน
  3. Leo ได้เหรียญเงิน
ดูคำตอบ

Leo ได้เหรียญเงิน

and they're notoriously difficult to combine. วลี

4:18

และเป็นที่รู้กันดีว่าพวกมันยากที่จะนำมารวมเข้าด้วยกัน

วลี

Notoriously difficult to combine: ขึ้นชื่อว่าผสานเข้าด้วยกันได้ยาก

Notoriously difficult to combine หมายความว่า ความยากในการรวมทฤษฎีทั้งสองเข้าด้วยกันเป็นเรื่องที่คนรู้กันอย่างกว้างขวาง Notoriously ไม่ได้เพียงเพิ่มระดับของ difficult แต่ยังบอกว่าปัญหานี้มีชื่อเสียงในทางลบอีกด้วย ในที่นี้ combine หมายถึงการทำให้ทฤษฎีทั้งสองทำงานร่วมกันได้ภายในกรอบเดียวที่สอดคล้องกัน ไม่ใช่เพียงนำสองสิ่งมาวางไว้ข้างกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีภาษาอังกฤษสองคำจากบทเรียนที่หมายถึง “เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางว่ายาก”: This old engine is ____ to repair.

ดูคำตอบ

notoriously difficult

Some researchers argue that a solution to this and many other paradoxes

4:21

นักวิจัยบางคนแย้งว่าทางออกของความขัดแย้งนี้และอีกหลายๆ ข้อ

will come naturally with a unified theory of everything. วัฒนธรรม

4:25

จะปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาติด้วยทฤษฎีสรรพสิ่งแบบรวมศูนย์

วัฒนธรรม

with a unified theory of everything: เมื่อมีทฤษฎีเอกภาพของทุกสิ่ง

ทฤษฎีเอกภาพของทุกสิ่งคือกรอบทางฟิสิกส์ที่เป็นสมมติฐาน ซึ่งมุ่งอธิบายแรงและกฎพื้นฐานด้วยทฤษฎีเดียวที่สอดคล้องกัน ในที่นี้ everything หมายถึงการทำงานพื้นฐานของจักรวาลทางกายภาพ ไม่ใช่ทุกเหตุการณ์หรือทุกปัญหาในชีวิตประจำวัน ในประโยคนี้ with หมายถึง เมื่อมีทฤษฎีเช่นนั้นแล้ว หรือ ด้วยทฤษฎีเช่นนั้น ข้อความนี้เสนอว่ากรอบที่ครอบคลุมกว้างอาจทำให้คำตอบของปฏิทรรศน์หลายข้อปรากฏขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ a unified theory of everything หมายถึงอะไร

  1. บัญชีรายชื่อวัตถุทุกชิ้นในจักรวาล
  2. คำอธิบายการตัดสินใจส่วนตัวทุกอย่างของผู้คน
  3. กรอบทางฟิสิกส์หนึ่งเดียวที่อาจเชื่อมโยงกฎพื้นฐานเข้าด้วยกัน
ดูคำตอบ

กรอบทางฟิสิกส์หนึ่งเดียวที่อาจเชื่อมโยงกฎพื้นฐานเข้าด้วยกัน

But perhaps the most mind-bending theory to come from exploring this paradox การใช้คำ

4:29

แต่อาจจะเป็นทฤษฎีที่น่าทึ่งที่สุดที่ได้มาจากการสำรวจความขัดแย้งนี้

is the holographic principle. วัฒนธรรม

4:33

นั่นก็คือ หลักการโฮโลแกรม

การใช้คำ

mind-bending theory: ทฤษฎีที่ท้าทายความคิด

Mind-bending ใช้อธิบายความคิดที่น่าประหลาดใจ ซับซ้อน หรือขัดกับสัญชาตญาณมากจนท้าทายวิธีคิดตามปกติ ใน mind-bending theory คำนี้ขยาย theory และเพิ่มความรู้สึกว่าความคิดได้รับแรงกระทบ ไม่ได้หมายเพียงว่าเป็นเรื่องยากธรรมดา วลีนี้เป็นอุปมา ไม่ได้หมายความว่าจิตใจถูกทำให้งอจริง ๆ ส่วน most แสดงว่าทฤษฎีนี้ท้าทายความคิดทั่วไปมากกว่าทฤษฎีอื่น ๆ ที่กำลังพิจารณา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ mind-bending ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. The suitcase was mind-bending because it weighed thirty kilograms.
  2. The documentary presents a mind-bending idea about time.
  3. The room was mind-bending because the walls were white.
ดูคำตอบ

The documentary presents a mind-bending idea about time.

วัฒนธรรม

is the holographic principle: คือหลักโฮโลกราฟิก

หลักโฮโลกราฟิกเป็นชื่อแนวคิดทางฟิสิกส์ กล่าวอย่างง่าย แนวคิดนี้เสนอว่าข้อมูลเกี่ยวกับบริเวณสามมิติอาจถูกเข้ารหัสไว้บนขอบเขตที่มีมิติต่ำกว่า ราวกับว่าข้อมูลภายในปริมาตรหนึ่งสามารถอธิบายได้บนพื้นผิวของมัน ในที่นี้ is the holographic principle ทำหน้าที่ระบุและเกริ่นนำทฤษฎีที่ผู้พูดกำลังจะอธิบาย ไม่ได้หมายความว่ามีการพิสูจน์แล้วว่าความเป็นจริงคือโฮโลแกรมทั่วไปหรือภาพฉายจริง ๆ

แบบฝึกหัด

the holographic principle ในประโยคนี้หมายถึงอะไร?

  1. เทคนิคสำหรับสร้างภาพแสดงผลสามมิติทั่วไป
  2. หลักการทางฟิสิกส์ที่เสนอว่าข้อมูลในบริเวณหนึ่งอาจถูกเข้ารหัสไว้บนขอบเขตที่มีมิติต่ำกว่า
  3. หลักฐานว่าจักรวาลคือภาพยนตร์จริงที่ฉายอยู่บนจอ
ดูคำตอบ

หลักการทางฟิสิกส์ที่เสนอว่าข้อมูลในบริเวณหนึ่งอาจถูกเข้ารหัสไว้บนขอบเขตที่มีมิติต่ำกว่า

Expanding on the idea that the 2D surface of an event horizon can store quantum information, วลี

4:36

ต่อยอดจากแนวคิดที่ว่าพื้นผิว 2 มิติของขอบฟ้าเหตุการณ์สามารถเก็บข้อมูลควอนตัมได้

วลี

Expanding on the idea that...: ต่อยอดจากแนวคิดที่ว่า...

Expanding on หมายถึงการนำแนวคิดที่กล่าวถึงไปแล้วมาพัฒนาต่อด้วยรายละเอียด เหตุผล หรือผลลัพธ์ที่ไกลขึ้น ในที่นี้กรรมของสำนวนคือ the idea that... ซึ่งหมายถึงแนวคิดที่ว่าขอบฟ้าเหตุการณ์สามารถเก็บข้อมูลควอนตัมได้ เมื่ออยู่ต้นประโยค Expanding on... เป็นอนุประโยค -ing ที่เชื่อมใจความหลักถัดไปเข้ากับสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้า สำนวนนี้ส่งสัญญาณว่ากำลังสานต่อและพัฒนาเรื่องเดิม ไม่ใช่เปลี่ยนไปยังหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “พัฒนาต่อจากข้อเสนอที่มีอยู่ก่อน” ลงในประโยค: ____ Ava's suggestion, we added a map to the app.

ดูคำตอบ

Expanding on

this principle suggests that the very boundary of the observable universe วัฒนธรรม

4:41

หลักการนี้เสนอว่าขอบเขตของเอกภพที่สังเกตได้ทั้งหมด

is also a 2D surface encoded with information about real 3D objects. วลี

4:46

ก็เป็นพื้นผิว 2 มิติที่เข้ารหัสข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ 3 มิติของจริงด้วยเช่นกัน

วัฒนธรรม

of the observable universe: “ของเอกภพที่สังเกตได้”

เอกภพที่สังเกตได้คือบริเวณของเอกภพที่แสงหรือสัญญาณอื่นสามารถเดินทางมาถึงเราได้ในทางหลักการ ขอบเขตของมันถูกจำกัดด้วยอายุของเอกภพและเวลาที่ข้อมูลต้องใช้ในการเดินทาง ใน of the observable universe คำว่า observable จำกัดความหมายของ universe วลีนี้จึงไม่ได้หมายถึงเอกภพทั้งหมดเสมอไป ส่วน boundary ในที่นี้คือขีดจำกัดของสิ่งที่สังเกตได้ ไม่ใช่กำแพงจริง

แบบฝึกหัด

observable ทำหน้าที่อะไรในวลี the observable universe?

  1. หมายความว่าเอกภพมีกำแพงแข็งอยู่ด้านนอก
  2. หมายความว่าเอกภพทั้งหมดมองเห็นได้ง่ายด้วยตาเปล่า
  3. จำกัดวลีนี้ให้หมายถึงส่วนของเอกภพที่ในทางหลักการสามารถสังเกตได้จากตำแหน่งของเรา
ดูคำตอบ

จำกัดวลีนี้ให้หมายถึงส่วนของเอกภพที่ในทางหลักการสามารถสังเกตได้จากตำแหน่งของเรา

วลี

encoded with information about real ...: “เข้ารหัสด้วยข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่จริง...”

ใน a surface encoded with information about real 3D objects คำว่า encoded with หมายถึงพื้นผิวนั้นมีข้อมูลอยู่ในรูปแบบที่เข้ารหัสแล้ว ส่วน information about ใช้นำเข้าสิ่งที่ข้อมูลที่เก็บไว้กล่าวถึง คำว่า real เป็นคำแรกของนามวลี real 3D objects ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวลีตายตัว encoded with information about real โครงสร้างที่นำไปใช้ในบริบทอื่นได้คือ be encoded with information about + นามวลี

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมาย: The access card is ____ information about its owner.

ดูคำตอบ

encoded with

If this is true,

4:53

ถ้าหากสิ่งนี้เป็นความจริง

it's possible that reality as we know it วลี

4:54

ก็เป็นไปได้ว่าความจริงอย่างที่เรารู้จัก

is just a holographic projection of that information. วัฒนธรรม

4:57

เป็นเพียงแค่ภาพฉายโฮโลแกรมของข้อมูลเหล่านั้น

วลี

it's possible that reality as we know it: ความเป็นจริงอย่างที่เรารู้จักอาจเป็น…

It's possible that ทำให้ข้อความที่ตามมาเป็นเพียงความเป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ในประโยคนี้จึงช่วยให้แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ฟังดูเป็นข้อสันนิษฐานที่ยังไม่แน่นอน ใน reality as we know it วลี as we know it วางหลังคำนาม และหมายถึง “ในรูปแบบที่เรากำลังพบเห็นหรือเข้าใจอยู่ตอนนี้” จึงจำกัดความหมายของ reality ไว้ที่ภาพความเป็นจริงตามความเข้าใจปัจจุบันของเรา ไม่จำเป็นต้องเป็นธรรมชาติทั้งหมดหรือขั้นสุดท้ายของความเป็นจริง

แบบฝึกหัด

ใช้วลีสี่คำที่หมายถึง “ในรูปแบบปัจจุบันที่คุ้นเคย” เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: New technology could change school ____.

ดูคำตอบ

as we know it

วัฒนธรรม

holographic projection of that information: ภาพฉายโฮโลกราฟิกของข้อมูลนั้น

ในแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังกล่าวถึง holographic projection หมายความว่า ความเป็นจริงสามมิติที่เราสังเกตเห็นอาจอธิบายได้ทั้งหมดด้วยข้อมูลบนขอบเขตที่มีมิติต่ำกว่า projection ในที่นี้เป็นแนวคิดเชิงทฤษฎี ไม่ได้หมายถึงเครื่องฉายภาพทั่วไปที่กำลังฉายภาพให้มองเห็น that information ย้อนกลับไปหมายถึงข้อมูลที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ส่วน of that information เชื่อมความเป็นจริงที่กำลังอธิบายเข้ากับข้อมูลที่อาจใช้เข้ารหัสความเป็นจริงนั้น

แบบฝึกหัด

“a holographic projection of that information” ในที่นี้บอกความสัมพันธ์แบบใด?

  1. เครื่องฉายภาพทั่วไปฉายรูปถ่ายลงบนผนัง
  2. ความเป็นจริงสามมิติที่สังเกตเห็นอาจแทนได้ด้วยข้อมูลบนขอบเขตที่มีมิติต่ำกว่า
  3. ข้อมูลนั้นไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงที่กำลังอธิบาย
ดูคำตอบ

ความเป็นจริงสามมิติที่สังเกตเห็นอาจแทนได้ด้วยข้อมูลบนขอบเขตที่มีมิติต่ำกว่า

If proven, ไวยากรณ์

5:01

หากได้รับการพิสูจน์

any of these theories would open up new questions to explore, กริยาวลี

5:02

ทฤษฎีใดๆ เหล่านี้ก็จะเปิดรับคำถามใหม่ๆ ให้ได้สำรวจ

กริยาวลี

would open up new questions to explore: ผลจากเงื่อนไขสมมติ

ในที่นี้ would แสดงผลจากเงื่อนไขสมมติที่กล่าวไว้ก่อนหน้า Open up ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงทฤษฎีจะสร้างหรือเผยให้เห็นแนวทางการค้นคว้าใหม่ ๆ ไม่ได้หมายถึงการเปิดสิ่งของจริง ๆ วลี questions to explore หมายถึงคำถามที่ผู้คนสามารถศึกษาต่อได้ ส่วนรูป infinitive to explore อธิบายว่าสามารถทำอะไรกับคำถามเหล่านั้นได้

แบบฝึกหัด

would open up new questions to explore ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. มันจะปลดล็อกภาชนะที่มีคำถามอยู่จริง ๆ
  2. มันจะตอบทุกคำถามและยุติการศึกษา
  3. มันจะสร้างคำถามเพิ่มเติมที่ผู้คนสามารถศึกษาได้
ดูคำตอบ

มันจะสร้างคำถามเพิ่มเติมที่ผู้คนสามารถศึกษาได้

while still preserving our current models of the universe. ไวยากรณ์

5:05

ในขณะที่ยังคงรักษารูปแบบจำลองของเอกภพในปัจจุบันของเราไว้

ไวยากรณ์

If proven: รูปย่อของ if-clause แบบถูกกระทำ

If proven เป็นรูปย่อของอนุประโยคเงื่อนไขแบบถูกกระทำ ความหมายแบบไม่ย่อในที่นี้คือ if any one of these theories is proven โดยละประธานและรูปของ be ได้ เพราะประโยคหลักทำให้รู้ชัดว่าหมายถึงอะไร คำกริยาช่องสาม proven มีความหมายแบบถูกกระทำ ดังนั้นทฤษฎีจึงเป็นสิ่งที่ถูกทดสอบและถูกพิสูจน์ว่าจริง ไม่ใช่สิ่งที่ไปพิสูจน์เรื่องอื่น อนุประโยคนี้ตั้งเงื่อนไข ส่วน would นำเข้าสู่ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหากเงื่อนไขนั้นเป็นจริง

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดแสดงความหมายแบบถูกกระทำและไม่ย่อของ If proven ในประโยคนี้?

  1. If any one of these theories proves something
  2. If someone is proving no theory
  3. If any one of these theories is proven
ดูคำตอบ

If any one of these theories is proven

ไวยากรณ์

while still preserving ...: สร้างสมดุลระหว่างการเปลี่ยนแปลงกับความต่อเนื่อง

ในที่นี้ while still preserving ... หมายถึง “ในเวลาเดียวกันก็ยังคงรักษาสิ่งสำคัญไว้โดยไม่ให้สูญเสียสภาพเดิม” while เชื่อมการกระทำ preserving กับอีกการกระทำหนึ่งในประโยคใหญ่ และ still เน้นว่าแบบจำลองที่มีอยู่ยังคงเดิมแม้จะมีแนวคิดหรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ รูปแบบ while + -ing ใช้แสดงการกระทำที่สองซึ่งเกิดควบคู่กับการกระทำหลักได้ การเติม still มักแสดงความสมดุลว่า บางอย่างเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่มีคุณค่ายังคงอยู่

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายสามคำที่เน้นการรักษาไว้อย่างต่อเนื่อง: The museum added interactive displays ____ its historic character.

ดูคำตอบ

while still preserving

But it's also possible that those models are wrong.

5:09

แต่มันก็เป็นไปได้เช่นกันที่แบบจำลองเหล่านั้นจะผิด

Either way, ลำดับความ

5:12

ไม่ว่าจะออกมารูปแบบไหน

this paradox has already helped us take another step into the unknown. สำนวน

5:13

ความขัดแย้งนี้ก็ได้ช่วยให้เราก้าวเข้าสู่สิ่งที่ไม่รู้จักไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

ลำดับความ

Either way: กลับสู่ข้อสรุปร่วมกัน

Either way หมายถึง “ไม่ว่าความเป็นไปได้ใดในสองอย่างจะเป็นจริงหรือถูกเลือก” วลีนี้ย้อนกลับไปถึงทางเลือกที่กล่าวไว้แล้ว และบอกว่าข้อสรุปต่อไปนี้เป็นจริงในทั้งสองกรณี เมื่ออยู่ต้นประโยค วลีนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายเชื่อมการสนทนา โดยยุติการแยกพูดถึงแต่ละความเป็นไปได้ แล้วพาผู้ฟังกลับมาที่ผลลัพธ์ร่วมกันหนึ่งอย่าง ในตำแหน่งนี้ตามปกติจะมีเครื่องหมายจุลภาคตามหลัง

แบบฝึกหัด

The package may arrive on Friday or Saturday. ประโยคต่อใดแสดงว่าผลลัพธ์เหมือนกันในทั้งสองกรณี?

  1. Either way, I will be home to receive it.
  2. By the way, I will be home to receive it.
  3. On Friday, I will be home to receive it.
ดูคำตอบ

Either way, I will be home to receive it.

สำนวน

ก้าวเข้าไปสู่สิ่งที่ยังไม่รู้อีกหนึ่งก้าว: เปรียบความก้าวหน้าเป็นการเดินทาง

ในที่นี้ take another step into the unknown เป็นอุปลักษณ์ หมายถึงการคืบหน้าในการสำรวจสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ ไม่ได้หมายถึงการเดินไปที่ใดจริง ๆ another step แสดงว่าปฏิทรรศน์นี้เพิ่มความก้าวหน้าอีกหนึ่งขั้นในกระบวนการที่ยังดำเนินต่อไป ไม่ได้แปลว่าแก้ทุกอย่างได้แล้ว ส่วน the unknown ทำให้สิ่งที่เรายังไม่รู้ดูเหมือนเป็นสถานที่ในจินตนาการที่เราเดินเข้าไปได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ take another step into the unknown หมายถึงอะไร?

  1. หยุดค้นคว้าเพราะคำตอบยังไม่แน่นอน
  2. เดินจริง ๆ อีกหนึ่งก้าวเข้าไปในสถานที่ที่ไม่มีแสง
  3. ก้าวหน้าไปอีกในการสำรวจสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ
ดูคำตอบ

ก้าวหน้าไปอีกในการสำรวจสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ

Ever wonder if a black hole could destroy us or we could destroy a black hole? น้ำเสียง/เจตนา

5:19

เคยสงสัยไหมว่าหลุมดำสามารถทำลายเราได้ หรือเราสามารถทำลายหลุมดำได้หรือไม่?

น้ำเสียง/เจตนา

Ever wonder if...: คำถามแบบไม่เป็นทางการเพื่อดึงความสนใจของผู้ชม

Ever wonder if...? เป็นรูปย่อแบบไม่เป็นทางการของ Do you ever wonder if...? โดยเข้าใจได้ว่าละ Do you ไว้ และ if ใช้นำความเป็นไปได้หรือคำถามที่ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ จุดประสงค์หลักของผู้พูดไม่ใช่การขอคำตอบทันที แต่เป็นการพูดกับผู้ชมโดยตรงและกระตุ้นความอยากรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่จะตามมา

แบบฝึกหัด

ใช้คำถามดึงความสนใจแบบไม่เป็นทางการจากบทเรียนนี้เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ octopuses dream?

ดูคำตอบ

Ever wonder if

Cast your lot for or against humanity by watching one of these videos next. สำนวน

5:23

ตัดสินใจเลือกอยู่ข้างเดียวกับหรือต่อต้านมนุษยชาติด้วยการดูหนึ่งในวิดีโอเหล่านี้ต่อไป

สำนวน

Cast your lot for or against...: เลือกฝ่ายอย่างมีสีสันและน่าตื่นเต้น

Cast your lot หมายถึงผูกอนาคตของตนไว้กับฝ่ายหนึ่งและยอมรับผลที่จะเกิดกับฝ่ายนั้น ในประโยคนี้ for or against humanity วางสองฝ่ายให้เลือก คือสนับสนุนมนุษยชาติหรือคัดค้านมนุษยชาติ คำว่า lot ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง “สลากกินแบ่ง” หรือ “จำนวนมาก” แต่เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนที่เกี่ยวกับชะตาหรือส่วนที่ตกแก่คนคนหนึ่ง วลี by watching... ทำให้การเลือกดูวิดีโอถัดไปกลายเป็นวิธีแสดงว่าจะอยู่ฝ่ายไหน จึงจงใจทำให้การคลิกธรรมดาบนหน้าจอตอนจบฟังดูเหมือนการตัดสินใจทางศีลธรรมครั้งใหญ่ และสร้างน้ำเสียงที่ทั้งขี้เล่นและน่าตื่นเต้น

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนจากบทเรียนที่หมายถึง “เลือกฝ่าย” ลงในประโยค: In the final scene of this space game, you must ____ for or against the moon colony.

ดูคำตอบ

cast your lot