5 วิธีในการพูดถึงอนาคตเป็นภาษาอังกฤษ - มินิเลสซันภาษาอังกฤษ: บทเรียนภาษาอังกฤษ
British Council | English
ภาพรวมวิดีโอ: เรื่องสั้นเกี่ยวกับการวางแผนวันหยุดแสดงให้เห็นว่า ภาษาอังกฤษไม่ได้ใช้เพียง will เพื่อพูดถึงอนาคต บทเรียนเปรียบเทียบรูปแบบสำหรับแผนส่วนตัวที่ค่อนข้างแน่นอน ความตั้งใจแบบไม่เป็นทางการ ตัวเลือกที่ยังไม่แน่นอน และเหตุการณ์ที่กำหนดไว้ตามตาราง ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. what are you doing this weekend? — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจว่า present continuous ใช้ถามถึงแผนในอนาคตได้ ไม่ได้หมายถึงการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้เสมอไป สามารถใช้คำถามที่เป็นธรรมชาตินี้ในการสนทนาเรื่องแผนสุดสัปดาห์ เมื่อคาดว่าอีกฝ่ายมีแผนที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว 2. gonna go. — ความหมายคำศัพท์และระดับภาษา: เข้าใจว่า gonna เป็นรูปภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการของ going to และตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน สามารถฟังออกในบทสนทนาสบาย ๆ ที่พูดเร็วและใช้กับเพื่อนได้อย่างเหมาะสม แต่เลือก going to ในงานเขียนทางการ การสัมภาษณ์งาน และสถานการณ์ด้านอาชีพ 3. the train leaves at 6:00. — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: ใช้ present simple กับเหตุการณ์ในอนาคตที่กำหนดด้วยตารางเวลาหรือกำหนดการ รูปแบบนี้ช่วยให้พูดถึงเวลารถไฟออก การเปิดเรียน ชั้นเรียน และเหตุการณ์ตายตัวอื่น ๆ ได้โดยไม่เติม will อัตโนมัติเพียงเพราะเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น
คำอธิบายในบทเรียนนี้
What form do we use to talk about the future in English?
0:00เราใช้รูปแบบใดเพื่อพูดถึงอนาคตในภาษาอังกฤษ?
not always correct: ชี้ข้อยกเว้นอย่างนุ่มนวล
not always correct หมายถึง ถูกในบางกรณี แต่ไม่ได้ถูกทุกกรณี ในที่นี้ not จำกัดขอบเขตของ always จึงไม่ได้หมายความว่า ผิดทุกครั้ง สำนวนนี้ทำให้การแก้ไขฟังนุ่มนวลขึ้น เพราะปฏิเสธเพียงการเหมารวมเกินไป ไม่ได้บอกว่าแนวคิดทั้งหมดผิด โครงสร้าง not always + คำคุณศัพท์หรือคำกริยา ใช้เพื่อชี้ว่ามีข้อยกเว้นได้
แบบฝึกหัด
เลือกความหมายที่ถูกต้องที่สุดของประโยคนี้: The shortcut is not always correct.
- ทางลัดนี้ผิดในทุกกรณี
- ทางลัดนี้ถูกต้องในบางกรณี แต่ไม่ได้ถูกต้องทุกกรณี
- ทางลัดนี้ถูกต้องในทุกกรณี
ดูคำตอบ
ทางลัดนี้ถูกต้องในบางกรณี แต่ไม่ได้ถูกต้องทุกกรณี
Today's mini English lesson is about future forms. การใช้คำ
0:10บทเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ ในวันนี้จะเกี่ยวกับรูปแบบของอนาคต
future forms ในฐานะศัพท์ทางไวยากรณ์
ในทางไวยากรณ์ future forms หมายถึงรูปคำกริยาและโครงสร้างต่าง ๆ ที่ภาษาอังกฤษใช้พูดถึงเวลาในอนาคต คำว่า forms ในที่นี้หมายถึงรูปแบบทางไวยากรณ์ ไม่ใช่รูปร่างของสิ่งของ การใช้รูปพหูพจน์มีความสำคัญ เพราะภาษาอังกฤษสามารถสื่อความหมายเกี่ยวกับอนาคตด้วยหลายโครงสร้าง เช่น will, be going to, present continuous สำหรับแผนที่จัดไว้แล้ว และ present simple สำหรับตารางเวลา การเลือกใช้รูปแบบใดขึ้นอยู่กับความหมายและสถานการณ์
แบบฝึกหัด
ในบทเรียนไวยากรณ์ future forms หมายถึงอะไร?
- เฉพาะคำว่า will เท่านั้น
- รูปร่างที่สิ่งของอาจมีในอนาคต
- โครงสร้างทางไวยากรณ์หลายแบบที่ใช้พูดถึงเวลาในอนาคต
ดูคำตอบ
โครงสร้างทางไวยากรณ์หลายแบบที่ใช้พูดถึงเวลาในอนาคต
You've probably learned that we use will to talk about the future, ลำดับความ
0:13คุณอาจจะเคยเรียนมาว่าเราใช้ will เพื่อพูดถึงอนาคต
You've probably learned that...: เกริ่นก่อนอธิบายให้แม่นยำขึ้น
You've probably learned that... นำเสนอแนวคิดที่ตามมาว่าเป็นสิ่งที่ผู้ฟังอาจรู้อยู่แล้ว You've learned เชื่อมสิ่งที่เรียนในอดีตกับคำอธิบายตอนนี้ ส่วน probably ทำให้ข้อสันนิษฐานนี้ไม่แน่นอนเกินไป ครูและผู้บรรยายมักใช้คำเกริ่นนี้เพื่อสร้างพื้นความรู้ร่วมกัน ก่อนจะเพิ่มข้อจำกัด ข้อยกเว้น หรือกฎที่แม่นยำขึ้น ในประโยคนี้ คำเกริ่นกำลังเตรียมผู้ฟังให้พร้อมสำหรับการอธิบายกฎที่คุ้นเคยเรื่อง will กับอนาคตให้ชัดเจนขึ้น
แบบฝึกหัด
เมื่ออยู่ต้นคำอธิบาย You've probably learned that... มักทำหน้าที่อะไร
- บอกผู้ฟังว่าผู้พูดลืมกฎข้อนั้น
- นำเสนอแนวคิดว่าเป็นความรู้เดิมที่ผู้ฟังน่าจะรู้ ก่อนจะอธิบายให้แม่นยำขึ้น
- พิสูจน์ว่าผู้ฟังทุกคนรู้เรื่องนี้ทั้งหมดแล้ว
ดูคำตอบ
นำเสนอแนวคิดว่าเป็นความรู้เดิมที่ผู้ฟังน่าจะรู้ ก่อนจะอธิบายให้แม่นยำขึ้น
and I'll use five different forms to talk about the future.
0:21และฉันจะใช้ 5 รูปแบบที่แตกต่างกันเพื่อพูดถึงอนาคต
See if you can spot them all: ความท้าทายที่เป็นมิตร
See if you can... เป็นการชวนผู้ฟังให้ลองทำภารกิจ แม้จะยังเป็นคำสั่ง แต่รูปประโยคนี้ทำให้ภารกิจฟังดูเหมือนความท้าทายที่เป็นมิตร ไม่ใช่คำสั่งที่แข็งกระด้าง ในที่นี้ spot เป็นคำกริยาที่หมายถึง “สังเกตเห็น” หรือ “ระบุได้” ส่วน them all หมายถึงทุกรายการที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ทั้งประโยคจึงชวนให้ผู้ฟังค้นหาให้ครบทุกอย่าง
แบบฝึกหัด
เติมความท้าทายในการสังเกตนี้ด้วยสำนวนจากบทเรียน: See if you can ____.
ดูคำตอบ
spot them all
I need to decide what I'm doing for my holiday this year. ไวยากรณ์
0:26ฉันต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไร (I'm doing) สำหรับวันหยุดของฉันปีนี้
what I'm doing: present continuous สำหรับแผนในอนาคต
ใน what I'm doing รูป present continuous ไม่ได้บอกถึงการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ บริบทเรื่องวันหยุดและคำว่า this year ทำให้มีความหมายว่า “ฉันจะทำอะไร” ในอนาคต อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย what ทั้งหมดคือเรื่องที่ต้องตัดสินใจหลัง decide รูป present continuous สามารถใช้กับกิจกรรมในอนาคตที่วางแผนไว้หรือกำลังจัดเตรียมได้เมื่อบริบทของอนาคตชัดเจน โดยในประโยคนี้ยังอยู่ระหว่างเลือกแผนที่แน่นอน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ present continuous เพื่อพูดถึงแผนในอนาคต
- We're visiting Grandma next Sunday.
- We visit Grandma every Sunday.
- We're visiting Grandma right now.
ดูคำตอบ
We're visiting Grandma next Sunday.
get two whole months off work: มีช่วงหยุดงานที่ยาวนาน
รูปแบบ get + ระยะเวลา + off work หมายถึงการมีช่วงเวลานั้นโดยไม่ต้องทำงาน ในที่นี้ get หมายถึง “มี” หรือ “ได้รับ” ส่วน off work บอกถึงช่วงที่หยุดงานชั่วคราว whole ใช้เพิ่มน้ำหนักของความหมาย two whole months หมายถึงสองเดือนเต็ม และแสดงว่าผู้พูดรู้สึกว่าช่วงหยุดนี้ยาวเป็นพิเศษ
แบบฝึกหัด
เติมคำที่ทำให้เป็นรูปแบบเป้าหมายให้สมบูรณ์: Next month, Lena gets a week ____ work.
ดูคำตอบ
off
So, I'm definitely going to go somewhere. ไวยากรณ์
0:33ดังนั้น ฉันจะต้องไป (going to go) ที่ไหนสักแห่งแน่นอน
I'm definitely going to go: แผนในอนาคตที่แน่นอน
ใน I'm definitely going to go โครงสร้าง am going to + คำกริยารูปพื้นฐาน go ใช้บอกความตั้งใจหรือแผนในอนาคต going to ชุดแรกเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอนาคต ส่วน go บอกการกระทำจริง ดังนั้นการใช้คำที่ดูซ้ำกันนี้จึงถูกต้อง definitely แสดงว่าผู้พูดมั่นใจมากว่าจะไป ส่วน somewhere บอกว่ายังไม่ได้กำหนดจุดหมาย ดังนั้นส่วนหนึ่งของแผนอาจแน่นอน แม้รายละเอียดยังไม่ได้ตัดสินใจ
แบบฝึกหัด
เติมแผนที่แน่นอนโดยใช้รูปแบบ am + definitely + going to: I ____ visit the science museum on Saturday.
ดูคำตอบ
am definitely going to
Maybe I'll take a train to somewhere sunny. โน้ต
0:34บางทีฉันอาจจะนั่ง (I'll take) รถไฟไปที่ไหนสักแห่งที่มีแสงแดดสดใส
Maybe I'll take...: ทางเลือกในอนาคตที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ
Maybe I'll take... ใช้ maybe ร่วมกับ I'll ซึ่งเป็นรูปย่อของ I will ในที่นี้ will นำเสนอทางเลือกหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และ take ยังคงเป็นคำกริยารูปพื้นฐานหลัง will Maybe แสดงว่ายังไม่มีการตัดสินใจ รูปแบบนี้เป็นธรรมชาติเมื่อคิดไปพูดไปหรือเสนอทางเลือก แต่ไม่ใช้เพื่อบอกแผนที่จองไว้เรียบร้อยแล้ว
แบบฝึกหัด
คุณยังตัดสินใจอยู่ว่าจะกลับบ้านอย่างไร ประโยคใดเสนอรถบัสเป็นเพียงหนึ่งทางเลือกที่เป็นไปได้
- Maybe I'll take the bus.
- I'm taking the bus at four; my ticket is booked.
- I'm going to take the bus.
ดูคำตอบ
Maybe I'll take the bus.
take a train: เดินทางโดยรถไฟ
“Take a train” หมายถึงเดินทางโดยเป็นผู้โดยสารบนรถไฟ ในที่นี้ take หมายถึง “ใช้เพื่อการเดินทาง” ไม่ใช่ “หยิบแล้วนำไป” รูปแบบ take + a/an + ยานพาหนะ ใช้บ่อยเมื่อเลือกวิธีเดินทาง เช่น take a bus, take a taxi หรือ take a plane
แบบฝึกหัด
ประโยคใดสื่ออย่างเป็นธรรมชาติว่า “เราสามารถนั่งรถไฟไปชายฝั่งได้”
- We can take a train to the coast.
- We can take train to the coast.
- We can take by train to the coast.
ดูคำตอบ
We can take a train to the coast.
But I probably won't fly because I don't like airports. ไวยากรณ์
0:37แต่ฉันอาจจะไม่ขึ้นเครื่องบิน (won't fly) เพราะฉันไม่ชอบสนามบิน
probably won't fly: การคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มจะไม่เดินทางโดยเครื่องบิน
“Probably won't fly” หมายถึงผู้พูดคิดว่าตนน่าจะไม่ได้เดินทางโดยเครื่องบินมากกว่า won't เป็นรูปย่อของ will not จึงทำให้การคาดการณ์อนาคตเป็นปฏิเสธ ส่วน probably แสดงว่ามีแนวโน้มสูงแต่ไม่แน่นอน ในบริบทการเดินทางนี้ fly หมายถึง “เดินทางโดยเครื่องบิน” ลำดับคำที่เป็นธรรมชาติคือ probably + won't + คำกริยารูปพื้นฐาน เช่น I probably won't fly.
แบบฝึกหัด
ฟังประโยคภาษาอังกฤษทั้งประโยคแล้วเลือกสิ่งที่ได้ยิน โดยเน้นความแตกต่างระหว่าง won't กับ want to
- I probably won't fly tomorrow.
- I probably will fly tomorrow.
- I probably want to fly tomorrow.
ดูคำตอบ
I probably won't fly tomorrow.
Whatever I do, I have to make sure that I'm back by September โน้ต
0:41ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ฉันต้องแน่ใจว่าฉันจะกลับมาทันภายในเดือนกันยายน
Whatever I do: ข้อกำหนดยังคงเดิม
Whatever I do หมายถึง “ไม่ว่าฉันจะทำอะไร” Whatever นำอนุประโยคที่ครอบคลุมทุกทางเลือกมาใช้ การกระทำอาจเปลี่ยนไปได้ แต่ข้อความหลังเครื่องหมายจุลภาคยังคงเป็นจริง ในประโยคนี้ ผู้พูดอาจเลือกทำกิจกรรมต่างกันได้ แต่มีข้อกำหนดหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือจะต้องกลับมาภายในเดือนกันยายน โครงสร้างนี้ใช้ลำดับคำของประโยคบอกเล่าปกติ คือ whatever + ประธาน + กริยา ไม่ใช่ลำดับคำของคำถาม
แบบฝึกหัด
ประโยคใดหมายความว่าผู้พูดต้องอยู่บ้านภายในหกโมง ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม
- Whatever do I decide to do, I must be home by six.
- What I decide to do, I must be home by six.
- Whatever I decide to do, I must be home by six.
ดูคำตอบ
Whatever I decide to do, I must be home by six.
make sure ... by September: ทำให้แน่ใจว่าทันเส้นตาย
Make sure that I'm back หมายถึงการทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ตนเองกลับมาอยู่ที่เดิมแล้ว ในที่นี้ make sure ตามด้วยอนุประโยคที่มี that และ I'm back บอกสภาพหลังจากกลับมาแล้ว ในภาษาพูดทั่วไปสามารถละ that ได้ By September กำหนดเส้นตายว่าเมื่อเดือนกันยายนมาถึง ผู้พูดต้องกลับมาแล้ว การกลับมาเร็วกว่านั้นก็เป็นไปตามเงื่อนไขเช่นกัน วลีนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งในเดือนกันยายน
แบบฝึกหัด
คุณต้องการให้พัสดุมาถึงในวันศุกร์หรือเร็วกว่านั้น ประโยคใดเหมาะสมที่สุด
- Please make sure that the package arrives by Friday.
- Please make sure that the package arrives after Friday.
- Please make sure that the package arrives on Friday.
ดูคำตอบ
Please make sure that the package arrives by Friday.
I need to decide what I'm doing.
0:53I need to decide what I'm doing (ฉันต้องตัดสินใจว่าฉันกำลังจะทำอะไร)
the present continuous: be + คำกริยาที่ลงท้ายด้วย -ing
present continuous เป็นชื่อทางไวยากรณ์ของรูปที่สร้างด้วยรูปหนึ่งของ be ตามด้วยคำกริยาที่ลงท้ายด้วย -ing เช่น I am doing, she is reading หรือ they are leaving ในที่นี้ คำนี้ใช้เรียกรูป I'm doing ที่กล่าวถึงก่อนหน้า แม้ชื่อจะมีคำว่า present แต่รูปนี้ใช้บอกได้ทั้งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเหตุการณ์ในอนาคตที่จัดเตรียมไว้แล้ว โดยต้องดูเวลาจากบริบท
แบบฝึกหัด
เติมโครงสร้างมาตรฐานให้สมบูรณ์: The present continuous uses a form of ____ plus a verb ending in -____.
ดูคำตอบ
be · ing
It's very common for plans that you feel confident will happen. ไวยากรณ์
0:59มันเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับแผนที่คุณมั่นใจว่าจะเกิดขึ้น
plans that you feel confident will happen: แผนอนาคตที่ค่อนข้างแน่นอน
plans that you feel confident will happen หมายถึง “แผนที่คุณคาดว่าจะเกิดขึ้นจริง” อนุประโยค that you feel confident will happen ระบุว่ากำลังพูดถึงแผนแบบใด ส่วน will happen เป็นส่วนหนึ่งของคำขยายนั้น ในบทเรียนนี้ แนวคิดนี้อธิบายการใช้ present continuous เพื่อพูดถึงอนาคตที่พบบ่อย ใช้เมื่อแผนได้รับการจัดเตรียมแล้วและผู้พูดมีเหตุผลที่ดีให้คาดว่าแผนจะเกิดขึ้น ไม่ได้ใช้กับทุกความคิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รูปนี้แสดงความมั่นใจ แต่ไม่ใช่การรับประกัน
แบบฝึกหัด
คุณกับ Maya ตกลงเวลากันแล้วและจองตั๋วแล้ว ประโยคใดนำเสนอเรื่องนี้เป็นแผนในอนาคตที่ค่อนข้างแน่นอนได้ดีที่สุด
- I meet Maya at the station every Saturday.
- Maybe I'll meet Maya one day.
- I'm meeting Maya at the station on Saturday.
ดูคำตอบ
I'm meeting Maya at the station on Saturday.
For example, what are you doing this weekend? ไวยากรณ์
1:06ตัวอย่างเช่น what are you doing this weekend? (สุดสัปดาห์นี้คุณจะทำอะไร?)
What are you doing this weekend? สำหรับถามแผนในอนาคต
ในคำถามนี้ รูป present continuous คือ are ... doing ใช้พูดถึงแผนในอนาคต ไม่ใช่การกระทำที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ วลีบอกเวลาในอนาคต this weekend ทำให้ doing มีความหมายถึงอนาคต ใช้รูป What are you doing + เวลาในอนาคต? เพื่อถามว่าอีกฝ่ายวางแผนหรือนัดหมายจะทำอะไรไว้ คำถามนี้ไม่ได้สรุปว่าอีกฝ่ายต้องมีแผนอย่างแน่นอน
แบบฝึกหัด
เติมคำถามด้วยรูป present continuous ของ do เพื่อถามถึงแผนในอนาคต: What ____ this Friday evening?
ดูคำตอบ
are you doing
The next one was I'm definitely going to go.
1:08อันถัดไปคือ I'm definitely going to go (ฉันจะไปอย่างแน่นอน)
โครงสร้าง be + going to + คำกริยารูปเดิม
คำอธิบายที่เน้นไว้ให้สูตรสำหรับสร้างประโยค คือ รูปที่เหมาะสมของ be + going to + คำกริยารูปเดิม รูปของ be เปลี่ยนตามประธาน ได้แก่ I am, he/she/it is และ you/we/they are หลัง going to ให้ใช้คำกริยารูปเดิม เช่น I am going to travel อย่าใช้ travels หรือ travelling ในตำแหน่งนี้ และอย่าเติม to ซ้ำอีกคำ
แบบฝึกหัด
ใช้ be going to และคำกริยา visit เติมแผนให้สมบูรณ์: She ____ her grandmother tomorrow.
ดูคำตอบ
is going to visit
gonna go: รูปไม่เป็นทางการของ going to หน้าคำกริยารูปพื้นฐาน
ใน gonna go คำว่า gonna เป็นรูปภาษาพูดและการสะกดแบบไม่เป็นทางการของ going to ใช้บอกแผนหรือความตั้งใจในอนาคต ส่วน go เป็นคำกริยารูปพื้นฐานที่บอกการกระทำ ดังนั้น gonna go จึงไม่ใช่การพูดซ้ำโดยไม่ตั้งใจ แต่หมายถึง going to go โครงสร้างคือ be + gonna + คำกริยารูปพื้นฐาน ในที่นี้ I'm มีรูปของ be อยู่แล้ว และ go ยังคงเป็นรูปพื้นฐาน
แบบฝึกหัด
เลือกประโยคภาษาพูดที่เป็นธรรมชาติและใช้ gonna ได้ถูกต้อง
- I'm gonna call you after dinner.
- I'm gonna calling you after dinner.
- I gonna call you after dinner.
ดูคำตอบ
I'm gonna call you after dinner.
a bit like the present continuous: คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันทุกอย่าง
ใน a bit like the present continuous วลี a bit like หมายถึง “คล้ายกับ แต่ไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง” คำว่า a bit ลดระดับการเปรียบเทียบ ผู้พูดจึงชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่เป็นประโยชน์พร้อมกับเปิดโอกาสให้มีความแตกต่าง ในที่นี้ this หมายถึง be going to ประโยคนี้เปรียบเทียบการใช้ be going to แบบหนึ่งกับ present continuous ไม่ได้บอกว่าทั้งสองรูปใช้ได้เหมือนกันเสมอ
แบบฝึกหัด
ประโยคใดบอกว่าสองสิ่งคล้ายกันแต่ไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง
- This game is a bit like chess, but the pieces move differently.
- This game is exactly the same as chess.
- This game is less popular than chess.
ดูคำตอบ
This game is a bit like chess, but the pieces move differently.
I'm cheating a little bit: ยอมรับแบบขำ ๆ ว่าใช้ทางลัดเล็กน้อย
ในที่นี้ I'm cheating a little bit เป็นการแก้คำพูดของตัวเองแบบขำ ๆ ผู้พูดยอมรับว่าวิธีนับหรือจัดหมวดหมู่ของตนไม่ได้เคร่งครัดทั้งหมด โดย cheating หมายถึงการผ่อนหลักเกณฑ์เล็กน้อยเพื่อความสะดวก ไม่ใช่การยอมรับว่าแอบโกงข้อสอบหรือฉ้อโกงอย่างร้ายแรง A little bit ช่วยลดน้ำหนักของการยอมรับนี้ สำนวนนี้ช่วยให้สังเกตได้ว่าผู้พูดเปิดเผยว่าตนใช้ทางลัดเล็กน้อย แต่ยังคงบรรยากาศของคำอธิบายให้สบาย ๆ
แบบฝึกหัด
ในการอธิบายแบบสบาย ๆ I'm cheating a little bit ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร
- ฉันกำลังบอกว่าวิธีของฉันทำตามกฎทุกข้ออย่างเคร่งครัด
- ฉันยอมรับแบบขำ ๆ ว่าวิธีของฉันไม่ได้เคร่งครัดทั้งหมด
- ฉันสารภาพว่าโกงข้อสอบ
ดูคำตอบ
ฉันยอมรับแบบขำ ๆ ว่าวิธีของฉันไม่ได้เคร่งครัดทั้งหมด
it's kind of one: ลดความเด็ดขาดของการจัดประเภท
ใน it's kind of one คำว่า kind of หมายถึง “ในระดับหนึ่ง” หรือ “ประมาณว่า” โดยช่วยลดความเด็ดขาดของการจัดประเภท สิ่งนั้นอาจนับเป็นหนึ่งได้ แต่ไม่ได้ตรงกับประเภทนั้นทั้งหมด หรือผู้พูดไม่ต้องการพูดอย่างฟันธง One ใช้แทนคำนามนับได้เอกพจน์หรือหมวดหมู่ที่เข้าใจได้ชัดเจนอยู่แล้วจากบริบท ในประโยคนี้ ผู้ฟังต้องอาศัยเนื้อหาก่อนหน้าเพื่อรู้ว่า one หมายถึงอะไร
แบบฝึกหัด
มีคนถามว่าการสนทนาที่สั้นมากนับเป็นการประชุมหรือไม่ คุณคิดว่าพอนับได้ แต่ไม่เต็มที่ คำตอบใดเหมาะที่สุด
- It's kind of one.
- It's not one at all.
- It's exactly one.
ดูคำตอบ
It's kind of one.
won't: รูปปฏิเสธของ will
ในประโยคนี้ “the negative of will” หมายถึงรูปที่ใช้บอกว่าบางสิ่งจะไม่เกิดขึ้น หรือใครบางคนจะไม่ทำบางสิ่ง won't คือรูปปฏิเสธนั้น เช่น will go เปลี่ยนเป็น won't go won't เป็นกริยาช่วยประเภท modal และตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน ไม่ใช่กริยา want ที่แปลว่า “ต้องการ”
แบบฝึกหัด
ฟังประโยคภาษาอังกฤษให้จบ แล้วเลือกประโยคที่มี won't ในความหมายว่า will not
- I won't wait outside.
- I want to wait outside.
ดูคำตอบ
I won't wait outside.
You could say won't or you could say will not. ไวยากรณ์
1:52คุณจะพูดว่า won't หรือจะพูดว่า will not ก็ได้
won't และ will not: รูปย่อและรูปเต็ม
won't และ will not มีความหมายปฏิเสธพื้นฐานและทำหน้าที่ทางไวยากรณ์เหมือนกัน won't เป็นรูปย่อ ส่วน will not เป็นรูปเต็ม ทั้งสองรูปตามด้วยกริยารูปพื้นฐาน เช่น won't go และ will not go นี่เป็นรูปย่อที่ไม่เป็นไปตามแบบปกติ การสะกดมาตรฐานคือ won't ไม่ใช่ willn't
แบบฝึกหัด
เปลี่ยน will not เป็นรูปย่อมาตรฐาน: I ____ forget your birthday.
ดูคำตอบ
won't
will และ won't สำหรับการคาดการณ์ที่ค่อนข้างมั่นใจ
ในที่นี้ will และ won't ใช้เพื่อคาดการณ์ผลในอนาคต ประโยคที่มี will คาดว่าบางอย่างจะเกิดขึ้น ส่วนประโยคที่มี won't คาดว่าจะไม่เกิดขึ้น quite sure หมายถึงผู้พูดมั่นใจมาก แต่ยังมีโอกาสคาดผิดได้ นี่เป็นเพียงการใช้รูปเหล่านี้แบบหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเรื่องในอนาคตทุกเรื่องต้องใช้ will ภาษาอังกฤษเลือกรูปอนาคตตามความหมายเป็นหลัก เช่น การคาดการณ์ ตารางเวลา ความตั้งใจ หรือแผนที่นัดหมายไว้ ไม่ได้เลือกจากระดับความแน่นอนเพียงอย่างเดียว
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ will เพื่อบอกการคาดการณ์ของผู้พูด ไม่ใช่ตารางเวลาหรือแผนที่นัดหมายไว้แล้ว
- We're meeting Maya at nine tomorrow.
- I think our team will win tomorrow.
- The train leaves at nine tomorrow.
ดูคำตอบ
I think our team will win tomorrow.
but not as sure as when we use the present continuous and going to.
2:00แต่ไม่แน่ใจเท่ากับตอนที่เราใช้ present continuous และ going to
I think, maybe และ probably เป็นคำบอกระดับความมั่นใจกับ will
คำที่เน้นไว้บอกว่าการคาดการณ์นั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่รับประกันได้ I think แสดงว่าเป็นความเห็นของผู้พูด maybe แสดงว่าเป็นไปได้ และ probably แสดงว่ามีโอกาสเกิดมากกว่าไม่เกิด คำเหล่านี้มักใช้ร่วมกับ will แต่ไม่ได้เป็นคำที่ต้องมีเสมอ ตำแหน่งที่ใช้ตามปกติแตกต่างกัน: I think อยู่หน้าประโยคย่อยที่สมบูรณ์ Maybe มักอยู่ต้นประโยค และ probably มักอยู่หลัง will แต่หน้าคำกริยาหลัก: I think it will work. Maybe it will work. It will probably work.
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ probably อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อบอกว่าฝนมีแนวโน้มจะตกแต่ยังไม่แน่นอน
- Maybe it will rain after lunch.
- It will probably rain after lunch.
- It will definitely rain after lunch.
ดูคำตอบ
It will probably rain after lunch.
Did you spot the final future form that I used?
2:14คุณสังเกตเห็นรูปแบบอนาคตอันสุดท้ายที่ฉันใช้ไหม?
might not have noticed: การคาดเดาอย่างไม่แน่ใจเกี่ยวกับอดีต
might not have noticed ใช้คาดเดาอย่างไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในอดีต กล่าวคือ ผู้ฟังอาจไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งนั้น แต่ผู้พูดไม่แน่ใจ โครงสร้างคือ might + not + have + past participle โดย noticed เป็นรูป past participle ของ notice ส่วน have noticed ทำให้เหตุการณ์ที่เป็นไปได้นั้นอยู่ก่อนเวลาปัจจุบัน ไม่ได้หมายถึงการอาจสังเกตเห็นในอนาคต
แบบฝึกหัด
เติมประโยคโดยใช้ might not have และรูป past participle ของ see: Leo ____ the note on the door before he left.
ดูคำตอบ
might not have seen
looks like a different tense: รูปที่เห็นกับหน้าที่ทางไวยากรณ์
ใน looks like a different tense โครงสร้าง look like + นามวลี หมายถึง “ดูเหมือนเป็น...” โดยพิจารณาจากรูป ส่วน a different tense คือหมวดไวยากรณ์ที่รูปนั้นดูเหมือนจะอยู่ในหมวดนั้น looks like แสดงเพียงความรู้สึกที่เห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว ในไวยากรณ์ ชื่อของรูปกริยากับเวลาที่รูปนั้นกล่าวถึงอาจต่างกันได้ ดังนั้นรูปที่ดูเหมือนเป็นปัจจุบันก็อาจกล่าวถึงอนาคตในบริบทที่เหมาะสม
แบบฝึกหัด
“It looks like a different tense” ในที่นี้หมายความว่าอย่างไร
- รูปของมันทำให้รู้สึกเช่นนั้น แต่ยังต้องตรวจสอบหน้าที่จากบริบท
- มันกำลังมองดูกาลอีกแบบหนึ่ง
- ได้รับการพิสูจน์แน่นอนแล้วว่ามันเป็นอีกกาลหนึ่ง
ดูคำตอบ
รูปของมันทำให้รู้สึกเช่นนั้น แต่ยังต้องตรวจสอบหน้าที่จากบริบท
It was I have to be back in September วลี
2:21นั่นก็คือ I have to be back in September (ฉันต้องกลับมาในเดือนกันยายน)
have to be back in September: ต้องกลับมาในเดือนกันยายน
Have to แสดงความจำเป็นที่เกิดจากกฎ ตารางเวลา หรือสถานการณ์ ใน I have to be back นั้น have to ตามด้วยคำกริยารูปพื้นฐาน be ส่วน back เพิ่มความหมายเรื่องการกลับมา ดังนั้น be back จึงหมายถึงกลับมาอยู่ที่สถานที่เดิมอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงแค่อยู่ที่นั่น In September ระบุว่าการกลับมาที่จำเป็นนั้นอยู่ภายในเดือนกันยายน ในบริบทนี้ ตารางของโรงเรียนทำให้เกิดความจำเป็น แต่โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้กับข้อกำหนดภายนอกอื่นได้ด้วย
แบบฝึกหัด
ใช้ have to และ be back เติมประโยคให้สมบูรณ์: I ____ at the campsite before dark.
ดูคำตอบ
have to be back
because that's when school starts. ไวยากรณ์
2:24because that's when school starts (เพราะนั่นคือช่วงที่โรงเรียนเปิด)
that's when school starts: present simple สำหรับอนาคตตามตาราง
school starts ใช้ present simple แต่ในที่นี้กล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่กำหนดไว้ในปฏิทินของโรงเรียน ภาษาอังกฤษมักใช้ present simple กับเหตุการณ์ตามตาราง เช่น การเปิดภาคเรียน รถไฟ หรือการแสดง that's when หมายถึง “นั่นคือเวลาที่…” วลีนี้เชื่อมเวลาที่พูดถึงก่อนหน้าเข้ากับการเริ่มโรงเรียน ส่วน starts ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนกำลังเริ่มในขณะนี้
แบบฝึกหัด
ตามตารางที่เผยแพร่แล้ว ให้ใช้รูปที่ถูกต้องของ open: The museum ____ at ten tomorrow.
ดูคำตอบ
opens
but we use it to talk about scheduled events in the future. การใช้คำ
2:28แต่เราใช้มันเพื่อพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่มีกำหนดเวลาไว้แล้ว
scheduled events in the future: present simple สำหรับตารางเวลา
“Scheduled events in the future” คือเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่มีเวลาที่กำหนดไว้แล้วในตารางเวลาหรือกำหนดการอย่างเป็นทางการ แม้เหตุการณ์จะเกิดภายหลัง แต่ตารางนั้นมีอยู่แล้วในตอนนี้ เงื่อนไขนี้ทำให้ present simple ใช้อ้างถึงอนาคตได้ โดยนำเสนอเหตุการณ์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกำหนดการที่วางไว้แล้ว ไม่ใช่การตัดสินใจส่วนตัวที่เพิ่งเกิดขึ้น วลีบอกเวลาในอนาคตหรือบริบทจะทำให้ความหมายที่เป็นอนาคตชัดเจน
แบบฝึกหัด
ประโยคใดใช้ present simple เพื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่มีกำหนดการไว้ได้ชัดเจนที่สุด
- I might start a new book tonight.
- The school term starts next Monday.
- I'm meeting my aunt after school.
ดูคำตอบ
The school term starts next Monday.
For example, you might say the train leaves at 6:00. ไวยากรณ์
2:39ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะพูดว่า the train leaves at 6:00 (รถไฟออกเวลา 6:00 น.)
the train leaves at 6:00: present simple สำหรับตารางเวลา
ใน “the train leaves at 6:00” คำว่า leaves อยู่ในรูป present simple แต่หมายถึงการออกเดินทางของรถไฟตามกำหนดในอนาคต บริบทของตารางเวลาและ at 6:00 แสดงว่าประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่ารถไฟกำลังออกในขณะนี้เสมอไป ประธาน the train เป็นบุรุษที่สามเอกพจน์ ดังนั้น leave จึงเติม -s เป็น leaves ตารางการเดินทางที่กำหนดไว้ตายตัวเป็นบริบทมาตรฐานอย่างหนึ่งที่ present simple ใช้อ้างถึงอนาคต
แบบฝึกหัด
ใช้รูป present simple ที่ถูกต้องของ leave เพื่อเติมประโยคเกี่ยวกับการออกเดินทางตามกำหนด: The train ____ at 6:00 tomorrow.
ดูคำตอบ
leaves
on time: ตรงตามเวลาที่กำหนด
on time หมายถึง “ตรงตามเวลาที่กำหนดหรือตกลงไว้ โดยไม่สาย” ในประโยคนี้ รถไฟออกตามเวลาที่ระบุในตาราง ใช้ on time เมื่อมีเวลาที่วางแผนไว้ให้เทียบกับเวลาที่เกิดขึ้นจริง เช่น รถไฟ ชั้นเรียน การประชุม หรือการแสดง
แบบฝึกหัด
ชั้นเรียนกำหนดให้เริ่มเวลา 10:00 น. และเริ่มจริงเวลา 10:00 น. เติมประโยคให้สมบูรณ์: The lesson began ____.
ดูคำตอบ
on time
Watch my English for Life video about telling anecdotes
2:47ไปดูวิดีโอ English for Life ของฉันเกี่ยวกับการเล่าเรื่องเกร็ดความรู้
to see what I mean: เข้าใจสิ่งที่ฉันหมายถึงผ่านตัวอย่าง
วลี infinitive to see what I mean อธิบายว่าทำไมผู้พูดจึงบอกให้คุณดูวิดีโอ เพราะตัวอย่างในวิดีโอจะช่วยให้คุณเข้าใจประเด็นของผู้พูด ในที่นี้ see หมายถึง “เข้าใจ” และ mean หมายถึง “ต้องการจะสื่อ” รูปแบบที่นำไปใช้ได้คือการวาง to see what I mean หลังการกระทำ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายที่หมายถึง “เพื่อให้คุณเข้าใจประเด็นของฉัน”: Read this example ____.
ดูคำตอบ
to see what I mean
So, we use the present simple to talk about the future
2:51ดังนั้น เราใช้ present simple เพื่อพูดถึงอนาคต
as much as the future ever can be certain: ใส่ขอบเขตให้ความแน่นอน
วลีที่เติมท้ายนี้ใส่ขอบเขตให้คำยืนยันแบบเด็ดขาดก่อนหน้า เช่น 100% certain หมายความว่า คำคาดการณ์นี้มั่นใจได้มากเท่าที่คำกล่าวเกี่ยวกับอนาคตจะมั่นใจได้ตามความเป็นจริง แต่อนาคตไม่มีทางรับประกันได้ทั้งหมด ในที่นี้ ever เน้นระดับสูงสุดที่เป็นไปได้ ไม่ได้หมายถึง “เคย” ในอดีต ในแง่การจัดข้อมูล วลีนี้ลดความเด็ดขาดของคำพูดเดิม ไม่ได้ยกเลิกคำพูดนั้น ผู้พูดยังคงความเห็นหลักว่า “มั่นใจมาก” ไว้ พร้อมเติมข้อสงวนอย่างระมัดระวัง
แบบฝึกหัด
หลังจากผู้พูดบอกว่าเหตุการณ์ในอนาคต 100% certain การเติม “as much as the future ever can be certain” ทำหน้าที่อะไร?
- จำกัดคำยืนยันก่อนหน้าโดยยอมรับว่าไม่มีเหตุการณ์ในอนาคตใดรับประกันได้ทั้งหมด
- เปลี่ยนหัวข้อจากอนาคตไปเป็นเหตุการณ์ในอดีต
- ยกเลิกคำยืนยันก่อนหน้าและบอกว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่เกิดขึ้น
ดูคำตอบ
จำกัดคำยืนยันก่อนหน้าโดยยอมรับว่าไม่มีเหตุการณ์ในอนาคตใดรับประกันได้ทั้งหมด
yes, you heard correctly: ยืนยันข้อมูลที่น่าประหลาดใจ
Yes, you heard correctly ใช้ยืนยันว่าข้อมูลที่น่าประหลาดใจนั้นถูกต้องจริง หมายถึง “ฉันพูดอย่างนั้นจริง ๆ” Yes ตอบข้อสงสัยที่ผู้ฟังน่าจะมี ส่วน you heard correctly ยืนยันเนื้อหาของข้อมูล วลีนี้ไม่ได้ชมว่าผู้ฟังมีความสามารถในการได้ยินดี แต่เป็นการเน้นข้อความโดยพูดตรงกับผู้ฟัง และมักตามด้วยการพูดซ้ำหรืออธิบายรายละเอียดที่น่าประหลาดใจ
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีตายตัวสามคำที่ยืนยันว่าผู้ฟังไม่ได้ฟังผิด: “Yes, ____—our tiny café just won a national award.”
ดูคำตอบ
you heard correctly
start planning: เริ่มวางแผน
start planning หมายถึง เริ่มวางแผน ในที่นี้ start ตามด้วย planning ซึ่งเป็นรูป -ing ของ plan จึงแสดงว่ากิจกรรมที่เริ่มขึ้นคือการวางแผน หลัง planning สามารถใส่สิ่งที่กำลังวางแผนได้ เช่น start planning the trip หรือใส่อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย what ได้ เช่น start planning what I'm going to do เพื่อบอกเนื้อหาของแผน วลีนี้บอกเพียงว่ากระบวนการวางแผนเริ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าแผนเสร็จแล้ว
แบบฝึกหัด
เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมายสองคำจากบทเรียนนี้: We need to ____ the class play today.
ดูคำตอบ
start planning