วิธีใช้เครื่องหมายอัฒภาค (Semicolon) - Emma Bryce: บทเรียนภาษาอังกฤษ

TED-Ed

ความยากในการเรียน
427 คำ 141 คำ/นาที

ภาพรวมวิดีโอ: อธิบายว่าอัฒภาคช่วยจัดระเบียบรายการที่มีจุลภาคจำนวนมากและเชื่อมอนุประโยคอิสระที่มีความหมายเกี่ยวข้องกันอย่างไร พร้อมชี้ขอบเขตว่าปกติไม่ใช้อัฒภาคหน้าคำสันธานเชื่อมความ ประเด็นสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ: 1. toss these punctuation marks around — กริยาวลี: เข้าใจว่า toss ... around ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้ แต่สื่อถึงการใช้อย่างสะเปะสะปะและไม่ไตร่ตรอง ความหมายแฝงนี้ช่วยให้จับน้ำเสียงวิจารณ์เล็กน้อยหรืออารมณ์ขันเมื่อผู้พูดกล่าวถึงการเลือกใช้ภาษาที่ไม่รอบคอบ 2. link together independent clauses. — กลุ่มคำสำเร็จรูปและคำปรากฏร่วม: เรียนรู้คำที่ใช้ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติในการอธิบายไวยากรณ์ว่าอัฒภาคเชื่อมอนุประโยคที่ตั้งเป็นประโยคแยกกันได้ แต่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด สามารถนำไปใช้อธิบายโครงสร้างประโยคและเหตุผลในการเลือกเครื่องหมายวรรคตอนได้ 3. as beneficial as they are, — ไวยากรณ์และรูปแบบประโยค: เข้าใจโครงสร้างแสดงการยอมรับข้อเท็จจริงแบบเป็นทางการ ซึ่งกล่าวยอมรับข้อดีก่อนแล้วจึงระบุข้อจำกัด ใช้สร้างคำอธิบายที่สมดุลได้ เช่น ยอมรับว่าวิธีหนึ่งมีประโยชน์ก่อนชี้ว่าสถานการณ์ใดไม่ควรนำไปใช้

คำอธิบายในบทเรียนนี้

It may seem like the semicolon is struggling with an identity crisis. โน้ต

0:07

ดูเหมือนว่าเครื่องหมายอัฒภาคกำลังต่อสู้กับวิกฤตตัวตน

ไวยากรณ์

may seem like: บอกความรู้สึกแรกอย่างไม่ฟันธง

may seem like หมายถึง “อาจดูเหมือนว่า...” หรือ “อาจทำให้รู้สึกว่า...” คำว่า may ทำให้ข้อความไม่ใช่การยืนยันอย่างแน่นอน ส่วน seem like บอกถึงสิ่งที่ผู้สังเกตรู้สึกเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว ในประโยคนี้ วลีดังกล่าวใช้เปิดด้วยความรู้สึกแรกที่ชวนขำเกี่ยวกับอัฒภาค โครงสร้างนี้เหมาะสำหรับบอกว่าสิ่งหนึ่งดูเป็นอย่างไรในตอนแรก ก่อนอธิบายว่าความจริงทั้งหมดอาจต่างออกไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกเพียงความรู้สึกแรก โดยไม่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว

  1. The new rule is definitely extra work, and nothing will change that.
  2. The new rule caused extra work because it saved time later.
  3. The new rule may seem like extra work, but it will save time later.
ดูคำตอบ

The new rule may seem like extra work, but it will save time later.

สำนวน

struggling with an identity crisis: การทำให้อัฒภาคเหมือนเป็นคน

struggle with หมายถึงประสบความยากลำบากในการรับมือกับบางสิ่ง ส่วน identity crisis คือความไม่แน่ใจอย่างลึกซึ้งว่าตนเองเป็นใครหรือมีบทบาทอะไร อัฒภาคไม่สามารถมีปัญหานี้ได้จริง ประโยคนี้ทำให้อัฒภาคเหมือนเป็นคนที่ไม่แน่ใจว่าตนคล้ายจุลภาคหรือมหัพภาคมากกว่ากัน จึงเปลี่ยนลักษณะที่อยู่กึ่งกลางให้เป็นภาพที่ชวนขำ โดยทั่วไป คำเปรียบเทียบนี้ยังใช้บรรยายสิ่งที่มีบทบาทหรือประเภทไม่ชัดเจนได้ด้วย

แบบฝึกหัด

ในประโยค “This smartwatch is struggling with an identity crisis,” วลีนี้น่าจะหมายความว่าอะไร

  1. สื่ออย่างขบขันว่านาฬิกามีบทบาทหรือประเภทที่ไม่ชัดเจน
  2. บอกว่านาฬิกาได้รับการวินิจฉัยทางการแพทย์
  3. หมายความว่ามีคนถือหรือนำนาฬิกาไปได้ลำบาก
ดูคำตอบ

สื่ออย่างขบขันว่านาฬิกามีบทบาทหรือประเภทที่ไม่ชัดเจน

It looks like a comma crossed with a period. วลี

0:12

มันดูเหมือนเครื่องหมายจุลภาคผสมกับมหัพภาค

วลี

a comma crossed with a period: โครงสร้าง X crossed with Y

ในโครงสร้าง X crossed with Y สิ่งหนึ่งถูกบรรยายว่าเป็นของผสมที่มีลักษณะเด่นของทั้ง X และ Y ตรงนี้ a comma crossed with a period หมายถึงรูปทรงที่บางส่วนดูเหมือนเครื่องหมายจุลภาคและบางส่วนดูเหมือนจุด วางสิ่งต้นแบบอย่างแรกไว้หน้า crossed with และวางอย่างที่สองไว้ข้างหลัง ในการใช้แบบนี้ crossed with สื่อถึงการผสมหรือความคล้าย ไม่ได้หมายความว่าสองสิ่งเคลื่อนที่ตัดผ่านกัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบรรยายว่ากระเป๋าเป้เป็นการผสมกันระหว่างกระดองเต่ากับกระเป๋าเดินทาง

  1. The backpack comes with a turtle shell and a suitcase.
  2. The backpack is sitting between a turtle shell and a suitcase.
  3. The backpack looks like a turtle shell crossed with a suitcase.
ดูคำตอบ

The backpack looks like a turtle shell crossed with a suitcase.

Maybe that's why we toss these punctuation marks around โน้ต

0:14

อาจเป็นเพราะเหตุนี้เราจึงโยนเครื่องหมายวรรคตอนเหล่านี้

like grammatical confetti. สำนวน

0:18

ไปทั่วเหมือนเศษกระดาษสีทางไวยากรณ์

ลำดับความ

that's why: เชื่อมจากเหตุผลไปสู่ผลลัพธ์

That's why ย้อนกลับไปอ้างถึงเหตุผลที่กล่าวไว้แล้ว และนำเข้าสู่ผลลัพธ์ โดยเรียงเป็นเหตุผลก่อน แล้วจึง that's why + ผลลัพธ์ ตรงนี้ why เป็นส่วนหนึ่งของประโยคบอกเล่า ไม่ใช่คำถาม เมื่อมี maybe อยู่หน้า that's why ผู้พูดเสนอความเชื่อมโยงระหว่างเหตุและผลว่าเป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้ ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดบอกเหตุผลก่อน แล้วใช้ that's why เพื่อนำเข้าสู่ผลลัพธ์

  1. We moved the picnic indoors. That's because it started to rain.
  2. It started to rain. That's why we moved the picnic indoors.
  3. We moved the picnic indoors because it started to rain.
ดูคำตอบ

It started to rain. That's why we moved the picnic indoors.

กริยาวลี

toss these punctuation marks around: ใช้เครื่องหมายวรรคตอนอย่างไม่รอบคอบ

ในประโยคนี้ toss these punctuation marks around หมายถึง “ใช้เครื่องหมายวรรคตอนเหล่านี้อย่างอิสระโดยไม่ได้คิดให้รอบคอบมากนัก” toss ... around ให้ความรู้สึกว่าใช้แบบไม่ใส่ใจและกระจัดกระจาย ซึ่งไม่มีในคำกลาง ๆ อย่าง use ในที่นี้ toss ... around เป็นกริยาวลีที่แยกคำได้ โดยกรรมที่เป็นคำนามอยู่ระหว่าง toss กับ around หากเป็นคำสรรพนามต้องวางไว้ตรงกลาง จึงพูดว่า toss them around ไม่ใช่ toss around them

แบบฝึกหัด

ใช้ toss ... around เพื่อสื่อถึงการใช้อย่างไม่รอบคอบ แล้วเติมประโยคให้สมบูรณ์: Some speakers ____ without explaining them.

ดูคำตอบ

toss technical words around

สำนวน

grammatical confetti: อุปมาเชิงขำขันเกี่ยวกับเครื่องหมายวรรคตอน

คอนเฟตตีคือกระดาษสีชิ้นเล็ก ๆ ที่โปรยในงานเฉลิมฉลอง ในที่นี้ grammatical confetti เป็นอุปมาที่สร้างขึ้นใหม่ โดยทำให้เห็นเครื่องหมายวรรคตอนเป็นเหมือนเศษกระดาษสีที่ถูกโยนกระจายไปทั่วประโยค ภาพนี้สื่อว่ามีเครื่องหมายจำนวนมากและถูกใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ทำให้คำวิจารณ์ฟังดูสนุกและมีอารมณ์ขัน ไม่ใช่ศัพท์ไวยากรณ์อย่างเป็นทางการ

แบบฝึกหัด

grammatical confetti สื่อถึงอะไรในประโยคนี้?

  1. เครื่องหมายวรรคตอนถูกโปรยกระจายอย่างไม่ใส่ใจเหมือนคอนเฟตตีในงานเลี้ยง
  2. คอนเฟตตีเป็นเครื่องหมายวรรคตอนอย่างเป็นทางการ
  3. บทเรียนไวยากรณ์ควรมีของตกแต่งจริง ๆ
ดูคำตอบ

เครื่องหมายวรรคตอนถูกโปรยกระจายอย่างไม่ใส่ใจเหมือนคอนเฟตตีในงานเลี้ยง

We're confused about how to use them properly.

0:20

เราสับสนว่าจะใช้พวกมันอย่างถูกต้องได้อย่างไร

In fact, it's the semicolon's half-half status that makes it useful. โน้ต

0:23

ความจริงแล้ว สถานะครึ่งๆ กลางๆ ของเครื่องหมายอัฒภาคต่างหากที่ทำให้มันมีประโยชน์

ไวยากรณ์

It's ... that ...: โครงสร้างเน้นสาเหตุที่แท้จริง

รูปแบบ It is/was + จุดเน้น + that + ส่วนที่เหลือ เป็นประโยคเน้นแบบ cleft ซึ่งใช้ทำให้ส่วนหนึ่งเด่นขึ้น ในที่นี้ จุดเน้นคือ the semicolon's half-half status ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้อัฒภาคมีประโยชน์ เมื่อนำกรอบเน้นออก ประโยคพื้นฐานคือ The semicolon's half-half status makes it useful. ข้อเท็จจริงยังเหมือนเดิม แต่โครงสร้างนี้ทำให้สาเหตุเป็นจุดสนใจ ในประโยคนี้ that ทำหน้าที่นำส่วนที่เหลือของโครงสร้างเน้น ไม่ใช่เพียงอนุประโยคขยาย status แบบทั่วไป

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง It was ... that ... เพื่อเน้นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกมกลางแจ้งถูกยกเลิก

  1. The outdoor game that was canceled had been planned for Saturday.
  2. It was the heavy rain that caused the outdoor game to be canceled.
  3. The heavy rain caused the outdoor game to be canceled.
ดูคำตอบ

It was the heavy rain that caused the outdoor game to be canceled.

การใช้คำ

semicolon's half-half status: คำอธิบายแบบไม่เป็นทางการถึงลักษณะกึ่งกลาง

ในคำอธิบายนี้ semicolon's half-half status หมายถึงอัฒภาคมีคุณสมบัติบางอย่างของเครื่องหมายจุลภาคและบางอย่างของเครื่องหมายมหัพภาค ในที่นี้ status หมายถึงสภาพหรือตำแหน่งด้านหน้าที่ ไม่ใช่สถานะทางสังคม half-half เป็นคำเรียกแบบไม่เป็นทางการที่คิดขึ้นสำหรับคำอธิบายนี้ ทำให้แนวคิดนามธรรมเรื่องการอยู่กึ่งกลางระหว่างสองสิ่งนึกภาพได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ใช่ศัพท์ทางการเกี่ยวกับเครื่องหมายวรรคตอน

แบบฝึกหัด

ในตัวอย่าง semicolon's half-half status หมายถึงอะไร

  1. มันมีคุณสมบัติบางอย่างของทั้งเครื่องหมายจุลภาคและเครื่องหมายมหัพภาค
  2. มันมีสถานะทางสังคมสูงกว่าเครื่องหมายวรรคตอนอื่น
  3. มันมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดปกติ
ดูคำตอบ

มันมีคุณสมบัติบางอย่างของทั้งเครื่องหมายจุลภาคและเครื่องหมายมหัพภาค

It's stronger than a comma ไวยากรณ์

0:29

มันหนักแน่นกว่าจุลภาค

and less final than a period.

0:31

และเด็ดขาดน้อยกว่ามหัพภาค

ไวยากรณ์

stronger than ... and less final than ...: ระบุระดับที่อยู่ระหว่างสองเกณฑ์

ประโยคนี้เปรียบเทียบเครื่องหมายวรรคตอนกับจุดอ้างอิงสองจุด Stronger than a comma หมายถึงเครื่องหมายนี้แบ่งข้อความได้ชัดกว่าเครื่องหมายจุลภาค ส่วน less final than a period หมายถึงไม่ได้ทำให้ความคิดดูจบสมบูรณ์เท่าเครื่องหมายมหัพภาค final ในที่นี้หมายถึง “ให้ความรู้สึกว่าจบแล้ว” ไม่ใช่ “สุดท้ายตามลำดับเวลา” รูปแบบ X is more/stronger ... than A and less ... than B ใช้การเปรียบเทียบจากสองด้านเพื่อวาง X ไว้ระหว่างสองตัวเลือก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้การเปรียบเทียบสองครั้งเพื่อวางตัวเลือกหนึ่งไว้ระหว่างจุดอ้างอิงสองจุด

  1. This jacket is as warm and bulky as a winter coat.
  2. This jacket is warmer than a shirt and less bulky than a winter coat.
  3. This jacket hangs between a shirt and a winter coat.
ดูคำตอบ

This jacket is warmer than a shirt and less bulky than a winter coat.

It fills the spaces in between สำนวน

0:33

มันเติมเต็มช่องว่างที่อยู่ระหว่างนั้น

สำนวน

fills the spaces in between: เติมช่องว่างเชิงนามธรรมที่อยู่ตรงกลาง

ในที่นี้ fills the spaces in between เป็นคำเปรียบเทียบ หมายถึงเครื่องหมายวรรคตอนนี้ทำหน้าที่ในพื้นที่ตรงกลางที่มีประโยชน์ระหว่างหน้าที่ของเครื่องหมายจุลภาคและเครื่องหมายมหัพภาค spaces หมายถึงช่องว่างด้านหน้าที่ ไม่ใช่ช่องว่างจริงที่พิมพ์ลงบนหน้า สามารถใช้ in between โดยไม่ต้องบอกจุดปลายทั้งสองอีกครั้งได้ เมื่อบริบททำให้ชัดเจนอยู่แล้ว โดยทั่วไป fill the space หรือ fill the gap between two things หมายถึงการเติมสิ่งที่ขาดหายไปตรงกลาง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ fill the space between ในเชิงเปรียบเทียบเพื่อหมายถึง “เพิ่มตัวเลือกตรงกลางที่ขาดหายไป”

  1. This course fills the space between beginner and advanced classes.
  2. This keyboard adds a space between two words.
  3. This shelf fills the empty space between the desks.
ดูคำตอบ

This course fills the space between beginner and advanced classes.

and for that reason ลำดับความ

0:35

และด้วยเหตุผลนี้

it has some specific and important tasks.

0:36

มันจึงมีหน้าที่เฉพาะและสำคัญบางอย่าง

ลำดับความ

for that reason: เชื่อมเหตุเข้ากับผลที่ตามมา

For that reason ย้อนกลับไปอ้างถึงเหตุผลที่กล่าวไว้แล้ว และนำเข้าสู่ผลที่ตามมาจากเหตุผลนั้น ในประโยคนี้ คำอธิบายก่อนหน้าให้เหตุผล ส่วน it has some specific and important tasks เป็นข้อความใหม่ที่บอกผล วลีนี้เชื่อมแนวคิดระหว่างอนุประโยคหรือประโยค คำที่ตามหลัง reason ไม่ได้เป็นอนุประโยคบอกเหตุ เพราะ it has ... เป็นอนุประโยคอิสระ

แบบฝึกหัด

ตัวเลือกใดใช้ for that reason ได้ถูกต้องเพื่อเชื่อมเหตุที่กล่าวไว้แล้วกับผลของเหตุนั้น

  1. The path was icy. For that reason, we walked slowly.
  2. The path was icy because we walked slowly.
  3. We walked slowly. For that reason, the path was icy.
ดูคำตอบ

The path was icy. For that reason, we walked slowly.

For one, it can clarify ideas in a sentence โน้ต

0:40

ประการแรก มันสามารถทำให้ความคิดในประโยคชัดเจนขึ้น

ลำดับความ

For one: นำเสนอเหตุผลสนับสนุนหนึ่งข้อ

For one ใช้เสนอเหตุผล ตัวอย่าง หรือลักษณะหนึ่งจากหลายสิ่งที่เป็นไปได้ ในประโยคนี้ วลีนี้เริ่มบอกหน้าที่เฉพาะข้อแรกและส่งสัญญาณว่าอาจมีประเด็นอื่นตามมา วลีนี้หมายถึง “ยกมาหนึ่งข้อ” ไม่ได้หมายตามตัวอักษรว่า “เพื่อเลขหนึ่ง” และต่างจากรายการที่เรียงหมายเลขอย่างเคร่งครัด เพราะไม่ได้รับรองว่าคำเชื่อมถัดไปจะเป็น For two

แบบฝึกหัด

คนหนึ่งกำลังอธิบายว่าทำไมจึงชอบห้องสมุด ประโยคใดนำเสนอเหตุผลสนับสนุนหนึ่งข้อได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. For once, it stayed open late.
  2. First, return the books at the front desk.
  3. For one, it is quiet enough to read.
ดูคำตอบ

For one, it is quiet enough to read.

วลี

clarify ideas: ทำให้แนวคิดเข้าใจได้ง่ายขึ้น

Clarify หมายถึง “ทำให้บางสิ่งเข้าใจง่ายขึ้นด้วยการขจัดความสับสน” ใน clarify ideas คำว่า ideas วางต่อจากคำกริยาโดยตรงในฐานะกรรม ใช้ clarify ideas ไม่ใช่ clarify about ideas รูปแบบนี้มักใช้กับกรรมที่เป็นนามธรรม เช่น an idea, a point, meaning หรือ instruction ในประโยคนี้ รูปแบบดังกล่าวอธิบายว่าบางสิ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจแนวคิดและความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดได้ง่ายขึ้นอย่างไร

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ clarify โดยมี idea เป็นกรรมตรงได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Could you clarify about your main idea?
  2. Could your main idea clarify you?
  3. Could you clarify your main idea?
ดูคำตอบ

Could you clarify your main idea?

that's already festooned with commas. การใช้คำ

0:43

ในประโยคที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายจุลภาคอยู่แล้ว

การใช้คำ

festooned with commas: บรรยายอย่างเห็นภาพว่ามีเครื่องหมายจุลภาคอยู่เต็มไปหมด

Festooned with โดยทั่วไปหมายถึง “ตกแต่งด้วยของประดับที่แขวนอยู่” เช่น พวงมาลัย ไฟ หรือริบบิ้น ใน festooned with commas เครื่องหมายจุลภาคถูกจินตนาการว่าเป็นของประดับที่กระจายอยู่ทั่วทั้งประโยค ดังนั้น วลีนี้จึงหมายความว่าประโยคมีเครื่องหมายจุลภาคที่เห็นได้ชัดอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว เมื่อเทียบกับ full of commas วลีนี้ให้ภาพชัดกว่า มีลีลาแบบวรรณกรรม และมีการพูดเกินจริงอย่างขบขัน

แบบฝึกหัด

“The draft is festooned with commas” น่าจะหมายความว่าอย่างไรมากที่สุด

  1. ร่างนั้นไม่มีเครื่องหมายจุลภาคเลย
  2. มีคนตกแต่งห้องด้วยของประดับรูปเครื่องหมายจุลภาค
  3. ร่างนั้นมีเครื่องหมายจุลภาคที่เห็นชัดอยู่มาก โดยบรรยายแบบพูดเกินจริงอย่างขบขัน
ดูคำตอบ

ร่างนั้นมีเครื่องหมายจุลภาคที่เห็นชัดอยู่มาก โดยบรรยายแบบพูดเกินจริงอย่างขบขัน

Semicolons, at first they may seem frightening. ลำดับความ

0:46

“เครื่องหมายอัฒภาค ในตอนแรกมันอาจดูน่ากลัว

Then they become enlightening.

0:50

จากนั้นมันจะช่วยให้กระจ่างขึ้น

Finally, you'll find yourself falling for these delightful punctuation marks. กริยาวลี

0:52

ในที่สุด คุณจะพบว่าตัวเองตกหลุมรักเครื่องหมายวรรคตอนที่น่ารื่นรมย์เหล่านี้”

ลำดับความ

at first ... Then ... Finally: แสดงกระบวนการเปลี่ยนแปลง

At first, Then และ Finally จัดประโยคทั้งสามให้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงเดียวกัน คือเริ่มจากความกลัว ต่อด้วยความเข้าใจ และจบด้วยความชอบ คำเหล่านี้ไม่ได้บอกเพียงเวลา แต่ยังแสดงแต่ละขั้นของทัศนคติที่เปลี่ยนไปของผู้พูด ใช้ at first เพื่อบอกสภาพเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนไปในภายหลัง ใช้ then เพื่อไปยังขั้นต่อไป และใช้ finally เพื่อบอกขั้นสุดท้ายหรือผลลัพธ์

แบบฝึกหัด

เติมคำเชื่อมที่เน้นไว้ทั้งสามคำตามลำดับ: ____, Mia was afraid to swim. ____, she learned to float. ____, she crossed the pool by herself.

ดูคำตอบ

At first · Then · Finally

กริยาวลี

falling for: ค่อย ๆ เริ่มชอบบางสิ่ง

Falling for ในที่นี้หมายถึงเริ่มรู้สึกดึงดูดหรือเริ่มชอบบางสิ่ง ไม่ได้หมายถึงการล้มทางร่างกาย การใช้สำนวนนี้กับเครื่องหมายวรรคตอนให้ความรู้สึกขบขัน เพราะสำนวนนี้มักใช้พูดถึงความรู้สึกที่มีต่อคน ใน find yourself falling for โครงสร้าง find yourself doing หมายถึงการสังเกตว่าตัวเองกำลังทำหรือรู้สึกบางอย่างโดยไม่ได้วางแผนไว้ เมื่อใช้ร่วมกันจึงสื่อว่าความชอบค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างแทบไม่คาดคิด

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ fall for ในความหมายว่าเริ่มชอบบางสิ่งทีละน้อย

  1. Nora fell off the bench near the seaside town.
  2. After a few visits, Nora found herself falling for the quiet seaside town.
  3. Nora fell for the fake message and shared her password.
ดูคำตอบ

After a few visits, Nora found herself falling for the quiet seaside town.

Even though the commas separate different parts of the sentence, ไวยากรณ์

0:57

แม้ว่าเครื่องหมายจุลภาคจะแยกส่วนต่างๆ ของประโยค

it's easy to lose track of what belongs where. สำนวน

1:00

แต่ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะสับสนว่าอะไรคู่กับอะไร

ไวยากรณ์

Even though: ยอมรับข้อเท็จจริงก่อนบอกผลที่ไม่คาดคิด

Even though ใช้นำอนุประโยคแสดงการยอมรับข้อเท็จจริงก่อน แล้วประโยคหลักบอกผลที่ยังเกิดขึ้นแม้มีข้อเท็จจริงนั้น ในประโยคนี้ เครื่องหมายจุลภาคแยกส่วนต่าง ๆ จริง แต่ผู้อ่านก็ยังอาจสับสนความสัมพันธ์ของส่วนเหล่านั้นได้ โครงสร้างคือ even though + ประธาน + กริยา, ประโยคหลัก หมายถึง “แม้ข้อเท็จจริงนี้จะเป็นจริง แต่อีกผลหนึ่งก็ยังเกิดขึ้น” ไม่ได้ใช้บอกเหตุผล

แบบฝึกหัด

เติม even though เพื่อแสดงว่า Mia ยังทำต่อแม้จะยาก: ____ the puzzle was hard, Mia kept trying.

ดูคำตอบ

Even though

สำนวน

lose track of: ติดตามข้อมูลต่อไปไม่ได้

Lose track of เป็นสำนวนที่หมายถึงไม่สามารถติดตาม จดจำ หรือจัดระเบียบข้อมูลต่อไปได้ ในประโยคนี้ ผู้อ่านไม่สามารถบอกได้แล้วว่าอะไรควรอยู่ในแต่ละส่วนของประโยค หลังสำนวนนี้อาจเป็นคำนาม เช่น lose track of time หรือเป็นอนุประโยค เช่น lose track of what belongs where คำว่า track ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงรางรถไฟ

แบบฝึกหัด

เติม lose track of เพื่อให้หมายถึง “ไม่สามารถติดตามข้อมูลต่อไปได้”: During the long list of instructions, I began to ____ which step came next.

ดูคำตอบ

lose track of

But then the semicolon edges in to the rescue. โน้ต

1:04

แต่แล้วเครื่องหมายอัฒภาคก็จะเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์

กริยาวลี

edges in: ค่อย ๆ แทรกเข้ามา

ในที่นี้ edges in หมายถึง “ค่อย ๆ เคลื่อนหรือแทรกเข้ามา” คำกริยา edge ทำให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ อย่างระมัดระวัง จึงให้ความรู้สึกค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า enters ประโยคนี้ทำให้เครื่องหมายอัฒภาคดูเหมือนคนที่เข้ามาช่วยในเหตุการณ์ ตรงนี้ edge เป็นคำกริยา ไม่ใช่คำนามที่หมายถึง “ขอบ”

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ edge in เพื่อแสดงการเคลื่อนเข้าไปในสถานที่อย่างช้า ๆ และระมัดระวัง?

  1. The cat burst into the room with a loud crash.
  2. The cat sat on the edge of the rug.
  3. With almost no room, the cat edged in through the small opening.
ดูคำตอบ

With almost no room, the cat edged in through the small opening.

สำนวน

to the rescue: มาถึงทันเวลาเพื่อช่วย

to the rescue เป็นวลีตายตัวที่หมายถึง “มาถึงเพื่อช่วยหรือแก้ปัญหา” มักใช้ตามหลังคำกริยาที่แสดงการเคลื่อนที่ เช่น come หรือ rush ในที่นี้ edges in ทำให้เครื่องหมายอัฒภาคมีบทบาทเป็นผู้ช่วยอย่างขี้เล่น ไม่ได้มีเหตุฉุกเฉินจริง ๆ เครื่องหมายวรรคตอนถูกทำให้ดูเหมือนคนที่เข้ามาช่วยให้ประโยคชัดเจนขึ้น คำว่า to เป็นส่วนหนึ่งของวลีและห้ามตัดออก

แบบฝึกหัด

เติมวลีตายตัวที่หมายถึง “มาถึงทันเวลาเพื่อช่วย”: When the projector stopped working, a spare cable came ____.

ดูคำตอบ

to the rescue

In list-like sentences, การใช้คำ

1:07

ในประโยคที่มีลักษณะคล้ายรายการ

การใช้คำ

list-like sentences: การสร้างคำคุณศัพท์ด้วย -like

ในที่นี้ list-like ใช้อธิบายประโยคที่ส่วนต่าง ๆ เรียงกันหรือให้ความรู้สึกเหมือนรายการ ประโยคเหล่านี้ยังคงเป็นประโยคทั่วไปได้ และไม่จำเป็นต้องแสดงเป็นหัวข้อย่อย รูปแบบคำนาม + -like หมายถึง “คล้ายกับคำนามนั้น” หรือ “มีลักษณะของสิ่งนั้น” รูปแบบนี้ช่วยสร้างคำอธิบายที่ชัดเจน เช่น a cloud-like shape หรือ a list-like structure

แบบฝึกหัด

list-like sentences หมายถึงอะไรในบริบทนี้?

  1. ประโยคที่พูดถึงการทำรายการ
  2. ประโยคที่ส่วนต่าง ๆ เรียงเหมือนรายการ
  3. เฉพาะรายการที่ใช้สัญลักษณ์หัวข้อย่อย
ดูคำตอบ

ประโยคที่ส่วนต่าง ๆ เรียงเหมือนรายการ

it can exert more force than commas do, วลี

1:09

มันสามารถออกแรงได้มากกว่าที่เครื่องหมายจุลภาคทำได้

วลี

exert more force: คำที่ใช้ร่วมกันแบบเป็นทางการเพื่อบอกการสร้างผล

exert more force หมายถึง “ใช้แรงมากกว่า” หรือ “สร้างผลที่ชัดเจนกว่า” ในประโยคนี้ force ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ โดยหมายถึงระดับที่เครื่องหมายวรรคตอนแยกและจัดระเบียบส่วนต่าง ๆ ของประโยค ไม่ใช่แรงผลักทางกายภาพ exert มักใช้ร่วมกับคำนาม เช่น force, pressure, influence และ control คำกริยานี้เน้นว่าสิ่งหนึ่งกำลังสร้างผลกระทบ และมีน้ำเสียงเป็นทางการและเชิงวิเคราะห์มากกว่าการพูดเพียงว่า it is stronger

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยคำที่ใช้คู่กันอย่างเป็นทางการจากบทเรียน: A semicolon can ____ than a comma.

ดูคำตอบ

exert more force

cutting sentences into compartments ไวยากรณ์

1:12

โดยการตัดประโยคออกเป็นส่วนๆ

and grouping items that belong together.

1:14

และจัดกลุ่มรายการที่อยู่ในหมวดเดียวกัน

ไวยากรณ์

cutting ... and grouping ...: วลี -ing แบบขนาน

cutting ... และ grouping ... เป็นวลี -ing สองวลีที่วางขนานกันและเชื่อมด้วย and ในบริบทนี้ ทั้งสองวลีเสริมข้อมูลให้อนุประโยคก่อนหน้า โดยแสดงสองด้านของการทำหน้าที่ของเครื่องหมายอัฒภาค วลีทั้งสองไม่ใช่อนุประโยคสมบูรณ์ใหม่สองประโยค เพราะไม่มีประธานที่ระบุไว้หรือกริยาที่ผันตามกาลเป็นของตัวเอง ทั้งคู่ต้องอาศัยอนุประโยคก่อนหน้า มีผู้กระทำที่ละไว้คนเดียวกัน และสามารถบอกวิธีหรือผลของการกระทำก่อนหน้าได้

แบบฝึกหัด

ในประโยคเต็ม cutting ... and grouping ... ทำหน้าที่อะไร

  1. ถามว่าสิ่งใดควรอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
  2. ให้คำสั่งสองคำสั่งที่แยกจากกัน
  3. อธิบายว่าการกระทำในอนุประโยคก่อนหน้าดำเนินไปอย่างไร
ดูคำตอบ

อธิบายว่าการกระทำในอนุประโยคก่อนหน้าดำเนินไปอย่างไร

The semicolon breaks things up, กริยาวลี

1:17

เครื่องหมายอัฒภาคแยกสิ่งต่างๆ ออกจากกัน

กริยาวลี

breaks things up: แบ่งสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวออกเป็นส่วน ๆ

break things up เป็นกริยาวลีแบบแยกคำได้ หมายถึง “แบ่งสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียวออกเป็นส่วนหรือช่วงย่อย ๆ” ในที่นี้หมายถึงเครื่องหมายอัฒภาคแบ่งเนื้อหาภายในประโยค ทำให้มองเห็นโครงสร้างได้ง่ายขึ้น up เป็นคำประกอบของกริยาวลี ไม่ได้หมายถึง “ไปยังที่ที่สูงกว่า” ในที่นี้

แบบฝึกหัด

ใช้ break ... up โดยวางคำสรรพนามในตำแหน่งที่ถูกต้องเพื่อเติมประโยค: The report is long, so headings help ____.

ดูคำตอบ

break it up

but it also builds connections. ลำดับความ

1:19

แต่มันก็สร้างการเชื่อมต่อด้วย

ลำดับความ

but it also ...: เพิ่มประเด็นที่ตัดกัน

ใน but it also builds connections คำว่า but เปลี่ยนจากแนวคิดก่อนหน้าไปยังผลอีกด้านที่แตกต่างหรือดูเหมือนตรงข้าม ส่วน also บอกว่าผลนั้นเป็นข้อมูลที่เพิ่มเข้ามา วลีนี้ไม่ได้ลบล้างสิ่งที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ใช้รูปแบบ A, but it also B เพื่อจัดคำอธิบายให้สมดุล โดยบอกผลอย่างหนึ่งก่อน แล้วจึงเพิ่มอีกผลที่ตรงข้ามกันหรืออาจทำให้ผู้ฟังแปลกใจ

แบบฝึกหัด

ใช้รูปแบบสามคำจากบทเรียนที่แสดงทั้งความขัดแย้งและการเพิ่มเติมเพื่อเติมประโยคให้สมบูรณ์: The app separates work into folders, ____ keeps related files connected.

ดูคำตอบ

but it also

Another of its tasks is to link together independent clauses. วลี

1:22

อีกงานหนึ่งของมันคือการเชื่อมอนุประโยคอิสระเข้าด้วยกัน

วลี

link together independent clauses: เชื่อมอนุประโยคอิสระเข้าด้วยกัน

ใน link together independent clauses คำว่า link together หมายถึงการเชื่อมสิ่งที่แยกกันให้เกิดความสัมพันธ์หรือเป็นหน่วยเดียวกัน ส่วน independent clauses คือสิ่งที่ถูกเชื่อม อนุประโยคอิสระสื่อความคิดที่สมบูรณ์และสามารถเป็นประโยคได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น วลีนี้จึงหมายถึงการเชื่อมอนุประโยคที่สมบูรณ์สองส่วน ซึ่งมักมีแนวคิดเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่การเชื่อมส่วนของประโยคที่ไม่สมบูรณ์

แบบฝึกหัด

ใช้วลีสี่คำจากบทเรียนเติมคำอธิบายไวยากรณ์ให้สมบูรณ์: A semicolon can ____ when the two ideas are closely related.

ดูคำตอบ

link together independent clauses

These are sentences that can stand on their own, สำนวน

1:26

เหล่านี้คือประโยคที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง

สำนวน

stand on their own: สมบูรณ์ได้โดยไม่ต้องพึ่งส่วนอื่น

ในประโยคนี้ stand on their own หมายถึง สมบูรณ์และเข้าใจได้โดยไม่ต้องพึ่งส่วนอื่น เป็นการใช้เชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้หมายความว่าประโยคยืนอยู่จริง ๆ ในไวยากรณ์ อนุประโยคอิสระสามารถ stand on its own ได้ เพราะสื่อความคิดที่สมบูรณ์และใช้เป็นประโยคเต็มได้ด้วยตัวเอง รูปแบบเดียวกันนี้ใช้กับย่อหน้า ข้อโต้แย้ง หรือผลงานที่อยู่ได้อย่างอิสระ

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่ารายงานสมบูรณ์พอที่จะเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีเนื้อหาเพิ่มเติม?

  1. The report can stand next to the appendix.
  2. The report has to depend on the appendix.
  3. The report can stand on its own without the appendix.
ดูคำตอบ

The report can stand on its own without the appendix.

but when connected by semicolons,

1:29

แต่เมื่อเชื่อมด้วยเครื่องหมายอัฒภาค

look and sound better

1:31

จะดูและฟังดูดีขึ้น

because they're related in some way.

1:33

เพราะมันมีความเกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่ง

Semicolons were once a great mystery to me.

1:35

“เครื่องหมายอัฒภาคเคยเป็นปริศนาที่ยิ่งใหญ่สำหรับฉัน

I had no idea where to put them. ไวยากรณ์

1:39

ฉันไม่รู้เลยว่าจะต้องวางมันไว้ที่ไหน”

ไวยากรณ์

had no idea where to put them: have no idea + คำแสดงคำถาม + to-infinitive

Had no idea หมายถึง ไม่รู้เลย โดย had เป็นรูปอดีตของ have ส่วน where to put them เป็นอนุประโยคโครงสร้างคำแสดงคำถาม + to-infinitive ที่เติมความหมายให้ no idea ว่าข้อมูลที่ไม่รู้คือสถานที่ที่เหมาะจะวางสิ่งเหล่านั้น โครงสร้างนี้ไม่ใช่คำถามโดยตรง หลัง have no idea ให้ใช้ลำดับคำแบบ where to put them ไม่ใช้ลำดับคำของคำถามโดยตรงแทรกในประโยค รูปแบบที่นำไปใช้ต่อได้คือ have no idea + what/how/where/when + to + คำกริยารูปพื้นฐาน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์โดยใช้ put คำสรรพนาม them และอนุประโยค where + to-infinitive: The new posters arrived, but I had no idea ____.

ดูคำตอบ

where to put them

Technically, ลำดับความ

1:41

ในทางเทคนิคแล้ว

there's nothing wrong with that. น้ำเสียง/เจตนา

1:42

มันก็ไม่ได้มีอะไรผิด

ลำดับความ

Technically: จำกัดข้อสรุปไว้ที่กฎหรือข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัด

เมื่ออยู่ต้นประโยค Technically จะจำกัดขอบเขตของข้อความที่ตามมาว่าเป็นจริงตามกฎ คำนิยาม หรือข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัด ในประโยคนี้หมายความว่าตัวเลือกนั้นไม่ได้ผิดจริง ๆ การขึ้นต้นแบบนี้มักใช้สร้างความต่างระหว่างสิ่งที่ถูกต้องในความหมายแคบ ๆ กับสิ่งที่ใช้ได้ดีที่สุดในทางปฏิบัติ จึงเป็นการเห็นด้วยแบบมีข้อจำกัดและยังเปิดทางให้ตามด้วยข้อสงวนหรือคำแนะนำที่ดีกว่า

แบบฝึกหัด

ใน “Technically, the form is complete, but the signature is hard to read,” คำว่า Technically สื่อถึงอะไร

  1. แบบฟอร์มนี้กรอกเสร็จด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
  2. แบบฟอร์มนี้เป็นฉบับที่ดีที่สุดอย่างชัดเจน
  3. แบบฟอร์มผ่านข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด แม้จะยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ
ดูคำตอบ

แบบฟอร์มผ่านข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด แม้จะยังมีปัญหาในทางปฏิบัติ

น้ำเสียง/เจตนา

There's nothing wrong with that: ยอมรับได้ แต่ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด

There's nothing wrong with that หมายความว่าการกระทำหรือตัวเลือกที่ that กล่าวถึงนั้นยอมรับได้และไม่ใช่ความผิด ประโยคนี้แสดงการเห็นด้วยอย่างอ่อน ๆ ด้วยการปฏิเสธคำตัดสินในด้านลบ ประโยคนี้ไม่ได้บอกว่าตัวเลือกนั้นยอดเยี่ยมหรือดีที่สุด ผู้พูดอาจยอมรับตัวเลือกหนึ่งแล้วเสนอทางเลือกอื่นที่ชัดเจน ง่าย หรือมีประสิทธิภาพมากกว่าก็ได้

แบบฝึกหัด

จริงหรือเท็จ: There's nothing wrong with that หมายความเสมอว่าผู้พูดแนะนำตัวเลือกนั้นอย่างมาก

  1. จริง
  2. เท็จ
ดูคำตอบ

เท็จ

These two sentences can stand alone,

1:43

ประโยคสองประโยคนี้สามารถอยู่ตามลำพังได้

but imagine they appeared in a long list of other sentences, ลำดับความ

1:46

แต่ลองจินตนาการว่ามันปรากฏอยู่ในรายชื่อประโยคยาวๆ อื่นๆ

ลำดับความ

imagine they appeared: การสร้างสถานการณ์สมมติ

imagine ในที่นี้เป็นรูปคำสั่ง โดยละประธาน you ไว้ คำนี้ชวนผู้ฟังให้นึกภาพฉากที่อนุประโยคถัดไปบรรยาย ในประโยคนี้ ฉากดังกล่าวคือสิ่งเหล่านั้นปรากฏอยู่ในรายการยาว ๆ ฉากนี้เป็นสถานการณ์สมมติที่ใช้ปูทางให้คำอธิบายต่อไป ไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านั้นปรากฏขึ้นจริง วิธีนี้ช่วยเปลี่ยนแนวคิดนามธรรมให้เป็นกรณีที่เห็นภาพและคิดตามได้

แบบฝึกหัด

ผู้พูดใช้ imagine they appeared เพื่อทำอะไร?

  1. ถามว่าผู้ฟังจำเหตุการณ์จริงได้หรือไม่
  2. รายงานว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
  3. ชวนผู้ฟังให้นึกภาพสถานการณ์สมมติ
ดูคำตอบ

ชวนผู้ฟังให้นึกภาพสถานการณ์สมมติ

all of the same length,

1:50

ที่มีความยาวเท่ากันทั้งหมด

each separated by periods. ไวยากรณ์

1:51

แต่ละประโยคแยกด้วยเครื่องหมายมหัพภาค

ไวยากรณ์

each separated by periods: โครงสร้าง each + คำกริยาช่องที่สาม

Each หมายถึงแต่ละประโยคที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ Separated เป็นคำกริยาช่องที่สามที่บอกสภาพว่าแต่ละประโยคถูกแยกจากประโยคอื่นด้วยเครื่องหมายมหัพภาค กลุ่มคำนี้เป็นคำอธิบายเสริมแบบกระชับที่เชื่อมกับประโยคก่อนหน้า ไม่ใช่อนุประโยคสมบูรณ์ใหม่ หากเขียนเป็นอนุประโยคเต็ม ความหมายคือ each sentence was separated from the next by a period ส่วนรูปสั้นไม่มีคำกริยาสมบูรณ์อย่าง was

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้างย่อ each + คำกริยาช่องที่สามแบบเดียวกับ each separated by periods?

  1. The photos were arranged in a row, and each was labeled with a date.
  2. The photographers stood in a row, each labeling a photo.
  3. The photos were arranged in a row, each labeled with a date.
ดูคำตอบ

The photos were arranged in a row, each labeled with a date.

Things would get monotonous very fast. ไวยากรณ์

1:54

ทุกอย่างคงจะน่าเบื่อหน่ายอย่างรวดเร็ว

ไวยากรณ์

would get monotonous very fast: ผลลัพธ์ตามสมมติฐาน

ในประโยคนี้ would get บอกผลของสถานการณ์ที่จินตนาการไว้ กล่าวคือ ภายใต้เงื่อนไขนั้น สิ่งต่าง ๆ จะกลายเป็นเรื่องซ้ำซากจำเจอย่างรวดเร็ว would ในที่นี้ไม่ได้บอกเวลาในอดีต แต่เชื่อมผลลัพธ์เข้ากับสมมติฐานที่กล่าวไว้ก่อนหน้า โครงสร้าง would + คำกริยารูปพื้นฐาน ใช้บอกผลลัพธ์ตามสมมติฐาน ส่วน get + คำคุณศัพท์ หมายถึง “กลายเป็น” ดังนั้น get monotonous จึงหมายถึง “กลายเป็นเรื่องซ้ำ ๆ และน่าเบื่อ” very fast บอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นเร็วเพียงใด

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้โครงสร้าง would get เพื่อบอกผลลัพธ์ตามสมมติฐาน: If every page used the same design, the book ____ monotonous very fast.

ดูคำตอบ

would get

In that situation, ลำดับความ

1:57

ในสถานการณ์นั้น

ลำดับความ

In that situation: ย้อนอ้างถึงเงื่อนไขก่อนหน้า

เมื่ออยู่ต้นประโยค In that situation จะย้อนกลับไปกล่าวถึงสถานการณ์เฉพาะที่อธิบายหรือจินตนาการไว้แล้ว ในที่นี้ that situation คือสถานการณ์สมมติที่วางไว้ก่อนหน้า วลีนี้ไม่ได้สร้างสถานการณ์ใหม่ วลีนี้ทำหน้าที่เหมือนป้ายบอกทาง โดยจำกัดข้อความถัดไปให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขนั้น ผู้ฟังจึงเข้าใจว่าข้อสรุปมีเงื่อนไข ไม่ใช่ข้อความที่ใช้ได้ทั่วไป

แบบฝึกหัด

อ่าน: The museum may lose power. In that situation, the staff will guide visitors outside. that situation อ้างถึงอะไร?

  1. เจ้าหน้าที่พาผู้เยี่ยมชมออกไปด้านนอก
  2. เหตุการณ์ใหม่ที่ยังไม่ได้กล่าวถึง
  3. พิพิธภัณฑ์ไฟดับ
ดูคำตอบ

พิพิธภัณฑ์ไฟดับ

Semicolons bring fluidity and variation to writing วลี

1:59

เครื่องหมายอัฒภาคจะนำความลื่นไหลและความหลากหลายมาสู่งานเขียน

วลี

bring fluidity and variation to: เพิ่มคุณสมบัติหรือผลบางอย่าง

ใน bring fluidity and variation to writing คำว่า bring หมายถึงทำให้บางสิ่งได้รับหรือมีคุณสมบัติบางอย่าง ไม่ได้หมายถึงการถือหรือขนย้ายจริง ๆ โครงสร้างคือ bring + ผลหรือคุณสมบัติ + to + สิ่งที่ได้รับผลนั้น fluidity หมายถึงการเชื่อมโยงความคิดอย่างลื่นไหล ส่วน variation หมายถึงความเปลี่ยนแปลงของรูปประโยคหรือจังหวะ ทั้งสองคำช่วยระบุอย่างชัดเจนว่าเครื่องหมายอัฒภาคเพิ่มข้อดีอะไรให้กับงานเขียน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้โครงสร้าง bring + ผลหรือคุณสมบัติ + to + สิ่งที่ได้รับผลได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Different sentence lengths bring rhythm and variety to the paragraph.
  2. Different sentence lengths bring the paragraph to rhythm and variety.
  3. Different sentence lengths carry rhythm and variety the paragraph.
ดูคำตอบ

Different sentence lengths bring rhythm and variety to the paragraph.

by connecting related clauses. ไวยากรณ์

2:02

ด้วยการเชื่อมอนุประโยคที่เกี่ยวข้องกัน

ไวยากรณ์

by connecting related clauses: ใช้ by + กริยา-ing เพื่อบอกวิธี

ในที่นี้ by connecting related clauses อธิบายว่าเครื่องหมายอัฒภาคสร้างผลที่กล่าวไว้ก่อนหน้าได้อย่างไร โครงสร้าง by + กริยา-ing ใช้บอกวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ ในโครงสร้างนี้ by เป็นคำบุพบท ดังนั้นกริยาที่ตามหลังต้องอยู่ในรูป -ing จึงใช้ by connecting ไม่ใช่ by connect หรือ by connected วลีที่บอกวิธีสามารถวางตามหลังผลลัพธ์ที่วลีนั้นอธิบายได้

แบบฝึกหัด

เติมประโยคโดยใช้ by + รูป -ing ของ organize: The app saves time ____ related files automatically.

ดูคำตอบ

by organizing

But as beneficial as they are, ไวยากรณ์

2:04

แต่นอกจากประโยชน์ที่มันมีแล้ว

semicolons don't belong just anywhere. วลี

2:06

เครื่องหมายอัฒภาคก็ไม่ได้เหมาะกับทุกที่

ไวยากรณ์

as beneficial as they are: อนุประโยคยอมรับก่อนแย้งด้วย as ... as

ใน as beneficial as they are อนุประโยค as ... as แสดงการยอมรับข้อหนึ่งก่อนบอกข้อจำกัด โดยหมายถึง 'ถึงแม้ว่ามันจะมีประโยชน์' หรือ 'ไม่ว่ามันจะมีประโยชน์เพียงใด' ผู้พูดยอมรับข้อดีที่มีอยู่จริงก่อนที่ประโยคหลักจะบอกข้อจำกัด รูปแบบคือ as + คำคุณศัพท์ + as + ประธาน + be เมื่อวางไว้ต้นประโยคแล้วตามด้วยประโยคหลักที่มีใจความตรงข้าม จะไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบว่าสองสิ่งเท่ากัน

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ as ... as เพื่อแสดงการยอมรับก่อนแย้ง แทนที่จะเปรียบเทียบว่าเท่ากัน

  1. This map is as useful as the printed guide.
  2. As useful as the map is, it does not show every trail.
  3. The map is useful because it shows every trail.
ดูคำตอบ

As useful as the map is, it does not show every trail.

วลี

don't belong just anywhere: เหมาะเฉพาะในบางสถานที่

ใน don't belong just anywhere คำว่า belong หมายถึง 'เข้ากับสถานที่หรือบริบทอย่างเป็นธรรมชาติ หรือมีความเหมาะสม' โดยพูดถึงความเหมาะสม ไม่ใช่ความเป็นเจ้าของหรือความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ Just anywhere หมายถึงสถานที่ใดก็ได้ที่เลือกโดยไม่มีข้อจำกัด รูปปฏิเสธไม่ได้หมายถึง 'ไม่มีที่ไหนเลย' แต่หมายถึงมีสถานที่ที่เหมาะสม เพียงแต่ไม่ใช่ทุกที่ที่เหมาะสม

แบบฝึกหัด

ประโยคใดบอกว่าสไตล์หนึ่งเหมาะกับบางบริบท แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกบริบท

  1. Bright neon colors belong everywhere.
  2. Bright neon colors don't belong just anywhere; they work best in playful designs.
  3. Bright neon colors don't belong anywhere.
ดูคำตอบ

Bright neon colors don't belong just anywhere; they work best in playful designs.

There are two main rules that govern their use. การใช้คำ

2:09

มีกฎหลักสองข้อที่ควบคุมการใช้มัน

การใช้คำ

govern their use: กฎที่ควบคุมการใช้งาน

ในที่นี้ govern หมายถึง “ควบคุมหรือกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับบางสิ่ง” กฎสองข้อนี้เป็นตัวกำหนดว่าสามารถใช้เครื่องหมายอัฒภาคอย่างไร โดย govern ไม่ได้หมายความว่ามีรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง รูปแบบ rules that govern + คำนาม เป็นวิธีพูดแบบเป็นทางการว่ากฎควบคุมวิธีทำงานหรือวิธีใช้งานของสิ่งหนึ่ง

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ govern อย่างถูกต้องในความหมายว่า “กำหนดกฎเกณฑ์สำหรับบางสิ่ง”

  1. The game rules govern about how each player moves.
  2. The game rules govern how each player moves.
  3. The game rules are govern how each player moves.
ดูคำตอบ

The game rules govern how each player moves.

Firstly, unless they're being used in lists, ไวยากรณ์

2:12

ประการแรก เว้นแต่ว่ามันจะถูกใช้ในรายการ

ไวยากรณ์

unless they're being used in lists: การบอกข้อยกเว้น

Unless ใช้เพื่อบอกข้อยกเว้น Unless they're being used in lists หมายถึง “ถ้าเครื่องหมายเหล่านั้นไม่ได้กำลังถูกใช้ในรายการ” กฎที่ตามมาจะใช้เมื่อไม่ได้ใช้เครื่องหมายเหล่านั้นในรายการ ส่วนการใช้ในรายการคือข้อยกเว้น They're being used เป็นรูป present continuous แบบ passive โดย they เป็นสิ่งที่ถูกใช้ โครงสร้างนี้เน้นสถานการณ์ที่เครื่องหมายเหล่านั้นถูกใช้ ไม่ได้เน้นว่าใครเป็นผู้ใช้

แบบฝึกหัด

เติมกฎให้สมบูรณ์ด้วย Unless และรูป present continuous แบบ passive ของ use: ____ the form ____ online, sign it by hand.

ดูคำตอบ

Unless · is being used

semicolons should only connect clauses ไวยากรณ์

2:15

เครื่องหมายอัฒภาคควรจะใช้เชื่อมอนุประโยค

that are related in some way.

2:18

ที่มีความเกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่งเท่านั้น

ไวยากรณ์

should only connect: จำกัดขอบเขตที่กฎอนุญาต

ในโครงสร้าง should only + คำกริยารูปพื้นฐาน should ใช้บอกกฎหรือคำแนะนำ ส่วน only เพิ่มข้อจำกัด ในที่นี้ เครื่องหมายอัฒภาคควรเชื่อมอนุประโยคก็ต่อเมื่ออนุประโยคนั้นเกี่ยวข้องกันในทางใดทางหนึ่ง คำว่า that are related in some way ขยาย clauses และบอกเงื่อนไข ต้องคง only ไว้ เพราะถ้าตัดออก ประโยคจะเป็นเพียงคำแนะนำและไม่สื่อชัดว่ากรณีอื่นไม่รวมอยู่ด้วย

แบบฝึกหัด

ประโยคใดหมายความว่าควรเปิดประตูนี้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น

  1. You should open this door in an emergency.
  2. You should only open this door in an emergency.
  3. Only you should open this door in an emergency.
ดูคำตอบ

You should only open this door in an emergency.

You wouldn't use one here, for instance. ลำดับความ

2:20

ตัวอย่างเช่น คุณจะไม่ใช้มันที่นี่

ลำดับความ

for instance: ใช้ระบุตัวอย่างที่เฉพาะเจาะจง

For instance หมายถึง “ตัวอย่างเช่น” ใช้ระบุว่ากรณีหนึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกฎ แนวคิด หรือข้อความที่กว้างกว่า ในที่นี้วลีนี้อยู่ท้ายประโยค โดยบอกผู้ฟังว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างของกฎก่อนหน้า ไม่ได้ใช้เพื่อเสนอข้อกฎใหม่

แบบฝึกหัด

เลือกวลีที่ระบุว่านกฮูกเป็นหนึ่งในตัวอย่างในประโยคนี้: Some animals are active at night. Owls, ___, often hunt after dark.

  1. instead
  2. therefore
  3. for instance
ดูคำตอบ

for instance

Semicolons were once a great mystery to me.

2:23

“เครื่องหมายอัฒภาคเคยเป็นปริศนาที่ยิ่งใหญ่สำหรับฉัน

I'd really like a sandwich.

2:26

ฉันอยากกินแซนด์วิชจริงๆ”

Periods work best here การใช้คำ

2:28

เครื่องหมายมหัพภาคทำงานได้ดีที่สุดที่นี่

การใช้คำ

work best here: ตัวเลือกที่เหมาะที่สุด

ใน work best here คำว่า work หมายถึง “ใช้ได้ผลหรือเหมาะสม” ไม่ใช่ “ทำงาน” ส่วน best เป็นการเปรียบเทียบตัวเลือกเครื่องหมายวรรคตอนที่มี และ here หมายถึงความสัมพันธ์ของประโยคในกรณีนี้โดยเฉพาะ รูปแบบ X works best here สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นได้ โดยหมายความว่า X เป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ใช้กล่าวถึงเครื่องมือ วิธีการ รูปแบบ หรือกฎได้

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ work ในความหมายว่า “ใช้ได้ผลหรือเหมาะสม”

  1. Of all the employees here, Mia works the hardest.
  2. Color-coded labels work best here because the boxes look alike.
  3. Two mechanics work here every Saturday.
ดูคำตอบ

Color-coded labels work best here because the boxes look alike.

because these are two totally different ideas.

2:30

เพราะมันเป็นความคิดสองอย่างที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

A semicolon's job is to reunite two independent clauses สำนวน

2:33

หน้าที่ของเครื่องหมายอัฒภาคคือการรวมสองอนุประโยคอิสระกลับเข้าด้วยกัน

สำนวน

reunite two independent clauses: การใช้บุคลาธิษฐานที่ช่วยให้เห็นภาพ

โดยปกติ reunite หมายถึง “ทำให้กลับมาอยู่ด้วยกันหลังจากแยกจากกัน” ในที่นี้เป็นการใช้บุคลาธิษฐาน โดยทำให้อนุประโยคดูเหมือนสิ่งของหรือคนที่สามารถกลับมารวมกันได้ อนุประโยคอิสระสามารถเป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง สำนวนนี้นำเสนออนุประโยคทั้งสองว่าแต่ละส่วนสมบูรณ์ในตัวเองแต่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด อัฒภาคจึงนำทั้งสองส่วนมาไว้ในประโยคเดียวกัน Reunite เป็นสำนวนที่ช่วยให้เห็นภาพ ไม่ใช่ศัพท์ไวยากรณ์ทางเทคนิค

แบบฝึกหัด

reunite สื่อความหมายอย่างไรในประโยคนี้

  1. อนุประโยคทั้งสองส่วนไม่สามารถเป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง
  2. อัฒภาคนำอนุประโยคสองส่วนที่สมบูรณ์แต่เกี่ยวข้องกันมาไว้ในประโยคเดียว
  3. อนุประโยคเหล่านี้คือคนที่กลับมาพบกันหลังจากแยกจากกันเป็นเวลานาน
ดูคำตอบ

อัฒภาคนำอนุประโยคสองส่วนที่สมบูรณ์แต่เกี่ยวข้องกันมาไว้ในประโยคเดียว

that will benefit from one another's company สำนวน

2:37

ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการอยู่คู่กัน

สำนวน

benefit from one another's company: company หมายถึงการอยู่เป็นเพื่อนกัน

Benefit from หมายถึง “ได้รับประโยชน์หรือดีขึ้นเพราะบางสิ่ง” ส่วน one another’s company หมายถึง “การอยู่เป็นเพื่อนกัน” โดย company ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงบริษัท ประโยคนี้ทำให้อนุประโยคสองส่วนดูเหมือนเป็นคนที่ช่วยกันได้เมื่ออยู่ด้วยกัน โดยทั่วไป วลีนี้ใช้บอกได้ว่าคนหรือสิ่งของมีประโยชน์ ชัดเจน หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อนำมาอยู่ด้วยกัน

แบบฝึกหัด

ในประโยคนี้ one another's company หมายถึงอะไร?

  1. เงินจากบริษัทที่ทั้งสองฝ่ายเป็นเจ้าของร่วมกัน
  2. การอยู่เป็นเพื่อนกันที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้กัน
  3. คำแนะนำจากนายจ้าง
ดูคำตอบ

การอยู่เป็นเพื่อนกันที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้กัน

because they refer to the same thing. วลี

2:40

เพราะมันหมายถึงสิ่งเดียวกัน

วลี

refer to the same thing: ชี้ไปที่ความหมายหรือสิ่งเดียวกัน

Refer to หมายถึง “ชี้ไปที่ เป็นตัวแทนของ หรือกล่าวถึง” หากคำ ป้ายชื่อ หรืออนุประโยคสองส่วน refer to the same thing ทั้งสองส่วนจะเชื่อมโยงกับบุคคล สิ่งของ ความคิด หรือหัวข้อเดียวกัน ในที่นี้ วลีดังกล่าวอธิบายว่าทำไมอนุประโยคสองส่วนจึงอยู่ด้วยกันได้ เพราะทั้งสองกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองไปค้นข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยวลีเป้าหมาย: In this manual, 'main page' and 'home page' ____ the same thing.

ดูคำตอบ

refer to

Secondly, you'll almost never find a semicolon willingly stationed สำนวน

2:42

ประการที่สอง คุณแทบจะไม่มีวันพบเครื่องหมายอัฒภาคถูกวางไว้อย่างเต็มใจ

สำนวน

almost never find a semicolon willingly stationed: การทำให้เครื่องหมายดูเหมือนคนอย่างขบขัน

ในประโยคนี้ almost never หมายถึง “แทบจะไม่เคย” ไม่ใช่ never แบบเด็ดขาด สำนวนนี้เน้นว่าโดยปกติแล้วเครื่องหมายอัฒภาคจะไม่ถูกวางไว้ในตำแหน่งที่กล่าวถึง แต่ยังเปิดโอกาสให้มีข้อยกเว้นที่พบได้น้อยมาก willingly stationed บรรยายเครื่องหมายอัฒภาคราวกับเป็นคนที่ยินยอมไปยืนอยู่ที่ใดที่หนึ่งได้ การทำให้สิ่งไม่มีชีวิตมีลักษณะเหมือนคนนี้ทำให้กฎเครื่องหมายวรรคตอนดูขบขันและจำง่ายขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเครื่องหมายอัฒภาคเลือกได้จริง ๆ

แบบฝึกหัด

ข้อความที่เน้นไว้มีความหมายว่าอย่างไรในที่นี้?

  1. ประโยคนี้กล่าวว่าเครื่องหมายอัฒภาคไม่สามารถปรากฏในประโยคใด ๆ ได้เลย
  2. ประโยคนี้กล่าวตามตัวอักษรว่าเครื่องหมายอัฒภาคเลือกที่ยืนเองได้
  3. ประโยคนี้กล่าวอย่างขบขันว่าเครื่องหมายอัฒภาคแทบจะไม่ถูกวางไว้ในตำแหน่งนั้น
ดูคำตอบ

ประโยคนี้กล่าวอย่างขบขันว่าเครื่องหมายอัฒภาคแทบจะไม่ถูกวางไว้ในตำแหน่งนั้น

before coordinating conjunctions, การใช้คำ

2:46

หน้าสันธานเชื่อมความ

the words and, but, for, nor,

2:49

ได้แก่คำว่า and, but, for, nor,

or, so, and yet.

2:53

or, so และ yet

การใช้คำ

coordinating conjunctions: and, but, for, nor, or, so และ yet

coordinating conjunctions หรือคำสันธานประสาน ใช้เชื่อมคำ วลี หรืออนุประโยคที่มีสถานะทางไวยากรณ์เท่ากัน คำทั้งเจ็ดที่ระบุไว้ในที่นี้คือ and, but, for, nor, or, so และ yet ใน “coordinating conjunctions, the words ...” รายการคำที่ตามมาระบุว่าศัพท์นี้หมายถึงคำใดบ้าง ในที่นี้ for อาจเป็นคำสันธานที่หมายถึง “เพราะว่า” ไม่ใช่คำบุพบท for ที่ใช้ในวลีอย่าง for my friend

แบบฝึกหัด

คำใดเป็นคำสันธานประสาน?

  1. although
  2. but
  3. however
ดูคำตอบ

but

That's a comma's place, in fact. การใช้คำ

2:55

ความจริงนั่นคือที่ของเครื่องหมายจุลภาค

การใช้คำ

That's a comma's place: place ในความหมายว่าตำแหน่งหรือหน้าที่ที่เหมาะสม

ใน That's a comma's place คำว่า place หมายถึงตำแหน่งหรือหน้าที่ที่เหมาะกับเครื่องหมายจุลภาค ไม่ได้หมายถึงสถานที่จริงที่เครื่องหมายจุลภาคเป็นเจ้าของ รูปแบบนี้ใช้บอกได้ว่าอะไรเหมาะสมในสถานการณ์หนึ่ง ๆ โดย X's place อาจหมายถึงตำแหน่งที่ X ควรอยู่หรือหน้าที่ที่ X ควรทำ ในที่นี้ผู้พูดหมายความว่า ณ จุดนั้นควรใช้เครื่องหมายจุลภาค ไม่ใช่เครื่องหมายวรรคตอนชนิดอื่น

แบบฝึกหัด

That's a comma's place ในที่นี้หมายความว่าอะไร

  1. ตรงจุดนั้นควรใช้เครื่องหมายจุลภาค
  2. เครื่องหมายจุลภาคเป็นเจ้าของสถานที่จริงแห่งหนึ่ง
  3. ทุกประโยคต้องลงท้ายด้วยเครื่องหมายจุลภาค
ดูคำตอบ

ตรงจุดนั้นควรใช้เครื่องหมายจุลภาค

But a semicolon can replace a conjunction การใช้คำ

2:57

แต่เครื่องหมายอัฒภาคสามารถแทนที่คำสันธานได้

การใช้คำ

can replace a conjunction: เมื่อเครื่องหมายอัฒภาคทำหน้าที่เชื่อมแทนคำสันธานได้

can replace a conjunction หมายความว่า บางครั้งเครื่องหมายอัฒภาคสามารถทำหน้าที่เชื่อมแทนคำอย่าง and, but หรือ so ได้ รูปแบบคือ independent clause; independent clause โดยทั้งสองฝั่งต้องเป็นประโยคสมบูรณ์ได้เอง และแนวคิดต้องเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด can แสดงว่าเป็นไปได้เมื่อมีเงื่อนไขที่เหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าจะสลับใช้ได้อย่างอิสระในทุกประโยค เมื่อไม่มีคำสันธาน ผู้อ่านจะตีความความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างอนุประโยคจากความหมายและบริบท

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้เครื่องหมายอัฒภาคแทนคำสันธานได้อย่างเป็นธรรมชาติ

  1. Because the store was closed; we went home.
  2. The store was closed; we went home.
  3. I bought bread; and milk.
ดูคำตอบ

The store was closed; we went home.

to shorten a sentence ไวยากรณ์

3:00

เพื่อทำให้ประโยคสั้นลง

or to give it some variety.

3:02

หรือเพื่อให้มันมีความหลากหลายบ้าง

ไวยากรณ์

to shorten ... or to give ...: จุดประสงค์สองอย่างในโครงสร้างคู่ขนาน

วลีนี้ใช้ or เชื่อมจุดประสงค์ที่เป็นไปได้สองอย่าง ได้แก่ to shorten a sentence และ to give it some variety แต่ละส่วนใช้โครงสร้าง to + กริยารูปพื้นฐาน จึงเป็นโครงสร้างคู่ขนานที่ชัดเจน บางครั้งสามารถละ to ตัวที่สองได้เป็น to shorten a sentence or give it some variety การใช้ to ซ้ำเหมือนในตัวอย่างช่วยให้มองเห็นวลีบอกจุดประสงค์ยาว ๆ ทั้งสองส่วนได้ง่ายขึ้น

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้รูป to + กริยาที่สอดคล้องกันเพื่อบอกจุดประสงค์ที่เป็นไปได้สองอย่าง?

  1. We changed the layout for save space or to make the page easier to read.
  2. We changed the layout to save space or to make the page easier to read.
  3. We changed the layout to save space or making the page easier to read.
ดูคำตอบ

We changed the layout to save space or to make the page easier to read.

Ultimately, this underappreciated punctuation mark โน้ต

3:04

ท้ายที่สุดแล้ว เครื่องหมายวรรคตอนที่ถูกมองข้ามนี้

การใช้คำ

underappreciated punctuation mark: เครื่องหมายวรรคตอนที่ได้รับการชื่นชมน้อยกว่าที่ควร

ในวลี underappreciated punctuation mark คำว่า underappreciated ขยาย punctuation mark และหมายความว่าเครื่องหมายนี้ไม่ได้รับความสนใจหรือคำชื่นชมมากเท่าที่ควร ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครเห็นคุณค่าของมันเลย การเรียกอัฒภาคว่า underappreciated ทำให้ผู้พูดนำเสนอว่ามันเป็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม และปูทางไปสู่คำอธิบายว่าทำไมมันจึงมีประโยชน์ คำว่า underappreciated ใช้แบบเดียวกันได้กับคน สถานที่ ทักษะ หรือผลงานที่คุณค่ายังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่

แบบฝึกหัด

สวนที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักแห่งหนึ่งได้รับคำชมอยู่บ้าง แต่สมควรได้รับความสนใจมากกว่านี้มาก ประโยคใดสื่อความหมายนี้ได้ถูกต้อง

  1. The park is underappreciated.
  2. The park is overappreciated.
  3. The park is unappreciative.
ดูคำตอบ

The park is underappreciated.

can give writing clarity, force, and style, วลี

3:08

สามารถให้ความชัดเจน พลัง และรูปแบบแก่งานเขียนได้

ลำดับความ

Ultimately: การนำเสนอข้อสรุปโดยรวม

เมื่ออยู่ต้นประโยค Ultimately ส่งสัญญาณว่าผู้เขียนกำลังเปลี่ยนจากรายละเอียดก่อนหน้าไปสู่ข้อวินิจฉัยสุดท้ายโดยรวม ในที่นี้หมายถึง 'เมื่อพิจารณาทุกสิ่งที่สำคัญแล้ว' หรือ 'ท้ายที่สุดแล้ว' คำนี้ช่วยจัดลำดับการให้เหตุผล ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเป็นลำดับสุดท้าย หลัง Ultimately มักจะตามด้วยข้อสรุปหรือการประเมินหลัก

แบบฝึกหัด

ประโยคใดใช้ Ultimately เพื่อนำเสนอข้อสรุปโดยรวม?

  1. Ultimately, the plan's success depends on public support.
  2. Meanwhile, the team is checking the results.
  3. Finally, press the green button to save the file.
ดูคำตอบ

Ultimately, the plan's success depends on public support.

วลี

give writing clarity, force, and style: เพิ่มคุณลักษณะด้วย give

ใน give writing clarity, force, and style คำว่า give หมายถึง “มอบให้” หรือ “เพิ่มให้” ไม่ใช่การยื่นสิ่งของให้ใครจริง ๆ โครงสร้างคือ give + สิ่งที่ได้รับผล + คุณลักษณะ โดย writing คือสิ่งที่ได้รับผล ส่วน clarity, force และ style คือคุณลักษณะที่เพิ่มเข้ามา คำบอกคุณลักษณะทั้งสามคำเป็นคำนามที่เรียงขนานกัน clarity หมายถึงความชัดเจน force หมายถึงพลังหรือน้ำหนัก และ style หมายถึงวิธีแสดงความคิดที่มีเอกลักษณ์และได้ผล โครงสร้างสั้น ๆ นี้ใช้วิจารณ์ได้ว่าการเลือกวิธีเขียนแบบหนึ่งเพิ่มอะไรให้งานเขียน

แบบฝึกหัด

เติมประโยคด้วยโครงสร้างสองคำ give + writing ตามที่กำหนด: Careful editing can ____ clarity and force.

ดูคำตอบ

give writing

all encompassed in one tiny dot and squiggle ไวยากรณ์

3:11

ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในจุดและเส้นหยักเล็กๆ

ไวยากรณ์

all encompassed in ...: ใช้ past participle ย่อรายการก่อนหน้าให้เป็นบทสรุป

ในที่นี้ all ย้อนกลับไปหมายถึงคุณลักษณะต่าง ๆ ที่เพิ่งกล่าวไว้ก่อนวลีนี้ encompassed in one tiny dot and squiggle สื่อว่าคุณลักษณะเหล่านั้นทั้งหมดถูกรวมหรือย่อไว้ในรูปร่างเล็ก ๆ ของเครื่องหมายอัฒภาค ซึ่งประกอบด้วยจุดหนึ่งจุดและเส้นโค้งหนึ่งเส้น ในทางไวยากรณ์ all encompassed in ... เป็นวลี participle ที่ย่อมาและมีความหมายแบบถูกกระทำ สามารถขยายความเป็น with all of them encompassed in ... หรือ all of them being encompassed in ... ได้ encompassed ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกริยาหลักแบบผู้กระทำในที่นี้ แต่โครงสร้างนี้ช่วยสรุปรายการก่อนหน้าให้เหลือคำบรรยายสั้น ๆ ชุดเดียว

แบบฝึกหัด

all encompassed in one tiny dot and squiggle ทำหน้าที่อะไรในประโยคนี้

  1. เริ่มรายการใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กล่าวมาก่อน
  2. บอกว่าจุดเล็ก ๆ เป็นผู้ทำการกระทำก่อนหน้าทั้งหมดด้วยตัวเอง
  3. ย่อคุณลักษณะที่กล่าวไว้ก่อนหน้าให้เป็นบทสรุปแบบถูกกระทำเพียงหนึ่งชุด
ดูคำตอบ

ย่อคุณลักษณะที่กล่าวไว้ก่อนหน้าให้เป็นบทสรุปแบบถูกกระทำเพียงหนึ่งชุด

that's just waiting to be put in the right place. สำนวน

3:15

ที่เพียงแค่รอให้ถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง

สำนวน

waiting to be put in the right place: การทำให้เหมือนคนและ infinitive แบบถูกกระทำ

วลีนี้ทำให้เครื่องหมายวรรคตอนมีลักษณะเหมือนคน โดยบรรยายราวกับว่ามันสามารถรอผู้เขียนได้ ความหมายจริงคือเครื่องหมายนี้พร้อมใช้งาน แต่ต้องอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะกับหลักไวยากรณ์และความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดเท่านั้น ใน waiting to be put ส่วน to be put เป็น infinitive แบบถูกกระทำ ผู้เขียนเป็นผู้วางเครื่องหมายไว้ที่ใดที่หนึ่ง ส่วนเครื่องหมายเป็นสิ่งที่ได้รับการกระทำ right ในที่นี้หมายถึงถูกต้องหรือเหมาะสม ไม่ได้หมายถึงด้านขวา

แบบฝึกหัด

เติมประโยคให้สมบูรณ์ด้วย infinitive แบบถูกกระทำของ put: The last puzzle piece is waiting ____ in its place.

ดูคำตอบ

to be put