Zero และ 1st Conditionals: แตกต่างกันอย่างไร - มินิคลาสเรียนภาษาอังกฤษ: บทเรียนภาษาอังกฤษ
British Council | English
ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนนี้เปรียบเทียบ zero conditional กับ first conditional และอธิบายว่ารูปกริยาของทั้งสองแบบสัมพันธ์กับความจริงทั่วไปและเหตุการณ์ในอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นแต่ยังไม่แน่นอนอย่างไร ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. present simple in the if part และ present simple in the result part — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: สังเกตว่า zero conditional ใช้ present simple ทั้งในอนุประโยค if และส่วนผลลัพธ์ แล้วนำโครงสร้างนี้ไปสร้างประโยคเกี่ยวกับผลที่เกิดตามเงื่อนไขนั้นเป็นประจำได้อย่างถูกต้อง 2. when we believe that something is going to happen, but we're not sure 100%. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า first conditional กล่าวถึงเหตุการณ์อนาคตที่ผู้พูดเห็นว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิด จึงเลือกใช้ต่างจาก zero conditional ได้ตามระดับความมั่นใจของผู้พูด 3. what the weather will be like — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ระบุได้ว่านี่คืออนุประโยคคำถามทางอ้อมที่ขึ้นต้นด้วย what และคงลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า เพื่อสื่อว่ายังไม่รู้เงื่อนไขในอนาคตโดยไม่เผลอใช้ลำดับคำของคำถามตรง
คำอธิบายในบทเรียนนี้
between zero conditional and first conditional
0:07ระหว่าง zero conditional และ first conditional กันค่ะ
talk about the difference between A and B: การเปิดหัวข้อเปรียบเทียบ
ประโยคเปิด “talk about the difference between A and B” บอกผู้ฟังว่าส่วนถัดไปจะเปรียบเทียบแนวคิดสองอย่างที่ระบุชื่อไว้แล้ว ในที่นี้ “talk about” หมายถึงการอภิปรายหรืออธิบายหัวข้อที่วางแผนไว้ ไม่ได้หมายถึงการพูดคุยเล่น ๆ เท่านั้น “The difference between A and B” เป็นกรอบสำหรับการเปรียบเทียบ การระบุ A และ B ตั้งแต่ต้นทำให้โครงสร้างและจุดเน้นของบทเรียนชัดเจน
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเปิดการเปรียบเทียบด้วยวลีเป้าหมาย: Today we're going to ____ needs and wants.
ดูคำตอบ
talk about the difference between
So what is the difference?: เปลี่ยนจากหัวข้อไปสู่คำอธิบาย
“So” เชื่อมคำถามนี้กับการเปรียบเทียบที่เพิ่งเกริ่นไป ส่วน “What is the difference?” ถามถึงความแตกต่างสำคัญระหว่างสองสิ่งนั้น ในบทเรียน คำถามทั้งประโยคอาจเป็นคำถามเชิงวาทศิลป์ที่ช่วยบอกทิศทาง ผู้สอนอาจตอบต่อเองโดยไม่รอคำตอบจากผู้ฟัง คำถามนี้จึงพาเนื้อหาจากการประกาศหัวข้อไปสู่การอธิบายความแตกต่างจริง
แบบฝึกหัด
ข้อใดอธิบายหน้าที่ของ “So what is the difference?” ในบทเรียนนี้ได้ดีที่สุด
- จบบทเรียนทันที
- พาจากหัวข้อที่ประกาศไว้ไปสู่คำอธิบายความแตกต่างสำคัญ
- ขอให้ผู้ฟังเปลี่ยนหัวข้อ
ดูคำตอบ
พาจากหัวข้อที่ประกาศไว้ไปสู่คำอธิบายความแตกต่างสำคัญ
and present simple in the result part or the second sentence.
0:19และใช้ present simple ในส่วนของผลลัพธ์หรือประโยคที่สองค่ะ
present simple ในส่วน if ... present simple ในส่วนผลลัพธ์
ในประโยคเงื่อนไขแบบศูนย์ อนุประโยค if ใช้ present simple และอนุประโยคผลลัพธ์ก็ใช้ present simple เช่นกัน “ส่วน if” บอกเงื่อนไข ส่วน “ส่วนผลลัพธ์” ที่ตัวอย่างเรียกว่า “ประโยคที่สอง” บอกว่าเกิดอะไรขึ้น รูปแบบนี้แสดงความเชื่อมโยงระหว่างเงื่อนไขกับผลลัพธ์ว่าเป็นข้อเท็จจริงทั่วไป กฎ หรือผลที่เกิดเป็นประจำ อย่าเติม will หลัง if โดยอัตโนมัติเพียงเพราะประโยคกล่าวถึงผลลัพธ์
แบบฝึกหัด
เปลี่ยน heat และ melt เป็นรูป present simple ที่ถูกต้อง: If you ____ ice, it ____.
ดูคำตอบ
heat · melts
เมื่อบางสิ่งเป็นจริง 100% ของเวลา
ในที่นี้ when นำเข้าสู่สถานการณ์ที่ใช้ประโยคเงื่อนไขแบบศูนย์ “บางสิ่งเป็นจริง 100% ของเวลา” หมายถึงสิ่งนั้นเป็นจริงทุกครั้งที่เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้น เปอร์เซ็นต์เป็นวิธีเน้นความหมายว่า “เสมอ” และไม่จำเป็นต้องเป็นผลจากการคำนวณทางสถิติที่แม่นยำ รูปนี้ชี้ถึงข้อเท็จจริงทั่วไป กฎที่เชื่อถือได้ และผลลัพธ์ที่แน่นอน ไม่ใช่เหตุการณ์ในอนาคตเพียงครั้งเดียวที่ยังไม่แน่นอน
แบบฝึกหัด
ตัดสินข้อความนี้: ผลลัพธ์หนึ่งเกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการอธิบายว่า true 100% of the time จึงถูกต้อง
- ถูกต้อง
- ไม่ถูกต้อง
ดูคำตอบ
ไม่ถูกต้อง
ความแตกต่างระหว่าง a general truth, a law of nature และ a regulation
วลีคำนามสามวลีนี้ใช้เรียกประเภทของข้อความที่มักอธิบายด้วยประโยคเงื่อนไขแบบศูนย์ โดย a general truth คือข้อเท็จจริงที่เป็นจริงโดยทั่วไป a law of nature คือแบบแผนที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในธรรมชาติ และ a regulation คือกฎที่มนุษย์กำหนดขึ้น ทั้งสามแบบใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเงื่อนไขกับผลลัพธ์ที่เกิดซ้ำได้ แต่มีที่มาต่างกัน คือข้อเท็จจริงทั่วไป ธรรมชาติ หรือกฎขององค์กร
แบบฝึกหัด
โรงเรียนแห่งหนึ่งกำหนดว่า "Visitors must sign in at the office." ข้อความนี้เหมาะกับประเภทใดที่สุด
- a general truth
- a law of nature
- a regulation
ดูคำตอบ
a regulation
if we heat up ice, it melts: ประโยคเงื่อนไขแบบศูนย์
อนุประโยค if we heat up ice ใช้ present simple และส่วนที่บอกผลคือ it melts ก็ใช้ present simple เช่นกัน นี่คือโครงสร้างของประโยคเงื่อนไขแบบศูนย์: if + present simple, present simple ในที่นี้ if นำเสนอเงื่อนไขที่ให้ผลเหมือนเดิมทุกครั้งที่เกิดขึ้น ประโยคนี้บอกความสัมพันธ์แบบเหตุและผลที่คงที่ในธรรมชาติ ไม่ใช่การคาดการณ์ที่ไม่แน่นอนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคตเพียงครั้งเดียว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเงื่อนไขแบบศูนย์โดยใช้รูป present simple ของ drop และ fall: If you ____ a ball, it ____.
ดูคำตอบ
drop · falls
heat up: ทำให้บางสิ่งร้อนขึ้นหรือร้อนขึ้นเอง
heat up หมายถึง “ทำให้บางสิ่งร้อนขึ้น” หรือ “ร้อนขึ้น” ในประโยคนี้ heat up มีกรรมคือ ice จึงหมายถึงทำให้น้ำแข็งร้อนขึ้น ในที่นี้ up ไม่ได้แสดงการเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน แต่ heat และ up ทำหน้าที่ร่วมกันเป็นกริยาวลีที่บอกว่าอุณหภูมิสูงขึ้น
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ heat up กับกรรมที่เป็นคำสรรพนามได้ถูกต้อง
- Please heat it up before breakfast.
- Please it heat up before breakfast.
- Please heat up it before breakfast.
ดูคำตอบ
Please heat it up before breakfast.
cannot escape melting: ผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
Cannot escape melting หมายถึง “ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการละลายได้” น้ำแข็งถูกบรรยายราวกับว่ามันพยายามหนีได้ ดังนั้นจึงเป็นการใช้บุคลาธิษฐาน ไม่ใช่การเคลื่อนที่จริง คำว่า escape สามารถตามด้วยรูป -ing เพื่อระบุการกระทำหรือผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: escape doing something ในที่นี้ melting หมายถึงกระบวนการละลายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แบบฝึกหัด
ใช้รูป -ing ที่ถูกต้องของ see เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The thief could not escape ____ by the guard.
ดูคำตอบ
being seen
If it rains, I take the bus: ประโยคเงื่อนไขแบบศูนย์สำหรับกฎส่วนตัว
นี่คือประโยคเงื่อนไขแบบศูนย์ที่ใช้บอกกฎส่วนตัว อนุประโยคที่มี if บอกเงื่อนไขที่อาจเกิดซ้ำ ส่วนประโยคหลักบอกว่าผู้พูดทำอะไรทุกครั้งที่เงื่อนไขนั้นเกิดขึ้น ทั้ง rains และ take อยู่ในรูป present simple รูปแบบนี้แสดงว่าการนั่งรถบัสเป็นสิ่งที่ทำเป็นประจำ ไม่ใช่การตัดสินใจเพียงครั้งเดียวเกี่ยวกับวันฝนตกวันใดวันหนึ่งในอนาคต
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกกฎส่วนตัวที่ทำเป็นประจำ?
- If the café was full, I sat outside.
- If the café is full, I sit outside.
- If the café is full tomorrow, I'll sit outside.
ดูคำตอบ
If the café is full, I sit outside.
a personal rule of mine: โครงสร้าง a/an + คำนาม + of + คำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ
ใน a personal rule of mine คำว่า of mine หมายถึง “เป็นของฉัน” ทั้งวลีบอกว่ากฎนั้นเป็นกฎส่วนตัวข้อหนึ่งที่ผู้พูดมี นี่คือโครงสร้างแสดงความเป็นเจ้าของซ้อน: a/an + คำนาม + of + คำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ คำสรรพนามหลัง of ใช้ได้โดยไม่ต้องมีคำนามตามหลัง ดังนั้นจึงต้องใช้ mine ในที่นี้
แบบฝึกหัด
เติมวลีแสดงความเป็นเจ้าของสองคำที่หมายถึง “เป็นของฉัน” ให้สมบูรณ์: That is a favorite photo ____.
ดูคำตอบ
of mine
I will not leave the house unless there is a bus. ไวยากรณ์
0:44ฉันจะไม่ออกจากบ้านเด็ดขาดถ้าไม่มีรถบัส
unless there is a bus: เงื่อนไขที่ต้องเป็นจริง
Unless ใช้บอกเงื่อนไขที่ต้องเป็นจริงก่อนที่การกระทำหรือผลอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้นได้ ในประโยคนี้ การมีรถบัสเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการออกจากบ้านของผู้พูด ถ้าไม่มีรถบัส ผู้พูดจะอยู่บ้าน ประโยคนี้ไม่ได้รับรองว่าผู้พูดจะออกไปแน่นอนเมื่อมีรถบัส แต่บอกเพียงว่าจำเป็นต้องมีรถบัส Unless มีความหมาย “if ... not” อยู่แล้ว เมื่อต้องการสื่อว่า “ถ้าเงื่อนไขนี้ไม่เป็นจริง” อนุประโยคที่ตามหลัง unless มักใช้รูปบอกเล่า การเติม not อาจทำให้เงื่อนไขกลับความหมาย แทนที่จะเป็นเพียงการปฏิเสธซ้ำ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วย unless: The door will stay locked ____ you use the right key.
ดูคำตอบ
unless
Let's move on now to conditional number one. ลำดับความ
0:47ตอนนี้เรามาต่อกันที่ conditional แบบที่หนึ่งกันค่ะ
Let's move on now to ...: การนำเข้าสู่หัวข้อถัดไป
Let's move on now to ... บอกผู้ฟังว่าส่วนหนึ่งกำลังจบลงและหัวข้อถัดไปกำลังจะเริ่มขึ้น สำนวนนี้ช่วยจัดระเบียบการพูดโดยทำให้ขอบเขตระหว่างแต่ละส่วนชัดเจน Move on ในที่นี้หมายถึงการดำเนินการสนทนาต่อ ไม่ใช่การเคลื่อนที่ทางกายภาพ Let's ชวนให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนหัวข้อ now บอกว่าเปลี่ยนในตอนนี้ และ to ใช้นำเข้าสู่หัวข้อใหม่
แบบฝึกหัด
เติมสำนวนเปลี่ยนหัวข้อแบบพูดด้วย move on now to: Let's ____ the next question.
ดูคำตอบ
move on now to
first conditional: ส่วน if ใช้ present simple ... ส่วนผลลัพธ์ใช้ future simple
รูปแบบพื้นฐานของ first conditional คือ if + present simple ในส่วนเงื่อนไข แล้วตามด้วย will + กริยารูปเดิมในส่วนผลลัพธ์ ส่วนเงื่อนไขกล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น และส่วนผลลัพธ์บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเงื่อนไขนั้นเป็นจริง แม้เงื่อนไขจะกล่าวถึงอนาคต แต่ first conditional แบบทั่วไปมักใช้ present simple หลัง if ไม่ใช้ will ในตัวอย่างนี้ future simple หมายถึงรูป will + กริยารูปเดิม
แบบฝึกหัด
เปลี่ยน finish และ call ให้เป็นรูปที่ใช้ใน first conditional: If Maya ____ early, she ____ us.
ดูคำตอบ
finishes · will call
going to happen, but we're not sure 100%: ความหมายของ first conditional
ในที่นี้ it หมายถึง first conditional เราใช้รูปนี้เมื่อเงื่อนไขเฉพาะในอนาคตดูมีโอกาสเกิดขึ้นจริง แต่เราไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ Not sure 100% เพียงเน้นว่ายังมีความไม่แน่นอน ไม่ใช่กฎที่ต้องคำนวณเป็นตัวเลข แนวคิดสำคัญคือเหตุการณ์หนึ่งในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั่วไปหรือผลที่เกิดขึ้นทุกครั้ง
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ first conditional เพื่อพูดถึงสถานการณ์ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นแต่ยังไม่แน่นอน
- If the sky clears tonight, we'll watch the stars.
- If you heat ice, it melts.
- If the alarm rings, the doors lock automatically.
ดูคำตอบ
If the sky clears tonight, we'll watch the stars.
If ... is nice, I will go: ประโยคเงื่อนไขแบบที่หนึ่ง
นี่คือประโยคเงื่อนไขแบบที่หนึ่งตามรูปแบบมาตรฐาน แม้ tomorrow จะกล่าวถึงอนาคต แต่อนุประโยคที่มี if ใช้ simple present คือ is ส่วนอนุประโยคผลลัพธ์ใช้ will + กริยารูปพื้นฐาน คือ will go ประโยคนี้แสดงว่าอากาศดีเป็นเงื่อนไขในอนาคตที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริงแต่ยังไม่แน่นอน การไปชายหาดคือผลลัพธ์ในอนาคตหากเงื่อนไขนั้นเกิดขึ้น รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ If + simple present, will + กริยารูปพื้นฐาน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ประโยคเงื่อนไขแบบที่หนึ่งตามรูปแบบมาตรฐานเพื่อบอกเงื่อนไขในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นและผลลัพธ์ของมัน
- If the shop is open tomorrow, we bought the book.
- If the shop will be open tomorrow, we will buy the book.
- If the shop is open tomorrow, we will buy the book.
ดูคำตอบ
If the shop is open tomorrow, we will buy the book.
am going to go: be going to + go
ใน am going to go นั้น am going to เป็นโครงสร้างอนาคต ส่วน go ตัวสุดท้ายเป็นกริยาหลัก จึงไม่ใช่การพูดซ้ำโดยผิดพลาด แต่แบ่งได้เป็น I + am going to + go ใช้ be going to + กริยารูปพื้นฐานเพื่อบอกแผนหรือเหตุการณ์ในอนาคตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ในที่นี้ I believe ทำให้ข้อความฟังเหมือนเป็นความคาดหมายของผู้พูดมากกว่าคำสัญญาที่แน่นอน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ be going to เป็นโครงสร้างอนาคต แล้วตามด้วยกริยาหลัก go
- Mia goes to school every day.
- Mia is going to go first.
- Mia is going to school.
ดูคำตอบ
Mia is going to go first.
Am I 100% sure?: คำถามเพื่อตรวจสอบตัวเอง
ในที่นี้ Am I 100% sure? เป็นคำถามที่ผู้พูดถามตัวเองระหว่างการอธิบาย ผู้พูดหยุดเล็กน้อยเพื่อให้ผู้ฟังสังเกตเกณฑ์ว่าแน่ใจอย่างสมบูรณ์หรือไม่ แล้วจึงตอบคำถามนั้นเอง คำถามนี้ทำหน้าที่จัดลำดับการอธิบาย ไม่ได้มีไว้เพื่อขอข้อมูลเท่านั้น การถามสั้น ๆ แล้วตอบเองช่วยดึงความสนใจไปยังเกณฑ์สำคัญหรือขั้นตอนถัดไป
แบบฝึกหัด
ในคำอธิบายนี้ Am I 100% sure? มีหน้าที่หลักอะไร
- เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวจากผู้ฟัง
- เพื่อเน้นเกณฑ์สำคัญก่อนที่ผู้พูดจะให้คำตอบ
- เพื่อประกาศว่าการอธิบายจบแล้ว
ดูคำตอบ
เพื่อเน้นเกณฑ์สำคัญก่อนที่ผู้พูดจะให้คำตอบ
No, because I don't know what the weather will be like tomorrow. ไวยากรณ์
1:10ไม่ค่ะ เพราะฉันไม่รู้ว่าพรุ่งนี้อากาศจะเป็นอย่างไร
what the weather will be like: ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าในอนุประโยค wh แบบฝัง
what the weather will be like เป็นอนุประโยค wh แบบฝังที่ตามหลัง I don't know อนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่เป็นกรรมของ know และหมายความว่าผู้พูดไม่รู้ว่าสภาพอากาศในอนาคตจะเป็นอย่างไร เนื่องจากอนุประโยคนี้ฝังอยู่ในประโยคบอกเล่าที่ใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับคำแบบประโยคบอกเล่า: what + the weather + will be + like คำถามตรงคือ What will the weather be like? แต่หลัง I don't know, do you know หรือ I wonder อย่าสลับ will ไปไว้หน้าประธาน
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคที่ใช้ลำดับคำถูกต้องในอนุประโยค wh แบบฝัง
- Do you know what the test will be like?
- Do you know what will be the test like?
- Do you know what will the test be like?
ดูคำตอบ
Do you know what the test will be like?
And another example: เพิ่มอีกหนึ่งตัวอย่างในหัวข้อเดิม
“And another example,” เป็นคำเชื่อมสั้น ๆ ที่ใช้ในการพูด เพื่อบอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีอีกหนึ่งตัวอย่างของกฎหรือแนวคิดเดิม คำว่า “another” หมายถึงอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นประเภทเดียวกัน ดังนั้นผู้พูดจึงกำลังพูดต่อในหัวข้อเดิม ไม่ได้เริ่มหัวข้อใหม่ สำนวนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประโยค หากต้องการพูดเป็นประโยคเต็ม สามารถใช้ “And here's another example.”
แบบฝึกหัด
คำเชื่อมใดบอกผู้ฟังได้อย่างเป็นธรรมชาติว่ากำลังจะมีอีกหนึ่งตัวอย่างของแนวคิดเดิม?
- On a different topic,
- In conclusion,
- And another example,
ดูคำตอบ
And another example,
if we hurry, we will catch the bus: ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 1
ประโยคนี้ใช้ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 1 คือ if + present simple (if we hurry) ตามด้วย will + กริยารูปพื้นฐาน (we will catch) โครงสร้างนี้เชื่อมเงื่อนไขที่เป็นจริงได้ในตอนนี้หรือในเร็ว ๆ นี้เข้ากับผลลัพธ์ในอนาคตที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น ในรูปแบบปกตินี้ อนุประโยคเงื่อนไขใช้ hurry ไม่ใช่ will hurry ในที่นี้ catch the bus หมายถึงไปถึงทันเวลาเพื่อขึ้นรถบัส ประโยคนี้พูดถึงสถานการณ์หนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่เหตุการณ์ในอดีตหรือนิสัยที่ทำเป็นประจำ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคเงื่อนไขแบบที่ 1 ด้วยรูปที่ถูกต้องของ leave และ catch: If Mia ____ now, she ____ the train.
ดูคำตอบ
leaves · will catch
catch the bus: ไปให้ทันก่อนรถบัสออก
catch the bus หมายถึงไปถึงทันเวลาและขึ้นรถบัสก่อนรถออก ไม่ได้หมายถึงใช้มือ “จับ” รถบัส ในประโยคนี้ if we hurry เป็นเงื่อนไข ส่วน will catch the bus เป็นผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เราใช้ catch กับพาหนะที่ออกตามเวลา เช่น รถบัสหรือรถไฟ เมื่อประเด็นสำคัญคือการไปให้ทัน
แบบฝึกหัด
รถบัสจะออกในอีกสองนาที สำนวนใดเติมประโยคนี้ได้เหมาะสมที่สุด? “Hurry, or we won't _____.”
- take the bus
- drive the bus
- catch the bus
ดูคำตอบ
catch the bus
might miss it: ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นแต่ยังไม่แน่นอน
might + คำกริยารูปพื้นฐาน แสดงว่าผลลัพธ์หนึ่งอาจเกิดขึ้น แต่ยังไม่แน่นอน ใน might miss it คำว่า miss หมายถึงไปไม่ทัน ส่วน it หมายถึงรถบัสที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ประโยคนี้เตือนถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น คือรถบัสอาจออกก่อนที่พวกเขาจะไปถึง ในที่นี้ miss ไม่ได้หมายถึงคิดถึงคนหรือสิ่งที่ไม่อยู่ด้วย
แบบฝึกหัด
คุณไม่แน่ใจว่าจะไปถึงก่อนรถไฟออกหรือไม่ ประโยคใดเหมาะกับสถานการณ์นี้?
- We will definitely miss the train.
- We miss the train every day.
- We might miss the train.
ดูคำตอบ
We might miss the train.
So there you have it: ปิดคำอธิบายและนำเสนอข้อสรุป
“So there you have it” เป็นวลีปิดท้ายแบบตายตัวในภาษาพูด ในที่นี้หมายถึง “นี่คือคำอธิบายหรือผลลัพธ์” และบอกว่าการเปรียบเทียบจบลงแล้ว คำว่า “have it” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเป็นเจ้าของสิ่งของ ให้เรียนรู้ทั้งวลีเป็นชุดเดียวสำหรับปิดคำอธิบายและนำเสนอข้อสรุป
แบบฝึกหัด
เติมประโยคปิดท้ายด้วยวลีตายตัวจากบทเรียนนี้: I've shown you how to reset the clock. So ____!
ดูคำตอบ
there you have it
Now you can become a conditional ninja. สำนวน
1:28ตอนนี้คุณก็สามารถเป็นนินจาเรื่องประโยคเงื่อนไขได้แล้ว
conditional ninja: คำชมแบบขำ ๆ สำหรับคนที่เก่งประโยคเงื่อนไข
“Conditional ninja” เป็นคำเปรียบเทียบแบบขำ ๆ สำหรับคนที่ใช้ประโยคเงื่อนไขได้เก่งมาก คำว่า “ninja” อาศัยภาพจำที่แพร่หลายของคนที่มีทักษะยอดเยี่ยม ไม่ได้หมายถึงอาชีพหรือตัวตนจริง ๆ ชื่อนี้ใช้ชมและให้กำลังใจผู้เรียนอย่างมีอารมณ์ขัน รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือวางชื่อทักษะหรือวิชาไว้หน้า “ninja” เพื่อหมายถึงคนที่เก่งด้านนั้นมาก
แบบฝึกหัด
“conditional ninja” ใน “Now you can become a conditional ninja” หมายถึงอะไร?
- คนที่ใช้ประโยคเงื่อนไขได้เก่งมาก
- คนที่เพิ่งเริ่มเรียนประโยคเงื่อนไข
- นินจาจริง ๆ ที่ทำงานตามเงื่อนไขบางอย่าง
ดูคำตอบ
คนที่ใช้ประโยคเงื่อนไขได้เก่งมาก