วันอังคารสีอะไร? สำรวจซินเนสทีเซีย (การรับรู้ข้ามสัมผัส) - Richard E. Cytowic: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
488 คำ 159 คำ/นาที

คำอธิบายวิดีโอ: วิดีโอนี้อธิบายภาวะประสาทสัมผัสร่วมในฐานะลักษณะทางระบบประสาทที่เชื่อมประสาทสัมผัสหลายด้าน สำรวจว่าพันธุกรรมและการสัมผัสสิ่งทางวัฒนธรรมทำให้ความเชื่อมโยงต่าง ๆ คงที่ได้อย่างไร และเสนอว่าการเชื่อมกันตามปกติของระบบรับรู้ช่วยให้ทุกคนเข้าใจอุปลักษณ์และภาพลวงทางโสตทัศน์ ประเด็นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษหลัก: 1. Imagine a world — สัมพันธสาร การเล่าเรื่อง และวาทศิลป์: เรียนรู้การเปิดคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ด้วยการชวนผู้ฟังเข้าสู่สถานการณ์สมมติ เพื่อสร้างภาพในใจที่ชัดเจนก่อนนำเสนอแนวคิดหลัก และนำรูปแบบนี้ไปใช้ในงานพูดหรืองานเขียนได้ 2. single nucleotide change / alters perception. — ความหมายและระดับภาษาของคำศัพท์: สังเกตว่ากลุ่มคำนามเชิงเทคนิคที่แม่นยำกับคำกริยาบอกผลแบบเป็นทางการ ช่วยสื่ออย่างกระชับว่าความเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเพียงเล็กน้อยสามารถเปลี่ยนประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสเฉพาะบุคคลได้ 3. sounds like a sweet deal — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: เข้าใจและใช้การเล่นคำช่วงท้ายที่สื่อว่าบางสิ่งดูเป็นข้อตกลงที่ดี พร้อมกับโยงกลับไปยังประเด็นเรื่องเสียง รสชาติ และความเชื่อมโยงของประสาทสัมผัสในวิดีโอ

คำอธิบายในบทเรียนนี้

Imagine a world ลำดับความ

0:14

ลองจินตนาการถึงโลก

in which you see numbers and letters as colored, ไวยากรณ์

0:15

ที่คุณมองเห็นตัวเลขและตัวอักษรเป็นสีสัน

ลำดับความ

Imagine a world: ชวนผู้ฟังเข้าสู่ฉากสมมติ

Imagine a world มีรูปเป็นประโยคคำสั่ง แต่ในที่นี้ทำหน้าที่เป็นคำเชื้อเชิญ ไม่ใช่คำสั่งที่แข็งกร้าว โดยชวนผู้ฟังให้สร้างฉากสมมติขึ้นในใจ เมื่อใช้เป็นคำเปิด วลีนี้จะให้ภาพรวมแก่ผู้ฟังก่อน จากนั้นอนุประโยคที่ใช้ where หรือ in which จะช่วยเติมลักษณะของโลกในจินตนาการ ก่อนที่ผู้พูดจะเข้าสู่หัวข้อหลัก

แบบฝึกหัด

เติมคำเปิดสุนทรพจน์ด้วยวลีภาษาอังกฤษสามคำจากบทเรียน: ____ where every town has safe drinking water.

ดูคำตอบ

Imagine a world

even though they're printed in black, ไวยากรณ์

0:18

ทั้งๆ ที่พวกมันถูกพิมพ์ด้วยสีดำ

ไวยากรณ์

even though: เปรียบต่างข้อเท็จจริงกับผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด

even though ใช้นำข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับใจความหลัก ในที่นี้ ตัวเลขและตัวอักษรถูกพิมพ์ด้วยสีดำจริง ๆ แต่ผู้ดูกลับมองเห็นเป็นสีต่าง ๆ even though ตามด้วยอนุประโยคที่สมบูรณ์ อนุประโยคนี้บอกข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่ยอมรับว่าเป็นจริง ส่วนประโยคหลักบอกผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจซึ่งยังเกิดขึ้นอยู่ดี

แบบฝึกหัด

ผู้พูดรู้ว่าตอนนั้นฝนกำลังตกจริง ๆ เลือกคำเชื่อมที่เหมาะที่สุด: The picnic continued, ___ it was raining.

  1. even if
  2. even though
  3. because
ดูคำตอบ

even though

in which music or voices trigger a swirl of moving colored shapes, วลี

0:20

โลกที่ดนตรีหรือเสียงกระตุ้นให้เกิดรูปทรงสีสันหมุนวนไปมา

วลี

trigger a swirl of: ทำให้เกิดกลุ่มที่หมุนวน

trigger หมายถึงทำให้บางสิ่งเริ่มต้นหรือเกิดขึ้น ส่วน a swirl of หมายถึงกลุ่มหรือมวลที่ดูเหมือนบิดหมุนและเคลื่อนไปด้วยกัน ในที่นี้ ดนตรีหรือเสียงพูดทำให้รูปทรงสีต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวปรากฏขึ้นเป็นประสบการณ์ทางสายตาแบบหมุนวน โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ trigger + a swirl of + คำนาม เหมาะอย่างยิ่งกับการบรรยายสิ่งที่เคลื่อนที่หรือผสมกันได้ เช่น ฝุ่น ใบไม้ ควัน สี หรือภาพ

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่บรรยายอย่างเป็นธรรมชาติว่าเหตุการณ์หนึ่งทำให้เกิดกลุ่มสิ่งของที่หมุนวน

  1. Turning on the fan borrowed a swirl of paper scraps across the floor.
  2. Turning on the fan triggered a swirl of paper scraps across the floor.
  3. Turning on the fan counted a swirl of paper scraps across the floor.
ดูคำตอบ

Turning on the fan triggered a swirl of paper scraps across the floor.

in which words and names fill your mouth with unusual flavors. สำนวน

0:24

โลกที่คำศัพท์และชื่อต่างๆ ทำให้ปากของคุณเต็มไปด้วยรสชาติที่ไม่คุ้นเคย

ไวยากรณ์

in which ... in which ... in which: เพิ่มรายละเอียดแบบขนานให้โลกเดียว

in which ทั้งสามแห่งย้อนกลับไปหา world ซึ่งเป็นคำนามเดียวกัน ในแต่ละแห่ง which ใช้แทน world และ in แสดงว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในโลกนั้น การใช้ in which ซ้ำกันเป็นการเปิดอนุประโยคสัมพันธ์สามส่วนที่ขนานกัน โครงสร้างนี้จัดฉากสมมติเพียงฉากเดียวออกเป็นรายละเอียดทางประสาทสัมผัสสามอย่างโดยไม่ต้องพูด Imagine a world ซ้ำ ผู้ฟังจึงต้องเชื่อมทุกอนุประโยคกลับไปยัง world เดียวกัน

แบบฝึกหัด

in which ทั้งสามแห่งในตัวอย่างทำหน้าที่อะไร?

  1. แสดงว่าเหตุการณ์ทั้งสามเกิดขึ้นคนละเวลา
  2. ทั้งหมดอ้างกลับไปยัง world เดียวกันและนำเสนอรายละเอียดสามอย่างแบบขนาน
  3. แต่ละแห่งนำเสนอโลกที่แตกต่างกัน
ดูคำตอบ

ทั้งหมดอ้างกลับไปยัง world เดียวกันและนำเสนอรายละเอียดสามอย่างแบบขนาน

สำนวน

fill your mouth with unusual flavors: ภาพทางประสาทสัมผัสที่ไม่ได้หมายตามตัวอักษร

ในที่นี้ fill your mouth with unusual flavors ไม่ได้บรรยายการกิน คำและชื่อต่าง ๆ กระตุ้นความรู้สึกทางรสชาติ ประโยคจึงนำเสนอประสบการณ์ซินเนสทีเซียนี้ราวกับว่ารสชาติเข้ามาเติมเต็มปากจริง ๆ โครงสร้าง fill A with B หมายถึง “ทำให้ A เต็มไปด้วย B” ใช้บรรยายการกระทำจริงได้ แต่ในที่นี้ใช้เปลี่ยนประสบการณ์ข้ามประสาทสัมผัสที่ไม่ธรรมดาให้เป็นภาพทางกายที่ชัดเจน

แบบฝึกหัด

fill your mouth with unusual flavors ในประโยคนี้หมายถึงอะไร

  1. คำและชื่อต่าง ๆ กระตุ้นความรู้สึกที่คล้ายรสชาติ
  2. ชื่อที่เขียนไว้ถูกนำไปผสมกับอาหาร
  3. ผู้พูดเอาเศษกระดาษใส่ปาก
ดูคำตอบ

คำและชื่อต่าง ๆ กระตุ้นความรู้สึกที่คล้ายรสชาติ

Jail tastes like cold hard bacon, วลี

0:27

คำว่า คุก มีรสชาติเหมือนเบคอนเย็นๆ แข็งๆ

while Derek tastes like earwax.

0:30

ในขณะที่ ดีเร็ก มีรสชาติเหมือนขี้หู

วลี

tastes like: เปรียบเทียบรสชาติกับอีกสิ่งหนึ่ง

โครงสร้าง X tastes like Y หมายความว่ารสชาติที่เชื่อมโยงกับ X คล้ายกับรสชาติที่เชื่อมโยงกับ Y โดย like ใช้นำสิ่งที่เป็นตัวเปรียบเทียบ ในประโยคนี้ Jail และ Derek เป็นคำหรือชื่อ ไม่ใช่อาหาร ผู้พูดกำลังบรรยายรสชาติแบบซินเนสทีเซียที่ชื่อเหล่านี้กระตุ้นขึ้นมา เนื่องจากประธานแต่ละตัวเป็นเอกพจน์ taste จึงเปลี่ยนเป็นรูปบุรุษที่สามเอกพจน์ tastes

แบบฝึกหัด

เติมสำนวนสองคำที่สร้างจาก taste และหมายถึง “มีรสชาติคล้ายกับ” ลงในประโยค: This candy ____ watermelon.

ดูคำตอบ

tastes like

Welcome to synesthesia, ลำดับความ

0:34

ยินดีต้อนรับสู่ ซินเนสทีเซีย (การรับรู้ข้ามช่องสัมผัส)

the neurological phenomenon that couples two or more senses in 4% of the population. การใช้คำ

0:35

ปรากฏการณ์ทางระบบประสาทที่เชื่อมโยงประสาทสัมผัสตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปในประชากร 4%

ลำดับความ

Welcome to synesthesia: การเปิดประเด็นด้วย Welcome to

ในประโยคนี้ Welcome to synesthesia ไม่ได้ต้อนรับผู้ฟังให้เข้าสู่สถานที่จริง แต่เสนอให้มอง synesthesia เป็นแขนงหรือประสบการณ์ที่ผู้ฟังกำลังจะเข้าไปสำรวจ โครงสร้าง Welcome to + นามวลี ใช้จัดบทนำโดยบอกหัวข้อหลักแล้วดึงความสนใจของผู้ฟังไปยังหัวข้อนั้น ในประโยคนี้ คำนิยามหลังเครื่องหมายจุลภาคอธิบายหัวข้อที่เพิ่งนำเสนอ

แบบฝึกหัด

ผู้ดำเนินรายการวิทยาศาสตร์กำลังแนะนำดาราศาสตร์ในฐานะแขนงที่น่าสำรวจ เติมประโยคเปิดด้วยสำนวนสองคำที่เรียนในบทนี้: ____ astronomy, the study of stars and space.

ดูคำตอบ

Welcome to

การใช้คำ

couples two or more senses: คำกริยา couple ในบริบทวิทยาศาสตร์

ตรงนี้ couples เป็นรูปกริยาของ couple ที่ใช้กับประธานเอกพจน์บุรุษที่สาม ประธานคือ the neurological phenomenon และกรรมคือ two or more senses กริยานี้หมายถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ประสาทสัมผัสเชื่อมโยงหรือทำงานสัมพันธ์กัน ในบริบททางวิทยาศาสตร์และเทคนิค couple ใช้อธิบายระบบ สัญญาณ กระบวนการ หรือประสาทสัมผัสที่เชื่อมต่อและส่งผลต่อกันได้ ตรงนี้ไม่ใช่คำนาม a couple และไม่มีความหมายเกี่ยวกับคู่รัก

แบบฝึกหัด

ในคำนิยามทางวิทยาศาสตร์นี้ couples two or more senses หมายความว่าอย่างไร

  1. บรรยายประสาทสัมผัสว่าเป็นคู่รัก
  2. เชื่อมโยงประสาทสัมผัสตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปเข้าด้วยกัน
  3. นับประสาทสัมผัสเป็นคู่โดยไม่ได้เชื่อมโยงกัน
ดูคำตอบ

เชื่อมโยงประสาทสัมผัสตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปเข้าด้วยกัน

A synesthete might not only hear my voice, ไวยากรณ์

0:41

ผู้มีภาวะซินเนสทีเซียอาจไม่เพียงแค่ได้ยินเสียงของฉันเท่านั้น

but also see it,

0:43

แต่ยังมองเห็นมัน

taste it, or feel it as a physical touch. ไวยากรณ์

0:44

ลิ้มรสชาติของมัน หรือรู้สึกถึงมันเหมือนการสัมผัสทางกายได้

ไวยากรณ์

not only hear ... but also see: การเพิ่มแนวคิดที่สองซึ่งมีโครงสร้างขนานกัน

not only ... but also ... เชื่อมแนวคิดสองส่วนที่มีโครงสร้างขนานกัน และเน้นส่วนที่สองเป็นพิเศษ กล่าวคือ ส่วนแรกเป็นจริงและส่วนที่สองก็เป็นจริงด้วย ในประโยคนี้ might ครอบคลุมทั้ง hear และ see ดังนั้นผู้ที่มีภาวะประสาทสัมผัสร่วมอาจไม่เพียงได้ยินเสียง แต่อาจมองเห็นเสียงนั้นด้วย ส่วนที่ตามหลัง but also ยังต่อด้วย taste it และ feel it จึงเกิดเป็นรายการประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่เพิ่มขึ้น โดยการได้ยินเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้าง not only ... but also ให้สมบูรณ์: The app ____ tracks your steps ____ reminds you to move.

ดูคำตอบ

not only · but also

ไวยากรณ์

feel it as a physical touch: การรับรู้ A ในรูปแบบของ B

ใน feel it as a physical touch คำว่า it หมายถึงเสียงที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ รูปแบบ feel A as B หมายถึงการสัมผัสหรือการตีความสิ่งเร้า A ในรูปแบบของ B ในที่นี้เสียงถูกรับรู้เป็นสัมผัสที่เกิดกับร่างกาย ไม่ได้หมายความว่าเสียงไปแตะตัวบุคคลนั้นจริง ๆ as ใช้บอกว่าความรู้สึกนั้นถูกรับรู้ในรูปแบบใด จึงใช้ถ้อยคำนี้อธิบายประสบการณ์ส่วนตัวที่คนหนึ่งมีต่อเสียง ภาพ หรือสิ่งเร้าอื่นได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดให้บุคคลเป็นผู้มีประสบการณ์ ให้ the bass เป็นสิ่งเร้า และให้ a vibration เป็นรูปแบบของประสบการณ์นั้น

  1. I felt like turning down the bass.
  2. I felt the bass as a vibration in my chest.
  3. The bass felt like a vibration in my chest.
ดูคำตอบ

I felt the bass as a vibration in my chest.

Sharing the same root with anesthesia, วลี

0:49

มีรากศัพท์เดียวกับคำว่า anesthesia (การระงับความรู้สึก)

meaning no sensation,

0:51

ซึ่งแปลว่าไม่มีความรู้สึก

synesthesia means joined sensation. ลำดับความ

0:52

synesthesia จึงหมายถึงความรู้สึกที่เชื่อมโยงกัน

วลี

Sharing the same root with ...: ที่มาของคำร่วมกัน

Sharing the same root with ... เป็นวลี -ing ที่วางไว้ต้นประโยค ประธานที่เข้าใจได้ของวลีนี้คือ synesthesia ซึ่งเป็นประธานของอนุประโยคหลัก วลีนี้บอกว่า synesthesia และ anesthesia มีรากศัพท์ภาษากรีกเดียวกันที่เกี่ยวกับความรู้สึก และช่วยปูทางไปสู่คำจำกัดความที่ตามมา ใช้ share the same root with X เพื่อบอกว่าคำสองคำมีส่วนประกอบทางประวัติศาสตร์ของคำร่วมกัน การมีรากศัพท์ร่วมกันบอกถึงประวัติของคำ ไม่ได้หมายความว่าคำเหล่านั้นมีความหมายเหมือนกันในปัจจุบัน

แบบฝึกหัด

อ่านประโยคแล้วเลือกว่าประโยคนี้บอกอะไร: “Telephone shares the same Greek root with television.”

  1. คำหนึ่งเป็นคำย่อของอีกคำหนึ่ง
  2. คำทั้งสองมีส่วนประกอบร่วมกันในประวัติของคำ
  3. ปัจจุบันคำทั้งสองมีความหมายเหมือนกันทุกประการ
ดูคำตอบ

คำทั้งสองมีส่วนประกอบร่วมกันในประวัติของคำ

ลำดับความ

synesthesia means joined sensation: รูปแบบคำจำกัดความ X means Y

X means Y เป็นรูปแบบคำจำกัดความแบบสั้น X ใช้ระบุคำหรือแนวคิดที่กำลังอธิบาย ส่วน Y ใช้บอกความหมาย ในประโยคนี้ synesthesia คือ X และ joined sensation คือ Y ในที่นี้ joined sensation อธิบายความหมายตามตัวอักษรของส่วนประกอบในคำ ไม่ใช่คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ของ synesthesia รูปแบบนี้เสนอคำศัพท์ก่อน แล้วจึงให้ความหมายสั้น ๆ เพื่อให้ผู้ฟังเชื่อมโยงกับคำนั้น

แบบฝึกหัด

เติมคำจำกัดความด้วยรูปที่ถูกต้องของ mean: In this guide, the term bilingual ____ able to use two languages.

ดูคำตอบ

means

Having one type, such as colored hearing, ไวยากรณ์

0:55

การมีภาวะนี้ประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น การได้ยินเป็นสี

gives you a 50% chance of having a second, third, or fourth type. วลี

0:57

ทำให้คุณมีโอกาส 50% ที่จะมีประเภทที่สอง สาม หรือสี่ตามมา

ไวยากรณ์

Having one type ... gives: วลี -ing ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน

Having one type เป็นวลี gerund โดยทั้งวลีทำหน้าที่เป็นประธานและกล่าวถึงสภาวะหนึ่งอย่าง คือการมีประเภทหนึ่ง เมื่อมองประธานนี้เป็นหน่วยเดียว กริยาจึงใช้รูปเอกพจน์ gives คำว่า such as colored hearing เพิ่มตัวอย่างไว้ภายในประธาน เมื่อตัดส่วนนี้ออก จะเห็นโครงสร้างหลักคือ Having one type gives you a 50% chance รูปแบบ Doing something + กริยาเอกพจน์มักใช้เมื่ออธิบายผลกระทบหรือข้อเท็จจริงทั่วไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้วลี -ing เป็นประธานเอกพจน์ได้ถูกต้อง

  1. Reading every day gives you more chances to learn new words.
  2. Read every day gives you more chances to learn new words.
  3. Reading every day give you more chances to learn new words.
ดูคำตอบ

Reading every day gives you more chances to learn new words.

วลี

a 50% chance of having: การบอกความน่าจะเป็นทางสถิติ

วลี a 50% chance of having ... หมายถึงความน่าจะเป็นที่จะมีบางสิ่งอยู่ที่ 50% ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ใช้วัด chance โดยตรง ใช้โครงสร้าง a + เปอร์เซ็นต์ + chance of + คำนามหรือคำกริยารูป -ing ในที่นี้ of เป็นคำบุพบท จึงต้องเปลี่ยน have เป็น having: a 50% chance of having a second type

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย chance และรูปที่ถูกต้องของ have เพื่อแสดงความน่าจะเป็นทางสถิติ: With the backup battery, we have a 90% ____ enough power for the whole trip.

ดูคำตอบ

chance of having

One in 90 among us experience graphemes, โน้ต

1:04

1 ใน 90 คนในพวกเรามีประสบการณ์กับหน่วยลายลักษณ์ (graphemes)

the written elements of language like letters, numerals, and punctuation marks,

1:06

ซึ่งเป็นองค์ประกอบภาษาเขียน เช่น ตัวอักษร ตัวเลข และเครื่องหมายวรรคตอน

as saturated with color.

1:11

ว่าเต็มไปด้วยสีสัน

วลี

การใช้ One in 90 เพื่อบอกสัดส่วน

One in 90 หมายถึง “1 คนในทุก ๆ 90 คน” รูปแบบ one in + ตัวเลข ใช้บอกสัดส่วน โดย one คือจำนวนคนในกลุ่มที่มีลักษณะนั้น และ 90 คือจำนวนคนทั้งหมดในกลุ่ม รูปแบบนี้พบบ่อยในงานเขียนด้านสถิติและวิทยาศาสตร์ เพราะเปลี่ยนเปอร์เซ็นต์หรือเศษส่วนให้เป็นสัดส่วนของกลุ่มที่นึกภาพได้ง่าย โดยทั่วไปเป็นอัตราโดยประมาณ เว้นแต่บริบทจะระบุว่าเป็นจำนวนที่นับได้อย่างแน่นอน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปแบบ one in + ตัวเลข ที่หมายถึงประมาณ 20%: Solar power is used by ____ households.

ดูคำตอบ

one in five

ไวยากรณ์

experience graphemes ... as saturated with color: โครงสร้าง experience A as B

experience A as B หมายถึง “รับรู้หรือรู้สึกว่า A เป็น B” ในประโยคนี้ A คือ graphemes และ B คือ saturated with color กล่าวคือ คนเหล่านี้รับรู้สัญลักษณ์ภาษาเขียนในเชิงส่วนตัวว่ามีสีเข้มข้น คำอธิบายที่แทรกระหว่าง graphemes กับ as saturated with color ไม่ได้ทำให้โครงสร้างขาดจากกัน เวลาอ่านประโยคยาว ให้เชื่อมกรรมหลัง experience เข้ากับวลี as ที่บอกว่ากรรมนั้นถูกรับรู้อย่างไร

แบบฝึกหัด

เติมคำที่ทำให้เกิดโครงสร้าง experience A as B: Lina experienced the quiet library ____ peaceful.

ดูคำตอบ

as

การใช้คำ

graphemes, the written elements of language: การนิยามศัพท์ด้วยส่วนวางเคียง

วลีคำนาม the written elements of language เป็นส่วนวางเคียงที่ทำหน้าที่อธิบาย โดยอยู่ถัดจาก graphemes และกล่าวความหมายของศัพท์เฉพาะนี้ใหม่ด้วยคำที่ง่ายขึ้น จากนั้น like letters, numerals, and punctuation marks ก็ยกตัวอย่างขององค์ประกอบเหล่านั้น รูปแบบ “คำศัพท์, คำอธิบาย,” พบได้บ่อยในงานเขียนด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษา เรามักเดาความหมายของศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยได้จากคำระหว่างเครื่องหมายจุลภาค และเมื่อตัดส่วนอธิบายนี้ออก โครงสร้างไวยากรณ์หลักของประโยคก็ยังคงอยู่

แบบฝึกหัด

วลี the written elements of language like letters, numerals, and punctuation marks ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้?

  1. เปลี่ยน graphemes จากเอกพจน์เป็นพหูพจน์
  2. บอกว่าเกิดการรับรู้ graphemes เมื่อใด
  3. นิยาม graphemes ด้วยคำที่ง่ายขึ้น แล้วจึงยกตัวอย่าง
ดูคำตอบ

นิยาม graphemes ด้วยคำที่ง่ายขึ้น แล้วจึงยกตัวอย่าง

Some even have gender or personality.

1:12

บางตัวถึงกับมีเพศหรือบุคลิกภาพด้วยซ้ำ

For Gail, three is athletic and sporty. สำนวน

1:15

สำหรับเกล เลขสามคือความทะมัดทะแมงและชอบเล่นกีฬา

สำนวน

three is athletic and sporty: การทำให้ตัวเลขมีลักษณะเหมือนคน

ใน three is athletic and sporty มีการนำคำคุณศัพท์ที่ปกติใช้บรรยายคนมาใช้กับตัวเลข three นี่คือบุคลาธิษฐาน ซึ่งเป็นการนำเสนอสิ่งที่เป็นนามธรรมราวกับว่ามีร่างกาย ความสนใจ หรือบุคลิกแบบมนุษย์ For Gail จำกัดข้อความนี้ไว้ที่ประสบการณ์ของ Gail เอง ประโยคนี้บรรยายความเชื่อมโยงส่วนตัวที่เธอมีกับตัวเลข ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเลขสามหรือความเชื่อที่ทุกคนมีร่วมกัน

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ For Gail, three is athletic and sporty หมายความว่าอย่างไร?

  1. เลขสามเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาจริง ๆ
  2. นักกีฬาทุกคนใช้เลขสามเป็นสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ
  3. Gail รู้สึกเป็นการส่วนตัวว่าเลขสามมีลักษณะคล้ายมนุษย์
ดูคำตอบ

Gail รู้สึกเป็นการส่วนตัวว่าเลขสามมีลักษณะคล้ายมนุษย์

Nine is a vain elitist girl. การใช้คำ

1:19

เลขเก้าเป็นเด็กสาวผู้ดีที่เย่อหยิ่ง

การใช้คำ

vain elitist girl: การตัดสินเชิงลบสองอย่าง

ในวลีนี้ vain ใช้วิจารณ์คนที่ภูมิใจกับรูปลักษณ์ ความสามารถ หรือความสำคัญของตนเองมากเกินไป ส่วน elitist วิจารณ์ทัศนคติที่มองว่าคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นชนชั้นนำเหนือกว่าคนทั่วไป คำคุณศัพท์สองคำนี้ไม่ได้เพียงบรรยายเด็กผู้หญิงคนนั้น แต่ยังนำเสนอเธอในแง่ลบว่าเป็นคนที่สำคัญตนเกินไปและรู้สึกเหนือกว่าผู้อื่นในสังคม น้ำเสียงเชิงประเมินแบบเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นเมื่อใช้คำเหล่านี้กับบุคคลจริง ตัวละคร กลุ่มคน หรือทัศนคติ

แบบฝึกหัด

vain และ elitist เพิ่มความหมายเชิงประเมินแบบใดในวลี vain elitist girl?

  1. ทั้งสองคำชื่นชมความมั่นใจและความเป็นมิตร
  2. ทั้งสองคำเป็นคำเรียกความสามารถและความสำเร็จแบบเป็นกลาง
  3. ทั้งสองคำวิจารณ์การสำคัญตนเกินไปและความรู้สึกเหนือกว่าทางสังคม
ดูคำตอบ

ทั้งสองคำวิจารณ์การสำคัญตนเกินไปและความรู้สึกเหนือกว่าทางสังคม

By contrast, the sound units of language, โน้ต

1:22

ในทางตรงกันข้าม หน่วยเสียงของภาษา

or phonemes, trigger synestetic tastes.

1:24

หรือโฟนีม จะกระตุ้นให้เกิดรสชาติแบบซินเนสทีเซีย

ลำดับความ

By contrast: การส่งสัญญาณว่าเปลี่ยนไปกล่าวถึงอีกกรณีหนึ่ง

By contrast เป็นคำเชื่อมทางข้อความที่บอกผู้ฟังหรือผู้อ่านให้เปรียบเทียบประเด็นต่อไปกับสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้า ในที่นี้คำนี้นำเสนอกรณีของหน่วยเสียงว่าแตกต่างจากกรณีก่อนหน้า คำนี้มักอยู่ต้นประโยคหรืออนุประโยคและตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค ใช้ระบุความแตกต่างที่สำคัญ โดยข้อความทั้งสองไม่จำเป็นต้องตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำแสดงการเปรียบต่างที่เน้นไว้: The old model is heavy. ____, the new one weighs only two kilograms.

ดูคำตอบ

By contrast

การใช้คำ

sound units of language, or phonemes: การใช้ or เพื่อนำเสนอศัพท์เฉพาะ

วลีนี้เริ่มด้วยคำอธิบายทั่วไป sound units of language แล้วใช้ or phonemes เพื่อบอกชื่อทางเทคนิค ทั้งสองส่วนหมายถึงสิ่งเดียวกัน ในรูปแบบ X, or Y, ที่คั่นด้วยจุลภาค or หมายถึง “กล่าวคือ” หรือ “พูดอีกอย่างหนึ่ง” ไม่ได้ให้เลือกระหว่าง X กับ Y รูปแบบนี้ช่วยนิยามศัพท์เฉพาะโดยยังทำให้แนวคิดเข้าใจได้ง่าย

แบบฝึกหัด

or phonemes ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. แสดงว่าสองสำนวนมีความหมายตรงข้ามกัน
  2. เสนอ phonemes เป็นอีกทางเลือกหนึ่งจาก sound units
  3. ให้ชื่อทางเทคนิคของแนวคิดเดียวกัน
ดูคำตอบ

ให้ชื่อทางเทคนิคของแนวคิดเดียวกัน

For James, college tastes like sausage,

1:28

สำหรับเจมส์ คำว่า college (วิทยาลัย) มีรสชาติเหมือนไส้กรอก

as does message and similar words with the -age ending. โน้ต

1:30

เช่นเดียวกับคำว่า message และคำอื่นๆ ที่ลงท้ายด้วย -age

ไวยากรณ์

as does message: โครงสร้าง as แบบกลับลำดับที่หมายถึง “ก็เช่นกัน”

ใน as does message คำว่า does ทำหน้าที่แทนภาคแสดง tastes like sausage ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นวลีนี้จึงหมายถึง “message ก็มีรสชาติเหมือนไส้กรอกเช่นกัน” โดยไม่ต้องกล่าวภาคแสดงทั้งหมดซ้ำ ลำดับคือ as + กริยาช่วย + ประธาน ดังนั้นกริยาช่วยจึงอยู่หน้า message นี่เป็นการกลับลำดับในประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม และใช้เพิ่มประธานอีกตัวที่มีการกระทำหรือสภาวะเดียวกับที่เพิ่งกล่าวถึง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้าง as แบบกลับลำดับซึ่งหมายถึง “ห้องสมุดก็เช่นกัน”: The museum closes at six, ____ the library.

ดูคำตอบ

as does

การใช้คำ

similar words with the -age ending: การบอกตัวอักษรท้ายคำ

ในประโยคนี้ similar words with the -age ending หมายถึงคำอื่นที่คล้ายกันซึ่งรูปเขียนลงท้ายด้วยตัวอักษร -age รูปแบบ words with the X ending ใช้จัดกลุ่มคำตามสิ่งที่ปรากฏอยู่ท้ายคำ ในที่นี้ ending เป็นเพียงคำอธิบายการสะกดส่วนท้ายแบบกว้าง ๆ ไม่ได้ยืนยันว่า -age เป็นปัจจัยท้ายที่มีความหมาย หรือว่าคำทุกคำที่ลงท้ายเช่นนี้ออกเสียงเหมือนกัน

แบบฝึกหัด

สำนวนใดจัดกลุ่มคำตามตัวอักษรท้ายคำเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่า -age เป็นปัจจัยท้าย?

  1. words with the -age ending
  2. words containing the word age
  3. words with the suffix -age
ดูคำตอบ

words with the -age ending

Synesthesia is a trait,

1:35

ซินเนสทีเซียเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง

like having blue eyes, rather than a disorder, ไวยากรณ์

1:37

เหมือนกับการมีตาสีฟ้า มากกว่าที่จะเป็นความผิดปกติ

ไวยากรณ์

rather than a ...: การปฏิเสธประเภทที่สอง

Rather than ใช้นำหน้าการจัดประเภทที่ผู้พูดต้องการปฏิเสธ ประโยคนี้จัดภาวะประสาทสัมผัสร่วมว่าเป็นลักษณะอย่างหนึ่ง และแก้ความเข้าใจที่ว่าควรเรียกว่าเป็นความผิดปกติ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ A rather than B ซึ่งหมายถึงยืนยันหรือเลือก A ไม่ใช่ B ในที่นี้คู่เปรียบเทียบเต็มคือ a trait rather than a disorder

แบบฝึกหัด

เติมวลีสองคำที่ขึ้นต้นด้วย rather และใช้ปฏิเสธประเภทที่สอง: This change is a feature ____ a defect.

ดูคำตอบ

rather than

because there's nothing wrong. น้ำเสียง/เจตนา

1:40

เพราะมันไม่ได้มีอะไรผิดแปลก

น้ำเสียง/เจตนา

because there's nothing wrong: ให้เหตุผลเพื่อสร้างความสบายใจว่าความแตกต่างไม่ใช่ข้อบกพร่อง

Because นำเข้าสู่เหตุผลของแนวคิดก่อนหน้า ในที่นี้ there's nothing wrong หมายความว่าลักษณะดังกล่าวไม่ใช่ข้อบกพร่องหรือความผิดปกติ ไม่ได้พูดถึงสิ่งของที่เสีย ถ้อยคำนี้ช่วยให้ผู้ฟังสบายใจและปฏิเสธการตัดสินในแง่ลบ การแตกต่างไม่ได้แปลว่าต้องแก้ไขเสมอไป

แบบฝึกหัด

there's nothing wrong สื่อความหมายอะไรในประโยคนี้?

  1. ควรตำหนิใครบางคนที่ทำผิด
  2. ความแตกต่างนั้นไม่ใช่ข้อบกพร่องในตัวมันเอง
  3. อุปกรณ์เครื่องหนึ่งหยุดทำงาน
ดูคำตอบ

ความแตกต่างนั้นไม่ใช่ข้อบกพร่องในตัวมันเอง

In fact, all the extra hooks endow synesthetes with superior memories. โน้ต

1:41

ในความเป็นจริง การเชื่อมโยงพิเศษเหล่านี้ทำให้ผู้มีภาวะซินเนสทีเซียมีความจำที่เป็นเลิศ

ลำดับความ

In fact: เดินหน้าประเด็นด้วยข้อมูลที่หนักแน่นกว่า

In fact เป็นคำเชื่อมทางความคิดที่นำข้อความถัดไปไปสัมพันธ์กับประเด็นก่อนหน้า ในที่นี้ ผู้พูดขยับจาก “ไม่มีอะไรผิดปกติ” ไปสู่ข้อมูลเชิงบวกที่หนักแน่นกว่า นั่นคือผู้มีภาวะประสาทสัมผัสร่วมมีความจำที่เหนือกว่า เมื่อได้ยินหรืออ่าน In fact ให้มองหาข้อมูลที่ช่วยเสริมความหนักแน่น ชี้แจง หรือบางครั้งแก้ไขสิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดใช้ In fact เพื่อเสริมประเด็นก่อนหน้าให้หนักแน่นขึ้น?

  1. The repair wasn't expensive, but it took three days.
  2. The repair wasn't expensive. For example, the mechanic replaced only one small part.
  3. The repair wasn't expensive. In fact, it cost less than the estimate.
ดูคำตอบ

The repair wasn't expensive. In fact, it cost less than the estimate.

วลี

endow synesthetes with superior memories: โครงสร้าง endow X with Y

endow X with Y หมายถึง “มอบคุณสมบัติ ความสามารถ สิทธิ หรือทรัพยากร Y ให้แก่ X” ในประโยคนี้ X คือ synesthetes และ Y คือ superior memories โดยใจความคือการเชื่อมโยงเพิ่มเติมทำให้ผู้มีภาวะประสาทสัมผัสร่วมมีความสามารถด้านความจำที่โดดเด่นมาก โครงสร้างตายตัวคือ endow + ผู้รับ + with + สิ่งที่ได้รับ โครงสร้างนี้บอกว่าสิ่งหนึ่งทำให้คนหรือสิ่งของมีคุณลักษณะบางอย่าง ไม่ได้หมายถึงการส่งมอบ “ความทรงจำ” ให้กันจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ endow X with Y ได้ถูกต้องในคำอธิบายแบบเป็นทางการ

  1. The training endows new pilots with sharper decision-making skills.
  2. The training endows new pilots to sharper decision-making skills.
  3. The training endows with new pilots sharper decision-making skills.
ดูคำตอบ

The training endows new pilots with sharper decision-making skills.

For example,

1:46

ตัวอย่างเช่น

a girl runs into someone she met long ago. กริยาวลี

1:47

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งบังเอิญเจอคนที่เธอเคยรู้จักเมื่อนานมาแล้ว

กริยาวลี

runs into someone: การพบกันโดยไม่ได้วางแผน

run into someone เป็นกริยาวลีที่หมายถึง “พบใครบางคนโดยไม่คาดคิดหรือโดยบังเอิญ” ในประโยคนี้ เด็กผู้หญิงไม่ได้วางแผนการพบกันไว้ล่วงหน้า ในที่นี้ run และ into ทำงานร่วมกันเป็นความหมายเดียว วลีนี้ไม่ได้บอกว่าเด็กผู้หญิงวิ่งเข้าไปข้างในตัวใครหรือจงใจวิ่งชนคนนั้น

แบบฝึกหัด

ran into ในที่นี้หมายความว่าอะไร? I ran into my old teacher at the station yesterday.

  1. ฉันเดินตามครูเก่าเข้าไปในสถานี
  2. ฉันบังเอิญเจอครูเก่าที่นั่น
  3. ฉันเข้าเรียนตามนัดกับครูเก่า
ดูคำตอบ

ฉันบังเอิญเจอครูเก่าที่นั่น

Let's see, she had a green name. น้ำเสียง/เจตนา

1:49

"ไหนดูซิ เธอมีชื่อสีเขียว

น้ำเสียง/เจตนา

Let's see ในฐานะวลีสำหรับขอเวลาคิด

ในที่นี้ Let's see เป็นวลีในบทสนทนาที่ใช้ขอเวลาคิด มีความหมายใกล้เคียงกับ “ขอคิดดูก่อน” วลีนี้แสดงว่าผู้พูดกำลังค้นความจำก่อนบอกรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ ไม่ได้ชวนให้อีกฝ่ายมองดูอะไรจริง ๆ เมื่อทำหน้าที่เป็นคำกำกับบทสนทนา วลีนี้ช่วยเติมช่วงหยุดสั้น ๆ และบอกผู้ฟังว่าคำตอบกำลังจะตามมา

แบบฝึกหัด

ใน “Let's see, I think the library closes at six,” คำว่า Let's see แสดงอะไร?

  1. ผู้พูดมั่นใจและตอบโดยไม่ต้องคิด
  2. ผู้พูดกำลังชวนใครสักคนให้มองดูห้องสมุด
  3. ผู้พูดหยุดชั่วครู่เพื่อนึกข้อมูล
ดูคำตอบ

ผู้พูดหยุดชั่วครู่เพื่อนึกข้อมูล

D's are green: Debra, Darby, Dorothy, Denise,

1:51

ตัว D เป็นสีเขียว: เดบรา, ดาร์บี, โดโรธี, เดนิส...

yes, her name is Denise.

1:54

ใช่แล้ว เธอชื่อเดนิส"

Once established in childhood, ไวยากรณ์

1:56

เมื่อได้รับการสร้างขึ้นในวัยเด็กแล้ว

pairings remain fixed for life.

1:58

การจับคู่เหล่านี้จะคงอยู่ไปตลอดชีวิต

ไวยากรณ์

Once established ... remain fixed for life: เมื่อก่อตัวแล้วจะคงที่ตลอดชีวิต

Once established in childhood เป็นอนุประโยคกรรมวาจกแบบย่อ รูปเต็มคือ Once the pairings are established in childhood ประธานที่ละไว้ของ established คือ pairings และ once ในที่นี้หมายถึง “หลังจากสิ่งนี้เกิดขึ้น” หรือ “ทันทีที่สิ่งนี้เกิดขึ้น” ไม่ได้หมายถึง “หนึ่งครั้ง” ประโยคหลัก pairings remain fixed for life บอกผลที่คงอยู่ต่อไป โครงสร้างย่อ Once + กริยาช่องสาม, ประธาน + ผลลัพธ์ ใช้เมื่อประธานเป็นผู้รับการกระทำ แล้วเข้าสู่สภาพใหม่หรือสภาพที่ดำเนินต่อเนื่อง

แบบฝึกหัด

ใช้กริยาช่องสามของ approve เพื่อเติมอนุประโยค once แบบย่อให้สมบูรณ์: ____, the permit remains valid for two years.

ดูคำตอบ

Once approved

Synesthetes inherit a biological propensity for hyperconnecting brain neurons, วลี

2:00

ผู้มีภาวะซินเนสทีเซียสืบทอดแนวโน้มทางชีวภาพในการเชื่อมโยงเซลล์ประสาทสมองมากเกินปกติ

วลี

biological propensity for hyperconnecting: โครงสร้าง propensity for + รูป -ing

ในประโยคนี้ biological propensity for hyperconnecting หมายถึงแนวโน้มที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมและมีพื้นฐานทางชีวภาพในการสร้างการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทในสมองมากกว่าปกติอย่างมาก คำว่า propensity บอกถึงแนวโน้มหรือความเป็นไปได้ที่สูงขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โครงสร้างคือ propensity for + คำนามหรือรูป -ing ในที่นี้ for เป็นคำบุพบท ดังนั้น hyperconnecting จึงเป็นรูป -ing ที่ใช้เรียกกิจกรรมนั้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง propensity ได้ถูกต้อง

  1. The condition creates a propensity for forming extra connections.
  2. The condition creates a propensity for form extra connections.
  3. The condition creates a propensity to forming extra connections.
ดูคำตอบ

The condition creates a propensity for forming extra connections.

but then must be exposed to cultural artifacts such as calendars, food names, and alphabets. โน้ต

2:05

แต่หลังจากนั้นต้องสัมผัสกับสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรม เช่น ปฏิทิน ชื่ออาหาร และตัวอักษร

วลี

must be exposed to: การสัมผัสที่จำเป็นในรูปกรรมวาจก

ในประโยคนี้ must be exposed to หมายความว่าการได้สัมผัสกับสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรมถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น คำว่า must ในที่นี้แสดงความจำเป็น ไม่ใช่คำสั่งที่พูดกับใครคนหนึ่ง Be exposed to เป็นโครงสร้างกรรมวาจกและเน้นคนหรือกลุ่มที่ได้รับประสบการณ์นั้น เมื่อใช้กับสิ่งที่เป็นกลาง เช่น ปฏิทิน ชื่อ หรือระบบตัวอักษร exposed หมายถึงการได้สัมผัสหรือพบเจอ ไม่ใช่การตกอยู่ในอันตราย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ must be exposed to ได้ถูกต้องเพื่อสื่อถึงประสบการณ์การเรียนรู้ที่จำเป็น

  1. Young actors must be exposed many styles of performance.
  2. Young actors must expose to many styles of performance.
  3. Young actors must be exposed to many styles of performance.
ดูคำตอบ

Young actors must be exposed to many styles of performance.

การใช้คำ

cultural artifacts such as: การยกตัวอย่างผลผลิตทางวัฒนธรรม

ในที่นี้ cultural artifacts หมายถึงสิ่งของ ชื่อเรียก หรือระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นและถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรม ปฏิทิน ชื่ออาหาร และชุดตัวอักษรล้วนอยู่ในความหมายเชิงวิชาการแบบกว้างนี้ คำว่า artifact ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสมบัติโบราณหรือสิ่งของวิเศษ such as ใช้เพื่อนำเข้าสู่ตัวอย่าง รายการที่ตามมาเป็นเพียงผลผลิตทางวัฒนธรรมบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นไปได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ cultural artifacts such as calendars, food names, and alphabets หมายถึงอะไร?

  1. สิ่งของ ชื่อเรียก หรือระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นและถ่ายทอดข้อมูลทางวัฒนธรรม
  2. เฉพาะของเก่าราคาแพงที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์
  3. สิ่งของวิเศษที่มีพลังพิเศษ
ดูคำตอบ

สิ่งของ ชื่อเรียก หรือระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นและถ่ายทอดข้อมูลทางวัฒนธรรม

The amazing thing is that a single nucleotide change in the sequence of one's DNA alters perception. การใช้คำ

2:11

สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ การเปลี่ยนแปลงของนิวคลีโอไทด์เพียงตัวเดียวในลำดับดีเอ็นเอของคนๆ หนึ่งสามารถเปลี่ยนการรับรู้ได้

การใช้คำ

single nucleotide change ... alters perception: เหตุและผล

ในอนุประโยค that วลี a single nucleotide change in the sequence of one's DNA เป็นทั้งประธานและสาเหตุ alters เป็นคำกริยา ส่วน perception คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอันเป็นผลตามมา ถ้อยคำนี้เน้นว่าสาเหตุที่เล็กมากก็อาจสร้างผลกระทบที่มีความหมายได้ single เน้นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเพียงหนึ่งหน่วยของดีเอ็นเอ ส่วน alters หมายถึงทำให้เปลี่ยน ไม่จำเป็นต้องหมายถึงแทนที่ทั้งหมด คำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์มักใช้รูปแบบนี้ คือให้สาเหตุเชิงเทคนิคเป็นประธาน แล้วตามด้วยคำกริยาที่บอกผล

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดระบุความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลในประโยคได้ถูกต้อง?

  1. การรับรู้จะได้รับผลกระทบก็ต่อเมื่อดีเอ็นเอถูกแทนที่ทั้งหมดเท่านั้น
  2. การเปลี่ยนแปลงหนึ่งหน่วยของดีเอ็นเอทำให้การรับรู้เปลี่ยนไป
  3. การรับรู้สร้างนิวคลีโอไทด์ตัวใหม่ขึ้นในดีเอ็นเอ
ดูคำตอบ

การเปลี่ยนแปลงหนึ่งหน่วยของดีเอ็นเอทำให้การรับรู้เปลี่ยนไป

In this way, synesthesia provides a path to understanding subjective differences. โน้ต

2:17

ด้วยวิธีนี้ ซินเนสทีเซียจึงเป็นแนวทางในการทำความเข้าใจความแตกต่างเชิงอัตวิสัย

ลำดับความ

In this way: เชื่อมข้อมูลก่อนหน้ากับผลลัพธ์

In this way ย้อนกลับไปอ้างถึงวิธีการ กระบวนการ ตัวอย่าง หรือข้อเท็จจริงที่เพิ่งกล่าวถึง และบอกว่าข้อความถัดไปเป็นผลที่ตามมาจากสิ่งนั้น ในประโยคนี้ สำนวนดังกล่าวเชื่อมคำอธิบายก่อนหน้าเกี่ยวกับภาวะประสาทสัมผัสร่วมเข้ากับแนวคิดที่ว่าภาวะนี้ช่วยให้เราเข้าใจความแตกต่างในการรับรู้ของแต่ละคนได้ เมื่อใช้เป็นสัญญาณในการอ่าน สำนวนนี้จะเชื่อมสองขั้นของการให้เหตุผล คือข้อมูลก่อนหน้าและผลหรือข้อสรุปที่ตามมา เมื่อพบสำนวนนี้ ให้ย้อนกลับไปดูว่า “this way” หมายถึงสิ่งใด

แบบฝึกหัด

ข้อความต่อแบบใดแสดงอย่างเป็นธรรมชาติว่าการกระทำแรกนำไปสู่ผลที่ตามมา

  1. We label every box clearly. For example, fewer items get lost.
  2. We label every box clearly. In this way, fewer items get lost.
  3. We label every box clearly. By the way, fewer items get lost.
ดูคำตอบ

We label every box clearly. In this way, fewer items get lost.

วลี

provides a path to understanding: แสดงว่าสิ่งหนึ่งช่วยให้เราเข้าใจได้อย่างไร

provides a path to understanding หมายถึง “เปิดทางให้เข้าใจบางสิ่งได้ลึกขึ้น” โดย path ในที่นี้เป็นคำเปรียบเทียบ ภาวะประสาทสัมผัสร่วมไม่ใช่ถนนจริง ๆ แต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้คนศึกษาและทำความเข้าใจความแตกต่างในการรับรู้ของแต่ละคนได้ ใน a path to understanding subjective differences คำว่า to หลัง path เป็นคำบุพบท ส่วน understanding เป็นรูป -ing ที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม คำหลัง understanding ระบุว่าสิ่งใดได้รับการเข้าใจมากขึ้น

แบบฝึกหัด

ใช้รูปที่ถูกต้องของ understand เพื่อเติมรูปแบบทางการให้สมบูรณ์: Resident interviews provide a path to ____ local needs.

ดูคำตอบ

understanding

How two people can see the same thing differently. วลี

2:22

ว่าคนสองคนมองสิ่งเดียวกันแตกต่างกันได้อย่างไร

วลี

see the same thing differently: มองสิ่งเดียวกันแตกต่างกัน

see the same thing differently หมายถึง การพบกับวัตถุ เหตุการณ์ หรือข้อมูลเดียวกัน แต่รับรู้หรือตีความต่างกัน see อาจหมายถึงการมองเห็นจริง ๆ หรือใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบว่าเรามองหรือเข้าใจสิ่งใดอย่างไรก็ได้ วลีนี้เปรียบเทียบสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายรับรู้ร่วมกันกับมุมมองที่ต่างกัน differently ขยาย see ดังนั้นความต่างอยู่ที่วิธีรับรู้หรือตีความ ไม่ใช่อยู่ที่ตัวสิ่งที่มอง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายถึงหลายคนพิจารณาข้อมูลเดียวกัน แต่ตีความข้อมูลนั้นต่างกัน

  1. We reviewed the same report and noticed exactly the same details.
  2. We reviewed different reports and reached the same conclusion.
  3. We reviewed the same report, but we saw it differently.
ดูคำตอบ

We reviewed the same report, but we saw it differently.

Take Sean, ลำดับความ

2:25

อย่างเช่น ฌอน

who prefers blue tasting foods such as milk, oranges and spinach. การใช้คำ

2:26

ผู้ซึ่งชอบอาหารที่ให้รสชาติสีฟ้า เช่น นม ส้ม และผักโขม

ลำดับความ

Take Sean: การยกตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจง

ใน Take Sean คำว่า take หมายถึง “ใช้ Sean เป็นตัวอย่าง” หรือ “พิจารณากรณีของ Sean” รูปคำสั่งนี้ชวนให้ผู้ฟังสนใจกรณีหนึ่งโดยตรง ไม่ได้หมายถึงให้อุ้มหรือพา Sean ออกไป รูปแบบ Take + นามวลี เปลี่ยนคำอธิบายจากประเด็นทั่วไปไปสู่ตัวอย่างที่สนับสนุนประเด็นนั้น ในที่นี้ เครื่องหมายจุลภาคและอนุประโยค who ที่ตามมาจะเพิ่มรายละเอียดทันทีว่าเหตุใด Sean จึงเป็นตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบ Take + คน ซึ่งใช้แนะนำตัวอย่าง: ____, who learned to code by building small games.

ดูคำตอบ

Take Lena

การใช้คำ

blue tasting foods: คำขยายประสมข้ามประสาทสัมผัส

ในคำอธิบายภาวะประสาทสัมผัสร่วมนี้ blue tasting foods หมายถึงอาหารที่รสชาติทำให้เกิดประสบการณ์รับรู้สีน้ำเงิน คำว่า blue ไม่ได้บอกลักษณะสีที่มองเห็นของอาหาร เมื่ออยู่หน้า foods ส่วน blue tasting ทำหน้าที่เป็นคำขยายประสมหนึ่งชุด: [blue tasting] + foods ในงานเขียนที่ผ่านการเรียบเรียงแล้ว โดยทั่วไปจะใส่เครื่องหมายยัติภังค์เป็น blue-tasting foods เพื่อให้เห็นการจัดกลุ่มชัดเจน

แบบฝึกหัด

ในคำอธิบายภาวะประสาทสัมผัสร่วม blue tasting foods หมายถึงอะไร?

  1. อาหารที่รสชาติทำให้เกิดประสบการณ์รับรู้สีน้ำเงิน
  2. อาหารที่เสิร์ฟบนจานสีน้ำเงิน
  3. อาหารที่มีลักษณะภายนอกเป็นสีน้ำเงิน
ดูคำตอบ

อาหารที่รสชาติทำให้เกิดประสบการณ์รับรู้สีน้ำเงิน

The gene heightens normally occurring connections between the taste area in his frontal lobe การใช้คำ

2:30

ยีนดังกล่าวช่วยเพิ่มระดับการเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นตามปกติระหว่างบริเวณรับรสในสมองกลีบหน้า

and the color area further back.

2:35

และบริเวณรับสีที่อยู่ลึกลงไปด้านหลัง

การใช้คำ

heightens normally occurring connections: เพิ่มความแข็งแรงของสิ่งที่มีอยู่แล้ว

Heightens หมายถึงเพิ่มความแข็งแรงหรือความเข้มของบางสิ่ง กรรมของคำนี้คือ connections ส่วน normally occurring ขยาย connections และบอกว่าการเชื่อมต่อเหล่านั้นมีอยู่แล้วในสภาวะปกติ ดังนั้น ยีนนี้ไม่ได้สร้างการเชื่อมต่อขึ้นมาจากศูนย์ แต่ทำให้การเชื่อมต่อที่มีอยู่แข็งแรงขึ้น โครงสร้าง heighten + คำนามนามธรรมเน้นการเปลี่ยนแปลงของระดับ

แบบฝึกหัด

heightens normally occurring connections บอกว่ายีนนี้ทำอะไร?

  1. ยีนย้ายบริเวณรับรู้สีเข้าไปในสมองกลีบหน้า
  2. ยีนสร้างบริเวณรับรสและบริเวณรับรู้สีขึ้นเป็นครั้งแรก
  3. ยีนทำให้การเชื่อมต่อที่มีอยู่แล้วในสภาวะปกติแข็งแรงขึ้น
ดูคำตอบ

ยีนทำให้การเชื่อมต่อที่มีอยู่แล้วในสภาวะปกติแข็งแรงขึ้น

But suppose in someone else that the gene acted in non-sensory areas. ไวยากรณ์

2:37

แต่สมมติว่าในคนอื่น ยีนนี้ทำงานในบริเวณที่ไม่ได้รับความรู้สึก

ไวยากรณ์

Suppose ... that ...: การเสนอกรณีสมมติ

ในที่นี้ suppose เป็นรูปคำสั่งที่หมายถึง “ให้จินตนาการว่านี่เป็นกรณีหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้” ไม่ใช่การยืนยันว่าผู้พูดเชื่อหรือพิสูจน์เรื่องนี้แล้ว ประโยคนี้ใช้ตั้งสถานการณ์สมมติเพื่อให้เหตุผลต่อไป โครงสร้างทั่วไปคือ suppose (that) + อนุประโยค ในประโยคนี้ in someone else แทรกอยู่ระหว่าง suppose กับอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that เพื่อระบุบุคคลในกรณีที่ให้จินตนาการ ไม่ใช่วลีบุพบทตายตัวที่ใช้กับ suppose

แบบฝึกหัด

Suppose ... that ... ทำหน้าที่อะไรในการอธิบายแบบนี้?

  1. บอกข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
  2. ขอให้ผู้ฟังจินตนาการถึงกรณีหนึ่งแล้วให้เหตุผลต่อจากกรณีนั้น
  3. ออกคำสั่งโดยตรงให้เปลี่ยนสถานการณ์
ดูคำตอบ

ขอให้ผู้ฟังจินตนาการถึงกรณีหนึ่งแล้วให้เหตุผลต่อจากกรณีนั้น

You'd then have the ability to link seemingly unrelated things, โน้ต

2:41

คุณก็จะมีขีดความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน

ไวยากรณ์

You'd then have the ability to ...: การแสดงผลลัพธ์จากเงื่อนไขสมมติ

You'd ในที่นี้เป็นรูปย่อของ you would โดย 'd ไม่สามารถหมายถึง had ได้ เพราะตามด้วย have ซึ่งเป็นกริยารูปพื้นฐาน Would แสดงผลที่จะเกิดขึ้นจากกรณีสมมติก่อนหน้า และ then เชื่อมผลนี้กลับไปยังกรณีนั้นอย่างชัดเจน Have the ability to + กริยารูปพื้นฐาน หมายถึง “มีความสามารถทำบางสิ่ง” เมื่อรวมกัน You'd then have the ability to ... จึงนำเสนอความสามารถใหม่ว่าเป็นผลจากเงื่อนไขที่จินตนาการไว้

แบบฝึกหัด

เติมผลลัพธ์ด้วยรูปเต็มของ You'd then have the ability to: If the camera had a better sensor, you ____ detect smaller changes.

ดูคำตอบ

would then have the ability to

วลี

link seemingly unrelated things: เชื่อมโยงสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน

ในที่นี้ link หมายถึง “ค้นหาหรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งต่าง ๆ” ไม่ใช่การนำวัตถุมาต่อกันจริง ๆ seemingly unrelated things คือแนวคิด ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ที่ตอนแรกดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่อาจเชื่อมโยงกันด้วยรูปแบบบางอย่างที่มองลึกลงไปจึงจะเห็น โครงสร้าง link + seemingly unrelated + คำนามพหูพจน์ ใช้ได้ดีเมื่อพูดถึงความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ การวิจัย และการแก้ปัญหา

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ link อย่างเป็นธรรมชาติในความหมายว่า “ค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน”?

  1. The researcher linked two seemingly unrelated results.
  2. The researcher linked two computers with a cable.
  3. The researcher said the two results happened at different times.
ดูคำตอบ

The researcher linked two seemingly unrelated results.

which is the definition of metaphor, ลำดับความ

2:45

ซึ่งนั่นก็คือคำจำกัดความของคำอุปมา

ลำดับความ

which is the definition of metaphor: ใช้ which ย้อนกล่าวถึงแนวคิดก่อนหน้าทั้งหมด

ในประโยคนี้ which ย้อนกลับไปหมายถึงแนวคิดก่อนหน้าทั้งหมด คือการเชื่อมโยงสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคำนามที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่าง things อนุประโยคแบบเครื่องหมายจุลภาค + which เพิ่มคำอธิบายเกี่ยวกับแนวคิดทั้งหมดนั้น เมื่อพูดว่า is the definition of metaphor ผู้พูดกำลังเรียกคำอธิบายก่อนหน้านี้ว่าเป็นนิยาม และเชื่อมคำอธิบายนั้นเข้ากับแนวคิด metaphor

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่างนี้ which หมายถึงอะไรเป็นหลัก?

  1. เฉพาะคำนาม things
  2. คำว่า metaphor ที่ปรากฏภายหลัง
  3. แนวคิดก่อนหน้าทั้งหมดเกี่ยวกับการเชื่อมโยงสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน
ดูคำตอบ

แนวคิดก่อนหน้าทั้งหมดเกี่ยวกับการเชื่อมโยงสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน

seeing the similar in the dissimilar. สำนวน

2:48

นั่นคือการมองเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันในสิ่งที่แตกต่างกัน

สำนวน

seeing the similar in the dissimilar: ค้นหารูปแบบร่วมในความแตกต่าง

ในที่นี้ seeing หมายถึงการรับรู้ด้วยความคิด ไม่ใช่การมองด้วยตา วลีนี้หมายถึงการพบลักษณะหรือรูปแบบร่วมในสิ่งที่ดูแตกต่างกัน the similar และ the dissimilar ใช้โครงสร้าง the + คำคุณศัพท์ในเชิงนามธรรมและเชิงวรรณศิลป์ หมายถึง “สิ่งที่คล้ายกัน” และ “สิ่งที่แตกต่างกัน” รูปแบบที่วางขนานกันทำให้เกิดความต่างอย่างสมดุล และสื่อว่าอุปมาและอุปลักษณ์เชื่อมโยงสิ่งที่ไม่เหมือนกันได้อย่างไร

แบบฝึกหัด

seeing the similar in the dissimilar ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร?

  1. สังเกตรูปแบบร่วมในสิ่งที่ดูแตกต่างกัน
  2. ตัดสินว่าสองสิ่งไม่มีความแตกต่างกันเลย
  3. มองเฉพาะรูปร่างภายนอกของวัตถุสองชิ้น
ดูคำตอบ

สังเกตรูปแบบร่วมในสิ่งที่ดูแตกต่างกัน

Not surprisingly, synesthesia is more common in artists who excel at making metaphors, โน้ต

2:50

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ซินเนสทีเซียจะพบได้บ่อยในศิลปินที่เชี่ยวชาญด้านการใช้คำอุปมาอุปไมย

ลำดับความ

Not surprisingly: กำหนดกรอบว่าผลเป็นไปตามคาด

Not surprisingly เป็นคำบอกท่าทีของผู้พูดต่อข้อความทั้งประโยค โดยบอกผู้ฟังว่าข้อความที่ตามมาสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้พูดคาดไว้จากหลักฐานหรือสถานการณ์ เมื่อวางไว้ต้นประโยคและคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค คำนี้จะกำหนดกรอบการเข้าใจก่อนกล่าวข้อความว่า นี่คือผลที่คาดไว้ ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจใหม่ ในที่นี้ผู้พูดนำเสนอข้อความเกี่ยวกับศิลปินว่าเป็นข้อสรุปที่คาดการณ์ได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่บอกว่าผลเป็นไปตามคาด: ____, the outdoor game was canceled after hours of heavy rain.

ดูคำตอบ

Not surprisingly

วลี

excel at making metaphors: โครงสร้าง excel at + รูป -ing

Excel at หมายถึง “เก่งเป็นพิเศษใน” กิจกรรมหรือทักษะหนึ่ง ๆ ในที่นี้ who excel at making metaphors ใช้ขยาย artists ว่าเป็นศิลปินที่มีทักษะสูงในการสร้างอุปลักษณ์ ใช้รูปแบบ excel at + คำนาม หรือคำกริยารูป -ing เพราะ at เป็นคำบุพบท คำกริยาที่ตามมาจึงต้องเป็นรูป -ing: excel at making ไม่ใช่ excel at make

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ make: Some writers excel at ____ memorable metaphors.

ดูคำตอบ

making

like novelist Vladimir Nabokov,

2:55

เช่น นักประพันธ์ วลาดิมีร์ นาโบคอฟ

painter David Hockney,

2:57

จิตรกร เดวิด ฮ็อกนีย์

and composers Billy Joel and Lady Gaga.

2:59

และนักแต่งเพลง บิลลี โจเอล กับ เลดี้ กาก้า

But why do the rest of us non-synesthetes วลี

3:04

แต่ทำไมพวกเราที่เหลือซึ่งไม่มีภาวะซินเนสทีเซีย

วลี

the rest of us: การรวมผู้พูดไว้ในกลุ่มคนที่เหลือ

The rest of us หมายถึง “คนที่เหลือทั้งหมดในกลุ่มซึ่งรวมผู้พูดอยู่ด้วย” The rest ระบุคนที่เหลือหลังจากมีการกล่าวถึงสมาชิกส่วนหนึ่งของกลุ่มไปแล้ว ส่วน us แสดงว่าผู้พูดเป็นสมาชิกของกลุ่มเดิม ในวลี the rest of us non-synesthetes คำว่า non-synesthetes ระบุให้ชัดว่า us หมายถึงใคร ผู้พูดรวมตนเองไว้ในกลุ่มคนที่ไม่มีภาวะประสาทสัมผัสร่วม และชวนผู้ฟังที่ไม่มีภาวะนี้ให้มองว่าตนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

แบบฝึกหัด

ผู้เล่นสองคนกลับได้ตอนนี้ โค้ชจะอยู่กับผู้เล่นคนอื่นทั้งหมด โค้ชควรพูดประโยคใด

  1. The rest of them will stay.
  2. The rest of us will stay.
  3. The rest of you will stay.
ดูคำตอบ

The rest of us will stay.

understand metaphors like sharp cheese or sweet person? สำนวน

3:06

ถึงเข้าใจคำอุปมาอย่าง ชีสรสแหลม หรือ คนที่แสนหวาน ได้ล่ะ?

สำนวน

sharp cheese ... sweet person: การใช้คำเกี่ยวกับประสาทสัมผัสเพื่อประเมิน

ใน sharp cheese คำว่า sharp ไม่ได้หมายถึงขอบที่คม แต่หมายถึงรสชาติที่เข้ม เปรี้ยวจัด หรือฉุน ส่วนใน sweet person คำว่า sweet ไม่ได้บอกถึงรสชาติ แต่บอกว่าคนนั้นใจดี อบอุ่น หรือน่าเอ็นดู ทั้งสองแบบเป็นการขยายความหมาย ภาษาอังกฤษนำคำที่ใช้กับความรู้สึกทางกายมาใช้ประเมินอาหารหรือบุคลิกภาพ ให้ดูคำนามที่อยู่ด้วยกันเพื่อ判断ว่าคำเกี่ยวกับประสาทสัมผัสใช้ตามตัวอักษรหรือเป็นคำเปรียบเทียบ

แบบฝึกหัด

ในประโยคภาษาอังกฤษ “Maya is a sweet person.” คำว่า sweet หมายความว่าอะไร?

  1. เธอมีรสเหมือนน้ำตาล
  2. เธอใจดีและน่าคบ
  3. เธอชอบแต่ของหวาน
ดูคำตอบ

เธอใจดีและน่าคบ

It so happens that sight, sound, and movement already map to one another so closely โน้ต

3:10

บังเอิญว่า การมองเห็น เสียง และการเคลื่อนไหวนั้นเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นอยู่แล้ว

ลำดับความ

It so happens that: การนำเสนอข้อเท็จจริงที่บังเอิญเกี่ยวข้อง

It so happens that ใช้นำอนุประโยคที่มี that เพื่อเสนอข้อเท็จจริงที่บังเอิญหรือไม่คาดคิดว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังพูด It เป็นประธานสมมติที่ชี้ไปยังข้อมูลในอนุประโยคข้างหลัง ส่วน so เพิ่มความหมายว่า “บังเอิญเป็นเช่นนั้น” ไม่ได้หมายถึง “ดังนั้น” ในฐานะสำนวนที่ช่วยจัดลำดับข้อมูล วลีนี้พาผู้ฟังจากหัวข้อหรือคำถามปัจจุบันไปสู่คำอธิบาย ผู้พูดนำเสนอข้อเท็จจริงถัดไปว่าเป็นข้อมูลที่พอดีและเป็นประโยชน์ต่อสิ่งที่เพิ่งกล่าวไป ทำให้การเปลี่ยนเรื่องฟังเป็นธรรมชาติกว่าการบอกตรง ๆ

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยสำนวนสี่คำที่หมายถึง “บังเอิญว่าความจริงคือ”: ____ my aunt can repair laptops.

ดูคำตอบ

It so happens that

การใช้คำ

map to one another: สอดคล้องซึ่งกันและกัน

ในที่นี้ map to หมายถึง “สอดคล้องกับ” หรือ “มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้หมายถึง “ทำแผนที่ทางภูมิศาสตร์” ภาพที่มองเห็น เสียง และการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด one another แสดงความสัมพันธ์แบบซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสามสิ่ง โดยทั่วไป X maps to Y หมายความว่าองค์ประกอบหรือรูปแบบในระบบหนึ่งสอดคล้องกับองค์ประกอบหรือรูปแบบในอีกระบบหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ในประโยค 'The colored keys map to different notes,' คำว่า 'map to' หมายถึงอะไร?

  1. สอดคล้องกับ
  2. เคลื่อนที่ไปทาง
  3. ถูกวาดไว้บนแผนที่ทางภูมิศาสตร์
ดูคำตอบ

สอดคล้องกับ

that even bad ventriloquists convince us that the dummy is talking. โน้ต

3:15

จนแม้แต่นักเชิดหุ่นกระบอกที่ไม่ได้เรื่องก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าหุ่นกำลังพูดอยู่

ไวยากรณ์

so closely that: ระดับที่ทำให้เกิดผลลัพธ์

โครงสร้าง so + คำวิเศษณ์ + อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that แสดงว่าระดับของสิ่งหนึ่งสูงมากจนทำให้เกิดผลลัพธ์ closely ขยาย map to ส่วนอนุประโยค that บอกผลจากความสอดคล้องที่ใกล้ชิดมากนั้น ผลลัพธ์ในประโยคนี้น่าประหลาดใจ คือแม้แต่นักพากย์เสียงท้องที่ไม่เก่งก็ยังทำให้หุ่นดูเหมือนกำลังพูดได้ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ กริยา + so + คำวิเศษณ์ + that + ผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างบอกระดับและผลลัพธ์ด้วย so ... that: The two voices sounded ____ alike ____ I could not tell them apart.

ดูคำตอบ

so · that

วัฒนธรรม

ventriloquists ... dummy: นักแสดงและหุ่นในการแสดงพากย์เสียงหุ่น

ventriloquist คือนักแสดงที่พูดโดยทำให้เสียงดูเหมือนมาจากหุ่นที่เรียกว่า dummy ในบริบทนี้ dummy หมายถึงหุ่นที่ใช้ในการแสดง ไม่ได้หมายถึงคนโง่ ภูมิหลังนี้อธิบายว่าทำไมผู้ชมจึงรู้สึกว่าหุ่นกำลังพูดเอง เสียงของนักแสดงและการขยับหุ่นร่วมกันสร้างภาพลวงดังกล่าว

แบบฝึกหัด

ventriloquists และ dummy ในประโยคนี้บรรยายสถานการณ์ใด

  1. ครูขอให้นักเรียนที่ไม่ฉลาดตอบคำถาม
  2. นักแสดงทำงานร่วมกับผู้ช่วยที่เป็นมนุษย์และไม่พูดอะไร
  3. นักแสดงทำให้หุ่นดูเหมือนกำลังพูด
ดูคำตอบ

นักแสดงทำให้หุ่นดูเหมือนกำลังพูด

ไวยากรณ์

convince us that + อนุประโยค: ทำให้ใครบางคนเชื่อข้อความหนึ่ง

convince someone that + clause หมายถึงทำให้ใครบางคนเชื่อว่าข้อความที่สมบูรณ์เป็นความจริง ในประโยคนี้ us คือคนที่ความเชื่อเปลี่ยนไป ส่วน that the dummy is talking คือสิ่งที่คนเหล่านั้นเชื่อในที่สุด สิ่งที่ทำให้เกิดความเชื่ออาจเป็นหลักฐาน ข้อโต้แย้ง หรือแม้แต่ความประทับใจที่ชัดเจนก็ได้ convince ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการที่ใครคนหนึ่งพยายามโน้มน้าวอีกคนต่อหน้าโดยเจตนาเสมอไป

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ convince us that: The lab report ____ the water was safe to drink.

ดูคำตอบ

convinced us that

Movies, likewise, can convince us that the sound is coming from the actors' mouths, ลำดับความ

3:19

ในทำนองเดียวกัน ภาพยนตร์ก็สามารถทำให้เราเชื่อได้ว่าเสียงออกมาจากปากของนักแสดง

rather than surrounding speakers.

3:23

มากกว่าจะเป็นเสียงจากลำโพงรอบทิศทาง

ลำดับความ

Movies, likewise: ใช้ likewise บอกตัวอย่างที่เป็นกรณีเดียวกัน

likewise ในที่นี้หมายถึง “ในทำนองเดียวกัน” คำนี้บอกผู้ฟังว่าภาพยนตร์เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของหลักการเดียวกับที่เพิ่งกล่าวถึง ไม่ใช่การเริ่มหัวข้อใหม่ เมื่อ likewise วางหลังประธาน Movies และคั่นด้วยจุลภาคทั้งสองด้าน คำนี้จะแสดงความเห็นต่อข้อความทั้งประโยค นอกจากนี้ยังวางต้นประโยคได้ เช่น Likewise, movies can create this illusion.

แบบฝึกหัด

รายงานฉบับหนึ่งเพิ่งกล่าวว่าจักรยานช่วยลดการจราจร ประโยคถัดไปข้อใดเพิ่มตัวอย่างที่เป็นกรณีเดียวกัน?

  1. However, buses can reduce the number of cars on the road.
  2. Next, buses can reduce the number of cars on the road.
  3. Likewise, buses can reduce the number of cars on the road.
ดูคำตอบ

Likewise, buses can reduce the number of cars on the road.

So, inwardly, we're all synesthetes. ลำดับความ

3:25

ดังนั้น ลึกๆ แล้ว เราทุกคนก็คือผู้มีภาวะซินเนสทีเซีย

Outwardly, unaware of the perceptual couplings happening all the time. โน้ต

3:28

เพียงแต่ภายนอก เราไม่ได้ตระหนักถึงการจับคู่ทางการรับรู้ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ลำดับความ

inwardly ... Outwardly: จัดโครงสร้างการเปรียบต่างระหว่างภายในกับภายนอก

Inwardly และ Outwardly ใช้กำกับมุมมองสองด้านที่ตรงข้ามกัน Inwardly นำเสนอข้อกล่าวของผู้พูดเกี่ยวกับกระบวนการภายในของการรับรู้ กล่าวคือ ประสาทสัมผัสของเราเชื่อมโยงกันในลักษณะคล้ายภาวะประสาทสัมผัสร่วม ส่วน Outwardly เปลี่ยนไปกล่าวถึงสิ่งที่เข้าสู่การรับรู้ตามปกติหรือปรากฏให้เห็นภายนอก นั่นคือเราไม่สังเกตเห็นความเชื่อมโยงเหล่านั้น ประโยคที่สองเป็นส่วนประโยคเชิงวาทศิลป์ซึ่งละประธานและกริยาที่เข้าใจได้จากบริบท รูปเต็มอาจเป็น Outwardly, we're unaware of the perceptual couplings. การละคำทำให้ตอนจบกระชับและสมดุลกับประโยคแรก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ inwardly และ outwardly อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อจัดโครงสร้างการเปรียบต่างระหว่างภายในกับภายนอก?

  1. At first, Leo felt nervous; afterward, he stayed calm.
  2. Inside the room, Leo felt nervous; outside, he waited for the bus.
  3. Inwardly, Leo felt nervous; outwardly, he stayed calm.
ดูคำตอบ

Inwardly, Leo felt nervous; outwardly, he stayed calm.

วลี

be unaware of: ไม่สังเกตเห็นหรือไม่รู้เกี่ยวกับบางสิ่ง

be unaware of หมายถึงไม่รู้หรือไม่สังเกตเห็นบางสิ่ง unaware เป็นคำคุณศัพท์ และ of ใช้นำสิ่งที่ไม่ได้ถูกสังเกตเห็น ในส่วนคำบรรยายนี้ unaware of บรรยายคนหรือกลุ่มที่ละไว้แต่เข้าใจได้จากบริบท ในอนุประโยคสมบูรณ์ วลีนี้มักตามหลังรูปหนึ่งของ be เช่น They were unaware of the change. หลัง of ใช้คำนาม คำสรรพนาม หรือวลี -ing

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปที่ถูกต้องของ be unaware of: Leo ____ the rule before the coach explained it.

ดูคำตอบ

was unaware of

การใช้คำ

perceptual couplings: การเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการรับรู้

perceptual หมายถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิธีที่เราสังเกตและจัดระเบียบข้อมูลจากประสาทสัมผัส ส่วน couplings ในที่นี้หมายถึงการเชื่อมโยงหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ ไม่ใช่ตัวเชื่อมทางกายภาพ ดังนั้น perceptual couplings จึงหมายถึงการเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลจากประสาทสัมผัสชนิดหนึ่งอาจส่งผลหรือทำงานร่วมกับอีกชนิดหนึ่ง เช่น การมองเห็นและเสียง รูปพหูพจน์แสดงว่ามีการเชื่อมโยงเช่นนี้มากกว่าหนึ่งแบบ

แบบฝึกหัด

ในบริบทนี้ perceptual couplings หมายถึงอะไร

  1. การเชื่อมโยงเชิงหน้าที่ระหว่างการประมวลผลทางประสาทสัมผัสชนิดต่าง ๆ
  2. คู่คนที่รับรู้สิ่งเดียวกัน
  3. ตัวเชื่อมทางกายภาพที่ติดกับอุปกรณ์ตรวจจับ
ดูคำตอบ

การเชื่อมโยงเชิงหน้าที่ระหว่างการประมวลผลทางประสาทสัมผัสชนิดต่าง ๆ

Crosstalk in the brain is the rule, สำนวน

3:32

การพูดคุยข้ามวงจรในสมองเป็นเรื่องปกติ

not the exception.

3:34

ไม่ใช่ข้อยกเว้น

สำนวน

is the rule, not the exception: รูปแบบที่พบเป็นปกติ

X is the rule, not the exception หมายความว่า X เป็นรูปแบบปกติหรือพบได้ทั่วไป ไม่ใช่กรณีพิเศษที่เกิดขึ้นไม่บ่อย ในที่นี้ rule หมายถึง “สิ่งที่มักเกิดขึ้น” ไม่ใช่กฎหมายหรือคำสั่ง ส่วน not the exception ทำให้คำกล่าวหนักแน่นขึ้น โดยปฏิเสธแนวคิดที่ว่า X เกิดขึ้นเฉพาะในกรณีที่ผิดปกติเท่านั้น ในประโยคนี้ ผู้พูดกำลังบอกว่าการสื่อสารข้ามกันในสมองพบได้อย่างแพร่หลาย

แบบฝึกหัด

เติมโครงสร้างเปรียบต่างให้สมบูรณ์: At this school, group projects are ____, not ____.

ดูคำตอบ

the rule · the exception

And that sounds like a sweet deal to me. สำนวน

3:37

และนั่นก็ฟังดูเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมสำหรับฉัน

สำนวน

sounds like a sweet deal: การตอบรับเชิงบวกแบบไม่เป็นทางการ

Sounds like ใช้เพื่อบอกความรู้สึกหรือการประเมินของผู้พูดจากสิ่งที่ได้ยินหรือได้รู้มา ส่วน a sweet deal เป็นสำนวนไม่เป็นทางการที่ใช้เรียกข้อตกลง ข้อเสนอ หรือผลลัพธ์ที่ดีหรือได้เปรียบเป็นพิเศษ โดย deal ไม่จำเป็นต้องหมายถึงธุรกรรมทางธุรกิจอย่างเป็นทางการ ประโยคนี้ยังเป็นการเล่นคำด้วย โดย sounds เชื่อมโยงกับเสียง ส่วน sweet เชื่อมโยงกับรสชาติและยังคงความหมายเชิงบวกว่า “ดีมาก” ไว้ด้วย ความหมายสองชั้นนี้ทำให้ตอนจบเบาสบายและขี้เล่น

แบบฝึกหัด

เพื่อนบอกว่าบัตรโดยสารใบหนึ่งให้เดินทางได้ไม่จำกัดในราคาเพียงครึ่งหนึ่งของราคาปกติ เติมคำตอบด้วยสำนวนเป้าหมาย: That ____.

ดูคำตอบ

sounds like a sweet deal