ควรพูดอะไรเมื่อคุณลืมว่าต้องพูดอะไร - บทเรียนภาษาอังกฤษฉบับมินิ: บทเรียนภาษาอังกฤษ

British Council | English

ความยากในการเรียน
332 คำ 194 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: บทเรียนภาษาอังกฤษขนาดสั้นนี้อธิบายสำนวนธรรมชาติสามแบบสำหรับเวลาที่นึกคำไม่ออก สมองว่างเปล่าขึ้นมาทันที หรือหลุดจากลำดับความคิดขณะพูด พร้อมชี้ให้เห็นว่าการบอกอีกฝ่ายว่าเกิดอะไรขึ้นช่วยลดความกระอักกระอ่วนและทำให้มีเวลาตั้งสติก่อนพูดต่อ ประเด็นภาษาอังกฤษสำคัญ: 1. it's on the tip of my tongue. — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: เรียนรู้การใช้เมื่อรู้คำ ชื่อ หรือคำตอบอยู่แล้ว แต่ในขณะนั้นกลับนึกไม่ออก การพูดเช่นนี้ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจอย่างชัดเจนว่าคำตอบใกล้จะนึกออกและอาจช่วยบอกคำให้ได้ จึงเหมาะกับบทสนทนา การนำเสนอ และสถานการณ์ที่ติดขัดเพราะลืมคำชั่วคราว 2. my mind just went blank. — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: เข้าใจและใช้เพื่อบรรยายอาการคิดอะไรไม่ออกอย่างฉับพลัน เมื่อความคิดหรือคำพูดที่เตรียมไว้หายไปเพราะความกดดันหรือการถูกรบกวน เป็นวิธีอธิบายการหยุดพูดโดยไม่คาดคิดอย่างเป็นธรรมชาติระหว่างการนำเสนอ การสอบ การเล่าเรื่อง หรือการสนทนา และบอกเป็นนัยว่าต้องใช้เวลาสักครู่เพื่อนึกให้ออก 3. I lost my train of thought. — สำนวนและถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ: ใช้เมื่อกำลังดำเนินความคิดตามเหตุผลบางอย่าง แต่จำประเด็นก่อนหน้าหรือทิศทางของคำอธิบายไม่ได้แล้ว ภาพเปรียบเทียบกับรถไฟช่วยให้แยกการหลุดจากลำดับความคิดออกจากการลืมเพียงคำเดียว และใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติในการประชุม การนำเสนอ การอภิปรายงานเขียน และบทสนทนาทั่วไป

คำอธิบายในบทเรียนนี้

And if we take a closer look at this graph, วลี

0:00

และถ้าเรามองดูกราฟนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วลี

take a closer look at: ดูบางสิ่งให้ละเอียดขึ้น

take a closer look at หมายถึงการตรวจดูบางสิ่งให้ละเอียดกว่าเดิม ในที่นี้ closer บอกระดับความใส่ใจ ไม่ได้หมายถึงระยะห่างทางกายภาพที่ใกล้ขึ้น โครงสร้างคือ take a closer look at + คำนาม ในการนำเสนอ สำนวนนี้ใช้พาผู้ฟังจากภาพรวมไปสู่การพิจารณากราฟ ตัวเลข เอกสาร หรือปัญหาอย่างละเอียดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยสำนวนเป้าหมาย: The totals do not match, so let's ____ the final column.

ดูคำตอบ

take a closer look at

we can see that

0:02

เราจะเห็นว่า

we can we can see that

0:06

เราจะ เราจะเห็นว่า

We've all been there before and it's completely normal. โน้ต

0:15

เราทุกคนเคยเจอเหตุการณ์นี้มาก่อนและมันเป็นเรื่องปกติมาก

สำนวน

We've all been there before: แสดงความเข้าอกเข้าใจ

We've all been there before เป็นสำนวนที่หมายความว่าทุกคนเคยเจอสถานการณ์แบบที่เพิ่งพูดถึง there หมายถึงสถานการณ์ เช่น การลืมว่าจะพูดอะไร ไม่จำเป็นต้องหมายถึงสถานที่จริง ประโยคนี้ช่วยปลอบใจอีกฝ่ายว่าความผิดพลาดหรือช่วงเวลาน่าอายนั้นเกิดขึ้นได้ทั่วไป และไม่ได้เกิดขึ้นกับเขาเพียงคนเดียว

แบบฝึกหัด

มีคนรู้สึกอายหลังจากลืมว่าจะพูดอะไร ในที่นี้ We've all been there before หมายความว่าอย่างไร?

  1. ทุกคนเคยไปสถานที่เดียวกันมาก่อน
  2. สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน
  3. ตอนนี้ทุกคนควรไปสถานที่นั้น
ดูคำตอบ

สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน

น้ำเสียง/เจตนา

it's completely normal: ใช้ปลอบใจอีกฝ่าย

ในที่นี้ it's completely normal ใช้ปลอบใจว่า การลืมสิ่งที่ตั้งใจจะพูดเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนเจอได้ ประโยคนี้ช่วยลดความกังวลหรือความอาย ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยทางการแพทย์หรือข้อสรุปทางสถิติ คำว่า completely เน้นน้ำเสียงปลอบใจให้หนักแน่นขึ้น ผู้พูดกำลังบอกว่าเหตุการณ์เล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก

แบบฝึกหัด

เพื่อนรู้สึกอายหลังจากลืมบทไปชั่วครู่ ในสถานการณ์นี้ “It's completely normal” ทำหน้าที่อะไร?

  1. ตำหนิเพื่อนที่ไม่ได้เตรียมตัว
  2. ปลอบเพื่อนว่าไม่จำเป็นต้องอายกับความผิดพลาดทั่วไปแบบนี้
  3. บอกว่ามีหลักฐานทางการแพทย์ว่าความผิดพลาดนี้ดีต่อสุขภาพ
ดูคำตอบ

ปลอบเพื่อนว่าไม่จำเป็นต้องอายกับความผิดพลาดทั่วไปแบบนี้

Sometimes you're giving a presentation วลี

0:18

บางครั้งคุณกำลังนำเสนองาน

or you talk to someone

0:20

หรือคุณกำลังคุยกับใครสักคน

and then you forgot what you wanted to say. ไวยากรณ์

0:21

แล้วคุณก็ลืมไปเลยว่าอยากจะพูดอะไร

วลี

giving a presentation: กลุ่มคำ give a presentation

give a presentation เป็นกลุ่มคำมาตรฐานที่ใช้เมื่อพูดถึงการนำเสนอเนื้อหาอย่างเป็นระบบต่อผู้ฟัง เช่น ในชั้นเรียน การประชุม หรือการสัมมนา ในที่นี้ presentation หมายถึงการนำเสนอที่มีโครงสร้างและมักใช้สไลด์หรือสื่อภาพอื่นประกอบ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การนำสิ่งของมาให้ใครดู ในตัวอย่าง you're giving ใช้รูป present progressive เพื่อพาผู้ฟังเข้าไปอยู่ในช่วงที่การนำเสนอกำลังเกิดขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคภาษาอังกฤษด้วยกลุ่มคำเป้าหมายที่หมายถึง “นำเสนอเนื้อหาอย่างเป็นระบบต่อผู้ฟัง”: During tomorrow's history lesson, Omar will ____ about ancient Egypt.

ดูคำตอบ

give a presentation

ไวยากรณ์

forgot what you wanted to say: ลำดับคำในอนุประโยค wh แบบฝัง

ใน forgot what you wanted to say ส่วน what you wanted to say เป็นอนุประโยค wh ที่ฝังอยู่ในประโยค อนุประโยคทั้งหมดทำหน้าที่เป็นกรรมของ forgot และบอกเนื้อหาที่ถูกลืม เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของประโยคบอกเล่า จึงใช้ลำดับคำแบบบอกเล่า: what + ประธาน + กริยา อย่าเติม did หรือสลับตำแหน่งประธานกับกริยาเหมือนในคำถามโดยตรง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้อนุประโยค wh แบบฝังหลัง forgot ได้ถูกต้อง

  1. I forgot what I wanted to say.
  2. I forgot what did I want to say.
  3. I forgot what wanted I to say.
ดูคำตอบ

I forgot what I wanted to say.

So in today's mini English lesson,

0:24

ดังนั้นในบทเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ ของวันนี้

we're going to review three expressions โน้ต

0:26

เราจะมาทบทวนสามสำนวน

ลำดับความ

ใช้ we're going to review three expressions เพื่อเกริ่นเนื้อหา

เมื่อพูด we're going to review three expressions ตอนเริ่มบทเรียน ผู้พูดกำลังบอกผู้ฟังว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป วลีนี้ทำหน้าที่เหมือนแผนที่สั้น ๆ โดย review บอกการกระทำที่วางแผนไว้ และ three expressions บอกว่าจะเรียนเรื่องอะไรและมีกี่รายการ ในที่นี้ be going to + กริยารูปพื้นฐาน แสดงแผนหรือขั้นตอนถัดไปที่คาดไว้ ไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ไปยังสถานที่หนึ่ง คุณสามารถใช้รูปแบบเปิดเรื่องเดียวกันเพื่อเกริ่นเนื้อหาของบทเรียน งานนำเสนอ การประชุม หรือวิดีโอได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดช่วยบอกผู้ฟังเกี่ยวกับเนื้อหาถัดไปได้ดีที่สุดในช่วงเริ่มบทเรียน

  1. Are there three common mistakes?
  2. We reviewed three common mistakes yesterday.
  3. We're going to review three common mistakes.
ดูคำตอบ

We're going to review three common mistakes.

that you can use

0:28

ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้

when you forgot what you wanted to say.

0:29

เมื่อคุณลืมสิ่งที่คุณต้องการจะพูด

ไวยากรณ์

expressions that you can use when...: อนุประโยคขยายที่บอกสถานการณ์การใช้

ใน expressions that you can use when... คำว่า that นำอนุประโยคขยายคำนาม expressions โดยกรรมของ use ก็คือคำนาม expressions ที่อยู่ก่อนหน้า จึงหมายถึง “สำนวนที่คุณสามารถใช้ได้” จากนั้น when จะบอกสถานการณ์ที่สำนวนเหล่านี้มีประโยชน์ โครงสร้างที่นำไปใช้ต่อได้คือ คำนาม + that you can use + when + สถานการณ์ อนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย that ต้องขยายคำนามข้างหน้าและไม่ใช่ประโยคสมบูรณ์เมื่ออยู่ลำพัง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยโครงสร้าง that you can use when: Here are two phrases ____ you need more time.

ดูคำตอบ

that you can use when

Number one,

0:32

ข้อที่หนึ่ง

it's on the tip of my tongue. สำนวน

0:33

มันติดอยู่ที่ริมฝีปาก (it's on the tip of my tongue)

สำนวน

It's on the tip of my tongue: เกือบจะนึกออกแล้ว

It's on the tip of my tongue เป็นสำนวนตายตัวที่ใช้เมื่อคุณรู้คำ ชื่อ คำตอบ หรือรายละเอียดบางอย่าง และรู้สึกว่าใกล้จะนึกออกแล้ว แต่ยังพูดออกมาไม่ได้ในตอนนั้น It หมายถึงข้อมูลที่คุณกำลังพยายามนึก สำนวนนี้เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายถึงมีสิ่งของอยู่บนลิ้นจริง ๆ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ on the tip of my tongue ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. I've never heard of him. His name is on the tip of my tongue.
  2. I remember his name clearly. His name is on the tip of my tongue.
  3. I recognize him. His name is on the tip of my tongue.
ดูคำตอบ

I recognize him. His name is on the tip of my tongue.

You can use this expression

0:34

คุณสามารถใช้สำนวนนี้ได้

when you know what you want to say, ไวยากรณ์

0:36

เมื่อคุณรู้ว่าต้องการจะพูดอะไร

ไวยากรณ์

know what you want to say: ลำดับคำในอนุประโยค wh แบบฝัง

ใน you know what you want to say ส่วน what you want to say ทำหน้าที่เป็นกรรมของ know และหมายถึงเนื้อหาที่คุณต้องการสื่อ ไม่ใช่คำถามที่แยกเป็นอิสระ เนื่องจากเป็นอนุประโยค wh แบบฝัง จึงคงลำดับคำแบบประโยคบอกเล่าไว้ว่า what + you + want to say ไม่เติม do ภายในอนุประโยค แม้ทั้งประโยคจะเป็นคำถาม เช่น Do you know what you want to say?

แบบฝึกหัด

ประโยคใดถามได้อย่างถูกต้องว่าอีกฝ่ายรู้เนื้อหาที่ตนเองต้องการสื่อหรือไม่

  1. Do you know what you want to say?
  2. Do you know what do you want to say?
  3. Do you know what want you to say?
ดูคำตอบ

Do you know what you want to say?

you know the word,

0:38

คุณรู้คำศัพท์นั้น

you've used it before, ไวยากรณ์

0:39

คุณเคยใช้มันมาก่อน

ไวยากรณ์

you've used it before: present perfect สำหรับบอกประสบการณ์

You've used it before ใช้ present perfect ซึ่งมีโครงสร้าง have + กริยาช่องที่ 3 โดย You've เป็นรูปย่อของ you have ส่วน it หมายถึง word ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ และ before บอกว่าประสบการณ์นั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้ระบุแน่ชัด จุดสำคัญคือประสบการณ์ในอดีตเกี่ยวข้องกับตอนนี้ คำนั้นจึงคุ้นเคยเพราะคุณเคยใช้ แม้ตอนนี้จะนึกออกได้ยาก ใช้ present perfect เมื่อพูดถึงประสบการณ์ในอดีตที่เชื่อมโยงกับปัจจุบันโดยไม่ได้ระบุเวลาที่จบไปแล้วอย่างชัดเจน

แบบฝึกหัด

คุณจำเกมหนึ่งได้เพราะเคยมีประสบการณ์กับมัน และไม่ได้ระบุเวลาที่แน่นอน ประโยคใดเหมาะสม

  1. I played this game yesterday.
  2. I've played this game before.
  3. I play this game before.
ดูคำตอบ

I've played this game before.

you just completely forgot.

0:40

แต่คุณลืมไปสนิทเลย

So take a deep breath วลี

0:44

ดังนั้นสูดหายใจเข้าลึกๆ

and then just say,

0:46

แล้วก็แค่พูดว่า

วลี

take a deep breath: ความหมายและคำนาม breath

Take a deep breath หมายถึงการหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง โดยมักใช้ก่อนที่จะทำสิ่งใดต่อ ในประโยคนี้ ผู้พูดบอกให้ผู้ฟังหยุดสักครู่และสงบใจก่อนพูด สำนวนนี้มีโครงสร้าง take + a + คำคุณศัพท์ + breath โดย breath เป็นคำนาม ส่วนคำกริยาที่มีความหมายเกี่ยวข้องกันคือ breathe

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึง “หายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง”: Before you answer, ____ and relax your shoulders.

ดูคำตอบ

take a deep breath

"Oh, it's on the tip of my tongue."

0:47

"โอ้ มันติดอยู่ที่ริมฝีปากน่ะ"

This way you're communicating, ลำดับความ

0:48

วิธีนี้ถือเป็นการสื่อสาร

you're uh sharing with the other person

0:50

คุณกำลัง เอ่อ แบ่งปันกับอีกฝ่าย

what's going on การใช้คำ

0:52

ว่าเกิดอะไรขึ้น

ลำดับความ

This way: เชื่อมวิธีกับผลลัพธ์

ในที่นี้ This way หมายถึง “ด้วยการทำสิ่งที่เพิ่งแนะนำไป” หรือ “เป็นผลจากการทำเช่นนั้น” โดย This ย้อนกลับไปอ้างถึงการกระทำก่อนหน้า และ way หมายถึงวิธี ไม่ใช่ถนน เมื่ออยู่ต้นประโยค This way จะช่วยจัดข้อมูลโดยเชื่อมวิธีที่กล่าวไว้ก่อนหน้ากับผลลัพธ์หรือประโยชน์ที่ตามมา ผู้อ่านหรือผู้ฟังต้องระบุได้ว่าหมายถึงวิธีก่อนหน้าใด

แบบฝึกหัด

เลือกสำนวนที่เชื่อมการกระทำแรกกับผลลัพธ์ของมัน: Write your name on the folder. ____, everyone will know it belongs to you.

  1. This way
  2. By the way
  3. On the way
ดูคำตอบ

This way

การใช้คำ

what's going on: สถานการณ์ปัจจุบัน

ในที่นี้ what's going on หมายถึง “สถานการณ์ตอนนี้” หรือ “กำลังเกิดอะไรขึ้น” ซึ่งอาจรวมถึงเหตุการณ์ภายนอก ปัญหา หรือความรู้สึกของใครบางคนในขณะนั้น ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวไม่ใช่คำถามโดยตรง แต่เป็นข้อมูลที่นำไปบอกอีกฝ่าย นั่นคือความลำบากหรือสภาพของผู้พูดในตอนนี้

แบบฝึกหัด

ใน “Please tell me what's going on so I can help,” วลี what's going on หมายถึงอะไร?

  1. ชื่อของกิจกรรมสนุก ๆ
  2. สถานที่ที่ใครบางคนกำลังเดินทางไป
  3. สถานการณ์หรือปัญหาในปัจจุบัน
ดูคำตอบ

สถานการณ์หรือปัญหาในปัจจุบัน

and maybe they can help you find the words. วลี

0:53

และบางทีพวกเขาอาจช่วยคุณนึกคำศัพท์นั้นออก

วลี

help you find the words: ช่วยให้นึกว่าจะพูดอะไร

ใน help you find the words วลี find the words หมายถึง “นึกคำพูดที่เหมาะสมเพื่อแสดงความคิดหรือความรู้สึก” words ในที่นี้ไม่ใช่สิ่งของหรือรายการคำบนกระดาษ โครงสร้างคือ help + คน + กริยารูปพื้นฐาน เช่น help you find ซึ่งบอกว่าอีกคนช่วยให้คุณพูดสิ่งที่ต้องการสื่อได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีในบทเรียนที่หมายถึง “นึกคำพูดที่เหมาะสม”: I was so moved that I couldn't ____ to thank them.

ดูคำตอบ

find the words

Number two,

0:55

ข้อที่สอง

my mind just went blank. สำนวน

0:56

สมองฉันโล่งไปหมดเลย (my mind just went blank)

สำนวน

my mind just went blank: จู่ ๆ ก็นึกอะไรไม่ออก

สำนวน my mind went blank หมายถึงผู้พูดนึกไม่ออกทันทีว่าจะพูดอะไรหรือตอบอย่างไร blank บอกถึงภาวะที่ความคิดหรือความจำหายไปชั่วคราว ไม่ได้หมายถึงสีขาว went แสดงการเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะนั้น ส่วน just เน้นว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหันหรือเกิดขึ้นพอดีในขณะนั้น

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนเป้าหมายที่หมายถึงจู่ ๆ ก็นึกอะไรไม่ออกเลย: During the quiz, my mind ____.

ดูคำตอบ

went blank

So let's imagine that you're giving a presentation ลำดับความ

0:59

ลองจินตนาการว่าคุณกำลังนำเสนองาน

ลำดับความ

let's imagine that: การเปิดสถานการณ์สมมติ

Let's imagine that ใช้เปิดสถานการณ์สมมติเพื่อให้ผู้ฟังติดตามตัวอย่างหรือคำอธิบายได้ ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวช่วยจัดลำดับการพูดโดยตั้งสถานการณ์ว่ากำลังนำเสนองาน ก่อนที่ผู้พูดจะอธิบายต่อ Let's เป็นรูปย่อของ let us และหลัง that จะตามด้วยอนุประโยคที่สมบูรณ์ เช่น you're giving a presentation วลีนี้ชวนให้ผู้ฟังพิจารณาสถานการณ์หนึ่ง ไม่ได้บอกว่าสถานการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้นจริง

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างเป้าหมายสำหรับเปิดสถานการณ์สมมติ: ____ the library is closed when you arrive.

ดูคำตอบ

Let's imagine that

or you're talking to someone

1:02

หรือกำลังคุยกับใครสักคน

and you're deep in your uh argument การใช้คำ

1:03

และคุณกำลังอินกับ เอ่อ ข้อโต้แย้งของคุณ

or in your story

1:06

หรือเรื่องราวของคุณ

การใช้คำ

deep in your uh argument: กำลังอธิบายเหตุผลไปอย่างลึกและต่อเนื่อง

ในที่นี้ deep in หมายถึง “สิ่งที่กำลังทำดำเนินไปไกลพอสมควรแล้ว และกำลังจดจ่อกับสิ่งนั้นอย่างมาก” ไม่ได้หมายถึงการอยู่ในสถานที่ที่ลึกทางกายภาพ You are deep in your argument หมายถึงคุณกำลังสร้างและอธิบายแนวเหตุผลของตัวเองอย่างเต็มที่ argument ในที่นี้หมายถึงชุดเหตุผลที่สนับสนุนแนวคิดหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทะเลาะกัน ส่วน uh เป็นเสียงลังเลสั้น ๆ ในการพูดสด และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวลี deep in

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ deep in your uh argument น่าจะหมายถึงอะไร

  1. คุณอธิบายแนวเหตุผลของตัวเองไปค่อนข้างไกลแล้ว โดยมีการลังเลสั้น ๆ
  2. คุณยืนอยู่ในสถานที่ที่ลึกทางกายภาพขณะกำลังทะเลาะกัน
  3. คุณอธิบายเสร็จแล้วและเปลี่ยนหัวข้อไปแล้ว
ดูคำตอบ

คุณอธิบายแนวเหตุผลของตัวเองไปค่อนข้างไกลแล้ว โดยมีการลังเลสั้น ๆ

and then you don't know what happened,

1:06

แล้วคุณก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

your mind just went blank.

1:09

สมองของคุณก็ว่างเปล่าไปดื้อๆ

It's sort of like a disconnect วลี

1:11

มันก็คล้ายๆ กับการขาดการเชื่อมต่อ

or a computer rebooting.

1:12

หรือคอมพิวเตอร์กำลังรีบูต

วลี

sort of like: บอกว่าสองสิ่งคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันทั้งหมด

Sort of like หมายถึง “คล้ายกันในบางด้าน แต่ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด” วลีนี้ใช้เปรียบเทียบโดยไม่บอกว่าสองสิ่งตรงกันอย่างสมบูรณ์ Sort of ทำให้การเปรียบเทียบฟังดูไม่ฟันธง การทำให้คำพูดเบาลงแบบนี้เรียกว่าการแสดงความไม่แน่นอนอย่างระมัดระวัง และมีประโยชน์เมื่อตัวอย่างช่วยอธิบายความรู้สึกหรือแนวคิดได้ แต่ไม่ได้ตรงกันทุกอย่าง

แบบฝึกหัด

ผู้พูดเห็นความคล้ายกันบางอย่าง แต่ไม่ต้องการบอกว่าสองสิ่งตรงกันทั้งหมด ประโยคใดสื่อความหมายนี้ได้ดีที่สุด

  1. The new routine is sort of like the old one.
  2. The new routine is the same as the old one.
  3. The new routine is completely unrelated to the old one.
ดูคำตอบ

The new routine is sort of like the old one.

It might need a little bit of time วลี

1:14

มันอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย

to remember what you wanted to say,

1:16

เพื่อจะนึกให้ออกว่าคุณต้องการจะพูดอะไร

วลี

need a little bit of time to + คำกริยารูปพื้นฐาน

รูปแบบ need a little bit of time to + คำกริยารูปพื้นฐาน หมายถึงคน ระบบ หรือกระบวนการยังทำสิ่งนั้นทันทีไม่ได้ และต้องมีเวลาหยุดหรือรอสักครู่ก่อน ในประโยคนี้ to remember คือการกระทำที่ต้องใช้เวลา a little bit of ทำให้คำพูดฟังนุ่มนวลขึ้น และทำให้ช่วงที่ต้องรอฟังดูสั้นและสมเหตุสมผล แต่ไม่ได้เป็นคำรับรองที่แน่นอนว่าจะรอเพียงไม่นาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วยรูปแบบที่เน้นไว้: I need ____ think before I answer.

ดูคำตอบ

a little bit of time to

but it's definitely okay

1:17

แต่มันไม่เป็นไรเลย

and it happens to the best of us. สำนวน

1:19

และมันก็เกิดขึ้นได้กับทุกคน

สำนวน

it happens to the best of us: ปลอบใจเมื่อเกิดความผิดพลาดเล็กน้อยที่พบได้ทั่วไป

It happens to the best of us เป็นสำนวนตายตัวที่ใช้ปลอบใจใครสักคนหลังจากทำผิดเล็กน้อย เผลอพลาดชั่วครู่ หรือเจอสถานการณ์น่าอาย สำนวนนี้หมายความว่าแม้แต่คนที่เก่งหรือมีประสบการณ์มากก็เจอปัญหาแบบเดียวกันได้ จึงไม่จำเป็นต้องอายเพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว It ย้อนกลับไปหมายถึงปัญหาที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ส่วน the best of us ไม่ได้หมายถึงกลุ่มคนจริง ๆ ที่ได้รับเลือกอย่างเป็นทางการว่า “เก่งที่สุด” แต่ใช้เน้นว่าไม่มีใครหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเล็ก ๆ แบบนี้ได้ทั้งหมด

แบบฝึกหัด

คำตอบใดใช้ "It happens to the best of us" ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Don't worry about missing one note. It happens to the best of us.
  2. You won first prize, so it happens to the best of us.
  3. You broke the rule again on purpose, but it happens to the best of us.
ดูคำตอบ

Don't worry about missing one note. It happens to the best of us.

Number three,

1:21

ข้อที่สาม

I lost my train of thought. สำนวน

1:22

ฉันลืมไปเลยว่ากำลังพูดถึงไหน (I lost my train of thought)

สำนวน

lose your train of thought: ลืมแนวคิดที่กำลังตามอยู่

สำนวน lose your train of thought หมายถึงการหลุดจากลำดับความคิดที่กำลังตามอยู่ จนจู่ ๆ จำไม่ได้ว่ากำลังจะพูดหรือคิดอะไรต่อ ในประโยคนี้ lost บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ส่วน train เป็นคำเปรียบเทียบ ไม่ใช่ยานพาหนะจริง คำแสดงความเป็นเจ้าของเปลี่ยนตามบุคคล เช่น I lost my train of thought; she lost her train of thought. ใช้โครงสร้างนี้เมื่อการขัดจังหวะหรือสิ่งรบกวนทำให้ความคิดหรือคำอธิบายที่กำลังดำเนินอยู่สะดุด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนจากบทเรียน: The sudden noise interrupted my explanation, and I ____.

ดูคำตอบ

lost my train of thought

You can use this expression

1:24

คุณสามารถใช้สำนวนนี้ได้

when you're following a certain logic, วลี

1:25

เมื่อคุณกำลังพูดตามตรรกะบางอย่าง

วลี

following a certain logic: คิดตามแนวการให้เหตุผลแบบหนึ่ง

ใน following a certain logic คำว่า follow หมายถึงดำเนินความคิดตามรูปแบบการให้เหตุผล ไม่ใช่เดินตามหลังใคร วลีนี้อธิบายว่าความคิดค่อย ๆ เดินหน้าไปทีละขั้นตามวิธีคิดแบบหนึ่ง คำว่า a certain ในที่นี้หมายถึงสิ่งหนึ่งที่เฉพาะเจาะจงแต่ไม่ได้ระบุชัด ไม่ได้หมายความว่าตรรกะนั้นถูกต้องแน่นอนหรือผู้พูดมีความมั่นใจ

แบบฝึกหัด

following a certain logic ในประโยคนี้หมายถึงอะไร? Mia is following a certain logic as she sorts the clues.

  1. เธอกำลังใช้รูปแบบการให้เหตุผลแบบหนึ่ง
  2. เธอกำลังเดินตามหลังอีกคนหนึ่งจริง ๆ
  3. เธอมั่นใจว่าเบาะแสทุกอย่างถูกต้อง
ดูคำตอบ

เธอกำลังใช้รูปแบบการให้เหตุผลแบบหนึ่ง

but then you forgot

1:27

แต่แล้วคุณก็ลืมไปว่า

why you started in the first place การใช้คำ

1:29

ทำไมคุณถึงเริ่มพูดเรื่องนี้ตั้งแต่แรก

การใช้คำ

in the first place: ย้อนกลับไปหาเหตุผลตั้งแต่แรก

in the first place ในที่นี้หมายถึง “ตั้งแต่แรก” หรือ “เดิมที” โดยย้อนกลับไปที่เหตุผลที่ใครคนหนึ่งเริ่มทำบางอย่าง ส่วน place ในสำนวนนี้ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริง โครงสร้าง why ... in the first place ใช้ถามถึงเหตุผลตั้งแต่ตอนเริ่มต้น และช่วยดึงความสนใจกลับไปยังแรงจูงใจเดิมหลังจากการสนทนาหรือสถานการณ์ดำเนินต่อไปแล้ว

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยสำนวนที่หมายถึง “ด้วยเหตุผลตั้งแต่แรก”: We came to find the lost dog. Don't forget why we came ____.

ดูคำตอบ

in the first place

or where you're going with this. สำนวน

1:30

หรือว่าคุณกำลังจะพูดเรื่องนี้ไปถึงไหน

สำนวน

where you're going with this: ทิศทางของความคิด

where you're going with this เปรียบคำอธิบาย เรื่องเล่า หรือข้อโต้แย้งเหมือนกับสิ่งที่กำลังเคลื่อนไปสู่จุดหมาย หมายถึงประเด็นหรือข้อสรุปที่ผู้พูดกำลังจะนำไปถึง โดย going ไม่ใช่การเคลื่อนที่จริง และ this หมายถึงแนวคิดที่กำลังพูดถึง ในที่นี้ where you're going with this เป็นคำถามที่อยู่ภายในประโยคใหญ่กว่า จึงใช้ลำดับแบบประโยคบอกเล่า คือ where + ประธาน + กริยา (where you're going) ไม่ใช่ where are you going แต่ถ้าถามโดยตรงจะเปลี่ยนเป็น Where are you going with this?

แบบฝึกหัด

เลือกประโยคที่ใช้คำถามภายในประโยคได้ถูกต้อง และหมายความว่าผู้พูดไม่เข้าใจว่าแนวคิดที่กำลังอธิบายจะนำไปสู่ประเด็นใด

  1. I'm not sure which place you're walking to with this idea.
  2. I'm not sure where are you going with this idea.
  3. I'm not sure where you're going with this idea.
ดูคำตอบ

I'm not sure where you're going with this idea.

You lost your train of thought.

1:32

คุณทำขบวนความคิด (train of thought) หายไป

Imagine a train

1:33

ลองจินตนาการถึงรถไฟ (train)

and then for some reason วลี

1:35

แล้วด้วยเหตุผลบางอย่าง

it just derails. การใช้คำ

1:36

มันก็แค่ตกราง

วลี

for some reason: สาเหตุที่ไม่ทราบหรือไม่ได้กล่าวถึง

for some reason หมายความว่าน่าจะมีสาเหตุอยู่ แต่ผู้พูดไม่รู้หรือไม่ได้อธิบายว่าสาเหตุนั้นคืออะไร ในที่นี้ วลีนี้นำเข้าสู่ผลลัพธ์ที่น่าสงสัยและคาดไม่ถึง คือความคิดออกนอกทางอย่างกะทันหัน วลีนี้ช่วยให้ผู้เล่าเอ่ยถึงผลลัพธ์ที่อธิบายไม่ได้โดยไม่ต้องหยุดเล่าเพื่อบอกสาเหตุ

แบบฝึกหัด

คุณคิดว่านาฬิกาในห้องเรียนน่าจะหยุดเพราะสาเหตุบางอย่าง แต่ยังไม่มีใครรู้สาเหตุ ประโยคใดสื่อความหมายนี้ได้แม่นยำที่สุด

  1. For some reason, the classroom clock stopped.
  2. The classroom clock stopped for no reason at all.
  3. The classroom clock stopped because the battery was dead.
ดูคำตอบ

For some reason, the classroom clock stopped.

การใช้คำ

it just derails: ความคิดออกนอกทางอย่างกะทันหัน

derail ตามความหมายตรงตัวคือรถไฟออกจากราง หรือทำให้รถไฟออกจากราง ในที่นี้ประโยคยังคงใช้ภาพเปรียบเทียบว่าความคิดเป็นเหมือนรถไฟ โดย it คือรถไฟแห่งความคิดในจินตนาการ และความคิดก็หยุดไปตามทิศทางเดิมอย่างกะทันหัน ใน it just derails คำว่า just เพิ่มความรู้สึกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือเกิดขึ้นไปเฉย ๆ ซึ่งมักมีความประหลาดใจหรือหงุดหงิดร่วมด้วย อุปมาเดียวกันนี้ใช้บรรยายการสนทนา แผนงาน หรือโครงการที่ออกนอกทิศทางอย่างรุนแรงได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าเหตุการณ์หนึ่งทำให้การสนทนาสูญเสียทิศทาง ไม่ใช่เพียงทำให้เกิดขึ้นช้าลง

  1. One angry comment described the whole discussion.
  2. One angry comment derailed the whole discussion.
  3. One angry comment delayed the discussion by ten minutes.
ดูคำตอบ

One angry comment derailed the whole discussion.

Ah, look,

1:37

อ้า ดูนั่นสิ

there's that train of thought.

1:38

มีขบวนความคิดนั้นอยู่

Huh,

1:40

หืม

Where's it going?

1:40

มันกำลังไปไหนน่ะ?

Why why is it derailing?

1:42

ทำไม ทำไมมันถึงตกรางล่ะ?

Where's it going?

1:44

มันกำลังไปไหนน่ะ?

And one final tip. ลำดับความ

1:45

และเคล็ดลับสุดท้าย

ลำดับความ

one final tip: สัญญาณบอกคำแนะนำข้อสุดท้าย

one final tip เป็นสัญญาณที่ช่วยจัดลำดับข้อมูล โดยบอกผู้ฟังว่ากำลังจะมีคำแนะนำอีกหนึ่งข้อเป็นข้อสุดท้าย และเนื้อหากำลังจะจบลง final ในที่นี้บอกตำแหน่งของคำแนะนำว่าอยู่ลำดับสุดท้าย ไม่ได้หมายความว่าคำแนะนำนั้นเปลี่ยนไม่ได้หรือได้รับการพิสูจน์ในตอนท้ายว่าใช้ได้ผล ส่วน And เชื่อมสัญญาณปิดท้ายนี้กับเนื้อหาก่อนหน้า

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ one final tip เป็นสัญญาณจัดเนื้อหาเพื่อปิดท้ายรายการ?

  1. One final tip: charge the tablet before the trip.
  2. Here are three more tips for taking photos.
  3. This tip finally solved the problem.
ดูคำตอบ

One final tip: charge the tablet before the trip.

Breathe in, วลี

1:47

หายใจเข้า

breathe out,

1:48

หายใจออก

วลี

Breathe in, breathe out: คำสั่งให้หายใจเข้าและออก

breathe in หมายถึงดึงอากาศเข้าสู่ปอด หรือ “หายใจเข้า” ส่วน breathe out หมายถึงปล่อยอากาศออก หรือ “หายใจออก” ในที่นี้ in และ out เป็นคำกริยาวิเศษณ์บอกทิศทางที่เติมความหมายให้ breathe ไม่ใช่คำบุพบทบอกสถานที่ ทั้งสองส่วนเป็นประโยคคำสั่งสั้น ๆ ที่ละประธาน you ไว้ เมื่อนำมาใช้เป็นคู่ตามลำดับนี้ จะเป็นการนำทางการหายใจครบหนึ่งรอบ และพบได้บ่อยในคำแนะนำเพื่อสงบสติหรือออกกำลังกาย

แบบฝึกหัด

เติมคำสั่งด้วย breathe และคำบอกทิศทาง โดยหายใจเข้าก่อนแล้วจึงหายใจออก: ____ slowly, then ____ slowly.

ดูคำตอบ

Breathe in · breathe out

it happens to all of us,

1:49

มันเกิดขึ้นได้กับเราทุกคน

don't stress น้ำเสียง/เจตนา

1:50

อย่าเครียดไปเลย

น้ำเสียง/เจตนา

don't stress: คำพูดกันเองเพื่อบอกว่าไม่ต้องกังวล

“Don't stress” เป็นคำพูดแบบกันเองที่ใช้ปลอบให้อีกฝ่ายสบายใจ หมายถึง “อย่ากังวลหรือเครียดกับเรื่องนี้มากเกินไป” โดยทั่วไปสื่อว่าปัญหานั้นจัดการได้และไม่จำเป็นต้องกังวลมากขนาดนั้น ในที่นี้ stress เป็นคำกริยา หลัง don't ต้องใช้คำกริยารูปพื้นฐาน stress หากต้องการบอกเรื่องที่กังวล ให้ใช้ about เช่น “Don't stress about the test.”

แบบฝึกหัด

เพื่อนของคุณกังวลว่าเกมจะเริ่มช้า แต่จริง ๆ ยังมีเวลาเหลือมาก คำตอบใดเป็นการปลอบแบบกันเองที่เป็นธรรมชาติ?

  1. The long wait is stressful for everyone.
  2. Please stress the word plenty.
  3. Don't stress—we have plenty of time.
ดูคำตอบ

Don't stress—we have plenty of time.

and use one of the expressions

1:52

และลองใช้หนึ่งในสำนวน

that we reviewed today.

1:53

ที่เราทบทวนกันไปในวันนี้

And don't forget to

1:55

และอย่าลืมที่จะ

It's on the tip of my tongue.

1:58

มันติดอยู่ที่ริมฝีปากน่ะ

Ah,

2:01

อ้า

subscribe for more mini English lessons.

2:02

กดติดตามสำหรับบทเรียนภาษาอังกฤษสั้นๆ เพิ่มเติมนะ