การสลับรหัสภาษา (Code-switching) คืออะไรและทำไมถึงสำคัญ? - มินิคลาสเรียนภาษาอังกฤษ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
426 คำ 156 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: วิดีโอใช้ฉากเปรียบเทียบเกี่ยวกับการแสดงในภาพยนตร์ ความพ่ายแพ้ของทีมฟุตบอล และพฤติกรรมน่าสงสัย เพื่อแสดงวิธีเปลี่ยนจากสแลงที่ใช้กับเพื่อนหรือในโซเชียลมีเดียไปเป็นภาษาที่เหมาะกับสุนทรพจน์ การสัมภาษณ์ และรายงานทางวิชาชีพ ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. switching from casual to formal tones — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: เรียนรู้การบรรยายการเปลี่ยนระดับภาษาอย่างตั้งใจ และเข้าใจว่าการสลับภาษาต้องปรับถ้อยคำตามผู้ฟัง ความสัมพันธ์ จุดประสงค์ และสถานการณ์ ไม่ใช่เพียงทำให้ประโยคฟังดูซับซ้อนหรือเป็นทางการขึ้นเท่านั้น 2. you ate and left no crumbs. — สำนวนและภาษาภาพพจน์: เข้าใจว่าไม่ได้กล่าวถึงการกินจริง ๆ แต่เป็นคำชมอย่างตื่นเต้นว่าคนหนึ่งทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาก จึงใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติกับเพื่อนหรือบนโซเชียลมีเดีย แต่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อต้องกล่าวชื่นชมอย่างเป็นทางการ 3. starting to raise alarm. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำที่มักใช้ร่วมกัน: รู้จักวิธีพูดอย่างสุขุมและเป็นมืออาชีพว่าพฤติกรรมบางอย่างเริ่มก่อให้เกิดความกังวล เหมาะกับรายงานหรือการหารือเรื่องความเสี่ยง และช่วยหลีกเลี่ยงการตัดสินแบบภาษาพูดตรง ๆ ว่าบุคคลนั้นน่าสงสัย

คำอธิบายในบทเรียนนี้

If you're into TikTok or if you like watching reality TV shows, การใช้คำ

0:00

หากคุณชอบเล่น TikTok หรือชอบดูรายการเรียลลิตี้ทีวี

การใช้คำ

you're into: ชอบหรือสนใจบางสิ่ง

ในโครงสร้าง be into + คำนามหรือรูป -ing คำว่า be into หมายถึง “ชอบ” หรือ “สนใจ” ในที่นี้ If you're into TikTok หมายถึง TikTok เป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณสนใจ โดย into ไม่ได้สื่อถึงการเคลื่อนที่เข้าไปข้างใน รูปของ be เปลี่ยนตามประธาน เช่น I'm into music, she's into puzzles และ they're into dancing สำนวนนี้มักสื่อว่าเป็นความสนใจที่กำลังมีอยู่หรือทำอย่างจริงจัง

แบบฝึกหัด

เติมคำที่หายไปจาก be into ให้ประโยคสมบูรณ์: Ava is really ____ drawing comic books.

ดูคำตอบ

into

then I'm sure you've heard a lot of new expressions like major L, slay or low key sus. การใช้คำ

0:04

ฉันมั่นใจเลยว่าคุณต้องเคยได้ยินคำศัพท์ใหม่ๆ มากมาย อย่าง major L, slay หรือ low key sus

การใช้คำ

low key sus: น่าสงสัยนิดหน่อยในคำสแลงทางอินเทอร์เน็ต

Sus เป็นรูปย่อที่ไม่เป็นทางการมากของ suspicious ส่วน low key ช่วยลดความหนักแน่นของการตัดสิน ดังนั้น low key sus จึงหมายถึง “น่าสงสัยนิดหน่อย” หรือ “เหมือนมีอะไรไม่ค่อยถูกต้อง” และไม่ได้เกี่ยวกับกุญแจจริง ๆ วลีนี้มักใช้บอกความรู้สึกสงสัยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในการสนทนาออนไลน์ ไม่ใช่การกล่าวหาที่จริงจังหรือมีหลักฐานยืนยันแล้ว

แบบฝึกหัด

ในการสนทนากลุ่มแบบสบาย ๆ “That link looks low key sus” หมายความว่าอะไร?

  1. ลิงก์ดูน่าสงสัยนิดหน่อย
  2. ลิงก์เสียอย่างแน่นอน
  3. ลิงก์ดูปลอดภัยอย่างสมบูรณ์
ดูคำตอบ

ลิงก์ดูน่าสงสัยนิดหน่อย

These are new expressions that have emerged

0:11

คำเหล่านี้เป็นสำนวนใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น

and it's really important to know when to use them and when you should just leave them be. สำนวน

0:14

และมันสำคัญมากที่จะต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้ และเมื่อไหร่ที่ควรปล่อยผ่านไป

สำนวน

leave them be: ไม่รบกวนหรือเข้าไปยุ่ง

leave someone or something be หมายถึง “อย่ารบกวน แตะต้อง เปลี่ยนแปลง หรือเข้าไปยุ่งกับคนนั้นหรือสิ่งนั้น” ในที่นี้ them หมายถึงสำนวนภาษากันเองที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ผู้พูดต้องการสื่อว่าในบางสถานการณ์ การไม่ใช้สำนวนเหล่านั้นจะดีกว่า โครงสร้างคือ leave + กรรม + be ในสำนวนนี้ be หมายถึง “คงอยู่ในสภาพเดิม” ไม่ใช่ “กลายเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง”

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย leave ... be: The butterfly is resting. Please don't touch it; just ____.

ดูคำตอบ

leave it be

Mastering the art of switching from casual to formal tones is really important. วลี

0:26

การเชี่ยวชาญศิลปะในการสลับระหว่างน้ำเสียงที่เป็นกันเองและเป็นทางการนั้นสำคัญจริงๆ

วลี

Mastering the art of ...: ฝึกฝนทักษะจนเชี่ยวชาญ

Master the art of + คำนามหรือรูป -ing หมายถึง “เชี่ยวชาญสิ่งที่ต้องอาศัยการฝึกฝน การตัดสินใจ หรือความใส่ใจ” ในที่นี้ art ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงทักษะที่ขัดเกลามาอย่างดี ไม่ใช่การวาดภาพหรือวิจิตรศิลป์แขนงอื่น ในประโยค Mastering the art of switching from casual to formal tones เป็นวลี gerund ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน วลีทั้งหมดถือเป็นกิจกรรมหนึ่งอย่าง จึงใช้ is สำนวนนี้ฟังดูสละสลวยกว่า learning how to และเน้นการควบคุมทักษะอย่างชำนาญมากกว่า

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วย Mastering the art of: ____ asking good questions takes time and practice.

ดูคำตอบ

Mastering the art of

วลี

switching from casual to formal tones: การเปลี่ยนจากน้ำเสียงแบบกันเองเป็นแบบเป็นทางการ

switch from A to B ใช้บอกการเปลี่ยนที่มีทิศทางชัดเจน โดย A คือสภาพเริ่มต้น และ B คือสภาพใหม่ ในที่นี้หมายถึงการเปลี่ยนจากภาษาที่เป็นกันเองไปเป็นภาษาที่เป็นทางการ ในประโยคนี้ tone หมายถึงรูปแบบและท่าทีที่แสดงผ่านการเลือกคำและระดับความสุภาพ ไม่ใช่ระดับเสียงสูงหรือต่ำ โครงสร้างนี้ใช้บอกการเปลี่ยนแบบมีทิศทางอื่น ๆ ได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ใช้ switch from A to B เติมประโยคให้สมบูรณ์: When the interview began, Leo had to ____ a casual tone ____ a formal tone.

ดูคำตอบ

switch from · to

It's also known as code-switching. การใช้คำ

0:31

สิ่งนี้เรียกอีกอย่างว่าการสลับรหัสภาษา (code-switching)

การใช้คำ

code-switching: การเปลี่ยนภาษาหรือรูปแบบภาษาให้เหมาะกับสถานการณ์

code-switching หมายถึงการเปลี่ยนภาษา ภาษาถิ่น หรือรูปแบบภาษาที่ใช้ให้เหมาะกับผู้ฟัง สถานการณ์ หรือบทบาททางสังคม ในวิดีโอนี้คำนี้ส่วนใหญ่หมายถึงการสลับระหว่างวิธีพูดแบบกันเองกับแบบเป็นทางการภายในภาษาเดียวกัน คำนี้ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนจากภาษาต่างประเทศภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่งเท่านั้น ในการใช้ทางภาษาศาสตร์ที่แคบกว่า การเปลี่ยนรูปแบบภายในภาษาเดียวกันอาจเรียกว่า style-shifting ได้เช่นกัน

แบบฝึกหัด

สถานการณ์ใดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ code-switching ตามความหมายที่ใช้ในที่นี้

  1. คนคนหนึ่งใช้คำสแลงกับเพื่อน แต่ใช้ภาษาทางการในการสัมภาษณ์งาน
  2. คนคนหนึ่งพูดคำเดิมซ้ำด้วยเสียงที่ดังขึ้น
  3. คนคนหนึ่งแก้คำสะกดผิดในอีเมล
ดูคำตอบ

คนคนหนึ่งใช้คำสแลงกับเพื่อน แต่ใช้ภาษาทางการในการสัมภาษณ์งาน

By knowing when to use these expressions and when to use formal expressions, ไวยากรณ์

0:34

เมื่อรู้ว่าเมื่อใดควรใช้สำนวนเหล่านี้ และเมื่อใดควรใช้สำนวนที่เป็นทางการ

you can navigate any conversation with ease. วลี

0:38

คุณก็จะสามารถรับมือกับบทสนทนาทุกรูปแบบได้อย่างง่ายดาย

ไวยากรณ์

By knowing ...: ใช้ by + -ing เพื่อบอกวิธี

โครงสร้าง by + รูป -ing แสดงวิธีที่ใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในประโยคหลัก ในประโยคนี้ การรู้ว่าควรเลือกสำนวนแต่ละแบบเมื่อใดคือวิธี ส่วนผลลัพธ์คือการรับมือกับบทสนทนาได้อย่างง่ายดาย ตรงนี้ by เป็นคำบุพบท จึงต้องตามด้วยคำกริยารูป -ing: by knowing ไม่ใช่ by know เมื่อวลี by อยู่ต้นประโยค โดยทั่วไปจะมีเครื่องหมายจุลภาคก่อนประโยคหลัก

แบบฝึกหัด

ใช้ By และรูปที่ถูกต้องของ practise เติมประโยคให้สมบูรณ์: ____ every day, Leo improved his pronunciation.

ดูคำตอบ

By practising

วลี

navigate any conversation with ease: รับมือบทสนทนาอย่างราบรื่น

โดยปกติ navigate เกี่ยวข้องกับการหาเส้นทาง แต่ในที่นี้ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ navigate a conversation หมายถึงการประเมินสถานการณ์ เลือกว่าจะพูดอะไร และรับมือกับการโต้ตอบได้สำเร็จ with ease หมายถึง “อย่างง่ายดายและไม่ลำบากมาก” เมื่อรวมกัน navigate any conversation with ease แสดงว่าบุคคลนั้นสามารถรับมือกับการโต้ตอบหลายรูปแบบได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์อาจยุ่งยาก

แบบฝึกหัด

ประโยค “Maya can navigate difficult conversations with ease” หมายความว่าอย่างไร

  1. Maya ใช้แผนที่เพื่อค้นหาบทสนทนา
  2. Maya หลีกเลี่ยงบทสนทนาที่ยากทุกครั้ง
  3. Maya สามารถรับมือกับบทสนทนาที่ยากได้อย่างราบรื่น
ดูคำตอบ

Maya สามารถรับมือกับบทสนทนาที่ยากได้อย่างราบรื่น

Pay attention to how I code switch in these scenarios.

0:41

ลองสังเกตวิธีที่ฉันสลับภาษาในสถานการณ์เหล่านี้ดูนะคะ

Here we have Emilia who's a famous actress and her friend is watching her movie for the first time.

0:45

นี่คือเอมิเลียซึ่งเป็นนักแสดงชื่อดัง และเพื่อนของเธอกำลังดูหนังของเธอเป็นครั้งแรก

Wow.

0:51

ว้าว

Oh wow.

0:52

โอ้ ว้าว

Girl, you ate and left no crumbs. โน้ต

0:53

แก แกเล่นได้ปังมาก ไม่มีที่ติเลย

น้ำเสียง/เจตนา

Girl, ในฐานะคำเรียกที่สนิทสนมและตื่นเต้น

Girl, ที่ต้นประโยคเป็นคำเรียกผู้ฟังโดยตรง หรือคำเรียกขาน ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค ในที่นี้แสดงความสนิทสนม ความตื่นเต้น และการเน้นแบบเกินจริงระหว่างเพื่อน ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อบอกเพศหรืออายุของผู้ฟัง คำเรียกนี้ทำให้คำชมที่ตามมาฟังดูกระตือรือร้นและเป็นกันเองมากขึ้น เมื่อชื่อหรือคำเรียกถูกแยกออกมาแบบนี้ ให้ดูความสัมพันธ์ของผู้พูดเพื่อเข้าใจน้ำเสียง

แบบฝึกหัด

การใช้ Girl, ในที่นี้เหมาะสมหรือไม่ ในการประชุมทางการครั้งแรก พนักงานพูดกับลูกค้ารายใหม่ว่า "Girl, your idea is amazing."

  1. ไม่เหมาะสม
  2. เหมาะสม
ดูคำตอบ

ไม่เหมาะสม

สำนวน

you ate and left no crumbs: คำชมอย่างตื่นเต้นว่าผลงานไร้ที่ติ

ในสแลงอินเทอร์เน็ตปัจจุบัน ate หมายถึงแสดงหรือทำบางอย่างได้ยอดเยี่ยมมาก ส่วน left no crumbs ช่วยเพิ่มความแรงของคำชม โดยสื่อว่าผลงานสมบูรณ์จนไม่มีอะไรให้วิจารณ์ เมื่อนำมารวมกัน you ate and left no crumbs เป็นคำชมแบบเกินจริง ไม่ได้พูดถึงอาหาร ใช้ชมการแสดง การแต่งตัว งานศิลปะ หรือผลงานน่าประทับใจอื่น ๆ ได้

แบบฝึกหัด

เมื่อใช้ "She ate and left no crumbs" เพื่อชมการแสดงบนเวที ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร

  1. เธอกินอาหารหมดทั้งหมด
  2. การแสดงของเธอยอดเยี่ยมมาก
  3. การแสดงของเธอน่าผิดหวัง
ดูคำตอบ

การแสดงของเธอยอดเยี่ยมมาก

Oh my god, you slay girl, การใช้คำ

0:56

โอ้มายก๊อด แกเริ่ดมาก

การใช้คำ

slay: คำชมแบบไม่เป็นทางการที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ในที่นี้ slay เป็นสแลงไม่เป็นทางการ หมายถึง “ทำได้ยอดเยี่ยมมาก” หรือ “ดูโดดเด่นมาก” You slay เป็นคำชมแบบตื่นเต้น ไม่ได้พูดถึงการฆ่า บรรยากาศการชมรอบประโยคทำให้ต้องเลือกความหมายแบบสแลง แต่ในบริบทอื่น คำเดียวกันนี้ยังอาจมีความหมายตรงตัวว่า “ฆ่า” ได้

แบบฝึกหัด

เพื่อนเห็นการแสดงเต้นของคุณแล้วพูดว่า “You slay!” เพื่อนหมายความว่าอะไร?

  1. คุณควรหยุดเต้น
  2. คุณกำลังทำสิ่งที่อันตราย
  3. การแสดงของคุณยอดเยี่ยมมาก
ดูคำตอบ

การแสดงของคุณยอดเยี่ยมมาก

you understood the assignment girl. สำนวน

1:00

แกตีบทแตกกระจุยเลยแก

สำนวน

understood the assignment: คำชมว่าจับโจทย์ได้ตรงและทำออกมาได้ดี

Understood the assignment เป็นคำชมแบบไม่เป็นทางการที่พบบ่อยทางออนไลน์ หมายถึงใครบางคนจับธีม สไตล์ หรือเป้าหมายที่คาดหวังได้ และทำออกมาได้ดีมาก assignment ในที่นี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการบ้าน คำนี้ชมทั้งผลงานและการที่คนนั้นเข้าใจว่าสถานการณ์ต้องการอะไร

แบบฝึกหัด

ในงานเลี้ยงแต่งชุดแฟนซี ชุดของ Maya เข้ากับธีมอย่างสมบูรณ์ “Maya understood the assignment” หมายความว่าอะไร?

  1. เธอไม่รู้ว่าธีมของงานเลี้ยงคืออะไร
  2. เธอได้รับการบ้านจากโรงเรียน
  3. เธอจับธีมได้ตรงและทำออกมาได้ยอดเยี่ยม
ดูคำตอบ

เธอจับธีมได้ตรงและทำออกมาได้ยอดเยี่ยม

Versus Emilia's director who is giving an Oscar speech. ลำดับความ

1:03

เทียบกับผู้กำกับของเอมิเลียที่กำลังกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีออสการ์

ลำดับความ

Versus ในฐานะเครื่องหมายแสดงความแตกต่าง

ในที่นี้ Versus ทำหน้าที่เหมือนป้ายสั้น ๆ ที่หมายถึง “ตรงข้ามกับตัวอย่างก่อนหน้า” โดยพาผู้ชมจากการชม Emilia แบบเป็นกันเองไปสู่คำกล่าวอย่างเป็นทางการของผู้กำกับในงานมอบรางวัล มีการละคำบางคำเหมือนที่มักทำในชื่อเรื่อง ดังนั้น Versus Emilia's director ... จึงไม่ได้อยู่ในรูปประโยคมาตรฐานครบถ้วน หน้าที่ของมันคือจัดวางตัวอย่างสองแบบ ไม่ได้หมายความว่า Emilia กับผู้กำกับกำลังแข่งขันกัน

แบบฝึกหัด

Versus ที่ต้นบรรทัดของบทวิดีโอนี้ทำหน้าที่อะไร?

  1. บอกว่า Emilia กับผู้กำกับเป็นคู่แข่งกัน
  2. ใช้เปิดตัวอย่างที่มีความแตกต่างกัน
  3. ระบุว่าเป็นคดีในศาล
ดูคำตอบ

ใช้เปิดตัวอย่างที่มีความแตกต่างกัน

Working with Emilia was truly a privilege. วลี

1:08

การได้ร่วมงานกับเอมิเลียถือเป็นเกียรติอย่างแท้จริง

วลี

was truly a privilege: การชื่นชมโอกาสอย่างเป็นทางการ

ใน was truly a privilege คำว่า a privilege หมายถึงโอกาสพิเศษที่ทำให้ผู้พูดรู้สึกเป็นเกียรติ ส่วน truly ช่วยเน้นความจริงใจ ผู้กำกับกำลังกล่าวชื่นชมประสบการณ์การทำงานกับ Emilia อย่างสูงและเป็นทางการ โดย privilege ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิทธิพิเศษทางสังคมที่ไม่เป็นธรรม รูปแบบที่นำไปใช้ซ้ำได้คือ [กิจกรรม] + was a privilege เช่น Working with the team was a privilege อีกรูปแบบที่พบบ่อยคือ It was a privilege to + คำกริยา

แบบฝึกหัด

เติมคำขอบคุณอย่างเป็นทางการนี้ด้วยสำนวนสองคำจากบทเรียน: It was truly ____ to work with such a thoughtful team.

ดูคำตอบ

a privilege

Her performance in this movie was flawless การใช้คำ

1:11

การแสดงของเธอในภาพยนตร์เรื่องนี้ไร้ที่ติ

การใช้คำ

flawless: คำชมการแสดงอย่างมาก

flawless หมายถึง “ไม่มีข้อบกพร่องที่สังเกตเห็นได้” ในประโยคนี้เป็นคำชมการแสดงของนักแสดงอย่างมาก หมายความว่าผู้พูดไม่พบสิ่งที่ควรตำหนิ คำนี้ประกอบจาก flaw ที่หมายถึง “ข้อบกพร่อง” และ -less ที่หมายถึง “ไม่มี” ในการประเมินจริง คำนี้มักแสดงความเห็นส่วนตัวที่ชื่นชมอย่างมาก ไม่ได้เป็นคำกล่าวตามตัวอักษรที่พิสูจน์ได้ว่าไม่มีความผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย

แบบฝึกหัด

flawless ใน “Her presentation was flawless” สื่อความหมายใด?

  1. พอใช้ได้แต่ธรรมดา
  2. มีปัญหาที่ชัดเจนหลายอย่าง
  3. ไม่มีข้อบกพร่องที่สังเกตเห็นได้และสมควรได้รับคำชมอย่างมาก
ดูคำตอบ

ไม่มีข้อบกพร่องที่สังเกตเห็นได้และสมควรได้รับคำชมอย่างมาก

and I believe that she has outdone all other performances shown this evening. โน้ต

1:15

และผมเชื่อว่าเธอได้ทำผลงานยอดเยี่ยมกว่าการแสดงอื่นๆ ทั้งหมดที่แสดงในค่ำคืนนี้

น้ำเสียง/เจตนา

I believe that: การนำเสนอความคิดเห็นอย่างเป็นทางการ

I believe that ใช้นำอนุประโยคที่สมบูรณ์และบอกว่าเนื้อหาต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่ผู้พูดไตร่ตรองแล้ว ในที่นี้หมายถึง “ฉันคิดว่า” ไม่ใช่ความเชื่อทางศาสนา การนำเสนอการเปรียบเทียบที่หนักแน่นในรูปของการตัดสินส่วนตัวทำให้ผู้พูดฟังดูสุขุมและเป็นมืออาชีพ แทนที่จะกล่าวข้อสรุปว่าเป็นข้อเท็จจริงที่โต้แย้งไม่ได้ แต่สำนวนนี้ยังแสดงความมั่นใจได้และไม่ได้หมายถึงความไม่แน่ใจเสมอไป

แบบฝึกหัด

ในการแนะนำอย่างเป็นทางการ “I believe that this project deserves recognition” มีผลหลักอย่างไร?

  1. แสดงว่าผู้พูดไม่มีความคิดเห็น
  2. เปลี่ยนคำแนะนำให้เป็นข้อความทางศาสนา
  3. นำเสนอคำแนะนำว่าเป็นความคิดเห็นที่ผู้พูดไตร่ตรองแล้ว
ดูคำตอบ

นำเสนอคำแนะนำว่าเป็นความคิดเห็นที่ผู้พูดไตร่ตรองแล้ว

การใช้คำ

has outdone all other performances: การเปรียบเทียบอย่างหนักแน่นว่าเหนือกว่าการแสดงอื่นทั้งหมด

outdo เป็นคำกริยาคำเดียวที่หมายถึง “ทำได้ดีกว่า” หรือ “เหนือกว่า” ใน has outdone โครงสร้าง has + กริยาช่องที่สามสร้าง present perfect โดยรูปของคำกริยาคือ outdo–outdid–outdone ไม่ควรแยกตีความเป็น out กับ done ในประโยคนี้ มีการเปรียบเทียบการแสดงของเธอกับการแสดงอื่นทุกชุดในคืนนั้น การใช้ outdo ทำให้คำชมสั้นและหนักแน่น และฟังดูเป็นทางการกว่า be better than เล็กน้อย

แบบฝึกหัด

ใช้ outdo ในรูป present perfect เพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: This year's team ____ every previous champion.

ดูคำตอบ

has outdone

Situation number two.

1:21

สถานการณ์ที่สอง

Here's a football supporter after a match

1:23

นี่คือแฟนบอลคนหนึ่งหลังจบการแข่งขัน

and it was not pretty. สำนวน

1:26

และผลการแข่งขันมันก็ไม่ได้สวยงามนัก

สำนวน

was not pretty: หมายถึงสถานการณ์ดำเนินไปอย่างย่ำแย่

was not pretty ในที่นี้ไม่ได้บรรยายความสวยงามของรูปลักษณ์ เมื่อ it หมายถึงการแข่งขัน ผลลัพธ์ การทะเลาะกัน หรือสถานการณ์อื่น not pretty หมายความว่าเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างย่ำแย่ ไม่น่าพอใจ หรือน่าอับอายเมื่อมองดู วลีนี้สรุปผลลัพธ์ที่ไม่ดีอย่างอ้อม ๆ แทนที่จะบอกปัญหาทุกอย่างทีละข้อ และทำให้ผู้ฟังนึกภาพสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจหรือวุ่นวาย

แบบฝึกหัด

โค้ชคนหนึ่งพูดว่า “We lost 8–0, and it wasn't pretty.” ในที่นี้ it wasn't pretty หมายความว่าอย่างไร?

  1. ชุดแข่งขันดูไม่สวย
  2. การแข่งขันดำเนินไปอย่างย่ำแย่มากสำหรับทีมนั้น
  3. สนามกีฬาได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม
ดูคำตอบ

การแข่งขันดำเนินไปอย่างย่ำแย่มากสำหรับทีมนั้น

Oh yeah, you want... you want to interview me?

1:28

อ้อ ใช่ คุณอยาก... คุณอยากสัมภาษณ์ผมเหรอ?

Should I look at this camera right here?

1:31

ผมควรมองที่กล้องตัวนี้ตรงนี้ใช่ไหม?

Uh I mean we got wrecked today. โน้ต

1:33

เออ คือว่าวันนี้เราโดนยับเลย

น้ำเสียง/เจตนา

I mean สำหรับปรับคำพูดและเว้นจังหวะ

ในที่นี้ I mean เป็นคำเชื่อมบทสนทนาที่พบบ่อย ช่วยให้ผู้พูดมีเวลาสั้น ๆ เพื่อเรียบเรียงความคิด และนำไปสู่ข้อสรุปตรง ๆ ว่า we got wrecked ตรงนี้ไม่จำเป็นต้องเข้าใจแบบแปลตามคำเต็ม ๆ ว่า “สิ่งที่ฉันหมายถึงคือ...” เมื่ออยู่หลัง Uh คำนี้ทำให้คำตอบฟังดูลังเลและเป็นธรรมชาติ เหมือนกำลังคิดไปพูดไป ในบริบทอื่น I mean ยังใช้แก้หรือจำกัดขอบเขตของสิ่งที่เพิ่งพูดได้ด้วย ให้ฟังข้อความที่ตามมาเพื่อจับประเด็นที่ผู้พูดต้องการสื่อให้ชัดขึ้น

แบบฝึกหัด

ใน "Well, I mean, we can try again tomorrow," I mean ทำหน้าที่หลักอะไร

  1. เปลี่ยนคำตอบให้เป็นประกาศทางการ
  2. ช่วยให้ผู้พูดเรียบเรียงความคิดและทำให้คำตอบนุ่มนวลขึ้น
  3. แสดงว่าผู้พูดกำลังอ้างคำพูดของคนอื่น
ดูคำตอบ

ช่วยให้ผู้พูดเรียบเรียงความคิดและทำให้คำตอบนุ่มนวลขึ้น

การใช้คำ

got wrecked สำหรับการแพ้อย่างขาดลอย

ในบริบทกีฬาและเกม got wrecked เป็นสำนวนเปรียบเทียบแบบไม่เป็นทางการ หมายถึง “แพ้อย่างหนัก” หรือ “ถูกฝ่ายตรงข้ามครองเกมอย่างสมบูรณ์” Got แสดงสิ่งที่เกิดขึ้นกับทีม ส่วน wrecked เน้นว่าผลการแข่งขันดูขาดลอยมาก ในประโยคนี้ไม่ได้หมายถึงการถูกทำลายทางกายภาพ สำนวนนี้สื่อทั้งความผิดหวังและการพูดเกินจริง จึงรุนแรงและมีอารมณ์มากกว่าการพูดเพียงว่า we lost

แบบฝึกหัด

หลังการแข่งขันที่ผลขาดลอย "Our team got wrecked" หมายความว่าอย่างไร

  1. ทีมของเราชนะอย่างง่ายดาย
  2. ทีมของเราแพ้อย่างหนักมาก
  3. รถบัสของทีมเราเสียหายหนัก
ดูคำตอบ

ทีมของเราแพ้อย่างหนักมาก

Honestly, it was not good.

1:35

บอกตามตรงว่ามันไม่ดีเลย

Uh we took a major L. การใช้คำ

1:37

เออ เราแพ้ราบคาบเลย

การใช้คำ

took a major L: วิธีพูดแบบไม่เป็นทางการว่าพ่ายแพ้ครั้งใหญ่

ใน take an L ตัว L ย่อมาจาก loss ดังนั้นสำนวนนี้จึงหมายถึงการแพ้หรือประสบความพ่ายแพ้ Took เป็นรูปอดีตของ take และไม่ได้หมายถึงการหยิบตัวอักษร L จริง ๆ Major เน้นว่าความพ่ายแพ้ที่ L สื่อถึงนั้นรุนแรงขึ้น ในประโยคนี้ took a major L หมายถึงความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ เห็นได้ชัด หรือสร้างความเสียหายมาก โดยมีน้ำเสียงกันเองและหนักแน่น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ take a major L: After losing 5–0, our team ____ in the final.

ดูคำตอบ

took a major L

Uh but hopefully we'll do a better job next time.

1:38

เออ แต่หวังว่าครั้งหน้าเราจะทำได้ดีกว่านี้

Thank you.

1:42

ขอบคุณครับ

Versus the same team's coach being interviewed about the football match.

1:43

เทียบกับโค้ชของทีมเดียวกันที่กำลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอล

Well, today we suffered a significant defeat. วลี

1:48

เอาล่ะ วันนี้เราประสบกับความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญ

วลี

suffered a significant defeat: การกล่าวถึงความพ่ายแพ้อย่างเป็นทางการ

ใน suffer a defeat คำว่า suffer หมายถึงการประสบสิ่งที่ไม่ดี ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการรู้สึกเจ็บปวดทางร่างกาย Suffered บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต และ defeat คือผลลัพธ์ที่ไม่ดีซึ่งได้ประสบมา Significant บอกว่าความพ่ายแพ้นั้นมีขนาดใหญ่หรือมีความสำคัญ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย สำนวนเต็มกล่าวถึงความพ่ายแพ้ร้ายแรงด้วยน้ำเสียงเป็นทางการและสุขุม เช่น ในการสัมภาษณ์ รายงาน หรือข่าว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยรูปอดีตของ suffer a significant defeat: Despite careful preparation, the company ____ in court.

ดูคำตอบ

suffered a significant defeat

It's a major loss for our team and our supporters.

1:51

มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับทีมและผู้สนับสนุนของเรา

Next up, let's look at the scenario ลำดับความ

1:54

ต่อไป เรามาดูสถานการณ์

ลำดับความ

Next up: ใช้แนะนำส่วนถัดไป

Next up เป็นคำเชื่อมในการสนทนาที่บอกผู้ฟังว่ารายการหรือส่วนถัดไปกำลังจะเริ่ม ในประโยคนี้ คำนี้ย้ายความสนใจจากตัวอย่างก่อนหน้าไปยังสถานการณ์ใหม่ คำสองคำนี้ทำงานร่วมกันเหมือนป้ายบอกทาง ในที่นี้ up ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งที่สูงกว่า ใช้สำนวนนี้เพื่อนำผู้ฟังไปตามลำดับของเนื้อหา

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมจากบทเรียนนี้: We've finished the warm-up. ____, let's start the main activity.

ดูคำตอบ

Next up

where someone is talking about the suspicious behavior of a friend's partner.

1:56

ที่มีคนกำลังพูดถึงพฤติกรรมน่าสงสัยของแฟนเพื่อน

Girl, girl you know I love you right? น้ำเสียง/เจตนา

2:02

แก แกก็รู้ใช่มั้ยว่าฉันรักแก?

น้ำเสียง/เจตนา

you know I love you right?: คำเกริ่นก่อนพูดเรื่องที่ยาก

ในบริบทนี้ you know I love you, right? ไม่ได้มีหน้าที่หลักเป็นการบอกรัก ผู้พูดใช้ประโยคนี้ก่อนบอกข่าวที่ไม่น่าฟัง เพื่อแสดงความห่วงใยและรักษาความสัมพันธ์ ทำให้ข้อความถัดไปฟังดูเหมือนการโจมตีน้อยลง right? ที่ท้ายประโยคขอให้ผู้ฟังยืนยันว่าทั้งคู่เข้าใจความห่วงใยนี้อยู่แล้ว สำนวนนี้ช่วยให้สิ่งที่จะพูดต่อไปนุ่มนวลลงได้ แต่ไม่ได้ทำให้คำวิจารณ์กลายเป็นสิ่งที่อ่อนโยนหรือยุติธรรมโดยอัตโนมัติ

แบบฝึกหัด

เมื่อ You know I love you, right? อยู่ก่อนข่าวร้ายทันที หน้าที่หลักของประโยคนี้คืออะไร?

  1. ทดสอบว่าผู้ฟังรู้ความหมายตามพจนานุกรมของ love หรือไม่
  2. ทำให้ข้อความที่พูดยากนุ่มนวลลงโดยเน้นความห่วงใยก่อน
  3. ประกาศว่าผู้พูดไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้ว
ดูคำตอบ

ทำให้ข้อความที่พูดยากนุ่มนวลลงโดยเน้นความห่วงใยก่อน

But then your husband who said he was at work was actually at a bar ไวยากรณ์

2:03

แต่สามีแกที่บอกว่าทำงานอยู่ ความจริงเขาไปอยู่บาร์

ไวยากรณ์

who said he was at work was actually at a bar: ความขัดแย้งระหว่างคำพูดกับความจริง

who said he was at work ให้ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ your husband และเป็นอนุประโยคขยายคำนาม was ตัวแรกเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สามีพูด คือ he was at work เมื่ออนุประโยคขยายจบลง was ตัวที่สองจึงเริ่มใจความหลัก คือ your husband was actually at a bar คำว่า actually บอกว่าความจริงต่างจากคำกล่าวก่อนหน้านี้ รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ person + who said A + was actually B

แบบฝึกหัด

เรียง who, said, she, was, sick ให้ถูกต้องเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The student ____ was actually at the concert.

ดูคำตอบ

who said she was sick

and Mike saw him there exchanging some things with uh guys who looked like drug dealers. น้ำเสียง/เจตนา

2:09

แล้วไมค์ก็เห็นเขาอยู่ที่นั่นกำลังแลกของบางอย่างกับ เออ พวกที่ดูเหมือนคนค้ายา

น้ำเสียง/เจตนา

looked like drug dealers: เป็นเพียงความรู้สึก ไม่ใช่ตัวตนที่ยืนยันแล้ว

looked like drug dealers หมายถึงผู้ชายเหล่านั้นทำให้ไมค์รู้สึกว่าพวกเขาเป็นพ่อค้ายาเสพติด look like + noun ใช้บอกการตัดสินจากรูปลักษณ์ พฤติกรรม หรือสถานการณ์ แต่ไม่ได้พิสูจน์ตัวตน รูปอดีต looked สอดคล้องกับ saw การใช้คำแบบนี้ทำให้เรื่องที่รายงานยังเป็นเพียงความรู้สึกของผู้สังเกต แทนที่จะกล่าวว่า They were drug dealers เป็นข้อเท็จจริง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดรายงานความรู้สึกที่ยังไม่แน่ใจ โดยไม่ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นว่าเป็นข้อเท็จจริง?

  1. The person at the door looked a delivery driver, but I couldn't be sure.
  2. The person at the door was definitely a delivery driver.
  3. The person at the door looked like a delivery driver, but I couldn't be sure.
ดูคำตอบ

The person at the door looked like a delivery driver, but I couldn't be sure.

He is hella sketchy girl. การใช้คำ

2:15

เขาดูมีพิรุธสุดๆ เลยแก

การใช้คำ

hella sketchy: “น่าสงสัยอย่างมาก” ในสแลงที่กันเองมาก

hella เป็นคำสแลงที่ใช้เน้นระดับ หมายถึง very หรือ extremely และขยายคำว่า sketchy ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ไม่เป็นทางการ หมายถึงน่าสงสัย ไม่น่าไว้ใจ หรือดูเหมือนมีอะไรผิดปกติ ในประโยคนี้ hella sketchy เป็นการตัดสินส่วนตัวอย่างหนักแน่น ผู้พูดรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ไว้ใจไม่ได้ คำนี้สื่อถึงความสงสัย ไม่ใช่หลักฐานว่าเขาทำอะไรผิด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่ไม่เป็นทางการมากจากบทเรียนนี้ ซึ่งหมายถึง “น่าสงสัยอย่างมาก”: That new website looks ____.

ดูคำตอบ

hella sketchy

You need to dump him. การใช้คำ

2:17

แกต้องเทเขาแล้วล่ะ

การใช้คำ

dump him: ยุติความสัมพันธ์เชิงรักกับเขา

เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ dump someone เป็นสำนวนไม่เป็นทางการที่หมายถึงยุติความสัมพันธ์เชิงรักกับคนนั้น him เป็นกรรมตรง ดังนั้น dump him จึงหมายถึงเลิกกับเขา ไม่ใช่โยนเขาทิ้งจริง ๆ You need to ทำให้ประโยคนี้เป็นคำแนะนำที่หนักแน่น ไม่ใช่คำบรรยายที่เป็นกลาง ผู้พูดกำลังบอกผู้ฟังอย่างชัดเจนให้ยุติความสัมพันธ์

แบบฝึกหัด

เติมคำแนะนำด้วยสำนวนไม่เป็นทางการจากบทเรียนนี้ ซึ่งหมายถึง “ยุติความสัมพันธ์เชิงรักกับเขา”: After he lied again, her friend said, “You should ____.”

ดูคำตอบ

dump him

Versus a police officer who's talking to her director about the same man who she's been following for months. ไวยากรณ์

2:19

เทียบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงที่กำลังคุยกับหัวหน้าของเธอเกี่ยวกับผู้ชายคนเดียวกันกับที่เธอติดตามมาหลายเดือน

ไวยากรณ์

she's been following for months: การกระทำที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึงตอนนี้

She's been following เป็นรูปย่อของ she has been following โครงสร้าง has been + คำกริยา-ing คือ present perfect continuous ซึ่งแสดงว่าการกระทำเริ่มขึ้นในอดีตและดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ For months บอกระยะเวลา ในบริบทของตำรวจนี้ following หมายถึงการติดตามหรือสืบสวนชายคนนั้น ไม่ได้หมายถึงการติดตามบัญชีโซเชียลมีเดีย

แบบฝึกหัด

การติดตามเริ่มเมื่อสามเดือนก่อนและยังดำเนินอยู่ จงเติมประโยคด้วยรูป present perfect continuous ของ track: Maya ____ the fox for three months.

ดูคำตอบ

has been tracking

Sir, his behavior is starting to raise alarm. วลี

2:25

ท่านคะ พฤติกรรมของเขาเริ่มน่าตกใจแล้วค่ะ

วลี

starting to raise alarm: ความกังวลกำลังเริ่มเกิดขึ้น

Is starting to + คำกริยา แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังเริ่มขึ้น ในที่นี้ raise alarm หมายถึงทำให้เกิดความกังวลหรือทำให้ผู้คนระวังตัว ตำรวจจึงกำลังบอกว่าพฤติกรรมของชายคนนั้นเริ่มดูน่ากังวล Alarm ในที่นี้หมายถึงความรู้สึกกังวลหรือรับรู้ถึงอันตราย ไม่ได้หมายความว่ามีใครกำลังใช้อุปกรณ์สัญญาณเตือน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าปัญหาด้านความปลอดภัยที่เกิดซ้ำเริ่มทำให้ผู้ตรวจสอบกังวล โดยไม่ได้หมายความว่ามีคนจงใจส่งคำเตือนเรื่องอันตราย

  1. The alarm was tested after lunch.
  2. The repeated safety failures are starting to raise alarm among inspectors.
  3. The guard raised the alarm when he saw smoke.
ดูคำตอบ

The repeated safety failures are starting to raise alarm among inspectors.

I think there are several red flags we need to discuss. สำนวน

2:28

ดิฉันคิดว่ามีสัญญาณอันตรายหลายอย่างที่เราต้องหารือกัน

สำนวน

several red flags: สัญญาณเตือนหลายอย่าง

ในประโยคนี้ several red flags หมายถึงสัญญาณหลายอย่างที่บอกว่าบางสิ่งอาจมีปัญหา มีความเสี่ยง หรือน่าสงสัย red flags เป็นคำเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงธงสีแดงจริง ๆ red flag บอกว่าควรตรวจสอบหรือพูดคุยเรื่องนั้นให้ละเอียดขึ้น แต่ตัวมันเองไม่ได้พิสูจน์ว่ามีปัญหาแน่นอน รูปแบบ a red flag / red flags ใช้ได้ในหลายสถานการณ์ที่มีเบาะแสบ่งชี้ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีที่ไฮไลต์ไว้ซึ่งหมายถึงสัญญาณเตือนหลายอย่าง: The missing receipts, sudden price changes, and pressure to sign immediately are ____.

ดูคำตอบ

several red flags

So, did you catch all of the expressions that I used? การใช้คำ

2:32

เอาล่ะ คุณจับสำนวนทั้งหมดที่ฉันใช้ได้ไหมคะ?

การใช้คำ

did you catch all of the expressions: catch หมายถึงฟังและแยกแยะคำพูด

ในที่นี้ catch หมายถึงสามารถได้ยิน แยกแยะ หรือเข้าใจข้อมูลที่พูดออกมา ไม่ได้หมายถึงการใช้มือจับสิ่งของ Did you catch all of the expressions? เป็นคำถามว่าผู้ฟังสังเกตและเข้าใจสำนวนทุกคำที่ผู้พูดใช้หรือไม่ ความหมายนี้พบได้บ่อยเมื่อพูดเร็ว พูดเบา หรือฟังพลาดได้ง่าย และยังพบในรูปแบบอย่าง Did you catch that? และ I didn't catch your name.

แบบฝึกหัด

ใน Did you catch the instructions? คำว่า catch หมายถึงอะไร

  1. คุณใช้มือจับคำสั่งเหล่านั้นไหม
  2. คุณเห็นด้วยกับคำสั่งเหล่านั้นไหม
  3. คุณได้ยินและเข้าใจคำสั่งเหล่านั้นไหม
ดูคำตอบ

คุณได้ยินและเข้าใจคำสั่งเหล่านั้นไหม

Both informal and formal.

2:35

ทั้งแบบไม่เป็นทางการและแบบเป็นทางการ

Moral of the story is always know your audience. โน้ต

2:37

ข้อคิดของเรื่องนี้คือ จงรู้จักผู้ฟังของคุณเสมอ

ลำดับความ

Moral of the story: ใช้เกริ่นเข้าสู่บทเรียนสุดท้าย

Moral of the story เป็นสัญญาณว่าผู้พูดกำลังเปลี่ยนจากตัวอย่างหรือเหตุการณ์ไปสู่บทเรียนที่ต้องการให้ผู้ฟังจดจำ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวช่วยจัดข้อมูลโดยบอกก่อนว่ากำลังจะสรุป แล้วจึงตามด้วยข้อสรุป เนื้อหาก่อนหน้าไม่จำเป็นต้องเป็นนิทานสอนใจหรือเรื่องที่มีคติธรรมชัดเจน ในภาษาพูดทั่วไป วลีนี้ใช้สรุปประสบการณ์ ความผิดพลาด หรือชุดตัวอย่างได้

แบบฝึกหัด

เติมบทสรุปด้วยวลีภาษาอังกฤษสี่คำที่ขึ้นต้นด้วย "Moral" และใช้เกริ่นบทเรียน: ____: save your work before restarting the computer.

ดูคำตอบ

Moral of the story

น้ำเสียง/เจตนา

always know your audience: ปรับการสื่อสารให้เหมาะกับผู้ฟังและสถานการณ์

Know your audience หมายถึงการเข้าใจคนที่จะรับสารของคุณว่า พวกเขารู้อะไรอยู่แล้ว คาดหวังอะไร มีความสัมพันธ์กับคุณอย่างไร และสถานการณ์เป็นทางการเพียงใด ไม่ได้หมายถึงแค่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร ในที่นี้ always ทำให้แนวคิดนี้กลายเป็นหลักทั่วไป ก่อนพูดหรือเขียน ให้ปรับการเลือกคำ ปริมาณรายละเอียด น้ำเสียง และระดับความเป็นทางการ เพื่อให้สารเหมาะกับคนและสถานการณ์

แบบฝึกหัด

ผู้บรรยายเรื่องวิทยาศาสตร์กำลังพูดกับเด็กเล็ก การกระทำใดแสดงได้ดีที่สุดว่าผู้พูดเข้าใจผู้ฟัง?

  1. ใช้ศัพท์เฉพาะโดยไม่อธิบายเพื่อให้ดูน่าประทับใจ
  2. ใช้คำง่าย ๆ และอธิบายแนวคิดใหม่แต่ละอย่าง
  3. พูดเนื้อหาโดยละเอียดแบบเดียวกับที่เตรียมไว้สำหรับผู้เชี่ยวชาญทุกประการ
ดูคำตอบ

ใช้คำง่าย ๆ และอธิบายแนวคิดใหม่แต่ละอย่าง

Mastering the art of code-switching

2:40

การเชี่ยวชาญศิลปะแห่งการสลับรหัสภาษา

makes you a versatile communicator.

2:43

จะทำให้คุณเป็นนักสื่อสารที่ปรับตัวได้หลากหลาย

Language is powerful.

2:45

ภาษาทรงพลัง

Use it wisely to connect and impress.

2:47

ใช้มันอย่างชาญฉลาดเพื่อสร้างความสัมพันธ์และสร้างความประทับใจ

Hashtag facts. การใช้คำ

2:50

แฮชแท็ก เรื่องจริง

การใช้คำ

Hashtag facts: การพูดว่า “จริงเลย” แบบขำ ๆ ในสไตล์อินเทอร์เน็ต

Hashtag facts คือการนำแท็ก #facts จากโซเชียลมีเดียมาพูดออกเสียง ในที่นี้ facts ไม่ได้ใช้เพื่อเริ่มรายการข้อเท็จจริง แต่ทั้งวลีอ้างกลับไปยังสิ่งที่เพิ่งพูดและหมายถึง “เรื่องนั้นเป็นความจริง” หรือ “ใช่เลย” การพูดคำว่า hashtag ออกมาด้วยทำให้ตอนจบมีอารมณ์ขำ ๆ และมีกลิ่นอายแบบอินเทอร์เน็ต จึงอาจฟังดูตลกหรือเกินจริงเล็กน้อย

แบบฝึกหัด

อ่านตัวอย่างนี้: “Getting enough sleep helps you focus. Hashtag facts.” Hashtag facts ทำหน้าที่อะไร?

  1. เป็นการขอให้ผู้ฟังยกรายการข้อเท็จจริงมาให้
  2. เป็นการบอกว่าข้อความก่อนหน้านั้นเป็นเพียงเรื่องล้อเล่น
  3. เป็นการพูดแบบขำ ๆ ว่าข้อความก่อนหน้านั้นเป็นความจริง
ดูคำตอบ

เป็นการพูดแบบขำ ๆ ว่าข้อความก่อนหน้านั้นเป็นความจริง

If you like this video, like, share and subscribe

2:51

หากคุณชอบวิดีโอนี้ ฝากกดไลก์ แชร์ และกดติดตามด้วยนะคะ

and let me know in the comments if you heard new expressions that you hadn't heard before.

2:54

และบอกฉันในคอมเมนต์ทีนะว่าคุณได้ยินสำนวนใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนหรือเปล่า

Bye.

2:58

บ๊ายบาย